Monkey Pod เสิร์ฟเมนูอาหารอีสานสไตล์ตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/643058

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 09:22 น.Monkey Pod เสิร์ฟเมนูอาหารอีสานสไตล์ตะวันตกสุดฟินกับเมนูอาหารอีสานสไตล์ตะวันตก ที่ “Monkey Pod” ทาปาสบาร์เรสเตอรองแอนด์คาเฟ่ สุขุมวิท 13

เชื่อเลยว่าคนไทยหลายคนชื่นชอบรสชาติแซ่บนัวแบบอีสาน แต่ก็โปรดปรานในอาหารสไตล์ตะวันตก แบบนี้ โพสต์ทูเดย์ อยากแนะนำให้รู้จักกับร้าน Monkey Pod ทาปาสบาร์เรสเตอรองแอนด์คาเฟ่ ที่ตั้งอยู่มนซอยสุขุมวิท 13 ร้านที่ นำเสนอเมนูอาหารอีสานสไตล์ตะวันตก (East meets West) สุดฟิน มาพร้อมรสชาติสุดเซอร์ไพรส์ให้คนไทยได้ลิ้มลอง พร้อมเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่สร้างสรรค์อย่างลงตัว

ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิก กับพื้นที่โซนด้านในของบ้านไม้สักทองอันงดงาม สไตล์โคโลเนียลอายุกว่า 100 ปี เรียกว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์และประวัติศาสตร์อันน่าค้นหา สำหรับคนที่อยากนั่งชมวิวอย่างเพลิดเพลินอีกจุดที่น่าสนใจคือ ใต้ต้นจามจุรียักษ์ที่มอบสัมผัสร่มรื่นและสีเขียวขจีของแมกไม้นานาชนิดในโซนเอาท์เดอร์ ไร้ความกังวัลจากโควิด-19 ด้วยมาตรการในการดูแลความปลอดภัยและสุขอนามัยที่เข้มข้นและดีที่สุดสำหรับลูกค้าและพนักงานทุกคน

ทางด้านความอร่อย เริ่มกันที่เมนูเบาๆ อย่าง LARB MOO TOD (169 บาท) ลาบหมูทอดตุ๋นเบียร์ ความพิเศษของเมนูนี้ คือการคัดเนื้อหมูส่วนคากิและหมูสามชั้นนำมาตุ่นกับเบียร์ และสมุนไพรจนเปื่อยนุ่ม แล้วนำมาทอดจนกรอบเหลือง กินคู่กับพิวเรลาบ (Larb puree ) ได้อย่างเพลิดเพลิน

ต่อด้วย NAM PLA WAAN CHICKEN WING (149 บาท) ปีกไก่ทอดนํ้าปลาหวาน เมนูสุดฟินที่นำปีกไก่มาคลุกเคล้าน้ำปลาหวานสูตรพิเศษของ Monkey Pod ทอดให้เหลืองกรอบ เสิร์ฟคู่กับมะม่วงพิวเร เพียงคำแรกก็ทำให้นึกถึงมะม่วงน้ำปลาหวานกันขึ้นมาเลยทีเดียว

LAO DOG (179 บาท) ฮอทดอกหมันโถวทอดไส้กั่ว ซิกเนอเจอร์เมนูที่ต้องลิ้มลอง เป็นเมนูที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจจากหมันโถวทอดสไตล์ไต้หวันที่หอมกลิ่นนมเนย กินคู่กับใส้กั๋วสูตรพิเศษ จานนี้รสชาติโดดเด่นลงตัว มีเอกลักษณ์ของใส้อั่วและใส้กรอกอีสาน ซึ่งเชฟได้รับการถ่ายทอดสูตรลับมาจากของคุณแม่ เคียงด้วยแจ่วมะเขือเทศ  

พลาดไม่ได้กับเมนู BLACK ANGUS 4-5 MB PLA RA KHAO PHAD JEOW BONG (279 บาท) ข้าวผัดแจ่วบองเนื้อแบล็คแองกัสย่างปลาร้า ไข่ดองนํ้าปลา สัมผัสความหอมละมุนของสมุนไพรจากแจ่วปลาร้าบองลาวที่นำมาผัดคลุกเคล้ากันอย่างลงตัว เสิร์ฟกับเนื้อแบล็คแองกัส ย่างปลาร้าที่นุ่นกำลังพอดีและไข่ดองนํ้าปลา

KLONG PHAI CHILLI CHICKEN (389 บาท) ไก่คลองไผ่อบพริกเหลืองครึ่งตัวที่ชุ่มฉ่ำกำลังดี ผ่านการหมักด้วยน้ำหมักพริกเหลืองและสมุนไพรไทย อาทิ ตะไคร้ น้ำมะขาม รากผักชี กระเทียม ให้รสสไลต์ไก่พิริพิริ กินคู่กับซอส Chimichurri กับหอมแขกดองบีทรูทที่หวานหอมและน้ำจิ้มสูตรพิเศษของ Monkey Pod

