Camelot ชูเมนูรสชาติไทย ให้ตัวเลือกหลากหลายด้วยเมนูฟิวชั่นสไตล์โฮมเมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/616646

วันที่ 04 มี.ค. 2563 เวลา 18:30 น.

Camelot ชูเมนูรสชาติไทย ให้ตัวเลือกหลากหลายด้วยเมนูฟิวชั่นสไตล์โฮมเมด

รีวิวร้านเปิดใหม่ใกล้ BTS บางจาก “Camelot Cafe & Restaurant” ชิมสารพันเมนู เน้นชูรสชาติอาหารไทย ให้ความหลากหลายด้วยเมนูอาหารอินเตอร์ เสิร์ฟครบทั้งเครื่องดื่ม ของหวานสไตล์โฮมเมดเพื่อคนรักสุขภาพ

รีวิวเรื่องกินเรื่องเที่ยว ครั้งนี้โพสต์ทูเดย์พาไปรู้จักกับ “Camelot Cafe & Restaurant” ร้านน้องใหม่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางจาก แม้จะเป็นร้านเปิดใหม่แต่บางคนอาจคุ้นกับชื่อนี้ดี เพราะมีสาขาแรกที่เปิดมานานตั้งอยู่ในห้างอัมรินทร์พลาซ่า ส่วนที่สาขาใหม่จะเน้นเป็นอาหารรสชาติไทยๆ ในราคาเข้าถึงได้ ตอบโจทย์คนทำงานและลูกค้าที่มาเป็นครอบครัว แต่ยังคงมีเมนูซิกเนเจอร์ของ Camelot ไว้ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะอาหารไทย อาหารยุโรป เมนูฟิวชั่น อาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนของหวานแบบคนรักสุขภาพ และเครื่องดื่มนานาชนิด

ร้านนี้อยู่ติดถนนสุขุมวิท บรรยากาศหน้าร้านตกแต่งด้วยต้นไม้ดูร่มรื่นเปิดเป็นโซนโอเพ่นแอร์ให้นั่งชิลช่วงเย็น มีโต๊ะเก้าอี้ไม้ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งในสวนหน้าบ้าน ด้านในเป็นห้องกระจกเย็นสบาย คลายร้อนกันด้วยเครื่องดื่มตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสด ชาไทย ชาเขียว จุดเด่นของร้านนี้คือใช้กรรมวิธีการชงด้วยหม้อต้ม Moka Pot เสน่ห์ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนอิตาเลียน มีทั้งเมนูร้อนและเย็น

มื้อกลางวัน ฝากท้องที่ร้าน Camelot Cafe & Restaurant มีเมนูอาหารไทยทานง่ายไว้คอยบริการ เริ่มด้วยซิกเนเจอร์อาหารไทยที่ถูกใจคนต่างชาติอย่าง ผัดไทยกุ้งสด เลือกใช้เส้นจันท์เหนียวนุ่ม ผัดคลุกเคล้าเคลือบฉ่ำเส้นด้วยซอสผัดไทยได้รสเปรี้ยว หวาน เค็ม ออกมากลมกล่อมพอดิบพอดี อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม หรือใครจะอัพเลเวลความอร่อยทางร้านก็มีมะนาว พริกป่น ถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ เสิร์ฟเคียงมาให้ในจาน สำหรับกุ้งที่นี่จะใช้ของสดใหม่วันต่อวัน อร่อยสมกับเป็นเมนูแนะนำประจำร้าน…ห้ามพลาดเลยจริงๆ

อร่อยกันต่อกับ ส้มตำปูม้า ปูม้าสดเนื้อรสหวานในจานส้มตำ แซ่บๆ เผ็ด เค็ม เปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก เติมปลาร้านัวสูตรเด็ดของทางร้านแซ่บสะท้านทรวง พ่วงด้วยเส้นมะละกอสไลซ์กรุบกรอบ…บอกเลยว่าดี ต่อที่ ปลากะพงทอดทอดน้ำปลา ปลากะพงทอดสีเหลืองทองที่ทางร้านใช้น้ำมันทอดเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ได้ปลาทอดกรอบนอกนุ่มในเนื้อแน่น เมนูปลายังมีปลาผัดพริกไทยดำ และปลาทอดทรงเครื่อง คล้ายปลาลุยสวน หอมสมุนไพร มาพร้อมพริก ขิง ตะไคร้  หอมเจียว เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ใครมาช่วงเย็นแนะนำเป็นเมนูย่าง อย่างกุ้งแม่น้ำย่างอบชีส และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ เมนูซีฟู้ดที่ใครเห็นเป็นต้องสั่ง เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บโดนใจ ตามด้วย เนื้อย่างหอมๆ กินคู่น้ำจิ้มแจ่ว หอมพริกป่น ข้าวคั่วแสนยั่วใจ

ด้านอาหารนานาชาติที่ร้านนี้มี เบอร์เกอร์เนื้อ เอ้กเบเนดิกต์ บรันช์ที่มีต้นกำเนิดในนครนิวยอร์ก เสิร์ฟมาพร้อมกับสโมคแซลมอนวางบนขนมปังสไตล์ฝรั่งเศส ก่อนกินราดตามด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน นอกจากนี้ ยังมีเมนูฟิวชั่นญี่ปุ่นอย่างข้าวหน้าแกงกะหรี่เทมปุระไว้คอยบริการอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยเค้กและขนมหวานที่เลือกใช้วัตถุดิบอย่างดีให้แคลอรีน้อยว่าปกติ อาทิ ชีสเค้ก ฟลาวเลสช็อคโกแลต เค้กเนื้อแน่นหวานน้อย หรือจะลองเป็นขนมแสนสวยอย่าง มาการอง ที่รสชาติหวานกำลังพอดีเหมาะกับชาร้อนๆ สักแก้ว ปิดท้ายมื้ออาหารแบบบริบูรณ์

แวะมากินของอร่อยแบบนี้ได้ที่ร้าน Camelot Cafe & Restaurant ใกล้กับ BTS สถานีบางจาก ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอยสุขุมวิท 89/1 และซอยสุขุมวิท 91 ร้านเปิดทุกวัน อาหารเปิดบริการ 11.00 – 24.00 น. ส่วนเครื่องดื่ม กาแฟสดและชามีบริการตั้งแต่ 09.00 น. สอบถามโทร. 081-648-2344 หรือที่ Facebook : Camelotcafesukhumvit

‘นอนกรน’ กับฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617696

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 08:30 น.

