แผ่นดินไหว 6.2 ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซ็นหลายสายงดให้บริการ ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

แผ่นดินไหว 6.2 ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซ็นหลายสายงดให้บริการ ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

6 ม.ค. 2569 09:55 น.

แผ่นดินไหว 6.2 ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซ็นหลายสายงดให้บริการ ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

ญี่ปุ่นผวา แผ่นดินไหวขนาด 6.2 เขย่าจังหวัดชิมาเนะ ทางตะวันตกของประเทศ รับรู้แรงสั่นสะเทือนระดับ 5+ ในหลายพื้นที่ รถไฟชินคันเซ็นสายหลักงดให้บริการชั่วคราว ขณะที่ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

วันที่ 6 มกราคม 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.2 ในภูมิภาคชูโกกุ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเวลา 09.18 น. ของวันอังคารที่ 6 มกราคม โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในจังหวัดชิมาเนะ ขณะที่แรงสั่นสะเทือนในจังหวัดชิมาเนะ และทตโตริ วัดได้ระดับ 5 ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่นซึ่งมีตั้งแต่ 0-7 ซึ่งถือว่าแรงพอที่จะทำให้เคลื่อนไหวลำบากหากไม่มีสิ่งยึดเกาะ ขณะที่เมืองซาคาอิมินาโตะ จังหวัดทตโตริ รับรู้แรงสั่นระดับ 4

รายงานข่าวระบุว่า หลังแผ่นดินไหวหลัก ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง มีขนาด 4.5, 5.1, 3.8 และ 5.4 อย่างต่อเนื่อง แต่ทางการยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดคลื่นสึนามิในพื้นที่

ทางด้านบริษัทเวสต์เจแปนเรลเวย์ (JR West) ประกาศระงับการเดินรถไฟชินคันเซ็น สายซันโย ช่วงระหว่างสถานีชินโอซากะ ถึงฮากาตะ เป็นการชั่วคราว หลังเกิดไฟฟ้าดับจากแรงแผ่นดินไหว

ด้านบริษัทชูโกกุ อิเล็กทริก พาวเวอร์ ซึ่งดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ชิมาเนะ ระบุว่า ณ เวลา 10.45 น. ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โรงไฟฟ้า โดยสำนักงานกำกับดูแลพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีเหตุผิดปกติในระบบความปลอดภัย ขณะที่ทางการญี่ปุ่นระบุว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมย้ำว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก และระบบเตือนภัยยังคงทำงานตามปกติ.

ที่มา  NHK / Channelnewsasia

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด “มิน อ่อง หล่าย” เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด "มิน อ่อง หล่าย" เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

6 ม.ค. 2569 09:27 น.

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด “มิน อ่อง หล่าย” เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

โลกออนไลน์เมียนมาระอุ หลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์วันเอกราชเมียนมา ชาวเน็ตแห่ไปคอมเมนต์เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์ จับผู้นำเผด็จการ “มิน อ่องหล่าย” ไปดำเนินคดี แบบเดียวกับนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา

วันที่ 6 มกราคม 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดี รายงานว่า เพจเฟซบุกของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำนครย่างกุ้ง ของเมียนมา ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เนื่องในวันเอกราชเมียนมา ตรงกับ 4 มกราคม 2568 ซึ่งในแถลงการณ์ฉบับนี้ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อวิกฤตในเมียนมา และย้ำว่าสหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้กองทัพยุติความรุนแรง เปิดทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบ และเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อยุติวิกฤตอย่างสันติและยั่งยืน

แต่ปรากฎว่า มีชาวเมียนมาทั้งในและนอกประเทศเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่า “ถ้อยคำไม่เพียงพอ” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยดำเนินการเชิงรูปธรรมต่อพลเอกอาวุโสมิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา อย่างการจับกุมตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ โดยพากันอ้างถึงกรณีล่าสุดที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยา และนำตัวไปดำเนินคดีที่นครนิวยอร์ก

