ธเนศ จิระเสวกดิลก สังคมที่ดีควรมีการแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497417

ธเนศ จิระเสวกดิลก สังคมที่ดีควรมีการแบ่งปัน

โดย…อณุสรา ทองอุไร

 ตรง-ธเนศ จิระเสวกดิลก กรรมการผู้จัดการและหุ้นส่วนใหญ่เครื่องสำอาง DII และเจ้าของสปาดิวาน่าที่มีอยู่ถึง 5 สาขา เขาเล่าว่าเดิมก่อนหน้านี้ตอนเรียนจบใหม่ๆ เป็นพนักงานต้อนรับอยู่ที่สายการบินแห่งหนึ่งนานกว่า 10 ปี

หลังจากนั้นเขาก็มาร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดสปาอยู่ 3-4 ปี จึงออกจากสายการบินมาทำธุรกิจสปาเต็มตัว และตั้งใจไว้แต่แรกในการทำธุรกิจว่าหากธุรกิจแข็งแรงอยู่ตัว เขาจะทำจิตอาสาอย่างจริงจังเพื่อเป็นการแบ่งปัน

“ตอนเราเป็นพนักงานเป็นลูกจ้างเขา เงินเดือนก็ยังไม่เหลือมาก จะทำบุญแบ่งปันก็ได้เล็กน้อยไม่มากนัก แต่พอมาเปิดบริษัทของตัวเองก็มีกำลังมากขึ้น มีคนมาช่วยสมทบมากขึ้น การจะไปบริจาคหรือให้ทุนอะไรกับเด็กๆ และมูลนิธิก็เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น และถือเป็นนโยบายตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ว่าเราจะทำจิตอาสาอย่างต่อเนื่องตลอดไปทุกปี ในรูปแบบต่างๆ กันออกไป” ธเนศ กล่าวอย่างตั้งใจ

โดยตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ธเนศ บอกว่าก็มีการทำบุญบริจาคในรูปแบบต่างๆ ทุกปี  ปีที่แล้วเขาให้ทุนการศึกษากับเด็กๆ ที่มูลนิธิพระดาบส ทุนละเกือบ 3 หมื่นบาท 2-3 ทุน และจะให้ต่อเนื่องไปจนกว่าเด็กคนนั้นๆ จะจบการศึกษา

 “สำหรับในปีนี้ เป็นปีที่ดิวาน่าครบรอบ 15  ปี เราก็เลยจัดใหญ่กว่าทุกปี ชวนพนักงานไปทำบุญร่วมกัน ใช้ชื่อ ‘ดิวาน่า แคร์ แอนด์ แชร์’ โดยปีนี้ไปบริจาคให้กับบ้านเด็กชายทุ่งมหาเมฆ ด้วยการให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาตรี และนำอาหารไปเลี้ยงโต๊ะจีนให้กับเด็กๆ โดยจะให้ต่อเนื่องไปต่อจากนี้ด้วย โดยทุกปีไม่ว่าจะไปทำบุญเลี้ยงอาหาร บริจาคสิ่งของใดๆ ให้กับหน่วยงานใดก็ตาม แต่เราจะมีให้ทุนการศึกษาปีละ 4-5 ทุนเสมอ และเป็นการให้ทุนจนกว่าเด็กที่ได้ทุนจะจบการศึกษา”

ธเนศ บอกว่า เขายึดเป็นความตั้งใจเลยว่า ได้แล้วต้องให้ รับแล้วต้องแบ่งปัน ถือเป็นวัฒนธรรมขององค์กรของเขาเลยว่าแต่ละปีเรามีเรื่องต้องไปทำบุญกัน ถือเป็นนโยบายอย่างหนึ่งที่ต้องทำ

“เราจะเน้นให้ในเรื่องของการศึกษาเป็นหลัก เพราะคิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เป็นประตูเปิดโอกาสไปสู่หลายสิ่งอย่างได้ การแก้ปัญหาเรื่องความจนไม่ได้ให้แค่เงิน แต่คือการให้การศึกษา ความจนไม่ใช่อุปสรรคเท่ากับการที่เด็กไม่ได้รับการศึกษา และการบริจาคเงินเพื่อซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

สังคมที่น่าอยู่ ธเนศ เชื่อมั่นว่าคือสังคมที่มีการแบ่งปัน ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ซึ่งไม่ได้มีกฎข้อบังคับตายตัวว่าต้องให้ในรูปแบบใด อยู่ที่ความถนัดของแต่ละคน

 “มีแรงลงแรง มีเงินลงเงิน มีวิชาความรู้ก็ไปช่วยสอน ใครจะทำอะไรก็ได้ตามแนวทางที่แต่ละคนถนัด เป็นเชฟก็ไปช่วยทำอาหาร เป็นครูก็ไปช่วยสอน เป็นช่างตัดผมก็ไปตัดผมฟรี โดยทำให้กับมูลนิธิหรือบริจาคเป็นสิ่งของใดๆ ก็ได้ ขอเพียงให้นึกถึงการทำจิตอาสาว่าเป็นเรื่องที่เราต้องทำในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย ยิ่งรวยยิ่งต้องให้ ยิ่งให้เราก็จะยิ่งได้ ผู้ให้ย่อมมีความสุขพอๆ กับผู้รับเสมอ

“ไม่ต้องรอให้เหลือเยอะ ไม่ต้องรอให้รวยมาก ถ้าให้ตอนที่เราพอมี เขาเรียกว่าแบ่งกันหรือแบ่งปัน แต่ถ้ารอให้ตอนที่ต้องรวยมากๆ เขาเรียกว่าเหลือ ไม่ต้องรอให้เหลือ ให้ไปตามกำลังเหมาะสม สิ่งที่ได้ก็คือความสุขอิ่มเอมใจ ขณะที่ผู้รับก็ชื่นใจ เพราะฉะนั้นเราควรจะเป็นฝ่ายให้มากขึ้นเมื่อมีโอกาส คุณจะรับรู้ถึงความสุขแห่งการให้ได้ทุกครั้งว่าช่วยเติมเต็มและตัดกิเลสและความโลภในจิตใจเราออกไปได้ด้วย” ธเนศ กล่าวอย่างมีความสุข

 

หมอหนุ่ม’เชอร์ล็อค โฮล์มส์’ศิริราช งานวิจัยโรคใหม่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497415

หมอหนุ่ม’เชอร์ล็อค โฮล์มส์’ศิริราช งานวิจัยโรคใหม่ระดับโลก

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

อีกหนึ่งบุคลากรทางแพทย์ของไทยที่ควรได้รับการยกย่อง หลังคว้ารางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ ที่ค้นพบโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมชนิดใหม่ในโลกได้สำเร็จ ไม่เท่านั้นผลงานชิ้นนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อวงการแพทย์นานาชาติจนได้รับการติดต่อให้ไปช่วยวินิจฉัยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกพยาธิวิทยามากขึ้น

รศ.นพ.วิปร วิประกษิต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ สาขาโลหิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หมอหนุ่มในวัย 44 จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นหมอได้ร่วม 20 ปี มีผลงานได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ด้านโลหิตวิทยา โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียที่คนไทยเป็นกันไม่น้อยที่แต่ละปีมีคนไข้เกิดใหม่อยู่ที่ 2 หมื่นคน บทบาทของหมอวิปรที่ผ่านมาได้กระตุ้นเตือนให้คนไทยและภาครัฐเห็นความสำคัญกับการแก้ปัญหาโรคนี้เพราะส่งผลกระทบต่องบประมาณจำนวนมากในการดูแลรักษา

ปัจจุบันคนไข้ที่อยู่ในความดูแลของหมอหนุ่มผู้นี้ ทั้งที่โรงพยาบาลศิริราช และที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีนับพันราย ส่วนใหญ่เป็นโรคธาลัสซีเมีย 80% อีก 20% เป็นโรคโลหิตจาง นอกจากงานประจำ รักษาคนไข้แล้ว เจ้าตัวยังมีงานวิจัยออกมาต่อเนื่องด้วยความชอบและสนุกกับการหาคำตอบในแต่ละเรื่อง

“พอผมทำงานเป็นแพทย์ ผมชอบการวินิจฉัยมาก อย่างการรักษามันไม่มีอะไรใหม่ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพอยู่แล้ว การวินิจฉัยมันสนุกมาก ผมชอบดูคนไข้ใหม่ๆ มันเหมือนกับมีปริศนาใหม่ๆ ให้เรามาไขรหัสแล้วว่า ปัญหาของเขาเกิดขึ้นจากอะไร”

ก่อนแต่งต้องเช็กดีเอ็นเอ ป้องกันยีนกลายพันธุ์

ว่าด้วยเรื่องโรคใหม่ที่ได้รางวัลงานวิจัยดีเด่นในนามมหาวิทยาลัยมหิดล จากสภาวิจัยแห่งชาติเมื่อปี 2558 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ หมอวิปร เล่าว่า โรคด้านโลหิตนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า KLF1 ในอดีต การกลายพันธุ์ของยีนชนิดนี้ถูกรายงานว่า ทำให้มีอาการบางอย่าง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นโรค ฉะนั้น สิ่งที่ค้นพบจึงเป็นการพิสูจน์ครั้งแรกว่า การกลายพันธุ์ชนิดนี้มีความสำคัญและทำให้เกิดโรคในมนุษย์

หมอวิปร เท้าความว่า ปัญหาที่เจอคือ คนไทยซีดเยอะ และจากงานวิจัยที่ทำพบว่า เด็กไทย 30% มีภาวะซีดมากกว่าปกติ ถ้าไม่นำมารักษาก็จะไม่สบายและป่วยหนัก สาเหตุหลักของการซีดในประเทศไทย มีสองปัจจัย 1.เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีสองกลุ่มอายุคือ เด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 3 ปี กลุ่มนี้จะกินอาหารไม่พอ และเลือกกิน อีกกลุ่มเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้าสู่วัยมีประจำเดือน อายุ 12-13 ปี ที่เริ่มเสียเลือดและเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะอาย ไม่กล้าตรวจ บางคนจึงซีดมาก ลูกพยาบาล ลูกหมอก็มี

2.ที่เจอมากคือ โรคธาลัสซีเมีย พบได้ทุกช่วงอายุ เพราะเป็นพันธุกรรมมีตั้งแต่กำเนิด

“ในประเทศไทยหมอส่วนใหญ่จะรู้จักแค่สองอย่าง คือ ธาลัสซีเมีย กับขาดเหล็ก ทำให้ไม่มีใครค้นพบว่า มีอีกโรคหนึ่งที่มีอยู่ในคนไทย งานวิจัยที่ผมทำได้รวบรวมคนไข้ที่มีภาวะซีดประมาณพันกว่ารายที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่ามีคนไข้ประมาณ 50 ราย ที่ไม่ใช่ธาลัสซีเมีย แต่มันก้ำกึ่งว่าทำไมซีดเยอะแล้วต้องให้เลือดเหมือนธาลัสซีเมีย และมันเป็นโรคทางพันธุกรรม พ่อแม่ก็ปกติดีทั้งคู่ ผลเลือดก็ปกติ แต่เมื่อเราตรวจ ปรากฏว่าเด็กได้พฤติกรรมที่ผิดปกติ ครึ่งหนึ่งจากพ่อ ครึ่งหนึ่งจากแม่ ลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายๆ กับโรคธาลัสซีเมีย พ่อแม่มียีนแฝง แต่ไม่ได้เป็นแฝงธาลัสซีเมีย เป็นแฝงของยีนตัวนี้ แล้วทำให้ลูกเกิดปัญหาขึ้นมา”

หมอวิปร เล่าว่า โรคชนิดนี้จากงานวิจัยที่เราตรวจยีนนำมาสู่การค้นพบว่า มันมีพันธุกรรมของยีนอีกตัวหนึ่งซึ่งไม่ใช่ยีนธาลัสซีเมียแต่ทำให้คนไข้เป็นโรค ยีนตัวนี้ชื่อว่า KLF1 ถ้าคนมีพันธุกรรมแฝงของยีนนี้มาแต่งงานกันก็มีโอกาสเป็นโรคสูง ถ้าเป็นก็รุนแรงถึงขั้นต้องให้เลือด บางรายต้องตัดม้าม บางรายซีดตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือไม่ก็อาจเสียชีวิตในท้องได้

เทียบระดับความรุนแรงกับธาลัสซีเมีย หมอวิปร บอกว่า KLF1 รุนแรงกว่า เพราะธาลัสซีเมียมีความหลากหลายสี่ระดับ แต่โรคนี้ถ้าเป็นก็คือ ระดับสูงสุดของธาลัสซีเมีย คือ จะต้องให้เลือดทุกสามสัปดาห์ กลุ่มนี้คนไข้มักแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก หรืออยู่ในท้อง กล่าวคือเวลาไปฝากครรภ์กับคุณหมอ และคุณหมออัลตราซาวด์แล้วก็บอกว่า เด็กตัวเล็ก น้ำหนักไม่ขึ้น บางรายมีอาการรกบวม หรืออาจบวมน้ำ ฉะนั้น คนไข้บางรายที่มีอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จะได้รับการรักษาตั้งแต่อยู่ในท้อง ด้วยการใช้เข็มแทงเข้าไปที่สายสะดือเพื่อเอาเลือดฉีดให้เด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง กรณีนี้จะทำได้ไม่กี่โรงพยาบาล เช่น ศิริราช รามาธิบดี จุฬาฯ

“เราถือว่าเป็นการค้นพบในระดับโลก เพราะเป็นครั้งแรกที่เราตีพิมพ์วารสารเลือด (Blood) ซึ่งเป็นวารสารระดับโลกอันดับ 1 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หลังจากเราตีพิมพ์ผลงานนี้ไปแล้ว ก็มีหมอจากจีน เวียดนาม ออสเตรเลีย ก็เจอเหมือนเรา แต่เราเป็นคนรายงานคนแรก ส่วนในไทยหลังเราค้นพบ ก็มีคุณหมอจากหลายที่ที่เขามีคนไข้แต่เขาอธิบายไม่ได้ก็ส่งมาให้เราตรวจ เพราะตอนนี้ที่มีศิริราชที่เดียวที่เราวินิจฉัยเรื่องนี้ได้”

การค้นพบโรคใหม่ด้านโลหิตครั้งนี้ หมอวิปร ย้ำว่า เกิดผลดีต่อวงการแพทย์เพราะเมื่อรู้แน่ชัดว่าเป็นอะไร ก็จะทำให้หมอสามารถวินิจฉัยโรคคนไข้ได้ชัดเจน เพราะสมัยก่อนเวลาที่มีคนไข้ว่าด้วยเรื่องซีด ถ้าเราวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ก็จะรักษาไม่ถูกต้อง เช่น ถ้าคิดว่า เขาขาดเหล็ก แล้วหมอก็ให้เขากินเหล็กไปเรื่อยๆ แต่ว่าคนไข้กลุ่มนี้ไม่ได้ขาดธาตุเหล็ก มันก็ไม่ได้ผล คนไข้หลายคนถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่เมื่อเราไปตรวจ เราก็ไม่พบ ดังนั้น เมื่อวินิจฉัยไม่ถูก มันก็จะวางแผนการรักษาคนไข้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่จะมีบุตร เราจะสามารถให้ทางเลือกในการวินิจฉัยก่อนคลอดได้

แล้วในไทย มี KLF1 มากแค่ไหน? หมอวิปร ตอบว่า จากการตรวจพันธุกรรมนี้ในคนไทยพันกว่าราย พบว่ามีเกือบ 1% ฉะนั้น คนไทย 1 คนใน 100 มีพันธุกรรม ซึ่งมันอาจไม่มากเท่าธาลัสซีเมียที่พบพาหะแฝงจาก 35 คนใน 100 คน ถ้าเป็นโรคก็ประมา 1%

“งานวิจัยของเรา มันทำให้เราได้รางวัล อย่างน้อยก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ในวงการวิทยาศาสตร์ ผลงานชิ้นนี้เป็นที่ยอมรับว่า มันมีคุณค่า มีผลกระทบ แต่มันก็ไม่ใช่ผลงานของผม มันเป็นผลงานของสถาบันของโรงพยาบาลศิริราชที่มีมาตั้งแต่สมัย ร.5 และเราก็โชคดีที่ว่า เรามีคนไข้เยอะจากทั่วทุกประเทศ ที่ส่งเข้ามาที่ศิริราช เวลาใครวินิจฉัยไม่ออกก็ต้องส่งมา (หัวเราะ) ฉะนั้นอันนี้เป็นผลงานของศิริราช และผลงานของประเทศด้วยเพราะมันทำให้ต่างชาติเขาอ้างอิงสิ่งที่เราทำและไปใช้กับคนไข้กับเขา”

ธาลัสซีเมียในไทยยังน่าห่วง ระเบิดเวลา คนไข้จากเออีซี 

กล่าวสำหรับโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมอันดับหนึ่งที่พบมากที่สุดในโลก ประเทศไทยมีคนที่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียมากถึง 40% และหากคนที่เป็นพาหะไปแต่งงานกันมีโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคได้ แต่ละปีประมาณการคนไข้เกิดใหม่อยู่ที่ 2 หมื่นคน เป็นชนิดรุนแรง 4,000 คน หมอวิปร อัพเดทให้สถานการณ์ธาลัสซีเมียให้ฟังว่า โรคนี้เป็นโรคประจำชาติ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ในภูมิภาคเออีซีทั้งหมด พันธุกรรมธาลัสซีเมียไม่ใช่มีเฉพาะคนไทยทั้งนั้น แต่พันธุกรรมนี้มีในไทยเป็นพันๆ ปีแล้ว ส่วนในไทยพื้นที่ที่พบมากที่สุด คือ อีสานใต้ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ

หมอวิปร เล่าว่า อันตรายของธาลัสซีเมียชนิดที่รุนแรงมาก เด็กจะตายในท้องแล้วแม่ก็มีภาวะแทรกซ้อน อาจจะตกเลือดมาก รองลงมา คลอดออกมามีชีวิตปกติในตอนต้น แต่พอ 5-6 เดือนเด็กเริ่มซีด ตับ ม้าม โต หน้าตาเปลี่ยน ถ้าไม่รักษา คนไข้ก็จะมีอายุได้เพียงสิบกว่าขวบ และเสียชีวิต บางชนิดก็มีอาการเบา อาจซีดไม่มาก แต่ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโต เช่น กระดูกบาง ถ้าคนที่ซีดแล้วไม่รักษา จะมีผลต่อหัวใจ เพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น คนที่เลือดจางมากๆ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเพราะปกติ

เหตุที่โรคธาลัสซีเมียยังมากขึ้นและน่าเป็นห่วงอยู่ หมอวิปร ให้ข้อมูลว่า เพราะโปรแกรมตรวจของโรงพยาบาลต่างๆ กับหญิงที่ไปฝากครรภ์ ไม่ละเอียด ดูแค่อ้อมๆ ว่า จะเป็นหรือไม่ ไม่ลงลึกถึงระดับดีเอ็นเอธาลัสซีเมียว่ามีหรือไม่ ถึงจะยืนยันได้แน่นอน เราถึงเจอกรณีต่างๆ ว่า ไปฝากครรภ์แล้ว ทำไมถึงยังเป็นก็เพราะตรวจไม่ละเอียด เรายังตรวจเหมือน 30 ปีที่แล้วทั้งที่ปัจจุบันมันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาก

“คนไข้ยังไม่ลด ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เราก็ต้องรับเออีซี คนไข้ต่างชาติก็เยอะมาก แล้วคนไข้ก็นกรู้ พ่อแม่เข้ามาทำงานเพื่อหวังเอาลูกมารักษาเพราะว่าประเทศรอบๆ เรา วิทยาการทางแพทย์ไม่ก้าวหน้าเท่าเรา คนไข้กลุ่มนี้คือ ตายหมด คนไข้รอบๆ ประเทศที่มีกำลังจ่ายจึงต้องบินมารับเลือดที่ประเทศไทย

…ตอนนี้มีคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้าน แรงงานต่างชาติเข้ามามาก ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเกิดผลกระทบต่อคนไข้คนไทย ที่สำคัญ เวลาคนไข้ต้องให้เลือด ก็ต้องมาใช้เลือดที่คนไทยบริจาค ตอนนี้ยังไม่มีเป็นข่าว แต่ในอนาคตเหมือนระเบิดเวลา เพราะคนไข้กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ทางออกที่ หมอวิปร เสนอคือ เรื่องนี้ควรถูกผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติ กล่าวคือ ทารกทุกคนที่เกิดมาในประเทศ ต้องได้รับการตรวจกรองธาลัสซีเมียเหมือนอย่างที่โรงพยาบาลศิริราช ทารกที่คลอดทุกคนประมาณ 1,213 คน จะได้รับการตรวจกรองธาลัสซีเมียตั้งแต่เกิด ทั้งหมดเพื่อลดจำนวนคนไข้ลง

งานแพทย์เหมือน ‘เชอร์ล็อค โฮล์มส์’หาหลักฐานพิสูจน์ความจริง

ย้อนกลับไปในอดีต ก่อนจะเป็นหมอ วิปรเป็นนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นั่งเก้าอี้รองประธานนักเรียน ชอบทำกิจกรรม และมีความคิดเสมอที่อยากช่วยคนไข้ ที่สำคัญเป็นคนที่ไม่เชื่อคำตอบอะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง จึงสนใจงานด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปด้วย หลังเรียนจบสอบติดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ได้เหรียญทองแดงคะแนนยอดเยี่ยมตลอดหลักสูตร จากนั้นไปเรียนต่อเป็นหมอเด็กที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนจะบินไปทำปริญญาเอกที่ออกซฟอร์ด เจ้าตัวบอกว่าระหว่างเรียนก็คิดตลอดว่า อยากทำงานวินิจฉัยโรคเพราะเป็นต้นทางหรือเป็นหัวใจของการดูแลคนไข้ ถ้าวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง ที่เหลือก็ตามมาเอง ไม่ว่า การรักษา การให้ยา การดูภาวะแทรกซ้อน

การวินิจฉัยโรคก็เหมือนการเป็นนักสืบไม่ต่างจากนวนิยายสอบสวนชื่อดังเมื่อร้อยปีก่อน “เชอร์ล็อค โฮล์มส์” หมอวิปร เปรียบเทียบความเหมือนในความต่างให้ฟัง

“เชอร์ล็อค โฮล์มส์ เขียนโดย เซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ (ค.ศ. 1859-1930) จริงๆ เขาเป็นแพทย์ที่สกอตแลนด์ เขาเรียนแพทย์กับอาจารย์แพทย์คนหนึ่งที่เป็นอายุรแพทย์ที่มีชื่อเสียงมากในอังกฤษ คือ เซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ คนนี้ก็คือ บุคลิกของเชอร์ล็อค โฮล์มส์  คือ หน้าที่ของแพทย์อันหนึ่งต้องช่างสังเกต เราถึงถูกสอนว่า ต้องดูคนไข้ทั้งตัว ดูหน้า ตา สิ่งที่คนไข้ทำ การสังเกตมันเป็นการเก็บข้อมูลอีกแบบ เมื่อดูเสร็จ ฟังหัวใจคนไข้ ก็ต้องฝึกทักษะการฟังว่า อะไรผิดปกติ เมื่อตรวจแล้ว ก็ต้องหาหลักฐานเหมือนเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ที่ต้องไปหารอยเท้า เศษผง การหาหลักฐานอื่นก็คือ การตรวจในห้องปฏิบัติการ”  และนั่นทำให้หมอวิปร สนใจเรื่องเลือด เพราะเลือดช่วยไขปริศนาทุกอย่างได้

“ทุกอย่างมันอยู่ที่เลือด เลือดเป็นยาดำ เป็นโมเดลมาตรฐาน แทรกอยู่ในทุกระบบ และการวินิจฉัยเลือดมันง่าย เพราะเราสามารถจะเอาเลือดมาตรวจได้ไม่ยาก บางอย่างเช่น โรคสมอง ก็น่าสนใจ แต่เราไม่สามารถเอาเนื้อสมองมาตรวจได้ แต่ถ้าเป็นโรคเลือดเราแค่เจาะเลือดมาก็ไปตรวจได้เลย”

หมอวิปร กล่าวว่า การที่เราจะวินิจฉัยโรคต่างๆ ให้ดีขึ้นในปัจจุบันต้องไม่ใช่เหมือนยุคเชอร์ล็อค โฮล์มส์ เมื่อ 100 กว่าปีแล้ว ที่ใช้การสังเกตหรือดูบุคลิกคนไข้อย่างเดียว แต่ต้องดูดีเอ็นเอ เทคโนโลยีหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาสนับสนุน

แม้ชีวิตของหมอหนุ่มศิริราชผู้นี้จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในด้านการวิจัย แต่เขาก็ยืนยันว่า ไม่ต้องการเป็นผู้บริหาร หรือ มีตำแหน่งบริหารในอนาคต อยากทำงานด้านการวิจัยที่มีความสุขที่สุด

“ความจริงผมก็ถึงเป้าหมายแล้วและผมก็รักสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ ผมก็อยากทำงานนี้ต่อไปจนกว่าผมจะหมดแรงจนทำไม่ไหว ก็ยังมีเป้าหมาย สร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดงานเหล่านี้” หมอวิปร ทิ้งท้าย

 

ระนองโมเดล เชื่อมโยงการศึกษาไทย-เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497343

ระนองโมเดล เชื่อมโยงการศึกษาไทย-เมียนมา

 

 

โดย…กองทรัพย์

ระนองเป็นจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศเมียนมา ระยะทางยาว 169 กม. มีจุดเข้าออกจุดเดียวคือท่าเรือระนอง-เกาะสอง และด้วยเป็นจังหวัดที่ติดชายแดนจึงส่งผลให้ประชากรข้ามชาติในพื้นที่ระนองเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ถูกและไม่ถูกกฎหมาย อาศัยตามพื้นที่ต่างๆ ของ จ.ระนอง ในแรงงานประมง โรงงานภาคการเกษตร และรับจ้างทั่วไป ซึ่งลักษณะการอยู่อาศัยของแรงงานข้ามชาติจะอยู่เป็นชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน โดยข้อมูล ณ มิ.ย. 2559 มีแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการจดทะเบียนรวม 2.2 ล้านคน (เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) ผู้ติดตามและบุตรที่เกิดในประเทศไทยมีจำนวนเกือบ 2 หมื่นคน

สำหรับข้อมูลสถิติการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ วันที่ 21 ก.ค. 2559 ของสำนักงานแรงงานจังหวัดระนอง มีจำนวน 63,784 คน ส่วนจำนวนบุตรหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่คาดว่าจะมีจำนวน 7,670 คน ปัจจุบันลูกหลานแรงงานข้ามชาติใน จ.ระนองได้รับการศึกษา จำนวน 2,462 คน รวมทั้งหมดจึงมีลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการศึกษาเพียง 4,897 คนเท่านั้น นั่นหมายความว่ายังมีลูกหลานแรงงานข้ามชาติอีกกว่า 2,000 คนที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา

ปัจจุบัน ได้มีความพยายามหารือเพื่อสร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ระหว่างเขตพื้นที่การศึกษาของประเทศไทยและประเทศเมียนมา เพื่อหาแนวทางเชื่อมโยงการศึกษาระหว่างกัน นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักทางสุขภาพ ภรณี ภู่ประเสริฐ รักษาการผู้อำนวยการสำนักประชากรกลุ่มเฉพาะและภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดการศึกษาสำหรับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ และการสร้างเสริมสุขภาพ

 

 

ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว ผู้จัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาวะประชากรข้ามชาติโดยระบบการศึกษา มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยจะเปิดโอกาสทางการศึกษา ให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ สามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ส่งผลให้ประชากรข้ามชาติได้รับการศึกษา ทั้งที่จัดโดยรัฐและจัดโดยองค์กรภาคเอกชน

 

การเข้าถึงระบบการศึกษาของลูกหลานแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมามี 4 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบ หรือ กศน. การศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ ที่จัดโดยชุมชน กลุ่มแรงงานข้ามชาติและองค์กรภาคประชาสังคม และการศึกษาโดยเชื่อมโยงการศึกษาระหว่างไทยและเมียนมา

“การศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติที่จัดโดยชุมชน ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนเมียนมา และจังหวัดชั้นในที่มีแรงงานข้ามชาติหนาแน่น ซึ่ง จ.ระนองมีการจัดศูนย์การเรียนรู้ 13 ศูนย์ ซึ่งสอนทั้งภาษาไทย ภาษาเมียนมา และภาษาอังกฤษ ควบคู่กันทั้งเพื่อเป็นการลดช่องว่างของปัญหาการเรียนในโรงเรียนไทยที่เด็กพูดภาษาไทยไม่ได้หากกรณีที่เด็กจะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนไทย ขณะเดียวกันก็สามารถอ่านเขียนภาษาเมียนมาได้กรณีที่ต้องการกลับไปเรียนที่ภูมิลำเนาเดิม” ลัดดาวัลย์ กล่าว

ขณะที่ ภรณี ภู่ประเสริฐ กล่าวว่า สสส.เห็นความสำคัญของคนทุกคนบนแผ่นดินไทย แรงงานข้ามชาติในระนองเองมี 6 หมื่นกว่าคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมาก และในจำนวนนี้มี 7,000 คนที่เป็นเด็กซึ่งติดมากับพ่อแม่จากประเทศต้นทาง หรือมาคลอดลูกที่เมืองไทย เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาครบ 100% ก็มีทางเลือกให้ว่าจะไปเรียนในโรงเรียนไทย กศน. แต่ก็ยังไม่หลากหลายและครอบคลุมพอ เราก็สนับสนุนให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ เราสนับสนุนมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบทในการเข้ามาเชื่อมประสานกับ กศน.และทางเมียนมา เพื่อให้เด็กที่มาเรียนสามารถกลับไปเรียนที่ประเทศต้นทาง โดยเทียบโอนวุฒิการศึกษาได้ และไม่ลืมภาษาของตัวเอง

“เมื่อมาอยู่ประเทศไทย เขาก็จำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งสองภาษา ระบบสาธารณสุขของไทย ถ้าเป็นแบบแข็งตัว เราออกแบบมาเพื่อคนไทย เขาก็ไม่สามารถเข้าถึงบริการของเราได้ เรื่องประกันสุขภาพ การเข้าโรงพยาบาลหรือการสร้างความยอมรับกับเด็กไทย ล้วนเป็นปัญหาที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นการมีศูนย์เรียนรู้ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ภาษาไทยเพื่อให้มีโอกาสเข้าถึง เข้าใจเรื่องสาธารณสุขในประเทศไทย การศึกษานำไปสู่สุขภาวะที่ดีหลายเรื่อง ตั้งแต่โภชนาการ สุขภาพ และการเข้าถึงสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน นำไปสู่การลดการติดเชื้อหรือป้องกันโรคที่แพร่ระบาดได้จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในภาพรวมด้วย”

