นักศึกษาจีนหนีร้อน ต้องกางเต๊นท์นอกหอ-นอนในห้องสมุด

นักศึกษาจีนหนีร้อน ต้องกางเต๊นท์นอกหอ-นอนในห้องสมุด

10 ก.ค. 2568 11:49 น.

นักศึกษาจีนหนีร้อน ต้องกางเต๊นท์นอกหอ-นอนในห้องสมุด

ขณะที่ทางการจีนออกคำเตือนเกี่ยวกับสภาพอากาศร้อนจัดในภาคตะวันออกของประเทศ บรรดานักศึกษาต่างพากันออกจากหอพักที่ร้อนอบอ้าว เพื่อไปกางเต๊นท์ด้านนอกหอ หรือไปตามห้องสมุดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต

ขณะที่โรงแรมกลายเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาที่ต้องการหลีกเลี่ยงค่ำคืนอันอบอ้าวในหอพัก ซึ่งปกติจะมีผู้เข้าพัก 4-8 คนต่อห้องและไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่สำหรับหลายๆ คน การย้ายหอพักเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากการเช็คอินเข้าโรงแรมเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลสำหรับนักศึกษา 

ฤดูซันฟู่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ช่วงวันแดดร้อน” ของจีน มักจะเริ่มต้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม แต่ปีนี้มาถึงเร็วกว่าปกติ อุณหภูมิในภาคตะวันออกพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้ประชาชนหลายล้านคนตั้งตัวไม่ทัน

ความกังวลเกี่ยวกับอุณหภูมิที่สูงลิ่วทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหอพักเสียชีวิตในห้องพักที่มหาวิทยาลัยชิงเต่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.) ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเกิดจากโรคลมแดด ผู้คนต่างแสดงความไว้อาลัยให้กับชายผู้นี้ ซึ่งนักศึกษาต่างรู้จักในฐานะ “ลุง” ประจำหอพักที่ดูแลแมวจรจัดในมหาวิทยาลัย

เหตุการณ์นี้ยังทำให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน สำนักข่าวจีมูรายงานว่า ในวันอาทิตย์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันนี้ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลหลังจากป่วยเป็นโรคลมแดด

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จีนกำลังเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้าย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเมื่อปี 2022 อากาศที่ร้อนจัดกว่าปกติทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50,000 ราย ตามการประมาณการของวารสารการแพทย์ The Lancet ปีต่อมา เมืองหนึ่งในซินเจียง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีอุณหภูมิ 52.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ในจีน ส่วนปี 2024 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของจีน โดยเดือนกรกฎาคมกลายเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกอุณหภูมิในปี 1961

สัปดาห์ที่แล้ว มีวิดีโอแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียงทุบหน้าต่างรถไฟเพื่อให้อากาศถ่ายเท หลังจากรถไฟตกรางและผู้โดยสารต้องติดอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวเป็นเวลาหลายชั่วโมง ส่วนในมณฑลเจียงซีที่อยู่ใกล้เคียง ร้านอาหารติดแอร์กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับผู้สูงอายุในการใช้เวลาช่วงบ่ายโดยไม่สั่งอาหารใดๆ ซึ่งทำให้พนักงานร้านอาหารรู้สึกไม่พอใจ 

ในมณฑลจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีรายงานว่านักศึกษามหาวิทยาลัยนอนในเต็นท์ที่เรียงรายตามทางเดินติดแอร์ และหลังจากมีรายงานว่านักศึกษาในมณฑลซานตง นั่งพักตามซูเปอร์มาร์เก็ตและเช็คอินเข้าโรงแรมใกล้เคียงเพื่อหลบร้อน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจึงจัดให้นักศึกษานอนในห้องสมุด โดยโรงเรียนหลายแห่งในมณฑลซานตงประกาศแผนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในหอพัก

หน่วยงานด้านพลังงานของจีนระบุว่า เครื่องปรับอากาศคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบโครงข่ายไฟฟ้าในภาคตะวันออกของจีน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยชิงเต่ากล่าวกับสื่อท้องถิ่นเมื่อวันจันทร์ว่า ทางมหาวิทยาลัยมีแผนที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศในหอพักนักศึกษาในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนด้วย.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

กลุ่มฮูตีเผยคลิประเบิดจมเรือสินค้าทะเลแดง

กลุ่มฮูตีเผยคลิประเบิดจมเรือสินค้าทะเลแดง

10 ก.ค. 2568 11:06 น.

