สาเหตุที่พยายามเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยังไม่ลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602409

  • วันที่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 13:49 น.

สาเหตุที่พยายามเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยังไม่ลง

เคยไหมที่ออกกำลังกายก็แล้ว คุมอาหารก็แล้ว ทำยังไงน้ำหนักก็ไม่ลงหรือลงยากแสนยาก สิ่งสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามไปนอกเหนือจากการคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว คือเรื่องแคลอรีที่กินเข้ามาต้อง “น้อยกว่า” แคลอรีที่ร่างกายใช้ออกไป

หนึ่งในเคล็ดลับและเทคนิคดีๆ ของการดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักจากเหล่ากูรูผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ที่เผยในรายการ คนแปลงร่าง Reality คือการที่น้ำหนักตัวไม่เปลี่ยนแปลงอาจจะมาจากสาเหตุที่ในแต่ละวันเราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมต่างๆ และการออกกำลังกายไปจำนวนนึง เช่น 2,000 แคลอรี แต่เราก็กินเข้ามา 2,000 แคลอรีด้วยเช่นกัน ทำให้พลังงานที่รับเข้ามากับพลังงานที่ใช้ออกไปมันเท่ากัน ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายมันเลยไม่ลดลง รวมถึงการปล่อยผีให้ตัวเองมี Cheat Day ทุกวันเสาร์-อาทิตย์กินไม่ยั้งตามใจปากนั้นก็มีส่วนที่ทำให้น้ำหนักไม่ลงด้วยเช่นกัน แถมบางทีอาจจะทำให้ยิ่งไดเอตยิ่งอ้วนขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น วิธีแก้คือต้องหันมาใส่ใจในการเลือกอาหารที่กินให้มากยิ่งขึ้น อย่ามองเพียงแต่ปริมาณที่กินเท่านั้น แต่ให้มองถึงสารอาหารและแคลอรีในอาหารชนิดนั้นๆ ด้วย รวมไปถึงการปรับความหนัก ความเหนื่อย ความเข้มข้น หรือระยะเวลาในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย เนื่องจากถ้าร่างกายคุ้นชินกับการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมนั้น เราก็จะเหนื่อยน้อยลง ร่างกายก็จะใช้พลังงานน้อยลง ทำให้การเผาผลาญในแต่ละวันลดลงด้วย และอาจจะทำให้เกิดความท้อ ความเบื่อหน่ายกับกิจกรรมเดิม เราควรหากิจกรรมที่เพิ่มความตื่นเต้น ความสนุก ความท้าทาย โดยการหันมาลองการออกกำลังกายแบบใหม่ๆ เช่น ปั่นจักรยาน เต้นซุมบ้า หรือเปลี่ยนวิธีการเล่นเวทเทรนนิ่ง เป็นต้น

สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ การลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องหักดิบ ต้องอดอาหาร ต้องไม่มีความสุข ต้องงดแป้งงดน้ำตาล เหล่านี้อาจจะกลายเป็นการทำร้ายร่างกายและสุขภาพทางอ้อม ทำให้ทำได้ไม่นานต้องล้มเลิก ลองหันมาปรับพฤติกรรมการกิน เลือกอาหารที่มีประโยชน์ บริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

ในหนึ่งมื้ออาหารอาจจะแบ่งอาหารออกเป็นส่วนๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ โปรตีน 1 ส่วน, ผัก 1 ส่วน และคาร์โบไฮเดต 1 ส่วน ปรุงด้วยไขมันดีในปริมาณที่พอเหมาะ นอกจากเป็นการควบคุมแคลอรีแล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เมื่อร่างกายได้รับสิ่งที่ดี สุขภาพที่ดีขึ้น มีความสุขในระหว่างวันและมีความสุขในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เราก็จะทำได้สม่ำเสมอและยาวนาน

6 ปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมหน้าหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602283

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

6 ปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมหน้าหนาว

ฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นลง และบางพื้นที่อาจเย็นลงเฉียบพลัน ทำให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้ร่างกายป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ทั้งยังเอื้อต่อการอยู่รอดและแพร่กระจายของไวรัสมากที่สุด ดังนั้น เมื่อลมหนาวพัดมา ปัญหาสุขภาพที่ควรระวังทั้งไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ไข้หัด อุจจาระร่วง และไข้สุกใส จะมีอาการ วิธีป้องกัน และการดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

ไข้หวัด

ไข้หวัด คือโรคพื้นฐานที่เป็นได้แทบจะทุกฤดูกาล แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวอาจจะเป็นได้ง่ายกว่าปกติถึง 2 เท่า ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ เชื้อที่พบบ่อยคือเชื้อ “ไรโนไวรัส” (Rhinovirus) โดยผู้ป่วยมักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอ นำมาก่อน จากนั้นจะเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดศรีษะ และปวดเมื่อยตามตัว

วิธีการรักษา

สำหรับคนส่วนมากมักหายเอง เมื่อเป็นไข้หวัดควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำให้บ่อย เช็ดตัวทุกชั่วโมงเพื่อระบายความร้อนในร่างกาย และรับประทานยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก เหล่านี้เพียงบรรเทาอาการ ไม่ได้รักษา หรือทำให้หายเร็วขึ้น แต่ถ้ามีไข้ขึ้นสูงติดต่อกันนาน ควรพบแพทย์ เพื่อเช็คอาการให้ละเอียดต่อไป

การดูแลตัวเอง

ควรรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เป็นต้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ ควรสวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่มาจากการ ไอและจาม

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาแต่รุนแรงกว่า และหากปล่อยไว้จนมีอาการแทรกซ้อนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส “อินฟลูเอนซา” (Influenza virus) ทางระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้มีอาการ หนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

วิธีการรักษา

การรักษาคล้ายกับโรคไข้หวัดนั่นคือ ควรดื่มน้ำให้มาก เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย เช็ดตัวทุกชั่วโมง รับประทานยาตามอาการ และมียาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่ถ้ารับประทานยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ทันที

การดูแลตัวเอง

วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีบริการตามโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ช้อน เป็นต้น และควรใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่ เจลแอลกฮอลล์ หรือเช็ดมือด้วยทิชชู่เปียก เป็นต้น

