HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656993

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย จับมือ บุ๋ม-ปนัดดา เปิดตัวแคมเปญ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง

เพื่อรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยห่างไกลจากภัยมะเร็งเต้านม  ล่าสุด สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Disease Society: TBS) ร่วมกับชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Cancer Community: TBCC) นำร่องแคมเปญเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมเปิดตัว แคมเปญแอมบาสซาเดอร์ คุณ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะผู้หญิงแกร่งที่จะมาร่วมเป็นกระบอกเสียงเพื่อต่อสู้กับมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตหญิงไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลายท่าน อาทิ คุณ นุ๊กซี่-อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ ที่ตบเท้าเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์การการวินิจฉัย แนวทางการรักษา และมุ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและปัญหาด้านช่องว่างทางการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อผลักดันการขยายโอกาสทางการรักษาที่เท่าเทียม รวดเร็ว และมีคุณภาพยิ่งขึ้น

พลโท.รศ.นพ. วิชัย วาสนสิริ นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “มะเร็งเต้านมเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งมีแนวโน้มของอัตราการเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[1] โดยในปี พ.ศ. 2563 เพียงปีเดียวพบผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 22,158 ราย[2] และยังมีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ดี มะเร็งเต้านมถือเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ถึง 90% – 100%  หากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม ด้วยเหตุนี้ จึงริเริ่มแคมเปญ HER WILL ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม รวมทั้งกระตุ้นเตือนสตรีไทยให้ตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และเริ่มต้นการรักษาให้เร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการหายขาดมากขึ้น”

ปัจจุบัน นวัตกรรมการรักษามะเร็งเต้านมมีหลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับประเภทความผิดปกติของยีนและระยะของโรค ไม่ว่าจะเป็นยามุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับผลข้างเคียงที่น้อยลงเมื่อเทียบกับแนวทางการรักษาในอดีต จากสถิติพบว่าประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมักพบ HER2-positive ซึ่งส่งผลให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้นและตอบสนองต่อการรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนน้อยลง[3] “นวัตกรรมยามุ่งเป้าที่พัฒนาขึ้นใหม่จึงนับได้ว่ามีส่วนยกระดับคุณภาพการรักษา เนื่องจากกลไกการทำงานของยามุ่งเป้าชนิดใหม่นี้ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีอัตราการรอดชีวิตที่ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่าแนวทางการรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้าชนิดใหม่ควบคู่กับยามุ่งเป้าชนิดเดิมที่มีอยู่ ประกอบกับการทำเคมีบำบัดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ดียิ่งกว่าการใช้ตัวยามุ่งเป้าชนิดเดิมเพียงอย่างเดียว และสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งในระยะแรกก่อนผ่าตัด ไปจนถึงระยะแพร่กระจาย โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ลดขนาดของก้อนมะเร็ง รวมไปถึงลดโอกาสการกลับมาของมะเร็งหลังผ่าตัด จนอาจกล่าวได้ว่ายามุ่งเป้าชนิดใหม่สามารถเพิ่มโอกาสการหายขาดของโรคมะเร็งเต้านมได้ในผู้ป่วยบางรายด้วย” พลโท.รศ. .นพวิชัย กล่าวเสริม

คุณอรวรรณ โอวรารินท์ ประธานชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ถึงแม้มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย  อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังขาดข้อมูลหรือความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคและการรักษาที่เหมาะสม  อาทิ ผู้ป่วยบางรายหันไปพึ่งพาการรักษาด้วยวิธีทางเลือกอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แนวทางการรักษามาตรฐานที่ได้ผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์ อีกทั้งพบผู้ป่วยบางรายแยกตัวโดดเดี่ยวอย่างไร้ความหวังในชีวิต ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ดูแล อดีตผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีจิตอาสาจากโรงพยาบาลต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือกันของกลุ่มผู้ป่วยในประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลการดูแลร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วย จัดกิจกรรมเย็บเต้านมเทียมเพื่อแจกจ่าย และที่สำคัญคือผลักดันให้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นและอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น  ดังนั้น ชมรมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมสานต่อแคมเปญดี ๆ อย่าง HER WILL ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้หญิงและผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทย” 

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดตัวแคมเปญยังเผยแพร่คลิปวิดีโอ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์การรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะต่างๆ รวมทั้งเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย หรือการรักษา โดยหวังว่าคลิปวีดีโอนี้จะมีส่วนกระตุ้นเตือนให้ผู้หญิงใส่ใจการตรวจเต้านมด้วยตนเอง รวมถึงเข้ารับการตรวจ mammogram อย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะหากพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ย่อมมีแนวโน้มที่อัตราการรอดชีวิตจะสูง แต่หากเข้ารับการรักษาในระยะแพร่กระจายแล้ว การเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพก็มีส่วนสำคัญต่อเส้นทางการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่นกัน

คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แคมเปญแอมบาสซาเดอร์ กล่าวว่า “ทุกชีวิตและทุกช่วงเวลามีค่าเสมอ โดยเฉพาะกับคนที่เรารักและคนที่รักเรา บุ๋มอยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นกระบอกเสียงเพื่อเน้นย้ำถึงปัญหาสุขภาพระดับชาติอย่างมะเร็งเต้านม และความสำคัญของการ ‘รู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน’ ที่มีค่าอย่างยิ่งต่ออัตราการรอดชีวิตและโอกาสการในการหายขาดของผู้หญิงไทย ดังนั้น เราไม่ควรนิ่งนอนใจที่จะเอาใส่ใจดูแลตัวเองและคนที่คุณรักก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป บุ๋มขอเชิญชวนผู้หญิงทุกคนหมั่นตรวจคลำเต้านมของตนเองอย่างสม่ำเสมอและเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมทุกปี โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อยและหมดประจำเดือนช้า ยังไม่มีบุตร มีภาวะอ้วน และรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน บุ๋มขอฝากแคมเปญ HER WILL กับทุกคนด้วยนะคะเพื่อโลกที่มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมลดลง เพื่อโลกที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถหายขาดได้ เพื่อโลกที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมยังสวยและมั่นใจได้ เพราะไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออก และเพื่อโลกที่มะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป เราทุกคนจะสู้ไปด้วยกัน เพื่อเธอ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม”

“คนจำนวนไม่น้อยอาจเข้าใจผิดว่าการรู้ไวเป็นเรื่องน่ากลัว แต่กลับกัน โรคมะเร็งเต้านมเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด ดังนั้น การรู้ไวและวินิจฉัยเร็วจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยชีวิตผู้หญิงไทยหลายต่อหลายคน รวมถึงนุ๊กซี่เอง เพราะนั่นคือการเพิ่มแนวโน้มที่จะหายขาดจากโรคมะเร็งเต้านม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมและปลดล็อคความหวาดกลัว เตรียมสภาพจิตใจและสภาพร่างกาย รวมถึงร่วมวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมคนหนึ่ง นุ๊กซี่รู้สึกดีใจมากที่ล่าสุดมีแคมเปญดี ๆ อย่าง HER WILL คอยอยู่เคียงข้างผู้หญิงไทย เพื่อรณรงค์การรู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างเพื่อนผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้ไปด้วยกันนะคะ นุ๊กซี่ขอเป็นอีกกระบอกเสียงร่วมสร้างความตระหนักและรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และหมั่นตรวจคลำเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก เพื่อโลกที่มะเร็งเต้านมจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป” คุณนุ๊กซี่-อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่พบและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม กล่าวเสริม

นอกจากนี้ แคมเปญ HER WILL ยังได้รับการอนุเคราะห์จาก บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท แพลน บี มีเดีย จํากัด (มหาชน) และ TikTok ที่จะร่วมสร้างและส่งต่อความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม และร่วมรณรงค์การ  ‘รู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน’ ในลำดับต่อไป

เชิญชวนชาวไทย ร่วมทำแบบสอบถามประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านมฟรีได้ที่ https://herwill.wellcancer.com  เพื่อร่วมรณรงค์ต่อสู้กับมะเร็งเต้านม เพื่อชีวิตของเขาและเธอ ไปพร้อม ๆ กัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง และข่าวสารกิจกรรมดีๆ ที่กำลังจะตามมาอีกมากมาย สามารถเข้าชมได้ที่ https://herwill.wellcancer.com และสามารถรับชมสารคดีสั้นชุด HER Will “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง : To Chase Away Cancer for a Better World โดย บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ที่ https://www.facebook.com/PinkAlertProject/videos/549299092735777/?extid=NS-UNK-UNK-UNK-UNK_GK0T-GK1C

[1] สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/148394)%5B2%5D Global Cancer Obsrvatory, World Helath Organisation (https://gco.iarc.fr/today/data/factsheets/populations/764-thailand-fact-sheets.pdf)%5B3%5D สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์https://www.chulacancer.net/faq-list-page.php?id=305

1 กรกฎาคม วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ย้ำตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656905

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 09:59 น.

1 กรกฎาคม วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ย้ำตรวจฟรีปีละ 2 ครั้งกรมควบคุมโรค รณรงค์วันตรวจเอชไอวีภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” พร้อมชี้กรณีผลเป็นบวก จะเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดจนตรวจไม่เจอ (Underdetectable) ซึ่งจะไม่ถ่ายทอดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ และสามารถวางแผนการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติได้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณ สุขรณรงค์วันตรวจเอชไอวี ปี 2564 ภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” พร้อมเชิญชวนผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง เข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี โดยคนไทยสามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพื่อทราบสถานะการติดเชื้อของตนโดยเร็ว ป้องกันการส่งต่อเชื้อและรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็ว และขอเชิญ หน่วยงาน องค์กรทุกภาคส่วน ร่วมกันรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม สามารถติดตามเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ผ่านทาง Facebook Fanpage กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า 1 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ซึ่งกรมควบคุมโรคมีความมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1.ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ปีละไม่เกิน 1,000 ราย 2.ลดการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ให้น้อยกว่า 4,000 ราย และ 3.ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาวะ ลงจากเดิมร้อยละ 90

จากสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยในปี 2563 พบว่า มีผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีที่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง จำนวน 472,445 คน และยังมีผู้ติดเชื้อบางส่วนที่ยังไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง เนื่องจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ทางเลือดและจากแม่สู่ลูก ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจหาเชื้อมีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถรู้ผลได้ภายในวันเดียว (same day result) แต่กลุ่มเป้าหมายหลัก อาทิ ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ผู้ต้องขัง และพนักงานบริการ เป็นต้น ยังเข้าถึงยากและไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ

สำหรับวันรณรงค์ตรวจเอชไอวีในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” เพื่อสร้างความตระหนักว่าการตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องสำคัญ ตรวจเร็ว เพื่อให้รู้สถานะของตนเอง ลดการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่ ซึ่งการตรวจหาเชื้อเอชไอวีควรตรวจหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง 1 เดือน เพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำ รู้ผลเร็วได้ในวันเดียว ซึ่งเป็นความสมัครใจหลังจากให้ข้อมูลและได้รับคำปรึกษา โดยการตรวจและผลจะถูกเก็บเป็นความลับ

นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีติดเชื้อเอชไอวี ผลเป็นบวก จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดจนตรวจไม่เจอ (Underdetectable) ซึ่งหากอยู่ในภาวะดังกล่าวจะไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีผ่านทางเพศสัมพันธ์ หรือ Untransmittable ช่วยลดโอกาสถ่ายทอดเชื้อไปสู่คู่ และสามารถวางแผนการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติได้ จึงต้องเร่งส่งเสริมให้กับผู้ที่ติดเชื้อเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเร็วขึ้น โดยสามารถเข้ารับการรักษาฟรีได้ในระบบสิทธิประกันสุขภาพ (บัตรทอง) 

กรณีผลเป็นลบ ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับบริการให้คำปรึกษาเพื่อป้องกันให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และทางเลือกอื่น เช่น การใช้ยาป้องกันก่อนและหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (Pre – Exposure Phophylaxis หรือ PrEP และ Post – Exposure Phophylaxis หรือ PEP) เป็นต้น

ทั้งนี้ คนไทยทุกคนที่มีบัตรประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง และเนื่องในวันรณรงค์การตรวจเอชไอวี 1 กรกฎาคม 2564 นี้ ขอเชิญชวนหน่วยงาน และองค์กรทุกภาคส่วน ตลอดจนสื่อมวลชนทุกท่าน ร่วมกันรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน ขอเชิญ ติดตามและร่วมกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ผ่านทาง Facebook Fanpage กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค และ Safe SEX Story เล่าเรื่องเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค โทร. 0 2590 3291

5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656897

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 08:59 น.

5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเคยสังเกตกันไหมหลายครั้งเรามีอาการใจสั่นเพราะเข้าใจว่าเจอคนหน้าตาดีหรือเจอคนพูดเสียงดังเลยเกิดตกใจทำให้ใจสั่นหากคุณเคยมีอาการใจสั่นแบบนี้นี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ซึ่งในทางการแพทย์แล้วเราถือว่าอาการใจสั่นคือความผิดปกติเพราะปกติหัวใจเราจะเต้นอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมชาติของมันทำให้เราแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามหากคุณเคยมีอาการใจสั่นโดยที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือ การที่หัวใจสูญเสียการเต้นแบบปกติไป อาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติก็ได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. หัวใจเต้นเร็ว

2. หัวใจเต้นช้า

3. หัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว

4. ภาวะหัวใจหยุดเต้น

โดยปกติแล้วหัวใจเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง/วัน  หรือ 60-100 ครั้ง/นาที หากเต้นเกิน 100 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นเร็ว แต่ถ้าเต้นต่ำกว่า 60 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นช้า แต่ถ้าเราเราออกกำลังกายจะเป็นการตอบสนองของร่างกาย (Physiological responses) อยู่แล้วว่าหัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น ตรงกันข้าม หากเราออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ หรือไม่ได้เต้นเร็วขึ้น กรณีนี้ถือว่าผิดปกติ ยกเว้นนักกีฬาที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เช่น นักวิ่งมาราธอน หัวใจของคนกลุ่มนี้อาจเต้นปกติได้อยู่เมื่อออกกำลังกาย

วิธีสังเกตภาวะอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ

คนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถสังเกตตัวเองได้ง่าย ๆ หากหัวใจเต้นเร็ว จะมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก แต่ถ้าหัวใจเต้นช้าจะเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม หมดสติ ส่วนหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว จะมีอาการอ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง

วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะในปัจจุบัน มี 5 วิธี คือ

1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

เป็นการตรวจแบบ Real-time ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ค่าใช้จ่ายไม่แพง ถ้าตรวจที่โรงพยาบาลรัฐบาลประมาณ 300 บาท ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี

2. การตรวจและบันทึกเครื่องไฟฟ้าหัวใจ (Holter Monitoring)

วิธีตรวจจะคล้าย ๆ ECG จะแต่เครื่องมือติดไว้กับคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้คนไข้นำกลับบ้านไปด้วย แพทย์จะทราบว่าใน 24 ชั่วโมงนั้น คนไข้มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอย่างไร

3. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)

ในรายที่ออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ถือว่าผิดปกติ

4. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาชนิดฝัง (Implantable Loop Recorder)

จะเป็นการฝังเครื่องไว้ใต้ผิวหนัง หากเกิดความผิดปกติ แพทย์จะนำออกมาดูได้ กรณีนี้แนะนำให้ใช้ในคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการทุกวัน 

5. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)

เป็นการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจเพื่อหาโรคบางชนิด เช่น คนไข้ที่มีภาวะหัวใจผิดปกติบางราย อาจเกิดจากผนังหัวใจหนาผิดปกติ เพราะโรคบางชนิด

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีภาวะการนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ จึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่สำหรับกลุ่มคนที่แต่ไม่เคยมีอาการใด ๆ มาก่อน อาจยากต่อการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นได้

ที่มา Mahidol Channel

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656789

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯวัคซีน COVID-19 : โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีน COVID-19 รวม 100 ล้านโดสเพราะอะไร?

ไวรัส COVID-19 โดยปกติแล้วหากลอยอยู่ในอากาศเฉย ๆ โดยไม่มีอะไรห่อหุ้มเลย จะสามารถอยู่ได้เป็นนาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส แต่มันจะสลายไปในที่สุด แต่เมื่อไรก็ตามที่ไวรัสถูกห่อหุ้มด้วยน้ำลาย หรือเสมหะ จะอยู่ได้นานขึ้นเป็นชั่วโมง แต่จะเกิดการไม่แบ่งตัว

การแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนของไวรัสจะเกิดขึ้นได้นั้น มันต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตอื่น ถ้าไวรัสอยู่ในอากาศแล้วเข้าไปในร่างกายคนที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว มันก็จะถูกกำจัดออกไป ส่วนที่ลอยอยู่ในอากาศก็จะสลายไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไวรัส COVID-19 ก็จะหายไปจากบ้านเรา

แต่ในทางปฏิบัติ หากไวรัสเข้าไปในร่างกายคน 100 คน แล้วยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายคน 8 คน เกิดการแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ ไวรัสจะไม่มีทางหายไปจากบ้านเราแน่นอน เพราะเชื้อจะมีโอกาสกลับมาแพร่ต่อให้คนอื่นได้ เมื่อมีการพูด ไอ จาม เราจึงต้องทำให้คนในประเทศมีภูมิคุ้มกันเยอะ ๆ ให้เชื้อเข้าไปแล้วไม่สามารถแบ่งตัวได้ ก็จะเกิดประสิทธิภาพที่ชัดเจนขึ้นกับประเทศไทย

เราตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนไว้ที่ 100 ล้านโดส หรือเท่ากับ 49 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% ของประชากรทั้งประเทศที่มี 70 ล้านคน เป้าหมาย 100 ล้านโดสจึงมาจากการคำนวณว่า 70% ของคนไทย ต้องได้คนละ 2 โดส จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลตั้งเป้าว่าต้องหาวัคซีนมาให้ได้ 100 ล้านโดส

สำหรับสถานการณ์ในต่างประเทศอย่างอิสราเอล พบว่าปัจจุบันประชากรกว่า 60% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ส่วนที่เหลือก็ฉีดโดสแรกเรียบร้อยแล้วเกือบทั้งประเทศ รัฐบาลอิสราเอลจึงอนุญาตให้ประชากรใช้ชีวิตแบบถอดหน้ากากได้ในบางช่วงเวลา เฉพาะตอนอยู่นอกอาคาร หรือในสถานที่ที่ไม่แออัด แต่เมื่อไรที่ต้องเข้าไปอยู่ในอาคารหรือในที่ที่มีคนเยอะก็ยังคงแนะนำให้ใส่หน้ากากอยู่

เราต้องฉีดวัคซีน COVID-19 เป็นประจำทุกปีหรือไม่?

จากรายงานการศึกษาครั้งแรกของ King’s College ในสหราชอาณาจักรเมื่อ 8-9 เดือนที่แล้ว มีการศึกษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 69 คน พบว่าผู้ป่วยทุกรายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง ที่น่าสนใจคือ 17% ของผู้ป่วย ภูมิคุ้มกันหายไปหมดใน 2 เดือน ส่วนที่เหลือก็ลดลงไปเรื่อย ๆ

งานศึกษาชิ้นนี้จึงเป็นงานศึกษาแรกที่สื่อสารกับคนทั้งโลกว่า ภูมิคุ้มกันร่างกายเราที่มีต่อเชื้อ COVID-19 จะไม่อยู่ระยะยาว เหมือนกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนสายพันธุ์ไปทุกปี ในระยะยาวคนไทยอาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนทุกคน คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ที่เราจะฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ บุคลากรด้านสุขภาพ

คนที่หายป่วยจากโรค COVID-19 จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีกหรือไม่? 

ถ้าเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้วคงไม่จำเป็นต้องฉีด เพราะถ้าหายป่วย คุ้มภูมิกันก็จะขึ้น แต่ต่อมาเรารู้กันว่ามันจะค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จึงยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยที่หายแล้วได้รับการฉีดวัคซีนอยู่ โดยเว้นระยะสัก 3 เดือน การติดเชื้อในครั้งแรกจะเหมือนกับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 เพราะฉะนั้น ฉีดเพิ่มอีกเพียงเข็มเดียวก็พอ

ทำไมต้องฉีดวัคซีน COVID-19 ทั้งหมด 2 โดส? 

หลักการผลิตวัคซีนคือ การนำบางส่วนของไวรัส COVID-19 แปะไปกับสิ่งที่เข้าไปในตัวเรา แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวเราจดจำว่านี่คือศัตรู เพราะฉะนั้น เมื่อเราฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว เม็ดเลือดขาวส่วนหนึ่งจะจำได้ แต่เมื่อฉีดเข็มที่ 2 เม็ดเลือดขาวจะสร้างกองทัพเยอะขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เข็มที่ 1 ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างไร เข็มที่ 2 ภูมิคุ้มกันจะยิ่งสูงขึ้น

ในทางทฤษฎีเราพบว่า ระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 กับเข็มที่ 2 มีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของเข็มที่ 2 เป็นอย่างมาก กรณีถ้าฉีด Sinovac แล้วเว้นระยะเข็มที่ 2 ไปอีก 2-3 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันก็จะขึ้นหลังเข็มนี้ ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วในเมืองไทย โดยแล็บวิจัยของมหิดลเอง

แต่สำหรับ AstraZeneca นั้น มีการตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะใช้เทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนที่ไม่เหมือนกัน การศึกษาครั้งแรกทดลองให้มีการฉีดเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ ต่อมาในสหราชอาณาจักรมีการทดลอง 8 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ด้วย พบว่าภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นนั้นสูงขึ้นเป็นบันได คือหากฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 12 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่า 4 สัปดาห์ และ 8 สัปดาห์อย่างชัดเจน

เมื่อสหราชอาณาจักรกำหนดการฉีดเข็มที่ 2 ไว้ที่ 12 สัปดาห์ ทำให้ทุกคนฉีดเข็มที่ 2 เมื่อครบ 12 สัปดาห์กันหมด จึงไม่มีใครรู้ว่าหากฉีดเลยจากนี้ไป ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่านี้อีกไหม ซึ่งในทางทฤษฎีอาจจะดีกว่า

คนที่ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้วมีผลข้างเคียง จะไม่ฉีดเข็มที่ 2 ได้หรือไม่? 

บางคนฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจไม่ฉีดเข็มที่ 2 ต่อ กรณีนี้เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องถึงคำ 3 คำที่เกี่ยวข้อง คือ 

1. ภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) คือฉีดเข้าไปแล้ว ความดันตก หลอดลมบีบตัว หายใจไม่ได้ กรณีนี้ควรเปลี่ยนยี่ห้อวัคซีนในเข็มที่ 2 จะดีที่สุดถ้าเปลี่ยนแพลตฟอร์ม 95% ของคนที่แพ้วัคซีนจะเริ่มแสดงอาการในครึ่งชั่วโมงหลังจากฉีด จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมต้องมีการสังเกตอาการครึ่งชั่วโมง หากฉีดแล้วแพ้ก็สามารถช่วยเหลือได้ทันทีด้วยการฉีดยาเพียงเข็มเดียว แต่ต้องอยู่ในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันที 

2. ภาวะข้างเคียง คือเมื่อฉีดแล้วเกิดพยาธิสภาพบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น เกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำในสมอง ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงอายุไม่เยอะนัก ตอนนี้พบในวัคซีน 2 ยี่ห้อ คือ AstraZeneca และ Johnson & Johnson

3. เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน (Adverse Events Following Immunization: AEFI) เช่น ไข้ขึ้น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ท้องเสีย เบื่ออาหาร ซึ่งเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง 

อย่างไรก็ตาม คนที่ได้รับวัคซีนบางคนอาจเกิด ISRR (Immunization Stress-Related Response) ที่จัดเป็น AEFI เช่นเดียวกัน คือปฎิกิริยาเครียดตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน พอฉีดแล้ว แขนขาเริ่มอ่อนแรง รู้สึกชา ปากแข็ง พูดอะไรไม่ได้ โดยที่ไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับสมอง

ในเมืองไทยเราก็พบคนที่มีอาการเหล่านี้ แต่เมื่อตรวจคลื่นแม่เหล็กสมองก็ไม่เจอรายที่มีการเปลี่ยนแปลง ภายใน 72 ชั่วโมงก็กลับมาเป็นปกติ

ฉีดวัคซีนเข็มแรกยี่ห้อหนึ่ง เข็มที่ 2 จะฉีดอีกยี่ห้อได้ไหม?

หากเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว องค์การอนามัยโลกจะไม่แนะนำ แต่ที่ผ่านมามีหลายคนที่แพ้วัคซีนเข็มแรกจริง ๆ พอเป็นเข็มที่ 2 ก็ต้องฉีดยี่ห้ออื่น จึงมีการติดตามดูผลว่า หากฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 คนละยี่ห้อกัน จะเกิดผลอะไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้คือไม่เกิดผลเชิงลบ 

บางรายงานกล่าวว่า ภูมิคุ้มกันอาจดีขึ้น เพราะใช้เทคโนโลยี 2 อย่าง ช่วงนี้จึงยังอยู่ในระหว่างการวิจัย ซึ่งที่สหรัฐอเมริกาก็เริ่มทำแล้ว แต่สำหรับเมืองไทย หากไม่ได้แพ้หรือเกิดภาวะข้างเคียงจากวัคซีนก็ยังคงฉีดเข็มที่ 2 เป็นยี่ห้อเดียวกับเข็มแรกอยู่

ส่วนคนที่เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังฉีด ซึ่งพบได้เยอะ เช่น เป็นไข้ อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง ไม่ควรกังวลว่าเข็มที่ 2 จะต้องมีอาการเหมือนเข็มแรกเสมอไป ที่แน่นอนคือ ฉีดเข็มที่ 2 แล้ว จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นดีกว่าเดิม จึงแนะนำให้ฉีดเข็มที่ 2 ให้ครบทุกคน

ที่มา Mahidol Channel

ข้อมูลโดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

“ล็อกดาวน์” แล้วเตรียมเข้าครัว เปิดสูตร “ลูกแพรตุ๋นไวน์แดง” คาเฟ่ดัง Mamaison cafe #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473720

“ล็อกดาวน์” แล้วเตรียมเข้าครัว เปิดสูตร “ลูกแพรตุ๋นไวน์แดง”   คาเฟ่ดัง Mamaison cafe

10 กรกฎาคม 2564 – 11:30 น.

อากาศดี ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำอาหารทานที่บ้าน แทนการออกนอกบ้านช่วง”โควิด-19″ ด้วยเมนูผลไม้สุดคลาสสิคจากฝรั่งเศส “ลูกแพรตุ๋นไวน์แดง” เมนูสุดฮิตจากคาเฟ่ดัง Mamaison Cafe เพิ่มสีสันการทานอาหารในบ้านอย่างลงตัว

ช่วงล็อกดาวน์ 14 วัน ที่ภาครัฐขอความร่วมมือจากประชาชนไม่ออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น หลายคนคงรู้สึกเหงา และเบื่อ และมีเวลาว่างมากพอที่จะเข้าครัว หลายคนคงหาเมนูใหม่ๆ เพื่อเพิ่มสีสันบนโต๊ะอาหาร

ของหวานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหาร วันนี้เราจะมาเปิดสูตร ของหวานสุดคลาสสิคจากฝรั่งเศสที่หาทานได้ยากในประเทศไทย นั่นคือ ลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดง Poached Pear in Red Wine  สูตรเด็ด จากร้านดัง Mamaison cafe ที่ยอมเปิดเผย สูตรลับเมนูsignature ของร้าน ให้ได้ลองทำกัน
ลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดง Poached Pear in Red Wine เป็นเมนูผลไม้ชื่อดัง ของประเทศฝรั่งเศสที่ นำลูกแพร์มาตุ๋นในไวน์แดง หวานหอม หอมกลิ่นเครื่องเทศ และกลิ่นไวน์แดง จะรับประทานร้อนๆ หรือเย็นก็ตามชอบ จะรับประทานกับวิบปิ้งครีม ก็เข้ากันมาก อีกทั้งยังมีสีแดงสดน่ารับประทานอีกด้วย มาดูที่วัตถุดิบกันค่ะ
วัตถุดิบ มี 6อย่างด้วยกันคือ
1. ลูกแพร์เขียวหรือ ลูกแพร์แดง
2. น้ำตาลทรายแดง
3. อบเชย
4.ไวน์แดงตามชอบ
5.เกลือป่น
6.เลม่อน

เมื่อเตรียมวัตถุดิบพร้อมแล้ว ไปทำกันเลยค่ะ วิธีทำ นำลูกแพร์ล้างน้ำปอกเปลือก แช่เกลือเล็กน้อย จากนั้นนำไปตั้งไฟกลาง ใส่ลูกแพร์ ไวน์แดงครึ่งขวด อบเชย 4-5 ก้าน น้ำตาลทรายแดง ตรงนี้ใส่ ความหวานตามชอบได้เลยค่ะ ตุ๋นด้วยไฟอ่อน-กลาง ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจนกว่าลูกแพร์จะนิ่มใช้พายไม้คนเล็กน้อย ก่อนปิดไฟบีบน้ำเลม่อนเล็กน้อยเพิ่มความหอม

มาต่อกันที่วิธีทำซอสราด เริ่มกันที่นำน้ำจากที่ตุ๋นลูกแพร์ 150 ml. มาตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายแดง ไวน์แดง เลม่อนเล็กน้อย เกลือหยิบมือ เคี้ยวจนเหนียวได้ที่ พักให้เย็นแล้วราดลงไปที่ลูกแพร์ได้เลย แค่นี้เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ


ยังไงถ้าลองทำกันแล้วส่งการบ้านมาให้ดูกันบ้างนะคะ หรือถ้าอยากชิมรสชาตของmamaison cafe แวะไปกันได้แต่อาจจะต้องมาตรการของรัฐ ให้อนุญาตให้นั่งทานในร้านได้ก่อนนะคะ

เช็ก 4 ปัจจัย ทำไม “ผู้สูงอายุ” ถึงน้ำหนักลดฮวบกว่าวัยอื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473676

เช็ก 4 ปัจจัย ทำไม “ผู้สูงอายุ” ถึงน้ำหนักลดฮวบกว่าวัยอื่น

10 กรกฎาคม 2564 – 10:30 น.

เช็กเลย 4 ปัจจัย ทำไม “ผู้สูงอายุ” ถึงน้ำหนักลดฮวบกว่าวัยอื่น

ปัญหาน้ำหนักลดใน “ผู้สูงอายุ” เป็นปัญหาที่พบได้ส่วนมาก ซึ่งเมื่อไปพบแพทย์มักตรวจพบว่ามีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร เป็นต้น นอกจากการมีอาการอื่น ๆ ร่วมนั้น ยังอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในผู้สูงอายุ

น้ำหนักผู้สูงอายุที่ลดลงตามธรรมชาตินั้น จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงดังนี้

1.ปกติแล้วผู้ชายทุกคนจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงอายุ 40-50 ปี ขณะที่ผู้หญิงจะมีน้ำหนักตัวขึ้นสูงสุดระหว่างอายุ 50-60 ปี หลังจากนั้นผู้ชายจะสูญเสียเนื้อเยื่อของร่างกายส่วนที่ไม่ใช่ไขมันไปรวดเร็วกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้สูงอายุที่เป็นชายมีน้ำหนักลดได้เร็วกว่าผู้สูงอายุที่เป็นหญิง ทั้งนี้เกิดจากกล้ามเนื้อของแขน ขาจะลดปริมาณลง ขณะที่ไขมันในบริเวณลำตัวจะเพิ่มมากขึ้น

2.ไขมันที่บริเวณใบหน้าจะลดจำนวนลง ทำให้ใบหน้าของผู้สูงอายุจะแลดูแก้มตอบ และด้านข้างของศีรษะบริเวณขมับลีบเล็กลง

แต่ทั้งนี้ถ้าน้ำหนักลดลงจากเดิม 5% ภายในเวลา 6-12 เดือน ถือว่าอาจมีสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่แค่จากความชราแล้ว ซึ่งมีดังนี้

1. ฟันและเหงือกผิดปกติ ทำให้เจ็บปวดขณะกิน หรือรับรสได้ไม่ดี ทำให้เบื่ออาหาร

2. การกลืนลำบาก มักไอ จาม สำลักอาหาร หรือเมื่อกลืนแล้วรู้สึกว่าอาหารติดอยู่ในหน้าอก สาเหตุอาจมาจากความผิดปกติที่หลอดอาหารเองเช่น มีเนื้องอกของหลอดอาหารหรือหลอดอาหารตีบตัน หรือมีอะไรมากดทับหลอดอาหารจากทางด้านนอก เป็นต้น ซึ่งควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด

3. มีอาการท้องร่วงเรื้อรังโดยเฉพาะหลังอาหาร แต่สุขภาพโดยทั่วไปค่อนข้างดี ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารชนิดที่มีกากอาหารมากเกิดไป โดยกากอาหารที่มีอยู่ในลำไส้จะไม่ถูกย่อย กลับจะดูดน้ำเข้ามาไว้ กระตุ้นให้อาการถ่ายเหลวหลังอาหารได้

4. เกิดจากโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ภาวะหัวใจวาย โรคมะเร็งภาวะจิตซึมเศร้า เป็นต้น โดยพบว่ามะเร็งเป็นสาเหตุของน้ำหนักลดในผู้สูงอายุได้ราว 20%

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุน้ำหนักลดลงได้มากยังเกิดขึ้นได้จากภาวะสมองเสื่อม และผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้อีกด้วย

ภาพประกอบจาก allwellhealthcare

“ค้าปลีกสมัยใหม่” อีกหนึ่งความน่าจับตามอง หลังวิกฤติโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473712

“ค้าปลีกสมัยใหม่” อีกหนึ่งความน่าจับตามอง หลังวิกฤติโควิด-19

10 กรกฎาคม 2564 – 10:26 น.

ธุรกิจ”ค้าปลีกสมัยใหม่” มีแนวโน้มในการแข่งขันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังสิ้นสุดวิกฤติโควิด-19 ที่จะมีหลายปัจจัยเป็นตัวกระตุ้น

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่า หลังจากภาวะวิกฤตโรคระบาดโควิด – 19 จบลงหลายฝ่ายมีความเชื่อมั่นธุรกิจค้าปลีกยังเจริญเติบโตได้อย่างแน่นอน ด้วยปัจจัยที่เกิดจากเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการใช้จ่ายจากภาครัฐ การขยายตัวของโครงการลงทุนภาครัฐต่าง ๆ 

อย่างไรก็ตามในวงการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่นี้มีแนวโน้มการแข่งขันรุนแรงขึ้น จากคู่แข่งรายใหม่ทั้งในและต่างประเทศที่เห็นช่องทางการเติบโตของภาคค้าปลีกไทย รวมถึงคู่แข่งจากร้านค้ารูปแบบออนไลน์ ส่วนแบ่งตลาดธุรกิจนี้จึงเป็นที่น่าสนใจให้กับผู้ลงทุนหน้าใหม่และหน้าเก่าจำนวนมาก

อาจารย์ โสภิดา วระนิล หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การทำธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ให้ประสบความสำเร็จต้องมีความอดทน ความอุตสาหะ และแรงบันดาลใจหรือว่าความฝันนั้นเอง เพราะการทำธุรกิจผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจต้องมี 3 สิ่งนี้ ควบคู่กันไปจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ทุกคนมองเป้าหมายและหนทางไปสู่ความสำเร็จ ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ ควรหาแนวคิดใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การสร้างนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์

การสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมรับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อเข้ามาตอบสนองต้องการทางด้านตลาดยุคปัจจุบันอย่างมาก ก็นับเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งค้าปลีกในปัจจุบันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แวดวงธุรกิจมีส่วนประสบความสำเร็จมากขึ้น มหาวิทยาลัยหอการค้าเองก็ได้เล็งดห็นความสำคัญในการสร้างบุคคลากรด้านนี้ จึงเปิดสาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ขึ้นใหม่ สอนให้นักศึกษาได้เรียนรู้และมีการฝึกทักษะปฏิบัติงานจริง ในเรื่องธุรกิจค้าปลีก การจัดการหน้าร้าน การบริการลูกค้า การดูแลในเรื่องของการส่งเสริมการตลาด เพื่อเป็นฟันเฟืองในการผลักดันธุรกิจค้าปลีก

วิกฤตโรคระบาดโควิด -19 ในเรื่องของการปรับตัวของภาคค้าปลีกก็ประสบปัญหาในเรื่องของยอดขายที่มีการลดลงมากขึ้น เนื่องจากประชาชนมีการเก็บออมเงินค่อนข้างสูงขึ้นมากขึ้น ถ้าผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้แล้วประเทศกลับมาพัฒนาในทุกรูปแบบ ภาคธุรกิจจะสามารถเติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพแน่นอน โดยการทำธุรกิจค้าปลีกมีหลากหลายสินค้าไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม อุปโภคบริโภค ยังคงเป็นสินค้าที่สำคัญมากที่ประชาชนก็ยังต้องการอยู่คู่กับระบบเศรษฐกิจประเทศไทย

“มองบวก” กับ ‘โควิด-19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473701

“มองบวก”กับ’โควิด-19′

10 กรกฎาคม 2564 – 08:57 น.

เรายังต้องอยู่กับ”โควิด-19″ อีกยาวนาน การเรียนรู้ในการปรับตัวและทำความเข้าใจหรือ”มองบวก”จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมี”ความสุข”

อย่าไปทุกข์หนัก จิตตกกับเจ้าเชื้อโรค”โควิด-19″ เพราะว่า”ในดีก็มีเสีย ในเสียก็มีดี”หลักของการมองโลกใน”แง่บวก” การหยิบเอาประโยชน์จากสิ่งที่เป็นลบมาปรับในชีวิตโดยเฉพาะ”โควิด-19″ที่มองกันว่าเป็น”มหันตภัย”ที่ทำร้ายสุขภาพ ชีวิตและฉุดเศรษฐกิจให้ย่ำแย่ลง

หากมองอีกแง่การระบาดของ”โควิด-19″เป็นเครื่องย้ำเตือนให้มนุษย์ทุกคนรู้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตไปในเชิงออกนอกลู่นอก
ทางหรือผิดธรรมชาติมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน

เริ่มตั้งแต่ผิดธรรมะ การเห็นแก่ตัว การทำร้ายธรรมชาติมากเกินไป ถ้าเราเข้าใจธรรมะจริงๆแล้ว เราก็จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและนั่นจะทำให้เราไม่เป็นทุกข์โดยเฉพาะเรื่องของโรค โควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกรวมทั้งบ้านเราที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ 

โรคระบาด”โควิด19″ต้องการบอกหรือสะท้อนให้คนทั่วโลกเห็นว่า ตอนนี้เราทุกคนกำลังใช้ชีวิตแบบผิดครรลองหรือผิดธรรมชาติมากขึ้นเพราะสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดมาให้เราคือการใช้ชีวิตอย่างพอดีแต่ทุกวันนี้ไม่ใช่อย่างนั้น  

จากการสำรวจของ”โพล”พบว่า ในความทุกข์ที่เกิดจาก”โควิด-19″ประชาชนก็ยังมีความรู้สึก”สุขใจ” โดยเฉพาะในด้านเวลาทั้งการให้เวลากับตนเอง การให้เวลากับครอบครัว เงื่อนไขเรื่องเวลานี้ทำให้ผู้คนได้มีโอกาสในการคิดพิจารณาและทำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยได้ทำมากขึ้น

อีกทั้งยังได้พัฒนาตนเองในด้านการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เรียกได้ว่าต้องขอบคุณ”โควิด-19″ ที่ทำให้คนไทยได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเองมากขึ้น

“ในทุกสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นแม้มีปัญหามีความทุกข์แต่ก็มีสิ่งที่ดี ๆ และมีสิ่งที่เป็น”ความสุข”เกิดขึ้นอยู่ด้วยเสมอดังนั้นการปรับทัศนคติ การปรับมุมมองหรือการคิดเชิงบวกจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่ามองที่ปัญหาแต่ให้เลือกมองโอกาสที่เกิดขึ้นจากปัญหานั้น ๆ เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยและคนทั้งโลก”

จากการสำรวจของโพล พบว่า คนไทยก็ยังมี”ความสุข”ในยุค”โควิด-19″

อันดับ 1 มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ 86.92%

อันดับ 2 ได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา ทำกับข้าวกินเอง 75.22%

อันดับ 3 ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเร่งรีบ 56.10%

อันดับ 4 ได้ออกกำลังกาย หันมาดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น 29.81%

อันดับ 5 ปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ ได้พัฒนาทักษะเทคโนโลยี 13.46%

อันดับ 6 ยังมีงานทำ ยังไม่ถูกเลิกจ้าง 13.08%

อันดับ 7 รถไม่ค่อยติด เดินทางสะดวก 10.44%

อันดับ 8 บุคลากรทางการแพทย์ของไทยทำงานได้ดี 8.18%

อันดับ 9 ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทย 5.03%

อันดับ 10 ทรัพยากรธรรมชาติได้พัก เป็นการฟื้นฟู 1.89%

ทุกข์ได้แต่อย่านานหากก้าวผ่านความทุกข์ไปได้เราก็จะพบกับความสุข สุขอยู่ที่ใจ ถ้าพอใจใน”แบบพอเพียง”ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ความสุขก็อยู่ไม่ไกลและอยู่รอบ ๆ ตัวเราเสมอ

“10 อาหารจานด่วนสุดโปรด” แต่แคลอรี่โหดไม่เบา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473673

“10 อาหารจานด่วนสุดโปรด” แต่แคลอรี่โหดไม่เบา

10 กรกฎาคม 2564 – 07:09 น.

“10 อาหารจานด่วนสุดโปรด” แต่แคลอรี่โหดไม่เบา

อาหารตามสั่งหรืออาหารจานด่วน จานเดียวกับคนทั่วไปโดยเฉพาะนักศึกษาและวัยทำงานแทบจะเป็นเพื่อนซี้กันเลยก็ว่าได้ เพราะมันง่ายในการหาร้านและประหยัดเงินไปในตัว เรียกได้ว่าคิดไรไม่ออกวิ่งเข้าร้านอาหารตามสั่งไว้ก่อน เดี๋ยวก็ได้กิน วันนี้จึงได้รวบรวมข้อมูล 10 อาหารจานด่วนสุดโปรด แต่แคลอรี่โหดไม่เบามาให้ดูกันว่าจะโหดขนาดไหน และใครที่ชอทานอะไรอยู่มาดูกัน

1. ข้าวขาหมู 690 แคลอรี่

เมนูนี้ขอยกให้เป็นอันดับ 1 ฉายาเจ้าพ่อแคลอรี่เลยก็ว่าได้ ยิ่งกับคนที่ชอบกินหนังด้วยนี่รับไปเต็มๆ ไม่ยั้งเลย ถ้าใครไม่อยากได้แคลอรี่มหาโหดนี่ละก็สั่ง เนื้อแดง only นะจ๊ะ

2. ข้าวมันไก่ทอด 675 แคลอรี่

ทั้งทอดทั้งมีหนัง คงไม่มีใครสั่ง “พี่ เอาข้าวมันไก่ทอดไม่เอาหนัง” ใช่มั้ย แต่ก็ใช่ว่าจะกินไม่ได้ แค่อย่ากินบ่อยๆ อาทิตย์ละ ครั้ง-2 ครั้งก็พอ กินหลากหลายดีกว่านะ

3. ข้าวกระเพราะหมู-ไก่ ไข่ดาว 650 แคลอรี่

เรียกได้ว่าเป็น เมนูที่ฮอตที่สุด เชื่อว่าต้องเป็นเมนูที่คนสั่งเยอะที่สุดไม่ว่าร้านไหน แต่เห็นจำนวนแคลอรี่แล้วใช่ไหม? เพราะฉะนั้นอย่ากินบ่อย พยายามหันไปกินเมนูอื่นบ้างละกันน้า

4. หอยทอด 605 แคลอรี่

เห็นเมนูนี้แล้วไม่น่าแปลกใจเลย เพราะวิธีการทำเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าใส่น้ำมันเยอะมาก เลี่ยงได้ก็ดีเพราะมีแต่แป้ง และไขมันซะส่วนใหญ่ สารอาหารก็ไม่ครบถ้วน

5. ข้าวผัดหมูใส่ไข่ 595 แคลอรี่

มาถึง 5 อันดับแรกกันสักที เมนูนี้ถือเป็นเมนูคลาสสิกคู่กับคนทุกวัยจริงๆ สำหรับข้าวผัดหมูใส่ไข่ ทำกินเองได้สบายแคลอรี่ที่สูงมาจากน้ำมันที่ใช้ผัดนั่นเอง ถ้าทำกินเองที่บ้านก็ใส่น้ำมันน้อยๆ เลือกเนื้อล้วนๆ แล้วกันน้า

6. ข้าวมันไก่ 585 แคลอรี่

เนื้อไก่สีขาวนุ่มๆ หนังลื่นๆ ละมุนลิ้น จิ้มน้ำจิ้มสุดแซ่บ ปิดท้ายด้วยน้ำซุบร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใคร ใช่! เรื่องแคลอรี่ก็สูงอย่าบอกใครเช่นกัน เกือบติด 5 อันดับเลยทีเดียว แต่ก็กินแบบคลีนๆ ได้นะ แค่สั่งไก่ไม่เอาหนัง เปลี่ยนข้าวมันเป็นข้าวสวย แค่นี้ก็โอแล้ว

7. ข้าวหมูแดง 560 แคลอรี่

เนื้อหมูสีแดงระเรื่อ ราดด้วยน้ำซอสหอมหวาน น่ากินซะจริง เห็นดูสะอาดตาอย่างนี้แคลอรี่ไม่ธรรมดา เพราะแคลอรี่ที่สูงจากมันหมูและน้ำราดนั่นเอง ถ้าอยากให้แคลอรี่น้อยลงหน่อยก็สั่งเอาแต่เนื้อ ราดน้ำน้อยๆ ก็พอช่วยได้นะ

8. เส้นใหญ่ผัดซีอิ๋ว 550 แคลอรี่

เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยสำหรับเมนูนี้ ตอนนี้จัดให้อยู่อันดับ 8 นี่ยังไม่รวมใส่ไข่ลงไปนะ ถ้าใส่ไข่ไปด้วย คงติด อันดับต้นๆ แน่นอน

9. ผัดไทยกุ้งสด 545 แคลอรี่

สีของเส้นที่มันเยิ้มชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันพร้อมกุ้งสดตัวใหญ่ๆ ยากจะอดใจไหว เห็นความมันของเส้นแล้วคงไม่ต้องคิดเลยนะว่า แคลอรี่จะสูงขนาดไหน คนลดน้ำหนักควรเลี่ยงให้ไวเลยนะ  

10. ข้าวหมูกระเทียม 525 แคลอรี่

เนื้อหมูเน้นๆ ผัดกับกระเทียม กลิ่นหอมชวนกิน ถึงจะสั่งเอาเนื้อล้วน ยังไงก็ได้แคลอรี่จากน้ำมันเต็มๆ ไม่แปลกที่จะติดอันดับสิบของอาหารแคลอรี่สูง 10 อย่างที่เรานำมาบอกกัน  น่าเสียดายจังเลย 

ถ้าใครเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอ้วนขึ้นแล้วล่ะก็ ลองหันกลับมาดูอาหารการกินในแต่ละวันดูก็อาจจะรู้สาเหตุ เพราะส่วนใหญ่มักมาจากอาหารการกินของเรานี่แหละ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ทานให้น้อยลง ไม่บ่อย ก็คงพอช่วยได้ แต่ก็อย่าลืมออกกำลังกายด้วยล่ะ จะได้เผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินออกให้มากที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเอง

หมอโอ๋ แนะรับมือลูกเครียดจาก “เรียนออนไลน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473623

หมอโอ๋ แนะรับมือลูกเครียดจาก “เรียนออนไลน์”

10 กรกฎาคม 2564 – 07:00 น.

การเรียนออนไลน์ เครียดทั้งเด็กและครู หมอโอ๋ แนะรับมือลูกเครียดจาก “เรียนออนไลน์”

เชื่อหรือไม่ว่าเด็กก็มีความเครียดเหมือนผู้ใหญ่  ยิ่งเป็นเด็กในวัยเรียนด้วยแล้วความเครียดก็จะต่างจากเด็กที่วิ่งเล่นทั่วไป ประกอบกับการเรียนรู้ของเด็กยุค2021 ทางออกของการศึกษายุคนี้คิดการเรียนออนไลน์ เด็กจำนวนหนึ่งรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ไม่สนุก ต้องนั่งเรียนคนเดียว

ความจริงการเรียนออนไลน์  เครียดทั้งครู ทั้งเด็ก และก็ผู้ปกครอง ต่างเครียดพอกันแต่จะมีวิธีไม่ให้รู้สึกเครียดอย่างไร “หมอโอ๋” มีคำแนะนำดีๆมาฝากพ่อแม่ ผู้ปกครองให้คลายความเครียด และความกังวลในเรื่องนี้ได้บ้่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) หรือ หมอโอ๋ ซึ่งเป็นเจ้าของเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน”ระบุว่า การเรียนออนไลน์จะแตกต่างจากการไปเรียนที่โรงเรียน ซึ่งเด็กจะขาดการติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ขาดการสร้างปฏิสัมพันธ์และยังต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนและสถานที่เรียน มานั่งหน้าจอ ยิ่งส่งผลให้ขาดมิติด้านการเชื่อมโยงกับผู้คน ส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ไม่สนุก ต้องนั่งเรียนคนเดียว

ประกอบกับการเรียนออนไลน์เด็กต้องนั่งอยู่หน้าจอที่มีการตอบโต้กันน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นการให้ข้อมูลเพียงทางเดียว นั่นจึงยิ่งทำให้เด็กรู้สึกเหนื่อยล้า เพราะว่าต้องนั่งฟังไปเรื่อยๆ และการอยู่กับหน้าจอตลอดเวลา ทำให้เกิดความล้าทางร่างกายและจิตใจ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ภาวะความเครียดความวิตกกังวลต่างๆ ตามมา

และอีกหนึ่งความรู้สึกที่ทำให้เกิดความกังวล และเครียดเวลาเรียนออนไลน์ก็น่าจะมาจากความไม่พร้อมของอุปกรณ์ เช่นไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กส่วนใหญ่ของประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ความพร้อมของสถานที่เรียนก็เป็นสิ่งที่ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดได้ เพราะบางบ้านมีพี่น้อง 3 คน อยู่ห้องเดียวกัน ก็ส่งผลไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่การฟังครูสอน รวมไปถึงมีพ่อแม่ที่คอยบ่นว่าตำหนิ ทำไมไม่ตั้งใจเรียน นั่งไม่เรียบร้อย คอยเป็น super coach อยู่ข้างๆ ยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับเด็กมากขึ้น

และต้องยอมรับว่า บางทีมันยากที่จะโฟกัสหน้าจอ เวลาที่เด็กไม่มีสมาธิ เขาจะรู้สึกเครียด เรียนไม่ทัน ฟังไม่รู้เรื่อง การบ้านไม่เสร็จ พอไม่มีสมาธิก็โดนพ่อแม่ตำหนิบ่น เป็นวงจรแห่งความเครียด

ประกอบกับการที่เด็กต้องอยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลา ซึ่งพ่อแม่ตอนนี้ก็อาจมีปัญหาด้านสุขภาพจิตเยอะ ทั้งปัญหาความไม่แน่นอนของชีวิตวัคซีนยังไม่ได้ อาชีพที่ถูกยกเลิก ความไม่แน่นอนของประกาศเปิด-ปิดโรงเรียน มันก็กลายเป็นความเครียดที่ต้องอยู่พื้นที่เดียวกับพ่อแม่ อาจกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของพ่อแม่ได้

นอกจากนี้ยังส่งผลด้านสุขภาวะทางกาย คือ แต่ก่อนอยู่โรงเรียนยังได้พักเบรก เดินไปกินขนมกับเพื่อน เล่นกีฬา ตอนนี้กลายเป็นนั่งอืดๆ อยู่หน้าจอ ช่วงพักก็เปิดเล่นเกมแทน ก็มีผลกับสุขภาพทางกายซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพใจในที่สุด

สุดท้ายที่น่าเป็นห่วงมากๆ คือการเรียนที่ไม่สนุก จะไปส่งผลต่อ mindset หรือทัศนคติมุมมองที่เด็กมีต่อการเรียนรู้ ถ้าเด็กรู้สึกว่าการเรียนรู้น่าเบื่อ ต้องจดจ่อหน้าจอทั้งวัน โดนครูบ่น โดนแม่ตำหนิ มันจะทำลายล้างวิธีคิดที่ว่าการเรียนทำให้เราสนุก ทำให้เราเติบโต กลายเป็นปัญหาต่อการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต

วิธีการรับมือกับการเรียนออนไลน์ของลูก

พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องลดความคาดหวัง ต้องทำใจให้ได้ว่าการเรียนออนไลน์เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเด็กบางคน เด็กที่สมาธิไม่ดี เด็กที่การอ่านเขียนไม่คล่อง หรือเด็กที่ไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้าซักถามเวลาไม่รู้เรื่อง การเรียนออนไลน์ไม่ได้ตอบโจทย์เด็กเหล่านี้

รวมถึงการเรียนออนไลน์ก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน เพราะว่าลักษณะการเรียนรู้บางทีมันน่าเบื่อ ไม่สนุก ไม่มีพลังงานกลุ่มในการที่จะดึง เหมือนเวลาอยู่ในห้อง เพื่อนตั้งใจ เราก็นั่งตั้งใจด้วย มีเวลาทำงานกลุ่ม มีการยืดหยุ่นแทนการนั่งฟังอะไรตลอดวัน ฉะนั้นต้องเข้าใจว่านี่คือเรื่องยากลำบากสำหรับเด็ก ลดความคาดหวังของตัวเราว่าลูกต้องทำได้สมบูรณ์แบบ

หมอโอ๋ อยากฝากพ่อแม่ว่า ที่สำคัญการเรียนออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกเดียว ยังมีการเรียนรู้อื่นๆ มากมายที่เราทำได้ที่บ้าน การเรียนรู้จากการสังเกตภูมิทัศน์รอบตัว ออกไปดูซิว่าบ้านเรามีต้นไม้อะไรบ้างก็เป็นการเรียนรู้ พาลูกอ่านหนังสือก็เป็นการเรียนรู้ พาเขาเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมที่บ้าน การช่วยเหลือชุมชน เอาหนังสือของเราที่ไม่ใช้ไปให้เด็กๆ ในชุมชนใกล้บ้านเรา เหล่านี้ก็คือการเรียนรู้