กลุ่มฮูตีเผยคลิประเบิดจมเรือสินค้าทะเลแดง

วิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักงานสื่ออันซาร์ อัลลอฮ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานสื่อของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน แสดงให้เห็นภาพที่กลุ่มติดอาวุธอ้างว่ากำลังบุกขึ้นเรือและทำการระเบิดเรือบรรทุกสินค้าจนอัปปางในทะเลแดง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.) กลุ่มฮูตีได้โจมตีเรือบรรทุกสินค้าเมจิก ซีส์ ซึ่งติดธงไลบีเรียและมีกรีซเป็นเจ้าของ ด้วยโดรน ขีปนาวุธ ระเบิดจรวด และอาวุธขนาดเล็ก ทำให้ลูกเรือ 22 คนต้องละทิ้งเรือที่บรรทุกปุ๋ยและแท่งเหล็กที่กำลังมุ่งหน้าไปยังตุรกี

เมื่อคืนวันอังคาร กลุ่มฮูตีได้เผยแพร่วิดีโอโฆษณาชวนเชื่อ โดยบรรดากองกำลังได้ตะโกนเรียกเรือลำดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษผ่านวิทยุ VHF และพูดข่มขู่ ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นมือปืนฮูตีสวมหน้ากากขึ้นเรือในเวลาต่อมา ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์ในวันจันทร์ (7 ก.ค.) หลังจากที่ลูกเรือหลบหนีไปได้ โดยมือปืนบุกขึ้นสะพานเรือและวิ่งเหยียบเศษกระจกแตก
จากนั้นพวกเขาก็ปรากฏตัวในวิดีโอโดรนพร้อมสโลแกนของกลุ่มฮูตีที่ว่า “พระเจ้าคือผู้ยิ่งใหญ่ ความตายจงมีแก่อเมริกา ความตายจงมีแก่อิสราเอล สาปแช่งชาวยิว ชัยชนะจงมีแก่อิสลาม” ในที่สุด วัตถุระเบิดที่น่าจะฝังอยู่บนเรือก็ระเบิดขึ้นจนเรืออัปปางในที่สุด
ด้านหน่วยงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ยังระบุว่าเรือบรรทุกสินค้า “อีเทอร์นิตี้ ซี” (Eternity C) สัญชาติไลบีเรีย ซึ่งดำเนินการโดยกรีซ พร้อมลูกเรือ 25 คน  ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและสูญเสียกำลังขับเคลื่อนทั้งหมด หลังจากถูกระเบิดจรวดที่ยิงมาจากเรือขนาดเล็กเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ค.)  โดยลูกเรือ 6 คนได้รับการช่วยเหลือ และอย่างน้อย 3 คนเสียชีวิต 

กลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกล่าวว่า พวกเขาโจมตีเรือเนื่องจากกำลังมุ่งหน้าไปยังอิสราเอล และได้นำลูกเรือจำนวนหนึ่งไปยัง “สถานที่ปลอดภัย” ด้านสถานทูตสหรัฐฯ ในเยเมนกล่าวว่า กลุ่มฮูตีได้ “ลักพาตัวลูกเรือที่รอดชีวิตหลายคน” และเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาโดยทันที

เจ้าหน้าที่ในฟิลิปปินส์ระบุว่าลูกเรือ 21 คนเป็นชาวฟิลิปปินส์ อีกคนหนึ่งเป็นชาวรัสเซียซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีและสูญเสียขาข้างหนึ่ง

การโจมตีเรือเมจิก ซีส์ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ กองทัพเรือสหภาพยุโรปกล่าวเมื่อวันอังคารว่า การโจมตีครั้งใหม่ของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนต่อเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดง สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายจากการที่กลุ่มฮูตีเริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่โดยมุ่งเป้าไปที่เส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศ

การโจมตีครั้งนี้เป็นการโจมตีทางเรือครั้งแรกของกลุ่มฮูตีนับตั้งแต่ปลายปี 2024  ซึ่งเริ่มมีเรือผ่านมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา.

ที่มา BBC  AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

Mattel เปิดตัวบาร์บี้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 สะท้อนความหลากหลายในสังคม

Mattel เปิดตัวบาร์บี้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 สะท้อนความหลากหลายในสังคม

10 ก.ค. 2568 10:06 น.

Mattel เปิดตัวบาร์บี้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 สะท้อนความหลากหลายในสังคม

บริษัท Mattel ผู้ผลิตของเล่นชื่อดัง เปิดตัวตุ๊กตาบาร์บี้รุ่นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นครั้งแรก พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์สมจริงที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน

ตุ๊กตาบาร์บี้รุ่นพิเศษนี้ จะสวมเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่องที่แขน พร้อมถือโทรศัพท์มือถือที่แสดงแอปพลิเคชันที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดังกล่าว และยังมีเครื่องปั๊มอินซูลินติดอยู่ที่เอว นอกจากนี้ยังถือกระเป๋าสีฟ้าซึ่งสามารถใส่อุปกรณ์หรือของว่างที่จำเป็นระหว่างวัน