'นอนกรน' กับฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฟันธง นอนกรนส่งผลให้ “เสี่ยงวูบ-โรคร้าย-อุบัติเหตุ” อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมชี้ผลร้ายที่ตามมาอีกมากมายจากแค่พฤติกรรมที่ทำโดยไม่รู้ตัวอย่าง “นอนกรน”

การนอน เป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามไป เพราะในความเป็นจริงมนุษย์เราใช้เวลานอนถึง 1 ใน 3 ของชีวิต และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ใช่แค่เพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ยังจำเป็นต้องนอนหลับอย่างมีคุณภาพด้วย

เนื่องในวันนอนหลับโลก 2020 (World Sleep Day2020) ซึ่งตรงกับวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการ นอนไม่กรน ขับไม่ชน รถไม่คว่ำ โดยสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมดิคอลอินเทนซีฟแคร์ จำกัด รณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการนอนหลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับและสัญญาณอันตรายจากการกรน รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนใส่ใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคอย่างเหมาะสม

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอรุณวรรณ พฤทธิพันธุ์ นายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย และหัวหน้าศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า วันนอนหลับโลกในปีนี้ ทางสมาคมฯ มีความประสงค์ที่จะให้ความรู้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับที่มีคุณภาพ อันตรายจากการนอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม โดยเราเล็งเห็นว่าทางฟิลิปส์และเมดิคอลอินเทนซีฟแคร์เองก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน จึงเกิดเป็นความร่วมมือในครั้งนี้ ริเริ่มโครงการ นอนไม่กรน ขับไม่ชน รถไม่คว่ำ ขึ้น โดยการสนับสนุนจาก 5 โรงพยาบาล ได้แก่ 1) ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 2) ศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี 3) ศูนย์นิทรรักษ์ ศิริราช โรงพยาบาลศิริราช 4) ศูนย์โรคการนอนหลับ สถาบันโรคทรวงอก และ 5) ศูนย์สหเวชศาสตร์การนอนหลับ สุรศักดิ์มนตรี โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

ภายใต้แนวคิด นอนหลับสนิท ชีวิตสุขสันต์ โลกพลันสดใส ซึ่งเป็นคำขวัญของวันนอนหลับโลกประเทศไทย เพราะการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในหลายด้านทั้งความจำ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการความเครียด ภูมิต้านทาน และการทำงานของระบบอวัยะต่างๆ ภายในร่างกาย

แต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงาน และสภาพแวดล้อม ส่งผลให้ผู้คนให้ความสำคัญกับการนอนน้อยลง ซึ่งหากผู้คนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ย่อมเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิในการทำงาน และยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตรายในปีพ.ศ. 2562 มีการเกิดอุบัติเหตุกว่า 3,338 ครั้ง และคาดว่าอาจมีสาเหตุจากการขับรถหลับในได้สูงถึงร้อยละ 20 ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่มีคุณภาพนั่นเอง

ด้าน แพทย์หญิงนวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทย โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยว่า ปัจจุบันมีผู้เข้ามาปรึกษาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับอาการนอนกรน ซึ่งส่วนใหญ่มาด้วยความคิดว่าเป็นสิ่งที่รบกวนคนที่นอนด้วย มากกว่าคิดว่าเป็นโรค  แต่ในความเป็นจริงต้องบอกว่า อาการกรนนั้นเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA)

ปัจจัยของการนอนกรน เกิดได้จาก

  • ระบบทางเดินหายใจส่วนบนอุดตัน
  • ต่อมทอมซิลโต
  • โคนลิ้นใหญ่
  • เยื่อหูและจมูกบวม
  • ลิ้นไก่ยาว
  • ช่องคอหย่อน
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
  • อายุที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่เข้ารับการรักษาก็จะทำให้เกิดการหยุดหายใจขณะหลับได้ และส่งผลให้ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำลงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้คุณภาพการนอนลดลง เกิดเป็นผลเสียต่อร่างกายเพิ่มขึ้นระยะยาว ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะสมองเสื่อม อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สมาธิสั้น หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากหลับใน โดยเฉลี่ยแล้วอาการกรนจะเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเพราะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการหายใจมากกว่าผู้ชาย

นายแพทย์สมประสงค์ เหลี่ยมสมบัติ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี เผยว่า จากการศึกษาพบว่า

  • ประเทศไทย ในประชากรผู้ใหญ่วัยทำงาน พบความชุกผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เพศชายอยู่ที่ 15.4% และผู้หญิง 6.3% ใ
  • ประเทศอเมริกา พบประชากรผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสูงถึง 1 ใน 3 คน

โดยยิ่งอายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ทานยานอนหลับบางชนิด รวมถึงฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย ยังเป็นตัวกระตุ้นให้อัตราการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย เนื่องจากเมื่อระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เยื่อบุจมูกเกิดการระคายเคือง มีการบวมคัด จะส่งผลให้เกิดทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับง่ายขึ้น นอกจากนี้ ฝุ่น PM 2.5 อาจทำให้ระบบหายใจส่วนล่างและถุงลมปอดเกิดความระคายเคือง เกิดอาการไอ หลอดลมอักเสบ โรคหืดกำเริบ ได้อีกด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับลดลง

ในแง่ของการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนั้น นอกจากการลดพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว แพทย์อาจจะให้การรักษาโดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP), การใส่ทันตอุปกรณ์(oral appliance) หรือการผ่าตัด ในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะอาการและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

ทางด้าน นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลการสำรวจด้านการนอนประจำปีของฟิลิปส์โกลบอล Wake Up Call: Global Sleep Satisfaction Trends พบว่า

  • ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยการนอนต่อคืนเพียง 7 ชม.
  • กว่า 47% เปิดเผยว่าไม่พึงพอใจในการนอนของตน
  • 8 ใน 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประสบภาวะสะดุ้งตื่นกลางดึกอย่างน้อย 1 ครั้ง
  • คนกว่าครึ่งยอมรับว่าแม้จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปัจจัยที่ดีที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ แต่ความเครียดยังคงเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอน
  • ปัจจัยรองลงมาคือ สภาพแวดล้อมในห้องนอน เสียง แสง อุณหภูมิ การใช้มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน และโรคประจำตัว

ทั้งนี้ เราสามารถเช็คอาการเบื้องต้นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยสังเกตว่าตนเองมีการสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับอาการหายใจเฮือกหรือไม่ หรือมักมีอาการง่วงอยู่ในช่วงกลางวันแม้จะนอนหลับอย่างเพียงพอหรือไม่ สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือไม่ สามารถทดสอบด้วยตัวเองได้ที่ https://www.cpapmic.com/sleeptest/

THG เปิดคลินิกธนบุรี บางซื่อ คัดกรองโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617548

วันที่ 13 มี.ค. 2563 เวลา 12:22 น.

