หลากเหตุผลที่คนดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617992

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 09:00 น.

หลากเหตุผลที่คนดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องแอลกอฮอล์สาเหตุเพิ่มความเสี่ยงในโรคติดเชื้อ พร้อมเผยการดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากแค่ไหน

จากสถานการณ์การพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 11 คน จากกรณีที่มีการสังสรรค์และดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกันนั้น เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดเวทีเสวนา “เหล้า บุหรี่ กับความเสี่ยง โควิด-19”

เหล้าเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อมากแค่ไหน

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมเสวนาผ่านการวิดีโอคอลว่า “แอลกอฮอล์” เป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงในโรคติดเชื้อ อาทิ วัณโรคปอด ปอดบวม โรคติดเชื้อในปอด ส่วนเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในปอดได้เช่นกัน ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีโอกาสรับเชื้อง่ายกว่าคนปกติ เพราะเมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานฆ่าเชื้อโรคในร่างกายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ติดเชื้อต่างๆ ได้

การตั้งวงดื่มเหล้ากับเพื่อนหรือเที่ยวในสถานบันเทิงยิ่งเสี่ยงหนัก หากมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มแค่หายใจ หรือหยิบจับภาชนะร่วมกันก็ติดเชื้อได้แล้ว เพราะนั่งในระยะใกล้ จากสถิติพบผู้ใหญ่ ติดไวรัสโควิด-19 ง่ายกว่าวัยอื่น ส่วนผู้ที่เสียชีวิตจะเป็นกลุ่มคนสูงวัยและคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

ดื่มเหล้าแก้วเดียวกันจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกคนหรือไม่

อาจกล่าวได้ว่ามีสิทธิรับเชื้อกันทุกคน เพราะนักดื่มส่วนใหญ่มีกลไกในแง่ความเป็นอยู่ด้านสุขลักษณะหรือการดูแลตัวเองน้อย จึงมีโอกาสรับเชื้อมากขึ้น เชื้อไวรัสจะส่งผ่านแก้วที่ใช้ร่วมกัน เข้าสู่ทางเดินหายใจทางจมูกและปาก เพียงหายใจใกล้กันหรือนั่งใกล้กันก็สามารถติดเชื้อได้แล้วเพราะผู้ติดเชื้อจะมีอาการไอ และมีน้ำมูกเชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะและน้ำลายถ้าเกิดการไอ ละอองน้ำลายจะฟุ้งกระจายไปสู่ภาชนะของผู้อื่นส่งผลให้โต๊ะเดียวกันติดเชื้อ

ความเสี่ยงของนักดื่มและคำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำต้องระมัดระวังตัวมากกว่าคนปกติ เพราะจากงานวิจัยพบว่า

  • ผู้ที่ติดเหล้ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดเชื้อในปอดถึง 2.9 เท่า
  • เหล้าเป็นสาเหตุของอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มของผู้ติดเชื้อวัณโรค ปอดบวม ถึง 13.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร

ทั้งนี้ รศ.พญ.รัศมน เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐกำลังออกมาตรการปิดสถานบันเทิง ซึ่งถือเป็นมาตรการทั่วไปในการสะกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็พบว่ามีสถานบันเทิงหลายแห่งก็ทยอยปิดกันไปบ้างแล้ว การงดสังสรรค์ จัดกิจกรรมที่มีผู้คนแออัด รวมถึงปิดสถานบันเทิงจะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้

จากวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นจังหวะดีที่นักดื่มจะหันมาดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการปกป้องตนเอง ต้องพยายามเว้นระยะห่างกัน ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายให้แข็งแรง การใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านเชื้อโรคนี้ได้

รวมพิกัดสถานที่รับตรวจ COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617882

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 09:50 น.

รวมพิกัดสถานที่รับตรวจ COVID-19

ประชาชนสามารถไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ได้ที่สถานที่ใดบ้าง? รวมสถานที่ที่ประชาชนสามารถไปตรวจหาเชื้อ COVID-19 พร้อมเช็กพิกัดแผนที่จากมือถือ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น!!

รายชื่อสถานที่ที่รับตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)

  1. คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
  2. คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
  3. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  4. รพ.ราชวิถี
  5. สถาบันบำราศนราดูร
  6. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  7. รพ.บำรุงราษฎร์
  8. คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  9. รพ.มหาราชนครราชสีมา
  10. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
  11. รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  12. ศูนย์วิจัยมาลาเรียโซโคล ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา
  13. รพ.ลำปาง
  14. รพ.สวรรค์ประชารักษ์
  15. บริษัท ไบโอ โมเลกุลาร์ แลบบอราทอรีส์ (ประเทศไทย)
  16. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายไทย)
  17. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายสหรัฐอเมริกา)
  18. สำนักป้องกันและควบคุมโรคเขตเมือง
  19. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 สระบุรี
  20. รพ.นครปฐม
  21. สถาบันวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (ส่วนกลาง)
  22. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่ง ประกอบด้วย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ตรัง
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์นครราชสีมา
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สงขลา
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สุราษฎร์ธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ภูเก็ต

เช็กพิกัดสถานที่

ประชาชนสามารถดูพิกัดรับตรวจโรค COVID-19 แผนที่คลิก https://map.nostramap.com/NostraMap/?layer/covid_19

อ้างอิง :  รัฐบาลไทย  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

14 เรื่องต้องรู้ ช่วยป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617877

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 08:45 น.

14 เรื่องต้องรู้ ช่วยป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดทำสื่อการสอนส่วนรวมให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศในการตอบโต้การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เรื่อง : ป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ได้อย่างไร?

