โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น

22 มิถุนายน 2563 – 19:58 น.

คณะผู้บริหารร่วมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล

เมื่อเวลา 13.09 น.วันที่ 22 มิ.ย.2563 ที่ห้องประชุมสิริคุณากร 3 ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้ากระหม่อมแต่งตั้ง รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยหลังจากที่ผู้อำนวยการกองการบริหารงานกลาง อ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งอธิการบดีฯ รศ.นพ.ชาญชัย พร้อมภริยา ได้ถวายความเคารพพระบรมสาทิสลักษณ์ และ รศ.นพ.ชาญชัย ได้เปิดกรวยที่โต๊ะหมู่บูชา และคุกเข่าถวายบังคม จากนั้นได้กล่าวรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

เมื่อเสร็จพิธีตัวแทนผู้บริหารได้มอบดอกไม้แสดงความยินดีก่อนจะไปถ่ายรูปร่วมกับผู้บริหารและรับดอกไม้แสดงความยินดีจากแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน

โดย พระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง “รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล” เป็นอธิการบดี ม.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อไปอีกวาระหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 นั้น เนื่องจาก นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย ครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 และในการประชุมสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นลับ ครั้งที่ 11/2561 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทาน โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายชาญชัย พานทองวิริยะกุล ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

แต่โดยที่ได้มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นผู้ถูกฟ้องคดี และกระบวนการสรรหาอธิการบดีที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ได้พิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าวแล้วเห็นว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจึงขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง แล้วบัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ประกาศ ณ วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

ข่าว/ภาพ จิติมา จันพรม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ขอนแก่น

ชื่นชมไกด์หนุ่ม จิตอาสาพายคายักเก็บขยะในทะเล อึ้ง! พบพลาสติกจำนวนมาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชื่นชมไกด์หนุ่ม จิตอาสาพายคายักเก็บขยะในทะเล อึ้ง! พบพลาสติกจำนวนมาก

ชื่นชมไกด์หนุ่ม จิตอาสาพายคายักเก็บขยะในทะเล อึ้ง! พบพลาสติกจำนวนมาก22 มิถุนายน 2563 – 19:57 น.

ชื่นชมไกด์หนุ่ม จิตอาสาพายคายักเก็บขยะในทะเล หวังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเล ป้องกันสัตว์ทะเลได้รับอันตราย อึ้ง! พบพลาสติกจำนวนมาก เก็บได้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน

ไกด์หนุ่มบนเกาะไหง จิตอาสาพายคายักเก็บขยะทะเล อึ้ง! พบขยะพลาสติกจากประเทศเพื่อนบ้าน ลอยมาติดทะเลเกาะไหง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ จำนวนมาก ไกด์นำเที่ยวเกาะไหง เผยพบมากช่วงมรสุมทุกปี เก็บได้ปี ละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน ส่วนใหญ่มาจากประเทศ มาเลเซีย

วันที่ 22 มิ.ย.63 ขยะพลาสติกจำนวนมากบนเรือคายัก เช่น ขวดน้ำดื่ม น้ำอัดลม กล่องนม ถุงพลาสติก และเศษอวน เป็นต้น ที่ผู้ใช้เฟสบุ๊ค “Sea Man Koh Ngai” เป็นไกด์นำเที่ยวของรีสอร์ทแห่งหนึ่งบนเกาะไหง ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ได้โพสต์ในโลกออนไลน์ ขณะใช้เวลาว่าง นั่งเรือคายักตระเวนเก็บขยะในทะเลรอบๆ เกาะจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 3 กระสอบ เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม หวังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเล ป้องกันสัตว์ทะเลได้รับอันตราย โดยนำขยะที่เก็บได้มาคัดแยก และรีไซเคิล ทำเป็นกระถางต้นไม้ ภายในรีสอร์ท

นายทวิช สุวรรณเปี่ยม พนักงาน Coco Cottage Resort บนเกาะไหง ซึ่งเป็นผู้ใช้เฟซบุคดังกล่าว เปิดเผยว่า ช่วงมรสุมทุกปี จะมีขยะพลาสติกจำนวนมากลอยกลางทะเล ห่างจากชายหาดเกาะไหงประมาณ 200 เมตร ซึ่งในช่วงที่ว่างงานไม่มีนักท่องเที่ยว ตนก็จะนั่งเรือคายักออกมาเก็บจนเต็มลำเรือ ก่อนนำกลับเข้าฝั่ง ส่วนใหญ่จะเป็น ขยะพลาสติก โฟม ขวดน้ำอัดลม กล่องนม เศษโฟม เชือก อวน เป็นต้น ซึ่งจะเก็บได้วันละไม่ต่ำกว่า 20 กก. หลังจากนั้นก็จะนำไปคัดแยก ให้พนักงานในรีสอร์ท ช่วยกันทำกระถางต้นไม้ โดยใช้ โฟมที่ลอยน้ำมาผสมกับขี้เลื่อย และปูนซีเมนต์ แต่ไม่ผสมหินทรายทำให้กระถางมีน้ำหนักเบา

นายทวิช กล่าวอีกว่า การเก็บขยะในทะเล ตนจะทำเป็นประจำ ติดต่อกันมานานกว่า 6 ปี แล้ว โดยเฉพาะช่วงที่มีมรสุมตะวันตกพัดเข้าชายฝั่ง จะมีขยะพลาสติกจำนวนมาก เก็บได้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน ซึ่งสังเกตจากผลิตภัณฑ์พลาสติกที่พบส่วนใหญ่ เช่น ขวดน้ำอัดลม กล่องนม จะมีแหล่งผลิตมาจากประเทศ เช่น มาเลเซีย เนื่องจากประเทศชายฝั่งอยู่ติดทะเลอันดามัน ซึ่งเกรงว่าถ้าปล่อยไว้ก็จะเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล เช่น ที่ผ่านมา มีเต่าทะเลติดซากอวนตาย และพะยูนกินพลาสติกตายมาแล้ว จึงต้องเร่งเก็บออกจากพื้นที่ เพื่อรักษาระบบนิเวศของท้องทะเล ซึ่งยังไม่รวมตามเกาะอื่นๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง คาดว่าคงจะมีขยะอีกจำนวนมาก จึงอยากฝากทุกคนที่พบให้ช่วยกันเก็บขยะเหล่านี้ออกไปจากทะเลกระบี่

ข่าว/ภาพ บัญฑิต รอดเกิด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ. กระบี่

เครือข่ายภาคประชาชนอีสาน เปิดลงชื่อขอความเป็นธรรมให้ หมอชาญชัย พร้อมทวง 3 ข้อเรียกร้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เครือข่ายภาคประชาชนอีสาน เปิดลงชื่อขอความเป็นธรรมให้ หมอชาญชัย พร้อมทวง 3 ข้อเรียกร้อง

เครือข่ายภาคประชาชนอีสาน เปิดลงชื่อขอความเป็นธรรมให้ หมอชาญชัย พร้อมทวง 3 ข้อเรียกร้อง22 มิถุนายน 2563 – 19:56 น.

เครือข่ายภาคประชาชนอีสานรวมการเฉพาะกิจ ออกมาเคลื่อนไหวทวงถาม 3 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข กรณีย้าย ผอ.รพ.ขอนแก่น พร้อมล่ารายชื่อเตรียมเข้าพบปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องความยุติธรรมให้หมอชาญชัย

เครือข่ายประชาชนอีสานรวมการเฉพาะกิจ ซึ่งประกอบไปด้วยบุคลากรทางแพทย์ และ ภาคประชาชน นัดรวมบริเวณศาลหลักเมืองจังหวัดขอนแก่นเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และ ให้ประชาชนร่วมลงชื่อเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เร่งพิจารณาข้อเรียกของบุคลากรทางแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่น หลังย้ายนายแพทย์ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ออกจากพื้นที่ และตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีถูกกล่าวหาเรียกรับเงินบริษัทยาร้อยละ 5 

แกนนำเครือข่ายประชาชนอีสานรวมการเฉพาะกิจ เปิดเผยว่า อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเร่งพิจารณา 3 ข้อเรียกร้องเดิม คือ 1.เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเพราะมีความใกล้ชิดกับรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นคนปัจจุบัน 2.ข้อกล่าวหานายแพทย์ชาญชัย ข่มขู่พยานหากสอบสวนแล้วไม่ปรากฏหลักฐานก็ต้องย้ายนายแพทย์ชาญชัย กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม และ 3.แม้รักษาการณ์ผู้อำนวยโรงพยาบาลขอนแก่นจะแถลงขอถอนตัวออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ แต่ยังทำหน้าที่ตามปกติ และ มีความพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานภายในทั้งเรื่องการเงิน และกฎหมาย 

แกนนำเครือข่ายประชาชนอีสานรวมการเฉพาะกิจ เปิดเผยต่อไปว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางกลุ่มได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อทวงถามข้อเรียกร้องโดยขอคำตอบภายในวันที่ 19 มิถุนายน 2563 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จึงได้มีการล่ารายชื่อเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับหมอชาญชัย ผอ.รพ.ขอนแก่น และเตรียมเดินทางเข้าพบปลัดกระทรวงสาธารณสุขในวันที่ 25 มิถุนายนนี้

นิติกรณ์ ฝางมาลา ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

หนุ่มมึนโร่แจ้งความ หลังเจอทวงค่าโทรศัพท์7พันกว่า ทั้งที่ไม่ได้ใช้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หนุ่มมึนโร่แจ้งความ หลังเจอทวงค่าโทรศัพท์7พันกว่า ทั้งที่ไม่ได้ใช้

หนุ่มมึนโร่แจ้งความ หลังเจอทวงค่าโทรศัพท์7พันกว่า ทั้งที่ไม่ได้ใช้22 มิถุนายน 2563 – 17:25 น.

หนุ่มมึนเจอทวงค่าใช้โทรศัพท์ 7 พันกว่าบาท ทั้งที่ไม่ได้เปิดเบอร์โทรศัพท์ โร่แจ้งตำรวจช่วยตรวจสอบ

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 22 มิ.ย. 2563  ที่สถานีตำรวจภูธรเสม็ด ร.ต.ท.อนุพงศ์ ดอกไม้ ร้อยเวร สถานีตำรวจภูธรเสม็ดรับแจ้งจาก นายศิรวิทย์ นามพระจันทร์ อายุ 32 ปี อยู่ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรีว่า ตนเองได้รับจดหมายบริษัท วิมลเลขา ลอว์เฟิร์ม คอลเลคชั่น จำกัด ฝ่ายกฎหมาย ให้ไปชำระหนี้การค้างค่าใช้บริการโทรศัพท์ของ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด   

โดยหมายเลขที่ค้างจ่ายคือ 090-9706xxx เป็นจำนวนเงิน 7,017.79 บาท ทั้งที่ไม่ได้เปิดเบอร์ดังกล่าวใช้แต่อย่างใด อยู่ดีๆ ก็มีจดหมายมาทวงหนี้ จึงมาแจ้งความขอให้มีการตรวจสอบการใช้หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว เกรงว่าจะมีผู้ใช้ชื่อในบัตรประชาชนไปจดทะเบียน ทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าว

หลังจากนั้นนายศิรวิทย์ กล่าวว่า ตนเองเคยไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน คาดว่าคงจะมีการสำเนาบัตรประชาชนแล้วนำไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์ และมีการนำไปใช้โดยตนเองไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งมีจดหมายมาทวงหนี้สินจึงได้มาแจ้งความดังกล่าว อย่างไรก็ฝากเตือนผู้ที่จะนำบัตรประชาชนไปใช้ทำธุรกรรมต่างๆ ควรระบุให้ชัดเจนว่านำไปใช้เกี่ยวกับอะไร ไม่เช่นนั้นอาจจะได้รับความเดือดร้อนเหมือนกับตน

อำนาจ ลลิตลาวัณย์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค ประจำจังหวัดชลบุรี

นัดช้อป New Normal Fair @ตลาดนัดยิ้มสยาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626766

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.นัดช้อป New Normal Fair @ตลาดนัดยิ้มสยามอยากช้อปต้องมา!! New Normal Fair ตลาดนัดปลอดภัย สยามพิวรรธน์จัด “ตลาดนัดยิ้มสยาม” ชวนช้อปช่วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ วันนี้-28 มิ.ย. 2563

อยากช้อปต้องมา!! สยามพิวรรธน์ ชวนทุกคนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือและสนับสนุนคนไทย ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-1 ภายในงาน “ตลาดนัดยิ้มสยาม” งานออกร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลายนานาชนิดในบรรยากาศตลาดนัดติดแอร์ เพื่อสร้างรอยยิ้มและรายได้แก่เพื่อนร่วมสังคมที่ประสบวิกฤตในรูปแบบ New Normal Fair ที่ปลอดภัยไร้กังวลด้วยมาตรการสุขอนามัยของสถานที่อย่างเคร่งครัด ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2563 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน

ที่ผ่านมาสยามพิวรรธน์ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนไทยที่มีความสามารถทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยจากต่างจังหวัด ดีไซเนอร์ นักออกแบบไทยที่มีความสามารถ เยาวชน ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ เด็กพิเศษ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทำธุรกิจ และใช้สถานที่ของสยามพิวรรธน์เป็นเวทีของการนำเสนอสินค้าและบริการในหลากหลายประเภท เช่นเดียวกับ “ตลาดนัดยิ้มสยาม” ครั้งนี้ ที่สยามพิวรรธน์ต้องการช่วยผู้ประกอบการไทยจากทั่วประเทศให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ และกลับมามีรอยยิ้มและความสุขอีกครั้ง ซึ่งร้านค้าที่เข้ามาขายจะผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์และสินค้าที่นำมาขาย มีคุณภาพดี ราคาเป็นธรรม เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้า สร้างความสุขใจที่ให้คนไทยได้ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

สำหรับร้านค้าจากผู้ประกอบการต่างๆที่เข้าร่วม “ตลาดนัดยิ้มสยาม” มีมากมายกว่า 197 ร้านค้า อาทิ เบเกอรี่, ผัก ผลไม้, เครื่องดื่มสมุนไพร, เครื่องดื่มออร์แกนิค, ไอศกรีม, ข้าว, น้ำพริก, อาหารแห้ง, เครื่องสำอางค์, เครื่องประดับ, งานฝีมือ, หน้ากากาอนามัย, รองเท้า, ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก, ผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน, เสื้อผ้า และอื่นๆอีกมากมาย ที่จะทำให้ทุกท่านมีความสุขในการเลือกช้อปสินค้าที่ได้ช่วยเหลือ และยังได้ของกลับบ้านมากมายอีกด้วย

ร่วมช้อป ชิม ชิล อุดหนุนผู้ประกอบการคนไทยด้วยกันได้ ระหว่างวันที่ 24-28 มิถุนายน 2563 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 11.00-19.00 น. ติดต่อสอบถามได้ที่ Line Official Account @RoyalParagonHall และเตรียมพบกับตลาดนัดยิ้มสยามที่ True ICON Hall ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2563

แพทย์ไทยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626765

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 07:58 น.แพทย์ไทยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19เคสแรกของโลก ‘หมอรามาฯ’ เผยความสำเร็จปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมด้วย มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยความสำเร็จ ในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างเร่งด่วนเคสแรกของโลก จากเด็กชายศิลา บุญกล่อมจิตร (น้องจีโอ้) ผู้บริจาคไขกระดูกวัย 5 ขวบ ขณะติดเชื้อโควิด-19 เพื่อรักษา เด็กหญิงจินตนาการ บุญกล่อมจิตร (น้องจีน) พี่สาววัย 7 ขวบ ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียตั้งแต่กำเนิด ตอกย้ำความเป็นเลิศทางการแพทย์และก้าวสำคัญของรามาธิบดีในฐานะโรงเรียนแพทย์ที่พึ่งของผู้ป่วย

“เคสนี้มีความท้าทายและซับซ้อนเป็นอย่างมาก ในวันที่เราจะต้องเก็บสเต็มเซลล์น้องจีโอ้ กลับตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 น้องจีโอ้จึงอยู่ในฐานะผู้ป่วยอีกคน อีกทั้งผู้ป่วยสองคนยังอายุน้อยด้วยกันทั้งคู่คือ 5 และ 7 ขวบ ทุกขั้นตอนจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ การจัดเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูกจึงมีความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของสเต็มเซลล์ที่ได้จะมีเชื้อโควิด-19 รวมถึงขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากน้องจีโอ้ต้องถูกกักโรคและส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ที่เป็นศูนย์ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในขณะที่น้องจีนยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลร2าธิบดี และความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงขณะปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ซึ่งเคสนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในโลกสำหรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างเร่งด่วนจากผู้ป่วยโควิด-19” ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในเด็ก อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

นอกจากความเสี่ยงของเชื้อโควิด-19 แล้ว การทำงานของคณะแพทย์ยังต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากน้องจีนได้เข้ากระบวนการเตรียมความพร้อมของร่างกายด้วยการรับเคมีบำบัดหรือคีโมจนครบเรียบร้อยแล้ว ร่างกายจึงมีภูมิคุ้มกันต่ำและเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในเวลานั้น

“การจะหาสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคใหม่ให้พี่จีนขณะนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจะหาสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้ในผู้บริจาคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมมีน้อยมาก คิดเป็นอัตราส่วน 1 ใน 20,000-50,000 ราย ซึ่งต้องใช้เวลา ส่วนการตัดต่อยีนส์ไม่สามารถทำได้เนื่องจาก สเต็มเซลล์ของน้องจีโอ้จึงเป็นความหวังเดียว ทีมแพทย์ได้ประชุมและร่วมกันพิจารณาอย่างรอบครอบ จนมั่นใจแล้วว่าโอกาสสำเร็จในเคสนี้มีมากกว่าความเสี่ยง จึงตัดสินใจดำเนินการเจาะไขกระดูกเพื่อเก็บสเต็มเซลล์ของน้องจีโอ้ทันที วินาทีที่เราตรวจสเต็มเซลล์ที่ได้ว่าเป็นสเต็มเซลล์ปลอดเชื้อโควิด-19 และการปลูกถ่ายไปยังพี่จีนประสบผลสำเร็จ จึงไม่เพียงเป็นความน่ายินดีที่เราสามารถช่วยชีวิตคู่พี่น้องได้อย่างปลอดภัย แต่นี่ยังถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่น่าภาคภูมิใจของการแพทย์ไทยอีกด้วย” รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ แพทย์ผู้ดำเนินการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด อาจารย์สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นและถูกทำลายได้ง่าย ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อน นอกจากการรักษาแบบประคับประครองโดยการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็กแล้ว ปัจจุบันพบว่าสามารถรักษาผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดได้ ด้วยวิธีการดัดแปลงพันธุกรรมของเซลล์ในร่างกายผู้ป่วยเองหรือการตัดต่อยีน หรือด้วยวิธีการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากไขกระดูกของบุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีไปยังผู้ป่วย โดยทั้งผู้ให้และผู้รับต้องมีความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อโดยสมบูรณ์ 100% โรงพยาบาลรามาธิบดีประสบความสำเร็จในการรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532

“ครอบครัวเรามีความผูกพันธ์กับโรงพยาบาลรามาธิบดีฯ มากว่า 7 ปี คุณแม่ของพี่จีนและน้องจีโอ้ ฝากครรภ์ที่นี่ทั้งสองครั้ง คุณหมอตรวจพบว่าน้องจีนป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย มีแนวโน้มตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ที่ผ่านมาน้องจีนเข้ารับการรักษาและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาโดยตลอด จนปลายปี 2561 ครอบครัวได้รับข่าวดี ว่าผลการตรวจเนื้อเยื่อของพี่จีนและน้องจีโอ้เข้ากันได้ คุณหมอบอกว่าครอบครัวเราโชคดีมากๆ เพราะโอกาสที่พี่น้องจะมีเนื้อเยื่อตรงกันนั้นมีเพียงแค่ร้อยละ 25 ครอบครัวจึงตัดสินใจให้น้องจีนเข้ารับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างไม่ลังเล โดยน้องจีนได้รับคิวผ่าตัดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา” คุณพ่อน้องจีน-จีโอ้ กล่าว

“ยอมรับว่าตอนนั้น ผมแทบล้มทั้งยืน รู้สึกเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อใกล้ถึงวันที่พี่จีนจะได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ความหวังรอพวกเราอยู่แล้ว แต่กลับได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายติดเชื้อโควิด-19 ภรรยาเองก็ติดเชื้อไปด้วย ทุกคนจำเป็นต้องแยกจากกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หากเป็นในสถานการณ์อื่นผมคงมืดแปดด้านและทำอะไรไม่ถูก แต่ในความกังวลนี้ผมก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่ครอบครัวอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาโดยตลอด หลังทราบข่าว ทีมคุณหมอก็ได้เข้ามาพูดคุยและให้ความเชื่อมั่นว่าการผ่าตัดมีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จมากกว่า อีกทั้งน้องจีโอ้และคุณแม่ก็อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ที่เป็นศูนย์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยครั้งนี้ทางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ซึ่งช่วยแบ่งเบาครอบครัวได้เยอะมากอีกด้วย” คุณพ่อน้องจีน-จีโอ้ กล่าว

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ในฐานะองค์กรการกุศล มีพันธกิจในการเป็นศูนย์กลางการระดมทุน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งทางด้านพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการวิจัย รักษา และป้องกัน รวมไปถึงการก่อสร้างอาคาร เพิ่มจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วย จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ตลอดจนการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายจำเป็นต่างๆ ของผู้ป่วยอีกด้วย

“มูลนิธิรามาธิบดีฯ มุ่งมั่นจะเป็นที่พึ่งของคนไทยทุกคนให้พ้นจากความเจ็บป่วย สนับสนุนค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลให้ประชาชนทุกระดับได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานและเป็นไปอย่างทั่วถึง จึงใคร่ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสมทบทุนเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษา ตลอดจนสนับสนุนด้านการค้นคว้าและวิจัยทางการแพทย์ พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อเป็นรากฐานที่ยั่งยืนในการรักษา และช่วยเหลือผู้ป่วยในอนาคต” นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวปิดท้าย

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เชื่อมั่นว่าการมอบสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนคือการให้อันยิ่งใหญ่และไม่สิ้นสุด และมุ่งมั่นเป็นสื่อกลางให้ผู้มีจิตศรัทธาได้มอบ “การให้อันยิ่งใหญ่และไม่สิ้นสุด” นี้แก่สังคมไทยตลอดไป

Work from anywhere ไลฟ์สไตล์ New Normal ส่อแววเครียด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626692

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 12:30 น.Work from anywhere ไลฟ์สไตล์ New Normal ส่อแววเครียดแพทย์เตือน! ไลฟ์สไตล์ New Normal เสี่ยงเครียดทำลายตับ แนะออกกำลังกายเสริมภูมิคุ้มกัน

New Normal ดูจะเป็นกระแสรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มาแรง ในช่วงที่ทั่วโลกยังคงต้องเฝ้าระวังเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ด้วยมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในเวลานี้มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องตนเองจากโรคระบาด งดการเดินทาง งดกิจกรรมการพบปะ สร้างระยะห่างทางกายภาพ ซึ่งนั่นหมายรวมถึงรูปแบบการทำงาน ส่งผลให้การสื่อสารทางไกลผ่านเทคโนโลยีสื่อออนไลน์ยิ่งทวีความสำคัญและทรงอานุภาพที่สุดในรอบหลายปี

เนื่องจากหลายหน่วยงานปรับวิธีการทำงานสู่รูปแบบ Work from anywhere ทำให้เราสามารถพบว่าการสื่อสารระหว่างบุคลากรเพื่อการติดต่อประสานงานมักเกิดขึ้นผ่าน Online conference ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่นั่นก็หมายถึงกิจวัตรที่จะต้องประจำการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวันเพื่อรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน จนเกิดการละเลยที่จะดูแลสุขภาพกายอย่างเช่นการออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายจากอิริยาบถเดิม ๆ เป็นเวลานาน ยิ่งไปกว่านั้นคนวัยทำงานในบางกลุ่มอาจต้องเผชิญกับความเครียดจากรายได้ที่ขาดหายไปในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ขณะที่ยังต้องรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่มากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อวัยวะภายในโดยที่เราไม่รู้ตัว

พญ.พรนภา ปวีณดำรง ที่ปรึกษา นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สาขาวิชาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และ RDI มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาแพทย์ผู้วิจัยพบผลการศึกษาบางอย่างซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการวิจัยของแพทย์เอง ซึ่งอาจไม่สามารถอ้างอิงในทางวิชาการได้มากนัก

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ “ความเครียด” ที่ส่งผลต่อตับ โดยสามารถอธิบายกลไกได้ 3 ข้อ ได้แก่

1. กลไกการขาดออกซิเจน

เนื่องจากความเครียดส่งผลให้เลือดไปหล่อเลี้ยงตับได้น้อยลง ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในระดับเซลล์ตับลดลงด้วย ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เป็นพิษทำลายเซลล์ตับ นอกจากนี้ ความไม่สมดุลระหว่างอนุมูลอิสระ และสารต้านอนุมูลอิสระ ยังส่งผลให้เกิดความเครียด เกิดการหลั่งสาร TNF-alpha ที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น 4-7 เท่า

2. กลไกการรั่วเข้าของ Lipopolysacharide

ความเครียดทำให้เกิดการยินยอมในผนังลำไส้ถึง 2 เท่า จึงมีการรั่วเข้าของ Lipopolysacharide และสิ่งแปลกปลอม ยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดความเสียหายในตับ

3. ฮอร์โมนความเครียดถูกกระตุ้นให้หลั่งมากเกินไป

ความเครียดจะกระตุ้นการทำงานของไฮโพทาลามัสและต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมความเครียดออกมาในกระแสเลือดมากกว่าคนปกติ 1.6 เท่า ซึ่งกดภูมิคุ้มกันและทำให้เซลล์ตับอักเสบได้ นอกจากนั้น ความเครียดจะกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ Epinephirne และ Norepinephirne ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ทั้งหลายรวมถึงเซลล์ตับ

นอกจากนี้ แพทย์ผู้วิจัยยังพบข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ มีการเปลี่ยนค่าตับของอาสาสมัครทั้ง 25 คน นั่นคือค่า AST (SGOT) และ ALT (SGPT) ซึ่งส่วนใหญ่มีค่าปริมาณที่สูงขึ้นอย่างน่าแปลกใจเมื่อเทียบค่าตับดังกล่าวระหว่างช่วงก่อนมีมาตรการ Work from home และหลังจากมีมาตรการไปแล้ว 4 สัปดาห์

       ค่าเอนไซม์ตับ เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังจากทำงานที่บ้าน 4 สัปดาห์

จากข้อมูลที่แพทย์ได้ค้นพบอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแม้ไลฟ์สไตล์การทำงานแบบ New Normal จะดูสะดวกสบาย แต่ความเครียดจากการอยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ หรือความเครียดจากสภาวะเศรษฐกิจก็ดีอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพภายในโดยที่เราไม่ทันสังเกตเห็น เพราะฉะนั้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันง่าย ๆ จากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ละวางจากการคร่ำเคร่งต่อหน้าที่การงานบ้าง ก็สามารถสร้างสมดุลให้สุขภาพและลดโอกาสการเจ็บป่วยได้อย่างแน่นอน

โรคเบาหวาน : ภาวะน้ำตาลสูง-ต่ำ อันตรายแค่ไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626689

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 12:15 น.โรคเบาหวาน : ภาวะน้ำตาลสูง-ต่ำ อันตรายแค่ไหน?รู้จักกับ “ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง-ต่ำในผู้ป่วยเบาหวาน” จับทางสัญญาณบ่งบอก วิธีสังเกตอาการ การช่วยเหลือตัวเอง และการป้องกัน

ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ต่างก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ทั้งนั้น โดยคนส่วนมากจะรู้จักเพียงภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน แล้วรู้หรือไม่ว่า ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน มาทำความเข้าใจกับภาวะระดับน้ำตาลในเลือดำให้มากขึ้น พร้อมกับลองพิจารณาดูว่าเรากำลังถูกโรคนี้คุกคามอยู่หรือไม่

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) 

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและไม่พบกรดคีโตนคั่ง ภาวะนี้พบได้ในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ค่อยดีจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมื่อมีความเจ็บป่วยรุนแรงหรือร่างกายเกิดการติดเชื้อ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกระหายน้ำมาก คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อยและมากผิดปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืนอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดตาพร่ามัวซึม อาจถึงขั้นหมดสติ หรือมีอาการชักกระตุกเฉพาะที่  
  2. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและมีกรดคีโตนคั่ง หมายถึง ภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ร่วมกับมีสารคีโตนคั่งในเลือดเฉียบพลัน ทำให้มีกรดเกินในกระแสเลือด ภาวะนี้ค่อนข้างอันตรายรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ มักเกิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากขาด การฉีดอินซูลิน หรือได้รับยาไม่เพียงพอ หรือภาวะเครียดจากการเจ็บป่วย อาการทีพบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียนมาก ปัสสาวะบ่อย ลมหายใจมีกลิ่นเหมือนผลไม้ หายใจเหนื่อยหอบลึก อาจช็อคหมดสติ การรักษาภาวะฉุกเฉินนี้ ดื่มน้ำมากๆ และรีบไปโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ช่วยตนเองอย่างไร? … เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

  • ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
  • ถ้ามีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ควรเจาะเลือดเช็คดูระดับน้ำตาลว่าสูงเท่าใด
  • ปรับขนาดยาฉีดอินซูลินขึ้น 1-2 ยูนิต ในกรณีที่ไม่แน่ใจควรโทรปรึกษาแพทย์ หรือทีมวิทยากรเบาหวาน
  • หากมีอาการรุนแรงมากกว่านี้ ควรมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

จะป้องกันอย่างไร? … ไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

  1. ควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  2. รับประทานยาหรือฉีดอินซูลินตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  3. ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ
  4. เมื่อมีอาการเจ็บป่วย ควรไปพบแพทย์
  5. ห้ามหยุดฉีดอินซูลิน หรือหยุดรับประทานยาเอง
  6. มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

หมายถึง ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 60 มก./ดล. หรือเป็นผู้เป็นเบาหวาน บางราย เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มก./ดล. อาจมีอาการได้ในกรณีที่มีประวัติน้ำตาลสูงมากๆ

สัญญาณบอกว่า…ว่าเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

  • เหงื่อออกมาก ตัวเย็น
  • ใจสั่น หัวใจเต้นแรงและเร็ว
  • หิวมาก มือสั่น
  • อารมณ์หงุดหงิดง่ายปวดศรีษะ มึนงง หน้ามืด ตาลาย
  • ถ้าอาการรุนแรงอาจชักหรือหมดสติถ้าเกิดเวลากลางคืน อาจมีอาการปวดศรีษะ มึนงง เหงื่อออกมากขณะหลับ ฝันร้าย เมื่อตื่นขึ้นมาอาจสังเกตว่าเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นได้อย่างไร?

  1. รับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน พลาดเวลาอาหารหลัก รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
  2. ฉีดอินซูลิน หรือรับประทานยามากเกินไป
  3. ออกกำลังกายหักโหม หรือทำงานหนักมากกว่าปกติ
  4. การรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงท้องว่าง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้

จะช่วยตัวเองอย่างไร?….เมื่อเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ

ถ้าอาการไม่มาก และเกิดขึ้นใกล้เวลาอาหาร ควรรีบรับประทานทันที หรือรีบรับประทานของว่าง เช่น ขนมปัง นม ผลไม้รสหวานก่อน

กรณีที่มีอาการค่อนข้างมาก แต่ยังรู้สึกตัว ให้ดื่มน้ำหวาน ½ – 1 แก้ว หรืออมลูกอม 1-2 เม็ด หรือน้ำตาล 2 ก้อน อาการควรจะดีขึ้นภายใน 5-10 นาที แล้วรีบรับประทานข้าว หรืออาหารประเภทแป้ง แต่ถ้าสังเกตอาการตนเองแล้วยังรู้สึกไม่ดีขึ้น สามารถดื่มน้ำหวานซ้ำอีก 1 แก้ว ทันที

ถ้ามีอาการรุนแรงถึงขั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว ห้าม ให้ลูกอม หรือดื่มน้ำหวาน เพราะอาจทำให้สำลัก รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือคลินิกที่ใกล้ที่สุด แล้วแจ้งแพทย์ที่ดูแลด้วยว่าเป็นเบาหวาน

จะป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำได้อย่างไร?

  1. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
  2. ฉีดยา และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง (ทั้งปริมาณยา และเวลา)
  3. หากจำเป็นต้องออกกำลังกายนานกว่า 30 นาที ควรรับประทานอาหารว่าง เช่น นม ขนมปัง หรือผลไม้ รองท้องประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย
  4. ปรึกษาแพทย์ในกรณีที่ต้องรับประทานยารักษาโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะยานั้นอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
  5. แจ้งบุคคลใกล้ชิดให้ทราบว่าท่านเป็นเบาหวาน และอธิบายวิธีช่วยเหลือ เมื่อมีอาการผิดปกติควรมีลูกอม น้ำตาลก้อน หรือน้ำผลไม้พกติดตัวไว้เพื่อเดินทางยาม ฉุกเฉิน
  6. ถ้ามีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้าน ควรเจาะเลือดเช็คระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ

สมุนไพรไล่ยุง ของดีใกล้ตัวจากคำแนะนำของแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626683

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 11:35 น.สมุนไพรไล่ยุง ของดีใกล้ตัวจากคำแนะนำของแพทย์ยุงลายเป็นพาหะนำโรคร้ายอย่าง “โรคไข้เลือดออก” คำแนะนำของแพทย์เรื่องสมุนไพรที่ช่วยไล่ยุง รู้ไว้ของใกล้ตัวอาจช่วยเราให้ห่างไกลจากไข้เลือดออกได้

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่พบว่ามีการระบาดของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ปัจจุบันของโรคไข้เลือดออกคาดว่า ในปี 2563 จะมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกประมาณ 140,000 ราย สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยโรคไข้เลือดออก คือ กลุ่มเด็กวัยเรียน (อายุ 5-14 ปี) แต่กลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตนั้น คือ วัยผู้ใหญ่ (อายุ 35 ปีขึ้นไป) โดยเฉพาะในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

สำหรับโรคไข้เลือดออกมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรกถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องโดยเฉพาะในระยะ ที่มีเลือดออก (ระยะช็อก) ก็อาจส่งผลทำให้เสียชีวิตได้ และวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออก คือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งภายในบ้าน ชุมชน รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ

นายแพทย์สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำประชาชนใช้สมุนไพรพื้นบ้านช่วยไล่ยุง ป้องกันโรคไข้เลือดออกในช่วงฤดูฝน หาง่าย ใช้สะดวก เป็นที่รู้จักของคนในชุมชน มีสารสำคัญช่วยไล่ยุง ป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกได้ เช่น ตะไคร้หอม มีสารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหยง่าย (Citronella oil) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงอื่นๆ วิธีการนำมาใช้ไล่ยุงง่าย ๆ เพียงแค่นำต้นตะไคร้หอมสดมาขยี้หรือทุบให้มีกลิ่น แล้วนำไปวางไว้บริเวณมุมอับหรือจุดที่ต้องการไล่ยุง นอกจากนี้ ยังสามารถ นำสมุนไพรชนิดอื่นมาใช้ไล่ยุงได้โดยใช้วิธีเดียวกัน ได้แก่ ตะไคร้ ผิวมะกรูด กะเพรา โหระพา ยูคาลิปตัส เป็นต้น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมใช้ที่ทำมาจากตะไคร้หอม สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือตามร้านสะดวกซื้อ แต่หากต้องการทำสเปรย์ตะไคร้หอมไว้ใช้ ก็มีวิธีทำง่ายๆ โดยหั่นตะไคร้หอมเป็นชิ้นเล็กๆ ปริมาณ 100 กรัม ผิวมะกรูดหั่นปริมาณ 50 กรัม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ใส่ลงในโหลแก้วเติมเอทิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 1 ลิตร ใส่การบูรปริมาณ 10 กรัม ปิดฝาให้แน่นหมักไว้ 7 วัน ระหว่างทำการหมักต้องเขย่าโหลแก้วทุกวัน เมื่อครบกำหนดกรองเอาแต่น้ำนำมาบรรจุขวดสเปรย์ ให้ติดฉลากว่าสเปรย์ตะไคร้หอมกันยุง เพื่อป้องกันการหยิบใช้ผิด วิธีใช้ให้ฉีดตามผิวกายแต่ควรระวังการสัมผัสกับเยื่อบุอ่อนที่บอบบาง เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้

ข้อมูลโดย  น.พ.สมชาย แสงกิจพร เผยว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดขณะนี้คือการป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวไม่ให้ยุงกัด โดยใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงที่มีประสิทธิภาพดี ซึ่งประชาชนยังสามารถนำสมุนไพรไทยมาใช้ทาป้องกันยุงกัดได้ สำหรับสารออกฤทธิ์ที่เป็นสมุนไพร หากเป็นสารชนิดเดียว เช่น น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมต้องทาซ้ำทุกครึ่งชั่วโมง เนื่องจากป้องกันยุงลายได้น้อยกว่ายุงรำคาญ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต้องมีสารเสริมฤทธิ์และสารที่ช่วยให้ติดทนนาน

อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาวิจัยแล้วว่า การใช้สมุนไพรหลายชนิดรวมกันจะให้ผลในการป้องกันยุงได้ดีกว่าการใช้สมุนไพรชนิดเดียว ซึ่งสมุนไพรส่วนที่ออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยจะหมดฤทธิ์เร็วกว่าสูตรที่เป็นดีทหรือไออาร์ นอกจากนี้ ยังต้องให้ความรู้กับประชาชนอีกว่าตะไคร้หอมเพื่อป้องกันยุงกัดนั้นจะต้องนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยและทำเป็นสูตรตำรับเฉพาะก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ การขยี้ ตี ตำ หรือปลูกตะไคร้หอมไว้บริเวณรอบบ้านตามที่เคยเชื่อมานั้นไม่สามารถป้องกันยุงกัดได้ 

ทั้งนี้ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การระบาดของไข้เลือดออก ขอแนะนำให้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ยุงชุกชุม ไม่สวมเสื้อผ้าสีทึบ และควรพกพาสเปรย์ตะไคร้หอมติดตัวไว้ไล่ยุง ทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดและป้องกันโรคที่จะมากับยุงในช่วงฤดูฝนนี้ 

10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626467

วันที่ 22 มิ.ย. 2563 เวลา 09:19 น.10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน”รู้จักโรคไมเกรนกันดีแค่ไหน อ่านก่อนรู้ก่อน 10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” โดยแพทย์ด้านประสาทวิทยา

ข้อมูลโดย นพ.อดิศักดิ์  กิตติสาเรศ อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยา จากศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ความรู้สุขภาพเรื่อง 10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” ดังนี้

เรื่องที่ 1 ปวดศีรษะไม่ได้มีแค่ไมเกรน

การปวดศีรษะเป็น ระบบเตือนของร่างกายที่แสดงออกมา เพื่อให้เรารู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นและจะได้ตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ใช่เพื่อให้รับยาแก้ปวดแล้วจบเรื่อง มีโรคที่ทำให้ปวดศีรษะได้จำนวนมาก มีหลายโรคที่มีลักษณะคล้ายการปวดของไมเกรน ดังนั้น หากท่านมีอาการปวดที่มากขึ้น ไม่แน่ใจในลักษณะอาการปวด ควรพบผู้เชี่ยว ชาญเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

เรื่องที่ 2 ปวดศีรษะไมเกรนเป็นอย่างไร

การปวดศีรษะของไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ผิวสมอง ทำให้สมองถูกกระตุ้นได้ง่ายและไวกว่าปกติ เมื่อมีการปวดแล้วจะมีการรับรู้ที่ระบบประสาทรับความรู้สึกที่เพิ่มมากกว่าปกติ ทำให้รู้สึกถึงการเต้นของหลอดเลือดเกิดอาการปวดขึ้น มักปวดบริเวณขมับร้าวไปกระบอกตา ลักษณะตุ๊บๆ เหมือนหลอดเลือดเต้น มักเป็นทีละข้างสลับไปมาได้ นอกจากนี้ยังไม่อยากได้กลิ่น ได้ยินเสียงหรือรับแสง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะพักไปนอนเพื่อให้ได้หลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นต่างๆ ก็จะดีขึ้น อาจมีอาการร่วมอื่นๆ ที่พบบ่อย คือ การเห็นแสงเป็นเส้นซิกแซกผิดปกติการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อมีอาการเรื้อรังจะมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจมีลักษณะอาการปวดเปลี่ยนลักษณะและอาการแสดงอื่นๆ ร่วมได้ เช่น เจ็บที่หนังศีรษะเวลาถูกสัมผัส นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้หญิงอีกด้วย

เรื่องที่ 3 ปวดศีรษะต้องเอ็กซเรย์สมองหรือไม่

หลายคนเข้าใจว่าการปวดศีรษะจำเป็นต้องมีอะไรในศีรษะและสมองทุกกรณี ซึ่งไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามหากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ลักษณะมีอาการปวดรุนแรงในทันที, มีอาการซึมลง, อ่อนแรงแขนขา, ชา, พูดไม่ชัด, อาการปวดที่รุนแรงและถี่มากขึ้น, อาการปวดศีรษะครั้งแรกในผู้สูงอายุ (>50 ปี) และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรค โดยการเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) แล้วแต่กรณี

เรื่องที่ 4 ทำอย่างไรไม่ให้ปวดศีรษะไมเกรน

โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีสิ่งกระตุ้นที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่พบบ่อย คือ แสงแดด อากาศร้อน หนาว กลิ่นเหม็นการใช้เหล้า บุหรี่ อาหารบางชนิด การอดหลับอดนอน ภาวะเครียด การมีประจำเดือน ควรสังเกตุและหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้กระตุ้นการเกิดไมเกรน

เรื่องที่ 5 ยาแก้ปวดกินอย่างไรถึงได้ผลดี

ในระยะที่มีการปวดศีรษะต้องรับประทานทันทีที่เริ่มปวดศีรษะจึงจะได้ผลดี ยาที่ใช้ได้ คือ พาราเซตามอล,ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), ยากลุ่มทริปแทน (Triptan) และยาที่มีส่วนผสมของเออโกทามีน(Ergotamine) การใช้ยาแต่ละชนิดมีข้อควรระวังที่ต่างกัน ต้องอ่านฉลากก่อนใช้ยา ควรได้รับคำแนะนำจากผู้ เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

เรื่องที่ 6 ถ้าปวดถี่มากขึ้นทำอย่างไรดี

เมื่อเป็นไมเกรนที่รุนแรงถี่มากขึ้นควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาการรับยาป้องกันการปวดศีรษะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไป และป้องกันการเกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวด (MOH) ยาที่ใช้ในการป้องกันมีหลายชนิด เช่น Amitriptyline, Nortriptyline, Topiramate, Valproic acid, Propanolol, Flunarizine การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย ที่สำคัญ คือ ยากลุ่มนี้ต้องรับประทานทุกวันในขนาดที่เหมาะสม

เรื่องที่ 7 กินยาป้องกันทุกวันจะอันตรายไหม

โดยทั่วไปการรับประทานต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสมมีความปลอดภัยกว่าการรับประทานยากลุ่มแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง เมื่ออาการดีขึ้นแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งสามารถหยุดได้ ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและหายจากอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ ยาในกลุ่มป้องกันมีหลายชนิดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณา

เรื่องที่ 8 รู้จักไหม “เออร์โกทิซึม”

ในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่มีส่วนผสมของเออร์โกทามีน (Ergotamine) ในขนาดสูง มีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการนี้ จะมีอาการคือหลอดเลือดส่วนปลายหดตัวอย่างรุนแรง ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเขียวคล้ำ อาจขาดเลือดจนมีการตายของเนื้อเยื่อได้, เป็นตะคริว, ปวดเกร็งท้อง, ชัก ,ความรู้สึกตัวผิดปกติ มียาหลายกลุ่มที่เมื่อรับประทานคู่กับยากลุ่มนี้แล้วเกิดความเป็นพิษได้สูง เช่น ยาฆ่าเชื้อรายต้านไวรัสกลุ่ม Prptease inhibitor, ยาฆ่าเชื้อกลุ่มMacrolideควรพิจารณาใช้อย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์

เรื่องที่ 9 รู้ไหมการออกกำลังกายช่วยให้หายไมเกรนได้                                   

มีหลายการศึกษาที่บ่งชี้ถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิคในสถานที่ธรรมชาติที่มีสิ่งแวดล้อมสีเขียวและการผ่อนคลายความเครียด สามารถช่วยให้อาการปวดศีรษะไมเกรนหายได้เร็วยิ่งขึ้น จึงควรทำการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างต่อเนื่องแล้วอาการจะดีขึ้นเกินคาด

เรื่องที่ 10 คาถารักษาไมเกรน

หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

ร้อนก็กางร่มใส่แว่นดำ

หนาวก็หาผ้าไว้คลุมกาย

เรื่องเครียดอดนอนเราไม่ทำ

เริ่มปวดหัวแล้วรีบกินยาโดยฉับพลัน

ปวดถี่เมื่อใดหาหมอหาเหตุรับยาป้องกันแล้วกินทุกวัน

หมั่นขยันออกกำลังกาย

ขอขอบคุณ : ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่