มาเลเซียเตรียมเสนอกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ ห้ามเกิน 10 ปี ป้องกันการสืบทอดอำนาจ

มาเลเซียเตรียมเสนอกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ ห้ามเกิน 10 ปี ป้องกันการสืบทอดอำนาจ

5 ม.ค. 2569 15:38 น.

มาเลเซียเตรียมเสนอกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ ห้ามเกิน 10 ปี ป้องกันการสืบทอดอำนาจ

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ประกาศเดินหน้ายื่นร่างกฎหมายจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 10 ปี หรือ 2 วาระ ภายในปีนี้ เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้ตอนเลือกตั้ง พร้อมเปิดตัวกฎหมายเสรีภาพข้อมูลข่าวสารและจัดตั้ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” หวังยกระดับการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับการเมืองมาเลเซีย โดยประกาศว่า รัฐบาลของเขามีแผนที่จะยื่นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาภายในปีนี้ เพื่อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีให้ไม่เกิน 10 ปี หรือสูงสุดเพียง 2 สมัยเท่านั้น

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อข้าราชการหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอันวาร์ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการไม่ยึดติดกับอำนาจ โดยระบุว่า “ทุกคนล้วนมีวาระของตนเอง” และเมื่อดำรงตำแหน่งครบถ้วนแล้ว “มันจะดีกว่าหากเราส่งต่อหน้าที่นี้ให้กับคนรุ่นถัดไป”

ปัจจุบัน มาเลเซียไม่มีกฎหมายจำกัดวาระนายกรัฐมนตรี ซึ่งในอดีต นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด เคยดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 22 ปีในการทำหน้าที่รอบแรก และกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในปี 2018 ขณะมีอายุได้ 92 ปี จนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุมากที่สุดในโลกในเวลานั้น

นอกเหนือจากการจำกัดวาระนายกฯ นายอันวาร์ยังได้ประกาศมาตรการปฏิรูปด้านความโปร่งใสอีก 2 รายการสำคัญ ได้แก่ร่างกฎหมายเสรีภาพข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information Bill) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้มากขึ้น การจัดตั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มข้น โดยนายอันวาร์เน้นย้ำว่า “ไม่มีข้อยกเว้น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงไป ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ”

การปฏิรูปครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาอัยการสูงสุดมักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระเนื่องจากถูกแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับคดีอื้อฉาว 1MDB ที่ล่าสุดศาลสูงมาเลเซียเพิ่งตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ นาจิบ ราซัค เพิ่มอีก 15 ปี ในข้อหาใช้อำนาจมิชอบและฟอกเงิน

ทั้งนี้ คาดว่าร่างกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ จะถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภาในสมัยแรกที่จะเริ่มต้นขึ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นการทำตามคำมั่นสัญญาที่กลุ่มแนวร่วม “ปากาตัน ฮาราปัน” ได้ให้ไว้กับประชาชนในช่วงการเลือกตั้งปี 2022.

ที่มา CNA

อังกฤษประเดิมแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลดโรคอ้วนในเด็ก

อังกฤษประเดิมแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลดโรคอ้วนในเด็ก

5 ม.ค. 2569 15:08 น.

อังกฤษประเดิมแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลดโรคอ้วนในเด็ก

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่ตั้งแต่วันนี้ (5 ม.ค.) ห้ามออกอากาศโฆษณา “อาหารขยะ” หรืออาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน เกลือ หรือ น้ำตาลในปริมาณสูงในช่วงเวลากลางวันทางโทรทัศน์ และห้ามโฆษณาออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบุว่าเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

ตั้งแต่วันนี้ (5 ม.ค.) มาตรการควบคุมโฆษณา “อาหารขยะ” ฉบับใหม่ของอังกฤษเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลยกย่องว่าเป็น “การดำเนินการระดับแนวหน้าของโลก” ในการจัดการกับปัญหาโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการบริโภคแคลอรี่ของเด็กๆ ทั่วประเทศได้มากถึง 7.2 พันล้านแคลอรี่ต่อปี

เปิดมาตรการคุมเข้มภายใต้ข้อบังคับนี้ โฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพจะถูกห้ามฉายทางโทรทัศน์ก่อนเวลา 21:00 น. และถูกสั่งแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับการโฆษณาแบบจ่ายเงินบนสื่อออนไลน์ทุกชนิด กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า มาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนเด็กที่เป็นโรคอ้วนได้ถึง 20,000 คน และสร้างผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพคิดเป็นมูลค่าราว 2 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 84,260 ล้านบาท)

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ต่อเนื่องนับตั้งแต่ประกาศในปี 2024 ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตภาษีน้ำตาล ในผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม เช่น มิลค์เชค กาแฟพร้อมดื่ม และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม และการให้อำนาจท้องถิ่นสั่งระงับการเปิดร้านฟาสต์ฟู้ดใกล้บริเวณโรงเรียน

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า โฆษณามีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมการกินและรสนิยมของเด็กตั้งแต่อยู่ในวัยเยาว์ ปัจจุบันพบว่าเด็กที่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมในอังกฤษกว่าร้อยละ 22 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 1 ใน 3 เมื่อเด็กมีอายุถึง 11 ปี นอกจากนี้ ปัญหาฟันผุยังกลายเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กเล็กต้องเข้าโรงพยาบาล

แอชลีย์ ดัลตัน รัฐมนตรีสาธารณสุข ระบุว่า “การจำกัดการเห็นโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยให้ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) เปลี่ยนจุดเน้นจากการรักษาโรคไปสู่การป้องกันโรคเพื่อให้ประชาชนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีขึ้น”

เสียงตอบรับจากภาคสังคมด้านองค์กร Obesity Health Alliance และสมาคม Diabetes UK ต่างออกมาขานรับมาตรการนี้ โดยระบุว่าโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ในคนรุ่นใหม่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งโรคอ้วนคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวายและโรคหัวใจ การแบนโฆษณาในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันสุขภาพและสวัสดิภาพของเด็กๆ ในระยะยาว.

ที่มา AFP

“มาดูโร” เตรียมขึ้นศาลสหรัฐฯ วันนี้ – ทรัมป์ขู่พร้อมบุกซ้ำหากเวเนซุเอลาไม่ร่วมมือ

"มาดูโร" เตรียมขึ้นศาลสหรัฐฯ วันนี้ – ทรัมป์ขู่พร้อมบุกซ้ำหากเวเนซุเอลาไม่ร่วมมือ

5 ม.ค. 2569 13:24 น.

“มาดูโร” เตรียมขึ้นศาลสหรัฐฯ วันนี้ – ทรัมป์ขู่พร้อมบุกซ้ำหากเวเนซุเอลาไม่ร่วมมือ

นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา มีกำหนดขึ้นศาลสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก หลังถูกกองกำลังอเมริกันจับกุมที่กรุงการากัส ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดช่องทางปฏิบัติการเพิ่มเติม หากเวเนซุเอลาไม่ยอมเปิดอุตสาหกรรมน้ำมันและปราบปรามการค้ายาเสพติด นานาชาติเรียกร้องสหรัฐฯ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นเตรียมหารือกรณีดังกล่าว

ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา มีกำหนดขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์กวันนี้ (5 ม.ค.) หลังถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมในระหว่างปฏิบัติการทางทหารในกรุงการากัสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลในเวทีระหว่างประเทศ และสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองในเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า สหรัฐฯ อาจมีการใช้กำลังทางทหารเพิ่มเติมหากเวเนซุเอลาไม่ให้ความร่วมมือในความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะกลับเข้าไปขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำมันและยับยั้งการค้ายาเสพติด “เรากำลังเอาสิ่งที่พวกเขาขโมยไปกลับคืนมา ตอนนี้เราเป็นคนควบคุม” ทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จะกลับเข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้ขู่ว่าอาจมีการใช้มาตรการทางทหารกับโคลอมเบียและเม็กซิโก รวมถึงให้ความเห็นว่าระบอบคอมมิวนิสต์ในคิวบาก็กำลังมาถึงจุดใกล้ล่มสลายในไม่ช้า

ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าการจับกุมมาดูโรวัย 63 ปี เป็นการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อนำตัวมาลงโทษในข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายโดยใช้ยาเสพติด ซึ่งถูกฟ้องร้องมาตั้งแต่ปี 2020 โดยข้อกล่าวหาระบุว่าเขาเป็นผู้บงการเส้นทางขนส่งโคเคน ใช้กองทัพปกป้องการขนส่งยาเสพติด และใช้ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นที่กบดานของแก๊งค้ายา ทั้งนี้ ภรรยาของเขา “ซีเลีย ฟลอเรส” ก็ถูกฟ้องร้องเพิ่มในข้อหาสั่งการลักพาตัวและฆาตกรรมด้วยเช่นกัน

ในกรุงการากัส รัฐบาลของมาดูโรยังคงพยายามรักษาอำนาจ โดยรองประธานาธิบดี “เดลซี โรดริเกซ” ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรักษาการยืนยันว่ามาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรม และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าเธอพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ

แม้มาดูโรมีพันธมิตรระดับนานาชาติไม่มาก หลายประเทศตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการจับกุมผู้นำต่างชาติ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความกังวลว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีกำหนดหารือเรื่องนี้ในวันจันทร์

การจับกุมยังสร้างแรงสั่นสะเทือนในการเมืองสหรัฐฯ โดยพรรคเดโมแครตแสดงความกังวลต่อทิศทางนโยบายเวเนซุเอลาของรัฐบาล ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดชี้แจงต่อฝ่ายนิติบัญญัติ

วิกฤตเศรษฐกิจและการลี้ภัยครั้งใหญ่จากประเทศที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในละตินอเมริกา เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาล่มสลายตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลา 1 ใน 5 ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดของโลก การถูกถอดถอนของมาดูโรซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 12 ปี อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพครั้งใหญ่ในประเทศที่มีประชากรกว่า 28 ล้านคนแห่งนี้.

ที่มา Reuters

ใบชาร่วงจากรถบรรทุกทำถนนลื่น รถชนระนาว 12 คันที่ญี่ปุ่น ดับ 1 ศพ

ใบชาร่วงจากรถบรรทุกทำถนนลื่น รถชนระนาว 12 คันที่ญี่ปุ่น ดับ 1 ศพ

5 ม.ค. 2569 12:13 น.

ใบชาร่วงจากรถบรรทุกทำถนนลื่น รถชนระนาว 12 คันที่ญี่ปุ่น ดับ 1 ศพ

เกิดอุบัติเหตุในจังหวัดโทชิงิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อรถบรรทุกทำ “ใบชา” ร่วงบนถนนเป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร ส่งผลให้รถที่ขับตามมาลื่นไถลชนกันถึง 12 คัน มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย หลังลงจากรถมาดูเหตุการณ์แล้วถูกรถสวนเลนพุ่งชน

ตำรวจท้องถิ่นจังหวัดโทชิงิ รายงานอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 ม.ค.) บนถนน 2 เลนในเมืองซาโนะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น โดยต้นเหตุเกิดจากใบชาจำนวนมหาศาลที่ร่วงกระจายเกลื่อนถนนจากรถบรรทุกคันหนึ่ง เป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร

ใบชาที่เปียกชื้นทำให้พื้นผิวถนนมีความลื่นคล้ายกับคราบน้ำมัน ส่งผลให้รถยนต์ที่ขับตามหลังมาเกิดการลื่นไถลและพุ่งชนกันระนาวรวมทั้งหมด 12 คัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำตัวผู้บาดเจ็บ 4 รายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยต่อมามีการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย

ผู้เสียชีวิตคือชายวัย 78 ปี จากจังหวัดไซตามะ จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า หลังจากที่รถบรรทุกของเขาประสบอุบัติเหตุลื่นไถล เขาได้ก้าวลงจากรถเพื่อมาตรวจสอบสถานการณ์ แต่ในจังหวะนั้นเองได้มีรถยนต์ที่วิ่งสวนเลนมาพุ่งเข้าชนร่างของเขาอย่างจังจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 3 รายอาการไม่สาหัสถึงแก่ชีวิต

ปฏิบัติการกู้ซากและทำความสะอาดเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับแจ้งจากหนึ่งในผู้ประสบเหตุเมื่อเวลาประมาณ 05:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ทัศนวิสัยยังไม่ชัดเจนนัก เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดการจราจรบนถนนสายดังกล่าวชั่วคราว พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรหนักเข้าจัดการขูดและกวาดใบชาที่ติดหนึบอยู่บนพื้นผิวการจราจรออก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบหารถบรรทุกต้นเหตุที่ทำใบชาตกหล่น รวมถึงสอบสวนคนขับรถที่พุ่งชนผู้เสียชีวิตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา KYODO NEWS

ปมเวเนฯ ร้อน จีนค้านการใช้กำลังต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะทูตพิเศษจีนพบมาดูโรก่อนสหรัฐฯ ปฏิบัติการ

ปมเวเนฯ ร้อน จีนค้านการใช้กำลังต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะทูตพิเศษจีนพบมาดูโรก่อนสหรัฐฯ ปฏิบัติการ

5 ม.ค. 2569 11:55 น.

ปมเวเนฯ ร้อน จีนค้านการใช้กำลังต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะทูตพิเศษจีนพบมาดูโรก่อนสหรัฐฯ ปฏิบัติการ

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนย้ำ จีนต่อต้านการใช้กำลังและการยัดเยียดเจตจำนงของประเทศหนึ่งต่ออีกประเทศ เผยทูตพิเศษปธน.สี จิ้นผิง พบนิโกลัส มาดูโร เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโค่นอำนาจ

วันที่ 5 มกราคม 2568 เว็บไซต์ข่าวซีซีทีวีของทางการจีนรายงานว่า สถานการณ์เวเนซุเอลายังคงทวีความตึงเครียดในเวทีโลก โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกแถลงจุดยืนชัดเจนว่า จีนคัดค้านการใช้หรือข่มขู่ใช้กำลัง รวมถึงการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งพยายามยัดเยียดเจตจำนงของตนต่อประเทศอื่น โดยระบุว่า ไม่มีประเทศใดควรทำตัวเป็นตำรวจโลก หรือผู้พิพากษานานาชาติ

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์รอบที่ 7 ระหว่างจีน–ปากีสถาน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 มกราคม โดยหวัง อี้ ระบุว่า สถานการณ์ระหว่างประเทศขณะนี้เต็มไปด้วยความผันผวน ความซับซ้อน และการใช้อำนาจฝ่ายเดียวที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมย้ำว่าอธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

นายหวัง อี้กล่าวว่า จีนพร้อมจีนพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมโลก รวมถึงปากีสถาน เพื่อยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ รักษาหลักศีลธรรมระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนา รวมถึงการสร้าง  ประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน 

ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยว่า ชิว เสี่ยวฉี ทูตพิเศษของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ด้านกิจการลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ได้เดินทางไปพบกับนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ที่กรุงการากัส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการทางทหารซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจในเวเนซุเอลา

การพบหารือดังกล่าวมีผู้แทนระดับสูงของจีนร่วมคณะ รวมถึงเอกอัครราชทูตจีนประจำเวเนซุเอลา โดยมาดูโรกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมชื่นชมบทบาทผู้นำของจีนในเวทีโลก ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่า การพบปะครั้งนี้เป็นการตอกย้ำแนวคิดโลกหลายขั้วอำนาจ  และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างปักกิ่งกับเวเนซุเอลา ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการฝ่ายเดียวของตะวันตก

เวเนซุเอลาย้ำว่า จีนและเวเนซุเอลาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ผ่านการทดสอบ และยืนหยัดร่วมกันในการปกป้องการพัฒนาที่มีอธิปไตยของประเทศในกลุ่มโลกใต้ แม้ฝ่ายจีนยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหารือครั้งนี้

 ที่มา CCTV/ RT

นายกฯ เดนมาร์กจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” หวังฮุบเกาะกรีนแลนด์

นายกฯ เดนมาร์กจี้สหรัฐฯ หยุด "ข่มขู่" หวังฮุบเกาะกรีนแลนด์

5 ม.ค. 2569 11:42 น.

นายกฯ เดนมาร์กจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” หวังฮุบเกาะกรีนแลนด์

เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายุติการ “ข่มขู่” กรีนแลนด์ พร้อมระบุว่าแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมดินแดนกรีนแลนด์นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ ว่าประเทศของเขา “จำเป็นต้องได้กรีนแลนด์อย่างแน่นอน”

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างเดนมาร์กและสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นอีกครั้ง เมื่อนางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ออกแถลงการณ์ตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรง โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดพฤติกรรม “ข่มขู่” กรีนแลนด์ และระบุว่าแนวคิดที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์นั้นเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระสิ้นดี”

ความกังวลเรื่องการผนวกดินแดนกรีนแลนด์ถูกจุดชนวนขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) กองทัพสหรัฐฯ ได้บุกโจมตีกรุงการากัสเพื่อเข้าควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งปัจจุบันถูกคุมตัวอยู่ที่นิวยอร์ก โดยทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลาอย่างไม่มีกำหนดเพื่อขุดเจาะน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาล เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดผวาให้แก่ชาติพันธมิตรในยุโรปว่า กรีนแลนด์อาจเป็นเป้าหมายถัดไป

โพสต์ปริศนาที่จุดชนวนไฟสถานการณ์ย่ำแย่ลง เมื่อ เคที มิลเลอร์ ภรรยาของ สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาผู้ทรงอิทธิพลของทรัมป์ ได้โพสต์ภาพเกาะกรีนแลนด์ที่เป็นสีธงชาติสหรัฐฯ บนแพลตฟอร์ม X พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “SOON” (เร็วๆ นี้) ซึ่ง นายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ระบุว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ไม่ให้เกียรติ” และย้ำว่าประเทศของเขาไม่ได้มีไว้ขาย และอนาคตของกรีนแลนด์ไม่ได้ตัดสินผ่านโพสต์ในโซเชียลมีเดีย

ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Atlantic และย้ำอีกครั้งบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้กรีนแลนด์เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากกรีนแลนด์ตั้งอยู่ในพื้นที่อาร์กติก ซึ่งมีความสำคัญทางทหารสูงมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทค และทรัมป์อ้างว่าเดนมาร์กไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลความมั่นคงในพื้นที่นี้ได้

ด้านนายเยสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนสติสหรัฐฯ ว่า เดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต และได้เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงในอาร์กติกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมย้ำว่าทั้งสองประเทศควรปฏิบัติต่อกันในฐานะ “พันธมิตรที่ใกล้ชิด” และเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลทรัมป์เริ่มแต่งตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์และการแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ทั้งรัฐบาลเดนมาร์กและสหภาพยุโรปในขณะนี้.

ที่มา AFP

ร้านซูชิดังทุ่ม 100 ล้านบาท ประมูล “ทูน่าครีบน้ำเงิน” ตลาดปลาโตเกียวรับปีใหม่

ร้านซูชิดังทุ่ม 100 ล้านบาท ประมูล "ทูน่าครีบน้ำเงิน" ตลาดปลาโตเกียวรับปีใหม่

5 ม.ค. 2569 10:58 น.

ร้านซูชิดังทุ่ม 100 ล้านบาท ประมูล “ทูน่าครีบน้ำเงิน” ตลาดปลาโตเกียวรับปีใหม่

เจ้าพ่อร้านซูชิญี่ปุ่นควักกระเป๋าจ่าย 510.3 ล้านเยน (ราว 101.77 ล้านบาท) ประมูลทูน่าครีบน้ำเงินยักษ์หนัก 243 กก. ในการประมูลรับปีใหม่ที่ตลาดปลาโตเกียว ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นสัญญาณดี ประชากรปลาเริ่มฟื้นตัวจากภาวะใกล้สูญพันธุ์

นายคิโยชิ คิมูระ เจ้าของฉายา “ราชาทูน่า” และประธานเครือร้านซูชิชื่อดัง สร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังชนะการประมูลปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ขนาดมหึมาน้ำหนัก 243 กิโลกรัม ในการประมูลรอบปฐมฤกษ์รับปีใหม่ ณ ตลาดปลาหลักของกรุงโตเกียว ด้วยราคาสูงถึง 510.3 ล้านเยน หรือประมาณ 101.77 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติในปี 1999 ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อปี 2019 ซึ่งขณะนั้นจบราคาไปที่ 333.6 ล้านเยน หลังการย้ายตลาดจากย่านสึกิจิเดิมไปยังสถานที่แห่งใหม่ ขณะที่ปีที่แล้วราคาสูงสุดอยู่ที่ 207 ล้านเยน

ปลาทูน่าตัวดังกล่าวถูกจับได้บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของญี่ปุ่น นายคิมูระเปิดเผยหลังการประมูลในช่วงเช้ามืดว่า “ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้สักหน่อย แต่ราคากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมเองก็ตกใจกับราคาเหมือนกัน แต่หวังว่าการที่ผู้คนได้ทานทูน่าที่เป็นมงคลนี้จะช่วยให้พวกเขารู้สึกมีพลังและกระปรี้กระเปร่าขึ้น”

ด้านนายเดฟ เกิร์ชแมน จากทีมประมงระหว่างประเทศของ Pew Charitable Trusts มองว่าการประมูลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคา แต่เป็นเครื่องสะท้อนว่าประชากรปลาทูน่าครีบน้ำเงินในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังเริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยตกอยู่ในสภาวะ “ใกล้ล่มสลาย” จากการทำประมงเกินขนาด

เกิร์ชแมนระบุว่า แผนฟื้นฟูที่เริ่มใช้ในปี 2017 นั้นได้ผลดี และหากผู้มีอำนาจตัดสินใจจากประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ร่วมกันผลักดันแผนการจัดการที่ยั่งยืนในปี 2026 นี้ อนาคตของปลาทูน่าครีบน้ำเงินก็จะกลับมาสดใสและมั่นคงอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาประมูลปลาทูน่ารับปีใหม่เคยตกลงไปอย่างมากเนื่องจากร้านอาหารต้องจำกัดการให้บริการ แต่การทุบสถิติในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมซูชิและตลาดอาหารทะเลของญี่ปุ่น.

ที่มา AFP

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารกับโคลอมเบียเป็นประเทศต่อไป หลังจัดการกับเวเนซุเอลาแล้ว

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารกับโคลอมเบียเป็นประเทศต่อไป หลังจัดการกับเวเนซุเอลาแล้ว

5 ม.ค. 2569 10:26 น.

ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารกับโคลอมเบียเป็นประเทศต่อไป หลังจัดการกับเวเนซุเอลาแล้ว

ทรัมป์ขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อรัฐบาลโคลอมเบีย หลังเพิ่งเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา โดยระบุโคลอมเบียกำลังป่วยหนัก

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน เมื่อวันอาทิตย์ว่า โคลอมเบียเป็นประเทศที่ป่วยหนัก และถูกปกครองโดยผู้นำที่ป่วย ซึ่งชื่นชอบการผลิตโคเคนและส่งขายเข้าสหรัฐ โดยคำกล่าวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการพาดพิงโดยตรงถึง ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ของโคลอมเบีย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอย่างตรงไปตรงมาว่า สหรัฐกำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารต่อโคลอมเบียหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า“มันฟังดูดีสำหรับผม”

คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นหลังสหรัฐดำเนิน ปฏิบัติการบุกจับประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาอย่างอุกอาจ ก่อนควบคุมตัวไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐจะเข้าควบคุมเวเนซุเอลา และส่งบริษัทอเมริกันเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่ทรุดโทรมอย่างหนัก พร้อมชี้ว่าน้ำมันเวเนซุเอลาจะถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐและประเทศพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเฉพาะกาลของเวเนซุเอลา ซึ่งนำโดย เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่า รัฐบาลเวเนซุเอลายังคงเป็นเอกภาพและยืนหยัดสนับสนุนมาดูโร

โรดริเกซ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการด้วยการรับรองจากศาลสูงสุดของเวเนซุเอลา ยังยืนยันว่า มาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรม พร้อมปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่า เธอพร้อมร่วมมือกับสหรัฐ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Atlantic ทางโทรศัพท์ โดยขู่ว่า โรดริเกซจะต้องจ่ายราคาที่แพงมาก อาจแพงกว่ามาดูโรหากไม่ทำในสิ่งที่เขาเรียกว่าสิ่งที่ถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ยังไม่ชัดเจนว่า ทรัมป์จะบริหารหรือควบคุมเวเนซุเอลาในทางปฏิบัติอย่างไร โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า แนวทางดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์สูญเสียฐานเสียงบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศ

แม้การจับกุมมาดูโรจะสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก แต่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่า ปฏิบัติการนี้ถูกวางแผนมานานหลายเดือน และมีการซักซ้อมอย่างละเอียด

กองกำลังพิเศษระดับหัวกะทิของสหรัฐ รวมถึงหน่วย Delta Force ของกองทัพบก ได้สร้างแบบจำลองบ้านพักที่มั่นคงของมาดูโรขึ้นมาอย่างสมจริง เพื่อฝึกวิธีการบุกเข้าควบคุมตัว

แหล่งข่าวเผยว่า สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือ CIA ได้ส่งเจ้าหน้าที่ขนาดเล็กเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดินตั้งแต่เดือนสิงหาคม เพื่อเก็บข้อมูลรูปแบบการใช้ชีวิตของมาดูโร ทำให้การจับกุมเป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากนี้ แหล่งข่าวอีกสองรายระบุว่า CIA ยังมีสายข่าวที่อยู่ใกล้ชิดกับมาดูโร ซึ่งคอยติดตามการเคลื่อนไหว และสามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้แบบเรียลไทม์ขณะปฏิบัติการดำเนินอยู่

รายงานระบุว่า คำสั่งไฟเขียวขั้นสุดท้ายสำหรับปฏิบัติการนี้ ถูกอนุมัติโดยทรัมป์เมื่อเวลา 22.46 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ ในคืนวันศุกร์.

ที่มา : channelnewsasia

อ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทรัมป์เปิดภาพแรก “นิโกลัส มาดูโร” ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

ทรัมป์เปิดภาพแรก "นิโกลัส มาดูโร" ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

5 ม.ค. 2569 10:19 น.

ทรัมป์เปิดภาพแรก “นิโกลัส มาดูโร” ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

ทรัมป์เผยภาพแรกหลัง “นิโกลัส มาดูโร” ผู้นำเวเนซุเอลาถูกจับตัวขึ้นเรือรบสหรัฐฯ ชี้รายละเอียดภาพชัด มาดูโรถูกล็อกกุญแจมือ สวมแว่นดำปิดตา พร้อมอุปกรณ์ชูชีพ ด้านหลังมีจนท.ปราบปรามยาเสพติดคุมเข้ม

วันที่ 4 มกราคม 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ภาพถ่ายผ่านบัญชี Truth Social เผยให้เห็นบุคคลที่เขาระบุว่าเป็น นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หลังถูกกองทัพสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวขึ้นเรือรบ ยูเอสเอส อิโวจิมา ภายหลังปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา

ทรัมป์ระบุว่า “สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ต่อเวเนซุเอลาอย่างประสบความสำเร็จ และได้จับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยา ก่อนนำตัวออกนอกประเทศ”

ทางด้านนายจอห์น มิลเลอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านกฎหมายและข่าวกรองของ CNN อธิบายรายละเอียดในภาพนี้ว่า มาดูโรถูกใส่กุญแจมือ และสวมแว่นตาสีดำปิดตา ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวมองเห็นเส้นทางและขั้นตอนการเคลื่อนย้าย ระหว่างการนำตัวจากกรุงการากัสไปยังสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังพบว่า มาดูโร สวมชูชีพแบบพับได้ ที่คล้องอยู่บริเวณลำคอ ซึ่งสามารถกางออกเป็น ชูชีพเรืองแสง ได้ในกรณีฉุกเฉิน สอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัยทางทหารบนเรือรบ

ด้านหลังของภาพ ปรากฏเจ้าหน้าที่สวมเสื้อระบุอักษร DEA ซึ่งย่อมาจาก Drug Enforcement Administration หรือ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่หลักในการปราบปรามการค้ายาเสพติด การผลิต และการจำหน่ายยาเสพติดผิดกฎหมาย ทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ

การเปิดเผยภาพนี้ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่า ปฏิบัติการครั้งนี้อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยรัฐ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคลาตินอเมริกา.

ที่มา CNN

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

5 ม.ค. 2569 08:52 น.

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ควบคุมการทดสอบยิง ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก รุ่นใหม่ด้วยตนเอง เพื่อยกระดับความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ สำหรับทำสงครามจริง

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานเมื่อวันจันทร์ (5 ม.ค.) ว่า การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเปียงยางระบุว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุด ซึ่งเป็นการพาดพิงโดยตรงถึงเหตุการณ์ความตึงเครียดระดับโลกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา พันธมิตรทางอุดมการณ์ของเกาหลีเหนือ

ด้านเกาหลีใต้และญี่ปุ่นยืนยันว่า ตรวจพบการยิง ขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูก จากบริเวณใกล้กรุงเปียงยางเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นการทดสอบอาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือในปีนี้ โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า หวังใช้บทบาทและอิทธิพลของจีนในการโน้มน้าวเกาหลีเหนือ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างโซลกับเปียงยางที่อยู่ในภาวะตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

KCNA อ้างคำกล่าวของคิม จองอึน ว่า การทดสอบครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือ DPRK พร้อมย้ำว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุความก้าวหน้าที่สำคัญ ในการทำให้กองกำลังนิวเคลียร์สามารถใช้งานได้จริง และเตรียมพร้อมสำหรับสงครามในสถานการณ์จริง

คิม จองอึน ระบุด้วยว่า เป้าหมายของการพัฒนาอาวุธดังกล่าว คือการเสริมสร้างศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ให้อยู่ในระดับที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเหตุผลความจำเป็นของการพัฒนานั้นเห็นได้ชัดจากวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

นักวิเคราะห์มองว่า ปฏิบัติการของสหรัฐในเวเนซุเอลาถือเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด สำหรับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเคยกล่าวหามาโดยตลอดว่า วอชิงตันมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศเกาหลีเหนือ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือใช้โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ เป็นเครื่องมือยับยั้งสิ่งที่เปียงยางเรียกว่าความพยายามล้มล้างรัฐบาล จากสหรัฐและพันธมิตร

สำหรับ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเกาหลีเหนือเริ่มทดสอบครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นอาวุธที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 5 เท่าของเสียง และสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ระหว่างการบิน ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธตรวจจับและสกัดกั้นได้ยากยิ่ง

อาวุธประเภทนี้ถูกนำมาใช้จริงในสมรภูมิหลายแห่งในปีนี้ ทั้งโดยรัสเซียในการโจมตีเมืองต่าง ๆ ในยูเครน รวมถึงอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