เพนตากอนสั่งลดกำลังทหารในลอสแอนเจลิส หลังเสียงคัดค้านยังแรง

เพนตากอนสั่งลดกำลังทหารในลอสแอนเจลิส หลังเสียงคัดค้านยังแรง

16 ก.ค. 2568 10:19 น.

เพนตากอนสั่งลดกำลังทหารในลอสแอนเจลิส หลังเสียงคัดค้านยังแรง

รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ มีคำสั่งถอนกำลังพิทักษ์ชาติ จำนวน 2,000 นาย ออกจากนครลอสแอนเจลิส ซึ่งเท่ากับเป็นการลดจำนวนทหารลงเกือบครึ่งจากที่มีการส่งกำลังเข้าไปก่อนหน้านี้

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งส่งกำลังทหารพิทักษ์ชาติหลายพันนาย และทหารนาวิกโยธินอีกหลายร้อยนายเข้าพื้นที่ลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนก่อน เพื่อตอบโต้การประท้วงต่อต้านการบุกจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ถูกต่อต้านจากผู้นำท้องถิ่นและผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครต กาวิน นิวซัม

ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงขอบคุณทหารที่ออกมาตอบสนองต่อสถานการณ์ ความไม่สงบในลอสแอนเจลิส ซึ่งคลี่คลายลงแล้ว ดังนั้นรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้ปลดประจำการทหารพิทักษ์ชาติแคลิฟอร์เนีย จำนวน 2,000 นาย จากภารกิจคุ้มครองพื้นที่ภายใต้รัฐบาลกลาง

เพนตากอนสั่งลดกำลังทหารในลอสแอนเจลิส หลังเสียงคัดค้านยังแรง

ด้านนายกเทศมนตรีนครลอสแอนเจลิส คาเรน แบส ให้สัมภาษณ์ว่า การถอนทหารครั้งนี้เป็นการยอมถอย ของรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นผลจากการเคลื่อนไหวอย่างสงบของประชาชน ทั้งการประท้วงอย่างสันติ และการยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ในชั้นศาล นำไปสู่การถอยกลับในวันนี้

ลอสแอนเจลิสในฐานะเมืองที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนหลายแสนคน ตกเป็นเป้าโจมตีของรัฐบาลทรัมป์นับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคม

หลังเกิดเหตุการณ์ประท้วงและความไม่สงบจากการบุกจับผู้อพยพเมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งกำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับขนาดของการจลาจลหลายครั้ง

ทั้งนี้ การส่งกำลังพิทักษ์ชาติเข้าควบคุมสถานการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1965 ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้กองกำลังดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ว่าการรัฐ โดยผู้ว่าการนิวซัมยืนยันว่าการประท้วงในครั้งนี้เป็นไปอย่างสงบและไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหาร

ขณะนี้ รัฐแคลิฟอร์เนียกำลังฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์ในชั้นศาลเกี่ยวกับการส่งทหารดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขต แม้ทหารจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ในขณะนี้ก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กองกำลังพิทักษ์ชาติ

เยเมนเลื่อนประหารชีวิตพยาบาลหญิงอินเดีย ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพหุ้นส่วน

เยเมนเลื่อนประหารชีวิตพยาบาลหญิงอินเดีย ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพหุ้นส่วน

16 ก.ค. 2568 06:04 น.

เยเมนเลื่อนประหารชีวิตพยาบาลหญิงอินเดีย ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพหุ้นส่วน

ทางการเยเมนตัดสินใจเลื่อนการประหารชีวิตพยาบาลสาวชาวอินเดีย ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาฆ่าหั่นศพอดีตหุ้นส่วนธุรกิจออกไปก่อน เพื่อให้เวลาเจรจากับครอบครัวคู่กรณี

สำนักข่าวบีบีซีรายงานเมื่อ 15 ก.ค. 2568 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวในกระทรวงต่างประเทศของอินเดียว่า ทางการของประเทศเยเมนตัดสินใจเลื่อนการลงโทษประหารชีวิต น.ส.นิมิชา ปรียา พยาบาลหญิงชาวอินเดีย ผู้ถูกพบว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมออกไปก่อน

น.ส.ปรียา จากรัฐเกรละ ทางใต้ของอินเดีย ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมนายทาลาล อับโด มาห์ดี อดีตหุ้นส่วนธุรกิจชาวเยเมนของเธอเมื่อปี 2560 โดยร่างกายท่อนบนของเขาถูกพบอยู่ในแทงก์น้ำแห่งหนึ่งในเยเมน และจะลงโทษประหารชีวิตเธอในวันที่ 16 ก.ค.นี้ แต่กำหนดการถูกเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนการสำเร็จโทษประหารชีวิตนั้นเป็นเพียงการพักโทษชั่วคราวเท่านั้น ทางเดียวที่ น.ส.ปรียาจะรอดชีวิตได้ก็คือการได้รับอภัยโทษจากครอบครัวของนายมาห์ดี ซึ่งตามกฎหมายอิสลามของเยเมน เธอจะได้รับการอภัยโทษได้ก็ต่อเมื่อจ่ายเงิน “ดิยาห์” หรือ “เงินเปื้อนเลือด” (blood money) ให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย

ญาติกับผู้สนับสนุนของ น.ส.ปรียาเปิดเผยว่า พวกเขาได้รวบรวมเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสนอให้แก่ครอบครัวของนายมาห์ดีแล้ว โดยนายบาบู จอห์น สมาชิกกลุ่มระหว่างประเทศเพื่อช่วยเหลือ นิมิชา ปรียา กล่าวว่า พวกเขายังคงพยายามช่วยเหลือเธอ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับครอบครัวผู้ตายว่าจะยอมตกลงอภัยโทษหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของนายมาห์ดีแสดงความชัดเจนมาตลอดว่า พวกเขาต้องการให้เธอถูกประหารชีวิตตามกฎหมาย

นายอับเดลฟัตตาห์ มาห์ดี น้องชายของนายมาห์ดีกล่าวว่า ครอบครัวของเขาต้องทุกข์ทรมานไม่เพียงจากอาชญากรรมอันโหดร้ายนี้ แต่ยังรวมถึงกระบวนการทางกฎหมายอันยาวนาน ในคดีอาชญากรรมชั่วร้ายอย่างชัดเจนนี้

“เราเสียใจที่ได้เห็นความพยายามบิดเบือนความจริง โดยเฉพาะจากสื่ออินเดีย ซึ่งวาดภาพผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดให้กลายเป็นเหยื่อ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้อาชญากรรม และเราพูดได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาพยายามสร้างอิทธิพลต่อความคิดเห็นของสังคม” อับเดลฟัตตาห์ มาห์ดี กล่าว

“การโต้แย้งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดหรือใหญ่แค่ไหน ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้การฆาตกรรมได้ ไม่รวมถึงการหั่นทำลายและซ่อนศพด้วย”

ทั้งนี้ น.ส.ปรียาเดินทางออกจากรัฐเกรละไปยังเยเมนในปี 2551 เพื่อทำงานเป็นพยาบาล ก่อนโดนจับกุมในปี 2560 หลังจากร่างของนายมาห์ดีถูกพบ และตอนนี้เธอถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน

แหล่งข่าวในกระทรวงต่างประเทศของอินเดีย บอกกับบีบีซีในวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาติดต่อกับเจ้าหน้าที่เรือนจำและอัยการในเยเมนเป็นประจำ และพยายามหลายๆ อย่างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อขอเวลาเพิ่มเติมให้แก่ น.ส.ปรียา เพื่อทำข้อตกลงหาทางออกกับคู่กรณี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลอิสราเอลระส่ำ พรรคร่วมขอถอนตัว เนทันยาฮูถูกกดดันหลายด้าน

รัฐบาลอิสราเอลระส่ำ พรรคร่วมขอถอนตัว เนทันยาฮูถูกกดดันหลายด้าน

16 ก.ค. 2568 04:15 น.

รัฐบาลอิสราเอลระส่ำ พรรคร่วมขอถอนตัว เนทันยาฮูถูกกดดันหลายด้าน

พรรคศาสนาในอิสราเอลเตรียมลาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จากความขัดแย้งเรื่องการรับราชการทหาร ทำให้รัฐบาลของ เบนจามิน เนทันยาฮู อาจกลายเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ค. 256 สมาชิก 6 คนของพรรค “ยูไนเต็ด โตราห์ ยูดาอิซึม” (United Torah Judaism – UTJ) ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งในคณะกรรมการรัฐสภาและรัฐมนตรีของรัฐบาลเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา เพื่อประท้วงที่สมาชิกสภาล้มเหลวในการรับประกันว่า นักเรียนศาสนาแบบอัลตรา-ออโทด็อกซ์ จะได้รับการงดเว้นจากการเกณฑ์ทหารในอนาคต

การถอนตัวของพรรค UTJ อาจทำให้พรรค “ชาส” (Shas) ซึ่งเป็นพรรคเคร่งศาสนาอีกพรรคเจริญรอยตาม ซึ่งจะทำให้รัฐบาลของนายเนทันยาฮูสูญเสียเสียงข้างมากในสภาทันที

สมาชิกสภาของพรรค UTJ ระบุว่า การลาออกของพวกเขาจะมีผลบังคับใช้ใน 48 ชั่วโมง หมายความว่านายเนทันยาฮูมีเวลา 2 วันในการพยายามหาทางแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งตามติดรัฐบาลผสมของเขามานานหลายเดือนแล้ว

แต่ถึงแม้การเจรจาจะล้มเหลว รัฐสภาของอิสราเอลก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงพักการประชุมฤดูร้อนในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ มอบเวลาในนายเนทันยาฮูอีก 3 เดือนในการหาทางออก ก่อนที่รัฐบาลของเขาจะมีโอกาสสูญเสียเสียงข้างมากในสภา ซึ่งอาจสั่นคลอนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขา

นายเนทันยาฮูยังเผชิญแรงกดดันจากพรรคฝ่ายขวาจัดในรัฐบาลผสมของเขา เรื่องการเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มฮามาสที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศกาตาร์ โดยข้อเสนอในปัจจุบันคือ ทั้งสองฝ่ายจะหยุดยิงในกาซาเป็นเวลา 60 วัน แลกกับการคืนตัวประกันราวครึ่งหนึ่งที่ฮามาสจับเอาไว้ และเปิดทางเจรจาเพิ่มเติม เพื่อยุติสงครามอย่างสิ้นเชิง

นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ กับนายเบซาเลล สโมตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการให้อิสราเอลทำสงครามกับกลุ่มฮามาสต่อไป อย่างไรก็ตาม ตอนนี้นายเนทันยาฮูน่าจะยังมีเสียงสนับสนุนในสภามากพอโหวตผ่านข้อตกลงหยุดยิงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่ต้องมีการสนับสนุนจาก 2 คนนี้

ทั้งนี้ นักเรียนศาสนาอัลตรา-ออโทด็อกซ์ ในอิสราเอลได้รับการละเว้นจากการเกณฑ์ทหารมานานแล้ว อ้างว่าต้องใช้เวลาอุทิศกับการศึกษาคำสอนอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวอิสราเอลกลุ่มอื่นที่ต้องเข้ารับใช้กองทัพ โดยเฉพาะในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอิสราเอลกำลังทำสงครามกับกลุ่มฮามาส

เมื่อปีก่อน ศาลสูงสุดของอิสราเอลมีคำสั่งให้ยุติการยกเว้นดังกล่าว และรัฐสภากำลังพยายามออกร่างกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ตามข้อเรียกร้องของพรรค UTJ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซีย ลดภาษีตอบโต้เหลือ 19% แลกเปิดตลาด

ทรัมป์บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซีย ลดภาษีตอบโต้เหลือ 19% แลกเปิดตลาด

16 ก.ค. 2568 02:01 น.

ทรัมป์บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซีย ลดภาษีตอบโต้เหลือ 19% แลกเปิดตลาด

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซีย ลดภาษีต่างตอบแทนจาก 32% เหลือ 19% แลกกับการเปิดตลาดรับสินค้ามูลค่ากว่าหมื่นล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้บรรลุขั้นสุดท้ายของข้อตกลงการค้ากับประเทศอินโดนีเซียแล้ว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังจากได้พูดคุยกับประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต โดยข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเปิดตลาดทั้งหมดของอินโดนีเซียให้แก่สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก

นายทรัมป์ระบุผ่านข้อความบน Truth Social ว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินโดนีเซียจะซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ และซื้อเครื่องบินโบอิ้งอีก 50 ลำ โดยมีหลายลำที่เป็นโบอิ้ง 777 ขณะเดียวกัน เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์, เกษตรกรและชาวประมง จะสามารถเข้าถึงตลาดของอินโดนีเซียได้ทั้งหมดด้วย

นอกจากนั้น สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าอินโดนีเซียทุกชนิดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 19% ส่วนสินค้าสหรัฐฯ จะเข้าสู่อินโดนีเซียโดยปลอดภาษีและมาตรการกำแพงทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หากมีสินค้าอินโดนีเซียที่ส่งผ่านประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่า ภาษีนั้นจะถูกเพิ่มเข้าไปในภาษีที่อินโดนีเซียจะต้องจ่าย

“ขอขอบคุณชาวอินโดนีเซียสำหรับมิตรภาพและคำมั่นสัญญาในการปรับดุลการค้าของเรา เราจะทำงานในนามของชาวอเมริกันและชาวอินโดนีเซียต่อไป” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

อนึ่ง เมื่อสัปดาห์ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีต่างตอบแทนถึงอินโดนีเซีย โดยระบุว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียทั้งหมดในอัตรา 32% ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. หากไม่มีการทำข้อตกลงทางการค้า เพื่อแก้ไขการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

อินโดนีเซียมีมูลค่าการซื้อขายกับสหรัฐฯ เกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 ไม่ติด 15 อันดับแรกในกลุ่มคู่ค้าของสหรัฐฯ โดยอเมริกาส่งออกสินค้าเข้าสู่อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 3.7% ในปีก่อน และนำเข้าจากอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 4.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับอินโดนีเซียอยู่ที่เกือบ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์

สินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากอินโดนีเซียมากที่สุดในปี 2567 คือ น้ำมันปาล์ม, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เราเตอร์ กับสวิตช์, รองเท้า, ยางรถยนต์, ยางธรรมชาติ และกุ้งแช่แข็ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : TruthSocial

อิสราเอลโจมตีทางอากาศทั่วกาซา ดับอีก 93 ศพ เจ็บอีกหลายร้อยราย

อิสราเอลโจมตีทางอากาศทั่วกาซา ดับอีก 93 ศพ เจ็บอีกหลายร้อยราย

16 ก.ค. 2568 01:25 น.

อิสราเอลโจมตีทางอากาศทั่วกาซา ดับอีก 93 ศพ เจ็บอีกหลายร้อยราย

อิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาระลอกใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 93 ศพ ในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงวันอังคาร และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยราย

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศทั่วฉนวนกาซาในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอังคารที่ 15 ก.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 93 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็กหลายสิบคน ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกาซา นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยอีกหลายร้อยราย

หนึ่งในการโจมตีของอิสราเอลโดนค่ายผู้อพยพ “ชาตี” (Shati) ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา โดยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล “ชีฟา” (Shifa) เปิดเผยว่าการโจมตีทำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติชาวปาเลสไตน์ วัย 68 ปี สังกัดกลุ่มฮามาส เสียชีวิต เช่นเดียวกับสามีภรรยาคู่หนึ่งกับลูกๆ อีก 6 คนของพวกเขาซึ่งอาศัยอยู่ในอาคารหลังเดียวกัน

แต่การโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเกิดขึ้นที่เขตเทล อัล-ฮาวา ของเมืองกาซา ซิตี โดยการโจมตีโดนบ้านหลังหนึ่งในช่วงค่ำวันจันทร์ (14 ก.ค.) สังหารสมาชิกครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่นั่นถึง 19 ชีวิต รวมถึงผู้หญิง 8 คนกับเด็กอีก 6 คน นอกจากนั้น การโจมตีของอิสราเอลยังโดนเต็นท์ผู้อพยพหลังหนึ่งในเขตเดียวกันนี้ ทำให้พ่อแม่กับลูกอีก 2 คนเสียชีวิต

กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส เผยแพร่รายงานประจำวันในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 15 ก.ค. โดยระบุว่า มีผู้คนในฉนวนกาซาถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลถึง 93 ศพ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 278 ราย

การโจมตีล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลพูดคุยกันเป็นเวลา 2 วันเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่การสนทนาจบลงโดยไม่มีสัญญาณของการฝ่าทางตันใดๆ ในเรื่องการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ BBC ยอมรับผิดหวังปูตินปมยูเครน แต่ยังไม่ตัดขาด

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ BBC ยอมรับผิดหวังปูตินปมยูเครน แต่ยังไม่ตัดขาด

16 ก.ค. 2568 00:32 น.

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ BBC ยอมรับผิดหวังปูตินปมยูเครน แต่ยังไม่ตัดขาด

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว บีบีซี ในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือเรื่องสงครามยูเครน ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่าเขาผิดหวังในตัว วลาดิเมียร์ ปูตินมาก แต่ยังไม่ตัดขาด

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว บีบีซี โดยเขาระบุว่า ผิดหวังในตัววลาดิเมียร์ ปูติน ปมสงครามในยูเครน แต่ยังไม่ตัดขาด และเมื่อถูกถามว่าเขายังเชื่อใจผู้นำรัสเซียอยู่หรือไม่ นายทรัมป์ก็ตอบว่า “ผมแทบไม่เชื่อใจใครเลย”

นายทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเขาประกาศแผนส่งอาวุธให้ยูเครนผ่านนาโต และเตือนว่าจะตั้งกำแพงภาษีรัสเซียอย่างหนัก หากรัสเซียไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในสงครามยูเครนภายใน 50 วัน

บีบีซีรายงานว่า นายทรัมป์เป็นฝ่ายที่โทรศัพท์มาหา และพูดคุยกับนาย แกรี โอโดโนฮิว หัวหน้าผู้สื่อข่าวภูมิภาคอเมริกาเหนือของบีบีซี เป็นเวลา 20 นาที หลังก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการสัมภาษณ์เนื่องในวันครบรอบ 1 ปีที่นายทรัมป์ถูกลอบยิงระหว่างการหาเสียงในเมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อ 13 ก.ค. 2567

เมื่อถามว่ารอดชีวิตจากความพยายามลอบสังหารในวันนั้น เปลี่ยนแปลงตัวเขาไปหรือไม่ นายทรัมป์กล่าวว่า เขาอยากคิดถึงเรื่องนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องที่ว่ามันเปลี่ยนผมไปหรือไม่” ก่อนจะกล่าวต่อว่า “มันอาจเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต”

นายทรัมป์พูดถึงความผิดหวังในตัวผู้นำรัสเซียต่อ โดยระบุว่า เขาเคยคิดว่าข้อตกลงยุติสงครามในยูเครนมีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างน้อย 4 ครั้งแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น และเมื่อถูกถามว่าเขาจบสิ้นกับปูตินแล้วหรือไม่ ผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ผมผิดหวังในตัวเขา แต่ผมยังไม่ตัดขาดกับเขา แต่ผมผิดหวังในตัวเขา”

เมื่อนักข่าวถามจี้ไปอีกว่า นายทรัมป์จะทำให้ปูตินหยุดการนองเลือดในยูเครนได้อย่างไร ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตอบว่า “เรากำลังทำงานเรื่องนั้นอยู่ แกรี” “เรามีการสนทนาที่ยอดเยี่ยม ผมจะพูดว่า ‘ดีแล้ว ผมคิดว่าเราใกล้จะทำสำเร็จ’ แล้วจากนั้นเขา (ปูติน) ก็ถล่มตึกในกรุงเคียฟ”

การสนทนาขยับไปเรื่องนาโต ซึ่งนายทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นองค์กรล้าหลัง อย่างไรก็ตาม เขากล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้เขาไม่คิดว่ามันเป็นอย่างนั้นแล้ว นาโตกำลังกลายเป็นสิ่งตรงข้ามกับเรื่องนั้น (ความล้าหลัง) เพราะองค์กรพันธมิตรกลุ่มนี้กำลังจ่ายค่าใช้จ่ายของตัวเอง

นายทรัมป์กล่าวว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ผู้นำชาติสมาชิกนาโตตกลงจะเพิ่มการจ่ายเงินอุดหนุนงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพีประเทศตัวเอง นอกจากนั้น เขายังคงเชื่อในเรื่องการป้องกันร่วมกัน เพราะมันหมายความว่า ประเทศที่เล็กกว่าจะสามารถป้องกันตัวเองจากประเทศที่ใหญ่กว่าได้

นายทรัมป์บอกด้วยว่า ผู้นำของประเทศต่างๆ รวมถึง เยอรมนี, ฝรั่งเศส และสเปน เริ่มเคารพเขาและการตัดสินใจของเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำโลกเชื่อว่า ต้องใช้ความสามารถอย่างมากในการได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีถึง 2 ครั้ง

เมื่อถูกถามว่า ผู้นำโลกพยายามยกยอนายทรัมป์อย่างออกนอกหน้าหลายครั้งหรือไม่ ผู้นำสหรัฐฯ ก็ตอบว่า เขารู้สึกว่าพวกเขาแค่พยายามทำดีด้วยมากกว่า

จากนั้นนายทรัมป์พูดถึงเรื่องนโยบายภายในประเทศ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เขาทำงานได้อย่างดีเยี่ยมในเรื่องการจัดการกับผู้อพยพเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ซึ่งเป็นหนึ่งในคำมั่นสำคัญหลักในการหาเสียงของเขา โดยจำนวนคนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ชายแดนต่ำสุดเป็นประวัติกาลในเดือนแรกหลังเขารับตำแหน่ง

“ที่จริงผมทำมากกว่าที่ผมสัญญาเอาไว้เสียอีก” นายทรัมป์กล่าว โดยตอนนี้รัฐบาลของเขาเปลี่ยนไปให้ความสนใจเรื่องการจำแนก, การกักกัน และการเนรเทศผู้อพยพทั่วสหรัฐฯ ที่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย

เมื่อถูกถามว่า ระดับการเนรเทศจำนวนเท่าใดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ? นายทรัมป์ตอบว่า เขาไม่ได้กำหนดตัวเลขเอาไว้ เขาต้องการนำตัวอาชญากรออกไปโดยเร็วที่สหรัฐฯ และรัฐบาลก็กำลังทำตามนั้น

“เราส่งพวกเขาไปเอลซัลวาดอร์ กับที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง” นายทรัมป์กล่าว โดยพูดถึงการส่งตัวผู้อพยพที่ทำเนียบขาวเรียกว่าเป็นสมาชิกแก๊งอาชญากรรม ไปคุมขังในเรือนจำที่เอลซัลวาดอร์ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในสหรัฐฯ จนกระทั่งศาลสูงสุดมีคำตัดสินว่า รัฐบาลสามารถเนรเทศผู้อพยพไปประเทศที่ 3 ได้

นายทรัมป์ยังชื่นชมความสำเร็จในการผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายและภาษี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมายอันยิ่งใหญ่และงดงาม” (OBBB) “เรามีการลดหย่อนภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

เมื่อถูกถามว่า เขาจะนิยามมรดกการเป็นประธานาธิบดีของตัวเองว่าอย่างไร นายทรัมป์ตอบว่า “กอบกู้อเมริกา” “ผมคิดว่าตอนนี้อเมริกาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ จากที่เมื่อปีก่อนมันเป็นประเทศที่ตายแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำท่วมฉับพลันที่นิวเจอร์ซีย์-นิวยอร์ก ดับแล้ว 2 ศพ สถานีรถไฟใต้ดินจมบาดาล

น้ำท่วมฉับพลันที่นิวเจอร์ซีย์-นิวยอร์ก ดับแล้ว 2 ศพ สถานีรถไฟใต้ดินจมบาดาล

15 ก.ค. 2568 22:30 น.

น้ำท่วมฉับพลันที่นิวเจอร์ซีย์-นิวยอร์ก ดับแล้ว 2 ศพ สถานีรถไฟใต้ดินจมบาดาล

ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายรัฐของสหรัฐฯ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิต 2 ศพที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ขณะที่สถานีรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กหลายแห่งถูกน้ำท่วมสูง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันในรัฐนิวเจอร์ซีย์ และหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภูมิภาคมิดแอตแลนติกของสหรัฐฯ หลังเกิดฝนตกหนักเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

นอกจากนิวเจอร์ซีย์แล้ว พายุฝนยังทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของรัฐนิวยอร์ก, ตอนกลางของรัฐเวอร์จิเนีย โดยน้ำปริมาณมหาศาลไหลลงสู่สถานีรถไฟใต้ดินหลายแห่งจนท่วมสูง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ขณะที่ทางการท้องถิ่นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ของสหรัฐฯ ระบุว่า คำสั่งเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วมยังคงส่งผลในเกือบทุกพื้นที่ของรัฐเวอร์จิเนีย, แมรีแลนด์ และวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอดจนถึงช่วงเย็นวันอังคาร (15 ก.ค.)

NWS พยากรณ์ด้วยว่า จะมีพายุฝนฟ้าคะนองกระจายในภาคตะวันออกและกลางของสหรัฐฯ ไปจนถึงวันพฤหัสบดีนี้ (17 ก.ค.) ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มเติมอีก

ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ พบผู้เสียชีวิต 2 ศพที่เมืองเพลนฟีลด์ หลังจากรถยนต์ที่พวกเขาโดยสารถูกน้ำท่วมฉับพลันซัดลงไปในแม่น้ำ ซีดาร์ บรูก (Cedar Brook) ท่ามกลางฝนตกหนัก ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินจะเข้าให้ความช่วยเหลือภายในเวลาไม่นาน แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทั้งสองคนเอาไว้ได้

นายฟิล เมอร์ฟี ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของรัฐ ขณะที่ถนนหมายเลข 22 และ 28 ซึ่งเชื่อมระหว่างเขตซัมเมอร์เซต เคาน์ตี กับมิดเดิลเซกซ์ เคาน์ตี ถูกปิดทั้งสองเส้นทาง เพื่อซ่อมแซมฉุกเฉินและเก็บกวาดเศษซากความเสียหายจากพายุ

บริการรถประจำทางหลายสายและรถไฟอย่างน้อย 1 สายในนิวเจอร์ซีย์ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือล่าช้าในช่วงเช้าวันพุธ เนื่องจากน้ำท่วม

ส่วนที่นครนิวยอร์กและพื้นที่ข้างเคียง บริการรถไฟใต้ดินบางเส้นทางประสบปัญหาล่าช้าในช่วงเช้าวันอังคาร ซึ่งเป็นชั่วโมงเร่งด่วน และบางสายต้องถูกยกเลิกเนื่องจากน้ำท่วม ท่ามกลางคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นว่ามีน้ำท่วมสูงที่ชานชาลาและทางรถไฟ ก่อนที่บริการจะเริ่มฟื้นตัวกลับมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yahoo

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทุ่มไม่อั้นหลายแสนล้านดอลลาร์ สร้างศูนย์ข้อมูล AI

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทุ่มไม่อั้นหลายแสนล้านดอลลาร์ สร้างศูนย์ข้อมูล AI

15 ก.ค. 2568 16:07 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทุ่มไม่อั้นหลายแสนล้านดอลลาร์ สร้างศูนย์ข้อมูล AI

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเมตา กล่าวว่าบริษัทเตรียมทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวว่า Meta Platforms จะทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่หลายแห่งสำหรับปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ซึ่งยิ่งทำให้เขายิ่งมุ่งมั่นในการแสวงหาเทคโนโลยีด้วยสงครามแย่งชิงบุคลากรระดับหัวกะทิ

ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียรายนี้เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่บรรลุข้อตกลงสำคัญและจ่ายเงินเดือนหลายล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อเร่งพัฒนาเครื่องจักรที่สามารถคิดได้เร็วกว่ามนุษย์ในหลายๆ งาน

ซักเคอร์เบิร์กกล่าวในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Threads ว่าศูนย์ข้อมูลขนาดหลายกิกะวัตต์แห่งแรกของบริษัทที่มีชื่อว่า “โพรมีธีอุส” (Prometheus) คาดว่าจะเปิดใช้งานในปี 2026 ขณะที่อีกแห่งหนึ่งชื่อ “ไฮเปอเรียน” (Hyperion) จะสามารถขยายขนาดได้ถึง 5 กิกะวัตต์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า “เรากำลังสร้างคลัสเตอร์ขนาดใหญ่เพิ่มอีกหลายแห่ง ซึ่งมีแห่งหนึ่งที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบเท่ากับเกาะแมนฮัตตัน” 

ซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่า “โพรมีธีอุส” จะสร้างขึ้นที่เมืองนิวออลบานี รัฐโอไฮโอ ส่วน “ไฮเปอเรียน” จะสร้างขึ้นที่รัฐหลุยเซียนา และคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายในปี 2030 เขากล่าวว่า เมตาจะลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง และศูนย์ต่างๆ ได้รับการ “ตั้งชื่อให้เหมาะสมกับขนาดและผลกระทบ”

เขายังชี้ให้เห็นรายงานจาก SemiAnalysis ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของอุตสาหกรรมว่า เมตากำลังจะกลายเป็นห้องปฏิบัติการ AI แห่งแรกที่จะนำซูเปอร์คลัสเตอร์ขนาดกิกะวัตต์ขึ้นไปใช้งานจริง

ซักเคอร์เบิร์กกล่าวยกย่องความแข็งแกร่งในธุรกิจโฆษณาหลักของบริษัท เพื่อยืนยันการลงทุนครั้งใหญ่นี้ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่าหรือไม่

ราคาหุ้นเมตา ปรับตัวสูงขึ้น 1% โดยราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ในปีนี้ บริษัทซึ่งมีรายได้เกือบ 165,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ได้ปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้าน AI เมื่อเดือนที่แล้วภายใต้แผนกที่ชื่อว่า Superintelligence Labs หลังจากประสบปัญหาโมเดลโอเพนซอร์ส Llama 4 และการลาออกของพนักงานคนสำคัญ บริษัทกำลังเดิมพันว่าแผนกนี้จะสร้างกระแสเงินสดใหม่จากแอป Meta AI เครื่องมือโฆษณาแบบแปลงภาพเป็นวิดีโอ และแว่นตาอัจฉริยะ.

ที่มา  Reuters BBC

เฟาจา ซิงห์ นักวิ่งมาราธอนอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนด้วยวัย 114 ปี

เฟาจา ซิงห์ นักวิ่งมาราธอนอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนด้วยวัย 114 ปี

15 ก.ค. 2568 15:00 น.

เฟาจา ซิงห์ นักวิ่งมาราธอนอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนด้วยวัย 114 ปี

เฟาจา ซิงห์ นักวิ่งมาราธอนที่อายุมากที่สุดในโลกชาวอินเดีย เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะมีอายุได้ 114 ปี

รายงานระบุว่า นายซิงห์ ชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “พายุทอร์นาโดผ้าโพกหัว” เสียชีวิตหลังจากถูกรถชนขณะข้ามถนนในหมู่บ้านเบียส พินด์ บ้านเกิดของเขา ในเขตจาลันธาร์ รัฐปัญจาบ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

คุชวันต์ ซิงห์ ผู้เขียนชีวประวัติของเฟาจา เขียนใน X ว่า “พายุทอร์นาโดผ้าโพกหัวของฉันไม่มีอีกแล้ว” “เขาถูกรถไม่ทราบชนิดชนในหมู่บ้านของเขาขณะกำลังข้ามถนน หลับให้สบายนะ เฟาจาที่รัก”

ซิงห์ ย้ายมาอยู่ที่เมืองอิลฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และตามรายงานของเว็บไซต์โอลิมปิก เขาเริ่มวิ่งระยะไกลหลังจากการเสียชีวิตของกุลดิป บุตรชายคนที่ห้าของเขาในเดือนสิงหาคม ปี 1994 เพื่อเยียวยาความโศกเศร้า

ซิงห์โด่งดังในปี 2000 เมื่ออายุ 89 ปี เขาเข้าเส้นชัยในการแข่งขันลอนดอนมาราธอนด้วยเวลา 6 ชั่วโมง 54 นาที ซึ่งทำลายสถิติโลกในรุ่นอายุ 90 ปีขึ้นไป ถึง 58 นาที โดยตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2011 ซิงห์ลงแข่งขันลอนดอนมาราธอน 6 ครั้ง โตรอนโตมาราธอน 2 ครั้ง และนิวยอร์กมาราธอน 1 ครั้ง

ในปี 2011 ขณะมีอายุ 100 ปี เขาได้สร้างสถิติโลกในกลุ่มอายุต่างๆ ในระยะทางที่แตกต่างกันถึงแปดประเภทภายในวันเดียวในการแข่งขันพิเศษที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา

การแข่งขันครั้งสุดท้ายของเขาคือการแข่งขันระยะทาง 10 กิโลเมตร ในงานฮ่องกงมาราธอนปี 2013 เมื่อเขาอายุ 101 ปี ซึ่งเขาเข้าเส้นชัยในเวลา 1 ชั่วโมง 32 นาทีและ 28 วินาที

เฟาจา ซิงห์ เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1911 ที่หมู่บ้านเบียส พินด์ รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ พ่อแม่ของเขาเป็นชาวนา และซิงห์เล่าว่าในวัยเด็กเขาไม่สามารถเดินได้ตามปกติเนื่องจากขาที่อ่อนแรงจนกระทั่งอายุได้ห้าขวบ

เขาเป็นผู้ถือคบเพลิงในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอนในปี 2012 และได้รับเหรียญจักรวรรดิอังกฤษจากผลงานด้านกีฬาและการกุศลในปี 2015

แม้ว่าเขาจะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิ่งมาราธอนที่อายุมากที่สุดในโลก แต่เขาก็ไม่ได้รับการรับรองจากกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด เนื่องจากเขาไม่สามารถพิสูจน์อายุของตัวเองได้ โดยอ้างว่าไม่มีใบสูติบัตรในตอนที่เขาเกิดภายใต้การปกครองอาณานิคมของอังกฤษในปี 2011.

ที่มา  AFP

หมู่เกาะโทการะของญี่ปุ่น เกิดแผ่นดินไหว 2,046 ครั้ง ใน 24 วัน

หมู่เกาะโทการะของญี่ปุ่น เกิดแผ่นดินไหว 2,046 ครั้ง ใน 24 วัน

15 ก.ค. 2568 14:22 น.

หมู่เกาะโทการะของญี่ปุ่น เกิดแผ่นดินไหว 2,046 ครั้ง ใน 24 วัน

เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า จำนวนแผ่นดินไหวที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้โดยรอบหมู่เกาะโทคาระ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ สูงกว่า 2,000 ครั้งแล้ว

เจ้าหน้าที่ยังเรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นอีก ซึ่งอาจวัดความรุนแรงได้ต่ำกว่า 6 ตามมาตราวัดความรุนแรงแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นตั้งแต่ 0 ถึง 7

กิจกรรมแผ่นดินไหวทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน รอบเกาะอะคุเซกิจิมะ และโคดาคาระจิมะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านโทชิมะ ในจังหวัดคาโกชิมะ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6 ที่เกาะอะคุเซกิจิมะ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ตามมาด้วยแผ่นดินไหวอีกสองครั้งที่มีความรุนแรงระดับ 5 ที่เกาะอะคุเซกิจิมะ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม และเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้งที่มีความรุนแรงระดับ 5 ที่เกาะอะคุเซกิจิมะ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า พบแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงระดับ 1 ขึ้นไปในทะเลนอกหมู่เกาะโทคาระ รวม 2,046 ครั้ง ณ เวลา 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอังคาร (15 ก.ค.)  โดยเกิดแผ่นดินไหว 83 ครั้งในวันอาทิตย์ 39 ครั้งในวันจันทร์ และ 2 ครั้งในวันอังคาร

ทะเลนอกหมู่เกาะโทคาระ เคยเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในปี 2021 และ 2023 แต่จำนวนแผ่นดินไหวในปัจจุบันมีมากกว่ามากในแง่ของจำนวนครั้ง.

ที่มา NHK