การแพทย์วิถีใหม่กับทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628983

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 13:35 น.การแพทย์วิถีใหม่กับทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ทางเลือกการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตามแบบฉบับการแพทย์วิถีใหม่ ปรับรูปแบบการบริหารยา ลดเวลาในโรงพยาบาล ช่วยผู้ป่วยลดความวิตกกังวลในยุค COVID-19

จะดีแค่ไหน ถ้าผู้ป่วยมะเร็งมีทางเลือกในการรักษามากขึ้นในช่วงเวลาที่ใครๆ ก็ไม่อยากมาโรงพยาบาล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) การปรับตัวให้ทันท่วงทีของผู้คนธุรกิจและอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตและความอยู่รอดปลอดภัยโดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมการแพทย์

หนึ่งในการปรับตัวทางด้านวิทยาการทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คือการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งถือเป็นการแพทย์วิถีใหม่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้งการลดช่วงเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และบรรเทาความกังวลให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ต้องมาโรงพยาบาล

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เผย การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลโดยตรงถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานหนักขึ้น แนวปฏิบัติสำหรับการแพทย์วิถีใหม่ที่เราควรนำมาใช้มี 3 ประเด็นคือ

  1. การจัดลำดับความเร่งด่วนในการรักษาหรือต้องมาพบแพทย์เพื่อลดจำนวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาล
  2. การปรับวิธีการให้ยาให้สะดวกทั้งแพทย์และพยาบาลเพื่อลดเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลให้น้อยที่สุด
  3. การปรับการดูแลผู้ป่วยนอกด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้คำปรึกษาและรักษามากขึ้น เช่น การทำเทเลเมดิซีน

ในภาวะที่โรงพยาบาลมีทรัพยากรด้านบุคคลากรทางการแพทย์ที่จำกัด การรักษาด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสหรือติดเชื้อไวรัส แต่ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลามากขึ้นในแง่ของการปฏิบัติการ เพื่อดูแลผู้ป่วยรายอื่นๆ ทั้งยังลดจำนวนการใช้เตียงและความแออัดในโรงพยาบาลลงด้วย

สมาคมมะเร็งวิทยาแห่งยุโรป (ESMO) ยังแนะนำแพทย์มะเร็งทั่วโลกให้เตรียมพร้อมรับมือกับวิถีการรักษาแบบใหม่ ที่รวมไปถึงการทำเทเลเมดิซีนในการดูแลอาการและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดจำนวนครั้งในการมาที่โรงพยาบาล และหากเป็นไปได้ แพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาเปลี่ยนวิธีการรักษาเป็นการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง หรือยาชนิดรับประทาน แทนการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ

การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง คือการฉีดยาระหว่างชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้ใช้ระยะเวลาในการรักษาแต่ละครั้งที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ทั้งยังมีผลการศึกษาทางการแพทย์ในผู้ป่วยมะเร็งที่ยืนยันว่าการรักษาโดยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่าการรักษาโดยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ โดยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังสำหรับโรคมะเร็งเต้านม ใช้เวลาเพียง 3.3 นาทีต่อครั้ง ในขณะที่การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำใช้เวลาในการฉีดยาประมาณ 40-90 นาทีต่อครั้ง

นพ.ชวลิต หล้าคำมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง 1 ปี วิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ช่วยประหยัดเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 13 ชั่วโมงต่อผู้ป่วยหนึ่งคน สำหรับการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งโรคเลือด การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังก็สามารถช่วยลดระยะเวลาในการให้ยาของผู้ป่วยได้มากถึง 74%  

การรักษาด้วยวิธีการนี้ใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างจากการให้เคมีบำบัดแบบปกติ คือมีหัวเข็มที่เล็กกว่า ซึ่งช่วยในเรื่องของความคล่องตัวระหว่างการให้ยา และยังช่วยลดความเจ็บปวด รวมไปถึงการลดอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าใต้หลอดเลือดดำด้วย  ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในเมืองไทย และตอบรับกับมาตรการเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยได้เป็นอย่างดีในยุคโควิด-19

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ลี ซู ชิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา จากสถาบันมะเร็ง มหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ (NCIS) เผย ภาระของโรคมะเร็งในสิงคโปร์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น และอุบัติการณ์ที่มากขึ้นของมะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันทำให้ผู้ป่วยสามารถมีอายุที่ยืนยาวยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการที่สูงขึ้นในการดูแลรักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุม เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบาย

ปัจจุบันผู้ป่วยในสิงคโปร์สามารถเลือกรับการรักษาที่ศูนย์พยาบาลใกล้บ้านได้แล้ว โดยการก่อตั้งโครงการ NCIS-on-the-Go ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทางสถาบันมะเร็ง มหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ นำทีมพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งออกให้บริการแก่ผู้ป่วยใกล้บ้าน เช่น การตรวจเลือด การให้ยา รวมถึงยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ตามศูนย์ที่ทางสาธารณสุขกำหนดไว้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลดระยะเวลาการเดินทางมาโรงพยาบาล ในขณะที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ากับการให้บริการภายในโรงพยาบาล นอกจากจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยแล้ว การให้บริการแก่ผู้ป่วยใกล้บ้านยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำสามารถไปรับบริการที่ศูนย์พยาบาลใกล้บ้านของโปรแกรม NCIS-on-the-Go ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ครอบคลุมและทั่วถึง

โปรแกรม NCIS-on-the-Go นี้เกิดขึ้นเพื่อสนองต่อกลยุทธ์การพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีความยั่งยืนของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยในประเทศ โดยเรามีแผนการที่จะเพิ่มสถานที่และขยายตัวเลือกการรักษาในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ยาบางชนิดสำหรับรักษาโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามารถให้ได้ด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตวิถีใหม่สำหรับคนไทยและผู้คนทั่วโลก โดยผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาดังกล่าวได้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านโรงพยาบาล หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.roche.co.th

ชี้เป้าสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยว สุดยอดหมู่บ้าน OTOP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/628965

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 10:45 น.ชี้เป้าสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยว สุดยอดหมู่บ้าน OTOPเฟ้นหาสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท สุดยอดหมู่บ้าน OTOP ททท.จับมือพันธมิตรกว่า 40 องค์กร ร่วมยกระดับแบรนด์ชุมชน ผลักดันการท่องเที่ยวไทยเอาใจคนชอบเที่ยว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตร อาทิ กรมการพัฒนาชุมชน กรมการท่องเที่ยว กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สนง.ส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ บริษัทพีทีทีโกบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน บริษัททัวร์ สมาคมด้านการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำงานด้านชุมชนกว่า 40 องค์กร จัดประกวดสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวชุมชนในระดับประเทศ ขยายผลสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ ส่งเสริมด้านการตลาด สร้างความเชื่อมั่น และสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย เพื่อยกระดับแบรนด์การท่องเที่ยวโดยชุมชน ประเดิมประกาศผล 25 ชุมชนหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท และ 100 ชุมชนหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ภายใต้นโยบายของรัฐที่มุ่งหวังพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ของชาติ ในยามที่ประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในจากการที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด 19

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การจัดประกวดในครั้งนี้นับว่าเป็นการจัดประกวดรางวัลท่องเที่ยวชุมชนครั้งประวัติศาสตร์ที่บูรณาการทำงานร่วมกันจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา กว่า 40 องค์กร จากวันนี้จนถึงเดือนกันยายน 2563 ทุกชุมชนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะเข้าสู่กระบวนการคัดสรรพิจารณาตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และปิดท้ายด้วยการให้นักท่องเที่ยวร่วมโหวตเพื่อให้ได้ผลตัดสินที่เป็นเอกฉันท์รอบด้านครบทุกมิติ รางวัลสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว จึงเป็นรางวัลที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับทุกชุมชนอย่างแท้จริง สำหรับผู้ชนะจากการประกวดครั้งนี้ นอกจากจะได้รับโล่รางวัลแล้วยังจะได้รับการประชาสัมพันธ์ ต่อยอดขยายผลทางการตลาดและขายอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งการขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ระดับโลก Airbnb เป็นต้น

ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่ากิจกรรมการประกวดในครั้งนี้ จะทำให้ชุมชนมีแรงจูงใจในการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมภาพลักษณ์ และยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน สร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวชุมชนได้ทั้งในระดับประเทศ และขยายผลสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติได้อีกด้วย

สำหรับการจัดประกวดสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวในครั้งนี้ มีทั้งหมด 2 ประเภทรางวัล ได้แก่

1. ประเภทสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท มี 5 สาขารางวัล ดังนี้

  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Best Creative Experience)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Best Agro tourism)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวโฮมสเตย์ (Best Homestay)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Best Responsible Tourism)
  • สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวสำหรับจัดกิจกรรมเอาท์ติ้งกลุ่มตลาดองค์กร (Best for Company Outing)

2. ประเภทสุดยอดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว มี 5 สาขารางวัล ดังนี้

  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย
  • หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวกลุ่มผลิตภัณฑ์หลากหลาย

นอกจากนี้ ภายในงานได้ประกาศผลรายชื่อชุมชนที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุด ได้แก่ หมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท จำนวน 25 ชุมชน (แบ่งตามสาขาๆ ละ 5 ชุมชน) หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 100 ชุมชน

สำหรับการจัดประกวดทั้ง 2 ประเภท จะดำเนินการภายใต้รูปแบบเดียวกัน คือ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกหน่วยงานจะร่วมลงพื้นที่เพื่อพิจารณาตัดสิน ขณะเดียวกัน ททท. ยังได้ให้ความสำคัญกับการเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วมโหวตเลือกสุดยอดชุมชน และกำหนดเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนน 2 ด้าน ทั้งจากคะแนนพิจารณาของกรรมการ 70% และ คะแนนโหวตจากนักท่องเที่ยว 30%

โดย ททท.จะจัดงานประกาศผลและพิธีมอบรางวัลสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท ในวันที่ 27 กันยายน 2563 ซึ่งตรงกับวันท่องเที่ยวโลก World Tourism Day ในส่วนของรางวัลสุดยอดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ทางคณะกรรมการจะลงพื้นที่ให้คะแนนตัดสินและมอบรางวัล ในช่วงปลายปี 2563 นี้

รายชื่อชุมชนที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุดการประกวดสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท ของแต่ละประเภทสาขา มีดังนี้

1. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Best Creative Experience)

– วิสาหกิจกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ (บ้านหน้าทับ) จังหวัดนครศรีธรรมราช

– ชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

– วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลถ้ำรงค์ จังหวัดเพชรบุรี

– กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านหาดส้มแป้น จังหวัดระนอง

– ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

2. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Best Agro tourism)

– วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนรักษ์เขาบายศรี จังหวัดจันทบุรี

– ชุมชนท่องเที่ยงบ้านหนองส่าน จังหวัดสกลนคร

– กลุ่มวิสาหกิจวนเกษตรดงเย็น จังหวัดสุพรรณบุรี

– ชุมชนท่องเที่ยวบ้านห้วยห้อม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

3. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวโฮมสเตย์ (Best Homestay)

– โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จังหวัดเชียงราย

– หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่

– บ่อหินฟาร์มสเตย์ วิสาหกิจชุมชน เลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

– ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

4. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Best Responsible Tourism)

– วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านทุ่งหยีเพ็ง จังหวัดกระบี่

– ชุมชนตลาดโรงพักเก่าสรรพยา จังหวัดชัยนาท

– กลุ่มวิสาหกิจชุมชนล่องแก่งบ้านเขาหลัก จังหวัดตรัง

– การท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบ่อเจ็ดลูก จังหวัดสตูล

– วิสาหกิจชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านน้ำราด จังหวัดสุราษฎร์ธานี

5. สาขาหมู่บ้านท่องเที่ยวสำหรับจัดกิจกรรมเอาท์ติ้งกลุ่มตลาดองค์กร (Best for Company Outing)

– ชุมชนบ้านถ้ำเสือโฮมสเตย์ จังหวัดเพชรบุรี

– ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม

– ชุมชนตะเคียนเตี้ย จังหวัดชลบุรี

– วิสาหกิจกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ (บ้านหน้าทับ) จังหวัดนครศรีธรรมราช

– วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวประแสโฮมสเตย์ จังหวัดระยอง

รายชื่อชุมชนที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุดการประกวดสุดยอดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของแต่ละประเภทสาขา มีดังนี้ 

1. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง

– ชุมชนนาตีน จังหวัดกระบี่

– ชุมชนบ้านบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์

– ชุมชนจักสานพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

– ชุมชนวัดศรีสุพรรณ จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านเมืองกุง จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านเขากอบ จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านตรัง จังหวัดปัตตานี

– ชุมชนดอนทราย จังหวัดแพร่

– ชุมชนบ้านภู จังหวัดมุกดาหาร

– ชุมชนบ้านนาสะแบง จังหวัดยโสธร

– ชุมชนบ้านสวนขวัญ จังหวัดลพบุรี

– ชุมชนบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร

– ชุมชนบ้านบึงไม้ (รากไม้ตกแต่ง) จังหวัดสระบุรี

– ชุมชนบ้านชัยอุดม จังหวัดสุโขทัย

– ชุมชนหนองบัว จังหวัดสุรินทร์

– ชุมชนบ้านยางทอง จังหวัดอ่างทอง

– ชุมชนบ้านบางเจ้าฉ่า (งานจักสาน) จังหวัดอ่างทอง

– ชุมชนบ้านนาหมอม้า จังหวัดอำนาจเจริญ

2. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพร

– ชุมชนเมืองลาดพร้าว จังหวัดกรุงเทพมหานคร

– ชุมชนบ้านสรรพยา จังหวัดชัยนาท

– ชุมชนบ้านต้นโพธิ์ จังหวัดนนทบุรี

– ชุมชนบ้านใหม่พัฒนา จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านบ่อหลวง จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านวังส้มซ่า จังหวัดพิษณุโลก

– ชุมชนบ้านทองหลาง จังหวัดพิษณุโลก

– ชุมชนบ้านร่องใหญ่ จังหวัดเพชรบุรี

– ชุมชนบ้านหนองบัว จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านผาหนาม จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านกุดป่อง จังหวัดเลย

– ชุมชนบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านริมคลอง (ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ) จังหวัดสมุทรสงคราม

– ชุมชนบ้านทับทิมสยาม จังหวัดสระแก้ว

– ชุมชนบ้านถ้ำผึ้ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

– ชุมชนบ้านโคกน้อย จังหวัดอุดรธานี

3. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

– ชุมชนบ้านโป่งน้ำร้อน จังหวัดกำแพงเพชร

– ชุมชนบ้านน้อย จังหวัดขอนแก่น

– ชุมชนบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

– กลุ่มชุมชนบ้านฉางหลาง จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม

– ชุมชนบ้านแฝก จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านหน้าทับ จังหวัดนครศรีธรรมราช

– ชุมชนซอยสหกรณ์ จังหวัดนนทบุรี

– ชุมชนบ้านบาลา จังหวัดนราธิวาส

– ชุมชนบ้านนากอ จังหวัดนราธิวาส

– ชุมชนบ้านบ่อหลวง จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านมณีพฤกษ์(กาแฟ) จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านทรายขาว จังหวัดปัตตานี

– ชุมชนบ้านแม่แจ๋ม (กาแฟ) จังหวัดลำปาง

– ชุมชนหมู่บ้านบ่อแกน้อย จังหวัดสกลนคร

– ชุมชนบ้านสวนทุเรียน จังหวัดสงขลา

– ชุมชนบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านคลองนาเกลือ จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร

– ชุมชนบ้านสหกรณ์(เกลือ) จังหวัดสมุทรสาคร

4. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า และเครื่องแต่งกาย

– ชุมชนบ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น

– ชุมชนบ้านหนองบัวน้อย จังหวัดขอนแก่น

– ชุมชนบ้านสันทางหลวง (ไทยอง) จังหวัดเชียงราย

– ชุมชนบ้านควนสวรรค์ จังหวัดตรัง

– ชุมชนบ้านพิมาน (ภูไท) จังหวัดนครพนม

– ชุมชนบ้านดู่นอก จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านแฝก จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านหนองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา

– ชุมชนบ้านวังหอ จังหวัดนครศรีธรรมราช

– ชุมชนบ้านหนองบัว จังหวัดน่าน

– ชุมชนบ้านสนวนนอก จังหวัดบุรีรัมย์

– ชุมชนบ้านลานข่อย จังหวัดพัทลุง

– ชุมชนบ้านบางหวาน จังหวัดภูเก็ต

– ชุมชนบ้านคอเอน จังหวัดภูเก็ต

– ชุมชนบ้านป่าปุ๊ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– ชุมชนบ้านห้องแซง จังหวัดยโสธร

– ชุมชนบ้านสระโบสถ์ จังหวัดราชบุรี

– ชุมชนบ้านศรีดอนมูล จังหวัดลำปาง

– ชุมชนบ้านหนองเงือก จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านนาป่าหนาด จังหวัดเลย

– ชุมชนบ้านกุดจิ จังหวัดสกลนคร

– ชุมชนบ้านสวนทุเรียน จังหวัดสงขลา

– ชุมชนบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

– ชุมชนบ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์

– ชุมชนบ้านหนองกุงพัฒนา จังหวัดหนองบัวลำภู

– ชุมชนบ้านหนองหญ้าไซ จังหวัดอุดรธานี

– ชุมชนบ้านโนนกอก จังหวัดอุดรธานี

– ชุมชนบ้านนาข่า จังหวัดอุดรธานี

– ชุมชนบ้านเสี้ยว จังหวัดอุตรดิตถ์

– ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี

5. หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มผลิตภัณฑ์หลากหลาย

– ชุมชนบ้านปางห้า จังหวัดเชียงราย

– ชุมชนบ้านสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนออนใต้ จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านกิวเลน้อย จังหวัดเชียงใหม่

– ชุมชนบ้านสันป่าม่วงกลาง จังหวัดพะเยา

– ชุมชนดอนทราย จังหวัดแพร่

– ชุมชนบ้านพุงหลวง จังหวัดแพร่

– ชุมชนบ้านละอูบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– ชุมชนบ้านศรีล้อมแสงเมือง จังหวัดลำปาง

– ชุมชนบ้านแพะ จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน

– ชุมชนบ้านบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ

– ชุมชนบ้านริมคลอง จังหวัดสมุทรสงคราม

– ชุมชนบ้านเมืองบางโพธิ์งาม จังหวัดหนองคาย

ไดเอตแบบ ‘คีโต’ กินไขมันแต่น้ำหนักลด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628860

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:35 น.ไดเอตแบบ 'คีโต' กินไขมันแต่น้ำหนักลดแพทย์สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ อธิบายทำความเข้าใจวิธีการ Ketogenic Diet ค้นหาสาเหตุทำไมกินไขมันถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

ข้อมูลโดย ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยวิธีการ Ketogenic Diet ดังนี้

“คีโต” คืออะไร

สำหรับอาหารคีโตที่เรารู้จักกัน ชื่อจริง ๆ คือ Ketogenic Diet หลัก ๆ คือเป็นการรับประทานอาหาร แล้วทำให้ร่างกายมีการสลายไขมัน คือ เรากินอาหารที่มีข้าว แป้ง น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มันต่ำมาก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายก็จะรู้สึกว่าตอนนี้เราไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอดอาหาร เขาก็จะไปสลายไขมันในร่างกายขึ้นมา แล้วทำให้เกิดสารตัวหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการสลายไขมัน เรียกว่า คีโตน (Ketone) เขาก็เลยเรียกอาหารพวกนี้ว่า Ketogenic Diet เพราะฉะนั้น สรุป อาหารคีโตก็คือ กินอาหารเข้าไป แล้วร่างกายรับรู้ว่า เหมือนเราไม่ได้กินอาหาร แล้วไปสลายไขมันในร่างกาย

ทำไมกินไขมัน ถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

การกินอาหารไขมันเข้าไปก็เป็นพลังงานให้ร่างกาย แต่ว่าหลักการคือ ข้อแรก พอเรากินเข้าไปปั๊บ ร่างกายมีการสลายไขมัน เนื่องจากว่าร่างกายรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้กินอาหาร

ข้อที่สอง เวลาที่มีการสลายไขมันขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ร่างกายก็จะมีการเสียน้ำไปด้วยในขณะที่มีการสลายไขมัน เพราะฉะนั้น ช่วงแรก น้ำหนักจะลดลงมากเนื่องจากการเสียน้ำ

ข้อที่สาม เวลาที่เราไม่กินพวกนี้ แล้วมีของเสียซึ่งชื่อว่า คีโตน เกิดขึ้น มันจะทำให้เราเบื่ออาหาร เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วเวลาที่เรากินอาหารที่ชื่อว่า Ketogenic มันไม่จำเป็นต้องนับแคลอรี แต่กินไปแล้วคนไข้จะกินได้น้อยลงเอง ด้วยความเบื่ออาหาร

ระยะยาวน้ำหนักยังจะลงไหม

Ketogenic Diet มีผลในแง่ของการลดน้ำหนัก เมื่อเทียบกับเรากินอาหารไขมันต่ำหรือว่าอาหารทั่วไป มันดีกว่าจริง ๆ แต่ว่าผลที่เห็นชัดเจนมักจะเป็นในระยะสั้น ระยะสั้นตามงานวิจัย โดยทั่วไปภายใน 6 เดือนแรกมันจะดีกว่าการกินอาหารชนิดอื่น แต่ระยะยาว ส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกัน เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะเราไม่สามารถทนการกินอาหารแบบนี้ไปได้ตลอด

การกินระยะยาวมีผลเสียไหม

ต้องบอกว่ามันเป็นอาหารที่กินแล้วไม่ครบถ้วน เพราะเรากินบางส่วน เราไม่กินบางอย่าง กินบางส่วนคืออะไร กินไขมันได้ กินโปรตีนได้ ห้ามกินผักที่มันเป็นหัว กินได้แต่ผักใบ ห้ามกินผลไม้ ห้ามกินข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหวานทุกชนิด เพราะฉะนั้น สารอาหารเราได้ไม่ครบถ้วนแน่นอน ถ้าเราจะกินระยะยาว ต้องเสริมสารอาหารที่ขาดไป เสริมวิตามินและเกลือแร่ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องทราบคือ เมื่อไรก็ตามที่เรามากินพวกข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหนักมันจะกลับมาอย่างรวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่าโยโย่ 

ถ้าเป็นความรู้สึกส่วนตัว หรือกลุ่มบางกลุ่มที่กินอยู่ ก็กินกันได้ยาวนาน แต่ถ้าข้อมูลที่มีในงานวิจัย ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 2 ปี

ใครกิน “คีโต” ได้ และใครไม่ควรกิน

คนที่ห้ามกินแน่ๆ คือใคร ถ้าเราไม่กินข้าว แป้ง น้ำตาลเข้าไป แล้วเราจะใช้ไขมันเป็นหลักในการที่จะเป็นพลังงาน ต้องบอกว่าตับจะเป็นตัวที่จะเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ถ้าคนๆ นั้นตับไม่ดี อันนี้เดือดร้อนแน่นอน เพราะฉะนั้น ห้ามใช้ในคนไข้ที่มีปัญหาโรคตับ

กลุ่มที่สองเรื่องไต เพราะว่าถ้าใครที่ไตเสื่อม กลุ่มนี้จะกินโปรตีนค่อนข้างเยอะ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน

กลุ่มที่สาม คนที่มีปัญหาในเรื่องของการเผาผลาญไขมัน อันนี้ก็จะมีปัญหาในการใช้อาหารพวกคีโตเจนิคแล้วจะรู้ได้อย่างไร พวกกรรมพันธุ์ทั้งหลาย แต่ถ้าไม่รู้จริง ๆ ใครที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมาก ๆ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก ๆ อันนี้ไม่แนะนำเลย ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งสำหรับกลุ่มนี้ก็คือ จะต้องใช้ไขมันค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญหาเรื่องการบีบตัวของลำไส้ ท้องอืดง่าย ๆ มีกรดไหลย้อน อันนี้ต้องระวัง เพราะว่าอาจจะทำให้อาการกำเริบได้

ฝากถึงคนที่กำลังต่อสู้กับการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้

สำหรับคนที่อยากจะใช้ Ketogenic Diet ในการลดน้ำหนัก สิ่งที่จะต้องบอกก็คือ Ketogenic Diet ไม่ใช่แค่อดข้าว เคยมีคนไข้บอกว่าไม่กินข้าว แต่ยังคงกินน้ำหวาน กินไอศกรีม และผลไม้ แบบนี้ไม่ช่วยเลย

สิ่งที่จะต้องลดคือ ต้องลดกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดให้ลดลง ซึ่งจริง ๆ แล้วจะต้องกินน้อยกว่าประมาณ 20-50 กรัมต่อวัน แต่สามารถจะกินไขมันเพิ่มขึ้นได้ สิ่งที่จะต้องระวังก็คือ จะต้องกินไขมันที่ดี ไม่ใช่กินไขมันอะไรก็ได้

แล้วในกลุ่มของคนที่อาจจะมีปัญหา เช่น คนไข้โรคตับ โรคไต หรือว่ามีไขมันในเลือดผิดปกติ อันนี้เวลารับประทานอาจจะต้องมีการติดตาม

อีกกลุ่มหนึ่งคือ เบาหวาน ถ้าใครที่เป็นเบาหวาน แล้วอยากจะใช้ Ketogenic Diet ข้อที่ต้องระวังเรื่องของยาที่ใช้ อาจจะต้องไปปรับเรื่องของยา เพราะฉะนั้น แนะนำให้ไปคุยกับคุณหมอที่รักษาอยู่

ที่มา : พบหมอรามาฯ

รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628858

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:07 น.รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’แปลกใจไหม ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว? กินแล้วอิ่มนานกว่า ช่วยให้รู้สึกร่าเริงสดใส..เกี่ยวอะไรด้วย? พร้อมส่อง 8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

คนไทยนอกจากจะบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักแล้ว ยังมี “ข้าวเหนียว” ที่ได้รับความนิยมในการบริโภครองลงมา แม้ในอดีตคนทางภาคอีสานของไทยจะปลูกและกินข้าวเหนียวกันมากที่สุด แต่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ ต่างก็ชื่นชอบและกินกันไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะกับเมนูหมูปิ้ง ส้มตำ ไก่ย่าง ที่ต้องมีข้าวเหนียวให้เห็นคู่ทุกทีเชียวละ นอกจากนี้ ข้าวเหนียวยังมีถูกใช้เป็นส่วนผสมในขนมต่างๆ อย่างข้ามต้มมัด ข้าวเหนียวมะม่วง ข้ามต้มลูกโยน ข้าวหลาม เป็นต้น

ไขข้อสงสัย ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว?

หลายคนคงแปลกใจว่า ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวเจ้า  คำตอบก็คือแม้ข้าวทั้งสองประเภทจะให้คาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่โมเลกุลในข้าวทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกัน โดยเมล็ดข้าวเหนียวมีโมเลกุลที่เรียกว่า “อะมิโลเพคติน” (amylopactin) เป็นโครงสร้างแบบกิ่ง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 และ 1,5 เกาะอยู่

ส่วนเมล็ดข้าวเจ้ามีโมเลกุล “อะมิโลส” (amylose) ที่เป็นโครงสร้างแบบเส้นตรง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 เพียงชนิดเดียว และด้วยโครงสร้างแบบกิ่งในข้าวเหนียวที่มีความเป็นระเบียบน้อยกว่าแบบเส้นตรงในข้าวเจ้านี่เอง ที่ทำให้ข้าวเหนียวสามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่า และพองตัวได้มากกว่า ทำให้ข้าวเหนียวมีความเหนียวนุ่มกว่าข้าวเจ้านั่นเอง

6 พันธุ์ข้าวเหนียวที่นิยมของคนไทย

  1. ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงู ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือมีเมล็ดเรียวเล็ก คล้ายเขี้ยวงู เมื่อหุงแล้วจะขึ้นหม้อ สีขาวมันวาว เกาะตัวเหนียวแต่ไม่เละ ให้รสสัมผัสนุ่มและหอม เหมาะนำไปทำขนมหวานจำพวก ข้าวเหนียวมูน ข้าวหลาม ข้าวเหนียวเขี้ยวงูถูกขนานนามให้เป็น “ราชาของข้าวเหนียว” เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดเชียงราย นิยมปลูกทางตอนเหนือ โดยเฉพาะ อ. แม่จัน จ. เชียงราย
  2. ข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง เป็นข้าวเหนียวนาปี ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี ต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถปลูกได้ในสภาพดินเค็ม จึงปลูกได้ทุกพื้นที่ สำหรับเมล็ดข้าวเมื่อหุงแล้วจะมีความเหนียวนุ่ม เมล็ดสวย อร่อย ต้นกำเนิดเกิดจากสถานีทดลองสันป่าตอง จ. เชียงใหม่
  3. ข้าวเล้าแตก มีชื่อเรียกมาจากตำนานที่ว่า มีผู้เฒ่าคนหนึ่งขยันปลูกข้าวมาก เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวได้ก็นำไปเก็บในยุ้งฉาง หรือเล้าข้าว เก็บมากจนแน่น จนเล้าแตกในที่สุด คนจึงเชื่อว่าพันธุ์ข้าวชนิดนี้ให้ผลผลิตมากจนทำให้เล้าแตก ลักษณะของเมล็ดข้าวใหญ่ป้อม รวงยาว เมื่อนำไปหุงจะได้ข้าวเหนียวที่เหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม รสหวานน้อย นิยมไปกลั่นทำเป็นเหล้า สำหรับข้าวพันธุ์เล้าแตกเป็นเป็นข้าวเหนียวประจำถิ่นอีสาน มีกำเนิดมาจาก จ. นครพนม
  4. ข้าวเหนียวแดงใหญ่ เรียกว่าเป็นสุดยอดข้าวเหนียวสำหรับทำขนม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวเหนียวแดงใหญ่ในเรื่องของความหอม นุ่ม อร่อย นิยมปลูกมากในภาคอิสานและภาคเหนือ เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง อีกทั้งรวงใหญ่ และต้านทานโรคได้ดี
  5. ข้าวก่ำล้านนา คือข้าวที่มีสีดำ และเป็นข้าวที่ถูกปลูกใน 8 จังหวัดทางภาคเหนือ (ล้านนา) ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน นอกจากข้าวก่ำล้านนาจะอุดมไปด้วยสารอาหาร และโภชนาการ จนกลายเป็น สุดยอดอาหาร ต้านทานอนุมูลอิสระ และยับยั้งโรคมะเร็งได้แล้ว ยังถือเป็นพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม สามารถดึงดูดแมลงได้ดี จึงนิยมปลูกแซมกับข้าวชนิดอื่นๆ เพื่อรักษา ป้องกันแมลงไม่ให้ไปตอนข้าวขาวในนาข้าว จึงเป็นที่มาของการตั้งให้ข้าวก่ำล้านนาเป็นพญาของข้าวทั้งหลาย
  6. ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ จากชื่อของพันธุ์ข้าวหลายคนคงคิดว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์เป็นข้าวพื้นเมืองของชาวไทยภูเขา (เผ่าม้ง) ในเขตทางภาคเหนือ อ.พบพระ จ.ตาก ลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือมีสีดำคล้ายกับข้าวก่ำ ซึ่งมีความเหนียวนุ่ม หอม อร่อย ยิ่งเคี้ยวยิ่งได้ความหนึบ ความมันอร่อย จนทำให้ภรรยาที่หุงข้าวพันธุ์นี้ไว้รอสามีกลับมาทานข้าวเย็นพร้อมกัน รอไปรอมา สามีไม่กลับมาเสียที ภรรยาหิวเลยทานก่อน ยิ่งทานยิ่งเพลินเพราะความอร่อย สุดท้ายทานจนหมด จึงเป็นที่มาของชื่อ “ข้าวไร่ลืมผัว” นั่นเอง

คุณค่าและโภชนาการในข้าวเหนียว

ข้าวเหนียวนั้นมีทั้งความเหนียว ความมัน และรสชาติที่อร่อย แล้วทราบหรือเปล่าว่ามีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอยู่มากทีเดียว สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ ข้าวเหนียวให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยธรรมดา เรากินข้าวเหนียวเพียง 1 ทัพพี จะสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายเท่ากับการกินข้าวสวย 2 ทัพพี การกินข้าวจึงทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน

นอกจากนี้ ก็อุดมด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อาทิ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำจะยิ่งมีสารอาหารมากกว่าข้าวเหนียวขาว ในข้าวเหนียวดำมีสารสำคัญอย่าง “โอพีซี (OPC)” ซึ่งเป็นสารที่สามารถพบได้ในองุ่นดำ องุ่นแดง แอปเปิลแดง ชมพูมะเหมี่ยว ลูกหว้า ถั่วแดง ถั่วดำ หอมแดง มะเขือม่วง มันสีม่วง เป็นต้น มีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายได้ดี ช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคได้หลายโรค ที่สำคัญคือส่งผลดีต่อจิตใจเพราะจะช่วยให้มีอารมณ์ที่สดใสร่าเริงได้ด้วย

8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

  1. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และมีคุณสมบัติที่ให้พลังงานสูง ทำให้อิ่มท้องได้นาน จะเห็นได้ว่าคนทางภาคอีสานหรือคนที่ต้องใช้แรงในการทำงานหนักจะชอบกินข้าวเหนียวกันมาก
  2. ข้าวเหนียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหาร รักษาสมดุลและให้ความชุ่มชื้นภายในกระเพาะอาหาร
  3. ข้าวเหนียวเป็นอาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายและคลายเครียด ไม่หิวง่าย ทำให้จิตใจสงบ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสดใสร่าเริง
  4. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เสื่อมถอยไปก่อนเวลาอันควร และบำรุงผิวพรรณให้เนียนใสขึ้น
  5. ข้าวเหนียวมีโปรตีนเช่นเดียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย
  6. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณขับลมในร่างกาย ช่วยบำรุงเลือดลม และมีฤทธิ์อุ่นจึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายจากอากาศที่หนาวเย็นได้ดี
  7. ธาตุเหล็กและกรดโฟลิกในข้าวเหนียวจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์
  8. ข้าวเหนียวมีวิตามินอีที่จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อมได้

ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628784

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 11:55 น.ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4จับพิรุธ 4 สัญญาณเตือน “ภาวะสายตายาวตามวัย” เรื่องใกล้ตัวที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคภัย และไม่สามารถป้องกันได้

บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าตนเองกำลังมีความผิดปกติทางสายตา แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีปัญหาสายตาใดๆ เลยก็ตาม แต่เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 คุณก็อาจเผชิญกับ “ภาวะสายตายาวตามวัย” ได้เช่นกัน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าสายตายาวและสายตาคนแก่คือเรื่องเดียวกัน แต่แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่เลย วันนี้เอสซีลอร์ ผู้นำระดับโลกทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตาจะมาบอกเล่าข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมระบุถึงสัญญาณเตือนต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถดูแลรักษาสุขภาพดวงตาได้อย่างถูกวิธี

ภาวะสายตายาวมีด้วยกัน 2 ประเภท

โดยประเภทแรกคือ สายตายาวแต่กำเนิด มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม หากคุณมีปัญหาสายตายาว เป็นไปได้สูงที่คนในครอบครัวก็จะมีปัญหานี้เช่นเดียวกัน สาเหตุหนึ่งของภาวะสายตายาวแต่กำเนิดเกิดจากความยาวของลูกตาสั้นกว่าปกติ ทำให้มองเห็นไม่คมชัด เพราะแสงไปตกกระทบด้านหลังจอตาแทนที่จะตกลงบนจอประสาทตา

อีกประเภทที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกือบทุกท่านต้องเผชิญคือ ภาวะสายตายาวตามวัย โดยจะเริ่มสังเกตอาการได้เมื่ออายุเข้าใกล้ 40 ปี ซึ่งอาจเริ่มช้าและเร็วได้ต่างกัน อาการต่างๆ จะยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเลนส์แก้วตาเกิดการแข็งตึงขึ้นจากการเสื่อมตามธรรมชาติ ทำให้มีปัญหาในการปรับโฟกัสและมองวัตถุระยะใกล้ได้ไม่ชัดเจนเหมือนเคย เพราะความยืดหยุ่นของเลนส์ตาลดลงนั่นเอง

เราสามารถสังเกตได้จากอาการเตือน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ปวดศีรษะ อาจรู้สึกไม่สบายตาหรือปวดศีรษะเมื่อใช้สายตาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเพ่งมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือ เย็บผ้า ถักนิตติ้ง วาดรูป เป็นต้น

2. ตาล้าหรือเมื่อยตา เนื่องจากดวงตาต้องพยายามที่จะโฟกัสภาพระยะใกล้ให้ชัดเจน ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตาจนไม่สามารถปรับโฟกัสได้ และบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

3. มองใกล้ไม่ชัด ต้องหรี่ตาเพ่งมองให้เห็นรายละเอียดของวัตถุในระยะใกล้ เริ่มมีปัญหาในการอ่านหนังสือหรือตัวเลขตัวเล็ก ๆ ในระยะช่วงแขนประมาณ 1 ฟุต จึงต้องถือห่างออกไปไกลขึ้น หรือยืดแขนช่วยจึงจะมองเห็นชัดขึ้น

4. มองไม่ชัดในที่แสงน้อย บางคนต้องการแสงสว่างมากกว่าคนทั่วไปในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อาการเช่นนี้จะเกิดชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ภาวะสายตายาวตามอายุ

การแก้ปัญหาภาวะสายตายาวตามอายุ มี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1. การรักษาที่ง่ายดาย รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด คือการสวมแว่นสายตาตามที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาสั่ง เพราะช่วยให้คุณมองเห็นชัดเจนขึ้นทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีนวัตกรรมเลนส์ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้แบบจบครบในแว่นอันเดียวนั่นคือ เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive) เลนส์ไร้รอยต่อที่ทำให้มองเห็นคมชัดในทุกระยะได้ย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อแก้ปัญหาของผู้มีภาวะสายตายาวตามวัยที่ต้องพกแว่นตาหลายอัน และคอยสลับใช้ ระหว่างการมองระยะใกล้และไกล บางคนอาจใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมองใกล้และใช้วิธีมองลอดเลนส์เพื่อมองไกล และสำหรับคนที่มีสายตาสั้นอาจต้องถอดแว่นเมื่อมองใกล้ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใดล้วนทำให้เสียบุคลิกภาพ เลนส์โปรเกรสซีฟ จึงเป็นวิธีแก้ไขปัญหาให้ท่านที่ต้องการค่าสายตาหลายค่าบนเลนส์เดียว ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย โดยไม่ต้องคอยสลับแว่นตาให้ยุ่งยาก

2. การผ่าตัดดวงตาเพื่อแก้ไขปัญหาการหักเหของแสง โดยจะเป็นการแก้ไขรูปร่างของกระจกตา พื้นผิวของดวงตา และปรับการโฟกัสของดวงตาที่ต้นเหตุของสายตายาวแต่กำเนิด ไม่แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดในการแก้ไขสายตายาวตามวัยเพราะ ค่าสายตาจะเปลี่ยนได้ตลอดตามอายุที่มากขึ้น จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพราะไม่สามรถผ่าตัดทุกๆครั้งที่ค่าสายตาเปลี่ยนแปลง

ปัญหาสายตายาวตามวัยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เราจึงควรสังเกตตัวเองเมื่อถึงเวลาที่สายตามีการเปลี่ยนแปลงและรีบแก้ไขทันที เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตและสนุกกับทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทว่า หลายคนยังรู้สึกไม่มั่นใจในการเลือกเลนส์สายตา ทั้งยังเข้าใจผิดว่าเลนส์โปรเกรสซีฟมีราคาสูงและไม่พิจารณาเลือกซื้อ ทั้งที่เลนส์โปรเกรสซีฟถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยถนอมสุขภาพดวงตาของคุณในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสะดวกรวดเร็วที่สุด

.

ที่มา  เอสซีลอร์

5 ไลฟ์สไตล์คนเมืองกับการนวดที่ตรงใจใช่ที่สุด!!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628783

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 11:40 น.5 ไลฟ์สไตล์คนเมืองกับการนวดที่ตรงใจใช่ที่สุด!!!ใครจะไปคิดว่าการนวดจะช่วยเพิ่ม Productivity และ Creativity ในการทำงาน ส่องประโยชน์ “การนวด” ที่ให้มากกว่าความสบาย พร้อมเช็กลิสต์ 5 สไตล์นวดแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา

เคยคิดบ้างไหมว่า…เราใช้ร่างกายแบบใจร้ายเกินไปหรือเปล่า?

วิถีชีวิตแบบคนเมืองทำให้ร่างกายของเราใกล้ชิดกับความเครียดแบบหายใจรดต้นคอ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องกดดันตลอดเวลา การเผชิญรถติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมง เบียดเสียดในรถสาธารณะ มลภาวะที่ไม่สดชื่น ไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งไม่มีเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้หลายเมืองใหญ่ติดอันดับเมืองที่เครียดที่สุดในโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น การแบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างสมดุลจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ แต่การพักผ่อนแบบฉบับคนกรุงฯ ที่เร่งรีบและไม่ค่อยมีเวลานั้น “การนวด” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการพักผ่อนที่ช่วยลดความเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้การไปฟังเสียงคลื่นที่ทะเล หรือการไปสูดอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเลยทีเดียว

นวดเพิ่ม Productivity และ Creativity ในการทำงาน

“การนวด” ซ่อนพลังอันลึกลับของกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสเปรย์กับน้ำหนักนวดที่พอดีมือจะนำเข้าสู่ภวังค์ความผ่อนคลายให้ร่างกายลดการหลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) หรือสารแห่งความเครียดไม่ให้มีมากจนเกินไป ซึ่งจะหลั่งเมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเมื่อเกิดภาวะเครียด นอกจากนี้การนวดยังกระตุ้นเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวล และเซโรโทนิน (Serotonin) สารที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก และอารมณ์ แถมยังมีส่วนช่วยเรื่องการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ให้ตื่นขึ้นมาพร้อมสมองที่ปลอดโปร่ง ส่งผลต่อสุขภาพจิตให้พร้อมลุยทุกบททดสอบระหว่างวัน เพราะไม่ว่าจะใช้ชีวิตรูปแบบใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายต้องการพักผ่อน ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้ให้รางวัลกับร่างกายตัวเอง บทความนี้จึงรวมการนวดที่เหมาะกับคนเมืองแต่ละไลฟ์สไตล์มาให้แล้ว

สำหรับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ไม่ควรนวด!!

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีบาดแผล
  • ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ หรือมีอาการปวดเมื่อยมากเกินไป
  • ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศา
  • สตรีมีครรภ์ และสตรีมีรอบเดือน

สไตล์นวดแบบไหนที่ใช่ สำหรับ 5 ไลฟ์สไตล์คนเมือง

คนที่ไม่เคยนวดมาก่อนนวด

ครั้งแรกไม่แปลกถ้าเขินอาย หรือจะรู้สึกจั๊กจี้เมื่อมีคนมาแตะเนื้อต้องตัว แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ว่าจะไม่มีอาการเหล่านี้ แนะนำให้ประเดิมด้วยโปรแกรม “นวดเท้า” และ “นวดคอ บ่า ไหล่” ที่มีการสัมผัสเฉพาะจุดที่เปิดเผย แถมยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการแก้อาการปวดเฉพาะจุดที่อาจเป็นผลมาจากการทำกิจกรรมระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง นั่ง หรือนอน โดยการนวดเท้า และคอ บ่า ไหล่เป็นการปรับร่างกายในขั้นเริ่มต้นเพื่อให้ชินกับการนวด

พนักงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์

พนักงานออฟฟิศใช้เวลาอย่างมาก 8 ชั่วโมงต่อวันไปกับการนั่งติดเก้าอี้ แทบไม่ได้ลุกออกจากโต๊ะทำงาน จนอาจทำให้เกิดอาการเกร็งคอ บ่า และไหล่ ดีไม่ดีจะทำให้เกิด “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Lifestyle) ที่อาจนำเราไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้อีกด้วย หรือแม้แต่สายอาชีพที่ต้องยืนหรือเดินทางบ่อย ทำให้เท้าต้องทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง รับน้ำหนักของร่างกายตลอดทั้งวันจึงเหมาะกับ “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ซึ่งเป็นการนวดสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกนอนเพื่อนวดทั้งตัว ไม่ชอบการนอนคว่ำ และเหมาะสุดๆ สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องนั่งทำงานไปพร้อมกับการนวด ด้วยเทคนิคการนำการนวดเฉพาะจุดมาไว้รวมกันจึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวออฟฟิศและฟรีแลนซ์ที่ต้องยืน หรือนั่งอยู่ในท่าเดิมตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดกดจุดสะท้อนเท้า (Foot Reflexology) ที่เป็นอวัยวะรองรับน้ำหนักตัว และเป็นศูนย์รวมของปลายประสาท จะช่วยสร้างความสมดุลและสนับสนุนการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ “การนวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน (Tension Release Massage)” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการยืดกล้ามเนื้อทั้งตัวของพนักงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์ด้วยเทคนิคผสมผสาน (2 in 1 treatment) ระหว่างการนวดไทย และการใช้น้ำมันนวดเพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง ลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ ปรับบุคลิกภาพไม่พึงประสงค์ที่มาจากท่านั่งที่ผิดวิธีให้ดีขึ้น ร่วมกับกลิ่นหอมช่วยผ่อนคลายขณะนวดอีกด้วย

สายฟิตติดออกกำลังกาย

รักการออกกำลังเป็นชีวิตจิตใจ ยอมเสียเหงื่อให้กีฬาเพื่อแลกมาด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใช้กล้ามเนื้อหนักที่สุดกว่าทุกกลุ่ม และมีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ง่ายในช่วงเริ่มต้นเล่นกีฬา หรือช่วงที่เว้นระยะเวลาจากการเล่นกีฬาไปนาน ดังนั้นจึงควรนวดเพื่อสร้างความผ่อนคลายในช่วงก่อนหรือหลังการออกกำลังกาย ด้วยลักษณะออกแรงมากเป็นพิเศษจาก “นวดไทย” ที่ใช้เทคนิคการนวดกดจุดกับการยืดกล้ามเนื้อทั้งตัว และ “นวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน” อย่างไรก็ตามหากมีอาการบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อหรือมีอาการปวดมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการนวด

ชาวคาเฟ่ ฮอปเปอร์ และนักช้อป

หลงไหลในความสวยงาม หลงรักในความสุนทรีย์ พร้อมใช้เวลาที่มีไปกับคาเฟ่ทั่วทุกที่ แน่นอนว่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมน้ำหนักทุกส่วนของร่างกายต้องรับบทหนักที่สุดด้วยการเดินตลอดทั้งวัน อีกทั้งแขน มือ และคอ บ่า ไหล่ที่ทำหน้าที่แบกถุงช้อปปิ้งไปพร้อมกับพิมพ์แคปชั่นลงรูปบนโซเชียลมีเดีย การนวดที่ใช่สำหรับสายนี้จึงเป็น “นวดไทย” และ “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ด้วยรูปแบบการนวดที่ปราศจากน้ำมัน ทำให้ไม่มีกลิ่นน้ำมันนวดผสมกับกลิ่นโคโลญจน์หรือน้ำหอม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนวดระหว่างรอนัดแล้วไปเดินชิคๆ ต่อกับเพื่อน หรือจะเลือกปิดจ๊อบสำหรับการทัวร์คาเฟ่และช้อปปิ้งด้วย “นวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน” ให้ได้ยืดกล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวพร้อมกลิ่นหอมจากน้ำมันนวด สร้างความสุนทรีย์ให้ประทับใจได้ไม่แพ้การทัวร์คาเฟ่เลยทีเดียว

คุณแม่หลังคลอด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณแม่หลังคลอดมักต้องใช้เวลาตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลลูกน้อย จนไม่ได้พักผ่อน แม้แต่เวลาที่จะเอนตัวนอนก็แทบไม่มี ต้องประสบกับอาการปวดหลังจากการอุ้มน้อง ปวดตามข้อต่อ ปวดก้นกบ หรือส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เป็นอาการข้างเคียงหลังการคลอด เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่จึงเป็น “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ที่ไม่จำเป็นต้องนอนลงเพื่อนวดทั้งตัว เพียงแค่นั่งในท่าสบาย พร้อมดูแลลูกน้อยไปด้วย พนักงานนวดก็สามารถนวดได้ทั้งเท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ และศีรษะเพื่อบรรเทาอาการปวดและสร้างความผ่อนคลายให้คุณแม่ได้

ใครกำลังปวดเมื่อย ปัจจุบันมีบริการนวดถึงที่ ไม่ว่าเป็นที่บ้านหรือออฟฟิศแบบไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง โดย Wongnai Massage at Home จะเป็นคนเมืองไลฟ์สไตล์ไหนก็สามารถนวดได้ แค่กดจองได้แล้วผ่านแอป Wongnai หรือคลิก https://wongn.ai/v6jt4

โอกาสกลับมาของธุรกิจหากโควิดระบาดซ้ำ องค์กรจะรับมืออย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628770

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 06:30 น.โอกาสกลับมาของธุรกิจหากโควิดระบาดซ้ำ องค์กรจะรับมืออย่างไร?ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล เผยทางออกสถานการณ์หลังโควิด 19 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : ฉากทัศน์การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ธุรกิจจึงมีความเสี่ยงองค์กรจึงต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันเชิงรุก ด้วยการสร้างฉากทัศน์อย่างเป็นองค์รวมประกอบด้วยการ

  1. พัฒนาความสามารถในการนำตนเอง
  2. พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ
  3. พัฒนาทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีพลังร่วม
  4. พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรให้ไปในแนวทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว

ปัญหาคืออะไร เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทาย ผลกระทบจากไวรัสโควิค 19 สร้างความปั่นป่วนในทุกภาคส่วนธุรกิจ ทุกระดับโดยเฉพาะ SME อันเป็นฐานรากของเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนแรงลงอย่างมาก ผู้ประกอบการจะหยุดชั่วคราวต่อดีหรือเลิกกิจการไปเลย เพราะการชดเชยต่างกัน แรงงานมีแนวโน้มถูกเลิกจ้างพุ่ง คนตกงานเพิ่มอย่างน่าห่วง บัณฑิตจบใหม่อีก 5 แสนอาจว่างงาน

ประเด็นความท้าทายขณะนี้กำลังลุ้นว่าหลังกรกฎาคม ธุรกิจจะกลับมาบ้างได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ โอกาสการกลับมาระบาดซ้ำอย่างที่เกิดในหลายพื้นที่ทั่วโลกหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น แล้วรัฐและองค์กรธุรกิจจะรับมืออย่างไร

ทางออกสถานการณ์หลังโควิด 19 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร และเราต่างตระหนักดีว่าการปรับตัวคือคำตอบ แต่ต้องมิใช่ปรับเพื่ออยู่รอดไปวันๆ แต่ต้องเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนในระยะยาวในการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้องสร้างฉากทัศน์ในอนาคตเพื่อสร้างภาพความเข้าใจที่มีต่อความท้าทายนั้นๆ ที่ชัดเจน เพื่อยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันเชิงรุกฉากทัศน์ที่ว่านี้ต้องประกอบด้วยมิติชีวิตต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุม จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

มิติด้านจิตใจ เมื่อพูดถึงจิตใจฐานรากคือ “กรอบความคิด” โดยมีมุมมองที่ต้องพิจารณา ดังนี้

ประการแรก เราต้องเข้าใจว่ากรอบความคิดคือปัจจัยฐานรากชีวิตของบุคคล มันเป็นแหล่งที่มาศักยภาพภายในในรูปของแรงบันดาลใจ ทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อ อันจะเป็นตัวสร้างแรงขับเคลื่อนภายในให้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีศักยภาพเพียงใด บุคคลจึงควรตระหนักว่า การพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกนั้นต้องมิใช่เพียงแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย แต่มันต้องเป็นการเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิด

ประการที่สอง กรอบความคิดเปลี่ยนได้ กรอบความคิดเป็นของตนเอง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอในภาวะยากลำบากที่กำลังเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วงนั้น บุคคลต้องเข้าใจว่าตนสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพกลับมาได้และต้องเป็นตนเองเท่านั้นที่จะพลิกสถานการ์ณกลับมาได้ ไม่มีใครอื่น หากตนไม่เปลี่ยนแล้ว ใครจะเปลี่ยนเมื่อตนเปลี่ยนได้ ก็สามารถสร้างการนำตนเองได้ หากนำตนเองได้ ก็เล่นเชิงรุกได้

ประการที่สาม ต้องปรับมุมมองที่มีต่อปัญหาเสียใหม่ว่าปัญหาคือธรรมชาติที่ท้าทาย มิใช่ภาระเพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร ไม่ว่าเราจะมีความสามารถเพียงใด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเสมอไป มันย่อมต้องมีช่องว่างเพื่อการปรับปรุงและการเรียนรู้เพื่อการเติบโต อีกทั้งยังมีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาเสมอ การเล่นเชิงรุกจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจมีความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีกแล้วสร้างฉากทัศน์เพื่อการเตรียมตัวเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสจากความท้าทายนั้นๆ

มิติด้านปัญญา ในการแก้ปัญหาบุคคลต้องมีปัญญา ฐานรากของปัญญาคือ “มุมมองเชิงระบบ” กล่าวคือ ปัญญาใดๆ ย่อมเกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบยิ่งไปกว่านั้น ในการแก้ปัญหาเชิงรุก บุคคลจำเป็นต้องใช้ระดับปัญญาที่สูงกว่าตอนที่ปัญหานั้นถูกสร้างขึ้นมานั่นหมายความว่า ในการรับมือกับความท้าทายเชิงรุก เราจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาที่เหนือกว่าเดิมและนวัตกรรมทางความคิดดังกล่าวต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนอกจากนี้ เพราะธรรมชาติของปัญหาต่างๆ นั้นซับซ้อนและทับซ้อนกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้การรับมือกับความท้าทายต่างๆ อย่างยั่งยืนจึงต้องพัฒนาระดับปัญญาที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการมองภาพเชิงองค์รวมกล่าวคือ ต้องเห็นความจริงว่า ทุกปัญหามันเป็นระบบซ้อนระบบ องค์รวมซ้อนองค์รวมทุกปัญหาเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งในระดับเดียวกันและในระดับที่สูงกว่าและต่ำกว่า

มิติด้านอารมณ์ เมื่อพูดถึงอารมณ์ ฐานรากของอารมณ์คือ “ตัวตน” ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมายในการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุก บุคคลต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ ความมั่นคงทางอารมณ์มักแสดงออกมาในรูปของความเชื่อมั่น ความเข้มแข็ง หนักแน่น มีภูมิต้านทาน ไม่หวั่นไหว อดทน ยืนหยัด และรู้ว่าจะโต้ตอบอย่างไรให้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ ความมั่นคงทางอารมณ์ดังกล่าวต้องมาจากการเห็นคุณค่าของตนเอง

นอกจากนี้ การพัฒนาเชิงรุกต้องเล่นเป็นทีม ทีมงานจึงต้องมีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของทีมงานต้องมาจากความเข้าใจกัน ความไว้วางใจ และศรัทธาศรัทธาจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการเปิดใจกว้างรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยให้อีกฝ่ายเป็นศูนย์กลาง เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ ศรัทธาจะเกิดขึ้นได้บุคคลต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ในภาวะนี้เท่านั้น ทีมงานจึงสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่ง สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานเชิงรุกออกมาเป็นพลังร่วมอย่างเป็นหนึ่งเดีย

มิติด้านภาวะผู้นำ ในการเล่นเชิงรุก องค์กรต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตน (ในฐานะผู้นำ) ต้องได้รับการยอมรับจากทีมงานหรือผู้ตามและบุคคลจะยอมรับใครว่ามีภาวะผู้นำ ก็ต่อเมื่อตน (ในฐานะผู้ตาม) ต้องได้รับการยอมรับเสียก่อนนั่นคือ ผู้นำจำเป็นต้องเข้าใจและเห็นคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ภาวะนี้เท่านั้นที่ภาวะผู้นำจึงจะเกิดขึ้นได้“เพราะใครก็ตามเห็นและยอมรับว่าฉันมีค่า ฉันก็เห็นและยอมรับว่าเขามีค่าเช่นกัน”

โลกคือภาวะที่ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทายในการรับมือกับภาวะดังกล่าว องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถด้านการแข่งขันเชิงรุกและหนึ่งในยุทธศาสตร์ของการยกระดับศักยภาพดังกล่าวคือ การสร้างฉากทัศน์ที่ฉายภาพไปในอนาคตของการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมท่านในฐานะผู้นำ ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปพัฒนาองค์กรให้มีความมั่นคงยั่งยืนในอนาคตได้อย่างไร

ชิมอาหารโปรตุกีสในแบบของเชฟเนลสัน อะโมริม @ il Fumo #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/628715

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 09:53 น.

ต้องขึ้นต้นเกริ่นมาก่อนเลยว่า รีวิวครั้งนี้คนรักอาหารโปรตุกีสพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง สำหรับร้าน il Fumo (อิล ฟูโม) อดีตร้านอาหารอิตาเลียนที่เปลี่ยนมาเป็นอาหารสัญชาติโปรตุเกส ร้านอาหารสไตล์ Fine Dining ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นอายและอิทธิพลของอาหารโปรตุกีส ทว่า ผสานความเป็นเอเชีย เพิ่มความหรูหราน่าสัมผัสลงไปตามประสบการณ์ที่สั่งสมมาในแบบฉบับของ เชฟเนลสัน อะโมริม (Nelson Amorim) แถมโดดเด่นด้วยการเน้นชูรสชาติของวัตถุดิบเป็นหลัก

ร้านนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม 4 ตัวร้านรีโนเวทจากบ้านเก่าสมัยศตวรรษที่ 20 มาเป็นร้านอาหารที่ดูกว้างขวางแต่อบอุ่น ด้านในแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนบาร์ที่เล่นแสงสีสลัวดูน่าค้นหา ส่วนโซนห้องอาหารตกแต่งเรียบหรูดูภูมิฐาน มองเห็นครัวผ่านกระจกบานใหญ่

ซิกเนเจร์เมนูที่มาแล้วต้องลอง เริ่มจาก

Salada de Bacalhau – refreshing starter for our tasting menus Salted Cod Fish Tartare / Coriander / Extra Virgin Olive Oil Ice Cream สลัดปลาคอดสีสันสวยงาม เมนูชูโรงที่สื่อถึงความเป็นอาหารโปตุเกสดั้งเดิม ผ่านกรรมวิธีมากมายทั้งการหมักเกลือ ล้างน้ำ พอกเกลือตลอดหลายวัน ก่อนนำเนื้อปลามาฉีก กินคู่กับซอสผักชีสุดละมุน ตามด้วยโอลีฟออยล์ไอศกรีม รสสัมผัสเย็น ให้ความมันที่แตกต่างจากไอศกรีมที่เคยทาน ตัดรสด้วยบีทรูทและแครอท

Seafood Ravioli with Plankton & Coriander Emulsion เมนูเรียกน้ำย่อยราวิโอลีพาสต้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากท้องทะเลและสหร่าย สอดไส้ล็อบสเตอร์ สแกลล็อป เนื้อปู ปลาหมึก ราดด้วยอีมัลชันผักชี

Sous-Vide Pork Tenderlion with Bronte Pistachios & Seasonal mushrooms ซูวีหมูเทนเดอร์ลอยน์เนื้อนุ่มชุ่มฉ่า ราดด้วยพอคซอสสูตรเข้มข้น เสิร์ฟมาพร้อมพีนัทพูเร่ เสน่ห์และอรรถรสความงามเคล้ารสชาติและสัมผัสที่หาได้ยาก

อีกไฮไลท์ของอาหารโปรตุกีสต้องยกให้ Orange ‘Story’ ส้มเจริญสัมพันธไมตรีที่โปรตุเกสนำไปเผยแพร่ในยุคล่าอาณานิคม อุดมด้วยส้ม 4 สไตล์ 4 รสชาติ ทั้งบลอสซั่มแพนาคอตต้าที่หอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ แยมส้มผสมเนื้อส้ม ตามด้วยเกล็ดน้ำแข็งอย่างกรานิต้ารสส้ม ปิดท้ายด้วยยูสุเชอเบตรสเข้มข้น หอมหวานอมเปรี้ยวสดชื่นถึงขีดสุด

ร้าน Il Fumo (อิล ฟูโม) อยู่ที่ถนนพระราม 4 ใกล้ทางลงทางด่วน ร้านเปิดทุกวัน สอบถามโทร. 0-2286-8833 หรือที่ https://www.facebook.com/ilfumobkk

7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628706

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 07:00 น.7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆปลอดภัยรับเปิดเทอม ! PEA แนะ 7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้

เปิดรั้วโรงเรียนต้อนรับน้องๆ นักเรียนเข้ามาเรียนในรูปแบบ New Normal เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะสังเกตเห็นว่าในทุกๆ ส่วนของโรงเรียนได้ทำการปรับปรุงและทำความสะอาดอย่างหมดจด มีระยะห่างทางสังคมในทุกส่วน อีกทั้งมีมุมตรวจวัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยสบู่และเจลแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างความประทับใจ สร้างสุขภาวะที่ดี และต้อนรับเด็กนักเรียนทุกระดับชั้นอย่างประทับใจและอบอุ่น นั่นเป็นเพราะสำหรับน้องนักเรียนบางคน อาจจะเป็นวันแรกของการเริ่มต้นชีวิตวัยเรียนก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ นอกเหนือจากการทำความสะอาดห้องเรียน ห้องสมุด ชั้นหนังสือต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่คณะคุณครู รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องหมั่นตรวจเช็กเป็นระยะๆ นั่นคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะในบางอุปกรณ์ไฟฟ้าก็มีอายุการใช้งานและต้องดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการแชร์ไอเดียการดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในโรงเรียนอย่างง่าย ดังนี้ 

ตู้ทำน้ำเย็น ถือเป็นจุดแรก ๆ ที่เสี่ยงต่อการเป็นอันตรายกับน้อง ๆ นักเรียนได้ หากเกิดไฟรั่วหรือช็อต ระหว่างกดน้ำดื่ม ฉะนั้น จึงต้องหมั่นตรวจเช็คความเสื่อมสภาพของสายไฟ การติดตั้งสายดินที่เหมาะสม ตรวจเช็คไฟรั่วด้วย “ปากกาวัดไฟ” ทุกสัปดาห์ อีกทั้งหมั่นทำความสะอาดตู้ทำน้ำเย็นอยู่เสมอ เพราะเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่สะสมเชื้อโรคและแบคทีเรียจำนวนมาก  

พัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลายคนอาจละเลยการทำความสะอาด เนื่องจากพัดลมมักได้รับการติดตั้งบริเวณเพดาน และผนังห้องเรียน โดยเมื่อพัดลมผ่านการใช้งานหนัก ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นหรือสิ่งสกปรกได้ ดังนั้น เพื่อให้อากาศภายในห้องเรียนเกิดการถ่ายเทและสะอาด จึงควรหมั่นทำความสะอาดใบพัดหรือตะแกรงครอบพัดลมทุกเดือน รวมถึงต้องเช็คพัดลมที่ไม่มีตะแครงครอบให้มีครบทุกตัว เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปลั๊กไฟ อีกหนึ่งจุดที่เสี่ยงอันตรายหากมีน้อง ๆ นักเรียนเผลอเอานิ้วไปจิ้มหรือแหย่ ด้วยความอยากรู้อยากลอง หรืออุบัติเหตุ ดังนั้น ในทุก ๆ จุดของปลั๊กไฟควรมีฝาครอบปลั๊ก ขณะเดียวกัน คุณครูควรให้ความรู้เรื่องการถอด-เสียบปลั๊กไฟ ในลักษณะการจับเต้ารับและเต้าเสียบให้มั่นคง ก่อนเสียบเข้าและถอดออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันปลั๊ก/สายไฟ ชำรุดหรือฉีกขาด รวมถึงตรวจสอบปลั๊กไฟเดือนละ 1 ครั้ง 

หลอดไฟ ทุกห้องเรียนควรเปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟ LED เนื่องจากหลอด LED ให้ค่าความสว่างที่เทียบเท่ากับหลอดไฟชนิดอื่น แต่ใช้กำลังไฟต่ำ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง ซึ่งช่วยโรงเรียนประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย

ตู้อินเตอร์เน็ต เครื่องมือสำคัญในยุคนี้ ที่เชื่อมต่อห้องเรียนสู่โลกของการเรียนรู้ ในกรณีที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ให้ติดฉนวนกันไฟไว้โดยรอบ และติดตั้งสายดินเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไฟรั่ว พร้อมการกั้นอาณาเขตอันตรายไว้

เครื่องเสียง คุณครูควรมีอุปกรณ์ช่วยสอนอย่าง ไมค์และลำโพงไร้สาย เป็นของส่วนตัวแต่ละบุคคล โดยควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้มีความพร้อมก่อนการใช้งาน เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า

อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์บางชนิด อาจจะมีกำลังไฟที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไฟกระตุก จึงควรมีเครื่องสำรองไฟ (UPS) ภายในห้องวิทยาศาสตร์ รวมถึงปรับรูปแบบการเสียบสายไฟจากปลั๊กพ่วงเป็นสายตรง

นอกเหนือจากคุณครูที่โรงเรียนแล้ว ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กๆ สังเกตอุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านว่า ลักษณะแบบไหนคือ ชำรุด/เสื่อมสภาพ หรือไม่ควรเข้าใกล้และต้องแจ้งผู้ใหญ่ทันที และเพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้งานสูงสุดกับน้องๆ นักเรียน PEA ได้ลงพื้นที่สำรวจ-ปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในอาคาร สนับสนุนตู้น้ำดื่ม ที่มาพร้อมเครื่องกรองน้ำและเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) แก่โรงเรียนทั่วประเทศจำนวน 60 แห่ง อาทิ โรงเรียนวัดเวฬุวรรณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ฯลฯ รวมถึงได้จัดเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้เรื่องการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยแก่คุณครู และนักเรียนด้วย

เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628467

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 07:20 น.เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 มีอะไรบ้างที่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อม หากต้องสมัครงานในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลกระทบจาก COVID-19 อาจทำให้หลายคนวิตกกับการสมัครงานในช่วงนี้ บริษัทหลายๆ เลือกที่จะไม่รับพนักงานเพิ่ม รวมถึงจำนวนพนักงานที่ต้องถูกออกจากงานจากเหตุการปรับลดค่าใช้จ่ายในองค์กร ภายใต้แรงกดดันนี้ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่เสมอ jobsDB เผยเทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 มีอะไรบ้างที่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อมหากต้องสมัครงานในช่วงเวลาดังกล่าว 

เสาะแสวงหาบริษัทที่กำลังต้องการคนอยู่

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตนี้ หลายบริษัทเลือกที่จะหยุดรับคนเพิ่มชั่วคราว แต่ก็มีอีกหลายๆบริษัทที่ยังมีความต้องการรับคนเพิ่มอยู่ ทางที่ดีและง่ายที่สุดคือการเลือกใช้เว็บไซต์ประกาศงานที่น่าเชื่อถือ เพราะคุณจะทราบทันทีหากมีการเปิดรับสมัครตำแหน่งจากบริษัทที่คุณสนใจ

เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งและบริษัทที่เรียกสัมภาษณ์มาให้ครบถ้วน

วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือและความประทับใจตั้งแต่ครั้งแต่ที่ได้คุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์หรือสัมภาษณ์งานออนไลน์ การเตรียมตัวหาข้อมูลของตำแหน่งและบริษัทที่คุณกำลังจะไปสัมภาษณ์ถือเป็นสิ่งที่ควรกระทำ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความเป็นมืออาชีพในการทำงานของคุณอีกด้วย คุณอาจเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมในการสัมภาษณ์ อาทิ มุมมองของธุรกิจต่อบริษัทที่คุณได้รับการสัมภาษณ์งานด้วย หรือ การนำความรู้และประสบการณ์ที่คุณมีไปต่อยอดกับตำแหน่งงานที่ได้รับการเสนอ

เพิ่มทักษะการใช้โปรแกรมสำหรับประชุมหรือสัมภาษณ์งานออนไลน์ลงในเรซูเม่ของคุณ

หลายองค์กรต้องการผู้สมัครงานที่สามารถปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้เสมอ การระบุถึงทักษะในการใช้โปรแกรมในการทำงานแบบ work from home หรือ ประชุมงานออนไลน์ ย่อมมีผลทำให้เรซูเม่ในการสมัครงานของคุณโดดเด่นสำหรับนายจ้างขึ้น

โซเชียลมีเดียอีกแหล่งในการได้งาน

อย่ามองข้ามพลังแห่งเครือข่ายออนไลน์ บริษัทที่มีแนวคิดทันสมัย เลือกที่จะเปิดรับสมัครตำแหน่งที่ต้องการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆอยู่เสมอ หากคุณมีความสนใจเกี่ยวกับบริษัทที่ต้องการ การเลือกกดติดตามเพื่อทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ทำให้คุณได้รู้ความเคลื่อนไหวขององค์กรนั้นๆก่อนเสมอ ซึ่งอาจมีการประกาศรับสมัครตำแหน่งงานที่คุณต้องการก็เป็นได้

พัฒนาทักษะสำหรับการทำงานต่างๆ ไว้เสมอ

ทักษะต่างๆมีผลต่อการตัดสินใจรับคุณเข้าทำงานอยู่เสมอ ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้มีหลายๆเว็บไซต์เปิดโอกาสให้คุณได้ศึกษาพัฒนาทักษะผ่านคอร์สต่างๆทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย หลังจากเรียนและสอบจนผ่านแล้ว คุณยังได้รับใบประกาศนียบัตร สามารถนำไปใช้ประกอบเรซูเม่เพื่อสมัครงานเพื่อช่วยสร้างความน่าสนใจให้แก่เรซูเม่ของคุณเพิ่มยิ่งขึ้นด้วย 

ใครที่กำลังมองหางาน หรือกำลังตกงานก็ตาม อย่าเพิ่งท้อใจไป ลองนำเทคนิคดังกล่าวไปปรับใช้ ขอให้คุณโชคดีกับงานใหม่

.

ขอบคุณ jobsDB