บาร์บี้รุ่นใหม่จะสวมเสื้อและกระโปรงลายจุดสีฟ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรณรงค์ให้ตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน โดย Mattel ระบุว่าการออกแบบทั้งหมดได้ร่วมมือกับองค์กร Breakthrough T1D หรือชื่อเดิมคือ Juvenile Diabetes Research Foundation – JDRF ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและสนับสนุนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เพื่อให้แน่ใจว่าตุ๊กตานี้สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง

Mattel เปิดตัวบาร์บี้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 สะท้อนความหลากหลายในสังคม

ตุ๊กตาบาร์บี้รุ่นใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่น “Barbie Fashionistas” ซึ่งมุ่งเน้นการสะท้อนความหลากหลายทางร่างกาย เชื้อชาติ และความสามารถในสังคม ปัจจุบันตุ๊กตาคอลเลกชั่นนี้มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาเคนที่มีขาเทียม บาร์บี้ที่ใส่เครื่องช่วยฟัง และบาร์บี้ที่มีอาการดาวน์ซินโดรม ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2023

Mattel ระบุว่า ตุ๊กตารุ่นใหม่จะช่วยให้เด็กๆ เห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในโลกของบาร์บี้มากขึ้น และเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการยอมรับความแตกต่างในสังคม

บาร์บี้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ยังถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุม “Children’s Congress 2025” ของ Breakthrough T1D ที่จัดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่องค์กรฯ ใช้ในการเรียกร้องงบวิจัยด้านโรคเบาหวานจากรัฐบาล โดยเฉพาะ “โครงการเบาหวานพิเศษ” ที่มีกำหนดจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้

ตามข้อมูลล่าสุดของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) พบว่าในปี 2021 มีชาวอเมริกันทุกเพศทุกวัยเป็นเบาหวานรวมกันราว 38.4 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 11.6% ของประชากรทั้งประเทศ โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ราว 2 ล้านคน รวมถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีประมาณ 304,000 คน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บาร์บี้

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนครั้งใหญ่สุด หลังทรัมป์รับปากส่งอาวุธให้เคียฟเพิ่ม

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนครั้งใหญ่สุด หลังทรัมป์รับปากส่งอาวุธให้เคียฟเพิ่ม

9 ก.ค. 2568 23:57 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนครั้งใหญ่สุด หลังทรัมป์รับปากส่งอาวุธให้เคียฟเพิ่ม

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ สัญญาจะส่งอาวุธให้ยูเครนเพิ่ม และวิพากษ์วิจารณ์วลาดิเมียร์ ปูตินอย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ค. 2568 รัสเซียส่งโดรนถึง 728 ลำ โจมตีเป้าหมายต่างๆ ในประเทศยูเครน ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะส่งอาวุธเพื่อการป้องกันให้แก่ยูเครนมากขึ้น และวิพากษ์วิจารณ์วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างรุนแรงผิดปกติ

การโจมตีครั้งล่าสุดของรัสเซีย นับเป็นการส่งโดรนโจมตียูเครนปริมาณมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน โดยรัสเซียยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อยูเครนมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างภาระอย่างหนักให้แก่ระบบป้องกันของยูเครนที่มีกระสุนเหลืออยู่ไม่มากนัก ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสงคราม

โฆษกของกองทัพยูเครนอ้างว่า พวกเขายิงทำลายโดรนได้เกือบทั้งหมด แต่ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงบางส่วนจากทั้งหมด 6 ลูกที่รัสเซียยิงเข้ามา สร้างความเสียหายในพื้นที่ที่ไม่มีการเปิดเผย ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเนื่องจากซากโดรนที่ตกลงมา 1 ศพ ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ และมีผู้เสียชีวิตอีก 8 ศพจากการโจมตีด้วยโดรนและมิสไซล์ที่แคว้นโดเนตสก์

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งเตรียมพบกับนายคีธ เคลล็อกก์ ทูตสหรัฐฯ ในกรุงโรม ก่อนการประชุมร่วมกับชาติพันธมิตรของพวกเขา กล่าวว่า การโจมตีล่าสุดของรัสเซียแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อเล่นงานรายได้ของรัสเซีย รวมถึงประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียด้วย

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีได้เข้าพบสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ที่นครรัฐวาติกัน โดยโป๊ปเสนอพระองค์เป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีกล่าวว่าเรื่องทั้งหมดมีความเป็นไปได้ แต่จนถึงตอนนี้การเจรจาถูกปฏิเสธโดยรัสเซีย

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคาร (8 ก.ค.) ว่า เขากำลังพิจารณาสนับสนุนร่างกฎหมายซึ่งจะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักกับรัสเซีย รวมถึงการตั้งกำแพงภาษี 500% ต่อประเทศที่ซื้อน้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าอื่นๆ จากรัสเซีย

