การใช้ยา “ฟ้าทะลายโจร” ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473662

การใช้ยา “ฟ้าทะลายโจร” ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

10 กรกฎาคม 2564 – 05:00 น.

ช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 “ฟ้าทะลายโจร” กระแสตอบรับดีมาก เรามาดูว่าแบบไหนควรได้รับยา วิธีใช้ ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังกัน

สถานการณ์ โควิด-19 ช่วงนี้เรียกได้ว่า วิกฤติ ทั้งยอดติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในประเทศพุ่งขึ้นสูงทำนิวไฮท์รายวัน ขณะที่ การใช้ “ฟ้าทะลายโจร” รักษา โควิด-19 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจน “หมดสต็อก” ผลิตไม่ทัน โดยมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แจ้งว่า ขณะนี้ฟ้าทะลายโจรขาดสต็อก เนื่องจากปริมาณความต้องการสูงมาก และส่วนใหญ่ได้นำไปมอบให้กับผู้ป่วยหนัก และในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ โดยทางมูลินิธิฯ กำลังเร่งบริหารจัดการกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ภายใต้มาตรฐานและคุณภาพ

การใช้ยา “ฟ้าทะลายโจร” ในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด-19 

ฤทธิ์ยา

  • เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ลดอักเสบ ขับเหงื่อ บรรเทาอาการไข้ ไอ เจ็บคอ

ผู้ป่วยที่ควรได้รับยา “ฟ้าทะลายโจร”

  1. มีไข้ ไอ เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว
  2. มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด
  • ใช้รักษา : 5 วัน
  • ใช้เสริมภูมิคุ้มกัน : 5 วันต่อสัปดาห์นาน 3 เดือน

วิธีใช้

(ใช้รักษาตามอาการ หยุดยาได้ทันทีเมื่ออาการดีขึ้นปกติ หากเป็นหวัดธรรมดาจะใช้เวลา 5 – 7 วัน)

  • อายุ 12 ปีขึ้นไป : ใช้ผงยาฟ้าทะลายโจรครั้งละ 1.5 – 3 กรัม วันละ 4 ครั้ง (ประมาณครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง) กรณีสารสกัดควรศึกษาขนาดการใช้ของแต่ละผลิตภัณฑ์
  • อายุ 4 – 11 ปี : สารแอนโดรกราโฟไลด์ 30 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งให้กินวันละ 3 ครั้ง (ประมาณครั้งละ 1 แคปซูลวันละ 3 ครั้ง)
  • การใช้ใบสด จากต้นอายุ 3 เดือนขึ้นไป ใช้ 4 – 7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง
  • กรณีเสริมภูมิคุ้มกัน พบการใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ และมีวิจัยพบว่า ช่วยลดอัตราการเป็นหวัด โดยให้ได้รับปริมาณสารสำคัญ “แอนโดรกราโฟไลด์” 12 มิลลิกรัมต่อวัน หรือกินเพียงวันละ 1 แคปซูล 5 วันต่อสัปดาห์นาน 3 เดือน (คำนวณจากขนาดยาของอภัยภูเบศร)
  • ไม่แนะนำการใช้เสริมภูมิคุ้มกันในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และในผู้ป่วยที่ตับและไตไม่ดี รวมถึงผู้ใช้ยาวาร์ฟาริน

ข้อห้ามใช้ / ข้อควรระวัง “ฟ้าทะลายโจร”

  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์, ให้นมบุตร
  • ระวังการใช้ระยะยาวในผู้ที่หนาวง่าย ความดันโลหิตต่ำ เพราะอาจเสริมฤทธิ์ยาลดความดัน
  • ผู้ป่วยโรคตับอักเสบ ไตวาย ใช้ยาวาร์ฟาริน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

5 อาหารที่ไม่ควรกินตอนดึก ถ้าไม่อยากอ้วนลงพุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473666

5 อาหารที่ไม่ควรกินตอนดึก ถ้าไม่อยากอ้วนลงพุง

9 กรกฎาคม 2564 – 20:44 น.

ต้องคำนึงไว้อยู่เสมอว่า มื้อดึก ไม่ใช่อยากจะทานอะไรก็ทานได้หมด แต่ควรจำกัดหมวดหมู่อาหารการกิน เพื่อลดการทำงานของระบบย่อยอาหาร ลดการเกิดกรดไหลย้อน และลดการสะสมของไขมันในร่างกาย

และนี่คือประเภทอาหาร 5 อย่าง หากกินตอนดึกจะอ้วนง่ายไม่รู้ตัว

1.อาหารที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม

สำหรับประเภทอาหารในส่วนนี้ คือ อาหารหรือของทานเล่นทุกอย่างที่มีส่วนประกอบเป็นน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็น ผัด ทอดแม้กระทั่ง เนย ชีส นม ไอศกรีม ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอาหารที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายค่อนข้างมาก อีกทั้งยังทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินกำลัง ส่งผลต่อเนื่องไปถึงคุณภาพการนอนหลับ และการหลั่งของฮอร์โมนที่จะผิดปกติไปจากเดิม

2.อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูง

หากรู้สึกว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หรือหน้ามืด การทานลูกอมสักเม็ดจะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น และทำให้นอนหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่การทานขนมหวาน น้ำหวาน และน้ำอัดลมก่อนเข้านอนปริมาณมากเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักเกินไปแล้ว ยังทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงแล้วน้ำตาลเหล่านี้นี่แหละที่ต่อไปจะถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นไขมันและสะสมอยู่ตามหน้าท้อง แขนและขาของคุณเอง

3.เนื้อแดงและโปรตีนอื่น ๆ

อาหารประเภทเนื้อหรือโปรตีนต่างๆ เป็นสารอาหารที่ย่อยยากและใช้เวลานานในการย่อย การทานในช่วงดึกจึงทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินจำเป็น โดยอาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง นอนไม่หลับได้ ดังนั้น หากอยากทานอาหารประเภทโปรตีนจริงๆ ควรเลี่ยงเนื้อแดง แต่ไปทานเนื้อปลา หรืออกไก่ชิ้นเล็กๆ หรือนมแทนจะดีกว่า

4.ส้มตำ

แม้ส้มตำจะไม่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ แต่อาหารที่มีรสชาติจัดจ้านจะทำให้ระบบย่อยอาหารปั่นป่วน อีกทั้งสารเคมีจากพริก ยังเข้าไปกระตุ้นการรับรู้ทำให้นอนไม่หลับได้อีกด้วย

5.มื้อหนัก

จำไว้เลยว่าสิ่งที่กำลังทานในช่วงดึกคือ ของว่างรองท้อง ไม่ใช่อาหารมื้อหลัก ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องทานให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะอาหารมื้อหนักจะทำให้น้ำหนักตัวพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง และทำให้สุขภาพแย่ลงได้ ดังนั้น เมื่อรู้สึกหิวขึ้นมากลางดึก ควรมองหาอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำเข้าไว้ ยิ่งปริมาณแคลอรี่ต่ำกว่า 200 กิโลแคลอรี่ยิ่งดี หรือถ้าจะให้ดีก็ดื่มน้ำเปล่าแล้วเข้านอนไปเลย

การทานอาหารในช่วงกลางคืนที่ร่างกายควรได้รับการพักผ่อน นอกจากจะทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อสมดุลการทำงานของร่างกายด้วย เพราะเมื่อร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้ระบบต่างๆ ภายในรวน และทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

“มาร์ค ธาวิน” เซเลบริตี้ระดับเอลิสต์ อวดแฟชั่นเซตเก๋ๆ หลักล้านแก้เหงาช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473596

“มาร์ค ธาวิน” เซเลบริตี้ระดับเอลิสต์ อวดแฟชั่นเซตเก๋ๆหลักล้านแก้เหงาช่วงโควิด

9 กรกฎาคม 2564 – 20:25 น.

อีกหนึ่งเซเลบริตี้ Top Spender แบรนด์แฟชั่นระดับโลก “มาร์ค ธาวิน” อวดแฟชั่นเซตเก๋ๆราคาหลักล้านแก้เหงาช่วงโควิด พร้อมเผยถึงมุมมอง ว่าทำไมถึงต้องซื้อเสื้อผ้าของใช้แบรนด์หรูอยู่เสมอ

“มาร์ค-ธาวิน พี เซียวตงเซ” เลบริตี้ลูกครึ่ง ไทย-ฟิลิปปินส์ แฮร์สไตลิสต์ชื่อดังในแวดวงสังคมเมืองไทย เจ้าของกิจการร้านทำผมสุดหรู Mark Thawin: Ultimate Hair Solution และเป็น Top Spender แบรนด์แฟชั่นระดับโลก คุ้นหน้าคุ้นตาในแวดวงสังคมกันเป็นอย่างดี

ช่วงโควิดแบบนี้ออกงานสังคมก็ไม่ได้ เซเลบริตี้ระดับเอลิสต์ “มาร์ค ธาวิน”ก็หาวิธีแก้เหงา โดยจัดเต็มใส่เสื้อผ้าแบรนด์หรูลงภาพและวีดีโอเก๋ๆ อวดแฟชั่นเซ็ตลง Instagramทำเอาบรรดาเพื่อนเซเลปแฟนๆแห่แซวแห่ชมไม่ขาดสาย  โดยแต่ลุคนั้นก็ไม่ธรรมดา  ใครสายแฟดูแล้วไปช้อปตามไม่ตกเทรนด์แน่นอน

โดย“มาร์ค ธาวิน” ได้เผยมุมของการซื้อเสื้อผ้าของใช้แบรนด์หรู ไว้ว่า… การซื้อเสื้อผ้าถ้าคิดว่าแค่อยากได้เอามาใส่ เราแค่เลือกซื้อเสื้อผ้าที่ตัดเย็บดีๆก็ได้ แต่ซื้อของที่แบรนด์มันเป็นการเดินทางของคนที่อยู่ในสังคมที่ต้องได้อีกสังคมหนึ่ง มันได้ความฟิน เราไม่ได้จ่ายแค่ ค่าหินค่ากรวด เราจ่ายค่าแบรนด์ดิ้งของเขา ซึ่งเขาสร้างชื่อมาเป็นเวลานานและสร้างในระดับโลก สิ่งนี้เป็นใบเบิกทาง ซึ่งในระดับอินเตอร์เขาดูที่แบรนด์  เขาไม่ให้ค่าที่พลอยหรือเพชรใครใหญ่เม็ดใหญ่กว่ากัน พร้อมทิ้งท้ายว่าถ้าเราคิดเหมือนอื่นเราก็จะไม่มีตัวตน

“ไข่ต้ม” ทานแล้ว ช่วยลดน้ำหนักได้ มีผลวิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473665

“ไข่ต้ม”ทานแล้ว ช่วยลดน้ำหนักได้ มีผลวิจัย

9 กรกฎาคม 2564 – 20:12 น.

เรื่องสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ หลายคนมองหาวิธีลดความอ้วน ผลการวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาออกมาเผยว่า กินไข่เป็นอาหารเช้าสามารถช่วย จำกัด ปริมาณแคลอรี่ของคุณตลอดทั้งวันได้

สำหรับใครที่กำลังมองหาเมนูลดความอ้วน นั้นวันนี้เรามีข้อมูลจากการวิจัยจากศูนย์ เผยว่าการ กินไข่ต้ม สามารถช่วยเรื่องการลลดน้ำหนักได้  โดยผลการวิจัยจากศูนย์ Rochester Centre for Obesity in America และมหาวิทยาลัยลุยเซียนา ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้ออกมาทำการวิจัยพร้อมเผยว่า กินไข่เป็นอาหารเช้าสามารถช่วย จำกัด ปริมาณแคลอรี่ของคุณตลอดทั้งวัน ได้มากกว่า 400 กิโลแคลอรี

เป็นเพราะว่าไข่เป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน แร่ธาตุ และวิตามินต่าง ๆ เช่น สังกะสี วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินบี 12 นอกจากนี้ยังให้พลังงานเพียง 85 กิโลแคลอรีต่อฟอง แถมรับประทานไปแล้วยังทำให้อิ่มได้นาน และไม่หิวบ่อย ซึ่งส่งผลดีทำให้ลดน้ำหนักลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวิจัยตั้งกล่าว ทำในกลุ่มของ ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน 30 คน รับประทานอาหารเช้าที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ(ไข่ 2 ฟอง) หรืออาหารเช้าแบบเบเกิล ซึ่งมี กิโลแคลอรี ในปริมาณเท่ากันและระดับโปรตีนเกือบเท่ากัน นักวิจัยได้บันทึกพฤติกรรมการกินของผู้หญิงและพบว่าก่อนอาหารกลางวันผู้หญิงที่กินไข่เป็นอาหารเช้ารู้สึกหิวน้อยลง

และกินอาหารกลางวันน้อยลง กลุ่มที่รับประทานอาหารเช้าที่มีไข่บริโภคโดยเฉลี่ยแล้วจะมีแคลอรีน้อยกว่ากลุ่มที่รับประทานเบเกิล การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการกินไข่เป็นอาหารเช้าทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้นเพื่อที่คุณจะได้กินน้อยลงในสองสามมื้อถัดไป นี่เป็นข่าวดีหากคุณกำลังพยายามลดน้ำหนัก ซึ่งหมายความว่าคุณอาจลดแคลอรีได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกหิว 

หากคุณทานไข่ต้มไปแล้วแนะนำให้เลี่ยงของทอดกับขนมปังปิ้ง แต่หันมาดื่มน้ำส้มที่ไม่หวานมาก เพราะน้ำส้มอุดมด้วยวิตามินซีหนึ่งแก้วซึ่งจะช่วยให้ร่างกายใช้ประโยชน์จากธาตุเหล็กในไข่ได้ดี

ข้อมูลจากวารสารโภชนาการอเมริกันเคยตีพิมพ์ไว้ว่า การรับประทานไข่ไก่ต้ม 12 ฟองต่อสัปดาห์ไม่มีผลต่อความดันโลหิต และระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไข่ไก่ยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี อย่ามองข้ามเพียงเพราะว่ามีคอเลสเตอรอล เพราะในไข่ไก่ยังมีกรดเลซิทีนที่จำเป็น

สำหรับใครที่อยากลดน้ำหนัก การบริโภคไข่ต้มเป็นเมนูจำก็สามารถนำไปรับใช้กันได้ เพราะปัจจุบันนี้ เมนูไข่ต้มสามารถพ่วงไปกับเมนูอื่น ๆ ตามสูตรการลดน้ำหนักของแต่ละคนได้ 

ขอบคุณที่มา : Eat Eggs for Weight Loss

ชี้เป้า “โดนัทโฮมเมด” เติมหวาน ช่วง “work from home” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473663

ชี้เป้า “โดนัทโฮมเมด” เติมหวาน ช่วง “work from home “

9 กรกฎาคม 2564 – 20:08 น.

“โดนัทโฮมเมด” เจ้าอร่อยสักชิ้น น่าจะช่วยลดความเบื่อหน่ายจาก การทำงานแบบ” work from home” ได้เป็นอย่างดี ขอชี้เป้าร้านดัง แสนอร่อย 4 ร้าน ที่สายหวานไม่ควรพลาด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่ยาวนาน หลายหน่วยงานมีนโบายให้พนักงานทำงานที่บ้าน work from home เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ การทำงานที่บ้านเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลายคน เกิดภาวะเบื่อหน่าย หมดไฟ อาหารอร่อย ๆ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มพลัง ลดความจำเจวันนี้ ขอมาชี้เป้า 4 ร้านโดนัทโฮมเมด แสนอร่อย ที่สายหวานไม่ควรพลาด 

เริ่มกันที่ร้านแรก กับ Loaflay โดนัทแห่งความสุข สูตรโฮมเมด ที่คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติแบบสุด ๆ ตั้งแต่การคัดเลือก ไข่ไก่อารมณ์ดี นมสดจากภูฟาร์ม โรยหน้าด้วยน้ำตาลหัวไชเท้า (เทนไซโต) จากญี่ปุ่น ออกมาเป็นโดนัทพรีเมี่ยม เนื้อนุ่มนิ่ม ไม่อมน้ำมัน จิ้มกับนมข้นฮอกไกโดที่ร้านกวนเอง ถึง 5ชม. เมนูที่ห้ามพลาดคือ Loaf – Lay Signature Donut และ Whole Wheat Amazake Donut สั่งซื้อได้ทาง LINE : @loaflay หรือจะไปตามส่องความน่ากินกันได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก และ อินสตาเกรม  loaflyกันได้เลยจ้า

Dropbydough Drop By Dough เป็นร้าน Handcraft dough ที่ทำเองทุกขั้นตอน คัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เพื่อให้ได้โดนัทที่รสชาติดีที่สุด และไม่ใส่สารเคมีใดๆ โดยปกติจะมีโดนัท 10 รสชาติ และแต่ละเดือนหน้าจะมี special flavors ออกมาเป็นพิเศษอยู่เสมอ  เมนูที่จะแนะนำ Classic Vanilla เป็นราติที่ตั้งใจทำออกมาให้ทานง่าย หวานน้อยที่สุด Bacon & Cheddar Cheese รสชาติที่หลายคนสงสัยว่าจะเข้ากันได้อย่างไร กับการที่เอา bacon มาทำเป็นขนม เริ่มจากด้านในเป็น cheddar chesse custard เข้มข้น เกรซด้านบนโรย bacon เวลาทานจะได้รสชาติความเค็มของชีส ความหวานของเกรซบวกกับกลิ่นหอมของ bacon เป็นรสชาติที่หลายคนชอบ และบอกว่าเข้ากัน สามารถสั่งซื้อได้ทาง Grab/ Lineman/ Foodpanda/ Robinhood และ Line@: @dropbydough 

Brassicabkk โดนัทแป้งฟูนุ่มไส้ทะลัก การันตีได้จากฝีมือการทำทุกขั้นตอนของ เชฟชอง เหวิน  เชฟหนุ่มฝีมือจากสิงคโปร์ ใช้แป้งโดว์ที่หมักทิ้งไว้หนึ่งคืน และถูกนำมาทอดใหม่ ๆ ทุกเช้าหลังเปิดร้าน มีเมนูแครมบูเล่เป็นเมนูขายดี ด้านในเป็นไส้วานิบบาคัสตาร์ด ใช้เมล็ดวนิลาแท้จากโลคัลฟาร์มที่เชียงใหม่เพื่อให้ได้กลิ่นหอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ ด้านบนเผาหน้าน้ำตาลไหม้ เพื่อให้ได้รสสัมผัสทั้งกรอบและนุ่มเวลาทาน ที่ร้านเผาแครมบูเล่สดๆทุกออเดอร์เพื่อความกรอบอร่อย สั่งซื้อได้ทางขายบน Grabfood, LINEMAN, Robinhood หรือสามารถสั่งตรงกับทางร้านที่ไลน์ @brassicabkk

Kinu Donut โดนัทแสนนุ่มมม เหมือนปุยเมฆ มีความหวานน้อยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ ชูจุดเด่นที่แป้ง ลดความหวาน ไม่ใช้น้ำมันขมันทรานซ์ ความอร่อยของ ร้านนี้การันตีผ่านการบอกต่อ ที่โด่งดังในโซเชียล ที่วันนี้ต้องขยายสาขาอีกหลายสาขา เพื่อให้คนได้ลิ้มรสความอร่อยของKinuได้ง่ายขึ้น สามารถสั่งซื้อได้ที่หน้าร้าน 4 สาขา เยาวราช อารีย์ เสาชิงช้า และโชคชัย 4 หรือผ่านทางออนไลน์ LinemanRobinhood 

 การทำงานที่บ้านเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลายคน เกิดภาวะเบื่อหน่าย หมดไฟ อาหารอร่อยๆ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ในการเพิ่มพลัง ลดความจำเจ เติมหวานสักนิด เพื่อเป็นพลังงานในการสู้วิกฤต 

3 สิ่งพึงสังเกต “อาการผิดปกติ” จากการ “Work Form Home” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473653

3 สิ่งพึงสังเกต “อาการผิดปกติ”จากการ “Work Form Home”

9 กรกฎาคม 2564 – 18:50 น.

จิตแพทย์ แนะสังเกต”อาการผิดปกติ” ที่อาจจะเกิดจาก”Work Form Home” 3 อาการที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต

Work Form Home เป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งการทำงานที่บ้านเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมและมีผลต่อสุขภาพจิต ดร.นพ. วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต แนะนำวิธีสังเกตตัวเองถึงความผิดปกติที่เกิดจาก Work Form Home เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่กว้างมาก อาจเกิดได้หลายรูปแบบ ซึ่งคนทั่วไปสามารถมีอารมณ์ความเครียด ความกังวลได้ปกติ  แต่จะเริ่มไม่ปกติเมื่อ อารมณ์เหล่านั้น ส่งผลให้ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงไป 

– ประสิทธิภาพในการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป วกวนอยู่ในอารมณ์เครียด หรือเศร้า จนไม่สามารถทำงานได้เท่าเดิม ทำงานช้าลง หรือจากที่เคยเป็นคนละเอียดรอบคอบ กลายเป็นคนไม่ละเอียดรอบคอบ ประสิทธิภาพในการเรียนของนักเรียนที่เรียนออนไลน์ เปลี่ยนไป จากเดิมเป็นคนที่มีสมาธิกลายเป็นคนไม่มีสมาธิ เป็นสาเหตุมาจากอารมณ์เหล่านั้นครอบงำในจิตใจ 

– ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้างและคนทั่วไปลดลง จากที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อเกิดอารมณ์เครียดมากๆ อาจเกิดอาการเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่พูดคุยกับใคร ไม่เล่นโซเชียลมีเดีย ไม่พุดคุยกับใคร ซึ่งอาจจะเป็นผลจากความเครียดที่ส่งผลให้เปลี่ยนแปลงไป

– การดูแลตัวเองลดลง หรือ การไม่ดูแลตัวเอง ไม่ทานอาหาร ไม่เก็บทำความสะอาดห้อง ไม่ดูแลตัวเองในเรื่องใดเลย นั่นอาจเป็นสัญญาณของการเริ่มส่งผลต่อการมีปัญหาทางสุขภาพจิต 

3 สิ่งที่เป็นสิ่งเราควรสังเกตว่า เรามีผลกระทบจากการ Work Form Home มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราแล้วหรือยัง  ซึ่งเหล่านี้อาจเป็นผลที่มาจากความเหนื่อยล้าของจิตใจ ความวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การทำงานอยู่บนความไม่รู้อนาคต เป็นความกลัวที่ทุกคนจะต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่า มีความกลัวและกังวลเรื่องงาน  แต่ทำอะไรไม่ได้ ไม่สามารถรู้สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น จึงควรปรับมาให้ความสำคัญในสิ่งที่เรายังสามารถควบคุมได้ พยายามมองในเรื่องที่บวก เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น และต้องยอมรับว่า การคิดแต่แง่ลบ จะส่งผลร้ายให้ตนเอง 

เลือกสี “ลิปสติก” ตามวันเกิด เสริมดวง เสริมความโชคดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473641

เลือกสี “ลิปสติก” ตามวันเกิด เสริมดวง เสริมความโชคดี

9 กรกฎาคม 2564 – 18:39 น.

ผู้หญิงทุกคนต้องมี “ลิปสติก” มากกว่า 1 แท่งอย่างแน่นอน เพราะ “ลิปสติก” เป็นเครื่องสำอางที่ผู้หญิงหลายคนขาดไม่ได้ ช่วยแต่งเติมเรียวปากให้มีสีสัน เสริมบุคลิกในด้านต่างๆ ผู้หญิงมักใช้ “ลิปสติก” สีไม่ซ้ำกัน

แต่ “ลิปสติก” ไม่ได้มาเพิ่มความสวยกับปากของเราอย่างเดียว เพราะว่าหากทาสี “ลิปสติก” ที่ถูกโฉลกกับวันเกิด ก็จะช่วยเสริมดวง สร้างเสน่ห์ ทำให้มีความมั่นใจในการเปิดรับโอกาสใหม่ๆ เข้ามา ทั้งความโชคดี และ มีโชคลาภได้

การเลือกสี “ลิปสติก” เสริมดวง นอกจากจะได้ไอเดียสี “ลิปสติก” ในแต่ละวันแล้ว ยังเพิ่มความมั่นใจให้สาวๆ ได้อีกด้วย สาวๆสายมูต้องลองทำดูเพื่อความปังทั้ง สีปาก และ ปังทั้งดวง สาวที่เกิดวันไหน ต้องใช้ลิปสติก สีอะไร ตามมาดูกันได้เลย

1. “ผู้หญิงที่เกิดวันจันทร์” ควรทา “ลิปสติก” สีชมพู – สีนู้ด  คนที่เกิดวันจันทร์มีบุคลิกภาพที่อ่อนหวาน อ่อนโยน แต่มักโมโหร้าย หายเร็ว มีการแต่งตัวที่ดี  มีนิสัยที่สุขุม รอบคอบ และ มีความอดทน ช่างคิด ช่างฝัน ดังนั้น “ลิปสติก” สีชมพูหรือสีนู้ด จะเข้ากับบุคลิกภาพของคนที่เกิดวันจันทร์ จะช่วยเสริมความน่ามองมากยิ่งขึ้น

2.  “ผู้หญิงที่เกิดวันอังคาร” ควรทา “ลิปสติก” สีส้ม คนที่เกิดวันอังคาร แม้ภายนอกจะดูอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนสู้ไม่ถอย ดื้อและจริงจัง แต่เมื่อถึงคราวจะใจอ่อน ก็มักให้อภัยคนง่ายๆ การทาลิปสีโทนส้มน่ารักๆ จะช่วยให้คนเกิดวันนี้ดูอ่อนโยน และ เป็นมิตรมากขึ้น 

3.  “ผู้หญิงที่เกิดวันพุธ” ควรทา “ลิปสติก” สีชมพูอมม่วง คนที่เกิดวันพุธ มักจะเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มักใช้วาจาที่เข้าหาคนได้เป็นอย่างดี มีสติปัญญาที่ยอดเยี่ยม ฉลาด ปรับตัวได้เข้ากับทุกสถานการณ์ และ รักการอ่าน อ่านใจคนเก่ง “ลิปสติก” โทนสีชมพูอมม่วง จะช่วยเสริมลุคให้ดูน่าดึงดูด น่าพูดคุย

4.  “ผู้หญิงที่เกิดวันพฤหัสบดี” ควรทา “ลิปสติก” สีนู้ด – สีนู้ดส้ม คนเกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนอดทน จิตใจเข้มแข็ง แต่ลึกๆ แล้วต้องการความใส่ใจจากคนรอบข้าง แต่ข้อเสียคือไม่ค่อยรับฟังความเห็นผู้อื่น สีลิปสติกโทนนู้ดอมส้ม จะเสริมลุคให้คุณดูสดใส ร่าเริง และ อ่อนหวาน

5.  “ผู้หญิงที่เกิดวันศุกร์” ควรทา “ลิปสติกสี” ชมพูเข้ม คนที่เกิดวันศุกร์เป็นคนที่รักสวยรักงาม มีน้ำใจกับทุกคน มีความนอบน้อม อ่อนโยน ขยัน มีรสนิยมการแต่งตัวที่สูง ขยันทำงาน ไม่เคยเอาเปรียบใคร รู้จักอดออม ลิปสติกสีชมพู จะช่วยเสริมลุคให้ดูหวานแบบมีเสน่ห์ไม่น่าเบื่อ

6.  “ผู้หญิงที่เกิดวันเสาร์” ควรทาลิปสติกสีน้ำตาลนู้ด – สีอิฐ คนเกิดวันเสาร์ มีความรับผิดชอบสูง บุคลิกโตเกินวัย เป็นคนตรงไปตรงมา จนบางครั้งก็โผงผาง ไม่หลงเชื่อคนง่ายๆ มีความสามารถในการบริหารจัดการ ทำให้ได้เป็นผู้นำในด้านต่างๆ สีลิปโทนอิฐและน้ำตาลอ่อน จะเสริมลุคความเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็แฝงความอ่อนหวานไว้

7. “ผู้หญิงที่เกิดวันอาทิตย์” ควรทา “ลิปสติก” สีแดง  คนที่เกิดวันอาทิตย์ ค่อนข้างเป็นคนใจร้อน แต่ก็มีเสน่ห์ จุดเด่นคือมีความคิดสร้างสรรค์ ชอบความท้าทายทั้งเรื่องงาน และ ความรัก การทาลิปสติกสีแดงจะช่วยเสริมความมั่นใจ เสริมโชคด้านการงาน มีเสน่ห์ในการโน้มน้าวคนฟัง

“5 อาชีพ” ดาวรุ่งในยุค “โควิด-19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473643

“5 อาชีพ” ดาวรุ่งในยุค”โควิด-19″

9 กรกฎาคม 2564 – 18:38 น.

ในขณะที่วิกฤตของการแพร่ระบาดของโรค”โควิด-19″ กำลังถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน หลายอาชีพ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส ดร. ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต ม.หอการค้าไทย ทำการจัดลำดับ “5 อาชีพ” ดาวรุ่ง ที่มาแรงแซงทุกวิกฤต

สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบให้กับทุกคนไปในวงกว้าง หลายบริษัทต้องปิดตัวลง หลายอาชีพต้องตกงาน แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาสเสมอ แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซานี้ทำให้หลายอาชีพหมดโอกาสในการทำงาน แต่บางอาชีพกลับเป็นที่ต้องการอย่างมาก  ดร. ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ ม.หอการค้าไทย จัดลำดับ 5 อาชีพ ดาวรุ่งในช่วงวิกฤต ดังนี้

นักการตลาดดิจิทัล  ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น จากความจริงที่ว่านี้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สินค้าและบริการของตนเองขึ้นสู่แพลทฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ แต่ผู้ประกอบการอีกมากมายยังขาดองค์ความรู้และบุคลากรที่มีความชำนาญในการตลาดดิจิทัล ซึ่งงานที่เกี่ยวกับการตลาดดิจทัลประกอบไปด้วยการตลาดเฉพาะทางด้านต่าง ๆ เช่น การโฆษณา การสร้างแบรนด์ การเขียนคอนเทนต์ การรีวิวเพื่อโปรโมทสินค้าและบริการ เป็นต้น 

อาชีพในกลุ่มโลจิสติกส์ เมื่อการขายสินค้าออนไลน์เป็นทางรอดของผู้ประกอบการยุคใหม่ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนที่หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัด ทำให้อาชีพที่เกี่ยวกับการบริหารงานขนส่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นในยุคโควิด-19 เช่น ผู้บริหารคลังสินค้า พนักงานตรวจนับสินค้า พนักงานขับรถโฟลค์ลิฟท์/รถบรรทุก เป็นต้น ทั้งนี้ยังรวมไปถึงอาชีพที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ก็เป็นอาชีพดาวรุ่งที่เติบโตไปพร้อมกับการขายสินค้าออนไลน์เช่นกัน เช่น การรับบริการแพคสินค้า งานบริการขนส่ง ไรเดอร์ เป็นต้น  

การสอนออนไลน์และติวเตอร์ออนไลน์  การเรียนรูปแบบออนไลน์หรือ E-Learning กลายเป็นรูปแบบการเรียนรู้แห่งยุคอนาคต และสามารถทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแม้ในช่วงโควิด-19 ที่ไม่สามารถไปสถานศึกษาหรือโรงเรียนกวดวิชาได้ แต่น้อง ๆ นักเรียนก็ต้องเรียนและเตรียมตัวสอบ การเรียนออนไลน์จึงตอบโจทย์ปัญหาในยุคโควิดได้เป็นอย่างดี อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ การทำงานที่บ้าน (Work from home) ทำให้คนมีเวลามากขึ้นเพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง จึงทำให้คนหันมาพัฒนาตนเองด้านต่าง ๆ ผ่านบริการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์มากขึ้น เช่น เทรนเนอร์ออนไลน์ การลงทุนในหุ้น การทำอาหาร การเรียนภาษา เป็นต้น

อาชีพในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อทุกองค์กรต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานในรูปแบบการทำงานที่บ้าน (Work from home) เพื่อให้สามารถทำงานที่ไหนก็ได้องค์กรต่าง ๆ จึงต้องลงทุนในอุปกรณ์และเทคโนโลยีสำหรับรองรับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป เพื่อให้การทำงานที่บ้านมีความพร้อมเสมือนนั่งทำงานในออฟฟิส อาชีพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก เช่น IT Helpdesk และ Programmer เป็นต้น

ประกันสุขภาพและประกันชีวิต แนวคิดด้านการป้องกันความเสี่ยงได้รับการยอมรับจากคนไทยมากขึ้นตั้งแต่ก่อนยุคโควิด-19 แต่สถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ยิ่งกระตุ้นให้คนหันมาซื้อประกันกันมากขึ้น ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี อาชีพนายหน้าขายประกันและธุรกิจเกี่ยวกับประกันภัยจึงกลายเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งในยุคโควิด-19 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โควิด-19 ส่งผลให้หลายคนเกิดปัญหา ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน และเราจะผ่านปัญหาครั้งนี้ไปด้วยกัน

ที่มา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เช็กอาการ “ภาวะสมองล้า” กับสาเหตุที่เกิด และวิธีรักษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473629

เช็กอาการ “ภาวะสมองล้า” กับสาเหตุที่เกิด และวิธีรักษา

9 กรกฎาคม 2564 – 17:41 น.

เมื่อ “สมอง” ถูกใช้งานอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้ระบบประสาทเสียสมดุล จนเกิด “ภาวะสมองล้า” เช็กเลยอาการที่ต้องสังเกตมีอะไรบ้าง

เมื่อ “สมอง” ถูกใช้งานอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้ระบบประสาทเสียสมดุล จนเกิด “ภาวะสมองล้า” (Brain Fog Syndrome) หากเป็นบ่อยอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

ภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) คือ ภาวะเครียดโดยไม่รู้ตัวจากการที่สมองถูกใช้งานอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากความเร่งรีบที่จะทำงานให้เสร็จ การพักผ่อนน้อย หรือการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ทำให้สารสื่อประสาทในสมองซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ของระบบประสาทเสียสมดุล ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจึงแย่ลง หากเกิดบ่อยครั้งจะกลายเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคกระเพาะ, โรคอ้วน, ภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ, โรคเบาหวาน ฯลฯ

-สาเหตุของภาวะสมองล้า คือ คลื่นแม่เหล็ก จากการใช้งานคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บแล็ตมากเกินไป รบกวนการหลั่งสารสื่อประสาทในสมอง

-ความเครียด ทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เกิดอาการมึนงง ความจำแย่ลง

-นอนดึก นอนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย

-ขาดสารอาหาร อาทิ กรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ 

-สารพิษในชีวิตประจำวัน เช่น มลภาวะ สารเคมี โลหะหนัก ยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนในอากาศ น้ำ และอาหาร

อาการเตือนของ “ภาวะสมองล้า” มีดังนี้ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะเรื้อรัง สายตาอ่อนเพลีย จัดการหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ไม่ดีเหมือนก่อน อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ขี้หลงขี้ลืม ความจำระยะสั้นแย่ลง สมาธิในการทำงานลดลง ความคิดสร้างสรรค์ที่เคยมีหายไป ไม่สดชื่น

สำหรับวิธีรักษาภาวะสมองล้า คือ ควบคุมการใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ไม่นานจนเกินไปหรือตลอดทั้งวัน ควรหยุดพักบ้างเป็นระยะ คิดบวก มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ไม่เครียด ทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงสมอง
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง และควรนอนในเวลา 4 ทุ่มไม่เกินเที่ยงคืน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะช่วยให้สุขภาพสมองแข็งแรง เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และไม่ดื่มกาแฟในช่วงเย็นเพราะอาจรบกวนการนอนหลับ ท่องเที่ยวธรรมชาติเพื่อผ่อนคลายและได้สูดออกซิเจนให้เต็มปอด ช่วยเติมพลังชีวิตได้ดี

ส่วนสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองก็คือ น้ำมันปลา (Fish Oil), สารสกัดจากแปะก๊วย (Ginkgo Biloba Extract), โคลีน (Choline Bitartrate), สารสกัดจมูกข้าว (Gamma Oryzanol), ธีอะนีน (L – Theanine), ฟอสฟาติดิลซีรีน (Phosphatidylserine), อิโนซิทอล (Inositol), สารสกัดจากโสม (Ginseng Extract), ซอยเลซิทิน (Soy Lecithin), แอลคาร์นิทีน แอลทาร์เทรต (L-Carnitine L-Tartrate), วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี และวิตามินบี

ข้อมูลจาก bangkokhospital

7 ข้อควรปฏิบัติ เสริมศักยภาพการทำงาน “Work Form Home” เพิ่มภูมิคุ้มกันด้านจิตใจช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473618

7 ข้อควรปฏิบัติ เสริมศักยภาพการทำงาน “Work Form Home” เพิ่มภูมิคุ้มกันด้านจิตใจช่วงโควิด-19

9 กรกฎาคม 2564 – 16:42 น.

หมอวรตม์ ชี้ 7 ขอควรปฏิบัติในการทำงาน ” Work Form Home” ให้เกิดประสิทธิภาพ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจ ก่อนนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิต ช่วง “โควิด-19”

การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่ยาวนาน หลายหน่วยงานมีนโบายให้work from home มาตั้งแต่การแพร่ระบาดรอบแรก หลายคนเริ่มเกิดอาการเครียด เนื่องจากทำงานที่บ้านเป็นระยะเวลา ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิตได้  

ดร.นพ. วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต ให้ข้อสังเกต ถึงความผิดปกติที่เกิดทางจิตใจ ที่อาจจะมีผลต่อสุขภาพจิต จากการทำงานที่บ้านหรือ Work Form Home ว่าคนที่  Work Form Homeหากมองในแง่บวก ณ.ตอนนี้แสดงว่ายังมีงานทำ ดังนั้นสิ่งที่ เราควรโฟกัส คือสุขภาพกายและสุขภาพจิตต้องดี  ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หลายคนยังไม่ยอมรับว่าการ  Work Form Homeจะส่งผลให้สุขภาพเปลี่ยนแปลงไป หรือเพิกเฉยจนเกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน ถึงจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป มีผลการวิจัยออกมาจำนวนมาก ว่าการ Work Form Home ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งแรกที่ควรทำคือการตระหนักว่าอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ 

เนื่องจากการ Work Form Home เป็นสภาพแวดล้อมที่คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นชินมากนัก จึงจำเป็นที่จะต้องปรับให้สภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับที่ทำงานมากที่สุด 
เหมือนที่เราเคยคุ้นชิน เพื่อทำให้การ Work Form Home ของเรามีประสิทธิภาพ โดยมีข้อที่ควรปฏิบัติดังนี้
-การทำกิจวัตรประจำวันในตอนเช้า ให้เหมือนออกไปทำงาน เช่น การอาบน้ำ ให้ร่างายสดชื่น 
-ไม่เอางานไปทำบนเตียง ทำให้การทำงานกับการใช้ชีวิตรวมกันไปหมด ส่งผลให้ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ 
-จัดพื้นที่เหมาะสมในการทำงาน เช่น มีโต๊ะทำงานที่เหมาะสม 
-จัดสรรเวลาการกินอาหารให้เป็นเวลา ให้เหมือนตอนทำงานที่ออฟิตปกติ 
-เลิกงานให้เป็นเวลา เหมือนทำงานที่ออฟฟิต 
-หาเวลาในการออกำลังในบ้าน ที่เราพอสามารถทำได้ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เพื่อคงสภาพร่างกายไว้ 
-หมั่นสำรวจใจตัวเองตลอดเวลา เนื่องจาการ Work Form Home ทำให้การติดต่อปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น หรือเพื่อนร่วมงานลดลง อาจเป็นผลให้เกิดเป็นความเครียดแบบไม่รู้ตัว 

ทั้งนี้แต่ละคนมีภูมิต้านทานและความยืดหยุ่นในใจเรื่องการ  Work Form Home ที่ไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถบอกได้ชัดว่าทุกคนจะมีอาการที่ผิดปกติท่งสุขภาพจิตทั้งหมด แต่ความเสี่ยงที่เกิดจะไม่แตกต่างจากโรคที่เกิดจากความเครียดทั่วไป โดยการ Work Form Home ที่ทำให้เกิดความเครียดมาก ๆ อาจจะพัฒนาเป็น

 โรควิตกกังวลได้ เช่น การไม่ได้ติดต่อเพื่อนร่วมงาน การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความกังวล ทำให้รู้สึกถึงความยากลำบากในการทำงาน ปัญหาการนอน ที่เกิดจากการการทำงานไม่เป็นเวลา การเอางานไปทำในที่นอน หากการนอนไม่ดี สิ่งที่ตามมาคือปัญหาทางสุขภาพจิตตามมา เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ที่อาจมาจากการนอนที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือแม้แต่การไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้ออกไปพักผ่อนก็อาจนำไปสู่โรคเหล่านี้ได้เช่นกัน