นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” ลูกสาวทอมมี ลี โจนส์ เสียชีวิตในโรงแรมหรูซานฟรานซิสโก

นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” ลูกสาวทอมมี ลี โจนส์ เสียชีวิตในโรงแรมหรูซานฟรานซิสโก

3 ม.ค. 2569 09:19 น.

นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” ลูกสาวทอมมี ลี โจนส์ เสียชีวิตในโรงแรมหรูซานฟรานซิสโก

สุดช็อก นักแสดงสาว “วิกตอเรีย โจนส์” วัย 34 ปี บุตรสาวของนักแสดงดัง ทอมมี ลี โจนส์ ถูกพบเสียชีวิตในโรงแรมหรูที่ซานฟรานซิสโก ตำรวจระบุไม่พบพิรุธ อยู่ระหว่างรอผลชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต

วันที่ 3 มกราคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วิกตอเรีย โจนส์  นักแสดงสาววัย 34 ปี บุตรสาวของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง ทอมมี ลี โจนส์ ถูกพบเสียชีวิตภายใน โรงแรมแฟร์มอนต์  โรงแรมหรูระดับตำนานในย่าน โนบฮิลล์ เมืองซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ

ตำรวจเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อช่วง เวลาประมาณ 03.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนเจ้าหน้าที่และหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะเข้าตรวจสอบและพบว่า วิกตอเรียเสียชีวิตแล้วในที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า การเสียชีวิตไม่มีลักษณะน่าสงสัย และยังไม่พบหลักฐานของการกระทำผิดทางอาญา อย่างไรก็ตาม สำนักงานแพทย์นิติเวช อยู่ระหว่างการสอบสวนและชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

วิกตอเรีย โจนส์ เป็นบุตรสาวของทอมมี ลี โจนส์ กับอดีตภรรยา คิมเบอร์ลี คลัฟลีย์ และเคยเดินตามรอยบิดาเข้าสู่วงการบันเทิง โดยมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่อง อาทิ Men in Black II ตามด้วย 
The Three Burials of Melquiades Estrada นอกจากนี้ยังร่วมแสดงในซีรีส์ดังอย่าง One Tree Hill

ขณะที่ข่าวการจากไปของวิกตอเรียสร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนภาพยนตร์และผู้ติดตามวงการฮอลลีวูด ขณะที่ครอบครัวยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ใดๆ ต่อสาธารณชน.

ที่มา TMZ

แองเจลินา โจลี เยือนด่านราฟาห์ฝั่งอียิปต์ ติดตามภารกิจช่วยเหลือกาซา

แองเจลินา โจลี เยือนด่านราฟาห์ฝั่งอียิปต์ ติดตามภารกิจช่วยเหลือกาซา

3 ม.ค. 2569 08:45 น.

แองเจลินา โจลี เยือนด่านราฟาห์ฝั่งอียิปต์ ติดตามภารกิจช่วยเหลือกาซา

แองเจลินา โจลี นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง เดินทางไปเยือนด่านพรมแดนราฟาห์จากทางฝั่งอียิปต์ จุดเชื่อมต่อเข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อพบปะเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้อ

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่า แองเจลินา โจลี ดารานักแสดงชื่อดังระดับโลก ได้เดินทางไปเยือนด่านพรมแดนราฟาห์จากทางฝั่งอียิปต์ โดยได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่สภากาชาดอียิปต์ (Red Crescent) รวมถึงคนขับรถบรรทุกที่ทำหน้าที่ขนส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังฉนวนกาซา โดยเธอเดินทางมาพร้อมคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันของอียิปต์

โจลีกล่าวว่า เธอรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้พบกับอาสาสมัครช่วยเหลือในพื้นที่ ขณะที่อาสาสมัครสภากาชาดรายหนึ่งบอกกับนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ว่า ขณะนี้มีรถบรรทุกความช่วยเหลือนับพันคัน ที่ยังคงจอดรออยู่บริเวณด่านพรมแดน โดยไม่สามารถเข้าไปในกาซาได้