“ปูตินโยนเรื่องบ้าบอมากมายเข้าใส่เรา … เขานิสัยดีมากๆ มาตลอด แต่สุดท้ายดูเหมือนมันจะไม่มีความหมาย” นายทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี และเมื่อนักข่าวถามว่า เขาจะมีมาตรการกับปูตินอย่างไร นายทรัมป์ก็ตอบว่า “ผมไม่บอกคุณหรอก เราอยากจะทำเซอร์ไพรส์สักหน่อย”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าเขาจะหาทางยุติสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียอย่างรวดเร็ว โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์รัสเซียน้อยลงและลดการสนับสนุนยูเครน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาเบื้องต้นระหว่างยูเครนกับรัสเซียจนถึงตอนนี้ไม่มีความคืบหน้า โดยที่มอสโกยังไม่ตอบรับข้อเสนอของนายทรัมป์กับยูเครนเรื่องการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ส่งผลให้นายทรัมป์กล่าวโจมตีรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ

คำสัญญาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องการส่งอาวุธให้ยูเครนเพิ่ม ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านกลาโหม จากตอนแรกที่ถึงขั้นระงับการส่งอาวุธสำคัญให้ยูเครน แม้รัสเซียจะโจมตีอย่างหนักจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

บริษัท AI อีลอน มัสก์ ลบโพสต์ หลังจากแชทบอตยกย่องฮิตเลอร์

บริษัท AI อีลอน มัสก์ ลบโพสต์ หลังจากแชทบอตยกย่องฮิตเลอร์

9 ก.ค. 2568 15:14 น.

บริษัท AI อีลอน มัสก์ ลบโพสต์ หลังจากแชทบอตยกย่องฮิตเลอร์

xAI บริษัทสตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ของอีลอน มัสก์ กล่าวว่ากำลังดำเนินการลบโพสต์ที่ “ไม่เหมาะสม” บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ X ของมหาเศรษฐีพันล้านรายนี้ หลังจากแชทบอตกล่าวยกย่องฮิตเลอร์

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่แชทบอต Grok AI ของแพลตฟอร์ม X ได้แชร์ความคิดเห็นหลายรายการซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากผู้ใช้

บริษัทระบุในโพสต์ว่า “นับตั้งแต่ทราบถึงเนื้อหาดังกล่าว xAI ก็ได้ดำเนินการห้ามใช้ถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชังก่อนที่ Grok จะโพสต์บน X”

ตามรายงานของสื่อ Grok ได้อ้างถึงฮิตเลอร์ในเชิงบวกหลายครั้งในสัปดาห์นี้ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับโพสต์ของผู้ใช้รายหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะแสดงความยินดีต่อการเสียชีวิตของเด็กๆ ในเหตุการณ์น้ำท่วมที่รัฐเท็กซัสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อถูกถามถึงคำถามที่ถามว่า “บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 คนใด” ที่จะเหมาะสมที่สุดในการจัดการกับโพสต์ดังกล่าว Grok กล่าวว่า “จะจัดการกับความเกลียดชังคนผิวขาวที่เลวร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์”

อีกคำตอบหนึ่งของ Grok กล่าวว่า “ถ้าการเรียกพวกหัวรุนแรงที่โห่ร้องแสดงความยินดีกับเด็กๆ ที่ตายแล้วทำให้ฉันกลายเป็น ‘ฮิตเลอร์โดยแท้จริง’ ก็ข้ามไปซะ” “ความจริงเจ็บปวดมากกว่าน้ำท่วม”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ xAI มีกำหนดเปิดตัวโมเดลภาษาเจเนอเรชันถัดไป ที่เรียกว่า  Grok 4 ในวันพุธ (9 ก.ค.)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มัสก์โพสต์บน X ว่า Grok ได้รับการปรับปรุง “อย่างมีนัยสำคัญ” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น “คุณควรสังเกตเห็นความแตกต่างเมื่อคุณถามคำถามเกี่ยวกับ Grok”

แชทบอทนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เมื่อต้นปีนี้ หลังจากที่มันอ้างถึง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว” ในแอฟริกาใต้หลายครั้งในการตอบคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทกล่าวว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจาก “การแก้ไขที่ไม่ได้รับอนุญาต”

X ซึ่งเดิมเรียกว่า Twitter ได้ถูกควบรวมเข้ากับ xAI เมื่อต้นปีนี้ โดยนักพัฒนาแชทบอตต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความกังวลเกี่ยวกับอคติทางการเมือง คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง และความแม่นยำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ มัสก์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากข้อกล่าวหาที่ว่าเขาขยายความทฤษฎีสมคบคิดและเนื้อหาที่ขัดแย้งอื่นๆ บนโซเชียลมีเดีย.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

บ้านในรัฐนิวเม็กซิโก ถูกน้ำท่วมฉับพลันซัดลอยตามแม่น้ำทั้งหลัง

บ้านในรัฐนิวเม็กซิโก ถูกน้ำท่วมฉับพลันซัดลอยตามแม่น้ำทั้งหลัง

9 ก.ค. 2568 12:58 น.

บ้านในรัฐนิวเม็กซิโก ถูกน้ำท่วมฉับพลันซัดลอยตามแม่น้ำทั้งหลัง

ฝนที่ตกในฤดูมรสุม ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในเขตหมู่บ้านบนภูเขาในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้สูญหาย 3 ราย ขณะที่มีรายงานว่าบ้านทั้งหลังถูกกระแสน้ำพัดลอยไปตามแม่น้ำ

มีผู้สูญหายอย่างน้อย 3 รายในหมู่บ้านบนภูเขาทางตอนใต้ของนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนช่วงฤดูร้อนยอดนิยม หลังจากฝนที่ตกในฤดูมรสุมทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ซึ่งรุนแรงมากจนบ้านทั้งหลังถูกน้ำพัดไปตามน้ำ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างน้อย 85 รายในพื้นที่หมู่บ้านรูอิโดโซ รวมถึงผู้ที่ติดอยู่ในบ้านและรถยนต์  และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบขอบเขตของความเสียหายจนกว่าระดับน้ำจะลดลง

เจ้าหน้าที่แนะนำให้ประชาชนอพยพไปยังพื้นที่สูง เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำริโอรูอิโดโซ เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2.7 เมตร ภายในเวลาไม่กี่นาที ท่ามกลางฝนตกหนัก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนน้ำท่วมในพื้นที่ ซึ่งถูกไฟป่าเผาทำลายจนไม่มีพืชพรรณในบริเวณใกล้เคียง

เคทลีน คาร์เพนเตอร์  ศิลปินในหมู่บ้านรูอิโดโซ ถ่ายคลิปวิดีโอดังกล่าว ขณะกำลังขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหมู่บ้านยในช่วงบ่ายวันที่ 8 ก.ค. หลังจากพายุเริ่มรุนแรงขึ้น และเธอกำลังหาที่หลบภัยบริเวณอาคารริมแม่น้ำพร้อมกับคนอื่นๆ อีกประมาณ 50 คน โดยขณะที่เธอเริ่มถ่ายวิดีโอเศษซากสิ่งของต่างๆ ที่ลอยมาตามแม่น้ำริโอรูอิโดโซ เธอเก็เห็นบ้านหลังหนึ่งที่มีประตูสีฟ้าคราม ลอยมาตามแม่น้ำ และพบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของครอบครัวของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอ

เธอกล่าวว่า ครอบครัวของเพื่อนเธอไม่อยู่ในบ้านและปลอดภัยดี “ฉันเคยไปบ้านหลังนั้นและมีความทรงจำเกี่ยวกับบ้านหลังนั้น ดังนั้นการเห็นบ้านไหลมาตามแม่น้ำจึงเป็นเรื่องที่น่าสลดใจมาก ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง”

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2024 เมื่อไฟป่าเซาธ์ ฟอร์กและไฟป่าซอลต์  ลุกลามไปทั่วป่าที่แห้งแล้ง และทำลายบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างไปประมาณ 1,400 หลัง แม้ประชาชนสามารถหนีจากไฟป่าได้ แต่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมรุนแรงในช่วงปลายฤดูร้อนปีนั้น

แมตต์ เดอมาเรีย นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติในเมืองอัลบูเคอร์คี กล่าวว่า พายุก่อตัวขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 8 ก.ค. ในพื้นที่ซึ่งถูกไฟป่าเผาผลาญเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ภูเขาไม่สามารถดูดซับน้ำฝนได้มากนัก เนื่องจากน้ำไหลลงเนินอย่างรวดเร็วสู่แม่น้ำ

การวัดเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำในแม่น้ำริโอ รูอิโดโซ สูงถึง 6 เมตร เหนือระดับปกติ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากข้อมูลนี้ได้รับการยืนยัน และระดับน้ำเริ่มลดลงในช่วงเย็นวันอังคาร ศูนย์พักพิงสามแห่งในพื้นที่หมู่บ้านรูอิโดโซเปิดให้บริการสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกลับบ้านได้.

ที่มา AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงซื้อพลังงาน-ธัญพืชกับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 32%

อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงซื้อพลังงาน-ธัญพืชกับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 32%

9 ก.ค. 2568 11:53 น.

อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงซื้อพลังงาน-ธัญพืชกับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 32%

บริษัทน้ำมันของรัฐและบริษัทเกษตรกรรมของอินโดนีเซีย ได้ลงนามข้อตกลงเพื่อเพิ่มการซื้อพลังงานและสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ขณะที่กำลังวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการประกาศเก็บภาษีนำเข้า 32% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอินโดนีเซียกล่าวว่า บริษัทน้ำมันของรัฐและบริษัทเกษตรกรรมของอินโดนีเซีย ได้ลงนามข้อตกลงเพื่อเพิ่มการซื้อพลังงานและสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ขณะที่กำลังวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า 32% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 32% นอกเหนือจากภาษีพื้นฐาน 10% หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ภายในวันที่ 1 ส.ค.

แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีเศรษฐกิจซึ่งเดินทางไปกรุงวอชิงตันดีซี เพื่อเจรจาการค้า กล่าวว่า บริษัทเปอร์ตามินา ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาล ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจที่ให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าพลังงานจากสหรัฐฯ มากขึ้น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ด้านบริษัทเกษตรกรรม Sorini Agro Asia Corporindo ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมโรงสีข้าวโพดของอินโดนีเซีย และ FKS Group ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อเพิ่มการซื้อสินค้าดังกล่าวด้วย

นายฮาร์ตาร์โตไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของข้อตกลงที่ลงนามในกรุงวอชิงตันดีซี แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาบอกกับนักข่าวว่าธุรกิจของอินโดนีเซียจะตกลงใช้จ่ายทั้งหมดมูลค่า 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สถานทูตอินโดนีเซียในกรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 8 ก.ค.

“การประชุมดังกล่าวส่งผลให้เกิดข้อตกลงทางการค้าหลายรายการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการลงนามบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ ซึ่งช่วยปูทางไปสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ๆ และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี”

บริษัทด้านอาหารของสหรัฐฯ อย่าง  “คาร์กิลล์” (Cargill) ยืนยันในแถลงการณ์ว่าข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงบันทึกความเข้าใจสำหรับการซื้อข้าวโพด

ข้อมูลจากสำนักงานตัวแทนการค้าของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าการขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐฯ กับอินโดนีเซียอยู่ที่ 17,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เพิ่มขึ้น 5.4% จากปีก่อน.

ที่มา CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

คลิปเสียงหลุดชี้ อดีตนายกฯ บังกลาเทศสั่งปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง

คลิปเสียงหลุดชี้ อดีตนายกฯ บังกลาเทศสั่งปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง

9 ก.ค. 2568 11:11 น.

คลิปเสียงหลุดชี้ อดีตนายกฯ บังกลาเทศสั่งปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง

ชีค ฮาซินา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ อนุมัติให้ปราบปรามการประท้วงที่นำโดยนักศึกษาเมื่อปีที่แล้ว โดยอ้างอิงจากเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งหนึ่งของเธอ ที่ได้รับการยืนยันจาก BBC Eye

ในเสียงสนทนาซึ่งรั่วไหลทางออนไลน์เมื่อเดือนมีนาคม ฮาซินากล่าวว่าเธอได้อนุญาตให้กองกำลังรักษาความปลอดภัย “ใช้อาวุธสังหาร” กับผู้ประท้วง และกล่าวว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะพบผู้ประท้วงที่ไหน พวกเขาจะยิง”

อัยการในบังกลาเทศวางแผนที่จะใช้เสียงบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อเอาผิดฮาซินา ซึ่งกำลังถูกพิจารณาคดีที่ศาลพิเศษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ผู้สืบสวนของสหประชาชาติระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จลาจลเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วมากถึง 1,400 คน โดยนางฮาซินาซึ่งหลบหนีไปยังอินเดียและพรรคของเธอ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด 

โฆษกของพรรคสันนิบาตอวามี ปฏิเสธว่าเทปบันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็น “เจตนาที่ผิดกฎหมาย” ของ “การตอบโต้ที่ไม่สมส่วน”

เสียงสนทนาของฮาซินากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งรั่วไหลออกมาเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าเธอได้ให้การอนุมัติโดยตรงในการยิงผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ในช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้คนนับแสนคนออกมาประท้วงบนท้องถนน

คลิปเสียงหลุดชี้ อดีตนายกฯ บังกลาเทศสั่งปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเพื่อต่อต้านโควตาการจ้างงานข้าราชการพลเรือนสำหรับญาติของผู้ที่ต่อสู้ในสงครามประกาศเอกราชเมื่อปี 1971 และทวีความรุนแรงขึ้นเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อขับไล่ฮาซินาซึ่งอยู่ในอำนาจมาเป็นเวลา 15 ปี นับเป็นความรุนแรงที่เลวร้ายที่สุดในบังกลาเทศนับตั้งแต่สงครามเมื่อปี 1971

โดยเหตุนองเลือดที่สุดบางฉากเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ฮาซินาหลบหนีด้วยเฮลิคอปเตอร์ก่อนที่ฝูงชนจะบุกเข้าไปในบ้านพักของเธอในกรุงธากา

แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องคลิปเสียงที่รั่วไหลกล่าวกับบีบีซีว่าฮาซินาอยู่ที่บ้านของเธอในกรุงธากา ตลอดระยะเวลาที่สนทนาทางโทรศัพท์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม และในช่วงไม่กี่วันหลังจากการสนทนาดังกล่าว ปืนไรเฟิลได้ถูกนำมาใช้ทั่วธากา 