ผ่อนคลายกับเมนูขนมหวานและเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่ให้ทั้งความสดชื่นและดีต่อสุขภาพ อาทิ BLOODY MARY MOCKTAIL, TROPICAL SPICE, Detox Detox, Monkey Planet, Monkey Lemonade, Monkey Spritzer ต่อที่ไอศกรีมนม ซอสส้มซ่า ราดด้วยซอสโหระพา รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน สัมผัสความความสดชื่นและผ่อนคลายน้ำมันหอมละเหยจากใบโหระพา ปิดท้ายมื้อนี้ด้วย ไอศกรีมนมทอดสูตรพิเศษของ Monkey Pod เสริฟ์คู่กับสับปะรดภูเก็ตที่ย่างจนหอมกลิ่นคาราเมล และคัมโบเม็ดมะม่วง

อยากรู้ว่าอาหารอีสานสไตล์ตะวันตกอร่อยแค่ไหน ไปกันได้ที่ร้าน Monkey Pod เปิดบริการเวลา 11.00–20.00 น. ติดต่อสอบถามที่ 02-115-9830 หรือ https://www.facebook.com/Monkeypodbkk หรือ Line Official account (@monkey_pod) 

อูโนมาส เนรมิตความอร่อยแบบจัดเต็มถึงหน้าบ้าน ด้วยเมนู “อูโนมาส บรั้นช์ เดลิเวอรี่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/642992

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 12:12 น.อูโนมาส เนรมิตความอร่อยแบบจัดเต็มถึงหน้าบ้าน ด้วยเมนู "อูโนมาส บรั้นช์ เดลิเวอรี่"ห้องอาหารอูโนมาส เสิร์ฟความอร่อยสไตล์สเปนเน้นๆ ให้คุณถึงบ้าน กับเมนู “อูโนมาส บรั้นช์ เดลิเวอรี่”

โฮล่า ห้องอาหารอูโนมาส เนรมิตความอร่อยแบบจัดเต็มให้คุณได้สัมผัสรสชาติความอร่อยในสไตล์สเปนแบบแท้ๆ ถึงบ้าน กับเมนู “อูโนมาส บรั้นช์ เดลิเวอรี่” ที่พร้อมให้บริการส่งตรงถึงบ้าน โดยครั้งนี้ได้รวบรวมบรรดาเหล่าซีฟู้ดสดใหม่คุณภาพพรีเมียมนานาชนิด อาทิ ก้ามปูอลาสก้าเนื้อหวาน กุ้งล็อบสเตอร์แคนาเดียน (1 ชิ้นต่อ 1 ท่าน) กุ้งลายเสือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กั้ง ปลาแซลมอนรมควัน ทานพร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บ รวมถึงหลากหลายเมนูทาปาสต่างๆ ให้เลือกอร่อยได้ตามใจชอบ

นอกจากนี้ ยังมีขนมปังอบเนย บาแก็ต ขนมปังแท่งยาวๆ จากเมืองปารีส พร้อมเสิร์ฟให้ทุกท่านได้ลิ้มรส รวมทั้ง เปอติฟูร์ ขนมชิ้นเล็กๆ ขนาดพอดีคำ สัมผัสรสชาติและวัฒนธรรมของชาวสเปนแบบนี้ไดในราคาเพียง 7,999 บาทถ้วนต่อ 2 ท่าน เสิร์ฟมาพร้อมเครื่องดื่มสุดพรีเมียม ขนาดจุ 0.75 ลิตร หรือราคาเพียง 15,555 บาทถ้วนต่อ 4 ท่าน เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มสุดพรีเมียม ขนาดจุ 1.5 ลิตร

ทั้งนี้ ขอให้ทุกท่านไว้ใจในการปรุงที่พิถีพิถัน ทั้งความสะอาด ปลอดภัย ใส่ใจ และห่วงใย เราขอการันตีด้วยประกาศนียบัตรโรงแรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA (Amazing Thailand Safety and Health Administration) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้งอิ่ม ทั้งฟิน ปลอดภัยกับอาหารมากมายพร้อมส่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้

สำหรับใครที่อยากลิ้มลองที่กล่าวมา กรุณาสั่งก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน มีบริการส่งทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00-19.30 น. (ส่งฟรี 10 กม.แรก กิโลเมตรถัดไป 20 บาทต่อกิโลเมตร) สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2100-1234 ต่อ 5988 หรืออีเมล : diningcgcw@chr.co.th หรือสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ www.unomasbangkok.com

สั่งอาหารญี่ปุ่นจากห้องอาหารที่ได้รับมิชลิน เพลท จากมิชลิน ไกด์ ไปกินที่บ้านได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/642912

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 09:58 น.สั่งอาหารญี่ปุ่นจากห้องอาหารที่ได้รับมิชลิน เพลท จากมิชลิน ไกด์ ไปกินที่บ้านได้แล้วแนะนำรายการอาหารญี่ปุ่นรสชาติต้นตำรับในเมนูอาหารสั่งกลับบ้าน ให้ทุกท่านได้มีโอกาสรับประทานอาหารญี่ปุ่นจากห้องอาหารยามาซาโตะ ห้องอาหารที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’ (MICHELIN Plate) จาก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ประจำปี 2564 ที่บ้านได้แล้ว

เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัว (Master Chef) ประจำห้องอาหาร ยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) แนะนำรายการอาหารญี่ปุ่นรสชาติต้นตำรับในเมนูอาหารสั่งกลับบ้านที่ล้วนเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นยอดนิยม ให้ทุกท่านได้มีโอกาสรับประทานอาหารญี่ปุ่นจาก ห้องอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’ (MICHELIN Plate) จาก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2564 ที่บ้านของตนเอง

เมนูอาหารสั่งกลับบ้านนั้นประกอบไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดจัดเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ สลัดแบบญี่ปุ่น ข้าวห่อสาหร่าย อาหารประเภทย่าง อาหารประเภททอด อาหารประเภทข้าว อาหารย่างบนเตาร้อนแบบเทปปันยากิ เบนโตะ (Bento) และดงบุริ (Donburi) โดยเชฟฮางิวาระได้คัดเลือกแต่อาหารญี่ปุ่นจานเด่นที่ทุกท่านชื่นชอบและยังคงรสชาติอร่อยถูกปากเมื่อนำกลับไปรับประทานที่บ้าน

อาทิ ปลาไหลราดย่างด้วยซอสสูตรพิเศษรสชาติกลมกล่อม (Unagikabayaki) เสิร์ฟพร้อมกับข้าว สลัดผัก ไข่หวานญี่ปุ่น ผักดองแบบญี่ปุ่น และซุปผักรวม ราคา 1,000 บาท คาคิฟราย (Kaki Fry) หรือหอยนางรมชุบเกล็ดขนมปังทอด ที่เชฟคัดสรรแต่หอยนางรมสด ๆ ตัวโตมาชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอดจนกรอบนอกนุ่มในเป็นเอกลักษณ์ ราคา 400 บาท ส่วนซูวาอิ คานิ สลัด (Zuwai Kani Salad) เป็นสลัดผักสดที่มีเนื้อปูหิมะที่ไม่เพียงแค่มีรสชาติหอมหวานแต่ยังมีรสสัมผัสนิ่มนวลมาเพิ่มความโดดเด่นให้กับอาหารจานนี้ ราคา 600 บาท นอกจากนั้นยังมีข้าวห่อสาหร่ายไส้กุ้งเทมปุระ (Ebiten Maki Roll) ราคา 400 บาท

ปลาหิมะย่างซอสเทอริยากิ (Ginmutsu Teriyaki) ปลาหิมะเนื้อหนานุ่มย่างด้วยซอสเทอริยากิสูตรพิเศษของห้องอาหารยามาซาโตะรสชาติอร่อยกลมกล่อม ราคา 750 บาท ส่วนอาหารจานพิเศษที่พลาดไม่ได้ คือ สเต็กเนื้อซัทซึมะ (Satsuma) ที่เชฟเลือกใช้เนื้อวากิวชั้นดีคัดพิเศษจากจังหวัดคาโงะชิมะ (Kagoshima) มาย่างให้สุกตามที่ต้องการบนเตาร้อนแบบเทปปันยากิ ราคา 2,700 บาท

ส่วนเมนูเบนโตะและดงบุริ ประกอบไปด้วยอาหารน่ารับประทานหลายรายการ อาทิ ยามาซาโตะเบนโตะ (Yamazato bento) ซึ่งเป็นอาหารชุดสุดคุ้มค่าและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการราคาเพียง 600 บาท ประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยแบบญี่ปุ่น ไข่ม้วนญี่ปุ่น กุ้งเทมปุระ ถั่วแระญี่ปุ่น ลูกชิ้นปลาญี่ปุ่น ไก่ทอดแบบญี่ปุ่น มันญี่ปุ่น ปลาซัมมะตุ๋น สลัดมันฝรั่ง ผักตุ๋นแบบญี่ปุ่น ข้าวโรยหน้าด้วยผงปรุงรสแบบญี่ปุ่น ผักดอง และ ซุปมิโซะนอกจากนั้นยังมี เบนโตะหมูผัดขิงสไตล์ญี่ปุ่น (stir-fried ginger pork bento) ราคา 500 บาท ส่วนรายการอาหารในเมนูดงบุริ อาหารแนะนำได้แก่ ข้าวหน้าปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน (salmon & salmon roe donburi) ราคา 700 บาท, ข้าวหน้าปลาไหลย่าง (grilled eel donburi) ราคา 650 บาท และ ข้าวหน้าหมูทอดทงคัตสึ (pork loin cutlet donburi) ราคา 450 บาท และ อื่น ๆ อีกหลายรายการ

เมนูอาหารสั่งกลับบ้าน ราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท และรับส่วนลดพิเศษ 30% ทันทีเมื่อทำการสั่งอาหารโดยตรงกับทางโรงแรม (ยกเว้นเมนูเบนโตะและดงบุริ) โดยสามารถสั่งอาหารได้ทุกวันระหว่างเวลา 11:30 น. ถึง 14:00 น. และ 17:00 น. ถึง 21:00 น. ที่ห้องอาหารยามาซาโตะ โทรศัพท์ 02-687-9000 อีเมล yamazato@okurabangkok.com หรือ ส่งข้อความเข้ามาที่เพจ The Okura Prestige Bangkok ส่วนบริการเดลิเวอรี่นั้น จะใช้บริการผ่าน Line Man โดยค่าบริการจัดส่งจะถูกเรียกเก็บปลายทางตามที่ Line Man กำหนด

ขนมปังแสนอร่อยจากห้องอาหารระดับมิชลิน 1 ดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/642583

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 09:40 น.ขนมปังแสนอร่อยจากห้องอาหารระดับมิชลิน 1 ดาวเปิดกล่องขนมปังเอเลเมนท์ ขนมปังสุดพิเศษเสิร์ฟอุ่นจากเตาสดใหม่ทุกวัน กับหลากหลายอารมณ์ความอร่อยระดับมิชลิน 1 ดาว

ครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ขอแนะนำกล่องขนมปังพิเศษจากโรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจกรุงเทพฯ ที่ประกอบไปด้วยขนมปังแสนอร่อย 3 ชนิด ปกติให้บริการที่ห้องอาหารเอเลเมนท์ ห้องอาหารระดับมิชลิน 1 ดาวเท่านั้น โดยเปิดรับจองล่วงหน้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภายในกล่องขนมปังเอเลเมนท์ 1 กล่อง ประกอบด้วยขนมปัง 6 ชิ้น สนนราคากล่องละ 390 บาท ประกอบไปด้วย Brioche feuilletée 2 ชิ้น ขนมปังที่มีเนื้อเป็นชั้นๆ กรอบนอกและนุ่มชุ่มฉ่ำเนยด้านใน ให้เนื้อสัมผัสเหมือนครัวซองต์ อร่อยกันต่อกับ Soba baguette 2 ชิ้น ขนมปังบาแก็ทสูตรพิเศษที่เชฟใช้แป้งบัควีทที่ชาวญี่ปุ่นใช้ทำเส้นโซบะมาเป็นส่วนประกอบทดแทนแป้งที่ใช้ทำขนมปังทั่วไป จึงได้ขนมปังฝรั่งเศสที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นแสนอร่อยอย่างลงตัว

ต่อกันที่ Goma charcoal soft bun 2 ชิ้น ขนมปังสีดำที่เนื้อขนมปังมีส่วนผสมของผงงาดำและผงชาโคลนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นและนมฮอกไกโด โรยหน้าด้วยปังโกะ หรือเกล็ดขนมปังญี่ปุ่นผสมกับงาขาว นอกจากนั้น ยังมีเนยโฮมเมดของห้องอาหารเอเลเมนท์ 2 ชนิด ได้แก่ เนยเค็มสูตรพิเศษของเอเลเมนท์ และเนยผสมมิโซะรมควันและสาหร่ายญี่ปุ่นให้รสชาติแบบฝรั่งเศสแต่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว

สำหรับใครที่อยากลิ้มลองความอร่อยของขนมปังแบบนี้ สามารถสั่งจองกล่องขนมปังเอเลเมนท์ที่แผนกอาหารและเครื่องดื่ม โทร. 02 687 9000 หรืออีเมล fbreservations@okurabangkok.com โดยต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และรับกล่องขนมปังเอเลมนท์ได้ที่ ร้านขนมลา พาทิสเซอร์รี ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ฝั่งอาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ เปิดให้บริการวันจันทร์–วันศุกร์ เวลา 07.00–19.00 น. สามารถนัดรับกล่องขนมปังเอเลมนท์ ในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ได้ที่ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ (Up & Above Restaurant)

พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบกับโปรแพ็กเกจสุดพิเศษต้อนรับปี 2564 Centara “The Place to be” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/642498

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 08:20 น.พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบกับโปรแพ็กเกจสุดพิเศษต้อนรับปี 2564 Centara “The Place to be"สร้างรอยยิ้มและความประทับใจไปกับข้อเสนอสุดคุ้ม Centara มอบแพ็กเกจใหม่สุดพิเศษต้อนรับปี 2564 “The Place to be” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชวนทุกท่านมาพักผ่อนใจกลางเมืองกรุงเทพฯ พร้อมรับโปรโมชั่นสุดพิเศษ โปรแรกของปี 2564 Centara “The Place to be” เพื่อให้คุณได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ และใช้ช่วงเวลาผ่อนคลายกับครอบครัวและคนที่คุณรักเติมเต็มความรักความอบอุ่นให้แก่กัน ร่วมสร้างรอยยิ้มและความประทับใจไปกับข้อเสนอสุดคุ้ม ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2564 จองและรับสิทธิพิเศษทันทีที่เข้าพัก

  • ฟรี เครดิตมูลค่า 1,400 บาท/คืน เพื่อใช้จ่ายในโรงแรมระหว่างที่เข้าพัก
  • ฟรี เช็คอินก่อนเวลา และเช็คเอาท์ล่วงเวลา (สำหรับการเข้าพักในวันอาทิตย์ – พฤหัสบดี) (ขึ้นอยู่กับอัตราห้องว่าง ณ ขณะนั้น)
  • ฟรี ฟรีอินเตอร์เน็ตไร้สาย Wi-Fi
  • ฟรี เด็กๆ 2 คนพักฟรี

พิเศษ!! เที่ยวสบายจ่ายน้อยลงด้วย “เราเที่ยวด้วยกัน” รับส่วนลดเพิ่มอีก 40% ด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. เช็ควันและราคาห้องพักที่ >> https://www.centarahotelsresorts.com/centaragrand/cgcw/

2. จองห้องพักผ่านแผนกสำรองห้องพักเบอร์โทรศัพท์ 02 100 1234 ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันก่อนเข้าพัก

กรุณาระบุกับเจ้าหน้าที่ขอใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน พร้อมแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

  • เลขประจำตัวประชาชน (4 หลักสุดท้าย)
  • เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ลงทะเบียนกับโครงการเราที่ยวด้วยกัน
  • เมื่อได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปฯเป๋าตังค์ กรุณาชำระเงินภายใน 24 ชั่วโมงบนแอปฯ เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ์ “เราเที่ยวด้วยกัน”

3. แสดงหน้าคูปองที่พักในแอปฯเป๋าตังกับเจ้าหน้าที่ เมื่อทำการเช็คอิน

** จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2564

ผู้นำด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย

เที่ยวอย่างปลอดภัย มั่นใจด้วย โปรแกรม เซ็นทารา คอมพลีท แคร์ (Centara Complete Care) จะทำให้ทุกท่านมั่นใจถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุดในทุกการเดินทาง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ มุ่งมั่นมอบการบริการที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดสำหรับทุกครอบครัว

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ โทร. 0-2100-1234 ต่อ 6759 – 6763 หรืออีเมล์: cgcwreservation@chr.co.th

เป้าหมายประเทศไทย ลดบริโภคโซเดียมให้ได้ 30% ภายในปี 68 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645311

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 09:30 น.เป้าหมายประเทศไทย ลดบริโภคโซเดียมให้ได้ 30% ภายในปี 68พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม สะท้อนงานวิจัยชี้ชัดคนไทยกินเค็มเกิน 2 เท่า หลายหน่วยงานร่วมมือตั้งเป้าให้คนไทยลดเค็ม เตรียมจัดกิจกรรมวันไตโลก ประจำปี 64 รับคำขวัญ “ไตวายไม่ตายไว แค่ปรับใจและปรับตัว” กระตุ้นเตือนก่อนสาย

จากผลงานวิจัยล่าสุดในปี 2564 ซึ่งได้รับการพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ตีแผ่พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม (เกลือ) เฉลี่ยสูงที่สุดในภาคใต้, ภาคกลาง, ภาคเหนือ, กรุงเทพมหานคร และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวันหรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา

ทำให้สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายลดบริโภคเค็มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเน้นความสำคัญของการทำความเข้าใจและการปรับทัศนคติการใช้ชีวิตในการอยู่ร่วมกับโรคไต ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต ต้องระมัดระวังตนเองให้มากขึ้น ดังนั้น การจัดกิจกรรมวันไตโลก ประจำปี 2564 ในปีนี้ จึงเป็นที่มาของคำขวัญ “ไตวายไม่ตายไว แค่ปรับใจและปรับตัว” โดยกิจกรรมวันไตโลกจะจัดในรูปแบบออนไลน์ ผ่าน FACEBOOK LIVE ของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 13.30 น. เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงการบริโภครสเค็มของคนไทย รวมถึงพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นทุกปี ถึงแม้ว่าในปี 2564 จะมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ก็ตาม แต่จำนวนผู้ป่วยโรคไตของประเทศไทยในปัจจุบัน มีผู้ป่วยเกิดจากการรับประทานเค็ม ทำให้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 11.5 ล้านคนและโรคไตทะลุถึง 8 ล้านคน ทำให้เป็นปัญหาสาธารณสุขของชาติและประเทศไทยจะต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัด จึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10 โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน, ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 3,316 มก./วัน ตามลำดับ

ทางทีมวิจัยยังพบว่า ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูง น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการบริโภคโซเดียมมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสรุปแล้ว คนไทยบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึงเกือบ 2 เท่า (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม) การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกในประเทศไทยที่ใช้วิธีสำรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นประโยชน์มากต่อการเปรียบเทียบข้อมูลการบริโภคโซเดียมของคนไทยในอนาคต

3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645029

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 07:40 น.3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ฟิตแอนด์เฟิร์มต้อนรับวาเลนไทน์ ด้วย 3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์

เดือนแห่งความรัก เทศกาลของการออกเดท ที่ใครๆ ก็อยากใส่ชุดสวย แต่ติดตรงที่ว่า ขาก็ใหญ่ พุงก็ยื่น ปัญหาใหญ่ของสาวๆ หลายคน กว่าจะออกจากบ้านได้แต่ละทีก็เลือกชุดแล้วเลือกชุดอีก บางคนก็ไม่ได้อ้วนหรือมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินแต่กลับมีปัญหาเรื่องสัดส่วนแทน ทั้งหน้าท้องและต้นขา พอสูญเสียความมั่นใจในรูปร่างแล้วก็ส่งผลให้หมดความมั่นใจในตัวเองไปด้วย ดังนั้นวันนี้ Celebrity Fitness ฟิตเนสของคนเฟียร์ซๆ จะขอแนะนำ 3 ท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คุณฟิตแอนด์เฟิร์มลดทั้งต้นขาและหน้าท้องไปพร้อมๆ กัน ต้อนรับวันวาเลนไทน์ ออกเดทได้อย่างมั่นใจกว่าเดิม