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า การเดินทางครั้งนี้ของโจลี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งทูตพิเศษของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มีเป้าหมายเพื่อติดตามสภาพความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับบาดเจ็บและถูกส่งตัวไปรักษาในอียิปต์ รวมถึงตรวจสอบกระบวนการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ทั้งโจลีและทางการอียิปต์ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเยือนดังกล่าว

ด่านพรมแดนราฟาห์ถูกคาดหมายว่าจะเปิดใช้งานอีกครั้ง ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติ ด่านดังกล่าวยังคงปิดอยู่

ขณะเดียวกัน อียิปต์และอีก 6 ประเทศ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศกดดันอิสราเอล ในฐานะชาติผู้ยึดครอง ให้ยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าและกระจายสิ่งของจำเป็นเข้าสู่ฉนวนกาซาโดยทันที

ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นเดือนธันวาคม อิสราเอลประกาศว่าจะเปิดด่านราฟาห์เฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการออกจากกาซาเท่านั้น ส่งผลให้รัฐบาลอียิปต์ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ให้ความเห็นชอบต่อมาตรการดังกล่าวอย่างรวดเร็วตามที่มีการอ้าง

ทั้งนี้ แองเจลินา โจลี ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสาธารณะระดับโลกที่มีบทบาทด้านมนุษยธรรมมาอย่างยาวนาน โดยเธอลาออกจากตำแหน่งทูตพิเศษของ UNHCR เมื่อปลายปี 2022 หลังทำงานร่วมกับองค์กรสหประชาชาติมากว่า 20 ปี เพื่อหันไปขับเคลื่อนประเด็นด้านมนุษยธรรมในวงกว้างมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

3 ม.ค. 2569 06:34 น.

ทรัมป์ขู่ สหรัฐฯ พร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง เจอสวนกลับเตือนทรัมป์อย่าล้ำเส้น

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนรัฐบาลอิหร่านอย่าใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม หากยังยิงประชาชน สหรัฐฯ “พร้อมช่วยเหลือทันที” ด้านที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านสวนกลับ เตือนการแทรกแซงอาจเขย่าทั้งตะวันออกกลาง

วันที่ 2 มกราคม 2568 สถานการณ์การประท้วงในอิหร่านทวีความตึงเครียดขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกโรงเตือนรัฐบาลอิหร่านอย่างเปิดเผยว่า หากยังใช้ความรุนแรงและสังหารผู้ชุมนุม สหรัฐฯ จะไม่อยู่นิ่งและพร้อมเข้าช่วยเหลือทันที

ทรัมป์โพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าหากอิหร่านยิงและสังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาทำเป็นประจำ สหรัฐฯ จะเข้าช่วยเหลือ พร้อมทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ พร้อมเต็มที่ และเตรียมพร้อมปฏิบัติการแล้ว แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการในรูปแบบใด

ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นท่ามกลางการประท้วงใหญ่ในหลายเมืองของอิหร่าน ต่อเนื่องมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ จากปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ค่าเงินเรียลอ่อนค่ารุนแรง และความไม่พอใจต่อรัฐบาลศาสนา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ  

ด้านอิหร่านรีบตอบโต้ทันที อาลี ลาริจานี ที่ปรึกษาของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เตือนทรัมป์ให้ะมัดระวังคำพูด พร้อมระบุว่าการแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่านจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทั่วตะวันออกกลาง และทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง

ทั้งนี้ รายงานจากสื่ออิหร่านระบุว่า การประท้วงรอบล่าสุดถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุลุกฮือปี 2565 โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพจากเหตุปะทะหลายพื้นที่ ทั้งเมือง ลอร์เดกัน  อัซนา  คูห์ดัชต์  ฟูลัดชาห์ร์ และมาร์วดัชต์ โดยบางกรณียังไม่ชัดเจนว่าเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่ ขณะที่ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นรถยนต์ถูกเผาและการไล่ล่าระหว่างผู้ประท้วงกับกองกำลังความมั่นคง.

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพประชาชนลงจากอาคารสูงอย่างเร่งด่วน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพประชาชนลงจากอาคารสูงอย่างเร่งด่วน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

3 ม.ค. 2569 01:45 น.

แผ่นดินไหว 6.5 เขย่าเม็กซิโก อพยพประชาชนลงจากอาคารสูงอย่างเร่งด่วน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.5 เขย่ากรุงเม็กซิโกซิตี้ และรัฐเกร์เรโร เสียงเตือนภัยดังทั่วเมือง ประธานาธิบดีต้องอพยพออกจากทำเนียบระหว่างการแถลงข่าว ยังไม่พบผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายหนัก

 วันที่ 2 มกราคม 2568 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.5 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ และรัฐเกร์เรโร ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนจำนวนมากที่รีบอพยพออกจาออาคารไปอยู่ตามท้องถนน หลังสัญญาณเตือนภัยแผ่นดินไหวดังขึ้นทั่วเมือง

รายงานจากสำนักงานแผ่นดินไหวเม็กซิโกระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองซาน มาร์กอส ในรัฐเกร์เรโร ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 14 กิโลเมตร หรือประมาณ 400 กิโลเมตรจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกของเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง อากาปุลโก ที่ความลึกราว 35 กิโลเมตร

โดยแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นยังทำให้ ประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บอม ต้องยุติการแถลงข่าวเช้าครั้งแรกของปี และอพยพออกจากทำเนียบประธานาธิบดีพร้อมผู้สื่อข่าว หลังสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีระบุว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งในกรุงเม็กซิโกซิตี้และรัฐเกร์เรโร

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า บางพื้นที่ของกรุงเม็กซิโกซิตี้เกิดไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ และมีการส่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจออกตรวจตราเขตใจกลางเมือง ขณะที่แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ในหลายภูมิภาค อาทิ ตรัส เบเยส  คอร์โดบา  ซาลาปา โอริซาบา และโกอัตซาโกอัลกอส

ทั้งนี้ เม็กซิโกตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกถึง 5 แผ่น ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก โดยเฉพาะกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดินโคลนของทะเลสาบโบราณ ทำให้มีความเปราะบางต่อแรงสั่นสะเทือนสูง.

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

2 ม.ค. 2569 23:48 น.

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากประกายไฟพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่ ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตอย่างน้อย 40 ราย บาดเจ็บกว่า 119 คน หลายรายอาการสาหัส

วันที่ 2 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ทางการสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้บาร์ “เลอ กงสเตลลาซีญง” ในรีสอร์ทเล่นสกีเมืองครองส์-มงตานา เขตเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อคืนส่งท้ายปีเก่า โดยเชื่อว่าสาเหตุเริ่มต้นจากประกายไฟพลุ หรือเทียนประกายไฟ (Bengal lights) ที่ปักอยู่บนขวดแชมเปญ และถูกยกขึ้นไปใกล้เพดานบาร์มากเกินไป

นายเบอาตริซ ปีลูด์ อัยการรัฐวาเลส์ ระบุว่า หลักฐานทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไฟเริ่มจากประกายไฟบนขวดแชมเปญก่อนเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงภายในอาคาร ส่งผลให้เกิดความสูญเสียรุนแรงในเวลาอันสั้น

ด้านนายมาตียาส เรอนาร์ ประธานรัฐบาลรัฐวาเลส์ แถลงว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 40 ราย เป็นตัวเลขที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง พร้อมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยย้ำว่ายังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิต และหลายคนอยู่ในภาวะวิกฤต

ขณะที่นายเฟรเดริก กิสเลอร์ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐวาเลส์ เปิดเผยว่า จากผู้บาดเจ็บ 119 คน สามารถยืนยันตัวตนได้แล้ว 113 คน เหลืออีก 6 คนที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บที่ยืนยันแล้ว เป็นชาวสวิส 71 คน ชาวฝรั่งเศส 14 คน อิตาลี 11 คน เซอร์เบีย 4 คน และจากประเทศอื่นๆ อาทิ บอสเนีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โปแลนด์ และโปรตุเกส

ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 40 ราย ยังอยู่ระหว่างการยืนยันเอกลักษณ์บุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด และได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชจากหลายมณฑลทั่วประเทศ พร้อมระบุว่า การสอบสวนในระยะต่อไปจะมุ่งตรวจสอบการปรับปรุงภายในบาร์ วัสดุที่ใช้ ใบอนุญาตประกอบการ มาตรการความปลอดภัย ระบบดับเพลิง เส้นทางหนีไฟ ความจุที่ได้รับอนุญาต และจำนวนผู้ที่อยู่ภายในในคืนเกิดเหตุอย่างละเอียด

ทั้งนี้ ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการดำเนินคดีอาญา หากพบว่ามีผู้ใดมีส่วนรับผิดชอบ โดยอาจเข้าข่ายความผิดฐาน วางเพลิงโดยประมาท ฆ่าคนตายโดยประมาท และทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บโดยประมาท.

ที่มา BBC / AP

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

2 ม.ค. 2569 13:41 น.

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

เจ้าหน้าที่สวิตเซอร์แลนด์เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้บาร์ เลอ กงสเตลลาซีญง ในเมืองครองส์-มงตานา แถบเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี ระหว่างการเฉลิมฉลองปีใหม่ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ คาดมีผู้เสียชีวิตราว 40 ราย และบาดเจ็บประมาณ 115 คน

เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่บาร์เลอ กงสเตลลาซีญง (Le Constellation)  ในเมืองครองส์-มงตานา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็วทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 115 ราย ในจำนวนนี้หลายรายมีอาการสาหัสจากแผลไฟไหม้รุนแรง

ผู้อยู่ในเหตุการณ์บรรยายถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้นว่า “เหมือนฉากในสงคราม” และ “วันสิ้นโลก” ผู้คนพยายามทุบหน้าต่างเพื่อหนีออกมาจากกองเพลิง ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางส่วนวิ่งออกมาบนถนนในสภาพที่ร่างกายถูกไฟลวกและร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา โดยบาร์ดังกล่าวมีความจุภายในประมาณ 300 คน และพื้นที่ระเบียงอีก 40 คน

แม้ทางการสวิตเซอร์แลนด์จะยังไม่ระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่พยานหลายรายให้การตรงกันว่าเห็นพนักงานของร้านถือขวดแชมเปญที่มี “พลุไฟเย็น” ติดอยู่ด้านบนเพื่อนำไปเสิร์ฟที่โต๊ะตามธรรมเนียมของร้าน แต่พลุไฟเกิดไปติดที่เพดานจนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ตัดประเด็นสาเหตุใดทิ้ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การก่อการร้าย

เนื่องจากเมืองครองส์-มงตานา เป็นเมืองรีสอร์ตระดับโลก เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกระทรวงต่างประเทศของอิตาลีระบุว่ามีชาวอิตาลีบาดเจ็บ 15 ราย และสูญหายอีก 15 ราย ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานพบผู้บาดเจ็บชาวฝรั่งเศส 9 ราย และยังสูญหายอีก 8 ราย ส่วนเจ้าของบาร์ดังกล่าวเป็นคู่รักชาวฝรั่งเศสจากเกาะคอร์ซิกา ซึ่งรายงานระบุว่าปลอดภัยดีแต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ผู้คนหลายร้อยคนมารวมตัวกันอย่างเงียบๆ ท่ามกลางอากาศหนาวจัด วางดอกไม้และจุดเทียน หลายคนที่มาร่วมไว้อาลัยในคืนนั้นรู้จักกับคนที่ยังคงสูญหาย หรือได้รับบาดเจ็บสาหัส

นายกี ปาร์มาลิน ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่านี่คือ “โศกนาฏกรรมที่น่าสยดสยองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” พร้อมประกาศลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วันเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสีย ขณะที่โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้บาดเจ็บได้เพียงพอ จนต้องมีการส่งตัวผู้ป่วยกระจายไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงโรงพยาบาลในฝรั่งเศสและประเทศเพื่อนบ้านที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่ากระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ เนื่องจากสภาพความเสียหายที่รุนแรง ทำให้บรรดาครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ยังติดต่อผู้สูญหายไม่ได้ต้องตกอยู่ในความทุกข์ทรมานจากการรอคอย.

ที่มา BBC

“มาดูโร” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ ปมค้ายาเสพติด-น้ำมัน หลัง “ทรัมป์” สั่งถล่มหนัก

"มาดูโร" ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ ปมค้ายาเสพติด-น้ำมัน หลัง "ทรัมป์" สั่งถล่มหนัก

2 ม.ค. 2569 13:01 น.

“มาดูโร” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ ปมค้ายาเสพติด-น้ำมัน หลัง “ทรัมป์” สั่งถล่มหนัก

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ประกาศเปิดประตูเจรจากับสหรัฐฯ ทุกเมื่อ หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปฏิบัติการ “สงครามยาเสพติด” ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บานปลายสู่การใช้กำลังทางการทหารโจมตีเรือและท่าเรือ จนมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 110 ราย ขณะที่สื่อสหรัฐฯ เผย CIA ส่งโดรนถล่มคลังสินค้าในเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาลเวเนซุเอลาว่า เขาพร้อมที่จะเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องการปราบปรามยาเสพติด พลังงาน และปัญหาการย้ายถิ่นฐาน “ทุกที่และทุกเวลาที่สหรัฐฯ ต้องการ” อย่างไรก็ตาม มาดูโรเลี่ยงที่จะตอบคำถามกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ได้สั่งโจมตีท่าเรือแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลา โดยเขากล่าวเพียงว่า “เรื่องนี้อาจจะพูดถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ ได้ยกระดับการกวาดล้างเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในแถบแคริบเบียนและแปซิฟิกตะวันออกอย่างรุนแรง มีการโจมตีเรือไปแล้วกว่า 30 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 110 ราย นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 2 กันยายน ส่วนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) สหรัฐฯ เพิ่งถล่มเรือ 2 ลำที่เชื่อว่าว่าขนยาเสพติด ทำให้มีผู้เสียชีวิตบนเรือ 5 ราย

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือกรณีที่ทรัมป์อ้างว่าสหรัฐฯ ได้โจมตี “พื้นที่ท่าเรือ” ที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาในเวเนซุเอลาจนเกิดระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งสำนักข่าว CNN และนิวยอร์กไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่าเป็นการใช้ “โดรนโจมตีโดยหน่วย CIA” หากข้อมูลนี้ได้รับการยืนยัน จะถือเป็นปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ภายในดินแดนเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรก 

นอกเหนือจากเรื่องยาเสพติด สหรัฐฯ ยังเพิ่มความเข้มงวดกับเรือขนส่งน้ำมันที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร โดยมีการยึดเรือบรรทุกน้ำมันไปแล้วอย่างน้อย 2 ลำ ซึ่งเวเนซุเอลาประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “โจรสลัดระหว่างประเทศ” ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่า มาดูโรจงใจปล่อยนักโทษและผู้ป่วยทางจิตให้อพยพไปยังสหรัฐฯ

แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่าการโจมตีทั้งหมดเป็นไปตามข้อมูลข่าวกรองที่ยืนยันเส้นทางค้ายา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเริ่มออกมาเตือนว่า ปฏิบัติการ “สงครามยาเสพติด” ครั้งนี้อาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าเรือที่ถูกโจมตีนั้นมีการบรรทุกยาเสพติดจริงหรือไม่.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” โต้ข่าวลือสุขภาพย่ำแย่ ยันยัง “เพอร์เฟกต์” แม้รับกินยาเกินโดส-ใช้เมคอัพปิดรอยช้ำ

"ทรัมป์" โต้ข่าวลือสุขภาพย่ำแย่ ยันยัง "เพอร์เฟกต์" แม้รับกินยาเกินโดส-ใช้เมคอัพปิดรอยช้ำ

2 ม.ค. 2569 12:15 น.

“ทรัมป์” โต้ข่าวลือสุขภาพย่ำแย่ ยันยัง “เพอร์เฟกต์” แม้รับกินยาเกินโดส-ใช้เมคอัพปิดรอยช้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวัย 79 ปี เปิดใจเคลียร์ประเด็นสุขภาพผ่านสื่อดัง ยันแข็งแรงดีแม้ถูกจับจ้องเรื่องอาการง่วงนอนระหว่างประชุมและรอยช้ำที่มือ เผยเคล็ดลับกินแอสไพรินเกินขนาดมานานกว่า 25 ปี เพราะไม่อยากให้ “เลือดหนืด” ไม่ชอบออกกำลังกายเพราะ “น่าเบื่อ” พร้อมยอมรับใช้เมคอัพช่วยพรางรอยช้ำเพื่อให้ภาพลักษณ์ดูดี

จากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดขณะดำรงตำแหน่ง (79 ปี) ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความฟิตของร่างกาย หลังมีภาพเจ้าหน้าที่ดูเหมือนง่วงนอนในที่ประชุม หรือมีปัญหาในการฟังคำถาม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ต่อสายตรงหาเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล  เพื่อยืนยันว่าสุขภาพของเขายัง “สมบูรณ์แบบ” และแสดงความรำคาญที่เรื่องนี้ถูกนำมาเป็นประเด็นถกเถียงไม่จบสิ้น

ทรัมป์เปิดเผยรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันและประวัติการรักษา เช่น เขายอมรับว่ากินยาแอสไพรินขนาด 325 มิลลิกรัมทุกวัน ซึ่งสูงกว่าที่แพทย์แนะนำ (81 มิลลิกรัม) มานานกว่า 25 ปี โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้เลือดหนืดไปหล่อเลี้ยงหัวใจ และที่สำคัญคือเขา “ถือเคล็ด” ไม่ยอมเปลี่ยนกิจวัตรเพราะกลัวโชคร้าย

ทรัมป์ยอมรับว่ารอยช้ำที่มือเกิดจากการที่ผิวหนังเปราะบางลง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยาแอสไพริน เขาจึงพกเมคอัพติดตัวเพื่อใช้แต้มปกปิดรอยช้ำเพียง 10 วินาทีในกรณีที่มือไปกระแทกอะไรเข้า

นอกจากการตีกอล์ฟแล้ว เขาปฏิเสธการเดินหรือวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเบื่อ”

ทรัมป์ได้แก้ไขข้อมูลเรื่องการตรวจร่างกายที่ศูนย์การแพทย์วอลเตอร์ รีด เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าเป็นการทำซีทีสแกน ไม่ใช่ MRI อย่างที่เขาเคยบอกสื่อไปก่อนหน้านี้ ซึ่ง น.อ. ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำตัวยืนยันว่าผลตรวจ “ปกติ” ไม่พบปัญหาด้านระบบหัวใจและหลอดเลือด

ส่วนประเด็นที่ถูกถ่ายภาพตอนหลับหรือดูเหมือนไม่ได้ยินคำถาม ทรัมป์ชี้แจงว่าอาการง่วง เขาแค่หลับตาเพื่อความ “ผ่อนคลาย” เท่านั้น ไม่ได้วูบหลับ ส่วนภาพที่สื่อนำไปเผยแพร่ว่าเขาหลับ จริงๆ แล้วคือจังหวะที่เขากำลัง “กะพริบตา” พอดี

ส่วนปัญหาขาบวม หลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง เขาปฏิเสธที่จะสวมถุงเท้าเพื่อสุขภาพ เพราะไม่ชอบ แต่เลือกที่จะลุกขึ้นเดินจากโต๊ะทำงานบ่อยๆ แทน

ทั้งนี้ แพทย์ประจำตัวของเขาสรุปในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีสุขภาพที่ “ดีเยี่ยม” และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด.

ที่มา BBC

BYD จีนจ่อแซง Tesla ขึ้นแท่นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าโลก ด้วยยอดขายทะลุ 2.25 ล้านคัน

 BYD จีนจ่อแซง Tesla ขึ้นแท่นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าโลก ด้วยยอดขายทะลุ 2.25 ล้านคัน

2 ม.ค. 2569 11:40 น.

BYD จีนจ่อแซง Tesla ขึ้นแท่นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าโลก ด้วยยอดขายทะลุ 2.25 ล้านคัน

บริษัท บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน กำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้า เทสลาของอีลอน มัสก์ เป็นครั้งแรกในแง่ยอดขายประจำปี

BYD เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเกือบ 28% อยู่ที่มากกว่า 2.25 ล้านคัน ทำให้ BYD น่าจะแซงหน้า Tesla ซึ่งมีกำหนดประกาศตัวเลขยอดขายปี 2025 อย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้  โดยก่อนหน้านี้มีการประมาณการของนักวิเคราะห์ว่ายอดขายทั้งปีอยู่ที่ราว 1.65 ล้านคัน

รายงานระบุว่า Tesla เผชิญปีที่ท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งกระแสตอบรับที่หลากหลายต่อรถรุ่นใหม่ ความกังวลของนักลงทุนต่อบทบาททางการเมืองของอีลอน มัสก์ รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีน

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Tesla ได้เปิดตัวรถรุ่นราคาถูกลงของโมเดลขายดี 2 รุ่นในสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นยอดขาย หลังถูกวิจารณ์ว่าเคลื่อนไหวช้าในการออกสินค้าที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน มัสก์ยังเผชิญแรงกดดันจากข้อตกลงค่าตอบแทนระดับประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสามารถเพิ่มยอดขายและมูลค่าหุ้นของ Tesla ได้ตามเป้าหมายในทศวรรษหน้า รวมถึงภารกิจขายหุ่นยนต์มนุษย์อย่างน้อย 1 ล้านตัว และพัฒนาโครงการ Robotaxi รถไร้คนขับ

ยอดขาย Tesla ยังชะลอตัวในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 หลังเกิดกระแสต่อต้านบทบาทของมัสก์ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้นักลงทุนบางส่วนตั้งคำถามถึงความตั้งใจในการบริหาร Tesla ก่อนที่มัสก์จะประกาศลดบทบาททางการเมืองลง

แม้ BYD จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตของยอดขายในปี 2025 กลับชะลอลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในจีน จากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่อย่าง XPeng และ Nio

อย่างไรก็ตาม BYD ยังคงรักษาสถานะผู้นำตลาดโลกได้ ด้วยกลยุทธ์ราคาที่มักต่ำกว่าคู่แข่ง และการขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน ลาตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป แม้หลายประเทศจะตั้งกำแพงภาษีสูงต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีน

บริษัทระบุว่า เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ BYD นอกประเทศจีน โดยยอดขายในอังกฤษพุ่งขึ้นถึง 880% ในรอบปี สิ้นสุดเดือนกันยายน จากความนิยมของรถปลั๊กอินไฮบริดรุ่น Seal U SUV

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  BYD

นายกฯ-สส. หญิงญี่ปุ่นรวมพลจี้ขอ “ห้องน้ำหญิง” ในสภาเพิ่ม หลัง สส. หญิงมากเป็นประวัติการณ์

นายกฯ-สส. หญิงญี่ปุ่นรวมพลจี้ขอ "ห้องน้ำหญิง" ในสภาเพิ่ม หลัง สส. หญิงมากเป็นประวัติการณ์

2 ม.ค. 2569 11:12 น.

นายกฯ-สส. หญิงญี่ปุ่นรวมพลจี้ขอ “ห้องน้ำหญิง” ในสภาเพิ่ม หลัง สส. หญิงมากเป็นประวัติการณ์

นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” พร้อม สส. หญิงกว่า 60 คน ยื่นเรื่องขอเพิ่มห้องน้ำหญิงในอาคารรัฐสภา หลังพบสัดส่วนไม่สมดุลกับจำนวน สส. หญิงที่เพิ่มขึ้นถึง 73 คน โดยในบริเวณใกล้ห้องประชุมใหญ่มีห้องน้ำเพียงจุดเดียว และมีห้องน้ำเพียง 2 ห้อง เผยต้องต่อคิวยาวเหยียดจนบางคนต้องถอดใจ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำก่อนเริ่มประชุม

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ สส. หญิงของญี่ปุ่นนำโดย ยาสุโกะ โคมิยามะ จากพรรคฝ่ายค้าน ออกมาเปิดเผยความยากลำบากในการใช้ชีวิตในรัฐสภา โดยระบุว่าบ่อยครั้งที่เกิด “แถวยาวเหยียด” หน้าห้องน้ำหญิงก่อนการประชุมสภาจะเริ่มขึ้น จน สส. บางท่านถึงกับระบุว่า “ถอดใจ” และไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำเพราะกลัวกลับมาประชุมไม่ทัน

นางโคมิยามะจากพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า สถานการณ์ปัจจุบัน “มักไม่สะดวก” เพราะเจ้าหน้าที่หญิงและผู้มาเยือนที่เป็นผู้หญิงก็ใช้ห้องน้ำร่วมกันด้วย “ฉันต้องการแสดงความคิดเห็นและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันที่ผู้หญิงจะครองที่นั่งในรัฐสภามากกว่า 30% ในอนาคต”

อาคารรัฐสภาเป็นอาคารขนาดใหญ่สามชั้น โดยส่วนกลางสูงถึงเก้าชั้น อาคารนี้มีพื้นที่ 13,356 ตารางเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลประมาณสองสนาม โดยมีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 53,464 ตารางเมตร

ปัจจุบันมีห้องน้ำหญิงบริเวณใกล้ห้องประชุมใหญ่เพียงแห่งเดียว ซึ่งมีเพียง 2 ห้องเท่านั้น ขณะที่มี สส. หญิงที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่สูงถึง 73 คน จากการเลือกตั้งเดือนตุลาคม 2024 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อเทียบภาพรวมทั้งอาคาร พบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน โดยห้องน้ำหญิงมี 9 แห่ง รวม 22 ห้อง ซึ่งต้องแบ่งใช้กับเจ้าหน้าที่และผู้มาติดต่อ ส่วนห้องน้ำชาย มี 12 แห่ง รวม 67 ห้องย่อย ทั้งแบบห้องและโถปัสสาวะ

สาเหตุหลักของปัญหานี้มาจากอาคารรัฐสภาญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1936 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ผู้หญิงญี่ปุ่นจะได้รับสิทธิเลือกตั้งในปี 1945 ถึงหนึ่งทศวรรษ ทำให้โครงสร้างอาคารไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้หญิงในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ เคยให้คำมั่นว่าจะยกระดับสัดส่วนผู้หญิงในรัฐบาลให้ทัดเทียมกับกลุ่มประเทศนอร์ดิก แม้ปัจจุบันเธอจะมีรัฐมนตรีหญิงเพียง 2 คนในคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงจังกับการ “ส่งเสริมศักยภาพสตรี” มากน้อยเพียงใด

ทางด้านนายยาสุกะสึ ฮามาดะ ประธานคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎร เริ่มแสดงท่าทีตอบรับที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว เพื่อปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐานให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่ต้องการให้มีสัดส่วนผู้นำหญิงถึง 30% ภายในปี 2030.

ที่มา BBC