ปอดบวม

ปอดบวม คือภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส จนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนภายในถุงลม ผู้ป่วยมักมีอาการ คือ ไอ จาม มีเสมหะมาก แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก หนาวสั่น มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน ปอดบวมมักพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรัง และในผู้ป่วยโรคหอบหืด ปอดบวมมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ และเด็กเล็กอายุระหว่าง 5 – 10 ปี

วิธีรักษา

หากมีอาการคล้ายเป็นปอดบวม ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และหากแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการปอดบวมแล้ว จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะ ควบคู่ไปกับยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และยาขยายหลอดลม พร้อมแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยละลายเสมหะได้

การดูแลตัวเอง

อาการปอดบวมส่วนใหญ่มักเริ่มจากการเป็นไข้หวัด ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเริ่มเป็นไข้หวัด ให้รีบรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน พยายามดื่มน้ำอุ่นมากๆ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับเด็กเล็กควรฉีดวัคซีนป้องกันปอดบวม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และหมั่นรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

หัด

หัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า “รูบีโอราไวรัส” (Rubeola virus) เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก อาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด คือมีไข้ มีน้ำมูก มักไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกแดง โดยมักมีไข้สูงประมาณ 3 – 4 วันติดต่อกัน จากนั้นจึงขึ้นผื่นแดง ตามร่างกาย โดยผื่นจะค่อยๆ โตขึ้น และมีสีเข้มขึ้น อาการที่สังเกตได้ว่าจะเป็นหัดคือ ผู้ป่วยมักมีตุ่มใส ๆ ขึ้นในปาก ตรงกระพุ้งแก้มและฟันกราม ซึ่งเป็นตุ่มที่เกิดเฉพาะในโรคหัดเท่านั้น หลังจากผื่นออกประมาณ 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ และหายได้เอง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ โรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม อุจจาระร่วง สมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น ทั้งนี้หัดจะติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดโรคนี้คือวัยเด็กช่วงอายุ 5 – 9 ปี

วิธีการรักษา

โรคหัดไม่ใช่โรคร้ายแรงนัก แต่ยังไม่มียารักษาโดยตรง จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น รับประทานยาลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ อาการต่างๆ จะทุเลาลงเอง แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หายใจสั้น เจ็บที่หน้าอกขณะหายใจ ชัก ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

การดูแลตัวเอง

วิธีที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนรวม หัด หัดเยอรมันและคางทูม จะช่วยป้องกันโรคหัดได้ โดยปัจจุบันเด็กทุกคนจะได้รับวัคซีนนี้เมื่ออายุ 9 – 12 เดือน และต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 6 ปี

อุจจาระร่วง

อุจจาระร่วง เป็นโรคที่มาพร้อมกับฤดูหนาว ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส “โรต้า” (Rotavirus) มักพบในเด็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยกลุ่มที่พบบ่อยที่สุดคือเด็กอายุ 6 – 12 เดือน เพราะเด็กวัยนี้ยังมีภูมิต้านทานต่ำและมักมีพฤติกรรมหยิบสิ่งของเข้าปาก ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

อาการคือ มีไข้ ถ่ายเหลวและอาเจียนอย่างหนัก จนอาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการตามที่กล่าวมา ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีการรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง จึงทำได้แค่ประคับประคองอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้น โดยควรให้ผู้ป่วยจิบสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ แต่หากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่ได้ จำเป็นต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแทน ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ และอาการจะค่อยๆ ทุเลาลง

การดูแลตัวเอง

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัส ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดรับประทาน โดยมีทั้งชนิด 2 หรือ 3 ครั้ง แล้วแต่ชนิดของวัคซีน เด็กสามารถรับได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน วัคซีนจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค และลดความรุนแรงลงได้

อีกปัจจัยสำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องรักษาสุขอนามัยภายในบ้าน เพื่อป้องกันเด็กหยิบจับสิ่งของแล้วติดเชื้อ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรือย่านชุมชน ก็จะช่วยป้องกันโรคได้ส่วนหนึ่ง

โรคไข้สุกใส

โรคไข้สุกใส มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวคือเดือนมกราคม – มีนาคม เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส “วาริเซลลา” (Varicella virus) หรือไวรัส “เฮอร์ปีส์ในมนุษย์ชนิดที่ 3” (Human herpesvirus type 3) ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือการสัมผัสของใช้ของผู้ป่วย เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป

พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี อาการแรกเริ่มจะคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่คือ ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่จะมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย มีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้นจะแห้งและตกสะเก็ดภายใน 5 – 10 วัน และอาการไข้ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

วิธีการรักษา

ไข้สุกใส ต้องรักษาตามอาการ เมื่อมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหยุดพักจนกว่าจะหายดี ห้ามแคะ แกะเกา บริเวณตุ่ม เพราะอาจทำให้อักเสบ และเป็นแผลเป็นได้ ส่วนมากผู้ป่วยโรคนี้ไม่ต้องพบแพทย์ เพราะอาการไม่รุนแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อน และอาการจะทุเลาลงเอง

การดูแลตัวเอง

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้สุกใส โดยฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็น ก็สามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้เช่นกัน โรคนี้ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัส ฉะนั้นเมื่อพบผู้ที่เป็นโรคนี้ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน หรือสัมผัสถูกตัวกัน แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคไข้สุกใสแล้วจะไม่เป็นซ้ำ จึงอยู่ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคได้ตามปกติ

ทั้ง 6 โรคนี้ เป็นโรคที่มักระบาดในช่วงฤดูหนาว เพราะติดต่อได้ง่าย เช่น การไอ จาม สัมผัส หรือใช้สิ่งของร่วมกัน เราจึงควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งสกปรก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคโลหิตจาง ควรดูแลร่างกายเป็นพิเศษ เนื่องจากมีระดับภูมิต้านทานต่ำ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

 

ภาพ : Freepik

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599057

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 07:15 น.

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

อัมพฤกษ์-อัมพาต ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คืออะไร?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คือโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันทีทันใดจากเนื้อสมองขาดเลือด หรือเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลงจากหลอดเลือดแดงที่ ตีบ อุดตัน หรือ แตก ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย โดยมีอาการแสดงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง ส่วนในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA) จะมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นจะมีอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับตำแหน่งและบริเวณของสมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยง

ปัจจัยเสี่ยงของอัมพฤกษ์-อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (มักพบในคนวัย 45 ปีขึ้นไป) พันธุกรรม เพศ (มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง) เชื้อชาติ เป็นต้น
  2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคอ้วน นอนกรน เป็นต้น

แล้วใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

1.โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีภาวะความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 70 และพบว่าการควบคุมความดันตัวบนลดลงมา 5-6  มิลลิเมตรปรอท จะลดความเสี่ยงได้ร้อยละ 40% ทีเดียว ดังนั้น หลายท่านที่เป็นความดันแล้วไม่ยอมกินยาคุณหมอ อย่าลืมวัดความดันนะครับว่าความดันควบคุมได้ดีหรือยัง ถ้ายังก็ยังแนะนำให้รับประทานยา หรือปรึกษาคุณหมอเพื่อปรับแผนการรักษาด้วยกัน โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการแสดง ถ้าไม่ไปตรวจวัดก็จะไม่รู้เลย แต่ถ้ามีอาการแล้วมักจะแก้ไขไม่ค่อยทันเท่าไหร่ โรคอัมพาตก็เป็นหนึ่งในอาการแสดงของภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี

2.เบาหวาน พบว่าคนที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า

3.ไขมันในเลือดสูง จากข้อมูลไม่พบความสัมพันธ์โดยตรง แต่พบว่าหากได้รับยาลดไขมันกลุ่มสเตตินในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงแล้วมีคลอเลสโตรอลสูงจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองตีบได้

4.สูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตได้สูงกว่าคนทั่วไป 1-5 เท่า และเมื่อหยุดบุหรี่เลย 2-5 ปีจะพบโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 30-40% ดังนั้นท่านผู้อ่านถ้ายังสูบบุหรี่อยู่ หรือมีคนใกล้ตัวที่ท่านรักสูบอยู่ แนะนำให้หยุดเลยตั้งแต่วันนี้

5.การดื่มแอลกอฮอล์วันละ 5 หน่วย (เบียร์ 1 ขวด ไวน์ 1 แก้ว เหล้าขาว 1 เป๊ก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะดื่มน้อยกว่านี้ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน จึงแนะนำว่าไม่ควรทานเลยจะดีกว่า

6.ภาวะอ้วน (BMI > 25) อ้วนลงพุง (ชาย 40 นิ้ว/หญิง 35 นิ้ว) การคำนวณ BMI สามารถทำได้โดยนำน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัมตั้ง แล้วหารด้วยส่วนสูงที่หน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง เช่นถ้าสูง 175 ซม ก็คือ 1.7 ยกกำลังสอง ถ้าหารแล้วมากกว่า 25 แสดงว่าคุณอยู่ในภาวะอ้วนแล้วละ

7.ไม่ออกกำลังกาย อันนี้จริงๆ คงจะเป็นสาเหตุของทุกโรคเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันใครลองคิดย้อนว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย หลังอ่านบทความนี้จบควรจะออกกำลังกาย

8.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ Atrial Fibrillation ภาวะนี้คือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จะมีช่วงที่หัวใจไม่บีบตัว หรือบีบตัวช้ากว่าปกติ ทำให้เลือดในห้องหัวใจไม่ไหลเวียน อาจเกิดการตกตะกอนของเลือดกลายเป็นลิ่มเลือดได้ เปรียบเทียบได้กับน้ำที่ไม่ไหลเกิดตกเป็นตะกอน แล้วลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในห้องหัวใจก็เกิดหลุดขึ้นไปอุดตันในเส้นเลือดสมอง ภาวะนี้เกิดได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ ซึ่งปกติแล้วคนไข้มักไม่มีอาการ การตรวจสุขภาพประจำปีอาจจะช่วยให้พบภาวะนี้ได้ จากสถิติพบว่าถ้ามีภาวะ Atrial Fibrillation นี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าเลยทีเดียว แล้วถ้าเราตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งก็จะช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เยอะเลยทีเดียว

 

ภาพ freepik

6 ไลฟ์สไตล์หลักสาเหตุความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/524403

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

6 ไลฟ์สไตล์หลักสาเหตุความอ้วน

ปัจจุบันหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยมีการตื่นตัวกับอันตรายจากโรคอ้วนเป็นอย่างมาก การรู้สาเหตุของความอ้วนจะนำมาซึ่งการป้องกันที่ถูกต้อง

แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนใจดูแลรูปร่าง และควบคุมน้ำหนักมากขึ้น แต่คนจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักอย่างถูกต้องจึงทำให้การลดน้ำหนักไม่เห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เพราะสาเหตุของโรคอ้วนมีมากมาย แต่มักจบลงด้วยเหตุผลของการที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ไป โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลพลังงานนี้ มี 6 ด้าน ดังนี้

1. นิสัยการกินอาหาร – ลักษณะการกินอาหารที่ดี คือต้องกินอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมีแนวโน้มที่จะกินมื้ออื่นในปริมาณลดลง ควรกินมื้อที่หนักที่สุดก่อนบ่าย 3 โมง รวมถึงต้องคอยสังเกตตัวเองเมื่อรู้สึกอิ่มให้หยุดและคอยอีก 20 นาที ส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกอยากอาหารอีกถ้าไม่ได้รู้สึกหิวจริงๆ

2. ประเภทอาหารที่กิน – ร่างกายแต่ละคนจะตอบสนองและเผาผลาญพลังงานได้ไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ดังนั้นการลดน้ำหนักจำเป็นต้องรู้จักร่างกายตนเอง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย – ทำให้ร่างกายไม่เกิดการเผาผลาญพลังงาน กลายเป็นพลังงานส่วนเกิน สะสมอยู่ในร่างกายในรูปไขมันและแป้ง

4. ทัศนคติต่อการลดน้ำหนัก – ผู้ที่มีทัศนคติที่ดีจะมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถควบคุมตนเองให้สามารถทำตามแผนการลดน้ำหนัก ทั้งการกินอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทัศนคติที่ดีนี้ก็จะส่งผลให้บุคคลนั้นสามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จจริง

5. การนอนหลับพักผ่อน – หากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนส่งผลให้ร่างกายหิวมากกว่าปกติ ระบบการเผาผลาญพลังงานทำงานลดลง ร่างกายอยากอาหารประเภทแป้งมากกว่าปกติและทำให้ร่างกายเก็บสะสมไขมันไว้มากขึ้น

6. ระดับความเครียด – ความเครียดจะเป็นตัวกระตุ้นให้กินอาหารมากเกินไป รวมถึงทำให้รู้สึกอยากกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การหาวิธีจัดการความเครียด จึงสำคัญมากต่อการควบคุมน้ำหนัก

เจาะลึกวิธีป้องกัน ‘มะเร็งปากมดลูก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602147

  • วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

เจาะลึกวิธีป้องกัน 'มะเร็งปากมดลูก'

สารพันปัญหา “มะเร็งปากมดลูก” มะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แพทย์แนะรู้ทัน รู้ลึก พร้อมบอกวิธีป้องกัน การรับมือ พร้อมไขข้อข้องใจถ้าตัดมดลูกแล้วเป็นมะเร็งปากมดลูกได้หรือไม่

มะเร็งปากมดลูก ชื่อนี้แค่ได้ยิน สาวๆ ก็รู้สึกกลัวแล้ว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้หญิงไทยเป็นโรคนี้มากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม และยังเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับ 1 ด้วย โดยทุกปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 คน ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ ในจำนวนนี้จะเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 6,500 คน หรือวันละ 17 คน

มะเร็งปากมดลูกเกิดได้อย่างไร

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ คนที่ติดเชื้อนี้กว่า 80% จะไม่มีอาการ และอาจไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยร่างกายสามารถกำจัดออกไปได้เอง แต่มีบางส่วนที่เมื่อติดเชื้อแล้วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เป็นระยะก่อนมะเร็ง และนำไปสู่การเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา ดังนั้น คนที่มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นคนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเซลล์ปากมดลูกมีโอกาสติดเชื้อเร็วกว่าและเปลี่ยนแปลงไปสู่ระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งได้เร็วกว่า นอกจากนี้ คนที่มีคู่นอนหลายคนก็มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น รวมทั้งคนที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด และคนที่สูบบุหรี่ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่แข็งแรง เมื่อมีการสัมผัสกับไวรัส HPV จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งตามมาได้สูงกว่าคนที่สุขภาพแข็งแรง สำหรับกลุ่มอายุที่มีอุบัติการณ์เป็นมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 30–50 ปี

อาการแบบไหนที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก

นายแพทย์ธีธัช อดทน สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด กล่าวถึงวิธีสังเกตอาการที่บ่งบอกว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกว่า

อาการหลักๆ คือมีเลือดออกทางช่องคลอด ปกติรอบเดือนจะมาทุก 28 วัน แต่ละรอบไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ และไม่ควรมีเลือดออกก่อนหรือหลังรอบเดือนปกติ หากมีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน หรือรอบเดือนมานานขึ้น หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นอาการที่ต้องสงสัยว่าจะมีก้อนที่บริเวณช่องคลอดปากมดลูกหรือไม่ หรือว่าเป็นก้อนเนื้องอกโรคมะเร็งหรือไม่ ส่วนอาการอื่นๆ อาจมีตกขาวมากผิดปกติ หรือถ้าติดเชื้อที่ก้อนก็อาจมีตกขาวหรือมีหนองได้ คนไม่เคยตรวจภายในมาก่อนแล้วมีอาการเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะพบก้อนขนาดใหญ่แล้ว หรือมีรอยโรคค่อนข้างมาก ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการที่มีเลือดออก เมื่อแพทย์ตรวจพบว่ามีก้อนจะทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อดูว่าเซลล์นั้นเป็นมะเร็งหรือไม่

เจาะลึกวิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เป็นความโชคดีที่ทางการแพทย์ทราบสาเหตุของการเป็นมะเร็งปากมดลูก และมีวิธีตรวจค้นหาก่อนระยะเป็นมะเร็งได้ นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนที่ฉีดป้องกันได้ด้วย ซึ่งนายแพทย์ธีธัช ได้กล่าวว่า วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV คือ ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่มีคู่นอนหลายคน หากมีเพศสัมพันธ์ต้องป้องกันการติดเชื้อด้วยการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนที่สามารถกระตุ้นภูมิในการกำจัดเชื้อ HPV เพื่อที่ว่าเมื่อมีการติดเชื้อ ร่างกายก็จะกำจัดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถตอบได้ว่าวัคซีนจะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 100% หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าภูมินั้นเพียงพอมากน้อยแค่ไหนหรือมีการติดเชื้อมาก่อนที่จะได้รับวัคซีน ทั้งนี้ แนะนำว่าควรฉีดวัคซีนเนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนว่าการฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่าการไม่ได้รับวัคซีน

การป้องกันในขั้นต่อไป คือการตรวจเพื่อค้นหาระยะก่อนมะเร็ง ปัจจุบันมีการตรวจที่เรียกว่า แปปสเมียร์ (Pap Smear) เป็นการตรวจทางเซลล์วิทยา โดยตรวจบริเวณปากมดลูก และเก็บเซลล์บริเวณนั้นไปตรวจว่ามีเซลล์ลักษณะผิดปกติหรือไม่ เช่น เป็นระยะก่อนมะเร็งหรือไม่ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมะเร็งมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเป็นมะเร็งแล้ว เมื่อวินิจฉัยแล้ว ก็มาตรวจเพิ่มเติม เช่น ถ้าสงสัยว่ามีเซลล์ผิดปกติเป็นเซลล์ระยะก่อนมะเร็ง ก็มาดูที่ปากมดลูก ซึ่งจะมีการตรวจพิเศษที่เรียกว่า Colposcope หรือการส่องกล้องตรงบริเวณปากมดลูก เพื่อขยายดูว่าเซลล์บริเวณนั้นมีลักษณะผิดปกติจากเซลล์อี่นๆ หรือไม่ แล้วตัดชิ้นเนื้อบริเวณนั้นไปตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นคือเป็นระยะใด ถ้ามีแนวโน้มว่าเซลล์บริเวณนั้นมีโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งสูง การรักษาก็คือตัดบริเวณปากมดลูกบริเวณโดยรอบนั้น โดยไม่ต้องรอให้กลายเป็นมะเร็ง

การตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกแนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี หรือไม่ควรห่างกันเกิน 2-3 ปี เริ่มตรวจตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ และตรวจไปตลอดจนกว่าจะอายุ 60 ปี ถ้าไม่พบความผิดปกติ สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีโอกาสเกิดได้เช่นกัน แนะนำว่าควรตรวจเช็คตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป

ตัดมดลูกแล้วเป็นมะเร็งปากมดลูกได้หรือไม่

สำหรับข้อสงสัยนี้ นายแพทย์ธีธัช กล่าวว่าต้องดูประวัติเก่าประกอบด้วย เพราะมดลูกมี 2 ส่วน คือ ตัวมดลูก และปากมดลูก ถ้าตัดแค่ตัวมดลูกแต่ยังเหลือปากมดลูก ก็มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ถ้าตัดตัวมดลูกพร้อมปากมดลูก มะเร็งก็จะไม่เกิดที่บริเวณปากมดลูก

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ฉีดอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

โดยปกติแล้ว การฉีดวัคซีนสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป โดยแนะนำการฉีดวัคซีนที่อายุน้อยๆ คือช่วงอายุ 9-11 ปีจะดีที่สุด เพราะจะกระตุ้นภูมิได้สูง และโอกาสการสัมผัสไวรัส HPV จากการมีเพศสัมพันธ์ก็จะน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม หากอายุมากแล้ว การฉีดวัคซีนก็มีประโยชน์มากกว่าไม่ฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ กรณีที่ฉีดวัคซีนก่อนอายุ 15 ปี ต้องฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 จะเว้นช่วงจากเข็มแรก 6 เดือน แต่ถ้าอายุ 15 ปีขึ้นไปต้องฉีด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 เว้นช่วงจากเข็มแรก 1-2 เดือน หลังจากนั้นอีก 6 เดือนให้ฉีดเข็มที่ 3

ผู้ชายก็ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้

หลายคนสงสัยว่าผู้ชายไม่มีมดลูก จะฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกทำไม ซึ่งกรณีนี้ นายแพทย์ธีธัชกล่าวว่า ผู้ชายก็สามารถฉีดได้ เพราะไวรัส HPV ส่งผลกับผู้ชายด้วย โดยทำให้เป็นหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก และมะเร็งทวารหนักได้ หากใครต้องการป้องกันโรคเหล่านี้ ก็ให้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ โดยแนะนำการฉีดวัคซีนที่ช่วงอายุ 9-21 ปี

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูก หรือเรื่องสุขภาพอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาจาก ทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้ทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 และ 2 จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ จังหวัดอุทัยธานี โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลสหเวช จังหวัดพิจิตร และโรงพยาบาลศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก: Principal Healthcare Company

ก ข ค ง 4 รหัสลับจัดการกับกลุ่มโรค NCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602138

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 17:16 น.

ก ข ค ง 4 รหัสลับจัดการกับกลุ่มโรค NCDs

CHANGE 4 HEALTH เปลี่ยนก่อนป่วย ด้วย 4 รหัสลับ “ก ข ค ง” กินน้อย-ขยับบ่อยๆ-คลายเหล้า-งดบุหรี่ เพียงเท่านี้ก็มีสุขภาพดีได้แล้ว

เมื่อเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ และมะเร็ง เป็นโรคที่หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งโรคเหล่านี้มีที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น หากเราลองเปลี่ยนพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ ก่อนที่ร่างกายจะป่วยด้วย กลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” ย่อมดีกว่า

เปลี่ยนก่อนป่วย หรือ CHANGE 4 HEALTH สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นโครงการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน ให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ให้ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประธานโครงการ “เปลี่ยนก่อนป่วย” (CHANGE 4 HEALTH) กล่าวว่า ก ข ค ง เป็นแนวคิดในการรับมือของการสร้างเสริมสุขภาพ ในยุคปัจจุบันโรคที่เป็นปัญหาเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขของประเทศไทยซึ่งพบว่าไม่ใช่โรคติดเชื้ออีกต่อไป ขณะนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับโรคที่เรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น โรคเหล่านี้เป็นตัวอย่างของโรคที่พบเยอะมาก รวมถึงโรคถุงลมโป่งพอง และหลอดเลือด ซึ่งปัจจัยเสี่ยง 4 ประการที่ทำให้เกิดโรคเหล่านี้ คือ 1. การกินอาหารไม่ถูกต้อง กิน หวาน มัน เค็ม จัด เกิดโรคต่างๆ ตามมา 2. การไม่ออกกำลังกาย 3. การสูบบุหรี่ และ 4. การดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เราจึงคิดพัฒนาผลักดันเรื่อง ก ข ค ง ขึ้น

ก.กินน้อย

เลือกกินอาหารที่ดีในปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง และกินอย่างถูกวิธี โดย

1.กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และถูกสัดส่วน โดยใน 1 วัน ร่างกายต้องการอาหารทั้ง 5 หมู่ ในสัดส่วน ดังนี้ ผลไม้สด 1 จานรองแก้วกาแฟ (ควรเลือกให้หลากหลายและหวานน้อย) ข้าว ¼ ของจาน ควรเสริมหรือเลือกข้าว แป้ง ที่ไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ ¼ ของจาน ควรเลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำหรือไม่ติดมันหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป ผัก ครึ่งหนึ่งของจาน ควรเลือกผักให้หลากสี หลากชนิด ทั้งผักใบและผักหัว และนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม วันละ 1 – 2 แก้ว

2.เลือกอาหารแต่ละหมู่ให้เหมาะสม และใช้อาหารทดแทนที่ถูกสัดส่วน โดยกินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้งและงาเป็นประจำ ควรกินข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ไม่ควรกินน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ควรกินอาหารหมู่ผัก อย่างน้อย 4 ทัพพีต่อวัน แนะนำให้กินผลไม้ 3 – 4 ส่วนต่อวัน

3.กินในปริมาณที่พอเหมาะ โดยกลุ่มที่ต้องการพลังงานน้อย 1,600 กิโลแคลอรี่/วัน ได้แก่ เด็กอายุ 6 – 13 ปี หญิงวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่ต้องการพลังงานปานกลาง 2,000 กิโลแคลอรี่/วัน ได้แก่ วัยรุ่นหญิง – ชาย อายุ 14 – 25 ปี ชายวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี และกลุ่มที่ต้องการพลังงานมาก 2,400 กิโลแคลอรี่/วัน ได้แก่ ผู้ใช้แรงงานและนักกีฬา

4.เลี่ยงอาหารที่สุ่มเสี่ยง หวานน้อย พร่องไขมัน และลดเค็ม

5.กินอาหารอย่างถูกวิธี โดยกินช้า เคี้ยวให้ละเอียด กินอย่างมีสติ ถูกเวลา หนักมื้อเช้า เบามื้อเที่ยง เลี่ยงมื้อเย็น งดมื้อดึก อย่ารับพิษ ต้องกินอาหารที่สะอาด เลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนกินอาหาร กินอาหารที่ร้อน ใช้ช้อนกลาง และขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน

6.อ่านฉลากก่อนกิน โดยดูคุณค่าของสารอาหาร ดูวันหมดอายุ อ่านคำเตือน เช็กบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

ข.ขยับบ่อยๆ

การออกกำลังกายให้สุขภาพดี เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยแค่วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 วัน ก็เพียงพอแล้ว โดยประโยชน์ของการออกกำลังกาย คือ ช่วยลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือดและเบาหวาน ลดการสะสมไขมันในร่างกาย ป้องกันอาการภูมิแพ้และหอบหืด กระดูกและเส้นเอ็นแข็งแรง ควบคุมและลดน้ำหนัก หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง โดยขั้นตอนของการออกกำลังกายมีดังนี้

1.ก่อนออกกำลังกาย อบอุ่นร่างกายโดยการยืดเหยียดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นประมาณ 5 – 10 นาที

2.ระหว่างออกกำลังกาย ให้ฝึกหายใจร่วมด้วย

3.หลังออกกำลังกาย ต้องค่อยๆ ลดการออกกำลังกายให้ช้าและเบาลง สุดท้ายของการออกกำลังกายให้ยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีกประมาณ 5-10 นาที

ค.คลายเหล้า

เหล้าและแอลกอฮอล์ทุกชนิดมีผลต่อร่างกายทุก ๆ ส่วน โดย

  • สมอง เกิดภาวะมึนเมา สมองเสื่อม ความจำบกพร่อง
  • ตับเกิดไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย
  • ระบบทางเดินอาหารเกิดแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ เลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • ระบบหลอดเลือดและหัวใจหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก อัมพาต อัมพฤกษ์
  • ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • ผลต่อทารกในครรภ์ อวัยวะผิดปกติ เป็นโรคสมาธิสั้น รูปหน้าผิดปกติ
  • ผลต่อการเกิดโรคจิต โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล
  • ผลต่อวงจรการนอน ตื่นกลางดึก เป็นโรคนอนไม่หลับ

ง.งดบุหรี่

โทษของการสูบบุหรี่ไม่เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ โดยการเลิกบุหรี่ ทำได้ดังนี้

1.เตรียมวัน วันนี้ หรือไม่เกิน 2 สัปดาห์นับจากวันนี้

2.เตรียมวาจา บอกกล่าวความตั้งใจ และกำหนดวันเลิกสูบบุหรี่ให้บุคคลสำคัญของตนรับทราบในทันที

3.เตรียมอุปกรณ์ ทิ้งอุปกรณ์การสูบทั้งหมด

4.ตั้งใจลงมือทำ ตัดใจจากบุหรี่ ตัดใจจากวงเพื่อนนักสูบ ตัดใจไม่สูบบุหรี่ที่บ้านและในบ้านโดยเด็ดขาด และลงมือทำจริงด้วยความตั้งใจ

รศ. นพ.สุทัศน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าทำได้ 4 อย่าง คิดว่าคนที่ยังไม่ได้เป็นก็จะห่างไกล โรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าใครที่เป็นแล้วทำให้ห่างไกลภาวะแทรกซ้อนของโรคที่จะเกิดขึ้น คนไทยจะสุขภาพดีขึ้นทั้งที่เกิดขึ้นและยังไม่เกิดโรค ประเทศเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพน้อยลง

 

ขอบคุณสาระดีๆ จาก สสส.

How to be Happy จะทำอย่างไรให้มีความสุข?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602127

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

How to be Happy จะทำอย่างไรให้มีความสุข?

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม ศึกษา 3 สิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุขได้

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมใช้เวลาศึกษาสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข จนสามารถรู้ว่าความสุขสามารถทำนายสุขภาพและอายุยืนได้ แต่ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างที่ดี สามารถช่วยให้เราอยู่ในเส้นทางที่มีความสุขได้มากขึ้น มาดูว่าความสุขเริ่มต้นง่ายๆ แค่ที่ใจเราทำได้อย่างไรบ้าง?

วิธีที่ 1 พิชิตความคิดเชิงลบ

อย่าพยายามหยุดความคิดเชิงลบ ด้วยการบอกว่า “ฉันต้องหยุดคิดเรื่องนี้” เพราะมันจะทำให้คุณคิดมากกว่าเดิม แต่คุณต้องยอมรับมันให้ได้ เช่น “ฉันกังวลเรื่องเงิน” “ฉันกำลังหมกมุ่นกับปัญหาในที่ทำงาน” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรปฏิบัติต่อตัวเองเหมือนเป็นเพื่อน เมื่อคุณรู้สึกในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง ให้ถามตัวเองว่า คุณจะให้คำแนะนำกับเพื่อนแบบไหน แล้วใช้วิธีนั้นกับตัวคุณเอง การศึกษาแสดงให้เห็นว่าวิธีนี้สามารถลดอาการซึมเศร้าได้ เป้าหมายคือเพื่อให้คุณได้รับจากทัศนคติที่ไม่ดี (“ฉันล้มเหลว”) ไปสู่แง่บวกมากขึ้น (“ฉันประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของฉันมาก) นี่เป็นเพียงความล้มเหลวเพียงอย่างเดียวที่ฉันสามารถเรียนรู้จากมันและทำมันให้ดีขึ้นได้”

วิธีที่ 2 ควบคุมการหายใจ

วิทยาศาสตร์ให้หลักฐานว่าประโยชน์ของการฝึกฝนการหายใจ สามารถช่วยลดอาการที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล นอนไม่หลับ โรคเครียด โรคซึมเศร้า และความผิดปกติของสมาธิ การควบคุมลมหายใจสามารถส่งเสริมสมาธิและเพิ่มพลังงานในแง่บวกได้ ทั้งนี้ พระพุทธเจ้าก็ยังสนับสนุนการทำสมาธิลมหายใจ เพราะเป็นวิธีหนึ่งในการเข้าถึงการตรัสรู้

วิธีที่ 3 เขียนไดอะรี่ 15 นาทีต่อวัน

การเขียนเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ส่วนตัว และเรื่องราวของคุณเอง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปรับปรุงชีวิตให้มีความสุขได้ งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าการเขียนไดอะรี่เป็นเวลา 15 นาทีต่อวัน อาจนำไปสู่การเพิ่มความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยส่วนหนึ่งเพราะจะช่วยให้เราสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของเรา และตระหนักถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาของเราได้อย่างดี การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าการเขียนเรื่องราวของคุณสามารถทำให้คุณหลุดพ้นจากความคิดด้านลบ และไปสู่มุมมองชีวิตที่เป็นบวกมากขึ้นนั่นเอง

 

ภาพ freepik

How to วิธีบอกลา Monday Blues ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/587608

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

How to วิธีบอกลา Monday Blues ฉบับมนุษย์เงินเดือน

พรุ่งนี้วันจันทร์ มาดูเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ บอกลาโรคเกลียดวันจันทร์ไปได้เลย

เมื่อความชิลและอารมย์สบายๆ ในวันหยุดประจำสัปดาห์กำลังจะหมดไป ช่วงนี้หลายคนโดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือน มักมีความรู้สึกเนือยๆ เพราะไม่อยากให้ถึงวันรุ่งขึ้นที่ต้องรีบตื่นขึ้นมาพบเจอกับความเป็นจริงของชีวิตคนทำงาน ซึ่งอาการที่รู้สึกเบื่อหน่ายนี้เราต่างรู้จักกันดีในนาม “โรคเกลียดวันจันทร์” หรือ “Monday Blues”

โรคนี้ฟังชื่อก็ทราบถึงเหตุผลชัดเจนที่แฝงอยู่ในตัว ซึ่งสาเหตุหลักของการเกลียดวันจันทร์ ก็เพราะว่าเป็นวันเริ่มต้นทำงานของสัปดาห์ หลังจากได้หยุดผ่อนร่างกายและสมอง ทั้งการนอนตื่นสาย เดินช็อปปิ้ง มีเวลาทำอาหาร อยู่กับครอบครัว คนรัก หรือได้หาของกินอร่อยๆ ซึ่งหลายคนมักรู้สึกว่าเวลาของวันเสาร์และอาทิตย์มักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ พอถึงเช้าวันจันทร์จึงเหมือนเป็นฝันร้ายที่ต้องเจอกับความวุ่นวายต่างๆ นานา อาทิ รถติด อากาศร้อน ฝุ่นควัน และการเบียดเสียดกันบนรถโดยสาร แต่วันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขกับเช้าวันจันทร์แบบง่ายๆ ได้ดังนี้

รีบเคลียร์งานบ้านให้เร็ว

การเคลียร์งานบ้านให้เสร็จตั้งแต่วันเสาร์ หรือเช้าวันอาทิตย์ เช่น ซักผ้า เก็บกวาดห้อง พอถึงบ่ายวันอาทิตย์ก็ไม่ต้องวุ่นกับการเก็บกวาดเช็ดถู หรือซักผ้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ เพราะการที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ ในเย็นวันอาทิตย์ อาจทำให้เหนื่อยและรู้สึกว่าเวลาพักผ่อนหมดไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่เราทำงานบ้านเสร็จเร็ว ยังทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ดูซีรีส์ ทั้งยังแพลนนัดกับเพื่อนๆ หรือคนรักได้โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับงานบ้านที่ยังไม่ได้ทำอีกด้วย

เข้านอนให้ไวขึ้น

ก่อนเริ่มทำงานในสัปดาห์ใหม่ นอกจากการได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือออกไปท่องเที่ยวเติมความสุขและหาแรงบันดาลใจแล้ว เราควรพักร่างกายด้วยการนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-10 ชั่วโมง จึงแนะนำให้เข้านอนเร็วกว่าทุกวัน เมื่อร่างกายได้ชาร์จพลังเต็มที่ ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า พร้อมสำหรับการตื่นมาเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างสดชื่น ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์ไปตลอดทั้งวัน

วางแผนสำหรับเช้าวันจันทร์

ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับเช้าที่เร่งรีบด้วยการจัดเตรียมเสื้อผ้า รองเท้า ที่จะใส่ไปทำงาน เตรียมวัตถุดิบเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ หรือเตรียมแค่นม ขนมปัง พร้อมผลไม้สักอย่าง จากนั้นก็วางแผนการเดินทางให้ดี เพราะปัญหารถติดหนักในช่วงเช้าวันจันทร์ทำให้หลายคนปวดใจ  เราจึงควรเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่คิดว่าจะเดินทางได้เร็วที่สุด เช่น รถไฟฟ้าทั้ง BTS, MRT, รถเมล์ประจำทาง หรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งเมื่อเราเลือกวิธีการเดินทางได้แล้ว เราก็จะสามารถรู้เวลาที่ใช้ในการเดินทาง และวางแผนการตั้งเวลาปลุกอย่างไม่ต้องลังเล

สร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน

ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการทำงาน โดยมองปัญหาและความเบื่อหน่ายต่างๆ เป็นความท้าทาย หรือเป็นบททดสอบความสามารถของเรา คำนึงถึงข้อดีของการที่ได้ทำงาน เช่น ได้ไปพบปะกับเพื่อนร่วมงาน ได้ออกไปทำสิ่งที่เราถนัดและสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง งานทำให้เรามีรายได้ งานทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ และอากาศร้อนๆ แบบนี้ อีกหนึ่งข้อที่นับเป็นเรื่องดีๆ คือการได้ไปนั่งทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟที่บ้านได้ตั้งหลายวันต่อสัปดาห์

 

ภาพ : freepik.com

5 ไอเดียเปิดธุจกิจเสริมรวยรับทรัพย์ช่วงเทศกาลกินเจ (ฉบับคนทำงาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602028

  • วันที่ 28 ก.ย. 2562 เวลา 07:40 น.