1 Hand washing ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที

2 Rubbingalcohol ใช้เจลแอลกอฮอล์ลูบมือรอจนแห้ง (หากไม่สามารถล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดได้)

3 Wearing maskproperly สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องสีเข้มอยู่ด้านนอก สีอ่อนอยู่ด้านใน ปิดปาก และจมูก คลุมคาง บีบดั้ง + ล้างมือ ผู้ที่ไม่ป่วยสามารถสวมหน้ากากผ้าได้ แต่ผู้ที่มีอาการป่วยให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่กระจายโรค

4 Mask

หน้ากากผ้า => คนปกติ

หน้ากากอนามัย => คนป่วย/คนดูแลผู้ป่วย

หน้ากาก N95 => บุคลากรทางการแพทย์

เลือกประเภทหน้ากากให้เหมาะสมกับสถานะการทํางาน และบริบทในชีวิตประจําวัน ช่วยลดความขาดแคลนในอนาคต

5 Don’t touchyour face หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูก และสัมผัสปากเพื่อลดโอกาสการนําเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก และปาก

6 Cover your mouthand cough ไอ จาม ใส่แขนพับ หัวไหล่ หรือลงในคอเสื้อ/ในสาบเสื้อ หลีกเลี่ยงการใช้มือปองปากและจมูก ถ้าใช้มือปองปากและจมูก ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

7 Social distancing ไม่ใกล้ชิดกับผู้มีอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ (ไอ จาม) รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร เพื่อให้พ้นระยะการสัมผัสละอองเสมหะ (ถ้าจําเป็นต้องใกล้ชิดต้องสวมเครื่องป้องกัน ตา จมูก ปาก และล้างมือ)

8 Don’t sharepersonal items หลีกเลี่ยงจากใช้สิ่งของเครื่องใช้กับผู้อื่น (โดยเฉพาะกับผู้ป่วย) เพื่อลดการแพร่โรค (หน้ากากผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น)

9 Always wipes เช็ดทําความสะอาดพื้นผิวที่หยิบจับ สัมผัสบ่อยๆ เช่น ลูกบิด ที่จับประตู ราวบันได ปุมกดลิฟต์ วัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ด้วยแอลกอฮอล์ หรือ น้ำสบู่ (ขึ้นกับลักษณะพื้นผิวสัมผัสนั้นๆ)

10 Don’t Spraying การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส ไม่ควรฉีดพ่นเพราะจะเกิดละอองทําให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่ตกอยู่บนพื้นผิวฟุ้งกระจายขึ้นมาสวมเครื่องป้องกันก่อน (แว่นตา หน้ากากอนามัย ถุงมือหมวกคลุมผม ผ้ากันเปื้อน) เช็ด ขัด ถู อย่างต่อเนื่องในแนวนอน (เมื่อเข้าเฟส 3 ค่อยพิจารณาทํา)

11 Close toiletlid เพื่อลดโอกาสการฟุ้งกระจายของไวรัสซึ่งถูกขับออกทางอุจจาระ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดคราบโถสุขภัณฑ์ใส่ในถังพักนํ้าเพื่อฆ่าเชื้อโรค และทําความสะอาดด้านในของฝาปิดโถด้วย

12 Stay home รีบทําธุระ รีบกลับที่พัก หากจําเป็นต้องไปให้สวมหน้ากาก ลูบมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่ผู้คนหนาแน่น อาทิ โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร สถานีขนส่ง สนามบิน สถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อป่วยให้หยุดงาน พักที่บ้าน Selfquarantine

13 Getting Flushot ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อลดโอกาสการป่วยที่มีอาการและอาการแสดงคล้ายกับการติดเชื้อ SARS-CoV-2 (Influenzalike illness) จะได้ไม่ถูกเฝ้าระวังติดตาม (ไม่ได้ช่วยปองกันการติดโรค COVID-19 นะ)

14 Social Responsibility มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ปิดจมูกและปาก เมื่อไอ จาม อยู่บ้าน ไม่ไปทํางานเมื่อป่วยด้วยโรคที่ติดต่อง่าย กักกันตัวเองเมือกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยข้อมูลการเดินทางหรือพฤติกรรมเสี่ยงกับแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และคําแนะนําของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด

ขอขอบคุณ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/file/g_km/handout001_12032020.pdf

ล้างมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617703

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 10:10 น.

ล้างมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์

เมื่อ CDC สหรัฐให้ความสำคัญกับสบู่และน้ำเป็นอันดับแรก แต่หลายคนยังคงสงสัยว่า “สบู่ธรรมดา” กับ “แอลกอฮอล์” อะไรจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัสได้ดีกว่ากัน

ในวันที่แอลกอฮอล์เจลล้างมือหาซื้อยาก ราคาแพง หลายคนจึงกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่มีและใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างสบู่ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ก้อน สบู่เหลว ขณะที่ในความคิดก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในประสิทธิภาพของสบู่ หากต้องเปรียบเทียบกับการใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค

โดยเฉพาะในเวลานี้ที่มีเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อในระบบทางเดินหายใจ อย่างโคโรนาไวรัส ที่ สามารถแพร่กระจายผ่านมือของเรา หากป่วยอยู่แล้ว มือเราอาจไปสัมผัสน้ำมูกจนเชื้อไวรัสติดอยู่ที่มือ หากไม่ป่วยมือเราอาจเป็นที่อยู่ของไวรัส เราอาจไปสัมผัสกับละอองเสมหะที่มีเชื้อไวรัส เชื้อก็จะติดอยู่ที่มือ และอาจเข้าสู้ร่างกายเราได้ง่ายๆ เพียงแค่เราสัมผัสใบหน้า

ดังนั้น แนวหน้าในการสู้กับเชื้อโคโรนาไวรัสของเราก็คือ “มือ” ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) แนะนำว่า การล้างมือด้วยสบู่และน้ำ คือวิธีทำความสะอาดที่ได้ผลที่สุด หากไม่สะดวกให้ใช้แอลกอฮอล์เจลที่มีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60%

สบู่ธรรมดากับการกำจัดเชื้อไวรัส

พัลลี ธอร์ดาร์สัน นักเคมีจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เผยไว้ในทวิตเตอร์ว่า สบู่เปรียบเสมือนทีมทำลายล้างที่เข้าไปทำลายตึกด้วยการพังทลายอิฐทีละก้อน เพราะฉะนั้น การล้างมือจึงไม่เพียงแต่เป็นการล้างเชื้อไวรัสออกจากมือเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายไวรัสด้วย

ความสำคัญและการทำงานของสบู่

เรื่องนี้ธอร์ดาร์สัน อธิบายขยายความความสำคัญและการทำงานของสบู่กับเว็บไซต์ Vox ว่าสบู่จะมีสองขั้ว ขั้วหนึ่งจะชอบน้ำแต่ไม่ชอบโปรตีนและไขมัน อีกขั้วหนึ่งไม่ชอบน้ำแต่ชอบโปรตีนและไขมัน คุณสมบัติข้อนี้ทำให้สบู่มีประสิทธิภาพที่สุด

ยกตัวอย่างการทำงานของสบู่ว่า หากหยดน้ำมันลงในน้ำ น้ำมันจะรวมตัวกันลอยอยู่เหนือน้ำ เพราะน้ำมันไม่รวมตัวกับน้ำ แต่หากหยดน้ำสบู่ลงไป น้ำมันจะกระจายตัว นั่นเป็นเพราะสบู่ขั้วที่ชอบไขมันจะไปจับกับน้ำมัน ส่วนขั้วที่ชอบน้ำก็จะดึงไขมันไปรวมกับน้ำ ทำให้น้ำมันแตกตัว สรุปง่ายๆ ก็คือสบู่จะเข้าไปล้อมรอบน้ำมัน แล้วแยกน้ำมันที่รวมตัวกันอยู่ให้กระจายออก

หลักการนี้ใช้ได้ผลกับเชื้อโคโรนาไวรัสเช่นกัน เนื่องจากเชื้อจะถูกล้อมรอบด้วยไขมันและโปรตีน เมื่อเจอสบู่ ไขมันเหล่านี้จะถูกแยกออกจากกัน และแม้จะมีส่วนที่เข้าไปรวมตัวกับไขมัน แต่โปรตีนและไขมันที่เป็นเกราะป้องกันโคโรนาไวรัสจับตัวกันอยู่หลวมๆ ทำให้สบู่สามารถทำลายเกราะป้องกันของโคโรนาไวรัสได้ง่ายดาย เมื่อเกราะคุ้มกันแตกเชื้อไวรัสก็แตกออกด้วย และหมดฤทธิ์ไปในที่สุด

สำหรับเงื่อนไขสำคัญก็คือ ปฏิกิริยาเหล่านี้ต้องใช้เวลา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที อีกทั้งผิวหนังบนมือของเรายังเต็มไปด้วยรอยย่อนรอยพับต่างๆ เพราะฉะนั้น กว่าสบู่จะซึมเข้าไปยังซอกเล็กๆ และกำจัดไวรัสหรือเชื้อโรคที่ซุกซ่อนอยู่จึงต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง

แอลกอฮอล์กับการกำจัดเชื้อไวรัส

เจลล้างมือหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือแบบไม่ต้องล้างน้ำออก ทั้งชนิดเจล ของเหลว และสเปรย์ จัดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางควบคุม มีส่วนประกอบสำคัญคือ แอลกอฮอล์ (alcohol) ในปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 70 อาจมีสารฆ่าเชื้อ เช่น ไตรโคลซาน สารที่ทำให้เกิดสภาพเจล (gelling agent) เช่น carbomer สารให้ความชุ่มชื้นลดการแห้งของผิว (emollients) เช่น ว่านหางจระเข้ (Aloe vera), tea tree oil และกลีเซอรอล, สีและน้ำหอมเป็นส่วนผสม หากผลิตภัณฑ์มีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และใช้กับผิวหนังมนุษย์จะจัดเป็นยา เช่น แอลกอฮอล์ล้างแผล

เจลล้างมือเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถพกพาไปใช้ได้สะดวก ทดแทนการล้างมือ ด้วยน้ำและสบู่ ลดการน้าเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัส โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปลายปี พ.ศ. 2554 และเมื่อมีการระบาดของโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009, โรคมือเท้าปากเปื่อย เป็นต้น ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังไม่มีเกณฑ์ควบคุมคุณภาพด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เจลล้างมือที่วางจ้าหน่ายทั่วไปในท้องตลาด แต่หากผลิตภัณฑ์ไม่มีประสิทธิภาพในการลดเชื้อได้จริงแล้ว เมื่อน้ามาใช้อาจท้าให้เกิดการแพร่กระจายของโรคได้อีกด้วย

คุณสมบัติทางกายภาพและการออกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

โดยทั่วไป แอลกอฮอล์ที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเจลล้างมือ คือ เอทานอล (ethanol หรือ ethyl alcohol) เป็นของเหลวใสไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสามารถระเหย ได้ดี แต่มีแอลกอฮอล์อีกชนิด นั่นคือ เมทานอล (methanol หรือ methyl alcohol ) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่มีพิษ ห้ามใช้กับร่างกาย ใช้ในสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดให้แสงสว่าง หรือปนกับทินเนอร์ สำหรับผสมแลคเกอร์ เมทานอลสามารถดูดซึมได้ทางผิวหนัง ลมหายใจ หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากจะท้าให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ หลอดคออักเสบ กรณีที่มีการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาอาจส่งผลท้าให้เยื่อบุตาอักเสบ หากสูดดมเข้าไปมากๆจะท้าให้เกิด การปวดท้อง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก การมองเห็นจะผิดปกติจนอาจท้าให้ตาบอดได้

การออกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะไปยับยั้งการเจริญของเซลล์แบคทีเรียหลากหลายชนิด รวมถึง ไวรัส และเชื้อรา จึงนิยมใช้ในการฆ่าเชื้อผิวหนังและพื้นผิวทั่วไป แอลกอฮอล์เป็นสารที่ท้าให้เกิดการคายน้ำ (strong dehydrating agent) ออกจากเซลล์ แล้วดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าไปท้าให้เซลล์เมมเบรนถูกท้าลายและโปรตีนเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องไปรบกวนเมตาบอลิซึมและท้าให้เซลล์ถูกท้าลายในที่สุด

โดยนิยมใช้สารละลายแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้น 70% เนื่องจากระเหยไม่เร็วเกินไปและมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จุลินทรีย์จะดูดซึม และออกฤทธิ์ท้าลายเซลล์ ขณะที่แอลกอฮอล์ 95-100% จะมีการระเหยรวดเร็วมากและมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอที่จะดูดซึมเข้าไปในเซลล์เมมเบรน แต่จะทำให้เกิดการคายน้ำออกจากเซลล์อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ฆ่า และเมื่ออยู่ในสภาวะเหมาะสม จุลินทรีย์เหล่านี้ได้รับน้ำเข้าเซลล์จะสามารถคงสภาพเดิมได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า 50% จะมีประสิทธิภาพในการท้าลายจุลินทรีย์ลดน้อยลงมาก

ส่วนเงื่อนไขสำคัญสำหรับการใช้แอลกอฮอล์เจล นอกจากความเข้มข้นแล้ว หากมือเปียกหรือมีเหงื่อขณะใช้แอลกอฮอล์เจล ประสิทธิภาพการกำจัดไวรัสก็จะลดลง เนื่องจากถูกน้ำหรือเหงื่อเจือจาง

อ้างอิง : จากปากนักเคมี ทำไมสบู่ถึงฆ่าโคโรนาไวรัสได้ดีที่สุด และ แอลกอฮอล์เพื่อการสาธารณสุข

ภาพ : Freepik

‘เงิน’ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617525

วันที่ 13 มี.ค. 2563 เวลา 09:05 น.

'เงิน' ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค

ดูวงจรของเงิน พร้อมคำแนะนำจากธนาคารแห่งประเทศไทย กับ 5 วิธีป้องกัน COVID-19 หลังจับเหรียญและธนบัตร

ในช่วงที่ COVID-19 ยังคงแพร่ระบาดอยู่เช่นนี้ หลายคนกังวลถึงความเสี่ยงรอบตัวโดยเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องสัมผัส อย่าง “เงินตรา” ทั้งธนบัตร เหรียญ ซึ่งมีโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน ด้วยความห่วงใยจากธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกมาอธิบายถึงใช้ธนบัตรอย่างไรให้ปลอดภัย ห่างไกล COVID-19

“ธนบัตร” ที่ใช้วนกลับไปธนาคารแห่งประเทศไทยมีกระบวนการอย่างไร?

นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปกติแล้วเวลาที่ประชาชนได้ธนบัตรมาแล้วนำไปฝากกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทางธนาคารก็จะเก็บรวบรวมไว้ซึ่งพอได้ในจำนวนหนึ่งแล้วก็จะส่งต่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าธนบัตรมีความเก่า ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรแล้วก็จะนำไปทำลาย แต่หากธนบัตรยังคงมีสภาพดี สมบูรณ์ สะอาด เนื้อกระดาษยังไม่ถูกทำลายมากทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะเก็บรวบรวมไว้ และนำไปหมุนเวียนเข้าในระบบ ให้ประชาชนใช้งานกันต่อไป ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีการผลิตธนบัตรใหม่ออกอยู่เรื่อยๆ ด้วย ฉะนั้น จึงมีทั้งธนบัตรที่ผ่านมือมาแล้ว และธนบัตรใหม่หมุนเวียนปะปนกันอยู่ในระบบ

มาตรการดูแลธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย

ต้องบอกก่อนว่า COVID-19 เวลาที่อยู่บนผิวสัมผัสจะมีระยะเวลาของเชื้อที่ตายไปแตกต่างกัน อย่าง

  • พลาสติก : COVID-19 จะอยู่ได้ประมาณ 9 วัน
  • กระดาษ (อยู่ในอุณหภูมิห้อง) : COVID-19 จะอยู่ได้ประมาณ 5 วัน
  • โลหะ : COVID-19 จะอยู่ได้ประมาณ 3 วัน (ทนความร้อนได้ดีกว่า)

โดยมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแลธนบัตรคือ หากธนบัตรถูกหมุนเวียนกลับมาจะถูกเก็บไว้ 14 วัน ก่อนส่งกลับไปหมุนเวียนเข้าระบบถึงมือประชาชนต่อไป ดังนั้น หากมีเชื้อ COVID-19 ติดมาบนธนบัตรซึ่งถือเป็นกระดาษพิเศษประเภทหนึ่งแล้วหมุนเวียนมาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกว่าจะส่งกลับไปหมุนเวียนเข้าระบบถึงมือประชาชนเชื้อก็ตายหมดแล้ว หรือถ้าเป็นเหรียญซึ่งทำจากโลหะเชื้อก็จะตายหมดแล้วเช่นกัน

วิธีกำจัด COVID-19 บนธนบัตร

สำหรับใครที่ต้องการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อธนบัตร/เหรียญสามารถทำได้ โดย

  • ใช้แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ด ซึ่งการใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อมาเช็ดไม่ทำให้เนื้อกระดาษถูกทำลาย
  • นำไปผึ่งแดด ก็สามารถฆ่าเชื้อโรคได้เช่นกันเพราะพอโดนความร้อนเชื้อก็ตาย
  • ควรหลีกเลี่ยงการพับหรือกรีดธนบัตร เพราะรอยที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ซึ่งหากเราคลายเป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมในมือต่อๆ ไปก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปบ้าง

ทั้งนี้ ถ้าคิดว่าธนบัตรที่มีดูเก่าก็สามารถนำไปฝากหรือแลกธนบัตรใหม่กับธนาคารพาณิชย์ได้ แต่แม้ว่าจะเป็นธนบัตรใหม่ สะอาด แต่หากโดนมือที่มีเชื้อมาจากที่อื่น ธนบัตรนั้นก็มีเชื้อโรคติดอยู่ได้เช่นกัน ทางที่ดีที่สุด คือ ทุกคนควรป้องกันตัวเองด้วยการล้างมือให้สะอาดภายหลังการสัมผัสธนบัตรหรือสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ร่วมกัน หรือถ้ายังไม่มีโอกาสล้างมือก็อย่าเพิ่งนำมือไปสัมผัสใบหน้า เข้าปากหรือจมูกเพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้

คำแนะนำจากธนาคารแห่งประเทศไทย-Bank of Thailand กับ 5 วิธีป้องกัน COVID-19 หลังจับเหรียญและธนบัตร

  1. ล้างมือทุกครั้งหลังจับเหรียญและธนบัตร ด้วยแอลกอฮอล์ล้างมือ 70% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
  2. นำธนบัตรไปผึ่งที่แดดจัดและอากาศถ่ายเท เพื่อฆ่าเชื้อโรค
  3. เช็ดธนบัตร ด้วยผ้าหมาดที่ชุบแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งไม่ทำให้เนื้อกระกาษถูกทำลาย
  4. ไม่พับ หรือกรีดธนบัตร เนื่องจากรอยพับเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก และอาจเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี
  5. หากพบว่าธนบัตรมีสภาพเก่า หรือสกปรกมาก สามารถนำธนบัตรเหล่านี้ไปฝากธนคาร แล้วนำธนบัตรใหม่มาใช้(ทางธนาคารจะจะส่งธนบัตรเก่าที่ชำรุดไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทำลาย และผลิตธนบัตรใหม่มาให้ประชาชนใช้งาน)

อ้างอิง : จส.100 / ธนาคารแห่งประเทศไทย

เสพข่าวไม่เครียด รู้ทันข่าวปลอมก่อนตกเป็นเหยื่อ Fake News #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617445

วันที่ 12 มี.ค. 2563 เวลา 13:05 น.

เสพข่าวไม่เครียด รู้ทันข่าวปลอมก่อนตกเป็นเหยื่อ Fake News

จากวลีที่แชร์ต่อกันขำๆ ว่า “โอกาสติดเชื้อ 1% โอกาสประสาทแดก 100%” สะท้อนการเลือกเสพข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ในวันที่เกิดโรคระบาด ว่ายังมีข่าวปลอมที่แพร่ระบาดไม่ต่างอะไรกับเชื้อโรค แล้วเราจะเลือกรับข่าวสารอย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ Fake News

เช็กก่อนเชื่อ ไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม ด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวในโลกออนไลน์ดังนี้

เช็กแหล่งที่มา

เมื่อรับรู้ข่าวสารต่างๆ ก่อนปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เราควรตรวจสอบหาแหล่งที่ของข่าวหรือภาพก่อนว่ามาจากแหล่งไหน ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ใครเป็นผู้เขียน ระบุวันเวลา หรือสถานที่ไว้ชัดเจนหรือไม่ โดยอาจหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เป็นสำนักข่าว, หนังสือพิมพ์, เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ หรือค้นหาจาก Google ว่าข่าวสารดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากไม่สามารถหาแหล่งที่มาได้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นข่าวปลอม

สำหรับวิธีตรวจสอบที่มาของภาพที่โพสต์ในโลกออนไลน์ว่ามีที่มาจากไหน เป็นภาพเก่า ภาพใหม่ หรือภาพตัดต่อ และใครเป็นเจ้าของภาพตัวจริง สามารถทำได้โดย “คลิกขวาที่ภาพ” จากนั้นเลือกคำว่า “ค้นหาภาพนี้ใน Google” หรือ “Search Google for image” จากนั้นระบบจะทำการค้นหาที่มาของภาพให้ทันที

หาข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนส่งต่อข้อมูล สิ่งที่ควรทำคือการเช็กว่าข่าวสารที่ได้รับมานั้นมีข้อมูลจากแหล่งอื่นอีกหรือไม่ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากแต่ละแหล่งข่าวว่าข้อมูลส่วนใดตรงกัน และข้อมูลส่วนใดขัดแย้งกันบ้าง หากพบว่าไม่สามารถหาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมได้ ไม่มีสำนักข่าว หรือสื่อใดที่กล่าวถึง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ข่าวดังกล่าวจะเป็นข่าวปลอม

วิธีการเช็กว่าเป็นเว็บหรือเพจข่าวปลอมหรือไม่

ที่ผ่านมา มีข่าวเท็จหรือการสร้างข่าวเท็จผ่านเว็บไซต์ข่าวปลอม หรือเพจเฟซบุ๊กปลอมอยู่บ่อยๆ รวมถึงเพจเฟซบุ๊กคนดังที่ถูกสร้างปลอมขึ้นมา จนทำให้มีการกระจายข่าวสารผิดๆ ออกไปในโลกออนไลน์

สำหรับวิธีสังเกตว่าเป็นเว็บข่าวปลอมหรือไม่นั้น อาจดูว่าเว็บข่าวดังกล่าวลงท้ายด้วยอะไร เนื่องจากเว็บข่าวส่วนใหญ่ จะลงท้ายด้วย “.co.th”   “.com” หรือ “.or.th” แต่หากเจอเว็บไซต์ที่ลงท้ายว่า “.online” ให้รู้ไว้เลยว่านั่นเป็นเว็บไซต์ที่มีการปลอมขึ้นมาอย่างแน่นอน

วิธีเช็กที่ดีที่สุด คือการเช็กจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อีกหน่วยงานหนึ่งในการช่วยตรวจสอบหรือแจ้งข่าวที่มีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง โดยสามารถติดต่อและติดตามการดำเนินงานได้ที่เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com หรือโทร.02-288-8000

ส่วนกรณีเพจเฟซบุ๊กปลอมนั้น อาจดูตรงตรงเครื่องหมาย “ถูก” สีเขียว ที่อยู่บริเวณด้านหลังของชื่อเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว หากเพจไหนไม่มีเครื่องหมายถูกยืนยัน ก็มีโอกาสเป็นเพจปลอมเช่นกัน

หยุดแชร์ข่าวปลอม

ถ้ารู้ว่าเป็น “ข่าวปลอม” ควรรีบแจ้งให้ผู้คนอื่นทราบถ้าเช็กจนรู้ว่าข่าวที่เห็นเป็นข่าวปลอม คุณควรกระจายข้อเท็จจริงออกไปว่า “นี่คือข่าวปลอม” เพื่อให้ผู้คนในโลกออนไลน์ทราบเรื่อง และหยุดการส่งต่อทันที

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีสติ อย่าตื่นตระหนกกับข่าวสารที่ได้รับ จนลืมเช็กว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก่อนจะส่งหรือแชร์ต่อไปให้คนอื่น เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดี

ผลกระทบของข่าวปลอม

  • ผู้รับได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด อาจส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น แชร์ข้อมูลว่าดื่มน้ำมะนาวช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ ผู้ป่วยอาจเลิกไปรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดกับหมอ ทำให้มะเร็งลุกลามถึงขั้นเสียชีวิต
  • ผู้รับเกิดความตระหนกตกใจ เช่น ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับภัยพิบัติ หรือโรคระบาดต่างๆ อาจทำให้ผู้คนแตกตื่น แห่กักตุนของกินของใช้ หรือไปเข้าคิวฉีดวัคซีนป้องกันโรคซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง ข่าวการเมืองหรือนโยบายของรัฐที่อาจทำให้หุ้นขึ้นหรือลง นักลงทุนเทขายหุ้นหรือซื้อเพื่อเก็งกำไร
  • ผู้ถูกแอบอ้างได้รับความเสียหาย เช่น ถูกล้อเลียน ดูหมิ่น กลั่นแกล้งรังแก (bully) เพราะข้อมูลเท็จที่เกิดจากการตัดต่อให้ดูตลกขบขัน ถูกเกลียดชังจากข้อมูลเท็จเชิงใส่ร้ายป้ายสี หรือตัวอย่างข่าวดาราดังป่วยหนักใกล้เสียชีวิต ทำให้ประชาชนสงสาร มิจฉาชีพฉกฉวยโอกาสเรี่ยไรเงินช่วยเหลือครอบครัวดาราดัง
  • ข้อมูลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เช่น ข้อมูลเท็จทางด้านการเมือง ข่าวสถานการณ์ระหว่างประเทศ อาจนำไปสู่ความไม่สงบสุขในสังคม สร้างปัญหาระหว่างประเทศได้

ความผิด

ผู้ที่ผลิตข่าวเท็จ บิดเบือน และนำเผยแพร่บนโซเชียลยังเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 คือนำข้อความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ อันก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสังคม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนผู้ส่งต่อข้อมูลเท็จโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็ถือว่ามีความผิดเท่ากับผู้กระทำผิดข้างต้นและมีอัตราโทษเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ หากข้อมูลนั้นทำให้บุคคล องค์กร หน่วยงาน เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ก็ยังอาจจะได้รับโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภาพ : Freepik

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617331

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 14:40 น.

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า?

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า? …ตอบคำถามนี้อย่างไรให้ที่ทำงานใหม่เห็นว่าคุณเหมาะสมกับการรับเข้าทำงาน

หนึ่งในคำถามสุดคลาสสิกที่มักปรากฏตอนสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งเป็นเหตุผลในการที่คุณจะขอลาออกจากที่ทำงานใดสักแห่ง ต้องมี “ทำไมคุณถึงลาออก” แล้วจะตอบอย่างไรให้ดูมีชั้นเชิง มาดูเหตุผลดีๆ ที่เรานำมาฝากกันได้เลย

แนวทางที่ 1 เมื่อจะบอกว่าคุณมองไม่เห็นความไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ที่ผ่านมาฉันมีความสุขและสนุกกับการทำงาน แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะได้ลองออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ จากอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อความเติบโตในอาชีพต่อไปแล้ว

แนวทางที่ 2 เมื่อจะบอกว่าคุณเข้ากับหัวหน้าไม่ได้

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันเชื่อว่าสไตล์การทำงานที่เข้ากัน หรือเคมีที่ตรงกันของหัวหน้ากับลูกน้องในทีมเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้งานออกมาดี แถมบรรยากาศในการทำงานก็ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เคมีของทั้งสองฝ่ายเริ่มไม่ตรงกันแล้ว ฉันคิดว่าปัญหาจะเริ่มเกิด การทำงานจะเริ่มติดขัดและยากขึ้น ฉันเลยอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องตัดสินใจในการหาสิ่งใหม่ๆ ที่ใช่ และเข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง

แนวทางที่ 3 เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนสายงาน

เหตุผลในการออกจากงานที่ฟังดูแล้วยากที่จะดึงให้คุณทำงานต่อกับที่ทำงานเก่า คือ คุณต้องการเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปทำงานที่คุณชอบ งานที่คุณอยากทำ แต่ไม่ได้เลือกเดินสายนั้นมาตั้งแต่ต้น สมมติว่าคุณเรียนจบไอทีมา งานที่เริ่มทำก็เป็นงานด้านไอที แต่ชอบเขียนนั่นเขียนนี่เป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียน

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันอยากลองเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียนดู เพราะฉันชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงบล็อกของตัวเองอยู่ มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ ฉันลองค้นหาตัวเองและคิดทบทวนอยู่นานว่าจะเปลี่ยนสายงานดีมั้ย คำตอบคือฉันควรลอง เพราะถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ว่าฉันก็ทำงานตรงนี้ได้เหมือนกัน

แนวทางที่ 4 เมื่อคุณอยากได้เงินเดือนที่มากขึ้น

แม้เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต การเปลี่ยนงานเพราะที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลนี้มาบอกแบบทื่อๆ ตรงๆ มันก็ดูเหมือนว่า คุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่างานเกินไป

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…หลายปีที่ได้ทำงานกับบริษัท ฉันรู้สึกดีที่บริษัทให้โอกาสฉันได้เรียนรู้การทำงานต่างๆ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการทำงานมากมาย ฉันได้ประสบการณ์การทำงานจากที่นี่เยอะเลย บรรยากาศในการทำงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่ฉันจะได้ลองไปหาความท้าทายใหม่ๆ ที่มากขึ้น

แนวทางที่ 5 เมื่อที่ทำงานเก่ามีเงื่อนไขการทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น

ในชีวิตเราย่อมมีความต้องการในด้านอื่นๆ เช่น คนที่อยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น หรือคนที่อยากให้เวลากับตัวเองมาขึ้น หรือคนที่ชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด ก็จะมองหางานที่มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันเชื่อว่าการทำงานหนักจะทำให้งานสำเร็จและออกมาดี แต่ฉันคิดว่างานจะดีได้มากขึ้นอีก ถ้าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่สามารถยืดหยุ่น   ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นไอเดียในการทำงานได้มากกว่านั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และทุกวัน น่าเสียดายที่บริษัทปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้มีนโยบายนี้ ทำให้ฉันมองหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตอบโจทย์กับตัวฉันเอง

ภาพ : freepik

‘แฟชั่นผ้าไทย’ จากองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617274

วันที่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 18:30 น.

'แฟชั่นผ้าไทย' จากองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล

ชมความงดงามของคอลเลกชั่นผ้าไทยร่วมสมัย จากแบรนด์สายเลือดไทย WISHARAWISH ในโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2563

“ผ้าไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในงานช่างฝีมือที่สืบทอดกันมาแต่ช้านาน กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วยแบรนด์ WISHARAWISH (วิชระวิชญ์) โดยนายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ ได้ดำเนินงานต่อยอดโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2563 เป็นปีที่ 2 เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทย รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทยต้นแบบ

นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข และผลงานการออกแบบ

นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH เผยว่า ในคอลเลกชั่น Post-Wore Delicacies (โพส วอร์ เดลิเคซี่) เป็นการเอาของในชีวิตประจำวันกลับมาทำให้มีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เราพยายามทำอยู่ในตอนนี้ นั่นคือนำผ้าไทยกลับมาใช้ยังไงให้ดูตื่นเต้น โดยที่ไม่เชย หรือซ้ำซาก สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ ดูแลรักษาได้ง่าย และราคาสามารถสัมผัสได้

ส่วนดีไซน์ของเสื้อผ้าจะค่อนข้างเบสิก เน้นไปที่แมททีเรียล โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเส้นใยที่เรียกว่า FILAGEN (ฟิลาเจน) และ Nanozinc (นาโนซิงค์) โดยในครั้งนี้เราได้ทำงานกับชุมชนถึง 14 ชุมชนทั่วประเทศไทย เราพยายามจะดึงจุดเด่นของแต่ละที่ออกมา ทำให้งานมีความน่าสนใจมากขึ้น และตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลตอบรับจากปีที่แล้วก็ถือว่าดีมาก ออเดอร์ผ้าจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามามากมาย ทำให้เห็นว่าผ้าไทยของเรายังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก และสำหรับปีนี้ 70 ลุคที่เราพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็น่าจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคน

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานการแถลงข่าว

สำหรับโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล เป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม คือการต่อยอดวัฒนธรรมด้วยการนำคุณค่าของวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการทางวัฒนธรรม สนับสนุนการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5F (Film, Food, Festival, Fashion, Fighting) ในเรื่อง Fashion : การออกแบบและแฟชั่น โดยการบูรณาการและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ซึ่งในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการทั้ง 7 ชุมชน ประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนตนเอง ได้แก่ การขยายฐานลูกค้าออกไปสู่ต่างประเทศ มียอดสั่งผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาลวดลายบนผืนผ้าใหม่ๆ การวางลายผ้าให้มีความทันสมัย ไม่ดูเชย มีความโดดเด่น เพิ่มมูลค่าให้กับผลงาน ได้รับเชิญเข้าร่วมงานแสดงเครื่องแต่งกายในงานแฟชั่นที่ต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสาธารณรัฐออสเตรีย ต่อยอดกับเทคโนโลยี เกิดเป็นนวัตกรรมเส้นใยผ้า ส่งผลให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ อาทิ กำจัดและปกป้องกลิ่นกาย ป้องกันรังสียูวี เนื้อผ้าไม่ยับง่าย ดูแลรักษาง่าย และสวมใส่สบาย มีรายได้ทั้งจากงานหัตถกรรมและนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ้ามิติผ้าไทย

นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษา เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างความมั่นคงผ่านแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมภายในชุมชน/กลุ่มที่ทอผ้า/ผู้ประกอบการ ทั้ง 14 ชุมชน ได้แก่

  • ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ จุฑาทิพ จังหวัดขอนแก่น
  • ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข จังหวัดขอนแก่น
  • ไหมแต้มหมี่ กลุ่มสตรีทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น
  • ผ้าขาวม้า อิมปานิ จังหวัดราชบุรี
  • ผ้าฝ้ายทอมือ คอตตอนฟาร์ม จังหวัดเชียงใหม่
  • เรือนไหมใบหม่อน จังหวัดสุรินทร์
  • บาติกเดอนารา จังหวัดปัตตานี
  • ชาคราฟท์ จังหวัดแพร่
  • ผ้าซาโลมา ปาเต๊ะ จังหวัดนราธิวาส
  • ไฑบาติก จังหวัดกระบี่
  • ร้านฝ้ายเข็น จังหวัดอุบลราชธานี
  • บ้านหนองอีบุตร จังหวัดกาฬสินธุ์
  • ฉัตรทองไหมไทย จังหวัดนครราชสีมา
  • ฅญา บาติก นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

โดยทั้ง 14 ชุมชนสามารถดำเนินการทอผ้าและสร้างสรรค์ผ้าไทยให้มีความแปลกใหม่ไปตามกระแสของวงการแฟชั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่ง รวมไปถึงยังเป็นการสืบสานและส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี นำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านมิติผ้าไทย ซึ่งเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจบนรากฐานของวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนให้อยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผลงานการออกแบบ

ผู้ประกอบการตัวแทนจาก 14 ชุมชน และผลงาน
ผลงานจากแบรนด์ ไฑบาติก จังหวัด กระบี่
ผลงานจากแบรนด์ ฅญาบาติก จังหวัด นครราชสีมา
ผลงานจากแบรนด์ คอตตอนฟาร์ม จังหวัด เชียงใหม่
ผลงานจากแบรนด์ เรือนไหมใบหม่อน จังหวัด สุรินทร์

“เป็นลาว” สุดแซ่บ สุดจัดจ้านในย่านเขาใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/617352

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 15:30 น.

"เป็นลาว" สุดแซ่บ สุดจัดจ้านในย่านเขาใหญ่

โพสต์ทูเดย์พาไปชิมของอร่อยกันที่เขาใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่ร้าน “เป็นลาว” เสิร์ฟความแซ่บด้วยอาหารอีสานรสดั้งเดิม ไม่เติมผงชูรส แต่ยังคงความจัดจ้านไว้ได้อย่างดี

ชื่อร้านนี้มีที่มาจากต้นตระกูลของเจ้าของร้านสืบเชื้อสายมาจากลาวและต้องการคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้จึงใช้ชื่อเป็นลาวที่เป็นการสื่อความหมายแบบตรงตัว

ร้านเป็นลาวยึดคอนเซปต์ “ร้านอาหารของชุมชน เพื่อชุมชน” ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากเกษตรกรในชุมชน และยังนำคนเจเนอเรชั่นต่างๆ ในชุมชนมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่เด็กๆ ที่อยากหารายได้ระหว่างเรียน พร้อมเรียนรู้ วัยทำงานที่ขยันขันแข็ง และวัยผ่านประสบการณ์โชกโชนที่พร้อมถ่ายทอดความรู้และเป็นผู้ฝึกฝนให้คนรุ่นหลังมีรสมือที่ทัดเทียมและคงที่

มาดูที่อาหารกันบ้าง มาเยือนโคราชต้องไม่พลาดชิมผัดหมี่โคราช ที่ใช้น้ำปรุงสูตรเฉพาะของทางร้าน ผัดกับเส้นก๋วยเตี๋ยวเหนียวนุ่ม ให้รสชาติซึมเข้าไปในเส้น รสชาติกลมกล่อม จัดจ้านตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย ที่สำคัญลูกค้าสามารถเลือกใส่เนื้อสัตว์ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหมู กุ้ง ไก่

ต่อกันที่ลาบปลาดุก ปกติลาบของที่อื่นจะมีมีน้ำนิดหน่อย แต่ของที่นี่เป็นแบบแห้ง ทางร้านพิถีพิถันตั้งแต่การนำปลาดุกไปย่างจนหอมแล้วแกะเอาเฉพาะเนื้อไปปั่นกับข่า ต่อด้วยการคั่วจนแห้ง แล้วจึงนำมาปรุงรสเค็มแซ่บกำลังดี  ใส่ผักพื้นบ้านอย่างผักแพวเพิ่มความหอมอีกหน่อย อร่อยอย่าบอกใคร ส่วนใครไม่ถนัดปลาก็ยังมีลาบเป็ดที่อร่อยไม่แพ้กันเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง

ขยับมาที่เมนูต้มๆ เพิ่มความคล่องคอกันบ้าง กับแกงลาวเห็ดสามอย่าง เห็ด 3 ชนิดบวกกับบวบต้มในน้ำใบย่านางคั้น ได้รสชาติเค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ จากบวบ

ของดียังมีอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นหมูสามชั้นทอดกับปลาร้าทรงเครื่อง หมูสามชั้นทอดกรอบนอกนุ่มใน ฟีเจอริ่งกับน้ำพริกปลาร้าหอมๆ นัวกลิ่นปลาร้า พริกคั่ว หอมแดงคั่ว ขอบอกเลยว่าเข้ากั๊นเข้ากัน ยิ่งได้ข้าวเหนียวดำร้อนๆ มาจิ้มด้วยกันอีกอย่างนี่ฟินลืมอ้วนไปเลย

นอกจากเมนูแซ่บๆ แล้วทางร้านยังเอาใจคนรักผักด้วยผักสดนานาชนิดและน้ำพริกตั้งไว้ตรงกลางร้านเสิร์ฟฟรีไม่อั้น

ตบท้ายด้วยของหวานอย่างขนมถ้วยหอมๆ หวานๆ ที่ทำสดใหม่ทุกวัน อร่อยถ้วยเดียวไม่เคยพอ

แต่ถ้าทานที่ร้านยังไม่จุใจ ทางร้านยังมีน้ำผัดหมี่ น้ำตำหลวงพระบาง น้ำปลาร้าปรุงสำเร็จ และน้ำยำปลาร้าสูตรโฮมเมด ไม่ใส่สารกันบูด แบบเดียวกับที่ปรุงขายในร้านใส่ขวดจำหน่ายให้ไปฟินต่อกันที่บ้านด้วย

อยากทานของอร่อยรสชาติแซ่บคักตามตำรับลาวแท้ๆ แวะไปได้ที่เป็นลาว ร้านตั้งอยู่ก่อนถึงทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 700 เมตร เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์

อาทิตย์-พฤหัสบดี เปิด 09.30-18.00 น. (Last Order 17.30 น.) ศุกร์-เสาร์ เปิด 09.30-20.00 น. (Last Order 19.30 น.)

สำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดที่ โทร. 083-461-3666, Line: @penlaos, Facebook: PenLaos เป็นลาว

Uno Mas ระเบิดความอร่อยกับซีฟู้ดแพลตเตอร์ รสชาติแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/617287

วันที่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 21:20 น.

Uno Mas ระเบิดความอร่อยกับซีฟู้ดแพลตเตอร์ รสชาติแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ระเบิดความอร่อยกับพาเหรดเมนูซีฟู้ดแพลตเตอร์ ที่ห้องอาหาร ‘Uno Mas’ อิ่มเอมกับอาหารทะเลเลิศรส พร้อมชมวิวเมืองกรุงสุดลูกหูลูกตาแบบพาโนรามา

หากพูดถึงร้านอาหารอร่อยใจกลางกรุง ตัวเลือกในลิสต์คงมีเพียบ แต่ถ้าอยากได้มุมดีๆ วิวสวยๆ แบบมองเห็นเส้นขอบฟ้าของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล หลายคนยกให้ “Uno Mas” เป็นหนึ่งในลิสต์อันดับต้นๆ

“Uno Mas” มาจากภาษาสเปน หมายถึง “ขออีกหนึ่ง” เป็นสถานที่รับประทานอาหารบนชั้น 54 ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ความพิเศษของห้องอาหารแห่งนี้คือความงดงามของทิวทัศน์ที่น่าตรึงตาตรึงใจของเส้นขอบฟ้ามหานครกรุงเทพในแบบพาโนรามา โดดเด่นด้วยบริการเมนูอาหารเลิศรสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสเปนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมไวน์ชั้นเลิศนานาชนิด

ห้องอาหารแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้สะท้อนความรู้สึกของการเดินทางไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์แห่งคาบสมุทรไอบีเรีย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน องค์ประกอบด้านดีไซน์และการตกแต่งอบอวลด้วยศิลปะแบบมัวริช เชื่อมทั้ง 3 โซนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะดุดตากับ แสงไฟในเฉดสีฟ้าอันเป็นสีสันของผนังดินเผาที่ถูกแต่งแต้มไปทั่วเมืองเชฟชาอูนในโมร็อคโค ตอกย้ำที่มาของคอนเซ็ปต์ห้องอาหารได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ภายในใช้พื้นเคลือบสีฟ้าชวนให้นึกถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ไม่เคยหลับใหล ผนังหุ้มไม้ไผ่นำไปสู่ไวน์เซลล่าที่งดงาม คนรักไวน์ต้องตื่นตาตื่นใจไปกับไวน์แองเจิ้ล นางฟ้าผู้โบยบินบนหอคอยไวน์ความสูง 8 เมตร แหล่งรวมทั้งไวน์โลกเก่าและไวน์โลกใหม่มากกว่า 2,000 ขวด ต่อด้วยโซนทาปาสแอนด์รอว์บาร์ บาร์แบบกึ่งกลางแจ้งที่มีเคาน์เตอร์ขนาดใหญ่สำหรับจัดวางหอยนางรมและอาหารทะเลสดใหม่ พร้อมด้วย ชีส มะกอกดอง Pata Negra แฮมรมควันที่มีเฉพาะที่สเปน และซาลามี่หมูดำชั้นเยี่ยมระดับรางวัลภายใต้แบรนด์ Joselito ของประเทศสเปน

อีกความตื่นตาตื่นใจในช่วงนี้ ยกให้กับเมนู “ซีฟู้ดแพลตเตอร์” รสชาติแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เชฟซานโดร อากิเรลา หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ประจำห้องอาหาร Uno Mas รังสรรค์เป็นเมนูจานเด็ดให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ประกอบด้วย ปลาหมึกยักษ์กาลิเซียนออคโทพุส ล็อบสเตอร์จากแอตแลนติก กุ้งแดงดีเนียรสหวานจากประเทศสเปน หอยเชลล์ไดเวอร์ ที่ชาวประมงดำน้ำลงไปเก็บคัดสรรเองกับมือ กุ้งแลงกุสตินเนื้อแน่น และอาหารทะเลอื่นๆ ประจำวัน พร้อมด้วยเครื่องเคียงและน้ำจิ้ม เหมาะสำหรับ 2-3 ท่าน สนนราคาที่ 5,990++ บาท/แพลตเตอร์

นอกจากนี้ ยังมอบความสุขในการรับประทานอาหารที่ปรุงจากครัวแบบเปิดให้กับลูกค้าในโซนไดนิ่งเดค โดยใช้เตาถ่านยักษ์ในการรังสรรค์เมนูแต่ละจาน รวมทั้งใช้เตาอบ Josper โดยเมนูขึ้นชื่อของทางร้านทั้งหมูย่างสเปน เมนูปาเอญ่า หรือข้าวผัดซีฟู้ดสเปนจานเด็ด และอีกมากมาย

อยากลิ้มลองความอร่อยเหมือนยกทะเลมาไว้ในกรุงแบบนี้ ไปกันได้ที่ห้องอาหาร Uno Mas ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ รับรองว่าต้องติดใจจนอุทานออกมาว่า “ขอกลับมาอีกสักหน”

Uno Mas เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00-01.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-100-6255 เว็บไซต์ www.unomasbangkok.com หรือที่   facebook : UNO MAS