รายงานข่าวระบุว่า ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังโพสต์ของสถานทูตสหรัฐฯ ถูกเผยแพร่ มีการแสดงความคิดเห็นกว่า 4,700 ข้อความหลั่งไหลเข้าไป โดยราว 90% เรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับรัฐบาลทหารเมียนมาเช่นเดียวกับที่ทำกับเวเนซุเอลา

ชาวเน็ตระบุว่า ประชาชนเมียนมาขอบคุณสหรัฐฯ เสมอมา แต่รัฐบาลทหารเมียนมาไม่ฟังเสียงประชาชน ขณะที่อีกความเห็นเขียนว่า “ได้โปรดมาจับหัวหน้าแก๊งค้ายาและแก๊งสแกมเมอร์ มิน อ่อง หล่าย ด้วย” ขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายรายระบุว่า วันเอกราชเมียนมาไม่อาจมีความหมายได้ ตราบใดที่ประเทศยังอยู่ภายใต้เผด็จการทหารและประชาชนยังถูกสังหาร จับกุม และกดขี่อย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า กระแสเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความคับแค้นใจอย่างลึกซึ้งของชาวเมียนมา ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในช่องทางสุดท้ายในการร้องขอความคุ้มครองจากนานาชาติ แม้หลายฝ่ายยอมรับว่าการแทรกแซงโดยตรงของสหรัฐฯ เป็นไปได้ยากจากข้อจำกัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์.

ที่มา Irrawaddy

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

6 ม.ค. 2569 08:57 น.

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา คว้าชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งเฟสแรก โดยครองเก้าอี้ เกือบ 90% ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ผลคะแนนอย่างเป็นทางการชุดล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม ระบุว่าพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ได้ครอง เกือบ 90% ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งเฟสแรก

การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งแบบแบ่งเฟสตลอดหนึ่งเดือน ซึ่งกองทัพเมียนมาระบุว่าเป็นกระบวนการคืนอำนาจให้ประชาชน หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของ อองซาน ซูจี แต่บรรดานักการทูตตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยต่างมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง กลยุทธ์สร้างภาพใหม่ให้ระบอบทหาร มากกว่าจะเป็นการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม

จากการรวบรวมข้อมูลผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของสำนักข่าว AFP ระหว่างวันศุกร์ถึงวันจันทร์ พบว่า พรรค USDP ชนะไป 89 จาก 102 ที่นั่งในสภาล่าง ที่เปิดให้เลือกตั้งในเฟสแรก คิดเป็นมากกว่า 87% ของที่นั่งทั้งหมดในรอบนี้ ส่วนที่นั่งที่เหลือส่วนใหญ่ตกเป็นของพรรคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่าง ๆ

นักวิเคราะห์และองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยจำนวนมากระบุว่า USDP เป็นพรรคตัวแทนกองทัพ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนอดีตนายทหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากนางอองซาน ซูจี วัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังแบบตัดขาดจากโลกภายนอก, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกยุบ และ ไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และผู้เห็นต่างจำนวนมากถูกปราบปรามหรือจับกุม

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD เคยชนะถล่มทลายเหนือ USDP ก่อนที่กองทัพจะอ้างว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง และทำรัฐประหารยึดอำนาจในเวลาต่อมา

ซึ่งถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ กำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาล่าง และ ตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายกระทรวงยังถูกกันไว้ให้ทหารโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการทั้งหมดจะประกาศหลังจบเฟสที่สามและเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม

ทั้งนี้ การรัฐประหารปี 2021 จุดชนวนให้เมียนมาตกอยู่ใน สงครามกลางเมือง เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตยจับอาวุธตั้งกองกำลังต่อต้าน ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานาน

กลุ่มกบฏหลายฝ่ายประกาศชัดว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนควบคุม ขณะที่รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ และกำลังเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

จ่อถล่มโคลอมเบีย “ทรัมป์” กร้าวอ้างแหล่งผลิตยานรก ขู่ผู้นําเวเนซุเอลาให้ร่วมมือ

จ่อถล่มโคลอมเบีย "ทรัมป์" กร้าวอ้างแหล่งผลิตยานรก ขู่ผู้นําเวเนซุเอลาให้ร่วมมือ

จ่อถล่มโคลอมเบีย “ทรัมป์” กร้าวอ้างแหล่งผลิตยานรก ขู่ผู้นําเวเนซุเอลาให้ร่วมมือ

6 ม.ค. 2569 08:32 น.

“ทรัมป์” ห้าวไม่เลิก ขู่รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนใหม่ หากไม่ทำตามสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดฮึ่มใช้กำลังทหารโจมตีเวเนฯอีกครั้ง หากไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯให้เข้าถึงแหล่งน้ำมันและทรัพยากรอื่นๆ ทั้งหมดของประเทศ พร้อมประกาศลั่นเล็งขยี้ “โคลอมเบีย” เป็นเป้าหมายต่อไปด้วยข้ออ้างเดิม มี

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

6 ม.ค. 2569 07:08 น.

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าตัดงบประมาณสำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่พรรคเดโมแครตบริหารจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างความกังวลว่าจะนำเงินไปใช้ในทางทุจริต

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว นิวยอร์ก โพสต์ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 ว่า คณะทำงานของทรัมป์กำลังตัดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็กจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่จัดสรรไว้ให้รัฐที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต 5 แห่ง อ้างความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างทุจริตโดยส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะทำการอายัดงบประมาณซึ่งมาจากภาษีประชาชน ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกสกัดกั้นไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก ขณะที่หั่นงบฯ จากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ไม่ให้ไปยัง 5 รัฐดังกล่าวเช่นกัน

การสั่งหยุดจ่ายงบประมาณดังกล่าวจะมีการประกาศผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างทุจริตโดยส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้องเป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นอกจากนั้น นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นตามมาด้วยการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่งที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบรายที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรูและถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลยและอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

ต่อมา นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nypost

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

6 ม.ค. 2569 03:06 น.

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สาบานตนรับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแล้ว ไม่กี่วันหลังจากนาย นิโกลัส มาดูโร ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง

เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น นางเดลซี โรดริเกซ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีนาย ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติและเป็นพี่ชายของนางโรดริเกซ เป็นผู้ดำเนินการประกอบพิธี

ผู้นำรักษาการของเวเนซุเอลากล่าวว่า เธอเข้าพิธีสาบานตนด้วยความหนักอึ้งในใจต่อสิ่งที่เธอถือว่าเป็นการ “ลักพาตัว” ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซิเลีย ฟลอเรส

“ดิฉันมาที่นี่ในฐานะรองประธานาธิบดีฝ่ายบริหารของนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้เป็นประธานาธิบดีอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา เพื่อเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มาดูโรขึ้นศาลสหรัฐฯ ไม่รับผิดทุกข้อหา ลั่นยังเป็น ปธน.เวเนซุเอลา

มาดูโรขึ้นศาลสหรัฐฯ ไม่รับผิดทุกข้อหา ลั่นยังเป็น ปธน.เวเนซุเอลา

6 ม.ค. 2569 02:38 น.

มาดูโรขึ้นศาลสหรัฐฯ ไม่รับผิดทุกข้อหา ลั่นยังเป็น ปธน.เวเนซุเอลา

นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลากับภริยา ขึ้นศาลในนิวยอร์กแล้ว โดยทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยนายมาดูโรยืนยันว่า ตัวเขายังเป็นประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอยู่

เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐนิวยอร์ก นายนิโกลัส มาดูโร กับ ซิเลีย ฟลอเรส ในชุดนักโทษสีส้มและถูกล่ามโซ่ที่เท้า ถูกเจ้าหน้าที่พาตัวมายังศาลเขตใต้แห่งนิวยอร์ก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีและรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งทั้งคู่ต่างปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

“ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ผมไม่มีความผิด” มาดูโรบอกกับผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง อัลวิน เฮลเลอร์สไตน์ “ผมเป็นคนที่มีเกียรติ” ก่อนจะกล่าวเสริมว่า “ผมไม่มีความผิดในเรื่องใดก็ตามที่ถูกระบุในที่นี้”

หลังจากมาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้ง 4 กระทงซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายยาเสพติดกับอาวุธปืนแล้ว เขาก็กล่าวว่า “ผมยังคงเป็นประธานาธิบดีของประเทศผมอยู่” ก่อนที่จะถูกผู้พิพากษาพูดขัดขึ้น

ด้านนางฟลอเรสก็ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นกัน โดยเธอบอกกับผู้พิพากษาว่า เธอ “ไม่มีความผิด และเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง”

นายมาดูโรกับนางฟลอเรสไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือขอปล่อยตัวชั่วคราว ขณะที่ผู้พิพากษากำหนดวันพิจารณาคดีครั้งต่อไปไว้ในวันที่ 17 มี.ค. เวลา 11.00 น. ตามเวลาตะวันออก (ET)

ทั้งนี้ นายมาดูโร ในวัย 63 ปี พยายามจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ขณะที่เขาถูกจับกุม ในตอนที่ผู้พิพากษาขอให้เขายืนยันตัวตน โดยเขาระบุผ่านล่ามว่า “ผมถูกจับกุมที่บ้านในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา”

มาดูโรประกาศด้วยว่าเขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ขณะที่ผู้พิพากษาตอบกลับว่า “จะมีเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมในการลงรายละเอียดเรื่องทั้งหมดนี้”

เมื่อผู้พิพากษาถามว่าเขาต้องการให้ศาลอ่านคำฟ้องให้ฟังหรือไม่ มาดูโรตอบว่า “ผมเพิ่งได้ถือมันไว้ในมือเป็นครั้งแรก” และบอกว่าเขาขออ่านรายละเอียดทั้งหมดด้วยตัวเองดีกว่า

ด้านนายแบร์รี พอลแล็ค ทนายความของนายมาดูโรบอกกับผู้พิพากษาว่า ลูกความของเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพและทางการแพทย์บางอย่างที่ต้องได้รับการดูแล

ขณะที่ มาร์ก ดอนเนลลี ทนายความของฟลอเรส ระบุว่าอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งเวเนซุเอลา ได้รับบาดเจ็บอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการถูกลักพาตัว โดยเขาสันนิษฐานว่าเธออาจมีอาการกระดูกหักหรือมีรอยฟกช้ำรุนแรงที่ซี่โครง และจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกมาดูโรลั่น พ่อถูกสหรัฐฯ ลักพาตัว ชี้คุกคามเสถียรภาพโลก

ลูกมาดูโรลั่น พ่อถูกสหรัฐฯ ลักพาตัว ชี้คุกคามเสถียรภาพโลก

6 ม.ค. 2569 01:35 น.

ลูกมาดูโรลั่น พ่อถูกสหรัฐฯ ลักพาตัว ชี้คุกคามเสถียรภาพโลก

ลูกชายของนายนิโกลัส มาดูโร กล่าวโจมตีสหรัฐฯ ว่าลักพาตัวพ่อของเขา พร้อมเตือนนานาชาติว่า หากนิ่งเฉยเหตุการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้เช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 นายนิโกลัส มาดูโร เกร์รา บุตรชายของนายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้ถูกโค่นอำนาจ ออกมากล่าวว่า พ่อของเขาถูกสหรัฐฯ “ลักพาตัว” และเรียกร้องให้นานาชาติเป็นหนึ่งเดียวกันร่วมกับเขา เพื่อให้พ่อของเขาสามารถเดินทางกลับสู่เวเนซุเอลาได้

นายมาดูโร เกร์รา มีถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติของเวเนซุเอลา ซึ่งจัดขึ้น 2 วัน หลังจากที่นายมาดูโรกับนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยาของเขาถูกจับกุมในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ นายมาดูโร เกร์รา ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลา และเตือนว่าเหตุการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้เช่นกัน

“หากเรายอมรับว่าการลักพาตัวประมุขแห่งรัฐเป็นเรื่องปกติ ก็จะไม่มีประเทศใดปลอดภัย วันนี้เป็นเวเนซุเอลา พรุ่งนี้อาจเป็นประเทศใดก็ได้ที่ปฏิเสธจะยอมสยบ นี่ไม่ใช่ปัญหาของภูมิภาค แต่มันคือภัยคุกคามโดยตรงต่อเสถียรภาพโลก ต่อมนุษยชาติ และต่อความเท่าเทียมในอธิปไตยของนานาประเทศ” นายมาดูโร เกร์รา กล่าว

“ประชาชนทั่วโลก ผมขอกล่าวกับพวกคุณว่า ความเป็นหนึ่งเดียวกันของนานาชาติร่วมกับนิโกลัส กับซิเลีย และกับเวเนซุเอลา ไม่ใช่ทางเลือกทางการเมือง แต่มันคือหน้าที่ทางจริยธรรมและกฎหมาย การนิ่งเฉยต่อการละเมิดเหล่านี้เท่ากับว่า ผู้ที่นิ่งเงียบสมรู้ร่วมคิดไปด้วย และทำให้ระบบระหว่างประเทศที่ทุกคนอ้างว่าจะปกป้องนั้นอ่อนแอลง”

มาดูโร เกร์รา ยังได้กล่าวถึงการที่เขาถูกรวมอยู่ในรายชื่อคำฟ้องล่าสุดของสหรัฐฯ ร่วมกับพ่อ ภรรยาของพ่อ และคนอื่น ๆ ในข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธ ซึ่งเขาได้ปฏิเสธข้อหาเหล่านั้นโดยระบุว่า “ตัวผมและครอบครัวกำลังถูกตามล่า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำโคลอมเบียลั่น พร้อมจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตี

ผู้นำโคลอมเบียลั่น พร้อมจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตี

5 ม.ค. 2569 22:46 น.

ผู้นำโคลอมเบียลั่น พร้อมจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตี

ประธานาธิบดีโคลอมเบียประกาศกร้าวว่า เขาพร้อมจะกลับไปจับอาวุธอีกครั้ง หากโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีตัวเขาหรือโคลอมเบีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 นายกุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีโคลอมเบียเตือนว่า เขาจะกลับไปจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีตัวเขาหรือประเทศของเขา หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดขู่โคลอมเบียหลายครั้ง หลังส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในกรุงการากัส

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X นายเปโตรย้ำถึงความพยายามของเขาในการปราบปรามการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งอ้างว่าการที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีกลุ่มค้ายาในโคลอมเบียนั้น เสี่ยงต่อการทำให้เด็ก ๆ ต้องเสียชีวิต และจะเป็นการผลักดันให้คนเข้าร่วมกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ขัดแย้งกับรัฐมานานมากขึ้น

“และหากพวกเขาจับกุมประธานาธิบดีที่ได้รับการสนับสนุนและเคารพจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ พวกเขาจะทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชนอย่างรุนแรง” นายเปโตร ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกกลุ่มกบฏ M19 ระบุ

ประธานาธิบดีโคลอมเบียบอกอีกว่า เขาจะลงมือต่อสู้เพื่อปกป้องโคลอมเบียด้วยตนเอง “ผมเคยสาบานว่าจะไม่แตะต้องอาวุธอีก… แต่เพื่อมาตุภูมิ ผมจะกลับมาจับอาวุธอีกครั้ง”

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 ม.ค.) นายทรัมป์กล่าวโจมตีนายเปโตรอย่างรุนแรง ว่าเขาเป็น “คนป่วยที่ชอบผลิตโคเคนและขายให้กับสหรัฐฯ” และขู่ว่า “เขาจะทำแบบนั้นต่อไปได้อีกไม่นานหรอก”

เมื่อถูกนักข่าวซักไซ้ว่าความเห็นดังกล่าวหมายความว่าอาจมี “ปฏิบัติการ” ในโคลอมเบียในอนาคตหรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ฟังดูดีสำหรับผมนะ”

ด้านเปโดร ซานเชซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของโคลอมเบีย ให้สัมภาษณ์กับ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ในวันจันทร์ โดยเขาปฏิเสธที่จะตอบโต้คำข่มขู่ของทรัมป์ แต่เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมี “ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาก” และเขายังคงติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ โดยไม่มีการหารือเรื่องความเป็นไปได้ในการโจมตีโคลอมเบีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มาดูโร-ภริยา ถึงศาลในนิวยอร์กแล้ว จ่อถูกดำเนินคดีหลายข้อหา

มาดูโร-ภริยา ถึงศาลในนิวยอร์กแล้ว จ่อถูกดำเนินคดีหลายข้อหา

5 ม.ค. 2569 21:43 น.

มาดูโร-ภริยา ถึงศาลในนิวยอร์กแล้ว จ่อถูกดำเนินคดีหลายข้อหา

นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลากับภริยา ถูกควบคุมตัวไปส่งถึงอาคารศาลในรัฐนิวยอร์กแล้ว และเตรียมปรากฏตัวต่อศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 ตามเวลารัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ นายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้ถูกโค่นอำนาจ กับนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยาของเขา ถูกพาตัวเดินทางไปถึงอาคารศาลในนิวยอร์กแล้ว และคาดว่ามาดูโรจะต้องปรากฏตัวต่อศาลภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

นายมาดูโรกับนางฟลอเรสถูกคุมตัวจากสถานกักกันเมโทรโพลิแทน ในบรูคลิน ไปยังอาคารศาลในนิวยอร์ก โดยเดินทางทั้งด้วยขบวนรถและเฮลิคอปเตอร์ ทั้งคู่ถูกบันทึกภาพในชุดสีน้ำตาลอ่อน และถูกขนาบข้างอย่างหนาแน่นโดยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธจากหน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA)

ทั้งนี้ หลังจากถูกสหรัฐฯ บุกจับกุม และพาตัวมายังรัฐนิวยอร์กเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) นายมาดูโรกับภริยาก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่บรูคลินมาตลอด โดยมีแนวโน้มที่จะต้องอยู่ในห้องขังนานถึง 23 ชั่วโมงต่อวัน

มาดูโรถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายค้ายาเสพติดโคเคนที่มีการร่วมมือกับกลุ่มรุนแรงต่าง ๆ รวมถึงแก๊งซินาโลอาและเซตัสจากเม็กซิโก, กลุ่มกบฏฟาร์ก (FARC) จากโคลอมเบีย และแก๊ง Tren de Aragua ของเวเนซุเอลา

อดีตผู้นำเวเนซุเอลาวัย 63 ปีผู้นี้ ถูกสหรัฐฯ ฟ้องร้องในหลายข้อหา รวมถึง สมคบคิดก่อการร้ายค้ายาเสพติด, สมคบคิดนำเข้าโคเคน, ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง และสมคบคิดครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา

อนึ่ง สถานกักกันเมโทรโพลิแทนเป็นสถานที่คุมขังนักโทษหรือผู้ต้องหาคดีอื้อฉาวมากมาย รวมถึง ฌอน “ดิดดี้” คอมบ์ส เจ้าพ่อวงการฮิปฮอป และกิสเลน แมกซ์เวลล์ เพื่อนของเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ ผู้กระทำความผิดทางเพศ หรือนายฮวน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัสก็เคยถูกขังที่นี่ ก่อนที่นายทรัมป์จะมีคำสั่งอภัยโทษเมื่อเดือนธันวาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna