ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616049

วันที่ 19 มี.ค. 2563 เวลา 06:10 น.

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา

แนวทางปฏิบัติของเจ้าของสถานที่-ผู้ให้บริการต่างๆ หากทุกฝ่ายร่วมใจประเทศไทยต้องปลอดภัยจาก COVID-19

วิธีการจัดการให้ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการรถสาธารณะไม่ประจำทางให้ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการค่ายทหารปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการงานอีเวนท์ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการขนส่งสาธารณะปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการโรงแรมปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลคณะทัวร์ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการร้านอาหารปลอดไวรัสโคโรนา

สำรวจ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ช่วยลดความเสี่ยงปิดมหาวิทยาลัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617988

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 08:20 น.

สำรวจ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ช่วยลดความเสี่ยงปิดมหาวิทยาลัย

กระทรวง อว. เสนอ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ลดการเคลื่อนไหวบุคคล ป้องกันการแพร่ระบาด ในช่วงที่จะมีการระบาดเรียนออนไลน์แทนระบบปกติ

กระทรวง อว. เสนอ 6 มาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ COVID-19 ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลดการเคลื่อนไหวบุคคล ป้องกันการแพร่ระบาด ได้แก่

1.มาตรการการบริหารจัดการดูแลนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

ปรับรูปแบบการเรียนการสอนจากระบบปกติเป็นระบบออนไลน์ปิดมหาวิทยาลัยภายใน 2 สัปดาห์ โดยต้องดำเนินการครบทุกมหาวิทยาลัยให้ใช้การสอนออนไลน์ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2563 โดยจะต้องเตรียมการด้าน infrastructure เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้งานระบบที่เพิ่มขึ้น และจัดเตรียม platform กลางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปรับและให้เลื่อนหรือยกเลิกการสอบ การฝึกงาน งดกิจกรรมเพื่อลดการสัมผัสเชื้อ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

2.มาตรการการทำงานสำหรับบุคลากรในสังกัดกระทรวง

บริหารจัดการให้มีการทำงานที่บ้าน (work at home) โดยการสั่งการให้เกิดการทำงานที่บ้าน (work at home) เพื่อลดการเดินทางและลดการสัมผัสเชื้อให้มากที่สุด สำหรับงานที่ต้องมีการปฏิบัติการ ให้ปฏิบัติการด้วยประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือ บริหารจัดการให้มีความเหมาะสมตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ และงดกิจกรรมของทุกหน่วยงานที่ต้องมีคนจำนวนมาก

3.เตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

โดยสั่งการให้เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ประสานงานกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อย่างใกล้ชิดในประเด็นของขั้นตอนและแนวปฏิบัติที่เหมาะสม (best practice) ตั้งแต่ผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลไปจนถึงการรักษา แผนการส่งต่อผู้ป่วย การดูแลผู้ป่วย การลดผู้ป่วย elective การเตรียมหอผู้ป่วย การเตรียม ICU เครื่องช่วยหายใจ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ และห้องแยกพิเศษ พร้อมเตรียมการรองรับกรณีเกิดการระบาดในวงกว้าง เตรียมพื้นที่รองรับเพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เช่น โรงยิม และหอประชุมของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

รวมทั้งประสานงานกับ BOI เพื่อปลดล็อคในประเด็นปัญหาการขาดแคลนชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (PPE) และหน้ากากอนามัย พร้อมพิจารณาปลดล็อคระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างจากกรมบัญชีกลาง ในประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของที่ขาด และหายาก ที่ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ตามราคาที่กำหนด

4.จัดทำระบบบริหารความเสี่ยงด้วยนวัตกรรม พร้อมพัฒนาต่อยอดเป็นระบบปฏิบัติการถาวรที่หน่วยงานใน อว. ในการเชื่อมกับทุกภาคส่วน เพื่อรองรับสถานการณ์ในระยะยาวและเพื่อประโยชน์กับประชาชนในช่วงวิกฤติ ได้แก่

  • การพัฒนาระบบการติดตามและการตรวจสอบ โดยใช้แพลตฟอร์ม DDC-care
  • การใช้ระบบการแพทย์และสุขภาพทางไกล
  • ระบบแสดงตำแหน่งและจัดส่งสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ (Logistics)
  • การบริหารจัดการด้านวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ และการกระจายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น

5.การสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับ COVID-19

กระทรวง อว. โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดเตรียมกรอบงบประมาณ 250 ล้านบาท ในการจัดสรรทุนวิจัยใน 4 ประเด็นสำคัญเร่งด่วน ได้แก่ 1) การศึกษาทางพันธุกรรมและทางชีววิทยาของไวรัสเพื่อความเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของเชื้อ (Whole genome sequencing) 2) ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อความเข้าใจการแพร่กระจายของเชื้อสำหรับการเตรียมรับมือการระบาด และการแพร่ระบาดของไวรัส (Computer simulation and modeling) 3) การพัฒนาวิธีการวินิจฉัย และการผลิตชุดตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รวดเร็ว และเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ (Laboratory diagnostics) โดยร่วมกับบริษัทสยามไบโอไซน์ ในการผลิตชุดตรวจโควิด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจง่ายขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการ โดยจะส่งมอบทั้งหมด 1 ล้านชิ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือน จากปัจจุบันที่มีความต้องการในการใช้เฉลี่ย จำนวน 4,000 ชิ้น/วัน และคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 40% เหลือเพียงประมาณ 1,000 บาท จากเดิมราคาประมาณ 4,000 บาท 4) การวิจัยในด้านอื่นๆ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

6.การสนับสนุนในด้านอื่นๆ โดยมุ่งเน้นในการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก

อาทิ หน้ากากอนามัยจากแผ่นกรองเส้นใยสมบัติพิเศษต้านเชื้อไวรัสและฝุ่น PM 2.5, หน้ากากผ้าแบบซักได้, หุ่นยนต์ช่วยประเมินผู้ป่วย และแนวทางการใช้ข้อมูลแผนที่กลางของประเทศด้วยระบบ NGIS

“ทำสิ่งที่ชอบให้เป็นสิ่งที่ใช่” กับ บอส วิศว สุวรรณกูล บอสใหญ่แห่ง “เดลต้า คอร์ปอเรชั่น” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617900

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 11:27 น.

“ทำสิ่งที่ชอบให้เป็นสิ่งที่ใช่” กับ บอส วิศว สุวรรณกูล บอสใหญ่แห่ง “เดลต้า คอร์ปอเรชั่น”

ตอนนี้ในแวดวงของระบบซีเคียวริตี้ของเมืองไทยที่ใครๆ ต่างต้องยกให้คนนี้เป็นเจ้าพ่อแห่งระบบซีเคียวริตี้ หรือ ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิด วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ “บอส วิศว สุวรรณกูล บอสหนุ่มแห่ง “บริษัท เดลต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด”

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจนี้ มาจากความชอบส่วนตัวที่ชอบดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน ที่จะมีตัวละครสำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งตัวละครนี้จะเก่งในด้านระบบคอมพิวเตอร์ คอยเจาะระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆ เพื่อช่วยพระเอก ถือว่าเป็นมันสมองของทีม ด้วยความที่ชอบดูหนังแนวนี้ จนเอาความชอบ มาทำธุรกิจด้านระบบซีเคียวริตี้วางแผนป้องกันการโจรกรรม

บอสเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำงานนี้ว่า “การทำงานกับระบบซีเคียวริตี้ ทุกอย่างมันคือความท้าทาย และอีกอย่างผมไม่ชอบความพ่ายแพ้ โดยระบบมันเป็นระบบป้องกันการโจรกรรม หรือ อาชญากรรม ต่างๆ อยู่แล้ว โดยผมคิดว่าถ้าเราเป็นผู้ร้าย เราจะทำอย่างไร แล้วนำมาใช้กับงานตัวเอง โดยเอามาวางแผนให้รัดกุมที่สุดครับ”

แม้กระทั่งภาคเอกชนและรัฐบาลยังให้ความไว้วางใจในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยตามงานสำคัญๆ ต่างๆ เช่น งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ที่จัดขึ้น ณ เมืองทองธานี ล่าสุดซึ่งเป็นงานจิวเวอรี่ระดับโลก ที่ต้องมีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา อีกทั้งในส่วนไลฟ์สไตล์ส่วนตัว คุณบอสกล่าวว่า “จริงๆ ผมเป็นคนเข้ากับคนอื่นๆได้ง่าย มีความรับผิดชอบ รักษาคำพูดอะไรที่พูดออกไปแล้วต้องทำให้ได้

โดยปกติถ้าผมมีเวลา ผมจะชอบเดินทางไปเที่ยวที่ไกลๆ โดยส่วนมากชอบขับรถเองมากกว่า เวลาเราอยู่ในรถ มันทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ทำให้มีสมาธิแล้วมักจะมีไอเดียดีๆ ผุดขึ้นมาเวลาผมขับรถเสมอๆ โดยรถที่ผมใช้ประจำ ก็จะเป็น “เมอร์ซิเดสเบนซ์” คันนี้ ด้วยความหรูหรา คล่องตัว และศักยภาพที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวอีกด้วย ด้วยการทำสิ่งชอบจนกลายเป็นอาชีพ ที่ทุกคนต่างยกผู้ชายมากความสามารถคนนี้ ให้เป็นให้เป็นผู้นำระบบรักษาความปลอดภัยของเมืองไทย

https://www.delcorp.co.th

http://www.samsungcctvhd.com

COVID-19 : องค์กรใหญ่ใช้วิธีการใดในการรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617794

วันที่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 10:05 น.

COVID-19 : องค์กรใหญ่ใช้วิธีการใดในการรับมือ

มาตรการจัดการเรื่องการทำงานที่องค์กรใหญ่ใช้รับมือในวิกฤติ COVID-19

วิกฤติ COVID-19 ที่ยังควบคุมได้ยากในขณะนี้ส่งผลกระทบไปในหลายๆ ส่วนโดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจ  เราลองมาดูกันว่าองค์กรระดับโลกจะมีนโยบายหรือสวัสดิการช่วยเหลือคนทำงานในการจัดการปัญหาที่เกิดจาก COVID-19 อย่างไรบ้าง

Microsoft  องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ประกาศว่าจะยังคงจ่ายค่าแรงรายชั่วโมงเพื่อสนับสนุนพนักงาน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ และจะสนับสนุนเรื่องรถรับส่งหรือเทคโนโลยีในสถานที่ทำงานตามความต้องการของพนักงาน ถึงแม้ว่าในตอนนี้บริษัทจะมีความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม วิธีการนี้ทำให้บริษัทใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Facebook, Expedia,Twitter, Google และ Salesforce ออกมาประกาศว่าจะปฏิบัติตามวิธีการของ Microsoft เช่นกันในการจ่ายเงินรายชั่วโมงให้พนักงานที่ทำงานทางไกล

Amazon ให้สัญญาว่าจะบริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์เป็นกองทุนช่วยเหลือให้กับบริษัทและธุรกิจขนาดเล็กรอบๆ สำนักงานของ Amazon ในซีแอตเทิลและเบลวิลล์รัฐวอชิงตัน ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับเงินช่วยเหลือธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19

Lyft ธุรกิจบริการเรียกรถ Taxi  จะให้เงินแก่พนักงานขับรถหากได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 หรือหากถูกกักกันโดยหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านการเงินกับพนักงานขับรถเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำงานได้ในขณะที่ต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง นอกจากนี้ Lyft ยังร่วมมือกับผลิตภัณฑ์ EO เพื่อจัดหาเจลล้างมือหรือยาฆ่าเชื้อแก่พนักงานขับรถโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Uber มีนโยบายส่งเสริมพนักงานเช่นเดียวกันกับบริษัท Lyft เนื่องจากทำธุรกิจลักษณะเดียวกัน โดยมีนโยบายสำหรับพนักงานขับรถที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรค COVID-19 หรือผู้ที่ได้รับการกักตัวจากหน่วยงานด้านสาธารณะสุข 14 วันพวกเขาจะได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือ

Walmart มีนโยบายลาฉุกเฉินให้กับพนักงานที่เกิดความกลัวและอึดอัดใจในการมาทำงาน โดยอนุญาตุให้อยู่บ้านได้หากหนึ่งในพนักงานของพวกเขาถูกพบว่าติดเชื้อ COVID-19 หรือถ้าหากว่าสำนักงานและศูนย์กระจายสินค้าของพวกเขาต้องอยู่ภายใต้การกักกัน พนักงานของพวกเขาจะยังได้รับเงินตอบแทนและสามารถหยุดงานได้สูงสุดสองสัปดาห์ในช่วงเวลานั้น

Postmates ธุรกิจส่งอาหาร พวกเขากล่าวว่าจะสร้างกองทุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดเตรียมแพทย์และค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงานขนส่งของพวกเขาหากถูกพบว่าติดเชื้อ COVID-19 และสำหรับร้านที่ทำอาหารให้กับ Postmates ที่ได้รับผลกระทบก็จะได้รับการยกเลิกการหักเปอร์เซ็นจากการสั่งสินค้าด้วย

CVS Pharmacy จะส่งยาตามกำหนดให้กับลูกค้าฟรี เพื่อไม่ให้พวกเขากังวลที่จะต้องออกมารับยา เนื่องจากสุขภาพที่อ่อนแอเสี่ยงที่จะติดเชื่อได้ และบริษัท CVS ยังได้ยกเลิกการจำกัด การรับยาก่อนกำหนด เนื่องจากมียาที่จำเป็นในการรักษาโรคเรื้อรัง ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น ยาความดันโลหิตสูงและโรคหอบหืด

Wells Fargo Foundation มูลนิธิการกุศลประกาศที่จะบริจาคเงินจำนวน 6.25 ล้านดอลลาร์ สนับสนุนและตอบสนองต่อสถานการณ์ coronavirus ทั้งภายในประเทศและทั่วโลก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน โดย 1 ล้านดอล์ลาร์สำหรับช่วยศูนย์บรรเทาและควบคุมโรค และการป้องกันโรคแห่งชาติ 250,000 ดอลลาร์สำหรับคณะแพทย์นานาชาติเพื่อช่วยเหลือการทำงานใน 30 ประเทศ และ Wells Fargo Foundation จะบริจาคเงินสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์ช่วยในระดับท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของชุมชน

Sony  ประกาศให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะการเดินในช่วงเวลาเร่งด่วน จากที่ปกติบริษัทก็ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้เดือนละ 10 วันอยู่แล้ว ส่วนพนักงานคนไหนที่จำเป็นต้องมาทำงานจริงๆ ก็ให้เข้างานช่วงบ่าย และเลิกงาน 21.00 น. แทน จากเดิมที่เคยเข้างาน 9.30 น. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ระบบขนส่งมวลชนในช่วงเวลาเร่งด่วน

Fujitsu อนุญาตให้พนักงานที่ป่วย หรือตั้งครรภ์ทำงานจากที่บ้านได้ไม่จำกัดจำนวนวัน ส่วน Toshiba ก็ประกาศให้บริษัทในเครืออนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ Takeda Pharmaceuticals บริษัทยาของญี่ปุ่น ให้พนักงานที่มีมากกว่า 4,500 คน ทำงานจากที่บ้าน และหลีกเลี่ยงการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนเช่นกัน

แกร็บ บริษัทแกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ ประกาศปิดสำนักงานในไทยและสิงคโปร์เป็นเวลา 5 วัน แนะนำให้พนักงานทำงานที่บ้านจนถึงวันที่ 13 มี.ค. เพื่อให้บริษัททำความสะอาดและฆ่าเชื้อในสำนักงาน

เครือเจริญโภคภัณฑ์  กรณีพนักงานผู้ซึ่งตนเองหรือผู้ที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งพนักงานผู้นั้นทำงานที่บ้านและสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันนับจากวันที่เดินทางกลับ และให้สามารถติดต่อได้ หากลักษณะงานปกติของพนักงานไม่สามารถทำที่บ้านได้ พนักงานยังคงต้องอยู่สังเกตอาการที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน

ธนาคารกรุงเทพ สั่งให้พนักงานทำงานที่บ้าน 14 วัน หลังพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ชั้น 26 อาคารแสงทองธานี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ธนาคารได้ให้เพื่อนร่วมงานที่เกี่ยวข้องของพนักงานคนดังกล่าวเข้ารับการตรวจแล้ว และให้ปฏิบัติงานอยู่ที่บ้านตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด เพื่อเฝ้าระวังอาการภายใต้หลักเกณฑ์ 14 วันเช่นกัน ในส่วนของอาคารสถานที่ ธนาคารได้ทำความสะอาดที่ทำงานทั้งชั้นด้วยน้ำยาทำความสะอาดตามมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือเเจงถึง บริษัทคู่ธุรกิจ ซึ่งประกอบธุรกิจตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมว่า มีพนักงานของคู่ธุรกิจจำนวน 1 คน ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทันทีที่ทราบเหตุการณ์ MOC ได้ติดตามตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งไม่พบพนักงานของบริษัทหรือพนักงานคู่ธุรกิจคนอื่นที่แสดงอาการเข้าข่ายการติดเชื้อ COVID-19 เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยง MOC จึงได้ดำเนินการทำความสะอาดฆ่าเชื้อและปิดพื้นที่ของ MOC ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมดังกล่าว รวมทั้งให้พนักงานและคู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในวันดังกล่าว หยุดพักเพื่อสังเกตุอาการเป็นเวลา 14 วัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ MOC แต่อย่างใด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ออกประกาศมาตรการให้พนักงานและลูกจ้างทำงานที่บ้าน และงดให้บุคคลภายนอกเข้าอาคาร Circle Living Prototype เนื่องด้วย ททท. ได้รับแจ้งจากนิติบุคคลอาคารชุดว่า พบผู้ติดเชื้อโรค COVID-19 รายที่ 59 จึงประกาศว่า

  • พนักงานและลูกจ้าง ททท. ซึ่งพำนักในอาคารดังกล่าว ให้ปฏิบัติงานที่บ้านพัก เป็นเวลา 14 วัน และปฏิบัติตามคำสั่ง ททท.ที่ 58/2563 อย่างเคร่งครัดฃ
  • สำหรับบุคคลภายนอก ซึ่งพักอาศัยในอาคารดังกล่าว ขอความกรุณางดใช้บริการในอาคาร ททท.เป็นเวลา 14 วัน และขอให้บันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรค

กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดให้ผู้ปฎิบัติงานที่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงติดโรคตามประกาศของสำนักงานกสทช. หรือมีเหตุสงสัยว่าติดเชื้อ ให้ผู้นั้นปฎิบัติงานในที่พัก 14 วันโดยไม่ถือเป็นวันลา ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักมอบหมายงาน และกำหนดตัวชี้วัด ผู้พักปฎิบัติงานที่บ้านต้องรายงานการตรวจสุขภาพตามแนวทางของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องออกจากที่พักต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อน เป็นต้น  รวมทั้งให้ขยายเวลามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโรคโควิด-19 จากเดิมวันที่ 19 เมษายน 2563 ให้ขยายออกไปจนถึง 30 มิถุนายน 2563

COVID-19 : คำแนะนำการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617746

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 17:20 น.

COVID-19 : คำแนะนำการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

#โควิด19เราต้องรอด แนวทางการทําความสะอาดสําหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

จากกรณี แมทธิว ดีน ดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ออกมาเปิดเผยผลการตรวจเชื้อ COVID-19 เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2563 บรรดาผู้ใกล้ชิดและเพื่อนร่วมวงการต่างก็ระมัดระวังตัวเองมากขึ้น เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์นี้ติดต่อผ่านช่องทางหลักสองทางคือ การสูดลมหายใจเอาละอองน้ำมูกน้ำลาย (Droplet) ที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป กับ อีกทางหนึ่งคือ การสัมผัส (Contact) กับละอองเหล่านั้น

สำหรับวิธีการที่เราเห็นจนคุ้นตาในภาพข่าวคือ การฉีดพ่นสารทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยแนวทางการทําความสะอาดสําหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีคำแนะนำดังนี้

1 สารทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อ

เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถอยู่บนพื้นผิวของวัตถุต่าง ๆ เป็นเวลา 1 – 3 วัน พื้นผิวที่อาจสัมผัสปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงต้องได้รับการความสะอาดและฆ่าเชื้อ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่หาได้ง่ายตามท้องตลาด ดังนี้

1.น้ำยาฟอกขาวสามารถใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวได้ โดยผสมในอัตราส่วนดังนี้

  • พื้นผิวทั่วไป ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจาง 1 ส่วนในน้ำ 99 ส่วน (ความเข้มข้น 0.05% หรือเท่ากับ 500 ppm)
  • พื้นผิวที่มีน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ สารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น ห้องสุขา โถส้วม ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจาง 1 ส่วนในน้ำ 9 ส่วน (ความเข้มข้น 0.5% ) ราดทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที

2.สำหรับพื้นผิวที่เป็นโลหะ สามารถใช้ 70% แอลกอฮอล์ทำความสะอาดได้

3.สิ่งแวดล้อมที่เป็นวัสดุผ้า ที่อาจปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เช่น เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ควรทำความสะอาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้น้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสและผงซักฟอกในครัวเรือนได้

2 แนวทางการทำความสะอาดสำหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

  1. ควรปิดกั้นบริเวณพื้นที่หรือพื้นผิว ที่ปนเปื้อนเชื้อก่อนดำเนินการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องสัมผัสกับเชื้อ
  2. ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสม ขณะทำความสะอาดพื้นที่หรือพื้นผิว ที่ปนเปื้อนเชื้อ ระหว่างทำความสะอาด หากถุงมือชำรุดเสียหายมีรอยรั่ว ให้ถอดถุงมือออก และสวมถุงมือคู่ใหม่ทันที ควรกำจัดและทิ้ง PPE แบบใช้แล้วทิ้งหลังจากทำความสะอาดเสร็จสิ้น ในกรณีที่ใช้แว่นตา Goggles ควรทำการฆ่าเชื้อหลังการใช้แต่ละครั้ง และควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำทันทีหลังจากถอด PPE
  3. เลือกใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีด้ามจับ เพื่อสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวให้น้อยที่สุด
  4. เปิดประตู หน้าต่าง เพื่อการระบายอากาศ เมื่อใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาว
  5. ทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาวที่เตรียมไว้
  6. เช็ดทำความสะอาด บริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยๆ (เช่น ปุ่มกด, ราวจับ, ลูกบิดประตู, ที่วางแขน, พนักพิงที่นั่ง, โต๊ะ, รีโมท, คีย์บอร์ด, สวิตช์ไฟ, ฯลฯ ) เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
  7. ทำความสะอาดห้องน้ำ รวมถึงสุขภัณฑ์ และพื้นผิวในห้องน้ำโดยการราดน้ำยาฟอกขาวทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที แล้วล้างทำความสะอาดพื้นอีกครั้งด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างห้องน้ำตามปกติ
  8. เช็ดพื้นผิวทั้งหมดที่อาจปนเปื้อนด้วยน้ำยาฟอกขาว หรือ 70% แอลกอฮอล์ ตามความเหมาะสมของวัสดุ
  9. ซักทำความสะอาด ผ้าม่าน / ผ้าห่ม กรณีที่ซักด้วยน้ำร้อน ใช้ผงซักฟอกในน้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 25 นาที
  10. ทิ้งอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ทำจากผ้าและวัสดุดูดซับ เช่น ผ้าถูพื้น ผ้าเช็ด หลังจากทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในแต่ละพื้นที่ โดยสวมถุงมือ และนำอุปกรณ์ทิ้งใส่ถุงขยะติดเชื้อ รัดปากถุงให้มิดชิด
  11. ทำการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดที่ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ โดยการแช่ในน้ำยาฟอกขาว
  12. ทำความสะอาดถังถูพื้น โดยแช่ในน้ำยาฟอกขาวหรือล้างในน้ำร้อน
  13. การทำความสะอาดพื้นผิว ให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ไม่ควรพ่นด้วยสเปรย์เนื่องจากจะเป็นการสร้างละอองทำให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่ตกอยู่บนพื้นผิวฟุ้งกระจายขึ้นมาได้ ควรหลีกเลี่ยงการสร้างละอองในระหว่างการทำความสะอาด ควรใช้วิธีการเช็ดอย่างต่อเนื่องเมื่อทำความสะอาดพื้นหรือพื้นผิวในแนวนอนแทน
  14. เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ในวันถัดไปเป็นเวลา 1 วัน
  15. ทำการกำจัดขยะติดเชื้ออย่างถูกต้องและเหมาะสม

3 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) สำหรับผู้ที่ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค

  1. ควรสวมถุงมือชนิดใช้แล้วทิ้ง ชุดกันเปื้อนแขนยาวพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง แว่นตากันลม หรือเครื่องป้องกันใบหน้า และหน้ากากอนามัยทางการแพทย์
  2. ขณะทำความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัส ดวงตา จมูก และปาก
  3. ควรถอดถุงมือและทิ้งทันที หากชำรุดเสียหายมีรอยรั่ว และสวมถุงมือคู่ใหม่
  4. ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำทันทีหลังจากถอด PPE แต่ละชิ้นออกหลังจากทำความสะอาด

ข้อมูลเพิ่มเติม : แนวทางการทําความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 

ข้อมูลเพิ่มเติม : How to ดูแลบ้านอย่างไร ให้ปลอดภัยจาก COVID-19

ข้อมูลเพิ่มเติม : ล้างมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์

ข้อมูลเพิ่มเติม : ‘เงิน’ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค

ข้อมูลเพิ่มเติม : ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา

รวมมิตร 17 ร้านดัง กับสุดยอดเมนูที่น่าสั่งมานั่งกินที่บ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/617807

วันที่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 13:30 น.

รวมมิตร 17 ร้านดัง กับสุดยอดเมนูที่น่าสั่งมานั่งกินที่บ้าน

เปิดโผ 17 เอ็กซ์คลูซีฟเมนูจากร้านอาหารที่ขายดีและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดบนโลกโซเชียล พร้อมรางวัลการันตีจาก LINE MAN AWARDS 2020 พาเหรดจานเด็ดที่สายกินต้องตามเก็บแต้มให้ครบ

เราเชื่อว่ามีสายกิน สายชิมจำนวนมากที่นอกจากเอ็นจอยกับประสบการณ์การหาร้านใหม่ๆ ลองเมนูเด็ดๆ เพื่อลิ้มลองและบอกต่อ แล้วถ้าได้ลองเมนูพิเศษที่ออกมาขายในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วด้วยก็ยิ่งฟินเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นเหมือนภารกิจท้าทายที่สายกินต้องพิชิตให้สำเร็จ

Bonchon : สุดยอดร้านขายดี (ประเภทร้านอาหารที่มีสาขา) ที่ไม่ต้องบอกถึงความดังของร้าน แต่เจ้าตัวขออุบเมนูพิเศษให้ชาว LINE MAN ได้ลุ้นกันก่อนจนถึงวันที่ 17 มีนาคมนี้

After You : สุดยอดเมนูขายดี มาครั้งนี้ขอท้าสายขนมหวานด้วย ขนมปังช็อคหน้านิ่ม (ช็อกโกแลต บัน) ด้วยเนื้อขนมปังนุ่มๆพร้อมด้วยช็อคโกแลตเข้มข้น

คั่วกลิ้ง+ผักสด : สุดยอดร้านอาหารไทยขายดี  ด้วยเมนูอาหารที่หลากหลาย ที่มีดีมากกว่าแค่เมนูคั่วกลิ้ง ขอส่งเมนู “แกงเหลืองปูยอดมะพร้าวอ่อน ชะอมขุบไข่ทอด” พร้อม “ปลาสลิดทอดขมิ้น”

ครัวอัปษร : อีกหนึ่งสุดยอดร้านอาหารไทยขายดี  ร้านอาหารไทยเก่าแก่การันตีรสชาติด้วยรางวัลระดับโลก ขอนำเสนอให้ได้ลองชิมกันก็คือ “ฉู่ฉี่เนื้อปลากระพง” ที่หอมไปด้วยเครื่องพริกแกง กับเนื้อปลากะพงชิ้นโต

SHINKANZEN SUSHI : สุดยอดร้านอาหารนานาชาติขายดี ร้านซูชิน้องใหม่ กับเมนู “ข้าวหน้าแซลมอนทรีโอ้” อัดแน่นไปด้วยเนื้อปลาชิ้นโต และ “โรลแซลมอนย่างครีมชีส”

ข้าวมันไก่เจ้อ้วน : สุดยอดร้านอาหารจานเดียวขายดี ข้าวมันไก่เจ้าเด็ดย่านเสนานิคม ครั้งนี้อยากขอชวนให้ลองชิม “ข้าวมันไก่ย่างจิ้มแจ่ว” มาพร้อมไก่ย่างหอมๆ พร้อมด้วยน้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ

KINZA GYOZA : สุดยอดร้านอาหารจานเดียวขายดี ขอนำเสนอ “เกี๊ยวนิ่ม ซอสงาขาว” ที่มาพร้อมโปรเด็ด ซื้อ 1 แถม 1 เฉพาะสั่งผ่าน LINE MAN เท่านั้น!

Burger King : สุดยอดร้านอาหารจานด่วนขายดี ชนะเลิศด้วยความหอมของเนื้อที่ย่างด้วยเตา ที่มาด้วยเมนูสุดพิเศษ คือ “Cheesy Bacon Chicken”

Chabuton : สุดยอดร้านอาหารเส้นขายดี ราเม็งระดับแชมป์เปี้ยน ที่ขอออกเมนูพิเศษ “ทงคตสึ ชาชูเมน พรีเมี่ยม” เพื่อแฟนสายเส้นของ LINE MAN โดยเฉพาะ

Jones’Salad : สุดยอดร้านอาหารเพื่อสุขภาพขายดี ที่สายเฮลธ์ตี้รู้จักกันเป็นอย่างดี ขอส่ง “ข้าวหน้าแซลมอนคลุกซี้อิ๊วญี่ปุ่น” และ “สลัดแซลมอนเต้าหู้สาหร่าย” เอาใจสายคลีน

ตำ20 : สุดยอดร้านยำ-ตำขายดี ซอยเท้าแซ่บๆมัดใจสายกินกับ “ยำลาว บุกทะเลตำ20”

Dunkin’ : สุดยอดร้านของหวานขายดี หวานกันยาวๆกับ “Jammy Kream”  กับโดนัททรงไม่กลมและไม่มีรู สอดไส้ยั่วๆ ด้วยบัตเตอร์ครีม หอม มัน และแยมสตรอเบอร์รี่

แม่วารี : อีกหนึ่งสุดยอดร้านของหวานขายดี ร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดังแห่งย่านทองหล่อ ขอเพิ่มประสบการณ์ความอร่อยให้มากขึ้นด้วย “ข้าวเหนียวมะม่วงสีธงชาติ”

โครตยำ : สุดยอดร้านขวัญใจโซเซียล ร้านยำชื่อดังย่านห้วยขวาง สายยำก็ยอมต่อกับรสชาติแซ่บ ๆ ฉลองรางวัลด้วยเมนูพิเศษที่สั่งได้ทาง LINE MAN ที่เดียวเท่านั้น คือ “ยำสามสหาย” การพบกันระหว่างปูม้าสด ปูม้าสุก หมูยอ และไข่แดงเค็ม บอกเลยว่าสายยำห้ามพลาดเด็ดขาด!

การะเกด :  อีกหนึ่งสุดยอดร้านขวัญใจโซเซียล ร้านยำสุดฮิตย่านสุขุมวิท ขอส่งเมนูทอดๆอย่าง “หมูสามชั้นทอด ซอสไข่เค็ม”

นิตยาไก่ย่าง : สุดยอดร้านขายดีในจังหวัดนนทบุรี มาพร้อมเมนูพิเศษ คือ “ปูจ๊ะจ๋า” ที่เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มบ๊วย และน้ำจิ้มสตรอว์เบอร์รี สูตรเฉพาะของที่ร้าน

VT แหนมเนือง : สุดยอดร้านขายดีในจังหวัดสมุทรปราการ ร้านอาหารเวียดนามยอดนิยม ขอส่ง “คอหมูทอดสมุนไพร” เนื้อคอหมูชิ้นโต หมักด้วยเครื่องสมุนไพร กินกับข้าวเหนียวรับรองฟินเวอร์

เช่นเดียวกันกับ LINE MAN ผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง ที่ล่าสุดจับมือกับ 17 ร้านอาหารดังที่ได้รับรางวัล LINE MAN AWARDS 2020 รางวัลที่มอบให้แก่ร้านอาหารที่ขายดีและเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียลที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มของ LINE MAN มากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา  มาออก “เอ็กซ์คลูซีฟ เมนู”  เมนูพิเศษที่สั่งได้เฉพาะแอปฯ LINE MAN มาเพื่อเอาใจสายกินและสายชิมที่ชอบความท้าทายในการเก็บแต้มเมนูใหม่ให้ได้ลิ้มลองกันตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มีนาคมนี้เท่านั้น

เห็นอย่างนี้แล้ว พูดได้เลยว่านี่คือภารกิจครั้งใหม่ที่ทั้งสายกินหนักๆ และสายชิมสวยๆ ต้องพิชิตลองให้สำเร็จ สำหรับใครที่อยากกินรวบเอ็กซ์คลูซีฟเมนูพิเศษแบบนี้ ก็สั่งได้ที่  LINE MAN ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคมนี้เท่านั้นนะ

12 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618442

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 17:20 น.

12 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากโควิด-19

ห่วงใยกลุ่มเสี่ยง ใส่ใจผู้สูงอายุ ฟังคำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา และองค์การอนามัยโลก เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงวัยภายในบ้าน

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากหลายสำนัก ต่างระบุว่าถึงกลุมบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคตรงกัน นั่นก็คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสและมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ว่าสุขภาพโดยรวมของคนคนนั้นจะแข็งแรงสมบูรณ์ดีก็ตาม ยิ่งผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น จากหนึ่งในข้อสังเกตก็คืออาจมาจากระบบภูมิคุ้มกันโรคที่ต่ำลงตามวัย

เมื่อผู้สูงอายุบุพการีในครอบครัวของเราตกเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสแบบนี้ เราจะมีวิธีดูแลผู้สูงอายุไม่ให้ติดเชื้อในช่วงนี้ได้อย่างไร ลองปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงวัยในบ้านของทุกคนไปพร้อมกัน ดังนี้