5 ไอเดียเปิดธุจกิจเสริมรวยรับทรัพย์ช่วงเทศกาลกินเจ (ฉบับคนทำงาน)

เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 ก.ย.-7 ต.ค. 2562 ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผู้คนนิยมจับจ่ายใช้สอย และหลายปีมานี้เทรนด์สุขภาพกำลังเป็นที่นิยมจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนหันมาทานเจมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อร้านค้าต่างๆ ที่จะมียอดขายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

สำหรับคนทำงานที่อยากมีรายได้เสริม 5 ธุรกิจต่อไปนี้มีโอกาสทำให้คุณรับทรัพย์รับเทศกาลกินเจ

1.ขายอาหารสำเร็จรูปเจ

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของสังคมเมือง ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเห็นช่องทางในการหารายได้ผลิตสินค้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้คนมากยิ่งขึ้น โดยในเทศกาลกินเจจะเห็นได้ว่ามีอาหารสำเร็จรูปเจจากหลากหลายแบรนด์มาจัดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี หากเรารับมาขายไปก็สร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

2.ขายวัตถุดิบอาหารเจ

นอกจากอาหารเจที่ได้รับความนิยม วัตถุดิบทำอาหารเจก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน ซึ่งผู้บริโภคหลายๆ รายเลือกที่จะทำอาหารเจกินเองที่บ้าน โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่ในการทำอาหารเจส่วนมากจะเน้นผัก เต้าหู้ โปรตีนเกษตร หรือเนื้อสัตว์เทียมที่ทำจากแป้ง ถั่ว เป็นต้น

3.ของว่างเจ

ขนม ของว่าง หรือของกินเล่น ก็เป็นอีกเมนูที่ผู้ทานเจให้ความสนใจ โดยเมนูที่ได้รับความนิยม เช่น เผือกทอด ข้าวโพดทอด เต้าหู้ทอด ปาท่องโก๋ เห็ดเข็มทองทอด ถั่วอบ เห็ดอบ และยังมีอีกหลายเมนูที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

4.เครื่องดื่มเจ

นอกจากอาหารและขนมเจแล้ว เครื่องดื่มก็ได้รับความนิยมในเทศกาลกินเจ อาทิ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ธัญพืชต่างๆ ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มเจจากแบรนด์ต่างๆ ที่คิดค้นมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ซึ่งกำไรที่ได้จากการขายเครื่องดื่มเจถือได้ว่าครึ่งต่อครึ่ง หากใครมีฝีมือดีกำไรมีแน่นอน

5.ขายเสื้อผ้า

ช่วงเทศกาลกินเจถือได้ว่าเป็นเทศกาลของการรักษาศีล เสื้อผ้าที่ได้รับความนิยมคงไม่พ้นเสื้อผ้าสีขาวที่จะขายดีในช่วงนี้ วิธีการคือต้องหาแหล่งขายส่งเสื้อผ้าราคาไม่แพง แล้วออกขายตามตลาดนัด ตามงานที่มีการจัดเทศกาลกินเจ และช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มโอกาสรับออเดอร์ได้มากขึ้น

สถิติคนไทยฆ่าตัวตายกี่รายต่อวัน และสาเหตุไหนทำให้อยากตายมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/601804

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 07:05 น.

สถิติคนไทยฆ่าตัวตายกี่รายต่อวัน และสาเหตุไหนทำให้อยากตายมากที่สุด

รู้ไหม? คนไทยฆ่าตัวตายเฉลี่ยวัน 10-12 ราย ชายมากกว่าหญิง 4 เท่า แล้วปัจจัยของการฆ่าตัวตายสำเร็จมาจากสาเหตุใด และจะมีวิธีป้องกันการฆ่าตัวตายได้อย่างไร

เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดในประเทศไทย โดยมีข้อมูลตัวเลขสถิติ พบว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศ อยู่ที่ 6.34 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี 2561 มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จจำนวน 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า มีผู้ที่ทำร้ายตนเองจนเสียชีวิต เฉลี่ยอยู่ที่ 345 รายต่อเดือน

สถิติตามช่วงวัย

  • วัยแรงงาน (อายุ 25-59 ปี) เป็นวัยที่ฆ่าตัวตายสำเร็จสูงสุด ร้อยละ 74.7
  • วัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 22.1
  • วัยเด็ก (อายุ 10-24 ปี) ร้อยละ 3.2

สาเหตุปัจจัยของการฆ่าตัวตายสำเร็จ ได้แก่

  • ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ ความน้อยใจ ถูกดุด่าตำหนิ การทะเลาะกับคนใกล้ชิด พบร้อยละ 48.7 ความรัก หึงหวง ร้อยละ 22.9 ต้องการคนใส่ใจ ดูแล ร้อยละ 8.36
  • ปัญหาด้านการใช้สุราและยาเสพติด พบว่า มีปัญหาการดื่มสุรา ร้อยละ 19.6 มีอาการมึนเมาระหว่างทำร้ายตนเอง ร้อยละ 6
  • ปัญหาด้านการเจ็บป่วยทางจิต พบภาวะโรคจิต ร้อยละ 7.45 โรคซึมเศร้า ร้อยละ 6.54 และมีประวัติการทำร้ายตนเองซ้ำ ร้อยละ 12

วิธีป้องกันการฆ่าตัวตาย

1.ขอให้บุคคลรอบข้าง ครอบครัว หรือคนใกล้ชิด คอยสังเกตสัญญาณเตือนโดยให้ระลึกไว้เสมอว่า การส่งสัญญาณเตือนเท่ากับการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือของผู้ที่มีความเสี่ยง

2.หากพบว่ามีอาการเศร้า เบื่อ เซ็ง แยกตัว คิดวนเวียน นอนไม่หลับ มองโลกในแง่ลบ หรือโพสต์ข้อความเชิงสั่งเสีย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมดหวังในชีวิต ซึ่งเป็นอาการบ่งบอกของโรคซึมเศร้าและเป็นสัญญาณเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ให้รีบเข้าไปพูดคุยช่วยเหลือพร้อมรับฟัง

3.ใช้หลักวิธีการปฐมพยาบาลทางจิตใจ 3 ส. คือ

  • สอดส่อง มองหา ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือผู้ที่มีการส่งสัญญาณเตือนในการฆ่าตัวตาย เช่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม แยกตนเองออกจากสังคม
  • ใส่ใจรับฟังด้วยความเข้าใจ ชวนพูดคุย ให้ระบายความรู้สึก ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ โดยการรับฟังอย่างใส่ใจนั้นเป็นวิธีการที่สำคัญมีประสิทธิภาพมาก
  • ส่งต่อเชื่อมโยง เช่น การแนะนำให้โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทรปรึกษาสะมาริตันส์ 02-713-6793 เวลา 12.00-22.00 น. รวมถึงแอพพลิเคชั่นสบายใจ (Sabaijai) ตลอดจนแนะนำให้ไปพบบุคลากรสาธารณสุขหรือช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน