กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

1 ม.ค. 2569 06:04 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือในทะเลระลอกใหม่อีก 3 ลำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ โดยอ้างว่าเรือเหล่านี้กำลังลักลอบขนส่งยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 1 ม.ค. 2569 ว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตี “ขบวนเรือ” จำนวน 3 ลำที่พวกเขาอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งยาเสพติด เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นการโจมตีเรือในทะเลครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ตามประกาศของกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ที่โพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธ ระบุว่า เจ้าหน้าที่รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ศพในเรือลำหนึ่งที่ตกเป็นเป้าหมาย ส่วนบุคคลที่เหลือบนเรืออีก 2 ลำได้ละทิ้งเรือหนีไป

แต่กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใด ระบุเพียงว่าเกิดขึ้นใน “น่านน้ำสากล” เท่านั้น ต่างจากการโจมตีครั้งก่อนๆ ที่ระบุชัดเจนว่า เกิดขึ้นทั้งในทะเลแคริบเบียนหรือมหาสมุทรแปซิฟิก

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ทำให้จำนวนเรือที่ตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 34 ลำ และมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อย 110 ราย นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มดำเนินมาตรการนี้ในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการไหลทะลักของยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยังได้ระบุเป็นนัยว่า มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันเพื่อขับไล่นาย นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เนื่องจากเรือที่ถูกโจมตีหลายลำมีต้นทางมาจากประเทศดังกล่าว

นางซูซี่ ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vanity Fair ว่า นายทรัมป์ต้องการพุ่งเป้าโจมตีเรือเหล่านี้ต่อไปจนกว่านายมาดูโรจะ “ยอมจำนน”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ทำลาย “สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันต่อเวเนซุเอลา โดยมาตรการดังกล่าวนอกจากการโจมตีแล้ว ยังรวมถึงการเสริมกำลังทางเรือและกำลังพลขนานใหญ่ของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน และปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสำนักงานข่าวกรองกลาง หรือ CIA (ซีไอเอ) ใช้โดรนโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือบริเวณชายฝั่งของเวเนซุเอลา ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกที่มีรายงานว่า สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในเวเนซุเอลาโดยตรง

นายทรัมป์พูดถึงการโจมตีดังกล่าวเล็กน้อยในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ในบริเวณท่าเรือซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาใช้ขนยาเสพติดลงเรือ” และว่า พื้นที่สำหรับดำเนินการดังกล่าวนั้น “ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

ด้านนายมาดูโรออกมาโจมตีการประจำการทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังทำสงครามก่อการร้ายทางจิตวิทยาต่อประเทศของเขา

และเพื่อตอบโต้คำสั่งของนายทรัมป์ ที่ให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทั้งขาเข้าและขาออกจากเวเนซุเอลา รัฐสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาได้อนุมัติกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี สำหรับผู้ใดก็ตามที่พบว่าให้การสนับสนุน “โจรสลัด” หรือ “การปิดล้อม” เรือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

1 ม.ค. 2569 04:06 น.

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

ประเทศมาลีกับบูร์กินาฟาโซ สั่งห้ามพลเมืองสหรัฐฯ เข้าประเทศ เพื่อตอบโต้หลังรัฐบาลทรัมป์มีคำสั่งแบบเดียวกันกับพลเมืองของพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 ประเทศมาลีและบูร์กินาฟาโซประกาศใช้มาตรการห้ามพลเมืองสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ เพื่อตอบโต้หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งห้ามพลเมืองของทั้ง 2 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของมาลีกับบูร์กินาฟาโซ เมื่อคืนวันอังคาร ระบุว่าพวกเขาดำเนินการดังกล่าวตามหลักการ “การตอบโต้แบบต่างตอบแทน” (Reciprocity) หลังจากทำเนียบขาวประกาศเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้เพิ่มทั้ง 2 ประเทศ เข้าไปในกลุ่มประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

ทำเนียบขาวระบุว่า การขยายคำสั่งห้ามดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2569 นี้ จะนำมาใช้กับประเทศที่มีข้อบกพร่องอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และรุนแรง ในด้านการตรวจสอบคัดกรองบุคคล และการแบ่งปันข้อมูล เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ

ประเทศมาลีระบุในวันอังคารว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเพิ่มประเทศของพวกเขาเข้าสู่กลุ่มประเทศที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ นั้น เป็นการตัดสินใจโดยไม่มีการหารือล่วงหน้า และเหตุผลที่นำมาอ้างนั้นก็ไม่สอดคล้องกับ “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในท้องถิ่น”

ทั้งนี้ มาลีกับบูร์กินาฟาโซไม่ใช่ประเทศแรกที่สั่งห้ามพลเรือนสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ เพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ โดยเมื่อ 25 ธ.ค. ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไนเจอร์ก็ประกาศระงับการออกวีซ่าให้แก่พลเมืองสหรัฐฯ ตามรอยประเทศชาด ที่มีคำสั่งแบบเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

1 ม.ค. 2569 02:38 น.

ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลายประเทศในทวีปเอเชีย ได้เฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2026 (พ.ศ. 2569) กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หรือ ประเทศในอาเซียนอย่าง ไทย, เวียดนาม, และสิงคโปร์ โดยมีทั้งการแสดงดอกไม้ไฟ, บินโดรน และคอนเสิร์ตอย่างสนุกสนาน

ต่อไปนี้คือภาพบรรยากาศบางส่วนของงานฉลองปีใหม่ ที่เกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชีย

งานแสดงดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ที่ตึก ไทเป 101 ของไต้หวัน
งานแสดงดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ที่ตึก ไทเป 101 ของไต้หวัน
ชาวเวียดนามชมดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าจากบนสะพานเทฮุก ในกรุงฮานอย
ชาวเวียดนามชมดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าจากบนสะพานเทฮุก ในกรุงฮานอย
ศรีลังกาจุดพลุฉลองปีใหม่ ที่กรุงโคลอมโบ
ศรีลังกาจุดพลุฉลองปีใหม่ ที่กรุงโคลอมโบ
นครมุมไบ อินเดีย ประดับไฟสวยงาม ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
นครมุมไบ อินเดีย ประดับไฟสวยงาม ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
งานฉลองปีใหม่ที่ “ด่านจูหยง” บนกำแพงเมืองจีน ในกรุงปักกิ่ง
งานฉลองปีใหม่ที่ “ด่านจูหยง” บนกำแพงเมืองจีน ในกรุงปักกิ่ง
การจัดแสดงโดรนฉลองปีใหม่ ที่ปูซาน เกาหลีใต้
การจัดแสดงโดรนฉลองปีใหม่ ที่ปูซาน เกาหลีใต้
ญี่ปุ่นลั่นระฆังยักษ์รับปีใหม่ ที่วัด โซโจจิ ในกรุงโตเกียว
ญี่ปุ่นลั่นระฆังยักษ์รับปีใหม่ ที่วัด โซโจจิ ในกรุงโตเกียว
การแสดงดอกไม้ไฟ ที่อนุสาวรีย์ เซลามัต ดาตัง กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
การแสดงดอกไม้ไฟ ที่อนุสาวรีย์ เซลามัต ดาตัง กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
สิงคโปร์จุดพลุฉลองปีใหม่ที่มารินา เบย์
สิงคโปร์จุดพลุฉลองปีใหม่ที่มารินา เบย์
งานแสดงดอกไม้ไฟที่เมืองเกซอน ของฟิลิปปินส์
งานแสดงดอกไม้ไฟที่เมืองเกซอน ของฟิลิปปินส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

1 ม.ค. 2569 00:50 น.

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวอวยพรปีใหม่ 2026 ยืนยันบรรลุเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับเก่าทั้งหมดแล้ว และจะเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

เมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวาระปีใหม่ 2026 ถึงประชาชนชาวจีน ว่าจีนบรรลุเป้าหมายต่างๆ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2021-2025) และสร้างความก้าวหน้าอันเป็นรูปธรรมในการเดินทางครั้งใหม่ของการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพการป้องกันประเทศ และความเข้มแข็งของชาติโดยรวมล้วนก้าวสู่ระดับสูงใหม่

สี จิ้นผิงกล่าวว่าปี 2025 เป็นจุดสิ้นสุดของแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 และเป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันมิอาจลืมเลือน โดยจีนได้รำลึกวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก รวมถึงกำหนดวันรำลึกการฟื้นคืนไต้หวัน ซึ่งความพยายามเหล่านี้กำลังระดมพลังอันใหญ่ยิ่งสำหรับการฟื้นฟูประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ของเรา

สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าจีนมุ่งกระตุ้นการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เปลี่ยนตัวเองเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขีดความสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด ขณะประชาชนชาวจีนพยายามบ่มเพาะสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยการพัฒนาทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดกระแสความสนใจวัตถุทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นในหมู่สาธารณชน โดยวัฒนธรรมจีนกำลังรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น

สี จิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนชาวจีนร่วมมือกันสร้างและใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วยกัน พร้อมเสริมว่าไม่มีเรื่องไหนของประชาชนที่เป็นเรื่องเล็ก เราเอาใจใส่ใบไม้ทุกใบและดูแลกิ่งก้านทุกกิ่งภายในสวนแห่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อทุกบ้านมีชีวิตประจำวันที่มีความสุข ประเทศชาติของเราที่เปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ย่อมจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

31 ธ.ค. 2568 23:23 น.

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

จีนประกาศความสำเร็จในการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน รวมถึงการฝึกซ้อมกระสุนจริงแล้ว ขณะที่ สี จิ้นผิง ประกาศว่า การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้

เมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 ทางการจีนออกมาประกาศว่า การฝึกซ้อมทางทหารของกองทัพรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้กระสุนจริง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจำลองการปิดล้อมท่าเรือสำคัญ และการโจมตีเป้าหมายทางทะเล “เสร็จสมบูรณ์แล้ว”

ในการฝึกซ้อมดังกล่าวมีชื่อรหัสปฏิบัติการว่า “จัสติส มิชชัน 2025” (Justice Mission 2025) โดยกองทัพจีนทำการยิงขีปนาวุธ พร้อมทั้งส่งเครื่องบินขับไล่ เรือรบ และเรือหน่วยยามฝั่งหลายสิบลำ เข้าประจำการรอบเกาะหลักของไต้หวันในช่วงวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลไต้หวันออกมาประณามการซ้อมรบดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ยั่วยุอย่างรุนแรงและขาดความยั้งคิด” พร้อมระบุว่าจีนล้มเหลวในการพยายามปิดล้อมดินแดนปกครองตนเองแห่งนี้

ทั้งนี้ จีนยืนยันมาตลอดว่าเกาะไต้หวัน ซึ่งมีประชากร 23 ล้านคน เป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของพวกเขา ถึงขั้นเคยขู่ว่า จะใช้กำลังทหารเพื่อผนวกดินแดนหากจำเป็น

ตามรายงานของสำนักข่าว ซินหัว ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนกล่าวในเวลาต่อมา ระหว่างการส่งสารอวยพรเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2026 ณ กรุงปักกิ่ง ว่า “การรวมชาติของมาตุภูมิของเรา ซึ่งเป็นกระแสธารแห่งยุคสมัยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้”

นาวาเอกพิเศษ หลี่ ซี โฆษกประจำกองบัญชาการภาคตะวันออกแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) กล่าวว่า กองทัพจีนจะยังคงทำการฝึกซ้อมต่อไปเพื่อ “ขัดขวางความพยายามของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนไต้หวัน และการแทรกแซงจากภายนอกอย่างเด็ดขาด”

อีกด้านหนึ่ง นายเซี่ย ชิง-ชิน รองอธิบดีกรมยามฝั่งไต้หวัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า หน่วยยามฝั่งยังคงกำลังเรือ 11 ลำไว้ในทะเล เนื่องจากเรือยามฝั่งของจีน “ยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ไปโดยสมบูรณ์” และ “เรายังไม่สามารถละเลยการเฝ้าระวังได้”

ส่วนประธานาธิบดี ไล่ ชิง-เต๋อ ของไต้หวันออกมาเตือนในวันพุธว่า การซ้อมรบของจีนที่มุ่งเป้ามายังเกาะไต้หวันนั้น “ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว” และทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิภาค

อนึ่ง การซ้อมรบของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนด้านความมั่นคงหลักของไต้หวัน ได้อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไทเป รวมถึงคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ระบุว่า การใช้กำลังต่อไต้หวันอาจส่งผลให้เกิดการตอบโต้ทางทหารจากกรุงโตเกียว ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีนอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

31 ธ.ค. 2568 22:18 น.

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

จากสนามรบสู่แหล่งเรียนรู้ เกาหลีใต้ชูการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพในปูซาน เปิดพื้นที่รำลึกสงครามเกาหลี ผ่านพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์ และหมู่บ้านผู้ลี้ภัย

แม้สงครามเกาหลีจะสิ้นสุดลงมากว่า 70 ปี แต่ร่องรอยความสูญเสียยังคงฝังลึกอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ เกาหลีใต้จึงเลือกใช้ประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดบทเรียนสันติภาพ ผ่านแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ โดยเฉพาะในเมืองปูซาน เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศ ที่เคยทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงชั่วคราว และเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับล้านคนในช่วงสงคราม

โดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KOREA TOURISM ORGANIZATION) หรือ KTO ได้ผนวกเหตุการณ์สงครามเกาหลี เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสงครามในอดีต ขณะที่เมืองปูซาน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนในยุคสงคราม โดยเฉพาะรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เสียสละเพื่อครอบครัว ท่ามกลางความยากลำบากจึงได้มีการพัฒนาแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ โดยมีปูซานเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวเหล่านี้

จุดหมายหลักที่ไม่อาจมองข้ามคือ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สงครามเกาหลี (UN Memorial Hall) ซึ่งถือเป็นอนุสรณ์สถานเพียงแห่งเดียวในโลกที่อุทิศให้ทหารสหประชาชาติจาก 16 ประเทศ ที่เข้าร่วมรบและเสียชีวิตในสงครามเกาหลี ระหว่างปี 2493–2496 

ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้จัดแสดงเพียงยุทโธปกรณ์หรือแผนที่การรบ หากแต่เล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนในช่วงเวลานั้น ผ่านจดหมาย ภาพถ่าย และบันทึกส่วนตัวของทหารแต่ละนาย ทำให้สงครามไม่ใช่เพียงตัวเลขในตำรา แต่คือความสูญเสียที่จับต้องได้

นอกจากนี้ยังมี สวนสันติภาพสหประชาชาติ (UN Peace Park) เมืองปูซาน สวนสาธารณะที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แห่งความสงบและการรำลึก พื้นที่สีเขียวแห่งนี้มักใช้จัดพิธีรำลึกในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ บรรยากาศเรียบง่าย ที่ชวนให้ผู้มาเยือนได้หยุดคิดถึงผลพวงแห่งสงคราม ความสูญเสีย และตั้งคำถามถึงคุณค่าของสันติภาพที่โลกปัจจุบันยังต้องปกป้อง

สงครามเกาหลีเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1950 ที่มีทั้งทหารและพลเรือนจำนวนมากที่ต้องเสียสละ แม้จะมีสถานที่ลำลึกอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ แต่ว่าส่วนอนุสรณ์สหประชาชาติแห่งนี้ ถือว่าเป็นที่แห่งเดียวในโลกที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงสันติภาพของสหประชาชาติ

ขณะที่เรื่องราวของผู้ลี้ภัยจากสงครามถูกถ่ายทอดผ่าน หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน (Gamcheon Culture Village) หมู่บ้านบนเนินเขาที่บ้านเรือนปลูกเรียงซ้อนตามภูมิประเทศ เดิมคือชุมชนของผู้หนีภัยสงคราม ก่อนจะถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งศิลปะร่วมสมัย เต็มไปด้วยภาพวาด งานจัดวาง และตรอกซอกซอยสีสันสดใส เบื้องหลังความสวยงาม คือประวัติศาสตร์การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของผู้คนในยุคที่ประเทศยังบอบช้ำจากสงคราม

ไม่ไกลกันคือ หมู่บ้านวัฒนธรรมหลุมฝังศพอามีดง (Ami-dong Tombstone Culture Village) พื้นที่ที่สะท้อนความโหดร้ายของสงครามอย่างตรงไปตรงมา เดิมเป็นสุสาน ก่อนผู้ลี้ภัยจะเข้ามาสร้างบ้านเรือนทับลงบนหลุมฝังศพเพราะไม่มีที่ไป ที่น่าแปลกคือ แผ่นป้ายสุสานบางส่วนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบ้านเรือนในปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้ถูกอนุรักษ์ไว้เพื่อเล่าเรื่องชีวิตจริงของผู้คนที่ต้องอยู่กับความสูญเสียและความขาดแคลนในช่วงสงคราม

โดยแนวคิดการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสันติภาพในปูซาน ไม่ได้เป็นเพียงการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เป็นความพยายามของเกาหลีใต้ในการย้ำเตือนว่า สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง หากแต่เป็นผลจากบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีต ที่โลกไม่ควรลืม

ขณะที่การผลักดันแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์เกาหลีใต้ในฐานะประเทศที่ใช้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง เป็นบทเรียนสู่สันติภาพ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน.

ซิดนีย์ฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุสุดอลังการ รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

ซิดนีย์ฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุสุดอลังการ รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

31 ธ.ค. 2568 21:49 น.

ซิดนีย์ฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุสุดอลังการ รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ฉลองการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการจัดแสดงพลุดอกไม้ไฟสุดอลังการ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของตำรวจ หลังเกิดเหตุกราดยิง

เมื่อคืนวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 นครซิดนีย์ของประเทศออสเตรเลีย เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการแสดงพลุดอกไม้ไฟสุดอลังการ ในขณะที่ตำรวจเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุมือปืนบุกยิงผู้คนเสียชีวิต 15 ราย ในงานเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได

การเฉลิมฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ประจำปีของนครซิดนีย์มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากความตระการตาของพลุ ซึ่งมีการใช้เทคนิคไพโรเทคนิคถึง 40,000 ชุด ทอดยาวกว่า 7 กิโลเมตรตามแนวอาคารและเรือบรรทุกสินค้าในอ่าวซิดนีย์ รวมถึงแลนด์มาร์คสำคัญอย่างสะพานฮาร์เบอร์ (Harbour Bridge) และโรงละครโอเปร่าเฮาส์ (Opera House)

แต่ในปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยในเวลา 23:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้จัดงานขอให้ผู้ที่มาร่วมงานยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาทีเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุโจมตีที่หาดบอนได ขณะที่สะพานฮาร์เบอร์ถูกประดับด้วยแสงไฟสีขาว และมีการฉายภาพ “เมโนราห์” (Menorah) หรือเชิงเทียนเจ็ดกิ่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนายิว ลงบนเสาสะพานด้วย

นายโคลเวอร์ มัวร์ นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ กล่าวก่อนเริ่มงานว่า “หลังจากเมืองของเราต้องเผชิญกับช่วงท้ายปีที่แสนเศร้า เราหวังว่าคืนส่งท้ายปีเก่านี้จะเป็นโอกาสให้ทุกคนได้มารวมตัวกัน และมองไปยังปี 2026 ด้วยความหวังถึงความสงบและความสุข”

ทั้งนี้ ผลกระทบจากเหตุกราดยิงดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้การฉลองคริสต์มาสตามประเพณีที่หาดบอนได (Bondi) ในปีนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา และกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าหลายอย่างที่วางแผนไว้ในบริเวณดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไป

ขณะเดียวกัน ทางการออสเตรเลียระดมตำรวจกว่า 3,000 นาย ซึ่งบางส่วนพกปืนยาว ไปประจำการตามจุดต่างๆ ทั่วนครซิดนีย์ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่มาร่วมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งตามปกติแล้วจะมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน

นายคริส มินน์ส หัวหน้ารัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ กล่าวว่า “เราต้องแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งเมื่อเผชิญกับอาชญากรรมที่เลวร้ายนี้ และยืนยันว่าเราจะไม่ยอมจำนนต่อการก่อการร้าย และจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในเมืองที่สวยงามของเรา”

ก่อนหน้านี้ เมืองโอ๊คแลนด์ ของนิวซีแลนด์ ได้เฉลิมฉลองเข้าสู่ปี 2026 ไปก่อนแล้ว ด้วยการแสดงพลุดอกไม้ไฟใจกลางเมือง โดยถูกจุดขึ้นจาก สกายทาวเวอร์ ตึกสูงที่สุดในนิวซีแลนด์ ส่งผลให้โอ๊คแลนด์เป็นเมืองใหญ่แห่งแรกที่ต้อนรับศักราชใหม่ แม้ว่าบรรยากาศการเฉลิมฉลองจะถูกบดบังด้วยสายฝนที่ตกลงมาก็ตาม

อนึ่ง กลุ่มประเทศในแถบแปซิฟิกใต้ถือเป็นกลุ่มแรกที่กล่าวอำลาปี 2025 โดยเข็มนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนที่เมืองโอ๊คแลนด์ ก่อนที่นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ จะได้ฉลองปีใหม่นานถึง 18 ชั่วโมง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กงสุลใหญ่ซิดนีย์ตระเวน “ไทยทาวน์” เชิญชวนชาวไทยลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง

กงสุลใหญ่ซิดนีย์ตระเวน "ไทยทาวน์" เชิญชวนชาวไทยลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง

31 ธ.ค. 2568 14:56 น.

กงสุลใหญ่ซิดนีย์ตระเวน “ไทยทาวน์” เชิญชวนชาวไทยลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง

กงสุลใหญ่ซิดนีย์เร่งเครื่อง ตระเวน “ไทยทาวน์” ประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องชาวไทยลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง เปิดจุดบริการเพิ่มอีก 2 แห่ง รองรับคนไทยในออสเตรเลียจำนวนมาก

ซิดนีย์ – ชุมชนไทยในนครซิดนีย์ และรัฐนิวเซาท์เวลส์ให้ความสนใจอย่างคึกคัก หลังจากเมื่อวานนี้ (30 ธ.ค.) นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวไทยในย่านซิดนีย์ไทยทาวน์ เพื่อประชาสัมพันธ์การเพิ่มหน่วยบริการลงทะเบียน เพื่อขอรับสิทธิการลงคะแนนเสียงนอกราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่ชุมชนไทยในซิดนีย์ให้ความสนใจ

กงสุลใหญ่ฯ ประกาศมาตรการอำนวยความสะดวกใหม่ โดยสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ขยายจุดลงทะเบียนและบริการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากเดิม 2 แห่ง เป็น 4 แห่ง โดยจะให้บริการเต็มรูปแบบ พร้อมกำหนดวัน–เวลาให้บริการอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ที่ทำการสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์

  Level 8, 131 Macquarie Street, Sydney NSW 2000

  เปิดให้บริการ วันนี้ – 5 มกราคม 2569  

  เวลา 9.30 – 16.30 น.

2. ร้านรังผึ้ง ไทยทาวน์ (Honeybee Thai Town)

  Suite 644/50 Campbell St, Haymarket NSW 2000

  เปิดให้บริการ วันนี้ – 5 มกราคม 2569  

  เวลา 10.00 – 16.00 น.

3. วัดพุทธรังษี แอนนันเดล (Annandale)

    49 Trafalgar St, Annandale NSW 2038

    เปิดให้บริการ เฉพาะวันที่ 1 มกราคม 2569  

    เวลา 12.00 – 17.00 น.

4. วัดป่าพุทธรังษี นิวแคสเซิล (Newcastle)

    410 Sauls Rd, Mandalong NSW 2264

    เปิดให้บริการ เฉพาะวันที่ 4 มกราคม 2569  

    เวลา 10.00 – 16.00 น.

นายนฤชัยระบุว่า การเพิ่มจุดบริการครั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อจำนวนคนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่มีประมาณ 50,000 คน และกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ การมีจุดบริการใกล้บ้านมากขึ้นจะช่วยลดภาระการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองซิดนีย์ และทำให้การลงทะเบียนเลือกตั้งเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน นักศึกษา และครอบครัวไทยที่อาศัยอยู่ในชานเมืองและต่างเมือง

ขณะที่บรรยากาศในไทยทาวน์ระหว่างการลงพื้นที่เป็นไปอย่างอบอุ่น ครอบครัวชาวไทย นักศึกษา และผู้ประกอบการร้านค้าจำนวนมาก เข้าร่วมพูดคุยสอบถามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง หลายคนสะท้อนความรู้สึกว่า “ดีใจที่รัฐให้ความสำคัญกับสิทธิของคนไทยในต่างแดน” และมองว่าการเพิ่มจุดบริการครั้งนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องเวลาและการเดินทางได้มาก

ชุมชนไทยในนิวคาสเซิลและพื้นที่ตอนเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ยังแสดงความพอใจเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมา การเดินทางเข้าซิดนีย์เพื่อทำธุรกรรมหรือใช้บริการกงสุลต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง การมีจุดบริการที่วัดป่าพุทธรังษีจึงถือเป็น “ก้าวสำคัญ” ที่ช่วยให้คนไทยในพื้นที่ห่างไกลไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ พร้อมเชิญชวนให้คนไทยติดตามข้อมูลผ่านช่องทางสื่อสารของสถานกงสุลใหญ่ฯ เพื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อน และไม่พลาดการใช้สิทธิสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศในครั้งนี้.

โลกโบกมือลาปี 2025: ขวบปีแห่ง “ทรัมป์-สงคราม-ความผันผวน” พร้อมความหวังใหม่ในปี 2026

โลกโบกมือลาปี 2025: ขวบปีแห่ง "ทรัมป์-สงคราม-ความผันผวน" พร้อมความหวังใหม่ในปี 2026

31 ธ.ค. 2568 14:01 น.

โลกโบกมือลาปี 2025: ขวบปีแห่ง “ทรัมป์-สงคราม-ความผันผวน” พร้อมความหวังใหม่ในปี 2026

ประชาชนทั่วโลกเตรียมฉลองค่ำคืนส่งท้ายปี 2025 หลังเผชิญความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจ และความขัดแย้ง ทั้งการกลับมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” รวมถึงสภาพอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ จุดกระแสไฟป่า ภัยแล้ง และอุทกภัยรุนแรง หลายเมืองจัดงานท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดและบรรยากาศแห่งความหวังรับปี 2026

ในวันพุธที่ 31 ธันวาคม 2025 บรรยากาศการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทั่วโลกเป็นไปอย่างคึกคัก แม้จะผสมปนเปไปด้วยความหวังและความกังวลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งถูกจดจำในฐานะปีแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ซิดนีย์ฉลองท่ามกลางความโศกเศร้าและความปลอดภัยที่เข้มงวด:นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งวันปีใหม่ของโลก” เตรียมจุดพลุอย่างยิ่งใหญ่กว่า 9 ตันเหนือสะพานฮาร์เบอร์ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในปีนี้มีความเงียบเหงาแทรกซึมอยู่ เนื่องจากเพิ่งเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย โดยจะมีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาทีในเวลา 23:00 น. ก่อนเข้าสู่ปีใหม่ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากตำรวจติดอาวุธหนักที่กระจายกำลังอยู่ทั่วบริเวณ

ปีแห่งการเมืองโลกและความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ:

  • การกลับมาของทรัมป์: ปี 2025 เริ่มต้นด้วยการกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรแบบฉับพลันจนส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างรุนแรง โดยในช่วงส่งท้ายปี ทรัมป์ยังคงยืนยันผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ว่าสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน
  • สงครามและการพักรบ: แม้จะมีข่าวดีเรื่องการบรรลุข้อตกลงพักรบชั่วคราวระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบางและมียอดผู้เสียชีวิตรวมกว่า 7 หมักคน ขณะเดียวกัน สงครามในยูเครน ซึ่งจุดชนวนโดยการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 กำลังดำเนินไปสู่วันครบรอบ 4 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ มีความหวังว่าการเจรจาทางการทูตครั้งใหม่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าในปีนี้ แต่รัสเซียได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงปลายปี 2025 ขณะที่ทูตเดินทางไปมาระหว่างมอสโก วอชิงตัน และเคียฟ อุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ นั่นคือ ยูเครนไม่เต็มใจที่จะยกดินแดนให้ และรัสเซียก็ไม่เต็มใจที่จะคืนดินแดนนั้นให้
  • การสูญเสียและกระแสโลก: โลกได้สูญเสีย “เจน กูดดอลล์” นักสัตววิทยาผู้บุกเบิก และมีการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ขณะที่ในแง่ป๊อปคัลเจอร์ ตุ๊กตาลาบูบู้ กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ไปทั่วโลก และวง BTS ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติ

ผู้นำโลก รวมถึงสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เริ่มแลกเปลี่ยนคำอวยพรปีใหม่กันแล้ว ทั้งสองประเทศต่างเน้นย้ำถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดของประธานาธิบดีทั้งสอง และปูตินก็ได้รับเกียรติเป็นแขกพิเศษในขบวนพาเหรดทางทหารอันยิ่งใหญ่ของจีนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ด้านสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า สี จิ้นผิง กล่าวว่าเขา “พร้อมที่จะรักษาการแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดกับปูติน เพื่อร่วมกันผลักดันความก้าวหน้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในความสัมพันธ์ทวิภาคี”

วิกฤตธรรมชาติและคำเตือนจากอนาคต:ปี 2025 ยังถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งใน “ปีที่ร้อนที่สุด” เป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดไฟป่ารุนแรงในยุโรป ภัยแล้งในแอฟริกา และฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ก้าวต่อไปในปี 2026: กีฬา อวกาศ และ AI: ในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึง โลกมีนัดกับเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง:

  • อวกาศ: ภารกิจ Artemis II ของ NASA ที่สนับสนุนโดย อีลอน มัสก์ เตรียมพามนุษย์กลับไปโคจรรอบดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี
  • กีฬา: นักกีฬาจะมารวมตัวกันที่เทือกเขาโดโลไมต์อันเลื่องชื่อของอิตาลีเพื่อลงแข่งขันสกีในโอลิมปิกฤดูหนาว และไฮไลต์สำคัญคือ ฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ชาติต่างๆ จะมารวมตัวกันเพื่อฟุตบอลโลกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นครั้งแรกที่ 48 ทีมจะเข้าร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก โดยจะแข่งขันในสถานที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา
  • เทคโนโลยี: หลังจากหลายปีแห่งความตื่นเต้น ปัญญาประดิษฐ์กำลังเริ่มเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น นักลงทุนที่วิตกกังวลเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า การบูมของ AI ที่ยาวนานหลายปีนี้ อาจเริ่มเข้าสู่ภาวะฟองสบู่เช่นเดียวกับตลาดหุ้นหรือไม่

แม้สภาพเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค เช่น เม็กซิโกและอาร์เจนตินา จะยังคงฝืดเคืองจนประชาชนบางส่วนกังวลเรื่องรายได้ในปีหน้า แต่แสงสีขาวบนสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลียในค่ำคืนนี้ ยังคงเป็นสัญลักษณ์แทนคำอธิษฐานของคนทั่วโลกที่อยากเห็นปี 2026 เป็นปีที่สดใสและสงบสุขกว่าที่เคย.

ที่มา AFP

พรรคตัวแทนกองทัพเมียนมาอ้างชนะถล่มทลาย 80% เลือกตั้งเฟสแรก ท่ามกลางเสียงครหาฉ้อฉลทั้งกระบวนการ

พรรคตัวแทนกองทัพเมียนมาอ้างชนะถล่มทลาย 80% เลือกตั้งเฟสแรก ท่ามกลางเสียงครหาฉ้อฉลทั้งกระบวนการ

31 ธ.ค. 2568 12:11 น.

พรรคตัวแทนกองทัพเมียนมาอ้างชนะถล่มทลาย 80% เลือกตั้งเฟสแรก ท่ามกลางเสียงครหาฉ้อฉลทั้งกระบวนการ

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ตัวแทนกองทัพเมียนมา อ้างกวาดที่นั่งกว่า 80% จากการเลือกตั้งเฟสแรก 102 เขต นักวิเคราะห์ชี้ใช้บัตรล่วงหน้า-วางเกมล็อกผล สร้างความชอบธรรมให้เผด็จการทหาร

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือ ยูเอสดีพี (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของกองทัพเมียนมา ออกมาอ้างชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งที่คณะรัฐประหารจัดขึ้นเป็นเฟสแรก โดยระบุว่าสามารถกวาดที่นั่งได้ อย่างน้อย 80% ของเขตที่มีการเลือกตั้ง

 โฆษกพรรค USDP ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ว่าผลเบื้องต้นชี้ว่าพรรคชนะอย่างขาดลอย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ ยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ

การเลือกตั้งระยะแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ใน 102 เขตเมืองท่ามกลางการตั้งคำถามถึงความชอบธรรม เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศอย่าง พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy – NLD) เข้าร่วม หลังผู้นำพรรค รวมถึงนางออง ซาน ซู จี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และ อู วิน มยิ่น อดีตประธานาธิบดี ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

ด้าน นักวิเคราะห์ชี้ว่า ชัยชนะของ USDP เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ โดยระบุว่าพรรคใช้บัตรลงคะแนนล่วงหน้าเพื่อการันตีชัยชนะตั้งแต่เฟสแรก และเมื่อกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดสิ้นสุดลง กองทัพจะจัดฉากให้ USDP ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารมีแผนจัดการเลือกตั้งในระยะถัดไปวันที่ 11 มกราคม อีก 100 เขต และวันที่ 25 มกราคม อีก 63 เขต ขณะที่อีก 65 เขต จะไม่มีการเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่นอกอำนาจควบคุมของกองทัพ.