ไลฟ์สไตล์ 30 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=8

ไลฟ์สไตล์ 29 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=8

ไลฟ์สไตล์ 28 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=8

ไลฟ์สไตล์ 27 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=8

ไลฟ์สไตล์ 26 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=9

ไลฟ์สไตล์ 25 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=9

ไลฟ์สไตล์ 24 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=9

ไลฟ์สไตล์ 23 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C&p=9

‘ห่างก่อน’ ระยะห่างทางสังคม Social Distancing มีไว้ทำไมกัน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/618446

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 18:39 น.

‘ห่างก่อน’ ระยะห่างทางสังคม Social Distancing มีไว้ทำไมกัน?

รู้จักกับ Social Distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม พร้อมสำรวจผลจากงานวิจัยว่าใช้ได้ผลจริงแค่ไหน

Social Distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม คือการสร้างระยะห่างระหว่างตัวเราเองกับคนอื่นๆ ภายในสังคม รวมถึงการลดการออกไปนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ขนส่งสาธารณะ การไม่เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และการทำงานอยู่ที่บ้าน

มาตรการ Social Distancing ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกเพราะสถานการณ์โคโรนาไวรัส แต่ก่อนหน้านี้เคยถูกนำมาใช้ในเหตุการณ์การระบาดทั่วโลกในหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน ในระหว่างปี 1918-1920 ซึ่งครั้งนั้นมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50-100 ล้านคนทั่วโลก และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดจากประเทศเม็กซิโกไปยังทั่วโลก ซึ่งการทำ Social Distancing นั้นได้พิสูจน์ว่ามาตรการป้องกันการระบาดแบบเว้นระยะห่างนั้นมีประสิทธิภาพ และสามารถช่วยทุเลาระดับความรุนแรงของการระบาดได้จริง

นอกจากนี้ การทำ Social Distancing จะช่วยลดอัตรการแพร่ระบาดของไวรัสจากคนสู่คน ตามที่ Gerardo Chowell ประธานสาขาวิทยศาสตร์สุขภาพประชากร (Population Health Sciences) จาก Georgia State University ได้เผยว่า ทุกๆ การลดจำนวนการติดต่อระหว่างคนต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครือญาติ เพื่อน เพื่อร่วมงาน หรือที่โรงเรียนนั้นจะช่วยลดการแพร่เชื้อไวรัสในสังคมเป็นอย่างมาก

จากงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ โดยนักวิจัยที่ได้รับทุนจาก NIH-funded researchers ได้พยายามค้นหาคำตอบว่า ทำไมการเว้นระยะห่างทางสังคมถึงกลายเป็นความหวังที่จะชะลอการแพร่ระบาดไวรัสตัวนี้ได้

นักวิจัยได้ไปศึกษาจากเอกสารย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 และทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการแพร่กระจายของ โคโรนาไวรัสในประเทศจีน พบว่าผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโคโรนาทุกกรณีของจีน มีแนวโน้มว่าจะมีอีก 5-10 คน ที่ไม่ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อ

สรุปง่ายๆ ว่ามีผู้ที่ติดเชื้อ แต่ตรวจไม่พบก็มากเช่นกัน แต่หลังจากจีน ‘จำกัด’ การเดินทาง และให้มีระยะห่างทางสังคม การแพร่กระจายของ COVID-19 ก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

จนถึงวันนี้ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” จึงถือเป็นหนึ่งในอาวุธที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะสามารถชะลอการแพร่กระจายของไวรัสนี้อย่างเงียบๆ ซึ่งใช้ได้ผลดีและลดการแพร่ระบาดได้ในประเทศจีน และกำลังใช้ได้ผลกับประเทศอื่นๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิง ลิซ่า มาลากริส ( Lisa Maragakis) ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการป้องกันการติดเชื้อระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การอยู่ห่างกันอย่างน้อย 6 ฟุต จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ COVID-19 ได้ social distancing ยังรวมไปถึงการทำงานจากที่บ้านแทนที่ทำงานที่สำนักงาน ปิดโรงเรียน หรือเปลี่ยนเป็นห้องเรียนออนไลน์ พบปะคนที่คุณรักด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนที่จะมาด้วยตนเอง การยกเลิกหรือเลื่อนการประชุมและการประชุมขนาดใหญ่”

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศจึงได้ออกมาตรการ Social Distancing ที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศอิตาลี ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางรัฐบาลอิตาลีได้ออกมาตรการ Social Distancing ที่เข้มข้นขึ้น เช่น การห้ามไม่ให้ประชาชนกว่า 60 ล้านคนออกจากบ้าน การเดินทางนั้นสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากตำรวจ รวมถึงโรงเรียน พิพิธภัณฑ์ โรงหนัง และร้านค้าต่างๆ ที่ถูกปิดลง ยกเว้นร้านขายของชำและร้านขายยาที่ทางรัฐบาลอนุญาตให้เปิดได้ นอกจากอิตาลี หลายประเทศก็ได้ออกมาตรการคล้ายๆ กัน โดยขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการระบาดและการตัดสินใจของรัฐบาลในประเทศนั้นๆ

ในส่วนของประเทศไทย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออก ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว เพื่อลดการระบาดของเชื้อไวรัสแล้วเช่นกัน

5 ข้อแนะนำในการทำ Social Distancing

1.ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก การเว้นระยะห่างระหว่างตัวเรากับคนที่มีอาการไอหรือจามนั้น ควรรักษาความห่างอยู่ที่อย่างน้อย 1 เมตร เพราะไวรัสนั้นสามารถติดต่อได้ผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ ซึ่งถ้าหากอยู่ใกล้ชิดกันเกินไปเราก็อาจจะสูดเอาไวรัสเข้าร่างกายได้

2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายภาพ เพราะอาจเป็นการนำเชื้อมาสู่ตัวเอง หรือในขณะเดียวกันก็เป็นการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

3.หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน หรือการใช้ขนส่งสาธารณะ เนื่องจากไวรัส COVID-19 นั้นสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสและละอองขนาดเล็ก การที่เราออกไปนอกบ้าน ใช้ขนส่งสาธารณะที่มีความหนาแน่น และในบางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ราวจับ เช่น รถเมล์ หรือรถไฟฟ้า เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครนั้นมีเชื้อไวรัสอยู่บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นพาหะ (มีเชื้อแต่ไม่มีอาการ) ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านก็อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองในขณะนี้

4.การ Work From Home หรือการทำงานที่บ้านก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานที่บริษัทนั้นอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่พนักงานบางกลุ่มนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะที่มีความแออัดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนได้ ซึ่งเป็นที่ที่มีโอกาสสูงในการติดเชื้อ ดังนั้น การให้พนักงาน Work From Home ก็เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อทั้งภายในบริษัทและนอกบริษัทเช่นกัน

5.การเรียนการสอนผ่านทางช่องทางออนไลน์ อีกช่องทางหนึ่งที่มหาลัยหรือสถานศึกษาต่างๆ สามารถนำมาใช้ได้เพื่อป้องกันการระบาดภายในมหาลัยและห้องเรียน ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ทำให้มีแพลตฟอร์มต่างๆ มารองรับการเรียนแบบระยะไกล

ถึงแม้ว่าการ Social Distancing จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่เราก็ขอแนะนำให้ทำควบคู่ไปกับการรักษาความสะอาด การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์หรือสบู่อยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัย เพราะเราต้องรอด และผ่านเรื่องราวร้ายๆ นี้ไปด้วยกัน

ภาพ AFP

COVID-19 กับเรื่องต้องรู้ : การกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/618211

วันที่ 20 มี.ค. 2563 เวลา 06:20 น.

COVID-19 กับเรื่องต้องรู้ : การกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine)

เรื่องต้องรู้ระหว่างการกักกัน หรือคุมไว้สังเกตในที่พักอาศัย กรณีใดเข้าข่ายเฝ้าระวัง? ทำไมต้อง 14 วัน? ระหว่างนี้ควรทำอะไร ห้ามทำอะไรบ้าง? คนที่อาศัยในบ้านเดียวกันต้องทำอย่างไร?

การกักกันคืออะไร?

การกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine) เป็นการจำกัดกิจกรรมของบุคคลที่มีสุขภาพดี เนื่องจากสัมผัส (Expose) กับผู้ป่วยโรคติดเชื้อระหว่างช่วงที่แพร่เชื้อ (Period of communicability) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อถ้าบุคคลที่มีสุขภาพดีติดเชื้อ

ทำไมต้อง 14 วัน?

ระยะเวลาเฝ้าสังเกตอาการจะไม่นานเกินกว่าระยะฟักตัวที่ยาวที่สุดของเชื้อก่อโรค ซึ่งในกรณีของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีระยะฟักตัวของโรคนาน 2-14 วัน ดังนั้น จึงแยกตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน

วัตถุประสงค์ของการกักตัวคืออะไร?

สำหรับวัตถุประสงค์ของการกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine) ก็เพื่อใช้สำหรับให้การดูแลและควบคุมผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือผู้เดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ในข่ายต้องกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย หรือหากพบการป่วยก็ต้องแยกกัก (isolation) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

ใครบ้างที่ควรกักตัว? 

ผู้ที่เข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

1.ผู้ป่วยที่มีประวัติไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเร็ว หรือหายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก) และมีประวัติในช่วง 14 วัน ก่อนวันเริ่มมีอาการ

  • มีการเดินทางไปหรือมาจากประเทศ หรือ อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
  • เป็นผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
  • มีประวัติใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

2.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่สงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

3.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และเป็นบุคลากรทางการแพทย์

4.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้

การปฏิบัติตัวระหว่างการกักกัน หรือคุมไว้สังเกตในที่พักอาศัย

1) อยู่ในที่พักอาศัย 14 วันนับจากวันเดินทางถึงประเทศไทย ทำการวัดอุณหภูมิร่างกายตนเองทุกวัน สังเกตอาการไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจลำบาก ครั่นเนื้อตัว และอื่นๆ บันทึกในรายงานที่กำหนดเป็นประจำทุกวัน หากมีอุณหภูมิร่างกาย 37.5 องศาขึ้นไป หรือพบอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบทันที

2) ไม่รับประทานอาหารและใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น

3) ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หมอน ผ้าห่ม แก้วน้ำ

4) ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาที หรือแอลกอฮอล์ 70% ลูบมือจนแห้ง

5) เมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น ต้องสวมหน้ากากอนามัย และอยู่ห่าง จากคนอื่นประมาณ 1-2 เมตรหรือหนึ่งช่วงแขน

6) หลีกเลี่ยงการพูดคุยใกล้ชิดกับคนอื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง

7) การทิ้งหน้ากากอนามัยให้ทิ้งใส่ถุงพลาสติก ปิดถุงให้สนิท ก่อนทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด จากนั้นท้าความสะอาดมือด้วย น้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ 70% ทันที

8) เมื่อไอ จาม ให้ใช้ทิชชูปิดปาก ปิดจมูกถึงคางทุกครั้ง ทิ้งทิชชูใส่ถุงพลาสติก ปิดถุงให้สนิทก่อนทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด จากนั้นท้าความสะอาดมือด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ 70% ทันทีหากไม่มีทิชชูใช้ต้นแขนด้านใน

9) ทำความสะอาดบริเวณที่พัก ด้วยน้ำยาฟอกขาว 5% (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 99 ส่วน) หรือเช็ดพื้นผิวสัมผัสด้วยแอลกอฮอล์ 70%

10) ทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู หรืออื่นๆ ด้วยผงซักฟอกและน้ำธรรมดา หรือซักผ้าด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 70-90 องศา

การปฏิบัติตัวของผู้อยู่อาศัย และการทำลายเชื้อในสิ่งแวดล้อมของบ้านที่มีผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้สังเกต

1) ผู้อาศัยร่วมบ้านทุกคนล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาทีขึ้นไป หรือแอลกอฮอล์ 70% ลูบมือจนแห้ง

2) หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด และควรนอนแยก กับผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้สังเกต

3) เมื่อต้องอยู่กับผู้ถูกกักกันหรือ คุมไว้สังเกตอาการให้สวม หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และอยู่ห่างกันไม่น้อยกว่า 1 เมตร หรือหนึ่งช่วงแขน

4) ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับ ผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้สังเกต

5) หากต้องรับประทานอาหาร ร่วมกัน ให้แยกชุดอาหาร และนั่งห่างกัน ไม่น้อยกว่า 1 เมตร

6) ทำความสะอาดเสื้อผ้าผ้าปูเตียงผู้ขนหนูหรืออื่นๆด้วยผงซักฟอกและน้ำธรรมดา

7) ทำความสะอาดบริเวณที่พัก ด้วยน้ ายาฟอกขาว 5% (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนต่อน้ าสะอาด 99 ส่วน) หรืออาจเช็ดพื้นผิวสัมผัส ด้วยแอลกอฮอล์ 70% พร้อมสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ถุงมือ หน้ากาก แว่นตาขนาดใหญ่

8) สังเกตอาการเจ็บป่วยของ ตนเอง 14 วัน หลังสัมผัส ใกล้ชิดผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้ สังเกตครั้งสุดท้าย