“กินปลา” เคล็ดลับการใช้ชีวิตในวัยชราแบบบอกลาโรคเรื้อรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597993

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

"กินปลา" เคล็ดลับการใช้ชีวิตในวัยชราแบบบอกลาโรคเรื้อรัง

วงการแพทย์ย้ำกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลา ถั่ว และผักใบเขียว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลที่ส่งผลดีต่อร่างกายที่สุด

วารสารด้านการแพทย์ BMJ (British Medical Journal) ของอังกฤษ เผยว่า ไขมันที่พบในอาหารทะเลส่งผลดีต่อสุขภาพแม้อายุจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลา ถั่ว และผักใบเขียว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลที่ส่งผลดีต่อร่างกายที่สุด

เฮดี ไล ผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวได้มุ่งเป้าไปที่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ กล่าวคือการใช้ชีวิตในวัยชราโดยที่ไม่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม หรือการเสียชีวิตก่อนอายุ 65 ปีด้วยโรคภัย

“ปัจจุบันคนมีอายุยืนขึ้นก็จริง แต่กลับมีสุขภาพที่ไม่ดี ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่กับโรคภัยไปนานๆ” เฮดีให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์

การวิจัยดังกล่าวได้เก็บตัวอย่างเลือดของผู้สูงวัยจำนวนมากกว่า 2,600 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 74 ปี โดยได้วัดระดับกรดไขมันโอเมก้า 3 จำนวน 46 ชนิดในเลือด ซึ่งทุกคนถูกเช็กแล้วว่ามีสุขภาพดีตั้งแต่เริ่มต้น จากนั้นการวิจัยได้ติดตามกลุ่มคนเหล่านี้นานกว่า 25 ปี พบว่า มีเพียงร้อยละ 11 เท่านั้นที่เข้าข่ายการมีสุขภาพดี และกรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในอาหารซีฟู้ด ซึ่งตรงกันกับการตอบแบบสอบถามของผู้ที่สุขภาพดีกลุ่มนี้ที่ระบุว่า พวกเขาบริโภคเนื้อปลาประมาณ 2 เสิร์ฟ/สัปดาห์ ส่วนอีกกลุ่มบริโภคเนื้อปลาเพียง 1 เสิร์ฟ/สัปดาห์

ดังนั้น ปลาน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนสูงวัย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังระบุว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในผลวอลนัตและเมล็ดแฟลกซ์ก็ส่งผลดีต่อร่างกาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คงต้องศึกษาต่อไป

3 ทริคช่วยพลิกฟื้นคืนชีพผิวใต้วงแขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/603220

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 14:58 น.

3 ทริคช่วยพลิกฟื้นคืนชีพผิวใต้วงแขน

ผู้เชี่ยวชาญแนะ 3 วิธีในการดูแลผิวใต้วงแขนที่ผ่านสมรภูมิยาวนานให้กลับมาน่าสัมผัสอีกครั้ง สำหรับสาวๆ ที่ต้องการจัดการหนังไก่ให้สิ้นซาก

ทุกใต้วงแขนล้วนมีอดีตและร่องรอยการผ่านสมรภูมินับครั้งไม่ถ้วน และนับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้หญิงหลายคนจนลดทอนความมั่นใจ ทั้งหนังไก่ สีผิวคล้ำ และกลิ่นไม่พึงประสงค์ วันนี้หมดกังวลเพราะผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวใต้วงแขนจาก นีเวีย เผย 3 เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรักแร้ให้กลับมาเรียบเนียนน่าสัมผัสอีกครั้ง ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

· ใต้วงแขนแท้จริงนั้นแสนบอบบาง ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนถึงร้อนมาก จึงทำให้เหงื่อนั้นออกได้ง่าย ดังนั้นในการดูแลนอกจากทำความสะอาดใต้วงแขนให้สะอาดในทุก ๆ วันแล้ว ควรเลือกดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไว้ใจ หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อฟิต ๆ ที่รัดแน่น เพราะการเสียดสีบ่อยทำให้ผิวระคายเคือง สาว ๆ จึงควรหันมาใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าไม่หนักและหนาเกินไป เพื่อให้ใต้วงแขนสามารถหายใจได้สะดวก

· ใต้วงแขนแพ้ง่าย เพราะผิวบริเวณใต้วงแขนเป็นบริเวณที่บอบบาง การเลือกผลิตภัณฑ์ควรเลือกสูตรที่มีส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติ อ่อนโยนไม่ทำร้ายผิว สาว ๆ ควรหมั่นสครับผิวใต้วงแขนเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการกำจัดเซลล์ผิวเก่า และยังช่วยเรื่องการลดขนคุด ทำให้ผิวใต้วงแขนกลับมาดูเรียบเนียน กระจ่างใส และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

· ใต้วงแขนขอยอมแพ้ ทั้งถอน! ทั้งโกน! เนื่องจากถูกทำร้ายอยู่เสมอจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่บำรุงได้อย่างล้ำลึก มีมาตรฐาน คุณภาพดี และที่สำคัยควรเลือกที่เป็นเซรั่ม เพราะบำรุงได้ล้ำลึกกว่าโรลออนทั่วไป เซรั่ม ครั้งแรกกับนวัตกรรมการบำรุงผิวใต้วงแขนด้วยสารสกัดไมโครเซรั่มเข้มข้นจากกลีบกุหลาบฮอกไกโดนับพัน ที่มีอนุภาคเล็กที่สามารถซึมลึกจนสามารถซ่อมแซมผิวได้จากภายในสู่ภายนอกช่วยพลิกฟื้นผิวใต้วงแขนให้กลับมาเรียบเนียน กระจ่างใสน่าสัมผัส มั่นใจได้แม้ระยะประชิด

รู้หรือไม่ ร้อยละ 10 ของชาวอาเซียนมีความผิดปกติทางจิตประสาทและอารมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602988

  • วันที่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

รู้หรือไม่ ร้อยละ 10 ของชาวอาเซียนมีความผิดปกติทางจิตประสาทและอารมณ์

สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ประสบปัญหาด้านจิตประสาทและอารมณ์ สาธารณสุข จึงผสานความร่วมมือระดับภูมิภาคยกระดับการดูแลผู้ป่วยจิตเภทแบบองค์รวม

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จนประสบปัญหาด้านจิตประสาทและอารมณ์ โดยเฉพาะโรคจิตเภท (schizophrenia) ปัจจุบันประชากรของประเทศในกลุ่มอาเซียนกว่า 1 ล้านคน จาก 650 ล้านคนป่วยเป็นโรคจิตเภท ขณะที่คนไทยอย่างน้อย 400,000 คน ป่วยโรคดังกล่าวเช่นกัน วาระหลักของงานประชุมฯ ปี 2562 ให้ความสำคัญกับโรคจิตเภท และช่องว่างในการรักษาผู้ป่วย โดยมุ่งเน้นไปในการนำข้อมูลการรักษาที่เกิดจากการใช้จริง (real-world evidence) มาใช้พัฒนาการตัดสินใจด้านสาธารณสุข และมุ่งเน้นไปถึงการพัฒนาประสบการณ์ของผู้ป่วยผ่านการใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต “กรมสุขภาพจิตให้ความสำคัญในการรักษาโรคจิตเภท โดยมีการให้ความรู้ในเชิงลึก ดำเนินงานเชิงรุก ลงพื้นที่ไปสู่ชุมชน เพื่อช่วยแก้ไขข้อความเข้าใจผิดและตราบาปที่เกิดขึ้นกับคนไข้จิตเภท งานประชุมวิชาการนานาชาติกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เชิญจิตแพทย์จากทั่วภูมิภาคเพื่อระดมสมองในการแก้ไขปัญหา สำหรับประเทศไทยสามารถนำผู้ป่วยจิตเภทเข้ามารับการรักษา 83% ปัจจุบันระบบสาธารณสุขได้รับการพัฒนาให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย มีระบบค้นหา ติดตามการรักษา พัฒนาระบบบริการไม่ให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกแปลกแยก โดยผู้ป่วย สามารถใช้สิทธิ์การรักษาทุกสิทธิ์ในโรงพยาบาลของกรมสุขภาพจิตที่ให้บริการ 20 โรง คนไข้ที่ได้รับการรักษาส่วนใหญ่จะหายและมีอาการดีขึ้น แต่เมื่อกลับไปบ้านหรือชุมชนอาจขาดยาเป็นส่วนใหญ่ และสังคมขาดความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วย การเตรียมชุมชนเพื่อช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยนั้นสำคัญมากเพื่อไม่ให้เขากลับมาเป็นซ้ำ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าปัจจัยทางชีวภาพการเปลี่ยนแปลงของเคมีในสมองเกี่ยวข้องกับการป่วยโรคจิตเภท จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยยาเพื่อให้อาการทุเลาและเพื่อป้องกันอาการกำเริบ ปัจจุบันการรักษาโรคจิตเภทก้าวหน้าไปมาก เรามียาหลายตัวและผู้ป่วยส่วนมากตอบสนองดีกับยา ปัญหาหลักๆคือ ผู้ป่วยไม่รับการรักษาให้ต่อเนื่อง (รวมถึงการกินยาไม่สม่ำเสมอ) และความลำบากในการกลับคืนสู่สังคม

ผู้ป่วยจิตเภทจำเป็นต้องรับการรักษาต่อเนื่อง เช่นเดียวกับโรคลมชัก หรือความดันโลหิตสูง บางคนเข้าใจว่าอาการดีแล้วไม่จำเป็นต้องกินยา กังวลเรื่องผลข้างเคียงของยา และรู้สึกอายที่จะเข้ารับการรักษา การไม่รับการรักษาอย่างต่อเนื่องทำให้อาการกำเริบและรักษายากยิ่งขึ้นเนื่องจากการตอบสนองต่อยาอาจไม่ดีเหมือนเดิม ปัจจุบันมียาฉีดที่ช่วยให้มียาอยู่ในร่างกายนานเป็นเดือนคล้ายๆ ยาคุมกำเนิด ก็ช่วยลดปัญหาการกินยาไม่ต่อเนื่องหรือลืมกินยาบางมื้อ

ในด้านสังคมแม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการทุเลาแล้ว แต่สังคมยังมีความรู้สึกลบต่อโรคจิตเภททำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลับเข้าสู่สังคมได้ยาก ผู้ป่วยจิตเภทที่ป่วยเป็นเวลานานอาจจะมีทักษะทางสังคม และความสามารถในการคิดลดลงได้ ส่งผลต่อการกลับไปใช้ชีวิต แต่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยความช่วยเหลือจากบุคคลากรทางการแพทย์ ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการทำความเข้าใจกับสังคมถึงตัวโรคว่าปัจจุบันมีการรักษาที่ดีขึ้นสามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีได้ ในขณะเดียวกันผู้ป่วยและญาติก็ต้องร่วมมือในการรักษา

นอกจากนี้ ขอสังคมเข้าใจว่าปัจจุบัน คนไทย 70 ล้านคน ป่วยเป็นโรคจิตเภทแล้วอย่างน้อย 400,000 คน ซึ่งเราไม่สามารถกันคนเหล่านี้ออกจากสังคม วิธีที่ดีคือความเข้าใจและเห็นใจเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ผู้ป่วยเมื่อรับการรักษาต่อเนื่องอาการก็จะดีอยู่ร่วมกันได้ และบางรายก็สามารถทำงานได้ ส่วนคนที่อาการไม่ดีก็ให้ช่วยกันพามารักษาแต่เนิ่นก็จะได้คนที่อาการดีกลับไป เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการรักษาและดูแลผู้ป่วย สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอนห์นสัน (ไทย) จํากัด ได้จัดทำหนังสือให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ญาติหรือบุคคลทั่วไป โดยสามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้ฟรี ที่ facebook page ของสมาคมฯ https://th-th.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation

คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ กล่าวว่า “ไม่อยากให้สังคมรังเกียจผู้ป่วย อยากให้มองว่า ผู้ป่วยจิตเวชก็คือคนปกติ เพียงแต่เขาป่วยเหมือนโรคที่วไป เช่น ป่วยโรคหัวใจ ความดัน เพียงแค่เค้าป่วยเป็นอาการทางจิตและควรได้รับการรักษาให้หาย ทุกคนควรเข้าใจไม่แบ่งแยกพวกเขาออกจากสังคม นอกจากนี้ สังคมสามารถมีส่วนช่วยลดอคติหรือตราบาปให้กับผู้ป่วยได้เช่นกัน เช่น การลดตราบาปผ่านสื่อ สามารถทำได้ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เอามาล้อเล่น หรือใฝ่รู้ หาข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อทำความเข้าใจ ไม่ล้อเลียน ให้เกียรติความเป็นมนุษย์ อยากให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติในการจับมือกันฟันฝ่าความเจ็บป่วยด้วยกันเพื่อให้สามารถกลับมาอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ”

4 วิธีดูแลผู้ป่วยจิตเภท

  1. ญาติใกล้ มีญาติคอยดูแล ใช้ครอบครัวบำบัด พร้อมพูดคุยแบ่งปันความรู้สึกแก่กันได้ และสังเกตอาการเตือนของผู้ป่วยก่อนนำเข้าพบแพทย์
  2. ได้ยา การให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ควรให้ผู้ป่วยได้กินยาอย่างต่อเนื่อง
  3. มาตามนัด ให้ผู้ป่วยมารักษาอาการตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง ไม่ขาดนัด
  4. ขจัดยาเสพติด หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดทุกชนิด ทั้งสุราและยาเสพติด แม้ว่าธรรมชาติของโรคจิตเภทส่วนใหญ่จะเป็นแบบเรื้อรัง แต่หากสามารถดูแลให้ผู้ป่วยได้ปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น ไม่มีอาการกำเริบ มีโอกาสหายสูง รวมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

เตือนมนุษย์เงินเดือน ระวังปวดคอ-ปวดหลัง อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602940

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 13:23 น.

เตือนมนุษย์เงินเดือน ระวังปวดคอ-ปวดหลัง อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศคงคุ้นหูกับ ‘ออฟฟิศซินโดรม’ กันเป็นอย่างดี และคงจะรู้กันดีด้วยว่าอาการปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่จากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนี้ แต่ถึงจะรู้สาเหตุ หลายคนก็ยังเลือกที่จะปล่อยไว้ โดยไม่ได้คำนึงเลยว่าการละเลยอาการปวดเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่ร้ายแรงยิ่งกว่าอย่าง ‘โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ ได้

นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายว่า “คนทำงานออฟฟิศที่มักจะนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน ร่างกายใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวมากเกินไปจนเกิดเป็นอาการปวด มักเป็นกันมากบริเวณคอ ไหล่ และหลัง จึงเรียกกลุ่มอาการเหล่านี้ว่า ‘ออฟฟิศซินโดรม’ ซึ่งหากผู้ป่วยยังปล่อยปละละเลย ทำพฤติกรรมการนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ จนอาการปวดรุนแรงขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม เพราะอาจมีสาเหตุมากกว่าการปวดกล้ามเนื้อ แต่มาจากกระดูกสันหลังเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกปลิ้นมากดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งหากไปกดทับประสาทส่วนที่เชื่อมโยงกับอวัยวะไหน ก็จะทำให้ปวดร้าวลงไปถึงส่วนนั้น โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะมีอาการที่รุนแรงกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ปวดทรมานจนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน และหากปล่อยไว้นานจนเส้นประสาททำงานได้น้อยลงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไปจนถึงไม่สามารถควบคุมแขนขาได้”

อาการแบบไหนที่เริ่มไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม?

เมื่อคนทำงานออฟฟิศรู้สึกปวด เมื่อย ตึงกล้ามเนื้อ ก็มักจะทึกทักว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่แท้จริงแล้วอาการปวดบางอย่างอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า นี่ไม่ใช่แค่โรคออฟฟิศซินโดรมธรรมดาทั่วไป หากมีอาการดังต่อไปนี้ อาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแล้ว!

  • มีอาการปวดหลังยาวนานกว่า 2-4 สัปดาห์
  • หากมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว คนไข้จะมีอาการปวดหลังร้าวลงขา อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง หากปล่อยทิ้งไว้จนเป็นหนักขึ้น กล้ามเนื้อขาจะอ่อนแรง ควบคุมการเดิน และการขับถ่ายไม่ได้
  • หากมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณต้นคอ คนไข้จะมีอาการปวดคอร้าวลงแขน แขนอ่อนแรง หรือชา ไปจนถึงไม่สามารถควบคุมการใช้มือได้
  • เวลาไอ จาม หรือเบ่งจะรู้สึกปวดลึก เนื่องจากเกิดแรงดันในไขสันหลัง
  • ถ้าสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ หากสงสัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แพทย์จะส่งคนไข้เข้ารับการตรวจ MRI หรือ CT Scan เพื่อวินิจฉัยดูความรุนแรงและหาแนวทางในการรักษา ซึ่งมีหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากแพทย์อาจแนะนำให้ทานยา และทำกายภาพบำบัด แต่หากผู้ป่วยมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด

จะออฟฟิศซินโดรมหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทก็ป้องกันได้ ‘แค่เปลี่ยนพฤติกรรม’

  • ยืดเส้นยืดสายให้บ่อย เพราะอาการป่วยของโรคเหล่านี้เกิดจากการอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ จึงควรพักทุก 1 ชั่วโมง ขณะพักควรลุกขึ้นขยับร่างกายและยืดกล้ามเนื้อ เพื่อเป็นการพักไม่ให้กล้ามเนื้อตึงเกินไปจนเกิดอาการปวด
  • ปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้อง รวมไปถึงปรับอุปกรณ์ในออฟฟิศให้เหมาะกับศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ หรือการจัดวางคอมพิวเตอร์ล้วนมีผลต่อท่านั่ง ควรปรับองศาให้พอดี ไม่รู้สึกว่าต้องยกตัวหรือโน้มตัวจนเกินไปเวลาทำงาน เวลานั่งเท้าต้องวางบนพื้นได้พอดี หากไม่ถึงควรมีที่รองเท้ามาช่วยเสริม
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ทำให้โอกาสเสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรมน้อยลง แต่ไม่ควรเล่นกีฬาที่เอ็กซ์ตรีมมากจนเกินไป เพราะการบิดตัวอย่างรวดเร็วและกระทันหัน มีส่วนทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการเสื่อมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้เหมือนกัน

“ไม่ใช่แค่คนทำงานออฟฟิศเท่านั้นที่เสี่ยงเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แต่คนที่ใช้งานร่างกายหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อย ๆ หรือใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง เช่น พนักงานขับรถ พนักงานยกของ พนักงานช่างที่ต้องใช้งานกล้ามเนื้อ หรือนั่งอยู่ในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง และมีการ ก้ม เงย บิด หลัง หรือคอ เป็นเวลานาน แนะนำให้ทุกคนหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกาย หากเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยตามบริเวณต่าง ๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้ ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองว่ากิจกรรมใดที่เป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อย ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงจะสามารถหายขาดจากอาการปวด และป้องกันตัวเองจากโรคเหล่านี้ได้”  นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ กล่าว

เฮลท์ตี้ทั้งบ้านด้วยจานอาหารสูตร 2:1:1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602848

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 19:20 น.

เฮลท์ตี้ทั้งบ้านด้วยจานอาหารสูตร 2:1:1

ยุคนี้ใครๆ ก็ไม่อยากตกเทรนด์ฮิต “พิชิตพุง” หันมาออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของคนอยากลดอ้วน ลดพุง ลดโรค ก็คือการยอมรับความจริงข้อแรกที่ว่า ไม่มียาวิเศษชนิดใดช่วยท่านได้ ไม่มีหนทางใดลดไขมันเฉพาะส่วน และไม่มีวันเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน

สำหรับที่มาของ “2:1:1” รหัสเด็ดจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลดพุง ลดโรค คือการแบ่งจานอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้เราสามารถควบคุมไม่ให้เกิดไขมันส่วนเกินเพิ่มเข้าไปในร่างกาย และเป็นสูตรที่ช่วยให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม โดยสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ ทำให้มีผลในเชิงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างยั่งยืนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การแบ่งจานอาหารทุกมื้อของเราให้เป็น 4 ส่วน คือ

2 ส่วนแรก ( 2 ใน 4 ส่วน) นั่นคือ ครึ่งหนึ่งของจาน ขอให้เป็นผัก จะกินเป็นผักสดหรือผักสุกก็ได้ แต่ต้องกินผักให้หลากหลาย และเลือกผักที่ปลอดภัยล้างให้สะอาด

1 ส่วนต่อมา (1 ใน 4 ส่วน) เป็นแป้ง ได้แก่ ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง เผือก มัน ถั่วธัญพืช (ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว) ข้าวโพด หรือลูกเดือย รวมทั้งพวกฟักทอง ปริมาณไม่เกิน 2 ทัพพี แนะนำให้กินแบบไม่ขัดสี เพราะจะได้ใยอาหารเพิ่มมากขึ้น และคงคุณค่าสารอาหารไว้มากกว่า ถ้าเป็นข้าว ขอเป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวซ้อมมือ ขนมปังก็เลือกประเภทโฮลวีท เป็นต้น

1 ส่วนสุดท้าย (1 ใน 4 ส่วน) เป็นเนื้อสัตว์ เลือกที่ไขมันแทรกน้อย หรือไขมันต่ำ ถ้าเป็นปลาก็จะดีมาก เพราะปลาเป็นโปรตีนที่ดีมีคุณภาพ ที่สำคัญมีไขมันต่ำและเป็นไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งดีต่อสุขภาพ เนื้อไก่ไม่เอาหนัง เนื้อหมูเลือกไม่ติดมัน เลี่ยงพวกแปรรูปต่างๆ เช่น กุนเชียง, ไส้กรอก แหนม แฮม เบคอน หรือจะเป็นโปรตีนจากไข่ ถั่วเหลือง เต้าหู้ โปรตีนเกษตร และสำคัญตรงที่ต้องเลี่ยงของทอด อาจใช้วิธีต้มหรือนึ่งให้สุกโดยปรุงรสน้อยที่สุดแทน

ส่วนใครยังคิดไม่ออกว่าจะสร้างสรรค์เมนูอย่างไร ขอให้ยึดหลักต่อไปนี้เอาไว้

  1. ใช้หลัก “ลดหวานมันเค็ม” ทุกครั้งที่เลือกเมนูขึ้นโต๊ะอาหาร ต้องเป็นเมนูที่ถูกปรุงแต่งรสชาติให้น้อยที่สุด สำหรับน้ำตาลหรือเครื่องปรุงรสเค็มควรใช้แต่น้อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มันๆ
  2. อย่าลืม “เติมเต็มด้วยผัก” คือให้มีผักสด ผักต้ม ผักนึ่ง หลากหลายตามชอบ เป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งหรือ 2 ใน 4 ส่วนของเมนูอาหารทุกมื้อ การกินแบบ 2-1-1 ช่วยให้กินผักได้ประมาณวันละ 400 กรัมขึ้นไป ซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ได้ ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก
  3. “ใช้โปรตีนจากปลาและถั่ว” สำหรับเมนูเนื้อสัตว์ 1 ส่วน ควรเลือกสัตว์ประเภทที่ให้ไขมันน้อย เนื้อไก่ไม่ติดหนัง ปลา หรือถั่ว ไข่ เต้าหู้ โปรตีนเกษตร
  4. อีก 1 ส่วนที่เหลือ “กินแป้งได้แต่ให้เลือกแป้งที่ดี” ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือแม้แต่ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย และธัญพืชชนิดต่างๆ
  5. ลองหาเมนูอร่อยๆที่ “ใช้วิธี ต้ม ตุ๋น ยำ อบ นึ่ง แทนการทอด” ถ้าต้องผัดหรือทอด ก็เน้นว่าให้ใช้น้ำมันน้อย หรือจะใช้กะทะเทฟลอน รวมทั้งตัวช่วยสมัยใหม่อย่างหม้ออบลมร้อน ซึ่งทำให้เราไม่ต้องง้อน้ำมันกันเลยทีเดียว
  6. หลังมื้ออาหาร หรือถ้าหิวนอกมื้อ “ขอแถมได้ไม่เกินหนึ่งกำมือ” ด้วยผลไม้หวานน้อย เช่น ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ โดยกินครั้งละปริมาณไม่เกิน 1 กำมือ เช่น ฝรั่งครึ่งลูก แอปเปิ้ล 1 ลูก สับปะรดหรือมะละกอหั่น 6 ชิ้นเล็ก ชมพู่ 2 ลูก

 

ที่มา สสส.

อยากสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง ต้องรู้เรื่องเทคนิคการกินเมื่อ “ออกเจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602838

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

อยากสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง ต้องรู้เรื่องเทคนิคการกินเมื่อ "ออกเจ"

ถือศีลกินเจตลอด 9 วัน เพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ สร้างบุญกุศลด้วยการงดบริโภคเนื้อสัตว์ ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อสิ้นสุดเทศกาลกินเจ ทุกคนก็ต้องกลับมากินอาหารตามปกติ และต่อไปนี้คือคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกกินอาหารให้ถูกวิธีเมื่อถึงวันออกเจ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้และเกิดความสมดุล หนุนส่งให้ร่างกายสุขภาพดีแบบต่อเนื่อง

เริ่มเข้าเจอย่างไร ให้ออกเจอย่างนั้น อย่า “หักดิบ”

เมื่อถึงวันออกเจ เราควรทำเหมือนกับการเข้าเจที่มี “วันล้างท้อง” เพื่อเริ่มปรับสภาพเตรียมตัวก่อนงดเว้นเนื้อสัตว์ เช่นเดียวกัน เมื่อออกเจเราต้องทำให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพการรับเนื้อสัตว์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะในช่วง 9 วันของการกินเจกระบวนการต่างๆ ในร่างกายเริ่มจะปรับตัวได้ โดยเฉพาะ 2 วันสุดท้ายที่ร่างกายเริ่มปรับตัวได้กับการไม่กินเนื้อสัตว์ เริ่มคุ้นชินกับการกินผักและผลไม้ เมื่อออกเจแล้วกลับมากินเนื้อสัตว์ทันที หรือที่เรียกว่า “หักดิบ” อาจจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ได้จนเกิดอาการย่อยยาก หรืออาหารไม่ย่อย

ออกเจแล้วควรกินอะไรบ้าง

เมื่อออกเจ วันแรกต้องค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกาย โดย “เริ่มจากการดื่มนม กินไข่ และปลา เป็นหลัก อย่าเพิ่งแตะต้องอาหารประเภทเนื้อ” ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อชนิดไหนก็ตาม “ควรดื่มนม กินไข่ และปลา ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 วัน” เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพ พยายามกินอาหารอ่อนๆ อย่ากินอาหารรสจัดทันที สำหรับอาหารอ่อนๆ ก็เป็นพวกอาหารรสจืด ไม่เป็นอาหารที่เผ็ดจัด หวานจัด มันจัด เมื่อเข้าสู่ “วันที่ 4 จึงค่อยเริ่มกินเนื้อสัตว์” แต่กินในปริมาณที่น้อยๆ ก่อน สำหรับนม ปลา และไข่ กินในปริมาณที่เยอะได้ และควรกินอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ด้วย

ออกเจแล้วดื่มนม ทำไมท้องอืด

สำหรับคนที่ดื่มนมและงดดื่มนมในช่วงเทศกาลกินเจ เมื่อออกเจแล้วกลับมาดื่มอาจเกิดอาการท้องอืด เนื่องจากร่างกายอาจไม่ได้ผลิตน้ำย่อยมาย่อยนม หรือที่เรียกว่า แลกเทส จะทำให้นมไม่ย่อย ทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์หมักอยู่ในท้อง และทำให้เกิดแก๊สในท้องได้ จึงไม่ควรดื่มนมขณะที่ท้องว่าง ควรดื่มหลังอาหารมื้อหลักและค่อยๆ ดื่มทีละนิด ไม่ควรดื่มครั้งเดียวหมด หรือจะดื่มนมจืดอุ่นๆ ก็จะดี ซึ่งหลังจากนี้ไม่กี่วัน ร่างกายก็จะปรับสภาพเป็นปกติ

กินเจแล้วน้ำหนักขึ้น ควรทำอย่างไร

มีคำแนะนำในการลดน้ำหนักหลังสิ้นสุดการกินเจ เพราะคนส่วนมากมักน้ำหนักเพิ่มเนื่องจากการกินแป้งเยอะ กินจุบจิบ และกินอาหารที่มันอย่างของทอดและเมนูผัดๆ สำหรับวิธีการควบคุมน้ำหนัก มี 3 วิธีด้วยกันคือ

  1. เน้นการกินผักและผลไม้ เพราะในผักผลไม้มีไฟเบอร์ที่ดูดซับเอาไขมันและน้ำตาลออกจากร่างกายได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด น้ำอัดลม และของหวานทุกชนิด
  2. ลดการกินแป้ง รวมถึงขนมปัง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ข้าวโพด เผือกมัน
  3. เลือกกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีอื่นนอกจากทอดและผัด อาทิ ประเภทต้ม ย่าง ยำ อบ นึ่ง เช่น อาหารพื้นบ้านพวกแกงเลียง แกงป่า แกงอ่อม แกงแค ที่ไม่ใส่หมู ไม่ใส่น้ำมัน ก็จะลดน้ำหนักได้

ควรกินหนักมื้อไหนในช่วงออกเจ

ช่วงออกเจใวันแรกๆ ควรกินอาหารมื้อเช้าๆ ในปริมาณมาก กินมื้อเที่ยงให้พอดี และมื้อเย็นควรกินให้น้อยและห่างจากเวลาเข้านอน 3-4 ชม. และอย่าลืมออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นการเผาผลาญไขมันให้ออกจากร่างกาย ถ้าจะลดน้ำหนักหลังจากการออกเจ โดยควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวจะลดน้ำหนักได้เพียง 9 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าออกกำลังกายอย่างเดียวไม่ควบคุมอาหารเลยลดน้ำหนักได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าออกกำลังกายและควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย 90 เปอร์เซ็นต์

ออกเจแล้วกินมังสวิรัติต่อร่างกายจะไหวหรือไม่

สำหรับใครอยากกินเจ ถึงแม้จะสิ้นสุดเทศกาลกินเจไปแล้วหรือจะเปลี่ยนแปลงการกินเป็นรูปแบบมังสวิรัติก็สามารถทำได้ โดยมังสวิรัติ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือแบบเคร่งครัด ไม่กินนม ไข่และปลา ประเภทสองสามารถกินนมได้ ไม่กินไข่และปลา ส่วนประเภทที่สาม กินนม และไข่ได้ ด้านนักโภชนาการมักแนะนำให้กินมังสวิรัติประเภทที่สาม เพราะในนมและไข่มีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพ ถ้าใครจะกินเจ หรือมังสวิรัติต้องมั่นใจว่าอาหารที่กินมีสารอาหารอย่างครบถ้วน และต้องมีความรู้และศึกษาให้ดี เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

เรื่องชาอย่านิ่งนอนใจ ป้องกันและรักษาโดยไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602739

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เรื่องชาอย่านิ่งนอนใจ ป้องกันและรักษาโดยไว

อาการ “ชาตามปลายมือปลายเท้า” ไม่ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวันเท่านั้น แต่อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่หากปล่อยไว้อาจจะสายเกินแก้

ผู้ที่มีอาการชาปลายมือปลายเท้า ไม่ว่าจะมีอาการบ่อยหรือไม่บ่อยก็ตาม ควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขอาการก่อนที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างอื่นตามมา ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด แนะนำเกี่ยวกับอาการชาปลายมือปลายเท้ามาฝากกัน

ทำไมถึงมีอาการชา

อาการชาตามปลายมือปลายเท้า เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น นั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง หรืออาจมีสาเหตุจากโรคบางโรค เช่น เบาหวาน ปวดศีรษะไมเกรน ลมชัก หลอดเลือดสมอง เป็นต้น และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้อาการหรือโรคนี้ทวีความรุนแรงขึ้นได้ คือ การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความเสียหายของเส้นประสาท โดยเฉพาะการขาดวิตามิน B ที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาท หากรู้สึกถึงอาการเหน็บชา หรือมีอาการปวดเสียวบริเวณมือหรือเท้า เป็นไปได้สูงว่าร่างกายอยู่ในภาวะการขาดวิตามินในกลุ่มนี้

ถึงชาก็หายได้แค่ปรับพฤติกรรมและดูแลเรื่องอาหารการกิน

หากใครมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า สามารถบรรเทาด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งเป็นเวลานาน และแก้ไขท่าทางในชีวิตประจำวัน หากต้องอยู่ในท่าใดเป็นเวลานานๆ ควรหาโอกาสขยับร่างกาย ขยับแขนขยับขาบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และเลือดไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้สะดวก

นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเน้นกลุ่มวิตามิน B รวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง B1, B6 และ B12 ซึ่งทำให้เกิดการสร้างและเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท รวมทั้งป้องกันเส้นประสาทจากการถูกทำลายโดยโรคหรือพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง วิตามินกลุ่มนี้สามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น วิตามิน B1 พบในธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี สารสกัดจากยีสต์ ผลิตภัณฑ์จากถั่ว ส่วนวิตามิน B6 พบในอาหารจำพวกปลาทูน่า ผักโขม ผักตระกูลปวยเล้ง กล้วย และวิตามิน B12 ได้จากไข่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเลประเภทกุ้ง ปู ผลิตภัณฑ์นม

อย่างไรก็ดี ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะเร่งรีบ ทำให้เป็นการยากที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการได้ ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่ต้องการเสริมวิตามินให้กับร่างกายว่า สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยาในกลุ่มวิตามิน B เพื่อช่วยป้องกันและรักษาอาการชาตามปลายมือปลายเท้า และช่วยบำรุงเส้นประสาท ซึ่งวิตามินกลุ่มนี้ค่อนข้างมีความปลอดภัย เพราะมีคุณสมบัติในการละลายน้ำ หากได้รับในปริมาณที่เกินความจำเป็น ร่างกายก็จะขับออกทางเหงื่อ หรือปัสสาวะ

ดังนั้น หากเริ่มรู้ตัวว่ามีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างและเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเส้นประสาท หรือยาในกลุ่มวิตามิน B และอย่าคิดว่าเพียงแค่อาการชาเดี๋ยวก็หายไป เพราะ “เรื่องชาอย่านิ่งนอนใจ ป้องกันและรักษาโดยไว” เพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุของอาการหรือโรคอื่นๆ ที่อาจจะร้ายแรงมากขึ้น

How to การดูแลผิวสวยในช่วงอากาศเริ่มเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/523360

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 06:20 น.

How to การดูแลผิวสวยในช่วงอากาศเริ่มเย็น

ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแล้ว แต่แสงแดดก็ยังคงอยู่ ดังนั้นไม่ควรละเลยการดูแลผิว

ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มมาเยือนประเทศไทยเบาๆ แล้ว แต่ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแค่ไหน แสงแดดประเทศไทยก็ยังคงอยู่ รังสียูวียังพร้อมจะทำร้ายผิวเราเสมอ ดังนั้นการดูแลผิวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้ผิวสวยอยู่กับเราในทุกฤดูกาล

1. หลีกเลี่ยงอาบน้ำร้อนจัด – ยิ่งอากาศเย็นๆ แบบนี้ บางคนอาจจะชอบอาบน้ำอุ่นๆ กระทั่งร้อน โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน แต่น้ำร้อนเป็นตัวการทำให้ผิวแห้ง ควรอาบน้ำที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิปกติเล็กน้อยหรือพอประมาณเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวตลอดฤดูกาล

2. ทาครีมบำรุงผิว – ไม่ควรละเลยการทาโลชั่นเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ หรืออาจให้เบบี้ออยล์ชะโลมบางๆ ตอนที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อให้ผิวดูดซับความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

3. ทาครีมกันแดด – นอกจากบำรุงแล้ว การปกป้องผิวจากแสงแดดก็เป็นสิ่งที่ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะแม้อากาศจะหนาว แต่แดดก็ยังคงแรงอยู่ ดังนั้นหากขาดการทาครีมกันแดด รังสียูวีก็พร้อมที่จะทำร้ายผิวเราได้เสมอ

4. ดูแลริมฝีปากและมือ – นอกจากผิวกายแล้ว ยังมีผิวส่วนอื่นๆ อย่างเช่น ริมฝีปาก มือและเล็บ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ และใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความแห้งกร้าน เพียงเท่านี้แม้อากาศจะเย็นก็ไม่หวั่น

คู่มือโรคพิษสุนัขบ้า รวมสาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน วัคซีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602471

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

คู่มือโรคพิษสุนัขบ้า รวมสาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน วัคซีน

“พิษสุนัขบ้า” โรคติดเชื้อร้ายแรงที่ยังไม่มียารักษา แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ช่วยกันหยุด! ก่อนระบาดเพิ่ม

ขณะนี้กรมปศุสัตว์ จังหวัดนนทบุรี เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราวตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 หลังพบว่าในพื้นที่ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี มีสุนัขเกิดโรคระบาดชนิดโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดร้ายแรง อาจระบาดไปยังสุนัขและแมว ตลอดจนประชาชนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ได้

พิษสุนัขบ้า คืออะไร?

โรคพิษสุนัขบ้า หรือบางครั้งเรียก โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว วัว ควาย หนู กระต่าย ค้างคาว และสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ ความน่ากลัวของโรคพิษสุนัขบ้าคือ มีอาการต่อระบบประสาท เช่น เส้นประสาท สมอง มีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วและนำไปสู่การเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ที่สำคัญปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษามีแต่วัคซีนป้องกันโรคเท่านั้น

สาเหตุของพิษสุนัขบ้า: เชื้อพิษสุนัขบ้าติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร?

โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจาก เชื้อไวรัส (Rabies) ซึ่งเชื้อนี้อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นโรค ส่งผลให้โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อโดยการสัมผัสกับน้ำลายจากการถูกข่วน กัด หรือเลียบริเวณที่มีบาดแผล ผิวหนังถลอก หรือถูกเลียบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เยื่อบุตา หรือปาก เป็นต้น นอกจากนี้การรับประทานผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าก็สามารถติดโรคได้

สำหรับประเทศไทยพบโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขมากที่สุด รองมาเป็นแมว ถ้าโดนสุนัขกัดและไม่รู้ว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ให้คิดไว้ก่อนว่า สุนัขตัวนั้นเป็นโรค โดยอัตราการเป็นโรคหลังถูกกัดอยู่ที่ 35% และบริเวณที่ถูกกัดก็ส่งผลแตกต่างกัน ถ้าถูกกัดบริเวณขามีโอกาสเป็นโรคประมาณ 21% ถ้าถูกกัดที่บริเวณใบหน้าจะมีโอกาสเป็นโรคถึง 88% ถ้าเป็นแผลตื้น หรือแผลถลอกจะมีโอกาสเป็นโรคน้อยกว่าแผลลึก

อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคน

หลังจากได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการโดยเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปี ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผลรวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัด อาการของโรคพิษสุนัขบ้าแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ไข้ต่ำๆ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ในบางรายอาจมีอาการเจ็บ เสียวแปลบคล้ายเข็มทิ่ม หรือคันอย่างมากบริเวณที่ถูกกัด ซึ่งเป็นลักษณะที่จำเพาะของโรคระยะนี้มีเวลาประมาณ 2-10 วัน

ระยะที่มีอาการทางสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการสับสน ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย อยู่ไม่นิ่ง อาการจะมากขึ้นหากมีเสียงดัง หรือถูกสัมผัสเนื้อตัว น้ำตาตาไหล น้ำลายไหล เหงื่ออกมาก มีอาการกลัวลม เพียงแค่ลองเป่าลม หรือโบกลมผ่านเบาๆ ก็จะผวา จากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการชักและเป็นอัมพาต รวมถึงมีอาการกลัวน้ำ เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอ ทำให้กลืนลำบาก ไม่กล้าดื่มน้ำ แต่ยังรู้สึกตัว มีสติ พูดคุยได้ ระยะนี้มีอาการประมาณ 2-7 วัน

ระยะท้าย ผู้ป่วยอาจหมดสติและเป็นอัมพาตก่อนจะมีภาวะหายใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น โคม่า และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

แนวทางการดูแลรักษาผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า

ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำ ฟอกด้วยสบู่หลายๆ ครั้งทันที ล้างทุกแผลและลึกถึงก้นแผลนานอย่างน้อย 15 นาที อย่าให้แผลช้ำ เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน ไอโอดีน หรือฮิบิเทนในน้ำ หากไม่มีให้ใช้แอลกอฮอล์ 70%

การให้ยาปฏิชีวินะ ผู้ที่ถูกสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดควรพบแพทย์ เนื่องจากอาจต้องได้รับยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาการติดเชื้อหรือเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

  • หากเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง และเข็มสุดท้ายนานกว่า 5 ปี มาแล้ว ต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก กระตุ้น 1 เข็ม
  • หากไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาก่อน หรือได้รับไม่ครบ 3 เข็ม ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก 3 ครั้งหรือ 1 คอร์ส

ระดับการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าขององค์การอนามัยโลก

  • สัมผัสโรคระดับ 1 สัมผัสสัตว์โดยผิวหนังปกติ ไม่มีบาดแผล
  • สัมผัสโรคระดับ 2 สัตว์กัด หรือข่วน เป็นรอยช้ำ เป็นแผลถลอก สัตว์เลียบาดแผล บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่ทำให้สุก
  • สัมผัสโรคระดับ 3 สัตว์กัด หรือข่วนทะลุผ่านผิวหนัง มีเลือดออกชัดเจน น้ำลายสัตว์ถูกเยื่อบุ หรือบาดแผลเปิด รวมทั้งค้างคาวกัด หรือข่วน

การให้วัคซีนแบบก่อนการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า สามารถฉีดได้ในกรณีที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกัน หรือเป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการสัมผัสโรคคลอดเวลา หรือเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การตรวจสมองสัตว์

  • การส่งตรวจสมองในกรณีที่สัตว์ตาย ควรนำซากสัตว์ส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง และแช่แข็งเพื่อไม่ให้สมองเน่า
  • ในกรณีซากสัตว์เน่า หรือสัตว์ที่กัดมีประวัติอาการคล้ายโรคพิษสุนัขบ้า แม้ว่าผลการตรวจสมองสัตว์ได้ผลลบ อาจได้รับการรักษาแบบภายหลังสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

การรักษาภายหลังสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า

จะฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในกรณีสัมผัสโรคระดับ 2 และกรณีสัมผัสโรคระดับ 3 และจะให้ rabies immuneglobulin เพิ่มเติมในกรณีที่เป็นการสัมผัสโรคระดับ 3 เนื่องจากมีความเสี่ยงในการติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง ทั้งนี้รายละเอียดวิธีการฉีดวัคซีนขึ้นอยู่กับประวัติการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเดิมของผู้ป่วยด้วย กล่าวคือ หากไม่เคยได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาก่อนเลยให้เริ่มฉีดวัคซีนใหม่ให้ครบ 1 คอร์ส แต่หากได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายภายใน 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม ส่วนกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมานานกว่า 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 2 เข็มในกรณีที่ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน หรือฉีดวัคซีนเข้าในหนังบริเวณต้นแขน อีกทั้งหากเป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนแม้จะเป็นการสัมผัสโรคระดับ 3 ก็ไม่มีความจำเป็นต้องฉีด rabies immune globulin เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ หากถูกสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาและให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาอย่างเร่งด่วน

โรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขและแมว

เราคงรู้กันอยู่แล้วว่าโรคพิษสุนัขบ้านั้นเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่บางคนอาจจะชะล่าใจคิดว่าโดนสุนัขและแมวจรจัดข่วนนิดหน่อยอาจจะไม่เป็นอะไร แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะแพร่ผ่านทางน้ำลายโดยการกัดเสียส่วนมาก แต่การถูกสุนัขและแมวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผล ก็สามารถทำให้เราติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าโดนสุนัขและแมวจรจัดข่วน โดยเฉพาะข่วนจนเลือดออก ห้ามใจเย็นเด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันที

อาการของสุนัขและแมวที่ต้องสงสัยว่า เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เริ่มแรกเชื้อจะอาศัยที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกกัด เข้าสู่กระแสเลือด และค่อย ๆ ลามไปสู่ระบบประสาทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาทส่วนปลาย หรือระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมอง เป็นต้น ภายหลังจากถูกกัด โรคอาจใช้เวลาเป็น 1-3 เดือนในการพัฒนา แต่เมื่อพ้นภาวะเบื้องต้นไปแล้ว อาจพัฒนาเข้าสู่ระยะแพร่เชื้อที่สัตว์จะแสดงอาการโกรธ (furious stage) และระยะท้ายที่สัตว์จะเป็นอัมพาต (paralytic stage) โดยทั้งสองระยะอาจเป็นพร้อมกันได้

อาการที่สำคัญของสัตว์ที่ติดโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่ หลบซ่อนตัวตามุมมืด ไม่กินอาหาร จากนั้นราว 48 ชั่วโมง จะมีอาการกระสับกระสาย นิสัยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีความดุร้ายกัดคนไปทั่ว ต่อมาจะเริ่มมีอาการทางประสาท เช่น ชักกระตุก มีภาวะอัมพาตทั้งตัว เดินไม่ได้ อ้าปากค้าง กรามล่างห้อย กลืนน้ำ หรืออาหารลำบาก กล่องเสียง หรือกรามล่างเป็นอัมพาต น้ำลายไหลยืด บางตัวอาจพบว่าน้ำลายฟูมปาก กลัวน้ำ และตายภายใน 2-3 วัน

การวินิจฉัยและการตรวจพิษสุนัขบ้า

หากสงสัยว่า สุนัขหรือแมวของท่านเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้กักขังสัตว์ไว้ แต่ถ้าหากแสดงอาการดุมาก อาจต้องติดต่อเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เพื่อวางยาสลบ หรือจับ เมื่อผ่านไป 10 วัน หากอาการปกติดีแสดงว่าไม่ได้เป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่หากมีอาการแสดงตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น สัตว์มักจะตายในเวลา 1 สัปดาห์ต่อมา การวินิจฉัยยืนยันที่สามารถทำได้ในปัจจุบันคงจะเป็นเรื่องของการผ่าซากเพื่อหาเชื้อโรคที่ปรากฏอยู่ในสมองส่วน cerebellum เท่านั้น ส่วนการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อยังไม่สามารถทำได้

การรักษาและการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

คน หรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกสุนัขที่สงสัยว่าจะเป็นโรคกัด ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและรีบพาไปโรงพยาบาล โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่สามารถฉีดวัคซีนภายหลังจากการถูกกัดเพื่อป้องกันโรคได้ เพราะการพัฒนาของภูมิคุ้มกันโรคนั้นเร็วกว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรคซึ่งสามารถทำได้ทั้งในสัตว์และในคน แต่จำเป็นต้องไปฉีดยาหลายครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่วมกับการป้องกันบาดทะยัก แต่หากสุนัข หรือแมวตัวนั้นแสดงอาการทางระบบประสาท หรือแสดงอาการก้าวร้าว แสดงว่า เชื้อได้เข้าไปยังสมองแล้ว และมักตายภายใน 7-10 วัน ในช่วงนี้ให้กักขังสัตว์เอาไว้ ไม่ให้ไปแพร่เชื้อสู่สัตว์หรือคนอื่น ๆ ต่อไป

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังถูกกัด

สูตรฉีดเข้ากล้าม ฉีดวัคซีน 0.1 มิลลิลิตร หรือ 0.5 มิลลิลิตร ขึ้นกับชนิดของวัคซีนใน 1 หลอดเมื่อละลายแล้ว ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28

สูตรการฉีดเข้าในหนัง ฉีดวัคซีนเข้าในหนังบริเวณต้นแขน 2 ข้าง ข้างละ 1 จุด รวม 2 จุด ปริมาณจุดละ 0.1 มล. ในวันที่ 0, 3, 7 และ 28

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนถูกกัด

1.การทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง

คุณสามารถป้องกันโรคนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเป็นวัคซีนราคาถูก เพราะกรมปศุสัตว์มีแผนจะทำให้โรคพิษสุนัขบ้าปลอดจากประเทศไทยให้ได้ บางครั้งอาจมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าฟรี อย่างไรก็ตาม เจ้าของควรพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 3 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งที่ 6 เดือน ถึงแม้ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจะสามารถป้องกันโรคได้นานกว่า 5 ปี แต่เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นถิ่นที่มีการระบาดอยู่จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนทุกปีจึงจะปลอดภัย หลายคนมักเข้าใจว่า โรคพิษสุนัขบ้าระบาดเฉพาะในฤดูร้อน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว แต่สามารถติดเชื้อได้ทุกฤดู จึงควรฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยงทุกตัว

2.การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในคน

วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) ควรฉีดในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์และเด็ก และควรฉีดก่อนสัมผัสสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสสัตว์ มีวิธีการฉีดแตกต่างกัน

ประชาชนทั่วไป

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 1 เข็ม ในวันที่ 0 และ 7
  • ฉีดเข้าในหนังบริเวณต้นแขน 0.1 มิลลิลิตร /จุด จำนวน 2 จุด ในวันที่ 0 และ 7 หรือ 21

ผู้ที่มีปัจจัยสูงในการสัมผัสโรคตลอดเวลา หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 1 เข็ม ในวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28
  • ฉีดเข้าในหนังบริเวณต้นแขน 0.1 มิลลิลิตร /จุด จำนวน 1 จุด ในวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28

ผู้ที่สัมผัส หรือถูกสัตว์กัดและไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาก่อน ให้ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน ถ้าเป็นแค่รอยฟกช้ำ แผลไม่มีเลือดออก ก็ไม่จำเป็นต้องให้อิมมูโนโกลบูลิน ส่วนอาการข้างเคียงของอิมมูโนโกลบูลินอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงหรือ serum sickness

อาการข้างเคียงของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่พบ คือ บวม เจ็บ คันบริเวณที่ฉีด อาการทั่วไปที่พบคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้และปวดกล้ามเนื้อ

5 สมุนไพรกินไว้ช่วยปอดต้าน PM 2.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602448

  • วันที่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

5 สมุนไพรกินไว้ช่วยปอดต้าน PM 2.5

หมอกควันเริ่มมา เตรียมหาสมุนไพรกินไว้สู้ PM 2.5 ทั้งหญ้าดอกขาว ขมิ้นชัน รางจืด มะขามป้อม และฟ้าทะลายโจร สมุนไพรพื้นบ้านที่ช่วยในการดูแลปอด ฟอกปอด

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผยจากสถานการณ์ฝุ่นละออง หมอกควัน PM 2.5 กำลังกลับมาสร้างปัญหาทางสุขภาพให้กับประชาชนอีกครั้ง  หากไม่หาทางรับมือและป้องกันอาจจะก่อให้เกิดภาวะเสี่ยงในโรคระบบทางเดินทางหายใจ และหากสะสมระยะยาวอาจก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้  พร้อมแนะ 5 สมุนไพรที่ช่วยในการดูแลปอด ฟอกปอด ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจาก PM 2.5 ได้แก่

1.หญ้าดอกขาว ที่มีผลการวิจัยรองรับ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการศึกษาผลต่อ PM 2.5. โดยตรงก็สามารถประยุกต์จากองค์ความรู้ที่มีปัจจุบันและประสบการณ์การใช้ของหมอพื้นบ้าน และหญ้าดอกขาวจัดเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังถูกบรรจุให้อยู่ในบัญชีย่หลักแห่งชาติ พ.ศ.2554 โดยแนะนำให้เลือกใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากมลภาวะ หรือ. PM 2.5 ได้ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า สารสกัดหญ้าดอกขาวความเข้มข้น 10.09% มีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ได้รับนิโคตินเป็นเวลายาวนานกว่า 6 เดือน ช่วยฟื้นฟูพยาธิสภาพของปอดให้กลับมาเป็นปกติได้  อีกทั้งยังมีการศึกษาว่าช่วยลดคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอด และลดการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งปอดได้ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ในสถานการณ์ที่เราไม่สามาถหลีกเลี่ยงจาก PM 2.5 ได้ หญ้าดอกขาวเป็นสมุนไพรที่หาง่ายและมีความปลอดภัย สามารถใช้ร่วมกับการใช้หน้ากากอนามัย N95 และเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน

2.ขมิ้นชัน ที่มีความโดดเด่นเรื่องลดอักเสบ ผลการศึกษาพบว่า ขมิ้นชันมีผลในการปกป้องระบบหัวใจหลอดเลือด-ปอด

 

3. รางจืด มีความโดดเด่นเรื่องการล้างพิษ ผลการศึกษาพบว่า รางจืดสามารถปกป้องอวัยวะจากสารพิษโลหะหนัก

4.มะขามป้อม หมอยาพื้นบ้านเชื่อว่ามะขามป้อมเป็นยาละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุด ในด้านอายุระเวทใช้แก้ไอ แก้หอบ รักษาหลอดลมอักเสบ จากงานวิจัยพบว่า การกินมะขามป้อม ช่วยลดผลกระทบจากก๊าซพิษซัลเวอร์ไดออกไซด์อันเป็นแหล่งกำเนิดของ PM 2.5

5.ฟ้าทะลายโจร ที่มีความโดดเด่นเรื่องการเสริมภุมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจ ในทางคลินิกใช้ป้องกันและรักษาหวัด ไซนัสอักเสบ ชนิดไม่รุนแรง หลอดลมอักเสบ คออักเสบ และทอนซิลอักเสบ