THG เปิดคลินิกธนบุรี บางซื่อ คัดกรองโควิด-19

บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เตรียมความพร้อมเปิด คลินิกธนบุรี บางซื่อ รับมือโควิด -19 รองรับผู้ป่วยทั้งในไทยและต่างประเทศ

นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยถึงแนวคิดคลินิกคัดกรอง COVID-19 แห่งใหม่ว่า แนวคิดการสร้างสถานพยาบาลฉุกเฉินหรือคลินิกพิเศษถือเป็นการเตรียมการล่วงหน้าสอดรับกับแนวทางของรัฐบาล โดยใช้ตัวอย่างโรงพยาบาลฉุกเฉินอู่ฮั่นโมเดลจากประเทศจีน เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในระยะเวลา 3 – 6 เดือนข้างหน้า แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเท่ากับประเทศอื่น เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติตนของประชาชน ทำให้ผู้คนเกิดการตื่นตัวในการเฝ้าสังเกตอาการ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดโรค รวมถึงความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ ที่สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยและให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

“มีข้อบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจจะมีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 คือ ติดต่อกันเองในประเทศหรือในผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ หรือสัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้ออยู่ ซึ่งอาจมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ผู้ป่วยหลายคนเป็นพาหะโดยไม่มีอาการ โรงพยาบาลหลายแห่งไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากข้อจำกัดเรื่องสถานที่ บุคลากร ห้องปฏิบัติการ (Lab) กอปรกับการวินิจฉัยโรคในปัจจุบันยังมีจุดอ่อนหลายประการและเสี่ยงต่อการที่จะตรวจไม่พบเชื้อ หรือ ผลลบปลอม (False Negative) ซึ่งอาจเกิดจากการเก็บสารตัวอย่างในลำคอ จมูก ที่ไม่ได้มาตรฐาน การเก็บสารตัวอย่างไม่ถูกวิธี หรือ ผู้ป่วยมีเชื้อในปริมาณน้อยเพราะมีระยะฟักตัว หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันสูง รวมทั้งการกลายพันธุ์ที่รวดเร็วของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจ”

ในปัจจุบันการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 มีหลายวิธี ในประเทศสิงค์โปร์ ประเทศจีน และประเทศในแถบตะวันตก นอกจากจะใช้การตรวจด้วย PCR หรือ Polymerase Chain Reaction Test เพื่อตรวจภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีของร่างกายแล้ว ยังใช้วิธีการตรวจทางพันธุกรรม (DNA) Next Generation Sequencing ด้วย เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพราะจะสามารถบอกชนิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และไวรัสตัวอื่น ๆ ที่ปนมาด้วยได้อย่างชัดเจน ซึ่งวิธีการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่ง THG ได้เห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี อุปกรณ์การรักษา และสถานที่สำหรับการตรวจคัดกรอง เพื่อช่วยเหลือภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะมีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 ทำให้จำนวนผู้ป่วยต่อวันจะเพิ่มขึ้นมาก อย่างเช่นในประเทศอิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลรัฐไม่สามารถรองรับและให้การดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงทั้งนี้ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ได้จัดเตรียมแผนสำหรับการรับมือสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไว้ 3 เฟส ดังต่อไปนี้

เฟสที่ 1 เปิดบริการคลินิกคัดแยกผู้ป่วย (Triage Building) และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย (Laboratory) สำหรับทำ CT Scan Chest Tomography ที่บางซื่อ ซึ่งจะเปิดให้ดำเนินการทันทีที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3 ไร่ ใกล้ทางด่วน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งผู้โดยสาร โดยจะมีห้องแยกผู้ป่วย 50 ห้อง ห้องพักดูอาการความจุ 20 เตียง ซึ่งจะมีการแยกห้องตรวจระหว่างผู้ป่วยที่มีไข้หวัดธรรมดาและผู้ป่วยที่สงสัยจะติดเชื้อออกจากกัน

นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับการให้บริการแบบบุคคลหรือองค์กร ที่ต้องการดูแลผู้ป่วยหรือพนักงานที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด อาทิ บริษัท สายการบิน สถานทูต หน่วยงานข้าราชการ และองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ และต้องการผลการตรวจที่เร็วกว่า 14 วัน ก็จะมีการตรวจด้วย Next Generation Sequencing (NGS) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเทคโนโลยีนี้สามารถอ่านรหัสพันธุกรรม จำแนกลักษณะจีโนมของไวรัสได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และมีบทบาทสำคัญในการจำกัดการระบาดของไวรัส ซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในประเทศจีน

เฟสที่ 2 โรงพยาบาลสนาม กรณีที่มีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 จะพัฒนาพื้นที่สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อแต่ไม่วิกฤติจำนวน 200 เตียง และห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) อีก 50 เตียง โดยโรงพยาบาลสนามแห่งนี้จะตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า บนพื้นที่ 4 ไร่ โดยใช้ระยะเวลาในการเตรียมการ 6-8 เดือน เฟสที่ 3 โรงพยาบาลพักฟื้น สำหรับรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก ที่จำเป็นต้องรักษาตัวและฟื้นฟูร่างกายในโรงพยาบาลระยะเวลานาน ๆ โดยสามารถรองรับผู้ป่วยได้จำนวน 1,000-1,500 เตียง ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการให้บริการที่โรงพยาบาลในเครือธนบุรีหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“แนวคิดดังกล่าวอยู่ในระหว่างการให้คณะผู้บริหาร THG เร่งศึกษาและวางแผนการดำเนินงาน เพื่อการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยจะได้เข้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับคำแนะนำต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเเพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ในประเทศด้วย” นายแพทย์บุญ กล่าว

Covid-19 กับบทสรุปของ 25 ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617307

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 10:20 น.

Covid-19 กับบทสรุปของ 25 ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดส่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวม 25 คนเข้าไปในจีน และต่อไปนี้คือข้อสรุปเรื่อง Covid-19 ของผู้เชี่ยวชาญหลังจากปฏิบัติงานผ่านไป 9 วัน

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ Covid-19 นับเป็นวิกฤตการณ์ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเมืองอู่ฮั่นเมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแพร่รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวมทั้งหมด 25 คนที่ได้ลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานในประเทศจีน หลังจากที่ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 9 วัน เพื่อเป็นกรณีศึกษาและทั่วโลกได้เข้าใจเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้มากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย ในฐานะที่เป็น 1 ใน 50 ประเทศที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้แปลข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ ในการทำความเข้าใจกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ระบาดอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในประชาชนไทยในวงกว้าง ดังนี้

  • กรณีส่วนใหญ่ (78-85%) เกิดจากการติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ (droplet) ไม่ใช่จากการกระจายจากละอองลอย (aerosol) เป็นหลัก
  • ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค
  • ราว 5% ของคนที่วินิจฉัยว่าป่วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อีก 15% ต้องใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  • ช่วงการฟื้นตัวโดยเฉลี่ยราว 3–6 สัปดาห์ สำหรับรายที่อาการหนัก และ 2 สัปดาห์สำหรับรายที่ป่วยไม่มาก
  • ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ
  • คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักจะมีอาการในที่สุด แม้ว่าจะช้าเร็วต่างกัน ในกรณีที่ตรวจพบไวรัสแต่ยังไม่มีอาการนั้น หายาก และส่วนใหญ่จะป่วยในอีกสองสามวันต่อมา
  • อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%) อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)
  • อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  • จากการตรวจสอบคนจีนที่ติดเชื้อรวม 44,672 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4%
  • อัตราการเสียชีวิตขึ้นเป็นอย่างมากกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุขภาพที่รับมือโรค
  • ระบบสุขภาพของจีน: คนที่ติดเชื้อในจีนราว 20% ต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ จีนมีโรงพยาบาลเพียงพอจะใช้รักษาประชากรได้ 4% ของทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีศักยภาพราว 0.1–1.3% และเตียงส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผู้ป่วยโรคอื่นใช้อยู่แล้ว
  • วิธีการรับมือที่สำคัญแรกสุดที่จะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้อย่างชะงัด คือทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อย และขั้นตอนสำคัญรองลงมาคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก
  • จีนทดสอบการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายกับโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการตอบสนองเช่นนี้เอง ที่ทำให้อัตราการตายลดลงกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
  • สภาพร่างกายก่อนการติดเชื้อ: อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่มีโรคระบบหลอดเลือดหัวใจในจีนคือ 2% ขณะที่สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวานที่ไม่ควบคุม) อยู่ที่ 9.2% และ 8.4% สำหรับโรคความดันสูง, 8% สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และ 7.6% สำหรับโรคมะเร็งคนที่ไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตที่ 1.4%
  • อายุ: ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า

อธิบาย : จากคนที่อาศัยในจีน มี 13.5% ที่อายุระว่าง 20-29 ปี จากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน มี 8.1% ที่อยู่ในอายุกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า มี 8.1% ของคนอายุ 20-29 ปีที่ติดเชื้อ) นี่หมายความว่า มีแนวโน้มที่ใครก็ตามที่มีอายุในช่วงนี้ จะมีโอกาสติดเชิ้อค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย และในกลุ่มอายุนี้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต 0.2%

  • เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเท่าๆ กับผู้ชาย มีหญิงชาวจีนเพียง 2.8% เท่านั้นที่ ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ผู้ชายราว 4.7% เสียชีวิต
  • โรคนี้ไม่รุนแรงในกลุ่มผู้หญิงมีครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่น
  • เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ
  • มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า หากเกิดการติดเชื้อในช่วง 3 หรือ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอดในปัจจุบัน
  • ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า ที่มาของไวรัสใหม่นี้คือ ส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน
  • นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนที่มีโคโรนาไวรัสในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 รายที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 รายต่อวัน
  • รายงานสรุปว่า “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง”
  • ผู้จัดทำรายงานสรุปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ มีการลงลงของผู้ป่วยที่ไปยังโรงพยาบาลในบริเวณที่เกิดการระบาด, มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเตียงที่ว่าง, และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนเริ่มประสบปัญหาเรื่องการหาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ๆ ให้มากพอ สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกของยามากมายหลายตัว
  • หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชื่อว่า ควบคุมการระบาดในจีนได้แล้วก็คือ มีการสัมภาษณ์คนที่ติดเชื้อทุกคนทั่วประเทศ เกี่ยวกับคนที่เคยสัมผัส และทดสอบคนกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยมีทีม 1,800 ทีมในอู่ฮั่นที่ทำเรื่องนี้ แต่ละทีมจัดการกับอย่างน้อย 5 คน แต่ความพยายามนอกอู่ฮั่นก็มากมายเช่นกัน เช่น [1] ในเซินเจิ้น ผู้ติดเชื้อระบุรายชื่อคนที่ติดต่อด้วยรวม 2,842 คน มีการค้นหาจนพบหมดทุกคน และมีการทดสอบไปแล้วถึง 2,240 ราย โดยมี 2.8% ในจำนวนนี้ที่ติดเชื้อ [2] ในจังหวัดเสฉวน มีคนที่ติดต่อด้วยที่ระบุชื่อไว้ 25,493 คน โดยพบตัวแล้ว 99% (25,347 คน) และตรวจสอบไปแล้ว 23,178 คน โดยพบว่ามีการติดเชื้อ 0.9% [3] ในจังหวัดกวางตุ้ง มีคนในรายชื่อที่ติดต่อกัน 9,939 คน พบตัวหมดแล้ว มีการตรวจสอบไปแล้ว 7,765 คน และพบติดเชื้อ 4.8% ซึ่งก็หมายความว่า หากบังเอิญคุณติดต่อโดยตรงกับคนที่ติดเชื้อ จะมีโอกาสติดเชื้ออยู่ระหว่าง 1–5 %

ข้อสรุปที่น่าสนใจ

  1. การติดต่อ : 78-85% ติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ
  2. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล : ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากที่บ้านหรือในช่วงแรกที่ยังไม่มีประกาศการระบาด
  3. อัตราการป่วย : 80% ผู้ป่วยอาการไม่หนัก
  4. การใช้เครื่องช่วยหายใจ : 5% ใช้เครื่องช่วยหายใจ 15% ใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  5. ระยะเวลาฟื้นตัว : ผู้ป่วยหนัก 3-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยไม่มาก 2 สัปดาห์
  6. การแสดงอาการ : คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการในที่สุด ช้าเร็วต่างกัน
  7. อาการคัดกรอง : อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  8. อัตราการเสียชีวิต : ผู้ป่วยโควิด-19 ที่จีนมีอัตราการเสียชีวิต 3.4%
  9. ปัจจัยการเสียชีวิต : ขึ้นกับ อายุ สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ เพศ และระบบสุขภาพที่รับมือโร

แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.

ที่มา : สวทช

รู้แล้วเลิกด่วน 13 พฤติกรรมทำร้าย ‘ตับ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615735

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 08:00 น.

รู้แล้วเลิกด่วน 13 พฤติกรรมทำร้าย 'ตับ'

รักตับ พักตับ เลิกพฤติกรรมทำร้ายตับของเราตั้งแต่วันนี้ เริ่มเลย…

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย และทำหน้าที่กว่าร้อยอย่าง อาทิ กำจัดสารพิษ ฟอกเลือด เปลี่ยนแปลงสารอาหารเป็นพลังงาน กักเก็บวิตามินและแร่ธาตุ เป็นต้น เนื่องจากตับมีความสำคัญขนาดนี้ เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพตับและหยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายตับเหล่านี้กันเถอะ

1 ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป : เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์มีผลเสียกับตับ ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งทำร้ายตับมาก ถ้าคุณอยากเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าประวัติคนในครอบครัวของคุณเคยมีอาหารแอลกอฮอลืซึม หรือโรคเกี่ยวกับตับ คุณควรหลีกเลี่ยงและดื่มเครื่องเหล่านี้ในปริมาณน้อยๆ

2 ดื่มน้ำน้อย : ไม่มากเพียงพอดื่มน้ำวันละ 8 แก้วต่อวัน คือสิ่งที่เราเรียนรู้มานาน การดื่มน้ำในปริมาณไม่มากพอจะส่งผลถึงการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ ถ้าตับสูญเสียความชุ่มชื้นมันก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ แล้วยังทำให้เสี่ยงต่อการป่วย ดังนั้นควรดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการและควรจะเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำที่สะอาด

3 สูบบุหรี่ : นอกจากส่งผลต่อปอดแล้วยังสามารถส่งผลถึงตับได้ด้วย การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ และยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำร้ายร่างกายอีกด้วย

4 อ้วน : ผลที่ตามมาจากการมีน้ำหนักเกินคือไขมันที่จะตามมาเกาะอยู่ที่ตับ ทำให้เกิดอาการไขมันพอกตับ แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์แต่การกินของที่มีไขมันมากก็ส่งผลต่อตับไม่แพ้แอลกอฮอล์ การเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์สามารถแก้ปัญหานี้ได้

5 น้ำตาลมากเกินไป : ปัจจุบันมีการรณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น กล่าวถึงโทษของน้ำตาล และแนะนำปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าน้ำตาลส่งผลให้เกิดโรคตับได้ ในขณะที่เซลล์ในร่างกายสามารถเผาผลาญกลูโคสได้ แต่ตับเป็นอวัยวะเดียวที่สามารถกำจัดฟรุกโตสได้ ดังนั้นถ้าเราทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ เราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไซรัป โซดา ขนมอบ ฯลฯ แล้วหันมาบริโภคผลไม้แทน

6 กินอาหารที่เพิ่มน้ำตาลในเลือด หรืออาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน : ตับจะทำงานตอนกลางคืน ดังนั้นการกินอาหารมื้อใหญ่ๆ ก่อนเข้านอนจะทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น ลองกินแครอตหรือบีทรูทในมื้อเย็นจะช่วยตับทำความสะอาดสารพิษได้

7 บริโภคไขมันทรานส์ : ถ้าคุณมีปริมาณคอเลสเตอรอลเกิน คุณอาจเคยได้ยินหมอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ไขมันทรานส์เป็นตัวช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลและ LDL (ไขมันชนิดเลว) ขนมอบจำพวกเบเกอรี ขนบขบเคี้ยว ป๊อบคอร์น ของทอด เหล่านี้ล้วนมีไขมันทรานส์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงเพื่อให้ตับไม่ต้องทำงานหนัก

8 มีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่ปลอดภัย : การมีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่ปลอดภัยส่งผลเสียถึงตับได้มากกว่าที่คุณคิด มันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสตับอักเสบมี 3 ประเภท คือ ประเภท A, B และ C ประเภทที่ควรระวังคือประเภท B ที่สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเลือดโดยตรง หรือของเหลวอื่นๆ ในร่างกาย

9 รับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร : อาหารเสริมและสมุนไพรหากทานในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถเข้าไปทำอันตรายตับได้ ถึงบางอย่างจะเคลมว่าทำมาจากธรรมชาติล้วนๆ ก็ส่งผลเสียต่อตับได้ ตับมีหน้าที่กรองสารพิษ ถ้าอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่คุณทานมีส่วนผสมที่ไม่ปลอดภัยก็จะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

10 ความเครียด : ความเครียดและการเหนื่อยล้าสะสมนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตับ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์กซึ่งตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร พบว่า ผู้ที่มีความทุกข์ วิตกกังวล ซึมเศร้า มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคตับ ในทางการแพทย์ก็พบว่าอาการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าอารมณ์ต่างๆ มีผลต่อพลังงานของตับ

11 ออกกำลังกายน้อย : ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้อ้วน แต่ก็ควรออกกำลังกาย การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยตับทำงานอย่างการกำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วย

12 พึ่งพาเภสัชกรมากเกินไป : เวลาเราปวดหัว มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หลายๆ คนเลือกที่จะไปซื้อยามากินเอง แต่ความจริงแล้วยาเหล่านี้ถ้ากินมากหรือใช้บ่อยๆ มันก็เป็นพิษต่อตับได้ เพราะยาพวกนี้ต้องผ่านไปที่ตับและสามารถสร้างความเสียหายได้

13 ละเลยการตรวจเช็กสุขภาพตับ : เรามักให้ความสำคัญกับหัวใจและคอเลสเตอรอล เวลาตรวจร่างกายก็จะเลือกโปรแกรมตรวจที่มีออปชั่นตรวจหัวใจและคอเลสเตอรอลด้วย จึงไม่ได้ให้ความสนใจต่อการตรวจสุขภาพตับ ทั้งที่จริงแล้วตับก็มีสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นเลย ลองไปเช็กดูบ้างว่าค่าตับของเราเป็นอย่างไร

ภาพ  freepik

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617074

วันที่ 09 มี.ค. 2563 เวลา 09:10 น.

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด

ปีนี้เราทำดีกันหรือยัง รพ.ศิริราช ชวนบริจาคเลือด เหตุเลือดสำรองไม่เพียงพอจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมแนะ 8 ข้อควรรู้และวิธีการเตรียมตัวก่อนไปบริจาคเลือด

รศ.พญ.ปาริชาติ เพิ่มพิกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงสถานะเลือดสำรองของธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ที่มีปริมาณเลือดสำรองหมู่เอ บี และโอ ไม่เพียงพอ ขณะที่หมู่ AB มีเลือดสำรองเพียงพอ

สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคเลือดขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม โดยพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง น้ำหนัก 48 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อที่จะนำเลือดมาปั่นแยกเอาผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างอื่นร่วมด้วย และต้องไม่มีโรคประจำตัว ทั้งนี้สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งขอความร่วมมือหากท่านที่มีไข้ มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หรือ มีประวัติการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โปรดงดบริจาคเลือดในช่วงนี้

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด

How to เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปบริจาคเลือด

ประชาชนสามารถบริจาคเลือดเพื่อให้มีเลือดเพียงพอที่จะรักษาผู้ป่วยได้ที่ ธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ตึก 72 ปี ชั้น 3 ทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-16.00 น.

‘ผู้นำที่ดี’ ควรมี Mindsets อย่างไรบ้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617022

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 13:40 น.

'ผู้นำที่ดี' ควรมี Mindsets อย่างไรบ้าง?

4 Mindsets เรื่องสำคัญที่ผู้นำควรมี ดั่งที่เราเห็น Satya Nadella ของ Microsoft หรือ Tim Cook ของ Apple สร้างความเปลี่ยนแปลงจนผลลัพธ์ของบริษัทออกมาดีอย่างน่าทึ่ง

ข้อมูลจาก BrandonHall Group ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้ทำการสำรวจองค์กรในสหรัฐ พบว่า 75% ในการพัฒนาผู้นำองค์กรต่างใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากไปติดในเรื่องของ Mindsets ของผู้นำองค์กรหรือแม้แต่เจ้าของกิจการทั้งนั้น

แล้วผู้นำที่ดีควรจะมี Mindsets อย่างไรบ้าง?

Growth Mindsets

ผู้นำองค์กรที่ดีมักจะเชื่อในพลังของคนเสมอๆ รวมไปถึงพลังในตัวเองว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม ความเชื่อ ความฉลาด ฯลฯ สามารถที่จะพัฒนาหรือต่อยอด หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ และพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่ Mindsets ที่แย่ (Fixed Mindsets) นั้นไม่เชื่อว่าคนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวนี้ได้

Learning Mindsets

ผู้นำที่ดีมักจะเชื่อในเรื่องของการเรียนรู้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นให้เพิ่มความสามารถ และการเรียนรู้สิ่งใหม่ให้กับคนรอบตัว ซึ่งจะส่งผลไปถึงผู้ที่ร่วมงานกับผู้นำเหล่านี้ ที่จะเปิดใจในการรับรู้ไปด้วยกัน รวมไปถึงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กับผู้ร่วมงานหรือลูกน้องด้วยเสมอๆ โดยที่ไม่ได้จำกัดว่าใครต้องใหญ่กว่าใคร เพียงแค่เห็นว่า สิ่งนั้นเหมาะสมหรือดีกว่าที่ตัวเองทำ เขาก็พร้อมที่จะปรับตัวได้ทันที

Deliberative Mindsets

ผู้นำที่มีความคิดไตร่ตรอง มีความรู้สึกเปิดกว้างต่อข้อมูลทุกประเภท เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาคิดและทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงกันข้ามกับผู้นำที่เป็นประเภทเน้นการปฏิบัติ (ซึ่งไม่ค่อยไตร่ตรอง) อาจปิดกั้นความคิดใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ รวมไปถึงความแตกต่าง เนื่องจากคนที่ไตร่ตรองนั้นมักจะเป็นคนที่พร้อมรับอะไรใหม่ๆ เสมอๆ รวมไปถึงอคติที่น้อยกว่า

Promote Mindsets

ท้ายที่สุดสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือ ผู้นำที่ดี มักที่จะผลักดันให้คนรอบตัว หรือแม้แต่ลูกน้องให้ไปแบบ “สุดทาง” โดยผู้นำที่มีความคิดแบบนี้มักจะมีแผนที่จะพาองค์กรหรือแม้แต่ตัวเองไปถึงจุดนั้นให้ได้โดยมีการไตร่ตรองไว้แล้ว ไม่เพียงแค่นั้น ผู้นำเหล่านี้มักที่จะเปิดกว้างในกลยุทธ์ที่หลากหลายมากกว่าผู้นำที่ไม่ชอบเน้นการผลักดัน แต่มักจะมองอยู่กับที่ ในระยะยาวแล้ว ผู้นำที่มองอยู่กับที่มีโอกาสและความเสี่ยงที่มากกว่าด้วยซ้ำ และผู้นำประเภทมองอยู่กับที่ มักจะไม่เปิดรับโอกาสใหม่ๆ

หากผู้ประกอบการหรือผู้นำขององค์กร ที่ต้องการจะเปลี่ยนองค์กร อาจเริ่มที่จุดเล็กๆ ของ Mindsets เพื่อที่จะสามารถส่งต่อแนวคิดให้กับผู้ร่วมงานหรือลูกน้อง โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญนี้ ซึ่งอาจทำให้องค์กรพบกับสิ่งใหม่ๆ ในด้านที่ดีกว่าเดิมได้

รันเวย์กลางกรุงอัปเดตเทรนด์แฟชั่นจากแบรนด์ยอดฮิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617014

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 12:10 น.

รันเวย์กลางกรุงอัปเดตเทรนด์แฟชั่นจากแบรนด์ยอดฮิต

เปิดรันเวย์กลางกรุง ยกทัพดาราอัปเดตเทรนด์แฟชั่นเอาใจสาวนักช้อป Lazada Women’s Festival ตอบทุกสไตล์ที่เป็นคุณ

เอาใจสาวนักช้อปอีกแล้ว สำหรับ ลาซาด้า ที่ล่าสุดจัดงาน “Lazada Women’s Festival ตอบทุกสไตล์ที่เป็นคุณ” เปิดรันเวย์กลางกรุงยกขบวนดารา นักแสดงชื่อดังอัปเดตเทรนด์แฟชั่นจากแบรนด์ยอดฮิต นำขบวนโดยคู้จิ้นแห่งปี ริชชี่–อรเณศ ดีคาบาเลส และก็อต-อิทธิพัทธ์ ร่วมด้วยสาวผู้โชคดีที่กำลังจะสละโสดคนล่าสุดอย่าง ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ และอีกมากมาย พร้อมเรียลไทม์ผ่านแอปฯ แบบทันใจให้สาวๆ ได้เลือกชุดที่ใช่ลงรถเข็นจากการไลฟ์สตรีมแฟชั่นโชว์

นางสาวภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “จากความสำเร็จของ Women’s Festival ปีที่ผ่านมา ลาซาด้าได้สานต่อแคมเปญเพื่อสาวนักช้อปเป็นปีที่สองกับ “Lazada Women’s Festival ตอบทุกสไตล์ที่เป็นคุณ” โดยให้ความสำคัญกับทุกความชอบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้หญิง ขนขบวนสินค้าไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ความงาม และอีกมากมายมาให้สาวๆ เลือกช้อปปิ้งกันอย่างจุใจผ่านแอปพลิเคชันลาซาด้า ตลอด 3 วันเต็ม

ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดเวทีแฟชั่นโชว์กลางกรุงพรีเซ้นท์ 4 แบรนด์ดังในแพลตฟอร์ม ได้แก่ Salisa, KEEPS, Sabina และ McJeans นำทีมโดยสองคู่จิ้นที่ฮอตที่สุดตอนนี้ ก็อต-อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์ และ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส ร่วมด้วยสาวที่หลายคนอิจฉาที่สุดตอนนี้อย่าง ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ที่พักท่าแพลงก์มาเดินฟูลเทิร์นชั่วคราว

นอกจากนี้ แฟนคลับยังจะได้กรี๊ดสนั่นไปกับนักแสดงวัยรุ่นสุดฮอตแห่งยุค ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต, แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์, คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์, สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์, กัน-อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์, มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์, กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และยังมีหนุ่มๆ จากรายการ Conversation Thailand มาร์ค, เต้, เซฟ รวมถึงแก๊งหนุ่มสาวจาก The FACE Thailand และ The FACE MEN อาทิ โซ่-นัทธ์หฤทัย อัครกิจวัฒนากุล, ชมพู- ชุติมณฑน์ ประสานวรรณ, ทับทิม-ภรัณยา ลาภอุดมสกุล, จุ๊กกู้-สลิตา กลิ่นจันทร์, ดารัณ-เศรษฐิณิช ชนวราสุทธิศิริ, แมน-ธฤษณุ สรนันท์, เติร์ท-ธนาภพ อยู่วิจิตร, พีเค-พัสกร วรรณศิริกุล, ฟ้า-ภีมสินี สว่างกล้า และ ปริม-กรวรรณ หลอดสันเทียะ พร้อมชมโชว์พิเศษจาก จีน-กษิดิศ สำเนียง, กวินท์ ดูวาล และปุ้มปุ้ย พรรณทิพา

และห้ามพลาดกับกิจกรรมช้อปสนุก “See-Now-Buy-Now แฟชั่นโชว์” เลือกชุดที่ถูกใจจากการไลฟ์สตรีมได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันลาซาด้า ช้อปเลย https://bit.ly/2wjZ6IG

4 สาว 4 สไตล์ ถกประเด็นความเท่าเทียม พร้อมถอดรหัสความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616819

วันที่ 05 มี.ค. 2563 เวลา 18:15 น.

4 สาว 4 สไตล์ ถกประเด็นความเท่าเทียม พร้อมถอดรหัสความสำเร็จ

ตัวแทนผู้หญิงไทย 4 สาว 4 สไตล์ สตรีผู้มากความสามารถในแต่ละวงการ บอกเล่าประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ เปิดประตูสู่โอกาส พร้อมกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความเท่าเทียม เนื่องในวันสตรีสากล

เนื่องในวันสตรีสากล (International Women’s day) วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ผู้นำอีคอมเมิร์ซแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ลาซาด้า” ร่วมแสดงจุดยืนการส่งเสริมความเท่าเทียมกันของทุกเพศสภาพ เปิดเวทีถกประเด็นพร้อมถอดรหัสความสำเร็จ โดยมี 4 สาว 4 สไตล์มาร่วมแชร์ข้อมูล ในงาน Lazada-Enabling Equality For All เพราะทุกเพศต่างมีคุณค่าในตัวเอง และสามารถก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้อย่างเท่าเทียมกัน

ภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เมื่อก่อนจะเรามองว่ามีเพียงเพศชายที่จะประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจ แต่ปัจจุบันทุกเพศสามารถเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้ ในประเทศไทยกว่า 60% ที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของธุรกิจ และยังติด Top 20 ของประเทศที่ส่งเสริมผู้ประกอบการหญิงในปีที่ผ่านมา ลาซาด้า ในฐานะที่เป็น Enabling eCommerce Platform อันดับหนึ่งในไทย เปิดโอกาสให้ทุกเพศเข้ามาเป็นผู้ประกอบการในแพลตฟอร์ม เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้หญิงและความเท่าเทียมในสังคม เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2563 จึงได้เปิดเวที “Lazada – Enabling Equality For All” เชิญ 4 สาว ตัวแทน 4 สไตล์ มากความสามารถที่ประสบความสำเร็จในแต่ละวงการ มาร่วมพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจที่เชื่อว่าทุกคนสามารถค้นพบประตูแห่งโอกาส และกระตุ้นให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเหล่าผู้หญิงที่มีศักยภาพเท่าเทียมกันทุกเพศ”

เจนนี่ ชาน ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์คีลส์ประจำประเทศไทย ตัวแทนสายบิวตี้ #EnablingBeauty เผยถึงความสวยงามที่ไม่ได้จำกัดแค่เพศหญิงว่า

“ทุกคนไม่ว่าเพศใดก็มีความสวยงามในแบบฉบับของตัวเองได้ เริ่มจากการที่มองเห็นคุณค่า รักและดูแลตัวเองก่อน ดังเช่นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เห็นได้จากที่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมารองรับสำหรับทุกเพศ เป็นตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะเห็นคุณผู้ชาย หรือเพศทางเลือก เดินเลือกซื้อสินค้าด้านความงาม ถือเป็นการเปิดโอกาส และช่วยลดข้อจำกัดเรื่องเพศ แสดงให้ทุกคนเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม”

ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ตัวแทนสายสมาร์ท #EnablingSmart ร่วมแชร์เคล็ดลับการบริหารงานในสไตล์ผู้หญิงว่า

“ที่ผ่านมาถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสทำงานด้านบริหาร แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการที่ได้มีโอกาสสร้างองค์กรที่กล้าคิดกล้านำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ดียิ่งขึ้นไป เชื่อว่าทุกคนสามารถทำงานบริหารแบบเราได้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชายหรือแม้แต่เพศทางเลือกเพราะยุคนี้หลายองค์กรเริ่มเปิดกว้างเรื่องความเท่าเทียมในทุกเพศ หากใครที่มีโอกาสทำงานบริหารแนะนำว่าควรต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ใหม่เสมอและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปเสมอดังนั้นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ อย่าหยุดเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเพศใดต้องแอคทีฟตัวเองให้ทันโลกอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะในยุคดิจิทัลเราต้องเรียนรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีมาพัฒนางานของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้อย่างไร”

ด้าน มิลิน ยุวจรัสกุล ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ และผู้ก่อตั้งแบรนด์มิลิน ตัวแทนสายแฟชั่น #EnablingStylish เล่าว่า

“ทุกคนสามารถเข้าถึงความเป็นแฟชั่นได้หมด เพราะแฟชั่นไม่มีกฎหรือข้อจำกัดที่ตายตัว แม้กระทั่งตอนออกแบบเสื้อผ้าที่ต้องกำหนดรูปแบบและดีไซน์ สไตล์ลิสต์ไม่เคยกำหนดคนใส่ว่าต้องเป็นแบบไหน ดังนั้นไม่ว่าจะเพศใดก็สามารถเข้าถึงแฟชั่นได้ เพียงแค่ต้องลบกรอบข้อจำกัดเดิมๆ ออกไป หรือกล้าที่ฉีกกฎแล้วสนุกกับมัน ทั้งนักออกแบบและคนแต่งตัว อาจจะได้เจอโลกของแฟชั่นในแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม ที่สำคัญคือการทำธุรกิจแฟชั่นเหมือนต้องแข่งกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นต้องรีบออกแบบเสื้อผ้าใหม่ให้ทันกับซีซันที่กำลังจะมาถึง ควบคู่กับการต้องดูแลทีมให้สนุกไปกับงาน เพราะหากเราทำงานไปพร้อมความเครียด เสื้อผ้าที่ออกแบบจะดูเครียดตามไปด้วย”

ปิดท้ายที่นักแสดงสาวสวย เกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ตัวแทนสายตรอง #EnablingStrong เล่าว่า

“ด้วยความที่เป็นคนชอบดูแลตัวเอง รักการออกกำลังกาย เลยเอาแพสชั่นตรงนั้นมาต่อยอดทำธุรกิจ และอยากส่งต่อสิ่งดีๆ ให้คนอื่นได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งอาชีพนักร้อง นักแสดง และทำธุรกิจส่วนตัว มองว่าทุกคนมีคุณค่าและมีความเข้มแข็งในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเพศอะไรก็สามารถทำงานนั้นๆ ให้ออกมาดีได้ อย่าไปตีความสามารถคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก หรือตีความสามารถเขาจากเพศ เพราะไม่ว่าจะเพศใดก็สามารถทำงานที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน และแน่นอนว่าการทำธุรกิจช่องทางออนไลน์นั้นต้องเลือกแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ ลาซาด้า ได้เปิดโอกาสให้มีประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นในอีกรูปแบบ และเป็นเรื่องสนุกในชีวิตที่ต่างไปจากเดิม”

ช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616642

วันที่ 04 มี.ค. 2563 เวลา 09:10 น.

ช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนงาน

เอาใจคนอยากเปลี่ยนงาน มาดูกันว่าเดือนไหนจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนงาน ย้ายงาน และเดือนไหนที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะสุ่มเสี่ยงตกงานยาว

มกราคม กุมภาพันธ์

เดือนมกราคม หลังจากหยุดยาวในช่วงปีใหม่มา การเริ่มงานต่างๆ จะเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะการเลือกคัดสรรพนักงานจะรวดเร็วเป็นอย่างมาก จะมีจำนวนการนัดสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์และสัมภาษณ์งานเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แถมด้วยเป็นช่วงเวลาที่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอยู่ในออฟฟิศกันเป็นส่วนมาก ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจหากหลายๆ คนในช่วงนี้ทราบผลการสัมภาษณ์งานกันอย่างรวดเร็วกว่าช่วงอื่นๆ

อย่าลืมติดตามผลหลังจากผ่านการสัมภาษณ์งาน เนื่องด้วยมีฝ่ายบุคคลโดยเฉพาะในระดับหัวหน้ามีแนวโน้มที่จะวุ่นๆ ในช่วงนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการจ้างงานด้วย ดังนั้น หากคุณยังไม่ได้รับการติดต่อหลังจากผ่านไปสัมภาษณ์ไปประมาณ 1 สัปดาห์ คุณควรติดต่อเพื่อติดตามผลต่อ

นอกจากนี้ ยังมีอีกสองเหตุผลที่ทำให้สองเดือนนี้โดดเด่นกว่าเดือนอื่นๆ บริษัทส่วนมากจะได้รับงบประมาณการสรรหาพนักงานในช่วงเดือนมกราคม และกิจกรรมการสรรหาพนักงานที่เคยล่าช้าไปเมื่อปลายปีช่วงเดือน พฤศจิกายน และธันวาคม จะเริ่มดำเนินการต่อได้

เรื่องของโบนัสที่มักจะจ่ายในช่วงเดือนธันวาคม ดังนั้น พนักงานหลายๆ คนเลือกที่จะรอจนพ้นเดือนมกราคมถึงเลือกเปลี่ยนงาน เรียกว่ารับโบนัสแล้วก็เปลี่ยนงานต่อทันที

มีนาคม เมษายน พฤษภาคม

สามเดือนนี้ก็ยังถือเป็นเดือนที่ดีในการสมัครงาน ด้วยหลายๆ เหตุผลเช่นกัน เนื่องจากความนิยมในการจ้างพนักงานในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์มักต่อเนื่องยาวจนไปถึงเดือนเมษายน ดังนั้น สามเดือนต่อมายังถือเป็นช่วงเวลาในการหางานและสัมภาษณ์เพื่อให้ได้งานใหม่ แต่คุณต้องไม่ลืมว่า ยิ่งมีการสมัครงานมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีการแข่งขันสูงระหว่างผู้หางานด้วยเช่นกัน อย่าลืมเตรียมตัวในการสัมภาษณ์งานไว้ด้วย

ยิ่งใกล้ช่วงเดือนเมษายน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องเร่งกระบวนการสัมภาษณ์งานจนได้พนักงานใหม่ให้เร็วยิ่งกว่าเดิม เพราะหลายๆคนเลือกที่จะลาพักร้อนในช่วงนี้ทำให้เกิดความยากที่จะทำให้จบกระบวนการสรรหาคนกว่าเดิม ฝ่ายบุคคลเลยมักต้องเร่งขั้นตอนให้เร็วกว่าเดิม ผลดีคือการสมัครงานหรือสัมภาษณ์งานในช่วงนี้มักใช้เวลาไม่นานก็จะรู้ผลเร็วกว่าปกติ

มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม

ต้องบอกว่าอาจเหนื่อยหน่อยในช่วงสามเดือนนี้ เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสมัครงาน เหล่าผู้จัดการหรือหัวหน้ายังคงใช้วันหยุดพักร้อนต่อเนื่อง และทำให้เกิดการสัมภาษณ์หรือตัดสินใจพิจารณาเลือกผู้สมัครงานยากยิ่งกว่าเดิม บริษัทต่างๆ มักหาพนักงานมาเติมเต็มในช่วงต้นปีไปแล้ว จึงเปิดรับตำแหน่งน้อยลงกว่าเดิมในช่วงเดือนถัดไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีตำแหน่งงานว่างเหมือนเคย เพียงแต่คุณต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง คุณอาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเนื่องจากมีการสมัครงานในช่วงนี้น้อย ใบสมัครงานของคุณจะโดดเด่นในตำแหน่งที่สมัครงานยิ่งกว่าเดิมในช่วงนี้ทันที

การให้เวลากับผู้สัมภาษณ์งานและใจเย็นในการรอการตัดสินใจจากบริษัทเป็นสิ่งที่คุณควรมีในช่วงเวลานี้ ยังเหลือช่วงเวลาอีกสามเดือนสุดท้ายของปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีในการสมัครงานเช่นกัน

กันยายน ตุลาคม

อีกสองเดือนที่ยังเป็นหนึ่งในช่วงเวลาทีดีในการสมัครงาน เช่นเดียวกันกับเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ เหตุผลคือเมื่อหมดช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป การสรรหาคนจะเป็นไปด้วยความรวดเร็วอีกครั้งจากการที่เหล่าผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจจ้างงานกลับจากการลาหยุดพักร้อน การนัดสัมภาษณ์งานจำนวนหลายคิวรวมถึงการลดขั้นตอนในการทำงานและรอ ช่วยให้กระบวนการสรรหาคนลื่นไหลและจบได้เร็วยิ่งขึ้น

ในสองเดือนนี้จริงๆ แล้วเหมือนการวัดดวงกับธุรกิจที่คุณเลือกสมัครงาน ถ้าเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่สุดของปีในการสมัครงานแล้ว กันยายนและตุลาคมก็ถือเป็นอีกสองเดือนที่ดีเช่นเดียวกัน

พฤศจิกายน ธันวาคม

ลองวัดดวงบนความไม่แน่นอน ข่าวร้ายคือในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนั้นจะมีเวลาการดำเนินการในเรื่องการสัมภาษณ์งานและตัดสินใจจากผู้บริหารช้ายิ่งกว่าเดิม โดยส่วนมากผู้จัดการฝ่ายและแผนกบุคคลจะหยุดการสรรหาพนักงานใหม่โดยโยกไปเริ่มใหม่ปีหน้า รวมถึงเรื่องงบประมาณที่จะได้ในปีหน้าและหลายๆ คนเริ่มลาหยุดยาวรับปีใหม่กันเรียบร้อย

หากคุณคาดหวังการเรียกสัมภาษณ์งานในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ คุณควรต้องทำใจเรื่องการพิจารณาใบสมัครงานของคุณ เพราะ HR อาจเริ่มพิจารณาในช่วงปีถัดไป แล้วเชื่อหรือไม่ว่าช่วงปลายเดือนธันวาคม มักจะกลายเป็นอีกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสมัครงาน เทคนิคคือการส่งใบสมัครงานในช่วงปลายเดือนธันวาคม เพื่อที่เมื่อเปิดงานต้นปีมา ใบสมัครงานของคุณจะอยู่ลำดับแรกๆในการคัดกรองใบสมัครงานของ HR หากคุณสามารถรอได้ ลองส่งใบสมัครงานช่วงปลายเดือนธันวาคม หากคุณผ่านการคัดเลือก คุณอาจได้เริ่มงานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม

ภาพ : Freepik