เปิด 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังช่วงหน้าร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647973

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 11:20 น.เปิด 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังช่วงหน้าร้อนกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือน 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง

เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้อาหารบูดเสียง่าย กรมควบคุมโรค แนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หากอาหารมี รูป รส กลิ่น สีผิดปกติไม่ควรรับประทาน

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เผยประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว กรมควบคุมโรค จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี อาจทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง

จากรายงานของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง ตั้งแต่ปี 2561-2563 รวมจำนวน 1,342,975 ราย  1,189,659 ราย และ 915,289 ราย ตามลำดับ จากสถานการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นผลมาจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และล้างมือบ่อยๆ ตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาด การสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ

สำหรับอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่ประชาชนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ 10 เมนู ได้แก่

  1. จ่อม/ก้อย/ลาบดิบ
  2. อาหารประเภทยำ
  3. อาหารทะเล
  4. ข้าวผัด/ข้าวผัดโรยเนื้อปู
  5. ขนมจีน
  6. สลัดผัก
  7. อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิ
  8. ส้มตำ
  9. ข้าวมันไก่
  10. น้ำแข็งที่ไม่สะอาด 

ซึ่งเมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทาน โดยยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หากเป็นอาหารกล่องควรแยกกับข้าวออกจากข้าว และรับประทานภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ หากมีรูป รส กลิ่น สีผิดปกติไม่ควรรับประทาน

เลือกซื้อวัตถุดิบที่สดสะอาด บริโภคน้ำดื่มและน้ำแข็งที่สะอาดได้มาตรฐาน ไม่รับประทานอาหารที่ปรุงจากพืชและสัตว์ที่มีพิษหรือไม่รู้จัก ควรใช้ช้อนกลางส่วนตัว เมื่อรับประทานร่วมกัน เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 และก่อนหยิบจับหรือรับประทานอาหารควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

พังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาท รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647836

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 08:15 น.พังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาท รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลแพทย์ห่วงคนใช้งานมือหนักอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงกล้ามเนื้อมืออ่อนแรงจากภาวะข้อมือกดทับเส้นประสาท ปล่อยไว้นานไม่รีบรักษาอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร

พฤติกรรมการใช้มือผิดท่าหรือใช้งานหนักเกินไป โดยเฉพาะในลักษณะจับ กำ เกร็งวัตถุด้วยการออกแรงมากในท่าเดิมนาน ๆ เช่น การขับรถ ทาสี เย็บปักถักร้อย เล่นดนตรี ถือของหนัก หรือแม้แต่การออกกำลังกายในบางท่า ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้งานนิ้วมือและข้อมืออย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดพังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาทได้

นายแพทย์นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า พังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาท หรือ CTS (Carpal tunnel syndrome) เกิดจากพังผืดบริเวณข้อมือหนาตัวขึ้นจากการใช้งานมือในท่าเดิมเป็นเวลานาน จนไปกดทับเส้นประสาท Median nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกของนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางครึ่งนิ้ว และเลี้ยงกล้ามเนื้ออุ้งมือด้านหัวแม่มือ เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับจึงทำให้เกิดอาการชามือ ปวด เมื่อย แสบร้อน รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตที่มือ อาจเป็นช่วงกลางดึกหรือหลังตื่นนอนหลังการใช้งานต่อเนื่อง โดยจะมีอาการมากขึ้น ถี่ขึ้นหรือตลอดเวลาเมื่อโรครุนแรงขึ้น จนกล้ามเนื้ออุ้งมือเหี่ยว ลีบลง กำลังมืออ่อนแรง หยิบจับสิ่งของไม่ถนัดหรือหลุดมือ

“จริง ๆ แล้วพังผืดที่ข้อมือมีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและทำให้รับรู้แรงของข้อมือ รวมถึงช่วยให้เส้นเอ็นบริเวณข้อมือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การใช้งานมือในลักษณะจับ กำ เกร็งวัตถุแบบใช้แรงมากและเป็นเวลานานจะทำให้พังผืดหนาขึ้น ซึ่งสามารถหนาได้ถึง 3 – 4 มิลลิเมตร จนไปกดทับเส้นประสาท โดยโรคนี้พบบ่อยในกลุ่มคนที่ใช้งานมือค้างในท่างอหรือแอ่นมากเกินไป รวมทั้งการใช้เครื่องมือที่สั่นสะเทือนเป็นประจำ” นายแพทย์นรฤทธิ์กล่าว

สำหรับการวินิฉัยโรค แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจไฟฟ้าวินิจฉัย Electrodiagnosis เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและยืนยันการวินิจฉัย ส่วนการรักษาพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาท หากเป็นระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้งานมือ รับประทานวิตามิน ยาแก้อักเสบ ยดลดความไวต่อเส้นประสาท ใส่อุปกรณ์ประคองข้อมือให้อยู่ในท่าตรง แช่น้ำอุ่น กายภาพบำบัด หรือฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดความหนาของพังผืด แต่สเตียรอยด์จะมีฤทธิ์นาน 3 – 6 เดือน และไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเส้นเอ็นได้

ในกรณีที่อาการรุนแรงแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดแผลบริเวณกลางอุ้งมือความยาว 2 – 4 เซ็นติเมตร และต้องปิดแผลเป็นเวลา 10 -14 วัน ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้อาจเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทฝอยและชั้นผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการผ่าตัดแบบผ่านกล้อง โดยเจาะรูที่บริเวณอุ้งมือ 1 – 2 รู ขนาด 0.5 – 1 เซ็นติเมตร และยังมีแผลเย็บเหมือนการผ่าตัดวิธีแรก รวมถึงพักการใช้งานมือเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันมีเทคนิคการรักษาโรคพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาทด้วยการใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์นำ เจาะผ่านผิวหนังโดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดและไม่มีแผลเย็บ โดยแผลมีขนาดเล็กเพียง 1 มิลลิเมตรเท่านั้น สามารถล้างมือและอาบน้ำตามปกติได้ใน 3 วัน หรือ 72 ชั่งโมงหลังการรักษา ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบและเส้นประสาทฝอยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคเหมือนการผ่าตัดเปิดแผลแบบเก่า

นายแพทย์นรฤทธิ์ ยังแนะนำว่า หากจำเป็นต้องใช้งานมือหนักอย่างต่อเนื่อง สามารถป้องกันอาการพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาทได้ด้วยการแช่มือในน้ำอุ่นและบริหารด้วยการกำเหยียดเป็นประจำ แต่ถ้ามีอาการแสดงแล้วควรรีบพบแพทย์และรักษา เพราะหากปล่อยไว้นานอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร และถึงแม้จะรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว แต่ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมือก็อาจเสี่ยงเกิดโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากการใช้งานมือได้ เช่น นิ้วล็อก ข้อเสื่อม เป็นต้น

PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647747

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 07:31 น.PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมืองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดเตือนปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ของประชากรที่เสียชีวิตในโลก พร้อมเผยผลร้ายต่อสุขภาพอนามัย แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ช่วงนี้หลายจังหวัดโดยเฉพาะในเขตเมืองของพื้นที่ภาคเหนือ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลายๆ จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ประชากรที่เสียชีวิตในโลก จำนวน 4.2 ล้านคน มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ ในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างมาก

โดยปัญหามลพิษทางอากาศในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก ที่พบบ่อยเป็นลักษณะแบบ Particulate matter (PM) เป็นฝุ่นละอองที่มีทั้งของเหลวและของแข็ง ซึ่งเป็นโลหะพิษ (toxic compound) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon) แขวนลอยในอากาศโดยที่ผิวของฝุ่นละอองจะมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น สารหนู (arsenic) ตะกั่ว (lead) แคดเมียม (cadmium) ส่งผลให้มีสภาพความเป็นกรดที่ผิวของฝุ่นละออง การแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 4 ประเภทโดยขนาดยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

โดยพบว่าฝุ่นละอองขนาด > 5 μm จะเกาะติดบริเวณช่องปาก คอ และลิ้น ไม่ลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก แสบตา เจ็บคอ จาม ฝุ่นละอองที่มีขนาด 2.5 – 5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลม (trachea) และขั้วปอดส่วนต้น (bronchus) ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อยมากขึ้นในผู้ป่วยโรคหืด (asthma) และ ในกรณีของฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมฝอย (respiratory bronchiole) และ ถุงลม (alveoli) ได้

สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศ

นพ.ยุทธนา อภิชาตบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรกรรมโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ รายงานในปี 2561 ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม รวมไปถึงยานพาหนะก่อให้เกิดฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 μm (PM 2.5) โดยสาเหตุมักเกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งในทางเกษตรกรรม การเผาไหม้น้ำมันดิบ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในเตาเผาครัวเรือน

กระบวนการวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศ และดัชนีอากาศ

การรายงานระดับความรุนแรงของมลพิษในอากาศ จะรายงานเป็นภาพรวม โดยรวมเอา particulate matter (PM 10, PM 2.5), carbon monoxide (CO), ozone (O3), nitrogen dioxide (NO2) และ sulfur dioxide (SO2) มาคำนวณเรียกว่า Air Quality Index (AQI) โดย AQI ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 5 ระดับโดยระดับสูงสุด คือ AQI ที่มากกว่า 201 ขึ้นไป (ดูเทียบจากตารางที่ 2) และ ตารางที่ 3 ในเรื่องของค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่เทียบเท่ากับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยค่าเฉลี่ย PM 2.5 นั้น จะรายงานเป็นค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง โดยระดับที่เกิน 50 μg/m3 เป็นระดับที่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษหรือผู้มีโรคประจำตัวควรลดระยะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 โดยสีเตือนนั้นจะใช้สีส้ม และถ้าค่า PM 2.5 เกิน 90 μg/m3 สีเตือนเป็นสีแดง จะเริ่มมีผลเสียทางสุขภาพต่อประชาชนทั่วไป ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด

ผลของฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อสุขภาพอนามัย

PM 2.5 นั้น ส่งผลทำให้การต่อต้านอนุมูลอิสระลดลง ธาตุโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง วาเนเดียม และแมงกานีส บนผิว PM 2.5 ทำให้เกิด ROS และ RNS ภายในเซลล์ ทำให้ความแข็งแรงของเซลล์ ลดลงเกิดการตายของเซลล์ นำไปสู่การอักเสบของเนื้อเยื่อ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กกับระบบทางเดินหายใจนั้น อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบได้โดยเฉพาะในส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ และ ยังส่งผลทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ โรคหอบหืด (asthma) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease) ปอดติดเชื้อ (pneumonia) โดยเฉพาะกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นในระดับของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น

ผลของฝุ่นละอองต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลทำให้ระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ (vascular endothelial dysfunction) ซึ่งก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจโต และหัวใจวาย ส่วนผลของ ฝุ่นละอองกับการเกิดโรคมะเร็ง ฝุ่น PM 2.5 มีความเป็นพิษต่อยีน (genotoxic) โดยตรงทำให้สารพันธุกรรมเสียหาย (DNA damage) โดยสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไต ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลางและ อื่น ๆ

แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทาง ด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า มาตรการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในระยะยาว ควรรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น) ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการ ลด ละ เลิก กิจกรรมกลางแจ้งเมื่อมีคำเตือน และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm สามารถลงไปจนถึงถุงลมปอดก่อให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ควบคุมการใช้ยานพาหนะที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ทางเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรมที่ปล่อยควันเสีย เป็นต้น สำหรับประชาชนทั่วไปการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมาก ๆ เช่น ช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคมเพื่อลดโอกาสสูดเอาฝุ่นละอองดังกล่าวเข้าปอด

แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647610

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 14:58 น.แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง“วันไตโลก” แพทย์ชวนลดหวาน มัน เค็ม พร้อมแนะเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับสุขภาพ ลดเสี่ยงโรค NCDs

ทุกวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคม องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) กำหนดให้เป็น “วันไตโลก” ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มีนาคม 2564 โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ชวนประชนชนลดการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มให้น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน และสุขอนามัยที่ดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า วันไตโลกปีนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันโรคไต เนื่องในปัจจุบัน คนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งโรคไตเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากระบบการทำงานของไตผิดปกติ ทำให้ไตไม่สามารถขับของเสียหรือรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้

โรคไตมีสาเหตุหลายอย่าง ได้แก่ โรคซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นโรคถุงน้ำในไต (polycystic kidney disease) โรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของไต  (glomerulonephritis) โรคที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะเช่นจากนิ่ว และที่สำคัญคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัดเป็นประจำ ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โรคความดันโลหิตสูง และเกิดโรคเบาหวานตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่พบบ่อยที่สุด

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการดูแลและป้องกันการเกิดโรค ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำร้ายไต และหันมาดูแลสุขภาพตนเอง ดังนี้

  • งดรับประทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
  • ลดการทานอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋อง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากมีสารพิษต่อไตโดยตรง
  • ควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน
  • รับการตรวจสุขภาพประจำปี

ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า เพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตต่อสุขภาพองค์รวม และมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไต และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม สำหรับ ปีนี้มีธีม “Living Well with Kidney Disease” สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติตต่อเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรค เอ็น ซี ดี (Non-communicable diseases: NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารให้มองหาสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” บนฉลาก เครื่องหมายนี้จะบอกว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีปริมาณสารอาหาร เช่น น้ำตาล ไขมัน โซเดียมที่เหมาะสมต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เช่น น้ำปลาทั่วไป 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมประมาณ 450 มิลลิกรัม แต่น้ำปลามีสัญลักษณ์นี้บนฉลาก 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม เป็นต้น

ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพให้เลือกซื้อถึง 11 กลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารมื้อหลัก กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป กลุ่มนม เป็นต้น รวมแล้วกว่า 2,000 รายการ สามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ และร้านค้าทั่วไป รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้าย

5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647459

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 08:50 น.5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยากไขปัญหา “ลูกกินยาก”ทำอย่างไร กับ 5 เทคนิคช่วยให้มื้ออาหารของเจ้าตัวน้อยอร่อยจนต้องขอเติม!

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะเคยประสบปัญหาหนักใจ เพราะทำอย่างไรลูกก็ไม่ยอมกินข้าว หรือเลือกรับประทานแต่อาหารแบบเดิมๆ ที่เจ้าตัวชอบ โดยเฉพาะในประเทศไทย 35.5% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 1-3 ปี และกว่า 40.6% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 3-5 ปี กำลังเผชิญกับปัญหาลูกเป็นเด็กเลือกรับประทาน จึงอดรู้สึกกังวลไม่ได้ว่าลูกน้อยจะโตขึ้นเป็นเด็กกินยากและไม่แข็งแรงเนื่องจากไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน

วันนี้เรามี 5 เทคนิค ช่วยคุณพ่อคุณแม่รับมือกับมื้ออาหารอันแสนวุ่นวายของเจ้าตัวเล็ก แถมยังเปลี่ยนลูกน้อยช่างเลือกให้เป็นเด็กกินง่าย รับประทานอาหารได้หลากหลาย มีสุขภาพดี และที่สำคัญรสชาติอร่อยจนรู้สึกติดอกติดใจ

1. เพิ่มเวลาหิว

งดของกินเล่นเกินควรก่อนมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น ขนม นม หรือ น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกอิ่มท้องจนไม่อยากกินข้าว โดยมื้อหลักและมื้ออาหารว่างควรเว้นห่างกันประมาณ 2-3 ชั่วโมง ทริคง่าย ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ คือควรกำหนดเวลากินให้เป็นกิจลักษณะ มีเวลาระหว่างมื้ออาหารมากพอ เพื่อช่วยสร้างวินัยและเลิกนิสัยกินจุกจิก กินไม่เป็นมื้อ เพื่อทำให้พอถึงเวลาอาหาร เจ้าตัวเล็กจะได้รับประทานได้อย่างเต็มที่และเอร็ดอร่อยกับฝีมือของคุณพ่อคุณแม่

2. สร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน

หากเจ้าตัวแสบงอแงไม่ยอมกินอาหารที่ไม่ใช่ของโปรดหรือรสชาติไม่ถูกใจ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรตำหนิลูกอย่างรุนแรงบนโต๊ะอาหาร หรือตักอาหารจ่อปากบังคับให้รับประทาน เพราะจะเป็นการสร้างความทรงจำที่ไม่ดีระหว่างมื้ออาหาร จนทำให้ห้องครัวหรือโต๊ะกินข้าวกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว อย่าลืมว่าความสุขในการรับประทานอาหารของเจ้าตัวเล็กเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน เพื่อให้ลูกคิดว่ามื้ออาหารเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัวที่ผ่อนคลายและมีความสุข เด็กจะได้อยากกินข้าว และเมื่ออารมณ์ดีแล้วทุกคนอาจจะรู้สึกว่าอาหารตรงหน้าอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว

3. ให้ลูกมีส่วนร่วมตั้งแต่การเตรียมอาหาร

หน้าที่ของเด็ก ๆ ไม่ใช่เพียงแต่การนั่งรอกินเสมอไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้ ด้วยการลองชักชวนเจ้าตัวเล็กมาช่วยกันเตรียมอาหารแทนที่จะให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมรอ โดยอาจเริ่มจากพาไปเดินเลือกวัตถุดิบและลองให้เขามีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยเรียนรู้จะอยากรู้อยากเห็นและอยากลองเลือกวัตถุดิบที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาด้วยตัวเอง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเปิดใจลองชิมอาหารที่เจ้าตัวมีส่วนร่วมปรุงด้วย เด็กจะรู้สึกภูมิใจและอาจส่งเสริมให้กลายเป็นพ่อครัวแม่ครัวในอนาคตก็เป็นได้

4. จูงใจด้วยเมนูแปลกใหม่ ไม่จำเจ

ลองสำรวจภายในตู้เย็นที่บ้านหรือเมนูที่คิดไว้ในใจดูว่าคล้ายกันหรือซ้ำซากเกินไปรึเปล่า เพราะบางครั้งการไม่อยากอาหารหรือการเลือกกินของลูก อาจจะมาจากความเบื่อหน่ายกับเมนูและรสชาติเดิม ๆ ที่กินในทุกวัน คุณพ่อคุณแม่ลองรังสรรค์เมนูที่ผสมผสานระหว่างของโปรดและของที่เจ้าตัวน้อยไม่ชอบเข้าด้วยกัน ปรับเปลี่ยนให้มีสีสันน่ารับประทาน หรือหากพอมีทักษะด้านศิลปะเสียหน่อย คุณพ่อคุณแม่อาจลองตกแต่งจานเป็นรูปตัวการ์ตูนที่ชอบ หรือทำให้อาหารมีรูปร่างหน้าตาแปลกใหม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจของเด็ก ๆ แล้วคุณจะพบว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่เด็กเลือกกินอย่างที่คิด แต่แค่ขี้เบื่อเท่านั้นเอง

5. ใช้ตัวช่วยแสนอร่อย

ถ้าเทคนิคที่บอกมาข้างต้นยังไม่เพียงพอให้ลูกน้อยที่เบนหน้าหนีหันกลับมามองจานข้าวและรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยแล้วละก็ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องลองใช้เครื่องปรุงพิเศษที่ช่วยเพิ่มรสอูมามิ หรือที่รู้จักกันว่า “รสชาติที่ 5” ให้กับเมนูอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งความเชื่อที่ว่าผงชูรสเป็นอันตรายต่อร่างกายนั้นอาจจะไม่จริงเสมอไป

จากข้อมูลของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้พิสูจน์แล้วว่า ผงชูรสมีความปลอดภัย และมีค่าโซเดียมน้อยกว่าเกลือแกงถึง 2 ใน 3 ดังนั้น การเติมผงชูรส หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่ากลูตาเมต ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและพบได้ในวัตถุดิบหลากหลายชนิดที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน รวมถึงอาหารที่ผ่านการ บ่ม หรือหมัก เช่น ชีส ซอสถั่วเหลือง กะปิ น้ำปลา รวมถึงการ มะเขือเทศ และเห็ด อาจเป็นการช่วยลดปริมาณโซเดียมในร่างกายของเจ้าตัวเล็ก รวมถึงทำให้เมนูอาหารทั้งใหม่และเก่ามีความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น แถมยังได้รับสารอาหารครบถ้วน และปัญหาที่ต้องคะยั้นคะยอให้ลูกน้อยยอมกินข้าวอาจหมดไปโดยไม่รู้ตัว

รู้เทคนิคดีๆ อย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่คงไม่รอช้ารีบนำไปลองปฏิบัติกันเลย แต่อย่าลืมว่าอาหารที่มีประโยชน์ควรควบคู่มากับความอร่อย ดังนั้น รสชาติอาหารที่ถูกปากจากเคล็ดลับและฝีมือของคุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ลูกมีความทรงจำที่ดีกับอาหาร มีแรงกายแข็งแรงสมวัย และจะไม่เป็นเด็กกินยากอย่างแน่นอน

ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645588

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 11:40 น.ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียมไขข้อข้องใจคนชอบกินรสเค็มจนเต็มไต การปรุงอาหารด้วยซีอิ๊วขาว ดีกว่าน้ำปลาและเกลือจริงหรือไม่?

การดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคภัยเป็นลาภอันประเสริฐ สุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรตระหนัก ปัจจุบันหลายคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าหากรับประทานอาหารดี มีประโยชน์ ถูกสุขอนามัยย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารหนึ่งในนั้นคือ การรับประทานซีอิ๊วขาวดีกว่าน้ำปลา จริงหรือไม่

คำตอบคือ…ไม่จริง

เพราะซีอิ๊วขาวและน้ำปลาเป็นผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งอาหารให้เกิดรสเค็ม เนื่องจากมีการใช้เกลือซึ่งมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวันไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม (สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี)

  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 960 – 1,420 มิลลิกรัม
  • นํ้าปลา  1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 1,160 – 1,420 มิลลิกรัม
  • เกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ทั้งซีอิ๊วขาว และน้ำปลามีปริมาณเกลือโซเดียมใกล้เคียงกันความปลอดภัยไม่ต่างกัน

ดังนั้น สามารถเลือกรับประทานซีอิ๊วขาว และน้ำปลาได้ไม่ต่างกัน ที่สำคัญคือระวังการรับประทานซีอิ๊วขาว น้ำปลา และเกลือบริโภครวมกันไม่ให้ปริมาณโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน และแนะนำให้อ่านฉลากเพื่อพิจารณาปริมาณโซเดียมที่จะได้รับก่อนรับประทาน เพราะหากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคไตได้ นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนซื้อทุกครั้ง โดยสังเกตเครื่องหมาย อย. บนฉลาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568  เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัดจึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) 

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10  โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน,  ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน  3,316 มก./วัน ตามลำดับ

วิธีการลดการบริโภคโซเดียมในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

1. ชิมอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรสเค็มเพิ่ม เช่น น้ำปลา ซีอิ้วขาว เกลือ ซอสต่าง ๆ

2. เลือกรับประทานอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด

3. ปรุงอาหารด้วยตนเอง ควรลดปริมาณเครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ้ว น้ำมันหอย ผงชูรส และควรตวงก่อนปรุงรสทุกครั้ง

4. ลดใช้เครื่องปรุงในอาหาร เช่น ผงปรุงรส น้ำปลา เกลือ ซีอิ้ว ซอสปรุงรส เต้าเจี้ยว

5. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

6. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

7. ใช้รสชาติอื่นทดแทน เช่น รสเปรี้ยว และรสเผ็ด

8. ใช้สมุนไพรเป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นหอมของอาหาร

9. ระวังเกลือที่ซ่อนอยู่ในอาหาร อย่างเช่น ผงฟู ผงปรุงรส ผงชูรส

เซเลบริตี้ แชร์ทริคสมาร์ทช้อปกับไอเท็มเด็ดแห่งยุคตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/461620

เซเลบริตี้ แชร์ทริคสมาร์ทช้อปกับไอเท็มเด็ดแห่งยุคตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอล

20 มีนาคม 2564 – 14:58 น.

“เซเลบริตี้” แชร์เทคนิค สมาร์ทช้อป กับไอเท็มเด็ดแห่งยุค ตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอลในงาน “CENTRAL / ROBINSON SHOP SHOP”

ทุกวันนี้ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไปจากเดิม ห้างเซ็นทรัล และ ห้างโรบินสัน ชวนอัปเดตไอเท็มห้ามพลาดแห่งยุค ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ในแคมเปญ “CENTRAL / ROBINSON SHOP SHOP” ภายใต้คอนเซ็ปต์ ช้อปวนไปไม่มูฟออน กับสินค้าแบรนด์ดังมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 25 มีนาคม 2564 ที่ห้างเซ็นทรัล (ยกเว้นสาขาป่าตอง) และโรบินสัน (ยกเว้นสาขาจังซีลอน ป่าตอง) พร้อมช้อปอย่างปลอดภัยมั่นใจด้วยมาตรการดูแลด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ที่จะทำให้คุณช้อปได้อย่างสบายใจปลอดภัยไร้กังวลในทุกช่องทาง 

เซเลบริตี้ แชร์ทริคสมาร์ทช้อปกับไอเท็มเด็ดแห่งยุคตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอล

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด  และ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า เพื่อตอบรับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในการก้าวเข้าสู่ยุคนาวนอร์มอล (Now Normal) ห้างเซ็นทรัล และห้างโรบินสัน จัดแคมเปญ “CENTRAL / ROBINSON SHOP SHOP” ภายใต้คอนเซ็ปต์ ช้อปวนไปไม่มูฟออน ตั้งแต่วันนี้ – 25 มีนาคม 2564 ที่ห้างเซ็นทรัล (ยกเว้นสาขาป่าตอง) และโรบินสัน (ยกเว้นสาขาจังซีลอน ป่าตอง) รวมไอเท็มเด็ดที่ทุกคนควรมีแห่งยุค ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องดูดฝุ่น, หุ่นยนต์ทำความสะอาดกระจก, แฟชั่นเสื้อผ้า ที่ล้ำนำเทรนด์ หรือจะเป็นในส่วนของ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่มีนวัตกรรมช่วยในเรื่องของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เหมาะสำหรับคนผิวแพ้ง่าย หรือเกิดการระคายเคืองเมื่อสวมใส่หน้ากากอนามัย ฯลฯ พร้อมตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งด้านออมนิชาแนล (FIRST OMNICAMPAING IN THAILAND) ที่มอบส่วนลดโปรโมชั่น และความสะดวกสบายผ่านหลากช่องทางช้อป เชื่อมต่อหน้าร้านและออนไลน์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงบริการ Personal shopper ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว โทร.1425 ที่พร้อมให้บริการนักช้อปทุกคน”

เซเลบริตี้ แชร์ทริคสมาร์ทช้อปกับไอเท็มเด็ดแห่งยุคตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอล

งานนี้ พีช-ศิลป์ศุภา อภิรักษ์ทานนท์ เผยว่า “ด้วยความที่เป็นคนชอบแต่งตัวเลยต้องอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ช่วงนี้พีชให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษกับไอเท็มที่ช่วยป้องกันโควิด-19 โดยไอเท็มติดตัวที่ขาดไม่ได้ คือ หน้ากากอนามัย, สเปรย์แอลกอฮอล์  และทิชชูเปียก เพราะต้องเดินทางเพื่อติดต่องานบ่อยๆ และอีกไอเท็มที่ต้องมี คือ กระเป๋าเก๋ๆ ดีไซน์สวย ที่สามารถจุของได้เยอะๆ สำหรับใส่ไอเท็มต่างๆ ระหว่างวัน ส่วนการช้อปเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายพีชจะเลือกช้อปสินค้าที่ใส่ได้หลายโอกาส ซึ่งห้างเซ็นทรัลและโรบินสันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของพีชมากๆ เพราะมีสินค้าให้เลือกหลากหลายและมีช่องทางช้อปออนไลน์ที่ครอบคลุมทำให้การช้อปปิ้งสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ”  

เซเลบริตี้ แชร์ทริคสมาร์ทช้อปกับไอเท็มเด็ดแห่งยุคตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอล

ด้าน มี่-กิ่งกานต์ สลากรธนวัฒน์ เผยว่า “เมื่อก่อนมี่ไม่ช้อปออนไลน์เลย เพราะชอบมาลองสินค้าและรับของกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่พอได้ช้อปออนไลน์ของห้างเซ็นทรัลไม่ว่าจะเป็น CENTRAL APP เว็บไซต์ Central Online และบริการใหม่ล่าสุด Personal shopper ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวที่ตอบโจทย์ในวันเร่งรีบมากๆ ค่ะ อย่างวันนี้มี่มาช้อปที่ห้าง เพราะอยากมาลองน้ำหอม ฉะนั้นต้องมาที่ห้างเพื่อเทสกลิ่นด้วยตัวเอง และด้วยห้างเซ็นทรัลมีมาตรการความปลอดภัย ทำให้เรามั่นใจที่จะมาห้างค่ะจนเดี๋ยวนี้ช้อปทั้งหน้าร้านและออนไลน์ค่ะ”

เซเลบริตี้ แชร์ทริคสมาร์ทช้อปกับไอเท็มเด็ดแห่งยุคตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอล

ด้าน 2 เซเลบสวยสตรอง ก็ควงกันมาอัปเดตไอเท็มชิ้นเด็ดที่ห้างโรบินสัน เริ่มที่ หญิง-กรุณา  วัจนะพุกกะ เผยว่า “ไอเท็มที่หญิงขาดไม่ได้เลยช่วงนี้ คือ เครื่องฟอกอากาศค่ะ เพราะเวลาออกไปข้างนอก เราต้องเจอกับเชื้อโรค มลภาวะและฝุ่นมากมาย เมื่อกลับมาบ้านก็อยากได้อากาศที่บริสุทธิ์ เครื่องฟอกอากาศจึงเป็นไอเท็มชิ้นโปรดที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกห้องภายในบ้าน ซึ่งปัจจุบันมีหลายยี่ห้อให้เลือกช้อป แต่เทคนิคของหญิง คือ เราต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลัก ตามด้วยฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่หลากหลายจะได้คุ้มค่า คุ้มราคา และเทคนิคอีกอย่างหนึ่ง คือ ก่อนมาห้างโรบินสัน หญิงจะเข้าไปดูสินค้าในโรบินสันออนไลน์ก่อน ว่าชอบแบบไหน แล้วค่อยมาดูของจริงที่ห้าง เพื่อที่จะได้ลอง ได้เห็น และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงาน ซึ่งทุกครั้งที่มาห้างฯ หญิงรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจมากๆ ยอมรับว่ามีมาตรการเข้มวงด ตั้งแต่ทางเข้าห้างเลยค่ะ”

เซเลบริตี้ แชร์ทริคสมาร์ทช้อปกับไอเท็มเด็ดแห่งยุคตอบรับไลฟ์สไตล์นาวนอร์มอล

ส่วน โอบอุ้ม-รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เผยว่า “ไอเท็มที่ขาดไม่ได้ช่วงนี้ อุ้มจะเน้นที่ไอเท็มทำความสะอาดบ้าน ทั้งหุ่นยนต์ดูดฝุ่น, เครื่องฟอกอากาศ เครื่องทำความชื้น เพราะตอนนี้ฝุ่นและเชื้อโรคต่างๆ อันตรายมากๆ เรื่องความสะอาดจึงต้องมาที่หนึ่ง ยิ่งเมื่อเรามีลูกทำให้ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ทุกอย่างต้องสะอาดและมั่นใจว่าเค้าจะไม่สัมผัสกับเชื้อโรคเหล่านั้น นอกจากนี้ อุ้มยังชอบช้อปไอเท็มสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าสวยๆ หรือของเล่นเก๋ๆ เพราะช่วงนี้อยู่บ้านกับลูกตลอดเวลาจะได้มีกิจกรรมและใช้ช่วงเวลาที่ดีร่วมกันค่ะ”  

อัปเดทไอเท็มห้ามพลาดแห่งยุค ตอบรับเทรนด์นาวนอร์มอล (Now Normal) ได้ในงาน “CENTRAL / ROBINSON SHOP SHOP” ตั้งแต่วันนี้ – 25 มีนาคม 2564  ที่ห้างเซ็นทรัล (ยกเว้นสาขาป่าตอง) และโรบินสัน (ยกเว้นสาขาจังซีลอน ป่าตอง) 

ซิงเกิ้ลใหม่ เพลง “อยู่” แทงใจใครที่ต้อง Move on #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/461600

ซิงเกิ้ลใหม่ เพลง “อยู่” แทงใจใครที่ต้อง Move on

20 มีนาคม 2564 – 11:40 น.

ซิงเกิ้ลใหม่ เพลง “อยู่” แทงใจใครที่ต้อง Move on

​ชีวิตต้องไปต่อ ถือว่าเป็นคำนิยามที่ชัดที่สุดของ ซิงเกิ้ลใหม่ “อยู่” โดย “เจฟ ซาเตอร์” หนึ่งในศิลปินเสียงคุณภาพ ที่หลายคนจับตามองในยุคนี้ ที่ฟังครั้งแรกก็จุกถึงอารมณ์ ความเศร้า เหงา จับใจ แต่ก็มีความพยายามที่จะเข้มแข็ง

ซิงเกิ้ลใหม่ เพลง "อยู่" แทงใจใครที่ต้อง Move on

พูดถึงมุมมองประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ในแง่บวก ที่ยังคง “อยู่” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี ที่ทำให้เรายิ้มได้ มีความสุขทุกครั้งที่นึกถึง หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น กับค่ายเพลงใหม่ Passenger Records ค่ายเพลงน้องใหม่ที่เจฟได้มีส่วนร่วมตั้งแต่วางคอนเซ็ปต์ และทำนอง รวมทั้งนำเสนอมุมมองการแต่งเพลง ร่วมงานครั้งแรก กับ เพียว คณิณ นักร้องและน้องแต่งเพลง เจ้าของเพลง “ทางผ่าน” ได้โปรดิวเซอร์ 100 ล้านวิว Geeno Smooth ที่มีผลงานเพลงให้กับ Legendboy และ วง Pure และ Pure Kanin Wattanapakasem

ฟังครั้งแรกก็ติดหูด้วยทำนองที่ฟังง่าย เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน ที่ฟังแล้วรู้สึกได้เลยจากอินเนอร์เสียงร้องส่งมาเต็ม เนื้อเพลงเข้าใจง่าย ติดปาก ทำให้เพลง “อยู่” เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ฟังแล้วติด ยิ่งได้ดูเอ็มวีทำให้อินลึกไปกับเพลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง องค์ประกอบทั้ง เสื้อผ้า หน้าผม อารมณ์ ภาพ แสง ลงตัว ละมุมเข้ากันไปหมด อดทำให้นึกถึงบรรยากาศในซีนภาพยนต์ต่างประเทศ อย่าง Begin Again

ถือว่าเป็นอีกซิงเกิ้ล คุณภาพที่น่าสนใจอย่างมาก ฟัง “อยู่” Jeff Satur ได้ทาง Music Streaming ทุกแพลทฟอร์ม

ซิงเกิ้ลใหม่ เพลง "อยู่" แทงใจใครที่ต้อง Move on
ซิงเกิ้ลใหม่ เพลง "อยู่" แทงใจใครที่ต้อง Move on

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/461594

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

20 มีนาคม 2564 – 10:10 น.

“กึ้ง เฉลิมชัย” ย้ำทำไมต้อง 3 คนนี้ พร้อมปล่อย “AR3NA” ระเบิดสมรภูมิแห่งความฝัน กับซิงเกิ้ลแรก “COME GET IT NOW” 25 มี.ค.นี้

จุดกระแสร้อนแรงวงการเพลงไทยจนกลายเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปสุดเทรนด์ดี้ที่ถูกจับตามองที่สุดในขณะนี้ สำหรับ “AR3NA” (อารีน่า) ประกอบด้วยสมาชิก 3 คน นําทีมโดย “เชอแตม (Je t’aime) – ณมน สวาทยานนท์” ร่วมด้วยอีก 2 สาว “พริม (Prim) – ดิศรา ดิศกุล ณ อยุธยา” และ “มินซอ (Min Seo) – โกมินซอ (Ko Min Seo)” สมาชิกเป็นชาวเกาหลีใต้

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังในการผลักดันเพลงไทยไปสู่ตลาดสากลของ 411 Music ในเครือ บริษัท โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (Four One One Entertainment Co.,Ltd.) โดยบอสใหญ่ “กึ้ง – เฉลิมชัย มหากิจศิริ” ประกาศเตรียมตัวฟังซิงเกิ้ลแรก “COME GET IT NOW” อย่างเป็นทางการได้ในวันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคมนี้

AR3NA (อารีน่า) เป็นเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยทักษะการเต้น การร้อง ที่แข็งแรงทรงพลัง ที่สำคัญเพลงนี้ได้โปรดิวเซอร์และทีมงานฝีมือดีมากประสบการณ์ของเกาหลีใต้มาร่วมสร้างความสมบูรณ์แบบ ให้กับผลงานชิ้นนี้อย่างลงตัว แถมยังแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนในแบบฉบับของ 411 Music ได้เป็นอย่างดี จนในที่สุดจึงได้ให้กำเนิดวง เกิร์ลกรุ๊ปที่มีความโดดเด่น พร้อมสะกดทุกสายตาจากผู้คนทั่วทุก มุมโลกได้อย่างแน่นอน

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

ชื่อ AR3NA (อารีน่า) นั้นมีที่มาจากความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของเด็กผู้หญิงทั้งสามคนที่จะเติมเต็มสมรภูมิแห่งความฝัน ด้วยเสียงเพลงของพวกเธอผ่านซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW ที่สร้างขึ้นจากคอนเซ็ปต์ IGNITION ON (อิกนิชั่น ออน) ซึ่งเปรียบดั่งการเริ่มต้นครั้งใหม่ของพวกเธอ ที่ร้อนแรงไปด้วยเปลวไฟ อันแรงกล้า และเปลวไฟแห่งความฝันในครั้งนี้นับวันจะยิ่งทวีความร้อนแรงสูงขึ้น แบบไม่มีที่สิ้นสุด

สำหรับซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW เพลงแดนซ์ของยุค 2021 ที่ทุกคนจะได้ฟังเป็นเพลง ที่มีการเพิ่มกลิ่นอายของแนวเพลง Moombahton และ Trap-EDM ที่ทันสมัยและเป็นที่นิยมเข้าไป ทำให้บรรยากาศของเพลงรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ และด้วยการแร็ปและร้องถึง 3 ภาษา ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า เพลงนี้จะช่วยปลุกพลังความสนุกของทุกคนให้ลุกโชน และมันส์ไปกับทุกจังหวะ ตลอดทั้งเพลงได้แบบ non-stop

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

โดย กึ้ง เฉลิมชัย บอสใหญ่ แห่ง 411 Music เผยถึง 3 สาว AR3ENA (อารีน่า) ว่า 411 music ไม่ได้ออกศิลปินตามกำหนดเวลา แต่เราจะออกก็ต่อเมื่อต้องพร้อมจริงๆ หลายคนถามว่าการที่เราจะเทรนด์ออกมาให้ได้มาตรฐานมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ AR3NA (อารีน่า) คือ เทรนด์มาจนเรามั่นใจว่าทั้ง 3 คนพร้อมแล้วที่จะมาเจอทุกคน และวันนี้พวกเธอพร้อมแล้วที่ลงสู่สมรภูมิแห่งความฝันด้วยเสียงเพลง การเทรนด์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทุกคนเจอสถานการณ์โควิด-19 การทำงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

แต่ถึงน้องๆจะเจอปัญหา เจอการเปลี่ยนแปลง แต่ความฝันเค้ายังเหมือนเดิม ตอนนั้นที่เกาหลีคนติดเชื้อเยอะมาก ความเสี่ยงสูง แต่ทุกคนมุ่งมั่นอยากฝึก ในช่วงแรกเราพาเด็กกลับมา เพราะคำนึงถึงความปลอดภัย และความห่วงใยจากครอบครัว พออยู่ได้เดือนกว่า ทุกคนร้องขออยากกลับไปฝึกต่อ เลยขอที่บ้านกลับไปที่เกาหลี ทั้งที่สถานการณ์เกาหลีแย่กว่าที่ไทยมาก ซึ่งทางทีมก็พยายามให้มีความปลอดภัยมาก ที่สุด เราเห็นถึงความมุ่งมั่นของเขามาก

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

เชอแตม (Je t’aime) เป็นพี่ใหญ่ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและไม่เคยคิดล้มเลิกการตามหาฝัน เป็นคนสู้ และเต็มที่กับทุกอย่าง, พริม (Prim) มีความโดดเด่นในเรื่องของการร้อง มีเสน่ห์ในตัว ซึ่งเป็นผู้หญิงไทยแท้ เราอยากจะเสนอความเป็นไทยในตัวเขา, มินซอ (Min Seo) เป็นน้องเกาหลีที่ฝึกพูดภาษาไทย เป็นเด็ก เกาหลี 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเด็กที่มาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เป็นเด็กที่ตั้งใจ มุ่งมั่นจริงๆ มินซอร้องเพลงไทยได้ แต่เรื่องชัดหรือไม่ชัด อยากให้ไปฟังและให้กำลังใจ เค้ามีความน่ารักและความพยายามอย่างมาก

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

อย่างที่บอกว่า อยากให้เพลงไทยเป็นภาษาที่ร้องได้ คือภาษาเพลง ไม่มีขอบเขต หรือไม่มีการแบ่งแยก หรือถูกปิดกั้น อะไรที่เป็นเพลงสามารถฟังได้ ผมเชื่อว่าสมาชิกแต่ละคนของ AR3NA (อารีน่า) มีความเป็นเอกลักษณ์และเป็นส่วนผสมที่ลงตัว และเชื่อว่า AR3NA (อารีน่า) จะเป็นสีสันและให้กับวงการเพลงไทยได้อย่างแน่นอน

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ 3 สาว AR3NA ได้ทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ 411 Music ไม่ว่าจะเป็น YouTube : 411ent , Official Fan page : fouroneoneent , ทวิตเตอร์ และอินสตราแกรม @411ent , Facebook:@AR3NAofficial , Twitter:@AR3NA_official , instagram: @AR3NA_official, TikTok:@AR3NA_official รวมถึงอินสตาแกรมของซีอีโอ คุณกึ้ง @kueng_chalermchai

AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้
AR3NA พร้อมปล่อยซิงเกิ้ลแรก COME GET IT NOW 25 มี.ค.นี้

‘ลุยเหนือในหน้าหนัง เดอะซีรีส์’ EP.4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/461555

‘ลุยเหนือในหน้าหนัง เดอะซีรีส์’ EP.4

19 มีนาคม 2564 – 17:33 น.

หลังจากที่ “เอิท” ต้องโบกมือลา “มาย” เพื่อกลับไปทำงานต่อ ทำให้มายต้องอยู่เที่ยวเพียงลำพังที่ “เชียงใหม่” อีกครั้ง

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!
เมื่อ “มาย” เดินชนกับ “ผู้หญิงคนนึง” 
เรื่องราวในตอนนี้จะเป็นยังไงต่อไป
ติดตามได้ใน ซีรีส์ลุยเหนือในหน้าหนัง EP.4

#ลุยเหนือในหน้าหนัง #PTTxNationGroup