  1. ให้ผู้สูงอายุล้างมือ หรือล้างมือให้ผู้สูงอายุด้วยสบู่นาน 20 วินาที (ชวนร้องเพลง Happy Birthday 2 รอบก่อนล้างน้ำสะอาด) หากไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่ สามารถใช้เจลล้างมือ หรือแอลกอฮอล์ได้
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือกับผู้สูงอายุ และไม่ให้ผู้สูงอายุไปสัมผัสมือ และร่างกายของคนอื่น
  3. ไม่พา หรือปล่อยให้ผู้สูงอายุไปรวมกลุ่ม ร่วมกิจกรรม หรือไปที่สาธารณะที่มีคนอยู่รวมกันเยอะๆ
  4. ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ที่ผู้สูงอายุสัมผัสบ่อยๆ ทุกวัน (อาจจะวันละมากกว่า 1 ครั้ง)
  5. หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้สูงอายุใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า เป็นต้น
  6. งดกิจกรรมการเดินทางร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ เช่น ทัวร์เที่ยวต่างประเทศ ขึ้นเรือสำราญ เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนอื่นๆ หรือญาติต่างๆ ที่กำลังป่วย
  8. หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เช่น ไปซื้อของ เลือกไปที่ที่มีคนน้อยกว่า เช่น เลือกไปซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ มากกว่าไปห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนจำนวนมากให้ได้มากที่สุด
  9. หากมีโรคประจำตัวที่ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเป็นประจำ ลองสอบถามแพทย์ประจำตัวดูว่ามีความจำเป็นต้องไปหรือไม่ สามารถพูดคุยปรึกษาผ่านวิดีโอคอลได้หรือไม่ หรือแม้กระทั่งการสั่งจ่ายยาออนไลน์โดยส่งยามาให้ที่บ้าน หรือให้ผู้ป่วยรับยาได้เองที่ร้านขายยาใกล้บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงพยาบาล รวมถึงสอบถามแพทย์ด้วยว่าสามารถซื้อยามาเก็บตุนไว้โดยไม่ต้องออกไปซื้อยาบ่อยๆ เหมือนเดิมได้หรือไม่
  10. ระมัดระวังในการปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวด้วย แม้ว่าจะปลอดภัย แต่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ คนในครอบครัวยังต้องดูแลเอาใจใส่ พูดคุย หรือใครที่อยู่ห่างไกลจากผู้สูงอายุที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ยังควรโทรหา หรือวิดีโอคอลถามสารทุกข์สุกดิบบ้าง
  11. เตือนให้ผู้สูงอายุอย่าลืมทำกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำแม้ว่าจะอยู่คนเดียว หรือไม่ได้เจอเพื่อน เช่น หากเคยทำอาหาร รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน หรือทำกายบริหารเบาๆ ก็ควรยังทำอยู่ต่อไป อย่าขาด
  12. หากมีอาการผิดปกติในร่างกาย เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบติดต่อลูกหลานทันที โดยลูกหลานอาจตั้งเบอร์โทรด่วน (เช่น กด 1 ค้าง) แล้วโทรเข้าเบอร์ลูกหลานทันทีเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินด้วย

ภาพ : freepik

COVID-19 : คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิตโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618385

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 07:50 น.

COVID-19 : คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิตโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิต และเรื่องทางจิตสังคม ในช่วงการระบาดของ COVID-19 สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุข โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

ในเดือนมีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ทำการประกาศว่า COVID-19 (COVID) เป็นโรคระบาดระดับ pandemic ซึ่งทาง WHO และหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกกำลังพยายามควบคุมการระบาดของ COVID อยู่ อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้กำลังก่อให้เกิดความเครียดในหมู่คนทั่วไป WHO จึงได้ออกคำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มประชากรต่างๆ ดังนี้

ประชาชนทั่วไป

1. COVID ส่งผลกระทบต่อผู้คนจากหลายประเทศในหลายพื้นที่โดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือสัญชาติใด ๆ ขอให้ทุกคนช่วยกันเอาใจใส่ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งในและนอกประเทศ (ไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติหรือสัญชาติ-ผู้แปล) ผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID ไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาสมควรได้รับการสนับสนุน ความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาจากเราผู้ซึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกัน

2. ขอความกรุณาอย่าตีตราหรือเรียกคนที่ป่วยเป็นโรคว่าเป็น “ไอ้/อี/นัง COVID”, “ครอบครัว COVID” หรือ “ตัวเชื้อโรค” เพราะพวกเขาเป็นเพียง “คนที่ป่วยด้วย COVID” เท่านั้น ซึ่งหลังจากหายป่วยจาก COVID แล้ว พวกเขาก็จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ สามารถไปทำงาน และอยู่กับครอบครัวรวมถึงคนที่รักได้ สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรสร้างตราบาปให้คนที่ป่วยด้วยโรคนี้

3. ลดการดู การอ่าน หรือการฟังข่าวที่ทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวลเกินไป ควรอ่านข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น ไม่ควรเชื่อถือข่าวลือ โดยควรทำตามขั้นตอนปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวเองและคนที่คุณรักต่อไป (เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ไม่เอามือแตะหน้า ไอจามปิดปาก เว้นระยะห่างจากคนอื่น และสวมหน้ากากอนามัยรวมทั้งกักตัวเมื่อเจ็บป่วย-ผู้แปล) การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคควรค้นตามเวลาที่กำหนดเพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อวันเท่านั้น เพราะกระแสข่าวต่าง ๆที่หลั่งไหลมาเร็วตลอดเวลาสามารถทำให้ทุกคนรู้สึกกลัวกังวลได้ง่าย ๆ การอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานด้านสุขภาพในท้องถิ่นของคุณจะช่วยให้คุณแยกแยะข้อเท็จจริงจากข่าวลือ ซึ่งข้อเท็จจริงจะสามารถช่วยลดความกลัวกังวลได้

4. ปกป้องตนเองและอย่าลืมช่วยเหลือผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นในเวลาที่พวกเขาต้องการจะเป็นประโยชน์ต่อเขาเช่นเดียวกับเรา ตัวอย่างเช่น ลองเช็คดูสิว่าเพื่อนบ้านหรือคนบางคนในชุมชนของคุณอาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษในเรื่องใดหรือเปล่า (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ คนไร้บ้าน ผู้บกพร่องทางสติปัญญา-ผู้แปล) การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มจะสามารถช่วยสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการจัดการกับ COVID ได้

5. หาโอกาสในการพูดถึงเรื่องราวในเชิงบวกของคนที่เคยป่วยเป็น COVID ตัวอย่างเช่น การแชร์เรื่องราวของผู้ที่หายป่วย หรือเรื่องราวของผู้ที่เคยดูแลผู้ป่วยจนหายดีแล้ว

6. ให้เกียรติผู้ดูแลและผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุขที่กำลังรักษาผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID เพื่อให้พวกเขาช่วยชีวิตและรักษาคนที่คุณรักให้ปลอดภัย

บุคลากรทางสุขภาพ

7. สำหรับคนทำงานด้านสุขภาพ มันเป็นไปได้มากที่จะรู้สึกถึงความกดดันในช่วงเวลานี้ จัดเป็นความรู้สึกที่ปกติในสถานการณ์ปัจจุบัน ความเครียดและความรู้สึกที่ไม่สบายใจที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอหรือจะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ การจัดการกับความเครียดและดูแลสุขภาพจิตของคุณในช่วงเวลานี้มีความสำคัญเท่ากับการดูแลสุขภาพกายของคุณ

8. ดูแลตัวเองในเวลานี้ ลองใช้วิธีการจัดการอารมณ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การพักผ่อนอย่างเพียงพอทั้งที่บ้านและระหว่างพักเบรคจากทำงาน กินอาหารให้เพียงพอและถูกสุขอนามัย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูงอย่างต่อเนื่อง พยายามหลีกเลี่ยงวิธีจัดการอารมณ์ที่ไม่ดีต่อตนเอง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาเสพติดเพราะในระยะยาวสิ่งเหล่านี้อาจทำให้สุขภาพกายและใจของคุณแย่ลงได้ นี่เป็นสถานการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อนและไม่ได้เตรียมตัวมาล่วงหน้า ดังนั้นคุณควรจะใช้วิธีจัดการกับความเครียดที่เคยได้ผลในอดีตสำหรับตัวคุณเอง และคุณไม่ควรลังเลในการดูแลรักษาตัวเองทางด้านจิตใจ สถานการณ์นี้ไม่ใช่การวิ่งในระยะสั้น แต่มันเป็นการวิ่งมาราธอนระยะยาว

9. บุคลากรทางสาธารณสุขบางคนอาจถูกกีดกันจากครอบครัวหรือชุมชนเนื่องจากการรังเกียจหรือความกลัว ซึ่งทำให้สถานการณ์ที่ลำบากอยู่แล้วยากขึ้นไปอีก หากเป็นไปได้ คุณควรการติดต่อกับคนที่คุณรักอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งวิธีการสื่อสารทางดิจิตอลเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ ลองหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานของคุณหรือบุคคลที่ไว้ใจได้สำหรับการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อนร่วมงานของคุณอาจมีประสบการณ์ที่คล้ายกันกับคุณซึ่งสามารถแชร์ความรู้สึกและเรื่องราวแก่กันได้

10. หาวิธีในการสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้ง่ายกับผู้ที่มีปัญหาทางสติปัญญา ผู้มีปัญหาด้านความจำหรือระบบรู้คิด ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลในรูปแบบงานเขียนอย่างเดียว (อาจเป็นรูปภาพ คลิป หรือมีการใช้ภาษามือประกอบ-ผู้แปล)

11. ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID และช่วยพวกเขาในการเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ (ระบบรักษา ส่งต่อ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูล ฯลฯ-ผู้แปล) สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและการสนับสนุนทางสังคม ตราบาปที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชอาจทำให้เกิดความลังเลที่จะขอความช่วยเหลือได้

หัวหน้าทีมในสถานบริการทางสุขภาพ

12. การรักษาคนทำงานทุกคนให้ปลอดภัยจากความเครียดเรื้อรังและปัญหาทางสุขภาพจิตจะช่วยให้พวกเขามีความสามารถที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน โปรดจำไว้ว่าวิกฤตินี้จะไม่หายไปในชั่วข้ามคืนและคุณควรมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการทำงานระยะยาวมากกว่าระยะสั้น

13. สื่อสารอย่างมั่นใจและหมั่นอัพเดทข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่คนทำงานทุกคน ลองหมุนเวียนคนทำงานในระดับที่เครียดสูงสลับกับงานที่มีความเครียดต่ำบ้าง ให้คนทำงานที่ไม่มีประสบการณ์จับคู่กับเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มากกว่าในการทำงาน ระบบบัดดี้จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการให้กำลังใจ เฝ้าสังเกตและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคลากรที่เข้าไปในชุมชนนั้นเป็นจับเป็นคู่กัน ควรมีช่วงพักการทำงาน ใช้ตารางเวลาที่ยืดหยุ่นสำหรับคนทำงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือมีสมาชิกในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด และอย่าลืมให้กำลังใจและให้การสนับสนุนทางสังคมซึ่งกันและกัน

14. หัวหน้าทีมควรแจ้งคนทำงานให้รู้ว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต (นักจิตวิทยา และจิตแพทย์-ผู้แปล) และการสนับสนุนทางสังคม (เช่น ฝากลูกให้เลี้ยงขณะทำงาน-ผู้แปล) ได้ที่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่หัวหน้าทีมที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่คล้ายกันก็ควรจะทราบไว้ด้วย โดยหัวหน้าทีมควรจะเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกทีมในการดูแลตนเองเพื่อบรรเทาความเครียดจากการทำงาน

15. ควรให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติหน้างาน เช่นพยาบาล ผู้ขับขี่รถพยาบาล อาสาสมัคร ครู ผู้นำชุมชนและคนที่ทำงานในสถานที่กักกันว่าจะทำการปฐมพยาบาลทางจิตวิทยา (psychological first aid) ได้อย่างไร

16. ควรมีการจัดการปัญหาทางจิตฉุกเฉิน (เช่น อาการเพ้อสับสน อาการโรคจิต ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง) ในสถานพยาบาลอาจต้องจัดเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมและมีคุณสมบัติที่เหมาะสมไปยังสถานที่เหล่านี้ ควรเพิ่มบริการในด้านสุขภาพจิตในช่วงเวลานี้

17. ตรวจสอบความพร้อมของยาจิตเวชที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยทุกระดับ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชเรื้อรังหรือโรคลมชักควรจะต้องเข้าถึงยาของพวกเขาได้อย่างต่อเนื่องและควรหลีกเลี่ยงการหยุดยาฉับพลัน

แปลและเรียบเรียงจาก: WHO (2020) Mental health and psychosocial considerations during COVID-19 outbreak

โดย อ.นพ. ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร

8 คำแนะนำเรื่องไวรัสโควิด-19 จาก ‘หมอก้อง สรวิชญ์’ หมอทหารและนักแสดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618324

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 08:38 น.

8 คำแนะนำเรื่องไวรัสโควิด-19 จาก ‘หมอก้อง สรวิชญ์’ หมอทหารและนักแสดง

คำแนะนำเรื่องไวรัสโควิด-19 จาก หมอก้อง-พันตรีนายแพทย์ สรวิชญ์ สุบุญ หมอทหารและนักแสดง ในวันที่คนไทยกำลังอยู่ในช่วงที่วิตกวังกล
  1. เชื้อไวรัสมันเก่ง แต่คนเราก็เก่งในการปรับตัวแข่งกับมันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำให้เม็ดเลือดขาวของเราเก่งกว่าไวรัสให้ได้ ดูแลตัวเองให้ดี ทำตัวเองให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย อะไรที่เสริมได้ตอนนี้ให้เสริมไปเลย เช่น วิตามินต่าง ๆ
  2. อย่าวิตกกังวลมากเกินไป ผมพูดกับคนไข้ทุกคนว่า สมมุติเราซวยเกิดเป็นขึ้นมาจริงๆ เป็นแล้วยังไง เป็นแล้วก็เป็นสิ เป็นก็รักษาเท่านั้นเอง เพราะโรคนี้มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น อัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่ แต่ที่โรคนี้ดูน่ากลัวเพราะมันติดง่าย
  3. กลัวได้แต่ให้กลัวแบบระวังป้องกัน ตอนนี้หลายคนยังไม่ได้เป็นโควิด-19 เลย แต่จะเป็นบ้าแล้ว และเราจะหมดความเป็นคนแล้วเพราะเราบูลลี่กัน ถ้าเราใช้คำว่ามนุษย์เราต้องไม่บูลลี่กัน คนที่เอาแต่ด่าคนอื่นผมว่ามันไม่ใช่คน
  4. ตอนนี้ทุกคนได้รับผลกระทบกันหมด ยิ่งอาชีพผมยิ่งมีผลกระทบมากกว่าคนอื่น และมีโอกาสเจอเชื้อโรคเยอะกว่า เพราะผมตรวจคนไข้อยู่บ้านไม่ได้ ถามว่ากลัวไหม ไม่กลัวครับ มีใครไม่ตายบ้าง ถ้าเกิดจะตายเพราะติดโควิด-19 อย่างน้อยเราก็ป้องกันให้ดีที่สุดก่อนตายก็แล้วกัน
  5. การกลัวไม่แปลกเพราะมันก็น่ากลัว แต่ถ้าถึงขั้นวิตก ไม่เป็นอันกินอันนอน นั่นคือคุณยังไม่ทันติดโควิด-19 เลย แต่คุณเป็นโรคอื่นแล้ว เชื้อโรคไม่ได้ทำอะไรคุณเลย แต่คุณทำตัวเอง ให้เอาความกังวลมาทำสิ่งที่น่าทำมากกว่าการมานั่งกลัว นั่นคือการดูแลตัวเองและไม่ประมาท
  6. การป้องกันโควิด-19 ใช้แค่แมสก์ผ้าก็พอ ไม่จำเป็นต้องแมสก์เขียวแมสก์ฟ้า เพราะมันติดจากสารคัดหลั่ง จากเชื้อที่อยู่ในน้ำลาย ซึ่งแมสก์ผ้าก็กันได้ แล้วก็ซักเอา
  7. ที่สำคัญคือการล้างมือให้สะอาด กินอาหารสุก กินของร้อน ควรฝึกให้เป็นพฤติกรรม เดินไปไหนอย่าจับโน่นจับนี่ บางคนเดินไปรูดราวบันไดไป
  8. เจลล้างมือต้องพกไว้และเลือกที่มีแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป การล้างมือนั้นสำคัญกว่าการใส่แมสก์ เพราะมือเราหยิบจับอะไรเยอะแยะในแต่ละวัน

ที่มา : เฟซบุ๊ก สร้างเสริมสุขภาพ รพ.กลาง

‘เลิกบุหรี่’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ลดทรุด-เสี่ยงตายจากวายร้าย COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618191

วันที่ 19 มี.ค. 2563 เวลา 17:50 น.

‘เลิกบุหรี่’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ลดทรุด-เสี่ยงตายจากวายร้าย COVID-19

เสียงจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ องค์การอนามัยโลก เห็นพ้องกันว่าบุหรี่เพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจากเชื้อโคโรนาไวรัสจะทรุดและตายมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ พร้อมชี้แนะเป็นโอกาสดีในการลด ละ เลิกบุหรี่

ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 จากพฤติกรรมการสูบบุหรี่  2 ประการ คือ

ประการแรก คือ บุหรี่ทำให้ปอดไม่แข็งแรง

การสูบบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นชนิดมวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าย่อมส่งผลทำให้ปอดไม่แข็งแรง การสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวก็ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพปอด และถ้าสูบเป็นระยะเวลานานก็สามารถนำไปสู่โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เสี่ยงติดเชื้อมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากวารสารการแพทย์จีน ระบุว่า ในผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงรวมถึงเสียชีวิตเป็นผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า

ประการที่สอง คือ แชร์กันสูบเสี่ยงติดเชื้อทางน้ำลายหรือเสมหะ

การแบ่งกันสูบบุหรี่มวนเดียวกัน หรือการใช้บุหรี่ไฟฟ้าร่วมกัน อาจจะส่งผลต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้จากทางน้ำลายหรือเสมหะ ดังจะเห็นได้จากที่มีข่าวคนไทย 11 คนติดเชื้อจากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ร่วมกับชาวฮ่องกงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาอันสมควรที่จะเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเสริมสร้างสุขภาพปอดให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการติด COVID-19

ขณะที่ ดร. ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารโครงการเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก ให้ความเห็นว่า การสูบบุหรี่น่าจะทำให้การป่วยจากโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 มีอาการรุนแรงขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้ ดร.จิสลี่ เจนกิ้นส์ ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด มหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า การสูบบุหรี่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เช่นเดียวกับกรณีโรคซาร์สและเมอร์สที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะปอดของคนสูบบุหรี่จะถูกทำลายจนเกิดภาวะถุงลมโป่งพองซึ่งภาวะนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปอดสูงกว่าคนปกติ

นายแพทย์มานาบุ ซากุตะ ประธานสมาคมควบคุมยาสูบญี่ปุ่น ส่งจดหมายถึง รมต.สาธารณสุขญี่ปุ่น เตือนปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไวรัส COVID-19 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และเบาหวาน

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัย Clinical Characteristics of Coronavirus Disease 2019 in China หรือลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศจีน พบว่า ผู้ชายอายุเยอะและสูบบุหรี่ เป็นกลุ่มที่ถ้าหากติดเชื้อแล้วจะมีโอกาสป่วยรุนแรง เช่น ต้องย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิต โดยคิดเป็นผู้ชายมากถึง 67.2% ช่วงอายุที่มีอาการรุนแรงสุดคือตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (49.2%) และเมื่อเทียบระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่อยู่จะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่หยุดสูบไปแล้ว (25.8% กับ 7.6%) ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงที่ยังพอปรับเปลี่ยนได้ก็คือการเลิกสูบบุหรี่

พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่าเมื่อครั้งการระบาดของโรคเมอร์สที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรนาเช่นกัน พบคนสูบบุหรี่จะป่วยรุนแรงกว่าเพราะเซลล์ปอดของคนสูบบุหรี่มีตัวรับเชื้อไวรัสเมอร์สมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนสูบบุหรี่มีอาการรุนแรงกว่า แม้ยังไม่มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการติดเชื้อ COVID-19 แต่เชื่อว่ากลไกการติดเชื้อน่าจะคล้ายกัน

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การสูบบุหรี่จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาที่ปอดแย่ลง เริ่มจากการทำให้เซลล์ปอดเกิดการอักเสบสะสมเรื้อรัง จนกระทั่งปอดถูกทำลายลงเรื่อยๆ และทำให้สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่ปอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อมีการติดเชื้อปอดของผู้สูบบุหรี่จะเกิดการอักเสบที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

คำชวนพลิกวิกฤติเป็นโอกาส

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่จะเลิกบุหรี่ เพราะคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงต่อโคโรนาไวรัส”... ศาสตราจารย์ คริสโตเฟอร์ วิตตี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของอังกฤษ

“การเลิกสูบบุหรี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยลดการอักเสบของเซลล์ปอด ยับยั้งการที่เซลล์ปอดถูกทำลาย และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น” …ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด

ผลดีที่ร่างกายจะได้รับเมื่อเลิกบุหรี่

ตามรายงานจากสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษเผยผลดีที่ร่างกายจะได้รับเมื่อเลิกบุหรี่ว่า

  • การเลิกสูบบุหรี่เพิ่มโอกาสมีสุขภาพที่ดีได้ภายใน 20 นาที
  • หลังเลิกสูบบุหรี่หัวใจจะกลับสู่อัตราการเต้นปกติ
  • การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • ความดันโลหิตก็เริ่มลดลง
  • ภายใน 72 ชั่วโมงเซลล์ที่แข็งแรงจะเริ่มแทนที่เซลล์ที่เสียหายในปอด
  • ปอดก็จะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง