สำรวจเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603266

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

สำรวจเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020

Booking.com คาดการณ์เทรนด์ท่องเที่ยวประจำปี 2020 ชาวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม เที่ยวเมืองรองมากขึ้น จากการไปตามคำแนะนำของเทคโนโลยีประมวลผล มาสู่เทรนด์การเที่ยว “เมืองรอง”

เนื่องจากการเข้าสู่ปีใหม่ครั้งนี้เป็นการเข้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยเช่นกัน จึงส่งผลให้ความต้องการ พฤติกรรม และความปรารถนาด้านการเดินทางของเราพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ โลกทุกวันนี้ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเหล่านักสำรวจ ด้วยภารกิจที่ต้องการช่วยให้ทุกคนออกไปสำรวจโลกกว้างได้ง่ายขึ้น Booking.com จึงคาดการณ์ว่าปี 2020 จะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเชิงสำรวจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี รวมถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นต่อผู้คนและสถานที่ที่เราไปเยือน ด้วยความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำของแวดวงการเดินทางและเทคโนโลยี พ่วงด้วยผลสำรวจจากกลุ่มนักเดินทางมากกว่า 22,000 คนจาก 29 ประเทศ อีกทั้งข้อมูลเชิงลึกจากรีวิวของผู้เข้าพักกว่า 180 ล้านรายการที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ทั้งหมดนี้นำมาสู่บทสรุปเทรนด์ท่องเที่ยวซึ่งเราคาดไว้ว่าจะกลายเป็นจริงในปีหน้าและปีต่อๆ ไป

1. กระแสเที่ยว “เมืองรอง” จะมาแรงขึ้น

การเที่ยวเมืองรอง หมายถึง การไปสำรวจจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า เพื่อพยายามลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองและช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยเทรนด์ท่องเที่ยวนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่จะมาถึง ผู้เดินทางชาวไทยจำนวนมากกว่าครึ่ง (68%) อยากมีส่วนร่วมในการลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (จาก 54% ของผู้เดินทางทั่วโลก) ส่วน 65% ต้องการเปลี่ยนแผนไปเที่ยวจุดหมายอื่นที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าแต่คล้ายกับของเดิม หากพบว่าจะช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อกระตุ้นความสนใจนี้ยิ่งขึ้น ผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าสามในสี่ 79% อยากให้มีบริการ (แอปพลิเคชัน/เว็บไซต์) แนะนำจุดหมายที่หากมีผู้ไปเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้วจะช่วยสร้างผลเชิงบวกให้กับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่าบริษัทต่าง ๆ จะตอบสนองต่อความต้องการนี้ โดยเสนอฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้เดินทางสามารถระบุเมืองรอง/ละแวกจุดหมายได้ง่ายขึ้น โดยฟังก์ชั่นนี้จะทำความเข้าใจกับสไตล์ของผู้เดินทาง แล้วนำไปจับคู่กับจุดหมายทางเลือก หรือจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าในประเทศหรือภูมิภาคที่ผู้เดินทางต้องการไป นอกจากนี้ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในแวดวงการเดินทาง จะทำให้แคมเปญสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นจำนวนมาก อีกทั้งช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การกระตุ้นให้ผู้เดินทางเลือกใช้เส้นทางที่มีการเดินทางไปน้อยกว่าได้สะดวกยิ่งขึ้น

2. ให้เทคโนโลยีคาดการณ์สิ่งที่ไม่คาดคิด

ในปี 2020 ผู้เดินทางจะใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ในกระบวนการตัดสินใจหลัก ๆ อย่างการเลือกว่าจะไปเยือนมุมใดของโลกที่แสนน่าทึ่งนี้ ซึ่งอาจมีตัวเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก ทว่าในปีที่ใกล้เข้ามานี้จะมีการใช้เทคโนโลยีสุดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและช่วยให้เราก้าวข้ามเรื่องยุ่งยากนี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยคำแนะนำที่ชาญฉลาดและเทคโนโลยีประมวลผลที่เชื่อถือได้ จะเชื่อมโยงเรากับประสบการณ์ใหม่ๆ จำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีแล้วเราก็อาจไม่ได้มีโอกาสสัมผัส นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลา (รวมถึงเวลาที่ใช้นั่งหน้าจอดิจิทัล) และช่วยให้เราใช้ทุกนาทีของ “ตอนนี้” ได้อย่างเต็มที่ระหว่างออกเดินทาง

นี่เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้เดินทางชาวไทยมากกว่า 4 ใน 5 (82%) ซึ่งกล่าวว่าต้องการให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีเสนอ “ไพ่เด็ด” และตัวเลือกสุดเซอร์ไพรส์ ซึ่งจะพาไปพบกับประสบการณ์แปลกใหม่อย่างแท้จริงสำหรับทริปในปีที่จะมาถึง นอกจากนี้ ผู้เดินทางไทยมากกว่าครึ่ง (64%) เน้นว่าระหว่างเดินทางจะใช้แอปพลิเคชันที่ทำให้เลือกดูและจองกิจกรรมแบบเรียลไทม์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ในขณะที่ผู้คนจำนวนใกล้กัน (61%) มีแผนที่จะใช้แอปพลิเคชั่นซึ่งสามารถวางแผนกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อให้มีคำตอบรวมอยู่ในที่เดียว และเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ในปี 2020 จะมีแอปพลิเคชันจำนวนมากยิ่งขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คอยเสนอคำแนะนำสำหรับผู้ใช้รายนั้น ๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นจุดหมาย ที่พัก และกิจกรรมน่าสนใจ โดยอิงตามความชอบในปัจจุบัน ทริปก่อนหน้า และองค์ประกอบหลักที่อาจส่งผลกระทบได้ เช่น สภาพอากาศและความนิยม

3. เที่ยวแบบสโลว์ ๆ จะมาแทน #FOMO

แทนที่จะต้องคอยกลัวตกกระแส (Fear of Missing Out หรือ FOMO) และต้องเร่งรีบทำทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเดินทางในปี 2020 นั้นจะพลิกโฉมไปเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าครึ่ง (61%) วางแผนที่จะใช้รูปแแบบการเดินทางที่ช้าลงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 3 ใน 4 (78%) อยากเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพื่อสัมผัสประสบการณ์จากการเดินทางให้มากขึ้น รูปแบบการเดินทางซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการที่เปลี่ยนไป ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน รถราง เลื่อนลาก เรือ รวมถึงเดินด้วยสองเท้าของนักเดินทางเอง ตามจริงแล้วผู้เดินทางชาวไทย 75% ไม่เกี่ยงว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางไปจุดหมายนานขึ้น หากได้ใช้วิธีเดินทางแบบแปลกใหม่ นอกจากนี้ ผู้เดินทาง 73% อยากสัมผัสถึงความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลา ด้วยการนั่งรถไฟสายประวัติศาสตร์ (เช่น Flying Scotsman หรือ Orient Express) เฝ้ารอปีแห่งการเดินทางสุดพิเศษแบบค่อยเป็นค่อยไปได้เลย

4. ค้นพบการท่องเที่ยวที่สัมผัสความสนุกได้แบบครบครัน

โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาว่างพอ เป็นเหตุให้ไม่ได้เริ่มทริปหรือหยุดพักผ่อน ผู้เดินทางต่างต้องการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพที่สุดระหว่างพักผ่อน ดังนั้น แทนที่จะเที่ยวแค่แบบเดียวตลอดทริป ในปี 2020 จะมีผู้เดินทางที่ต้องการทริปแบบ “ความสนุกครบครัน” เพิ่มขึ้น โดยไปเยือนจุดหมายที่มอบประสบการณ์หลากหลายและมีสิ่งน่าสนใจ โดย 7 ใน 10 ของผู้เดินทางชาวไทย (71%) กล่าวว่าต้องการออกทริปยาว ๆ สักครั้งเพื่อไปยังสถานที่ที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กัน และอีก 77% ยอมรับว่าจะเลือกจุดหมายที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กันเพื่อจะได้ประหยัดเวลาเดินทาง จากเทรนด์นี้จึงทำให้คาดได้ว่า แวดวงการเดินทางจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ผู้เดินทางสะดวกยิ่งขึ้น โดยสร้างแผนเดินทางที่อัดแน่นด้วยความสนุกและสิ่งที่น่าสนใจหลากหลาย ข้อเสนอ และเส้นทางที่จะทำให้ผู้เดินทางได้เที่ยวจุดหมายสนุกครบครันเหล่านี้อย่างเต็มที่

เมื่อพูดถึงจุดหมายที่มีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติโดดเด่น ซึ่งสามารถดื่มด่ำได้จากระเบียงห้องพักไปจนถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสุดตื่นตา และชายหาดสำหรับเล่นน้ำคลายร้อน เพื่อผ่อนคลายหลังออกสำรวจมากทั้งวัน ปิดท้ายด้วยมื้อเย็นที่ร้านอาหารท้องถิ่นรสดั้งเดิม จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทางที่ใช้บริการ Booking.com ต่างกล่าวว่าจุดหมายอันดับต้น ๆ ที่สามารถมอบประสบการณ์ความสนุกแบบครบครันให้กับนักท่องเที่ยวได้ คือ มอนเตวิเดโอ (อุรุกวัย) อิลญาเบลา (บราซิล) และนาฮะ (ญี่ปุ่น) เมื่อเทียบกับจุดหมายอื่น ๆ

5. สัตว์เลี้ยงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกเกินครึ่ง (55%) กล่าวว่าให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นลูก รวมถึง 53% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทยด้วยเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เทรนด์การเดินทางปี 2020 นี้จะถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการพักผ่อนโดยมีสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือเมื่อเลือกจุดหมาย ที่พัก และกิจกรรม เราจะได้เห็นผู้เดินทางให้ความสำคัญกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงแสนรักก่อนตัวเอง

เจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทย 52% ยอมรับว่าในปีหน้าจะเลือกจุดหมายพักร้อนโดยอิงจาก ความเป็นไปได้ในการพาสัตว์เลี้ยงไปด้วย และเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวน 52% ก็ยินดีที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อพัก ณ ที่พักซึ่งเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เทรนด์นี้เห็นได้ชัดจากจำนวนที่พักซึ่งยินดีต้อนรับสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบน Booking.com แม้ว่าผู้ประกอบการที่พักจะตระหนักถึงความต้องการนี้ แต่ผู้ประกอบการที่พักทั่วโลกก็ยังคงมองหาวิธีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เช่น ที่นอนสุนัข สปาสัตว์เลี้ยง เมนูรูมเซอร์วิส หรือแม้แต่ห้องอาหารที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อสัตว์เลี้ยง เรียกได้ว่าสัตว์เลี้ยงที่เดินทางพักร้อนพร้อมเจ้าของสามารถตั้งตารอประสบการณ์ระดับ 5 ดาวได้อย่างแน่นอน

6. สร้างความทรงจำดี ๆ ด้วย “ทริปสองวัย”

ปี 2020 เป็นปีแห่ง “ทริปสองวัย” ลืมคำว่าช่องว่างระหว่างวัยไปได้เลย เพราะจะมีปู่ย่าตายายจำนวนมากขึ้นที่พร้อมไปพักร้อนอย่างยิ่งใหญ่กับหลาน ๆ โดยไม่ได้พาคนเป็นพ่อแม่ไปด้วย ชาวไทยในรุ่นปู่ย่าตายายเกือบ 3 ใน 4 (74%) ยอมรับว่าการใช้เวลากับหลาน ๆ ทำให้ตนเองได้รู้สึกย้อนวัย โดยอีก 56% เชื่อว่าเหล่าพ่อแม่ก็อยากมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างโดยไม่มีเด็ก ๆ มารบกวน เมื่อจับคู่กับความจริงที่ว่าผู้สูงวัยทุกวันนี้แข็งแรงกว่า ชอบผจญภัยมากกว่า และกระตือรือร้นที่จะได้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก อีกทั้งกระฉับกระเฉงกว่าเมื่อก่อน เราก็จะได้เห็นว่า “ทริปสองวัย” ซึ่งมีกิจกรรมสุดแอคทีฟมากมายให้คนสองวัยได้เข้าร่วมนั้น จะได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีกในปีหน้า

7. แข่งกันไปจองร้านอาหาร

เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องท่องเที่ยวในปีหน้า จะเห็นว่าผู้เดินทางต่างให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารเป็นอันดับแรก ๆ โดยต่างแย่งกันจองร้านอาหารดัง ๆ สำหรับหลายคนแล้ว การเลือกจุดหมายและช่วงที่จะเดินทางนั้นเริ่มต้นจาก (และขึ้นอยู่กับว่า)สามารถจองร้านเพื่ออิ่มอร่อยกับอาหารที่อยากทานมาก ๆ ได้หรือไม่ ซึ่งหลายครั้งหลายคราจะเป็นร้านซึ่งมีคิวยาวเหยียดต่อเนื่องเป็นเดือน ๆ นอกจากนี้ ความหิวก็ยังถูกกระตุ้นด้วยเนื้อหาและคำแนะนำมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย จึงไม่ได้มีเพียงร้านอาหารชื่อดังเท่านั้นที่ผู้เดินทางต่างพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจองโต๊ะ “ร้านลับ” ซึ่งเป็นสถานที่โปรดของคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน เสิร์ฟเมนูที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่ผู้คนมากมายอยากลิ้มลอง โดยหลายครั้งอยู่ในเส้นทางซึ่งคนไม่ค่อยรู้จักกัน ได้กลายมาเป็นร้านซึ่งมีแนวโน้มชวนให้ผู้เดินทางซึ่งต้องการลิ้มรสอาหารท้องถิ่นน้ำลายสอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เดินทางชาวไทยส่วนใหญ่ จำนวนถึง 85% กล่าวว่าการได้ทานอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญเมื่อไปทริปวันหยุด ดังนั้น เตรียมกาปฏิทินหาวันหยุดได้เลย เพราะในปีหน้าผู้เดินทางจะเปลี่ยนแผนท่องเที่ยวโดยอิงจุดหมายที่เหมาะกับการไปทานอาหารเป็นหลัก โดยอยากไปดื่มด่ำรสชาติก่อนใคร และต้องการไปเยือนร้านเป็นรายแรก ๆ หรือก่อนที่จะกลายเป็นร้านดังออกสื่อต้องจองโต๊ะไปอีกร้าน

8. ทางลัดที่จะได้ออกเดินทางระยะยาว

เนื่องจากการเกษียณมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อมีอายุถึงจุดหนึ่งและไม่ต้องทำงานแล้ว แต่วางแผนอย่างแข็งขันที่จะเกษียณเร็วขึ้น ในปี 2020 เราจึงจะได้เห็นการวางแผนการเกษียณเป็นเหมือนกับ “การวางแผนเดินทางเพื่อออกผจญภัย” ชาวไทยในช่วงอายุ 18-25 ปี จำนวนมากกว่าหนึ่งในสี่ (28%) กำลังวางแผนที่จะเกษียณก่อนอายุ 55 ปี โดยเรื่องที่วางแผนว่าจะทำก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สำหรับปี 2020 ผู้เดินทางจะเปลี่ยนแนวคิดและเริ่มวางแผนครั้งใหญ่หลังเกษียณในอนาคต โดยผู้เดินทางชาวไทย 7 ใน 10 (72%) เห็นว่าการออกเดินทาง หรือท่องเที่ยว เป็นวิธีสุดสมบูรณ์แบบที่จะใช้เวลาว่างจากการเกษียณ

ส่วนผู้เดินทางชาวไทยสามในสี่ (73%) วางแผนที่จะทำให้ทริปโลดโผนขึ้นเมื่อเกษียณแล้ว และมากกว่าหนึ่งในสี่ (28%) ของคนที่เกษียณแล้วก็กำลังวางแผน Gap Year กล่าวคือเอาเวลาไปเที่ยวนานหลายเดือนโดยไม่ให้มีเรื่องอะไรมาขัดจังหวะ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ผู้เดินทางชาวไทยเกือบ 3 ใน 4 (73%) เห็นพ้องว่าสามารถทำตอนอายุเท่าไรก็ได้ และเนื่องจากการเกษียณและการเดินทางการเป็นเรื่องที่ควบคู่ไปด้วยกันสำหรับกลุ่มคนในหลายช่วงอายุ จึงคาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถเริ่มกระบวนการวางแผนผ่านเงินเก็บสำหรับ “ทริปหลังเกษียณ” โดยเป็นไปในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ผู้เดินทาง ปันเงินไว้สำหรับทริปพักร้อนที่ยาวที่สุดในชีวิต

อายาน เดคก์ (Arjan Dijk) ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Booking.com กล่าวว่า “เมื่อเราก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ เราก็จะได้เห็นธุรกิจในแวดวงการเดินทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และฟังก์ชั่นต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนออกไปสัมผัสโลกกว้างได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเพื่อตอบสนองต่อนักเดินทางที่ต้องการเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้น อยากรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำจุดหมายเมืองรองเพื่อช่วยต่อสู้กับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ไปจนถึงคำแนะนำด้านการเดินทางที่คัดสรรมาให้มีความเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงทำให้มั่นใจว่ามีตัวเลือกที่พักหลากหลายที่สุดสำหรับลูกค้าทั่วโลก เราต้องการให้แน่ใจว่าผู้เดินทางนั้นมีความพร้อม โดยได้รับการสนับสนุนและตื่นเต้นกับการเดินทางในปี 2020 และหลังจากนี้ไปอีกตราบนานเท่านาน”

โค้ดดิ้ง (Coding) ภาษาใหม่ของเด็กยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603010

  • วันที่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

โค้ดดิ้ง (Coding) ภาษาใหม่ของเด็กยุคดิจิทัล

เด็กๆ ในปัจจุบันเติบโตขึ้นพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่า อะไรที่ทำให้เทคโนโลยีที่อยู่รอบตัวตอบสนองความต้องการของเราได้ คำตอบก็คือ การเขียนโปรแกรมหรือที่เรียกกันว่าโค้ดดิ้ง (Coding) นั่นเอง

ทุกวันนี้การเขียนโปรแกรม หรือที่เรียกกันว่า “โค้ดดิ้ง (Coding)” ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด คุณพ่อคุณแม่อาจจะยังไม่รู้ว่าโค้ดดิ้งคืออะไร และสำคัญกับเด็กๆ อย่างไร แต่งานเสวนาหัวข้อ “โค้ดดิ้งภาษาใหม่ที่เด็กทั้งโลกต้องตามให้ทัน การูด้า ลา ฟลอร่า หนังสือการ์ตูนความรู้ที่จะทำให้เด็กไทยรู้จักโค้ดดิ้งมากขึ้น” จากงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 (Book Expo Thailand 2019) ยกขบวนไปอิมแพ็ค ได้ขยายความให้เราเข้าใจมากขึ้น

วัชราภรณ์ ดอนแสง General Manager บริษัท โค้ดคิดส์ จำกัด เล่าว่า “ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมและก้าวตามให้ทัน เมื่อทุกสิ่งรอบตัวเราต่างเป็นเทคโนโลยีที่ถูกเขียนโปรแกรมขึ้นมาได้ ซึ่งโค้ดดิ้ง (Coding) คือหนึ่งในการเขียนชุดคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้โปรแกรมทำตามคำสั่งซึ่งหรือการสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำตามที่เราต้องการด้วยการใช้ภาษาของคอมพิวเตอร์นั่นเอง โดยเด็กๆ สามารถเริ่มเรียนได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป จะเริ่มด้วยการให้ฝึกคิดให้เป็นระบบช่วยให้เด็กคิดทุกเรื่องอย่างเป็นเหตุเป็นผลส่งผลให้เกิดทักษะการแก้ปัญหา นำปัญหามาแยกย่อยเป็นส่วนๆ รู้จักจัดลำดับความสำคัญเพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขในแต่ละส่วน อีกทั้งในแต่ละขั้นตอนของการเขียนโค้ดดิ้งจะได้เรียนรู้ระบบการวางแผน เมื่อฝึกฝนไปสักพักก็จะทำให้เข้าใจหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดได้ในทุกสาขาอาชีพไม่จำเป็นว่าเด็กๆ ที่เรียนจะต้องเป็นโปรแกรมเมอร์เพียงอย่างเดียว”

ด้าน ภาสกร กฤษสมัย Content Manager บริษัท อี.คิว.พลัส กรุ๊ป จำกัด เล่าว่า “โค้ดดิ้ง (Coding) ถือเป็นหนึ่งใน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21stCentury Skill)” เป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับทั้งตัวผู้ปกครองและเด็กๆ เอง โดยสำนักพิมพ์ อี.คิว.พลัสต้องการที่จะสื่อสารและสร้างความเข้าใจในเรื่องโค้ดดิ้งผ่านการ์ตูนความรู้ สำหรับผู้ปกครองก็จะเป็นหนังสือเรื่อง “เตรียมลูกรักให้พร้อมรับ Coding” ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “การเรียนเขียนโปรแกรม” หรือ “Coding” ว่ามีความจำเป็นและสำคัญต่อเด็กๆ ในปัจจุบันนี้และอนาคตอย่างไร ส่วนเยาวชนยังเพลินเพลินไปกับหนังสือการ์ตูนซีรีส์เสริมความรู้ในวิชาโค้ดดิ้ง อย่าง “โรงเรียนโรบอทถอดรหัสอัจฉริยะ การูด้า ปะทะ ยัยทิวาจอมป่วน” และ “7 ขั้นสุดง่ายสร้างเกมด้วย Scratch ตอน แผนพิชิตพลาสติกกลางทะเล”

จากการเสวนาครั้งนี้จะเห็นได้ว่า “โค้ดดิ้ง (Coding)” เป็นอีกความรู้หนึ่งที่ไม่ใช่แค่การเรียนไปเพื่อจบมาเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่เป็นความรู้ทางกระบวนการคิดในแบบคอมพิวเตอร์ที่ได้ฝึกฝนระหว่างการโค้ดดิ้ง ซึ่งถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับทุกเรื่องในชีวิตประจำวันได้

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาดีๆ อีกมากมาย อาทิ “การสร้างวิธีคิดและพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย” โดย ศศิประภา สุนทรพิธ ในวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00 – 15.00 น. และ “ผจญภัยในโลกแฟนตาซีกับ a place called perfect และ nevermoor” โดย อลิสา สันตสมบัติ และ ทศพล ศรีพุ่ม ในวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00 – 15.00 น. พร้อมเดินช้อปหนังสือแวะชิมกาแฟกันได้ที่ “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 24” ยกขบวนไปอิมแพ็ค (Book Expo Thailand 2019) หนังสือดีมีชีวิต – Bring Content to Life จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook Fanpage: Book Thai

ส่องไฮไลต์เด็ด มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602866

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 18:07 น.

ส่องไฮไลต์เด็ด มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 มีอะไรให้ว้าว ในคอนเซ็ปต์ “หนังสือดีมีชีวิต – Bring Content to Life”

โค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับ “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24” (Book Expo Thailand 2019) ที่ครั้งนี้ยกขบวนไปที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี กับคอนเซ็ปต์สุดว้าว “หนังสือดีมีชีวิต – Bring Content to Life” พบมิติใหม่ของการนำเสนอเนื้อหาดีๆ ที่ไม่ได้อยู่แค่เพียงในหนังสือ และเป็นครั้งแรกกับการจัดงานในสถานที่ใหม่ บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ณ ชาเลนเจอร์ 2 พร้อมขนไฮไลท์เด็ดเอาใจหนอนหนังสือเพียบ

Exhibition…สุดว้าว!

“นิทรรศการ Bring Content to Life” ที่โดดเด่นอยู่ด้านหน้าฮอลล์ โดยนิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมและเรื่องราวการอ่านในรูปแบบต่างๆ ภายในมีห้องกิจกรรม 5 ห้อง ได้แก่ “ห้องแบบสอบถาม” ให้ได้ร่วมสนุกกับการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอ่าน “ห้อง Reception” พบเคาน์เตอร์บรรณารักษ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในห้องสมุดและเพลิดเพลินไปกับคำคมการอ่านของเหล่าคนดัง “ห้อง Timeline” จัดแสดงข้อมูลวิวัฒนาการการอ่านแต่ละยุคสมัย “ห้อง Documentary” วิวัฒนาการของการอ่านที่เปลี่ยนแปลงจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ซึ่งนำไปสู่การอ่านในรูปแบบใหม่ๆ และสุดท้ายกับ “ห้องจัดแสดงงานของผู้ร่วมออกบูธ (showcase)” ที่จะรวบรวมสื่อที่เข้ากับยุคสมัยเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ AR หนังสือ pop-up ที่สื่อให้เห็นถึงการนำคอนเทนต์ที่มีอยู่มาผสมผสานกับสื่อที่หลากหลาย หรือประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี

Check-Point…ลุ้นรางวัล

ใครว่างานหนังสือจะมีแต่หนังสือเพราะงานนี้เขามีของมาแจก! เพียงลงทะเบียนเข้าชมงานแล้วแวะสแกนคิวอาร์โค้ดที่จุด Checkpoint ครบ 4 จุด จาก 7 โซนหนังสือ ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ iPad Air รุ่น 10.5 นิ้ว WiFi 64GB และ คูปองเงินสดมูลค่า 1,000 บาทได้ทุกวัน โดย iPad จะจับรางวัล วันละ 1 เครื่อง ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ของทุกวัน และ คูปองเงินสดมูลค่า 1,000 บาท จับรางวัล วันละ 20 – 50 รางวัล ตั้งแต่เวลา 13.00 – 20.00 น.

New Release…หนังสือปกใหม่

แน่นอนว่านอกจากจะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ร่วมสนุกแล้ว “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24” (Book Expo Thailand 2019) ยังยกขบวนหนังสือใหม่กว่า 1,500 ปก หนังสือชุด “เด็กรักษ์ไทย” เรื่อง “โขนไทย” ที่จะช่วยให้น้องๆ ได้ทำความรู้จักกับศิลปะการแสดงของไทย หรือ หนังสือพัฒนาตนเองอย่าง “คิดแบบ Bluefishing ชีวิตเนรมิตได้” และ “อยากสำเร็จ ต้องโฟกัส ด้วยแนวคิด OKRs” ที่จะช่วยแนะนำทางไปสู่ความสำเร็จ สำหรับแฟนหนังสือนิยายวรรณกรรมพบกับการกลับมาของนิยายที่สร้างความประทับใจให้คนทั่วประเทศในภาคต่อของบุพเพสันนิวาสกับผลงาน “พรมหมลิขิต” และอีกมากมายให้ได้เลือกจับจองเป็นเจ้าของ

Talk ดีดี…มีสาระ

แวะมาอัพเกรดความรู้และจินตนาการ พร้อมกับค้นหาแรงบันดาลใจจากร้อยเรื่องราวของนักเขียนคนดังที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียในหัวข้อต่างๆ อาทิ แนะนำหนังสือสำหรับเจ้าของ “บ้าน – สำนักงาน – อาคารสูง” โดย เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ อายุธพร บูรณะกุล และ วิญญู วานิชศิริโรจน์ และ “Home Cooking สวยได้ อร่อยด้วย สไตล์ Food influencer” โดย หม่าม้าหวาน และเชฟพลอย เสวนา “นักแปลมือใหม่ แปลอย่างไรให้ได้งานทำ” และยังมีเหล่านักคิดอีกมากมายที่จะมาร่วมแชร์ไอเดียดีๆ

Coffee Corner มุมกาแฟสุดชิล

พักเหนื่อยจากการเดินช้อปหนังสือมานั่งจิบกาแฟรสละมุนที่ PUBAT Cafe by SOD Coffee แบรนด์กาแฟสายพันธุ์ไทยแท้ที่ผ่านการเพาะปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ พร้อมมีมุมพักผ่อนให้นักอ่านได้นั่งอ่านหนังสือเพลินๆ ผ่อนคลายไปกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นท่ามกลางบรรยากาศสวน ที่ทำมาเพื่อเอาใจนักอ่าน ให้สามารถมานั่งพักกันได้ที่บูธ H06 บริเวณตรงกลางฮอลล์ใกล้กับโซนหนังสือเก่า

Delivery Service…ตัวปลิวไม่ต้องหิ้วหนัก

บอกลากระเป๋าเดินทางล้อลาก หรือ สารพัดสิ่งที่เตรียมมาขนหนังสือกลับบ้านกันได้เลย เพราะครั้งนี้มีบริการที่จะทำให้เหล่านักอ่านเดินตัวปลิวกลับบ้านสบายๆ ไม่ต้องหิ้วให้หนักกับ “บริการจัดส่งหนังสือจาก Kerry” ในราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท และยังมีส่วนลดสูงสุดถึง 50% รวมถึงฟรีอุปกรณ์แพ็คและบริการช่วยแพ็คอีกด้วย ซึ่งสามารถไปใช้บริการกันได้ที่บูธ B13 ด้านหลังฮอลล์ฝั่งซ้ายใกล้กับโซนหนังสือ Book Wonderland

Post Books จัดโปรโมชั่นสุดว้าววววววว

ก่อนกลับอย่าลือตรงไปเช็กอินที่บูธ #B03 พบกับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ พลาดไม่ได้กับ #บุฟเฟ่ต์ไม่อั้น เต็มถุงเพียง 99 บาท! และโปรโมชั่น “1+1” ซื้อหนังสือเล่มแรกในราคาปกติ แต่เล่มที่สองจ่ายเพียง 1 บาทเท่านั้น!

แวะไปสัมผัสไฮไลต์เด็ดเหล่านี้มาพบกันได้ที่ “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 24” ยกขบวนไปอิมแพ็ค (Book Expo Thailand 2019) ตั้งแต่วันนี้ – 13 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดการเดินทาง โปรโมชั่นและกิจกรรมดีๆ ภายในงานได้ทาง Facebook Fanpage: Book Thai

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/522711

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 07:35 น.

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ไตรมาสนี้มีคำเตือนหลายสำนักประกาศให้ระวังการใช้จ่าย แม้หลายคนมองว่าการออมเงินเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่มีคำว่าสาย ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วย  7 ประเภทการออมฉลาดกันก่อนก็ได้

มนุษย์เงินเดือนอาจมองว่าการเก็บการออมเงินเป็นเรื่องยาก หากใครยังตั้งต้นตั้งตัวไม่ได้  ลองเริ่มด้วยการอาศัยหลัก “ออม-เปิด-ลงทุน” ดูซิ

1. ออมก่อนใช้ หักไว้ทันที

เมื่อถึงวันเงินเดือนเข้า ให้รีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีทันที และส่วนที่เหลือค่อยนำมาแบ่งเป็นรายจ่ายต่างๆ เช่น รายจ่ายส่วนตัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำรวจดูว่าสามารถออมเงินในแต่ละเดือนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน อาจเริ่มต้นที่ 10% ก่อน แล้วค่อยขยับ เป็น 20-30% ตามกำลังความสามารถ เพียงเริ่มแบ่งเงินออมก่อนใช้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับอนาคตในวันข้างหน้าแล้ว

2. เปิดบัญชีเพื่อออม บัญชีเพื่อใช้

การเปิดบัญชีก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบ ตามความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป เช่น บัญชีเพื่อใช้ จะเป็นการแบ่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สามารถฝากถอน โอนเงิน จ่ายบิล ค่าใช้จ่าย ได้ตลอดเวลา ส่วนบัญชีเพื่อออม ให้มองหาสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง ไม่ซ่อนเงื่อนไข และอาจจะแบ่งบัญชีเพื่อออมนี้ เป็นระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อเป็นการวางแผนการเงินในอนาคตได้ดีขึ้น

3. ลงทุนให้งอกเงย

ควรศึกษาหรือมองหาวิธีที่จะทำให้เงินที่ออมนั้นงอกเงยเพิ่มดอกเพิ่มผล เช่น การลงทุนหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม ที่มีความเสี่ยงน้อย และมีผลประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องมีเรื่องภาษี ซึ่งสามารถนำเงินออมนี้ไปใช้สิทธิในเรื่องของการลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF/RMF หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันชีวิตในลักษณะของการออมเงินระยะยาวพร้อมให้ความคุ้มครอง

แนะนำ 7 ประเภทการออมฉลาด

ประเภทการออมได้แบบฉลาดๆ ออมได้แบบง่ายๆ และไม่ต้องเสียภาษี จะเป็นอะไรกันบ้างมาดูกันเลย

1.สลากออมทรัพย์จากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

สลากออมทรัพย์จัดอยู่ในเงินฝากเผื่อเรียก เป็นการออมเงินที่เหมือนการฝากเงินกับธนาคาร โดยผู้ซื้อสลากนั้นจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษที่มากกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป โดยผู้ซื้อสลากจะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัลทุกเดือนหรือทุกงวดจนกว่าจะครบกำหนดอายุของสลากนั้นๆ

ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 42(8)(ก) และ(11) ที่ระบุไว้ว่า “ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก” และ “รางวัลบัตรออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ได้รับยกเว้นภาษี

2.ฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์

ก่อนจะฝากเงินกับสหกรณ์ได้ ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆ ก่อน โดยผลตอบแทนที่ได้จะมีทั้งในรูปแบบของเงินปันผล และดอกเบี้ยเงินฝาก(ออมทรัพย์) ซึ่งผลตอบแทนทั้งสองรูปแบบจะสูงกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารทั่วไป แถมได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 42(8)(ข) และพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 40

3.เงินฝากประจำระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปสำหรับผู้มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์

คุณสมบัติของเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมายมาตรา 50(2) และมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากรนั้น จะต้องเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปี(12 เดือน)ขึ้นไป และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันแล้ว ต้องมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 3 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้ฝากต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์(นับตามวันเดือนปีเกิดของผู้ฝาก)

4.การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ โดยดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 2 หมื่นบาท

เงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ผ่านระบบการหักหรือโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์นี้ ไปยังบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีเงินฝากอื่นใด และจะต้องมีจำนวนดอกเบี้ยรวมกันทุกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของทุกธนาคารทั้งสิ้นไม่เกิน 2 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น

5.เงินฝากประจำปลอดภาษี

เงินฝากประจำปลอดภาษีเป็นการฝากเงินรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือนนับแต่วันที่เริ่มฝาก โดยยอดเงินฝากแต่ละครั้งต้องมีจำนวนเท่ากันทุกเดือน และยอดเงินที่ฝากในแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 6 แสนบาท ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถเปิดได้คนละ 1 บัญชีเท่านั้น(รวมทุกธนาคาร)

6.ลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี เนื่องจากเงินปันผลของกองทุนต่างๆ นั้น จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%(มาตรา 48(3) แห่งประมวลรัษฎากร) ไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับเงินได้ประเภทนี้ ที่จะเลือกเสียภาษีในอัตราที่ถูกไว้ (Final TAX) โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้เมื่อยื่นแบบ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลงทุนไปพร้อมกันด้วย

7.ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการนำเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด เช่น รถไฟฟ้า เขื่อน ถนน เป็นต้น กองทุนกำหนดให้บุคคลธรรมดาผู้ซื้อกองทุน ได้รับสิทธิยกเว้นสำหรับเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนเป็นเวลา 10 ปีภาษีต่อเนื่อง นับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวมดังกล่าว รวมทั้งกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ ก็ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเช่นกัน

How to การปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงานใหม่ได้ไวขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602276

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

How to การปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงานใหม่ได้ไวขึ้น

งานใหม่ สถานที่ใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ เราต้องปรับตัวเรื่องอะไรให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้บ้าง

มนุษย์เรามีอะไรใหม่ๆ ก็ต้องเรียนรู้และปรับตัว ส่วนใครที่กำลังกังวลกับการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ แล้วคิดไปว่าเจ้านายจะดีหรือเปล่า เพื่อนร่วมงานจะคุยกับเราไหม พักเที่ยงจะกินข้าวกับใคร วัฒนธรรมองค์กรจะเป็นแบบไหน วันนี้ลองมาเรียนรู้แล้วปรับไปทีละสเต็ปกันดีกว่า

มิตรภาพ ย้ายที่ทำงานใหม่ เราเป็นสมาชิกใหม่ อย่างแรกเลยเราต้องเป็นมิตร ไม่ว่าใครจะเป็นมิตรกับเราหรือไม่ แต่เราเป็นมิตรไว้ก่อนไม่เสียหาย เริ่มจากการแสดงรอยยิ้มทักทาย ลดความตึงเครียด แล้ววางตัวเป็นมิตรกับทุกคนด้วยการทักทายพูดคุยเรื่องทั่วไป หรือแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหน พร้อมฝากเนื้อฝากตัวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีไว้ก่อนเลย

มารยาท ต้องสุภาพอ่อนโยน เป็นการดีที่เราจะใช้ความสุภาพเพื่อแสดงออกถึงความจริงใจกับออฟฟิศใหม่ หากเราสุภาพกับเพื่อนร่วมงานตั้งแต่ตอนต้น เราก็จะได้รับการตอบรับอย่างสุภาพกลับคืนมาเช่นกัน การทำงานก็ทำอย่างสุภาพนุ่มนวล เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเราให้เกียรติและจริงใจกับงาน ไม่ใช่เจออะไรที่ผิดไปจากที่คิดไว้ก็ชักสีหน้า บ่นพึมพำ หรือแสดงอาการไม่พอใจจนเกินไป แบบนี้ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้น้องใหม่อย่างเราแน่ๆ

เรียนรู้ให้มาก บางคนอาจจะมีประสบการณ์การทำงานมาแล้วหลายปี แต่การไปทำงานที่ใหม่ก็เหมือนกับการเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะแก่กล้าประสบการณ์มาจากไหน หากเปลี่ยนที่ทำงานใหม่เราก็ต้องขยันเรียนรู้ อะไรที่ไม่เข้าใจหรือไม่มั่นใจก็ถามจากเพื่อนร่วมงานที่อยู่มาก่อน แต่การถามทุกครั้งควรถามอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่ว่าถามไปซะทุกเรื่อง แบบนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องที่ดี

กลมกลืน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม สุภาษินี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ใช้ได้ผลดีเสมอ การเข้าไปทำงานที่ใหม่ก็เช่นกัน เข้าไปช่วงแรกๆ หมั่นสังเกตว่าเพื่อนร่วมงานของเราเขาทำงานอย่างไร สื่อสารอย่างไร เช่น ที่ทำงานบางที่สื่อสารกันผ่าน line แบบนี้เราก็ต้องหมั่นเช็กข้อความ หมั่นตอบ ไม่ใช่รู้ตัวอีกทีเขาคุยสรุปงาน สั่งงานกันผ่าน line จนจบแล้วแต่เรากลับเพิ่งเข้าไปเห็น แบบนี้อาจจะเสียงานได้ ดังนั้นสังเกตให้มากเพื่อการปรับตัวให้ไว แบบนี้มีชัยแน่นอน

รับผิดชอบหน้าที่ แน่นอนว่าการเข้าไปทำงานช่วงแรก ๆ เราจะยังรู้สึกเก้ๆ กังๆ เพราะไม่แน่ใจเรื่องขอบข่ายความรับผิดชอบในหน้าที่ของเรา และอาการนี้แหละที่จะทำให้งานเราหลุด กลายเป็นคนไม่รับผิดชอบไปซะอย่างนั้น ดังนั้น เราควรถามจากหัวหน้างานให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ว่างานที่เราต้องรับผิดชอบ หรือต้องตัดสินใจนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ไม่ปล่อยหลุดให้ใครมาว่าเราได้ทีหลังว่าขาดความรับผิดชอบ

ติดตามงานของตัวเอง เป็นน้องใหม่ไม่ใช่แค่ต้องตั้งใจทำงาน แต่เราต้องใส่ใจงานด้วยการติดตามและเช็กผลอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่เรายังไม่ค่อยรู้จักใคร ยิ่งต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ เช่น งานที่ต้องทำกันเป็นทีม เราทำเสร็จแล้วก็ต้องส่งต่อให้คนในทีมคนอื่นสานต่อ เราควรติดตามผลงานว่า งานที่เราทำไปเป็นอย่างไร มีผิดพลาดตรงไหน ต้องไขตรงไหนบ้างหรือเปล่า ไม่ใช่เสร็จงานแล้ว ก็เลยตามเลยไปไม่สนใจงานนั้นอีกเลย เพราะงานที่ทำไม่ได้จบที่เราแค่คนเดียว ดังนั้น การติดตามและเช็คผลงาน จึงเป็นหน้าที่ของน้องใหม่อย่างเราที่ต้องใส่ใจอย่างมาก

สื่อสารให้เป็น การสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในองค์กร ดังนั้น การไปเริ่มงานที่ใหม่เราควรให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ต้องพยายามจับประเด็นสิ่งที่ฟังให้ได้ ถ้าหากจำไม่ได้ต้องจดบันทึกเอาไว้ และเมื่อคุณต้องเป็นคนสื่อสารออกไป คุณต้องสื่อสารออกไปให้ตรงจุด ไม่พูดจาวกวนไปมา เรื่องไหนที่ไม่เข้าใจต้องพูด ต้องถาม เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ช่วยป้องกันความผิดพลาด

 

ภาพ : Freepik

ตอบ 6 คำถามสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ดูไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602149

  • วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

ตอบ 6 คำถามสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ดูไม่ธรรมดา

วิธีการตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้ผ่านด่านอรหันต์ เตรียมคำตอบเพื่อให้ 6 คำถามธรรมดาต่อไปนี้มีแต่ความประทับใจ

การสัมภาษณ์งานเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่บังคับให้เราพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนมีความสามารถมากพอที่คู่ควรกับตำแหน่งงานในองค์กรนั้นๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางคนโดยเฉพาะมือใหม่ และต่อไปนี้คือเทคนิคในการตอบคำถามสัมภาษณ์งานที่พบบ่อยที่สุด พร้อมคำแนะนำที่จะทำให้คำตอบน่าสนใจกว่าใครๆ

คำถามที่ 1 คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทของเราบ้าง ?

80% ในการสัมภาษณ์ต้องมีคำถามนี้ ดังนั้น ก่อนไปสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนไหนต้องมีการหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทมาแล้วอย่างถี่ถ้วน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ควรหยุดอยู่ที่การนั่งอ่านโปรไฟล์ของบริษัท หรือท่องจำพันธกิจของบริษัทจนขึ้นใจ ลองเข้าไปดูโซเชียลมีเดียของบริษัทผ่านทาง Facebook หรือว่า Instagram ดูว่าเขาทำอะไรกันอยู่บ้าง อ่านบทความเกี่ยวกับบริษัท หรือแม้กระทั่งบุคคลที่น่าสนใจที่ทำงานอยู่ในบริษัทนั้น สิ่งนี้จะช่วยให้เราไม่ใช่แค่เข้าใจว่าบริษัทนี้ทำอะไร แต่ยังทำให้เรารู้ว่าบริษัทมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรและเพราะอะไร นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียของหลายองค์กรในปัจจุบันนั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงความสร้างสรรค์และวัฒนธรรมขององค์เป็นอย่างดีอีกด้วย

คำถามที่ 2 ทำไมคุณจึงออกจากงานเก่า ?

เหตุผลที่แท้จริงที่คุณลาออกจากบริษัทเก่า อย่าง “ไม่ชอบเจ้านายเก่า” หรือ “เงินเดือนน้อย” อาจเป็นความจริงที่คุณอยากบอก แต่จะต้องหาวิธีพูดให้ดูราบรื่นกว่านั้น เช่น ลาออกเพราะวิสัยทัศน์ไม่ตรงกับหัวหน้า ซึ่งคำถามในลักษณะนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการทดสอบผู้สมัครงานในเรื่องทัศนคติ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู

– แสดงให้รู้ว่าสาเหตุเกิดจากตัวคุณเอง เช่น คุณมีความต้องการเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า และโอกาสในหน้าที่การงาน ที่ทำงานเดิมไม่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ การสมัครงานที่ใหม่มีตำแหน่งที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณ จากความสามารถและการสั่งสมความรู้ละแสวงหาความรู้เพิ่มเติมทำให้คุณอยากทำงานที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถนี้สร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทได้มากขึ้น

– สะท้อนให้เห็นว่าตัวงานใหม่เป็นสิ่งที่คุณมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เป็นการขยายความจากการตอบข้อแรก คุณต้องกล่าวให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่า การมาสมัครงานที่ใหม่นี้คุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะมาทำงานที่มีความท้าทาย และความท้าทายที่ว่านี้หาไม่ได้จากงานในองค์กรเดิม เช่น งานในองค์กรที่มาสมัครงานในครั้งนี้ ให้ใช้ความสามารถในการประสานงานกับองค์กรต่างชาติ ได้ร่วมงานกับต่างชาติ และมีโอกาสดูแลโครงการขนาดใหญ่

– บอกให้ฟังว่าบริษัทที่คุณมาสมัครงานมีข้อดีที่จะส่งผลให้คุณสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไร เช่น มีความมั่นคง มีระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ เป็นองค์กรระดับชาติ คุณมองเห็นแนวทางในการเดินไปสู่การพัฒนาตัวเอง ได้อย่างไรอย่างไรก็ตามควรที่จะหลีกเลี่ยง ในการตอบว่า รายได้ ผลตอบแทน หรือสวัสดิการที่จะได้จากองค์กรใหม่มีมากกว่าองค์กรเดิม และจำไว้ให้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรให้เสื่อมเสียแก่เจ้านาย หรือที่ทำงานเก่า ควรพูดในสิ่งที่เป็นด้านดีๆ และย้ำว่าการออกจากที่เดิมคุณ “ต้องการความก้าวหน้า”

คำถามที่ 3 ตามความเข้าใจของคุณ คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง

คุณควรทำการบ้านก่อนมาสัมภาษณ์ ด้วยการอ่านรายละเอียดของตำแหน่งงาน และคุณสมบัติต่างๆ ที่ทางบริษัทต้องการทำความเข้าใจกับมัน ตอบให้สั้นและกระชับใจความ สิ่งสำคัญก่อนตอบต้องมั่นใจว่าเข้าใจ ถ้าไม่แน่ใจส่วนไหนไม่ต้องกลัวที่จะถาม อาจตั้งคำถามกลับในทำนองว่า เข้าใจตำแหน่งงาน แต่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มลูกค้า และผลิตภัณฑ์มากนัก อยากให้ช่วยอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นและ ถ้าไม่รู้อย่าพยายามตอบเพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมาไม่ได้ให้ความสนใจกับงานนี้ แถมยังมั่วอีกต่างหาก

คำถามที่ 4 คุณเช็กอีเมลของคุณในวันลาพักร้อนหรือไม่ ?

นี่เป็นหนึ่งในกับดักของการสัมภาษณ์งาน ในมุมหนึ่งคุณควรจะตอบให้ดูเหมือนว่าคุณสามารถอุทิศเวลาของคุณเพื่อให้งานสำเร็จรุร่วง อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ต่างก็รู้ว่าสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพจิต เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญของความสำเร็จระยะยาว ดังนั้น สิ่งที่คุณควรจะสื่อออกไปคือการที่คุณยืนยันว่าคุณสามารถอุทิศเวลาเพื่อให้งานสำเร็จลุร่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามคุณ ก็ยังคำนึงถึงสุขภาพของคุณเพื่อความสำเร็จระยะยาวอีกด้วย

คำถามที่ 5 เงินเดือนที่คาดหวัง ?

คำถามปลายเปิดที่ตอบยากมากในการสมัครงาน อันนี้ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมมากหน่อยก่อนที่จะสัมภาษณ์ เพื่อที่จะรู้ว่าคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ และสายงานใกล้เคียงกันเขาได้กันเท่าไหร่ แต่ถ้ารู้สึกว่างานเก่าเงินเดือนต่ำจนเกินไป “เช็กเงินเดือนเฉลี่ยของแต่ละอาชีพ” รีบบอกก่อนเลยพร้อมกับเหตุผลว่าทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น คุณอาจอยากโกหกเงินเดือนเก่าให้สูงๆ เพื่อที่จะได้การยกระดับเงินเดือนขึ้นไป แต่มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำแบบนั้น บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีการเช็คจากสลิปเงินเดือนจากที่ทำงานเก่ากันแล้ว คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือบอกความจริง และบอกไปว่าคุณจะพอใจกับเงินเดือนที่มากขึ้น 20% ถึง 30% แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์เสนอเงินเดือนมาสูงหรือต่ำกว่าที่คุณตั้งไว้ คุณก็อย่าเพิ่งรีบตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการพิจารณาสัก 1-2 วัน แล้วค่อยให้คำตอบก็ได้เพราะถ้าเกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นประเภทคนโลเลไม่น่าเชื่อถือได้

คำถามที่ 6 มีคำถามอะไรไหม ?

คำตอบคือ มี!! คุณต้องมีคำถามสำหรับผู้สัมภาษณ์เสมอ ไม่ใช่เพื่อที่จะให้เขาประทับใจ แต่นี่เป็นโอกาสไขข้อข้องใจของตัวเองด้วย นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสร้างความประทับใจต่อบริษัท ถ้าเจอคำถามนี้ ย่อมหมายถึงการสัมภาษณ์ได้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในการตอบคำถามข้อสุดท้ายนี้จะตอบอย่างไรดี ที่จะแสดงว่าเราเป็นคนเอาใจใส่ เช่น “สวัสดิการที่ผมจะได้รับมีอะไร” หรือคุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้ เพราะถ้าคุณได้ทราบข้อมูลของบริษัทนี้มากพอแล้ว แต่ถ้าเกิดสงสัยจริงๆ ก็ควรตั้งคำถามที่ฟังแล้วดูดีและที่คาดว่าน่าจะถูกใจนายจ้างของคุณให้มากที่สุด

 

ภาพ : Freepik

จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/602145

  • วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

จุดประกายไฟทำงานอันริบหรี่ให้กลับมีแสงสว่างอีกครั้ง

ทำอย่างไรจะโหมกระพือไฟอันริบหรี่ให้กลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง ในวันที่รู้สึกไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ สิ่งที่เคยใฝ่ฝันกลายเป็นกับดักอันขมขื่นค่อยๆ กัดกร่อนคนทำงานทีละน้อย

หากใครเริ่มรู้สึกแบบนี้ทุกๆ เช้า นั่นแสดงว่าสัญญาณ Burnout Syndrome หรือโรคเบื่องาน หมดไฟในชีวิตการงานกำลังเริ่มมอดไปทีละน้อยๆ อันตรายมากสำหรับคนทำงาน วิธีแก้ปัญหาก็คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานอย่างกะทันหัน เพราะไม่ใช่ทางออกทำให้พบงานในฝันแบบเสกได้แน่ๆ หากเรายังไม่เข้าใจปัญหา หรือธรรมชาติของความหมดไฟ ต่อให้ได้งานใหม่ อาการไฟมอดก็พร้อมวนกลับมากลืนกินอยู่ดี วิธีแก้ต้องดูต้นตอกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งบั่นทอนคนทำงานให้ไปต่อไม่ได้

ทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อน

“หมดไฟ” เป็นเรื่องเบสิกไม่ว่าคนทำงานหน้าไหน ใครๆ ก็ต้องเผชิญทั้งนั้น แต่อาการเลยจุดเดือด คือวันหนึ่งจู่ๆ ก็เลือกหันหลังให้งานตัวเอง ด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนแรง เกิดอาการถอดใจเทงานกลางคัน ซึ่งถ้าจะหาสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้หมดไฟ ก็คือ “ความเครียด” ในระดับสูง เช่น กลุ่มคนทำงานให้ได้ตามเดดไลน์ เจ้านายหรือลูกค้าไล่จี้ทวงงาน ต้องปั่นงานแข่งกับเวลา ขณะที่ก็ต้องคิดงานให้แจ่มแจ๋วไร้ที่ติอีกต่างหาก ทำงานเหมือนหนูถีบจักรไปเรื่อยๆ ความเครียดแบบนี้ก็สะสมได้ยาวๆ เช่นกัน

งานที่รักที่ทำ ทำด้วยความรู้สึกสนุก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จู่ๆ ลานก็ขาดผึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้เกิดอาการเบื่อ หมดไฟ หมดแรง ไม่อยากทำงาน(ที่เคย)สนุกกับมันเหลือเกิน ไม่อยากทำต่อไปอีกแล้ว ซึ่งความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน อาการแรกคือรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเป็นโรคเบื่อหน่ายงานทุกขณะ

วิธีแก้ไข คือต้องฝืนกายใจให้ฟิตกว่าเดิม สุขภาพคือปราการด่านแรกที่จะทำให้แกร่งกว่าเดิม เริ่มการนอนหลับอย่างเพียงพอ จัดเมนูอาหารให้ได้สาร 5 หมู่ครบในแต่ละวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ไม่หมดแรงง่ายๆ แม้วันนี้(ยัง)เปลี่ยนงานไม่ได้ก็ตาม แต่เราแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังความอึดได้

สุขภาพที่ดีจะทำให้กลับเป็นเจ้าของผู้บริหารชีวิตของเราเองได้อีกครั้ง ด้านชีวิตส่วนตัวก็จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม เมื่อเจอกับงานหนักมาตลอดทั้งเดือน ต้องหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายเลือกเวลาพักร้อน ออกไปท่องเที่ยวมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ให้มีความรู้สึกว่าเรากำลังกุมบังเหียนชีวิตของตัวเองอยู่ ไม่ใช่แค่ระบบของออฟฟิศมาครอบเราไว้

บริหารเวลาไม่ได้ดังใจ

ความเครียดเรื้อรังทำให้ชีวิตยุ่งเหยิง เพราะเราแทบจะไม่มีสมาธิกับสิ่งอื่นๆ เลย นอกจากต้องวุ่นกายวุ่นใจอยู่กับการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า พานทำให้ทุกๆ อย่างรอบตัวเกิดปัญหาอีนุงตุงนังเหมือนยุงตีกันไปด้วย วิธีแก้ไขก็ไม่ยาก แค่เพียงเริ่มจัดระเบียบชีวิต โดยเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เมื่อจัดสรรชีวิตได้แล้ว ความเครียดก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง

ลองใช้กฎทำชีวิตให้เร็วขึ้น 30 นาที เช่น ตื่นเช้าเร็วขึ้น 30 นาที จากที่เคยตื่น 06.00 น. เป็นกิจวัตร ลองตื่นเร็วขึ้นเพียง 30 นาที ตั้งเวลาอาบน้ำแต่งตัวให้เร็วขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น และถึงออฟฟิศเพื่อสะสางงานได้เร็วขึ้น วิธีนี้จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้ชัดเลยทีเดียว

อย่าประเมินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงนี้ว่าน้อยเกินไป เพียงบริหารเวลาด้วยวิธีนี้ ตั้งเดดไลน์กับตัวเองให้เร็วขึ้นอีกนิด เราจะมีเวลาทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่างเลยทีเดียว ซึ่งการมีเวลามากขึ้นก็จัดระเบียบที่ทำงานได้มากมายหลายอย่าง ตั้งแต่เคลียร์โต๊ะทำงานให้โล่ง สะอาด และสบายตา ฮวงจุ้ยโต๊ะดี งานก็ดีไปด้วย ขณะที่ถ้าใช้ชีวิตเดิมๆ ไปถึงที่ทำงานตรงเวลาเป๊ะ ก็หันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์ปั่นงานทันที ชีวิตแบบนี้บางทีไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรกำลังทำงาน

คิดแง่ลบไปเสียทุกๆ เรื่อง

อีกอาการสำคัญเป็นสัญญาณว่า “คุณหมดไฟ” คือแต่ละวันแต่ละนาทีเอาแต่คิดในแง่ลบ วิธีแก้ไขก็แค่เลิกคิดแง่ลบ คิดง่ายๆ แบบนี้ไม่ต้องคิดยากให้ซับซ้อน เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น

การคิดดี คิดบวก ก็แค่ให้นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค หากเราทำงานชิ้นที่ยากๆ ครั้งนี้ได้ ถ้าทำได้ คือความภูมิใจกับผลงานที่จะตามมาแน่นอน การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อให้เกิดทัศนคติในการทำงานที่ดี จะช่วยให้เรามีแรงใจในการทำงานมากขึ้น พยายามอย่าคิดว่าเพราะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้คิดว่าต้องทำอย่างไรเราจึงจะทำงานได้ดีขึ้น อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเสียบ้างก็ดี หรือคนรอบข้างที่จะสร้างความไม่สบายใจให้กับเรา จนเราทำงานไม่ได้ จะต้องยอมรับว่าบางคนหมดไฟในการทำงาน เพราะมีทัศนคติด้านลบมากเกินไป

ขาดการออกกำลังกาย

อาการหมดไฟในการทำงานของคนทำงาน เห็นได้จากอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไม่ใช่แสดงออกทางร่างกายแค่นั้น แต่เป็นจิตใจของเราที่เหนื่อยอ่อนไม่แพ้กันเลย แล้วก็ยังทำให้เราคิดไป(เอง)ว่า เราไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีกแล้ว เราหมดไฟในการทำงานไปแล้ว ชีวิตทำงานดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนวันก่อนๆ อีกต่อไป

บางครั้งก็อาจรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานเริ่มไม่มีความสุข ร่างกายก็เปลี้ยไปเสียทุกส่วน

เมื่อร่างกายเหน็ดเหนื่อย ล้า ก็ต้องกลับมาฟิต ทั้งตำราสุขภาพ ทั้งคุณหมอก็พร่ำบอกประโยชน์การออกกำลังกายช่วยบรรเทาความเครียดได้ รวมถึงขั้นช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้ การบริหารร่างกายก็เป็นการบริหารใจได้ด้วย เอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมา ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ไม่ว้าวุ่น และได้ดึงพลังความเครียดที่อั้นอยู่มาปลดปล่อย และโฟกัสกับการออกกำลังแทน สุดท้ายช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงเติมไฟสู้กับวันใหม่ต่อไป

 

ภาพ : Freepik

ทราบแล้วเปลี่ยน!! งานวิจัยพบคนชอบกินเผ็ดเสี่ยงความจำเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/603514

  • วันที่ 14 ต.ค. 2562 เวลา 12:50 น.

ทราบแล้วเปลี่ยน!! งานวิจัยพบคนชอบกินเผ็ดเสี่ยงความจำเสื่อม

สาวแซบโปรดทราบ!! นักวิจัยเผย คนที่ชอบกินเผ็ดเสี่ยงเป็นโรคความจำเสื่อม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป

สาวกส้มตำหรือยำแซบๆ ทราบแล้วเปลี่ยน สำหรับคนที่ชอบกินเผ็ดเป็นประจำต้องระวังให้ดี เพราะมีงานวิจัยฉบับใหม่ของนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการบริโภคพริกกับโรคความจำเสื่อม พบว่า การบริโภคพริกเป็นจำนวนมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคความจำเสื่อมได้มากกว่าคนที่ไม่ชอบกินเผ็ด

ซึ่งงานวิจัยนี้ ซูมิน ชิ (Zumin Shi) ผู้ช่วยศาสตรจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยกาตาร์ ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลของชาวจีนจำนวน 4,582 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ในช่วงปี 1991-2006 ที่ผ่านมา) พบหลักฐานของการเสื่อมถอยของกระบวนการรับรู้ ในกลุ่มบุคคลที่กินพริกเป็นประจำในปริมาณกว่า 50 กรัมต่อวัน

เราจะเห็นได้ว่า งานวิจัยในอดีตที่เคยระบุไว้ว่า การกินพริกมีผลดีต่อร่างกาย เช่น ช่วยลดน้ำหนัก และช่วยลดความดันเลือด เป็นต้น แต่ในงานวิจัยฉบับใหม่นี้กลับพบว่า พริกมีผลร้ายต่อกระบวนการรับรู้ของผู้ใหญ่ที่มีอายุมาก

ทางด้าน หมิง ลี (Ming Li) จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นออสเตรเลีย หนึ่งในผู้เขียนวิจัยได้ระบุว่า อันตรายของการกินพริก ครอบคลุมทั้งพริกสดและพริกแห้ง แต่ไม่รวมถึงพริกไทยดำและพริกหวาน ถึงแม้ว่าพริกจะเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารกันอย่างกว้างขวางทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชียและยุโรป และยังรวมถึงบางมณฑลของประเทศจีน เช่น เสฉวน และหูหนาน ฯลฯ ที่มีการนำพริกมาใช้ในการปรุงรสชาติอาหารกันในหลายๆ เมนู

นอกจากนี้ ในพริกยังมีแคปไซซิน ที่เป็นสารประกอบรสเผ็ดที่ไปเร่งการทำงานของเมตาบอลิซึม ที่ช่วยลดไขมันและยับยั้งความผิดปกติของหัวใจ แต่การทานเผ็ดเป็นประจำหรือในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทำให้เรากลายเป็นโรคความจำเสื่อมได้ นักวิจัยได้มีการอธิบายเพิ่มเติมอีกด้วยว่า สำหรับใครที่มีน้ำหนักตัวในระดับเกณฑ์มาตรฐาน อาจจะได้รับผลกระทบด้านความทรงจำมากกว่ากลุ่มบุคคลที่มีน้ำหนักเกิน

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมกว่า 50 ล้านคนจากทั่วโลก และขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาและยับยั้งการลุกลามของโรคเหล่านี้ได้

สำรวจตัวเลือก “กิน” ต้านหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593793

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 07:05 น.

สำรวจตัวเลือก "กิน" ต้านหวัด

ยาใช้แค่เวลารักษาโรค แต่อาหารการกินและการออกกำลังกาย จะเป็นเกราะป้องกันการเกิดอาการป่วยได้เป็นอย่างดี

ช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยน ทำให้หลายคนมีอาการเป็นหวัด คัดจมูกกันอยู่บ่อยๆ หลายคนหาทางออกให้กับอาการเหล่านั้นโดยการกินยาเพื่อระงับอาการ แต่หากร่างกายได้รับยาในปริมาณที่มากเกินไปย่อมไม่ดีต่อสุขภาพแน่ เราเลยนำวิธีแก้หวัดด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการเลือกกินต้านโรคมาฝากกัน

เมนูเผ็ดร้อน สำหรับใครที่ชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อนละก็ ต้องหาเมนูรสเผ็ดร้อนมาช่วยไล่หวัด ไม่ว่าจะเป็นต้มยำ แกงส้ม ต้มแซ่บ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยอย่างพริก กระเทียม ที่ช่วยระบายพิษ แก้ไอ ขับเสมหะ หัวหอมที่ช่วยแก้หวัดคัดจมูก น้ำมูกไหล ขิง บรรเทาอาการหวัด กะเพรา เสริมธาตุไฟ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและขับเหงื่อ ตะไคร้ ลดไข้ แก้หวัด และช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งการกินอาหารเผ็ดร้อนในช่วงที่เป็นหวัด จะช่วยไล่น้ำและเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ยิ่งเวลาที่เรากินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อนจนน้ำหูน้ำตาไหลแล้วละก็ จะรู้สึกได้ว่าหายใจโล่งดีเชียวแหละ

ผัก ผลไม้ สำหรับใครที่ไม่กินเผ็ดก็ต้องเลือกกินผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีสรรพคุณดีเยี่ยมในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัดและการแพ้อากาศ ไม่ว่าจะเป็น ส้ม สับปะรด หรือจะจิบน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งให้ได้รสเปรี้ยวอมหวานชุ่มคอ ผลไม้อย่างฝรั่ง ไว้กินเล่นยามบ่าย นอกจากผลไม้แล้วก็ยังมีผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น มะรุม พริกหวาน สะเดา บร็อคโคลี่ ผักหวาน ผักคะน้า ให้เลือกปรุงกันตามชอบ

น้ำสมุนไพร ยิ่งเป็นหวัดคุณหมอยิ่งแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ ก็เพราะน้ำจะช่วยให้ทางเดินหายใจและทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับเสมหะ ทั้งยังยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส ซึ่งจะต้องเป็นน้ำอุ่นๆ เท่านั้น เพราะการดื่มน้ำเย็นจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เราหายใจติดขัดยิ่งขึ้น เมื่อเป็นหวัดอย่าลืมดื่มน้ำอุ่นมากๆ หรือจะหาเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่นๆ มาช่วยให้อาการดีขึ้น อย่างน้ำขิงร้อนๆ น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม น้ำเก๊กฮวย หรือน้ำกระเจี๊ยบ ก็ช่วยได้

รวมกลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยการใช้ชีวิตประจำวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597318

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

รวมกลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยการใช้ชีวิตประจำวัน

รู้หรือไม่ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในองค์รวมเพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ

หากเอ่ยถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย หลายคนคงนึกไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เรื่องของฮอร์โมน การทำทรีตเมนต์ รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกมากมาย แต่ทราบกันหรือไม่ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพในองค์รวม เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์อยู่เสมอๆ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ และให้ผลในการช่วยชะลอวัยอย่างได้ผล และสามารถทำกันได้ง่ายๆ เลย

ใครที่ยังไม่อยากรีบดูแก่ก่อนวัย และอยากให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไปอีกนานๆ ลองมาดูกันว่าพฤติกรรมอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้าง

ประการแรก เรื่องของโภชนาการ

การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล การได้รับสารอาหารและชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะการทานแป้งและน้ำตาลที่มากจนเกินความต้องการของร่างกาย มีผลทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมสารอาหารไปใช้งาน ทั้งเพื่อเป็นพลังงาน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภค ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น ลดการดื่มน้ำหวานและน้ำอัดลม รวมถึงเลือกทานอาหารที่มีผัก และผลไม้ในแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสม

ประการที่ 2 ลดการสัมผัส เกี่ยวข้อง หรือสะสมสารพิษและสารเคมี

ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน เพราะในทุกวันเราต่างก็ต้องสัมผัสกับมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่นและควันมากพอสมควรอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารจากกล่องโฟม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์บางประเภทที่ทำการอุ่นผ่านไมโครเวฟ

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษเอาไว้ ซึ่งสารพิษเหล่านั้นก็จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

ประการที่ 3 อย่าปล่อยให้มีอาการป่วยเรื้อรัง ทั้งอาการหวัด แผลอักเสบ หรือแผลเปิดต่างๆ

เพราะว่าอาการเหล่านี้ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็จะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ มีผลทำให้อวัยวะต่างๆ รวมทั้งหัวใจและสมองเสื่อมลงโดยไม่รู้ตัว  ฉะนั้น อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเรื้อรัง

ประการ 4 สุดท้าย เรื่องของอารมณ์และความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน และส่งผลทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ การจัดการอารมณ์และความเครียด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ใครที่มีพฤติกรรมทำงานหนัก แม้จะเชื่อว่าสามารถจัดการกับความเครียดได้ แต่ความเครียดก็ยังอาจเกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากการทำงานหนักต่อเนื่องได้เช่นกัน ฉะนั้น ผู้ที่ทำงานหนักต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ ควรปรับพฤติกรรมให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนจากงานบ้างเพื่อลดความเครียดสะสม โดยอาจหางานอดิเรกที่ชอบ อ่านหนังสือ พักผ่อนสบายๆ กับดนตรี หรือเล่นกีฬาที่ถนัด เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ช่วยจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้เป็นอย่างดี

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นตัวกำหนดสภาพร่างกาย และการทำงานของระบบต่างๆ ย่อมมีผลต่อการเสื่อมของสภาพร่างกาย การดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และการรักษาให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการชะลอวัยได้อย่างดีที่สุด

 

ภาพ freepik