1. Knee to elbow crunches ยืนกางขาเล็กน้อย มือประสานกันที่ท้ายทอย ยกเข่าขึ้น เข่าขวาชิดศอกซ้าย เข่าซ้ายชิดศอกขวา ทำสลับกันสองข้าง ซ้ายขวานับเป็นหนึ่งครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้งพัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3-4 เซ็ต

2. Standing oblique crunch ยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อยแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้างประสานกันที่ท้ายทอย จากนั้นงอลำตัวด้านข้างโดยใช้กล้ามเนื้อบริเวณ oblique หรือท้องด้านข้าง พร้อมกับดึงเข่าเข้ามาหาศอกให้ศอกซ้ายแตะหัวเข่าซ้าย ศอกขวาแตะเข่าขวา ทำสลับกันทั้งสองข้าง ซ้ายขวานับเป็นหนึ่งครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้ง พัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3-4 เซ็ต

3. Backward lunge ยืนตัวตรง ถอยขาซ้ายไปด้านหลัง จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นมาแล้วก้าวไปข้างหน้า ทำแบบนี้ข้างละ 15-20 ครั้ง แล้วสลับข้าง นับเป็น 1 เซ็ต พัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3 เซ็ต

ซึ่งถ้าหากคุณทำทั้ง 3 ท่าเป็นประจำ แล้วอย่าลืมเพิ่มเติมการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออีกสักหน่อย ก็จะช่วยให้คุณฟิตแอนด์เฟิร์มได้ง่ายๆ พร้อมแต่งตัวอย่างมั่นใจออกไปเดทในวันวาเลนไทน์ หรือถ้าหากใครอยากมีเพื่อนออกกำลังกาย มาออกสตาร์ทพร้อมกันที่ Celebrity Fitness รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/CelebrityFitnessThailand

ควันธูป ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอดเทียบเท่าควันบุหรี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644712

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 07:30 น.ควันธูป ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอดเทียบเท่าควันบุหรี่แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา เตือนตรุษจีน “จุดธูป-จุดประทัด-เผากระดาษเงิน กระดาษทอง” ปัจจัยก่อมะเร็งเทียบเท่าควันบุหรี่ แนะกลุ่มเสี่ยง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ควรระวังและป้องกันตัวเอง

เทศกาลตรุษจีน ถือว่าเป็นเทศกาลสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่จะต้องทำพิธีบูชาเทพเจ้าและแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งตามธรรมเนียมจะมีการจุดธูป เผากระดาษเงิน กระดาษทอง และการจุดประทัด แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดควันที่มีสารมลพิษ และมีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งปอดไม่แตกต่างจากควันบุหรี่

นายแพทย์ธเนศ เดชศักดิพล อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า การสูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการเกิดโรคมะเร็งปอด แต่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่จะมีการจุดธูป จุดประทัดและเผากระดาษเงิน กระดาษทองกันจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงเทียบเท่ากับควันบุหรี่เช่นกัน

เนื่องจากการเผาไหม้ของควันธูป ประทัด และกระดาษจะทำให้เกิดอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ประกอบกับในธูปยังพบสารก่อมะเร็งมากถึง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ผู้ที่ได้รับสัมผัสเป็นเวลานานจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอดได้ นอกจากนี้ยังมีสารที่เป็นมลพิษอื่น ๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ผู้ที่สูดดมเข้าไปจะเกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ เกิดการจาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก ปวดศีรษะ หรือแม้แต่ควันธูปเข้าตาก็อาจทำให้แสบตา น้ำตาไหลได้

ถึงแม้งานวิจัยทั่วไปจะระบุไว้ว่า ต้องมีการสัมผัสหรือสูดดมเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน 10 ปี แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม  ระบบการระบายอากาศในสถานที่จุดธูป ประทัด และเผากระดาษ หากระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดี ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อมีการจุดธูป ประทัด หรือเผากระดาษ ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด โรคถุงลมโป่งพอง หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เพราะบุคคลกลุ่มนี้มีกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายไม่เหมือนปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการผิดปกติได้มากกว่าในกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี

“การทำพิธีต่าง ๆ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน เพราะฉะนั้นอยากจะแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการจุดธูปในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หันมาใช้ธูปที่มีขนาดสั้นลง ดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น ก็จะช่วยลดโอกาสสัมผัสหรือสูดดมในระยะเวลานานได้ นอกจากนี้ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการรับฝุ่นควันโดยตรง ” นายแพทย์ธเนศ กล่าว

Low fat – Low carb เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644703

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 09:44 น.Low fat - Low carb เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน?“อาหารโลว์แฟต” ไขมันต่ำที่มีพืชผักเป็นหลัก (Low fat-plant based diet) หรือ “อาหารโลว์คาร์บ” แป้งต่ำมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Low carb-animal based diet) เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน?

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องอาหารโลว์แฟตเทียบกับอาหารโลว์คาร์บ ใน Dr.Winai Dahlan ดังนี้  

ถกเถียงกันมานานว่าในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาหวานประเภทที่สอง ซึ่งมักมีปัญหาน้ำหนักตัวสูงมาก่อน จะเลือกใช้ “อาหารโลว์แฟต” หรืออาหารไขมันต่ำที่มีพืชผักเป็นหลัก (Low fat-plant based diet หรือ LFPB) หรือ “อาหารโลว์คาร์บ” แป้งต่ำมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Low carb-animal based diet หรือ LCAB) อย่างไหนดีกว่ากัน

หากเป็นยุคก่อน ข้อแนะนำคือ ให้เลือกบริโภคอาหารไขมันต่ำเพื่อหาทางลดน้ำหนักตัวลง เพราะอาหารไขมันคือศัตรูตัวฉกาจของคนอ้วนลดไขมันลงแล้วทดแทนพลังงานที่ขาดไปด้วยอาหารที่เป็นพืชผักรวมทั้งธัญพืช ทำให้สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธัญพืชเพิ่มขึ้น

มาถึงยุคใหม่ ข้อแนะนำเปลี่ยนแปลงไป โดยแนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารประเภทแป้งลง เพราะรู้ว่าอาหารประเภทแป้งเป็นตัวกระตุ้นฮอร์โมนอินสุลิน และอินสุลินคือปัญหาของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อาหารที่แนะนำจึงเป็นอาหาร “โลว์คาร์บ” พลังงานจากแป้งที่ลดลงทดแทนด้วยเนื้อสัตว์ซึ่งมักมีไขมันและโปรตีนสูง อาหารประเภทนี้นิยมบริโภคกันมากในระยะหลัง อาหารทั้งสองประเภทนี้ต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากอยากรู้ว่าอย่างไหนดีกว่ากันจำเป็นต้องทำการวิจัยทดลองทางคลินิก

ศ.นพ.เควิน ดี ฮอลล์ (Kevin D Hall) สถาบันแห่งชาติด้านเบาหวานและโรคระบบย่อยอาหารและไต (National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases) เมืองเบเธสดา รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และทีมงานทำการศึกษาเปรียบเทียบอาหารทั้งสองกลุ่มนี้จากนั้นนำผลงานออกมาตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine เดือนมกราคม ค.ศ.2021 ที่ผ่านมานี้เอง เราลองไปดูกัน

อาหารไขมันต่ำ หรือ LFPB มีพลังงานจากไขมัน 10.3% ขณะที่พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 75.2% ส่วนอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ เนื้อสัตว์เป็นหลักหรือ LCAB ได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเพียง 10% ในขณะที่พลังงานที่มาจากไขมันมีมากถึง 75.8% อาหารทั้งสองกลุ่มมีพลังงานจากโปรตีนเท่ากันคือ 14%

อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองมีจำนวน 20 คนเป็นชาย 11 คน หญิง 9 คน ไม่มีปัญหาเบาหวาน ให้ทั้งสองกลุ่มเลือกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนาน 2 สัปดาห์จากนั้นจึงสลับไปกินอาหารอีกชนิดหนึ่งนาน 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงกินอาหารไขมันต่ำหรือ LFPB คนกลุ่มนี้กินอาหารได้รับพลังงานต่ำกว่ากลุ่ม LCAB 550-700 กิโลแคลอรีต่อวัน โดยไม่ได้รู้สึกหิวมากขึ้น แต่แม้จะได้พลังงานน้อยกว่าทว่ามีระดับอินสุลินและน้ำตาลในเลือดสูงกว่า

ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักตัวลดลง แต่กลุ่ม LCAB หรือโลว์คาร์บ มีการสะสมไขมันในร่างกายมากกว่า ทีมวิจัยไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าอาหารกลุ่มไหนดีกว่ากลุ่มไหน แต่ดูจากผลการทดลอง ในกรณีผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการลดน้ำตาลและอินสุลินในเลือดลง การเลือกอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ LCAB ให้ผลดีกว่า ทว่า ต้องระวังเรื่องการสะสมไขมันในร่างกายไว้หน่อย อาจใช้วิธีเพิ่มโปรตีนขึ้นจาก 14% เป็น 20% ซึ่งอาจช่วยให้การสะสมไขมันในร่างกายไม่สูงเกินไป น่าเสียดายที่งานทดลองนี้ไม่มีการศึกษาผลของอาหารโปรตีนสูงพร้อมกันไปด้วย

How to การรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644666

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 07:01 น. How to การรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก Covid-19 และวิธีรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิว

ในช่วงที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 นั้น ควรระวังเรื่องการสัมผัสกับสิ่งของต่างๆ รอบตัว เช่น มือจับประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ รวมทั้งการรักษาความสะอาดมืออย่างสม่ำเสมอ แต่ทุกครั้งของการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์นั้น ยิ่งล้าง ผิวยิ่งแห้ง เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปลดแรงตึงผิว ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว ผิวจึงขาดสมดุล แห้ง เหี่ยว และลอกได้ง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้การเสพข่าวสถานการณ์ Covid-19 ก็เสี่ยงต่อการเกิดความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวจนอาจส่งผลต่ออารมณ์และสุขภาพผิว

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม และแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) แนะนำการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก Covid-19 พร้อมเผยวิธีผ่อนคลายความเครียดว่า ปัจจุบันเรายังต้องดำเนินชีวิตอยู่กับโรคโควิดโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวและหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่าการแพร่กระจายของโควิด-19 นั้นจะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้ออย่างน้ำมูก น้ำลาย ละอองฝอยจากการไอ จาม โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปาก และตา ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อย่างน้อย 1 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยให้ครอบคลุมบริเวณจมูกและปาก สำคัญก็คือการหมั่นล้างและทำความสะอาดบริเวณฝ่ามืออยู่เสมอ หลังจากสัมผัส หยิบจับ สิ่งของต่างๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณตา จมูกและปาก

ดังนั้น การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์จึงมีความสำคัญมากที่จะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกและเชื้อไวรัสที่ติดบนฝ่ามือเราได้ โดยสามารถใช้เทคนิคการล้างมือ 7 ลำดับเพื่อช่วยป้องกันไวรัสโควิด-19 ดังนี้ เริ่มจากการถูฝ่ามือ ถัดมาถูหลังมือ ต่อมาประกบฝ่ามือแล้วถูซอกนิ้ว ขัดหลังนิ้ว ขัดถูนิ้วโป้ง ขัดฝ่ามือด้วยปลายนิ้ว และถูรอบข้อมือ ขั้นตอนการล้างมือดังกล่าวควรใช้เวลาล้างไม่ต่ำกว่า 20 วินาที หากใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ก็สามารถใช้วิธีเดียวกันแล้วรอให้แอลกอฮอล์แห้งจึงจะถือว่าฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ต้องเช็ดเจลออกขณะเปียก และแอลกอฮอล์ที่ใช้ต้องเป็น เอทิลแอลกอฮอล์ หรือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ขึ้นไป แต่ต้องระวังขณะใช้ไม่ควรอยู่ใกล้เปลวไฟ

การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ เป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ดี แต่อาจส่งผลกระทบต่อผิวมือได้ เพราะเมื่อแอลกอฮอล์ระเหยไปจะดูดความชุ่มชื้นจากผิวมือไปด้วย ส่วนการล้างมือด้วยน้ำสบู่ก็สามารถชะล้างน้ำมันเคลือบผิวออกไปทำให้ผิวแห้งได้ หลังจากการใช้เจลแอลกอฮอล์หรือล้างมือด้วยสบู่ ควรเพิ่มขั้นตอนการบำรุงดูแลผิวมือด้วยแฮนด์ครีมหลังการล้างมือทุกครั้ง เพื่อเติมความชุ่มชื้น ป้องกันผิวมือไม่ให้แห้งกร้าน รวมถึงการนวดบริหารมือหลังทาแฮนด์ครีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตด้วย

นอกจากนี้ การรับข้อมูลข่าวสารเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความเครียดได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผิวหรืออาการ “ผิวเครียด” เป็นโรคทางจิตวิทยาผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Psychodermatology เกิดจากสภาวะของจิตใจหรือความเครียดที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพของผิวพรรณ หรืออธิบายอย่างง่ายๆ คือความเครียดไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมามากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล ส่งผลเสียต่อกระบวนการทำงานของร่างกายและผิวพรรณ อย่างเช่น มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง ส่งผลให้ผิวหนังเกิดเป็นผื่น ระคายเคือง เป็นสิว ติดเชื้อได้ง่าย และยังกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanin) ทำให้หน้าหมอง ฝ้า กระ เข้มขึ้นได้ อีกทั้งยังส่งผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาวโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย หย่อนคล้อยได้ง่ายอีกด้วย

สำหรับวิธีรับมือกับความเครียดนั้น ควรเริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อนแล้วลองวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียดนั้น เพื่อหาแนวทางจัดการอย่างเหมาะสม หาวิธีผ่อนคลายตามแบบที่ตัวเองชอบ อย่างเช่น การใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) ดนตรีบำบัด นั่งสมาธิสวดมนต์ ออกกำลังกายเบาๆ ดูหนัง ฟังเพลง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ส่วนวิธีการสังเกตุตัวเองง่ายๆ ว่าเราติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่นั้น สังเกตได้จากการมีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการไอแห้ง อ่อนเพลีย สูญเสียความสามารถในการรับรสและกลิ่น โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 5-6 วัน แต่ก็อาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการก็ได้ แต่หากมีอาการไอเพียงอย่างเดียว จะมีสาเหตุมาจากฝุ่นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