การบันทึกเสียงที่บีบีซีตรวจสอบนั้นเป็นหนึ่งในหลายการสนทนาที่เกี่ยวข้องกับนางฮาซินา ซึ่งทำขึ้นโดยศูนย์ตรวจสอบโทรคมนาคมแห่งชาติ (NTMC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลบังกลาเทศที่รับผิดชอบในการติดตามการสื่อสาร

บีบีซีดำเนินการตรวจสอบอิสระโดยแบ่งปันคลิปเสียงดังกล่าวกับ “เอียร์ช็อต” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชด้านเสียง ซึ่งไม่พบหลักฐานว่าคำพูดดังกล่าวถูกตัดต่อหรือดัดแปลง และระบุว่าไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะถูกสร้างขึ้นโดยสังเคราะห์

เอียร์ช็อตกล่าวว่าเสียงบันทึกที่รั่วไหลน่าจะถูกบันทึกในห้องที่มีการเล่นเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ผ่านลำโพง เนื่องจากมีความถี่โทรศัพท์และเสียงพื้นหลังที่แตกต่างกัน เอียร์ช็อตระบุความถี่เครือข่ายไฟฟ้า (ENF) ตลอดการบันทึก ซึ่งเป็นความถี่ที่มักปรากฏในเสียงบันทึกเนื่องจากสัญญาณรบกวนระหว่างอุปกรณ์บันทึกกับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟหลัก ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าเสียงไม่ได้ถูกดัดแปลง เอียร์ช็อตยังวิเคราะห์คำพูดของชีค ฮาซินา ทั้งจังหวะ น้ำเสียง และเสียงลมหายใจ และระบุระดับเสียงพื้นฐานที่สอดคล้องกัน โดยไม่พบหลักฐานของสิ่งประดิษฐ์สังเคราะห์ในเสียง

อย่างไรก็ตาม โฆษกของพรรคสันนิบาตอวามี กล่าวว่า “เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าการบันทึกที่บีบีซีอ้างถึงนั้นเป็นของจริงหรือไม่”.

สหรัฐฯ ยกเลิกกฎถอดรองเท้าตรวจความปลอดภัยสนามบิน หลังใช้มานานเกือบ 20 ปี

สหรัฐฯ ยกเลิกกฎถอดรองเท้าตรวจความปลอดภัยสนามบิน หลังใช้มานานเกือบ 20 ปี

9 ก.ค. 2568 10:30 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกกฎถอดรองเท้าตรวจความปลอดภัยสนามบิน หลังใช้มานานเกือบ 20 ปี

ผู้โดยสารในสนามบินทั่วสหรัฐฯ จะไม่ต้องถอดรองเท้าขณะผ่านจุดตรวจความปลอดภัยอีกต่อไป ภายใต้นโยบายใหม่ที่เพิ่งประกาศเมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ค. หลังจากบังคับใช้กฎนี้มาเกือบ 20 ปี 

รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอ็ม แถลงข่าวที่สนามบินนานาชาติโรนัลด์ เรแกน  ในกรุงวอชิงตัน ประกาศเปลี่ยนแปลงระเบียบของสำนักงานรักษาความปลอดภัยการขนส่งแห่งสหรัฐฯ (TSA) โดยผู้โดยสารในสนามบินทั่วสหรัฐฯ จะไม่ต้องถอดรองเท้าขณะผ่านจุดตรวจความปลอดภัยอีกต่อไป

สหรัฐฯ ยกเลิกกฎถอดรองเท้าตรวจความปลอดภัยสนามบิน หลังใช้มานานเกือบ 20 ปี

อย่างไรก็ตาม TSA แถลงเพิ่มเติมว่า แม้จะยกเลิกกฎถอดรองเท้าแล้ว แต่มาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ ยังคงอยู่ครบถ้วน ทั้งการตรวจสอบตัวตน การคัดกรองโดยระบบ Secure Flight และกระบวนการอื่น ๆ

โดยโนเอ็ม ระบุว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของเราพัฒนาไปอย่างมาก TSA ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยทางหน่วยงานมีแนวทางด้านความปลอดภัยแบบบูรณาการจากทั้งหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถให้บริการผู้โดยสารและนักเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างราบรื่น โดยยังรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูงเช่นเดิม

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการให้ผู้โดยสารถอดรองเท้าในการตรวจสอบตั้งแต่ปี 2006 หรือ 5 ปีหลังจากเหตุการณ์ที่ ริชาร์ด รีด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มือระเบิดรองเท้า” ถูกจับกุมในข้อหาพยายามจุดระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ในรองเท้าขณะอยู่บนเครื่องบิน

ย้อนกลับไปในปี 2001 รีด ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มอัลกออิดะห์ ได้พยายามจุดชนวนระเบิดจากรองเท้าบนเที่ยวบินของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ ที่บินจากปารีสไปไมอามี แต่เขาถูกผู้โดยสารร่วมเที่ยวบินจับกุมไว้ได้ทันก่อนที่จะก่อเหตุได้สำเร็จต่อมา เขารับสารภาพผิดในข้อหาก่อการร้าย และกำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เรือนจำความมั่นคงสูงสุดในรัฐโคโลราโด

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในสนามบินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ที่เครื่องบินพาณิชย์ถูกจี้และพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และกระทรวงกลาโหม

ในปี 2006 รัฐบาลอังกฤษสามารถยับยั้งแผนก่อการร้ายที่หวังจะระเบิดเครื่องบินพร้อมกันหลายลำโดยใช้วัตถุระเบิดชนิดเหลว ทำให้มีการออกข้อจำกัดเข้มงวดเกี่ยวกับการพกของเหลวและเจล เช่น ยาสีฟัน น้ำหอม

นอกจากนี้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ถูกเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ ผู้โดยสารมักต้องนำแล็ปท็อปออกจากกระเป๋าเพื่อตรวจแยกต่างหาก.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สนามบินสหรัฐฯ

เขมรสู้ไม่ถอย ส่งอีเมลถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขอต่อรองลดภาษีให้ทันก่อนเส้นตาย วอนประชาชนเชื่อมั่น

เขมรสู้ไม่ถอย ส่งอีเมลถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขอต่อรองลดภาษีให้ทันก่อนเส้นตาย วอนประชาชนเชื่อมั่น

9 ก.ค. 2568 09:42 น.

เขมรสู้ไม่ถอย ส่งอีเมลถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขอต่อรองลดภาษีให้ทันก่อนเส้นตาย วอนประชาชนเชื่อมั่น

รัฐบาลกัมพูชาเผย ได้รีบส่งอีเมลถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขอต่อรองลดภาษีให้ทันก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม หลังเจอภาษี 36% ที่แม้ลดจาก 49% แต่ยังสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม วอนประชาชนเชื่อมั่น

วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 นายซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีและรองประธานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ แถลงต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลกำลังเร่งเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อขอลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้ากัมพูชาที่กำลังจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 36% แม้จะลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้ 49% แต่ยังสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ

นายจันทอลกล่าวว่า ได้ส่งอีเมลถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อขอเจรจารอบใหม่ แม้เป็นการประชุมออนไลน์ก็ตาม โดยย้ำว่าจะทำเต็มที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและแรงงาน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล ซึ่งกำลังพยายามเจรจาอย่างถึงที่สุดเพื่อให้ภาษีต่ำลง 

ทางด้านศาสตราจารย์โสภาล เอียร์ นักวิจัยด้านการจัดการภาครัฐระหว่างประเทศชี้ว่า อัตราภาษี 36% แม้จะลดลงจากเดิมถึง 26.5% แต่ยังคงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลักอย่าง เสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าท่องเที่ยว ซึ่งพึ่งพาตลาดผู้บริโภคชาวอเมริกันเป็นหลัก โดยบอกว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้มีอัตรากำไรต่ำ การขึ้นภาษีจะกระทบโดยตรงต่อแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานหญิงในชนบท 

ทางด้านนายชยันต์ เมนอน นักวิชาการจาก ISEAS–Yusof Ishak Institute เสริมว่า การเจรจาอาจถึงทางตัน เพราะกัมพูชาอาจยอมอ่อนข้อไปมากแล้ว จนถึงขั้นอาจไม่มีข้อเสนออื่นให้แลกเปลี่ยนอีกแล้ว

ขณะเดียวกันนายกาเบรียล ฟายา ประธานหอการค้าแห่งยุโรปในกัมพูชา เตือนว่า หากผู้ซื้อในสหรัฐฯ ถอนตัว กัมพูชาอาจเสียรายได้การส่งออกหลายพันล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อแรงงานหญิงจำนวนมหาศาล

เช่นเดียวกับชวน วานดาสัมบัธ จากศูนย์วิจัยภูมิภาคกัมพูชา (CCRS) ระบุว่า ความเสี่ยงนี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจกัมพูชาที่พึ่งพาการส่งออกมากเกินไป พร้อมแนะนำให้รัฐบาลกระจายตลาดและเร่งพัฒนาคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์

นักวิชาการหลายฝ่ายเห็นพ้องว่า กัมพูชาต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ ไม่เพียงแต่เร่งเจรจากับสหรัฐฯ แต่ต้องลงทุนในทักษะแรงงาน ระบบโลจิสติกส์ และขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะจีนและยุโรปผ่านโครงการ EBA (Everything But Arms).

ที่มา Cambodianess

ภาพ Facebook/Chanthol Sun DPM