ครูติ๋ม สาวเม่ียนมาที่จบการศึกษาในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทย ปัจจุบันเป็นครูประจำกลุ่มต่างด้าว (กศน.) ศูนย์ซอย 7 ระนอง ครูติ๋ม เล่าว่า ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เริ่มเปิดตั้งแต่ปี 2549 พ่อของเธอซึ่งปัจจุบันเป็นครูใหญ่ ในช่วงเริ่มต้นเขาตระเวนขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วง ขับไปตามสวนผลไม้ แพปลา เพื่อหาเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ รวมตัวกันเพื่อมาสอนหนังสือ

วันแรกรวมได้ 15 คน จากนั้น 1 เดือน ก็เพิ่มเป็น 50 คน ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้มีนักเรียน 50 คน มีครู 7 คน เป็นครูชาวเมียนมา และใช้หลักสูตรอ้างอิงจากเกาะสอง เมียนมา ขณะที่หลักสูตรของเมืองไทยได้เชื่อมกับ กศน. ซึ่งประยุกต์หลักสูตรผู้ไม่รู้หนังสือของชาวไทยภูเขา มาใช้กับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของแรงงานข้ามชาติด้วย

“เราสอนเด็กเล็กระดับอนุบาลถึง ป.6 กั้นห้องเรียนด้วยกระดานไวท์บอร์ด สอนภาษาไทยและเมียนมา หลักสูตรเชื่อมโ

ยงกับ กศน.ไทย และหลักสูตรของเมียนมา สำหรับเด็กโตที่จบจากศูนย์นี้ก็เลือกได้ว่าจะกลับไปเรียนต่อที่เมียนมาหรือเรียนต่อในไทย ซึ่งมีหลักสูตรภาษาอังกฤษเพิ่มเข้ามาดังนั้น เด็กๆ ที่อยากย้ายกลับไปเรียนต่อที่ประเทศต้นทาง ก็สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาการขาดช่วง เด็กที่ศูนย์ฯ สามารถเรียนต่อในโรงเรียนไทยได้ และสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ เช่นเดียวกับที่ติ๋มได้เรียน ซึ่งตัวติ๋มเองเรียนจบ ปวส.แล้วก็เรียนต่อในระดับปริญญาตรี”

นพ.วีระพันธ์ กล่าวปิดท้ายจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า การให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาพ และการป้องกันโรค ไม่เฉพาะเพียงในคนไทยเท่านั้น แต่สนับสนุนให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถ และอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อสุขภาวะและปัญหาสุขภาพ โดยไม่แบ่งเชื้อชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในสังคมอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรโดยรวม

“การดูแลเรื่องของสุขภาพในแรงงานข้ามชาติจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ สสส.ให้ความสำคัญ โดยเข้ามาหนุนเสริมภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดเน้นปัจจุบันคือการสนับสนุนให้เกิดการจัดการความรู้ หรือการถอดบทเรียนจากรูปแบบการดำเนินงานที่มีอยู่เพื่อนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป”

 

ความสามารถ ผสานความชื่นชอบออกมาเป็นบราวนี่ รสชาติเข้มข้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497091

ความสามารถ ผสานความชื่นชอบออกมาเป็นบราวนี่ รสชาติเข้มข้น

โดย…วราภรณ์

 

ใครที่ชื่นชอบบราวนี่ รสชาติเข้มข้น ต้องมีแบรนด์ เดอะ ชินนา บราวนีส์ (The Chinna Brownies) นั่งอยู่ในหัวใจ โดยเฉพาะลูกค้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และที่ตลาดนัดอิมเมจ มอลล์ ย่านพุทธมณฑลสาย 4 คงคุ้นชื่อแบรนด์นี้เป็นอย่างดี เพราะครึ่งปีแล้วที่ คิว-ชินพัฒน์ สุคนธโรจน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยนานาชาติ สาขาบริหารธุรกิจภัตตาคาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้พัฒนาสูตรบราวนี่จนมีรสชาติที่ถูกปาก แถมยังราคาย่อมเยา จับต้องง่าย จนสามารถทำรายได้หลักหมื่นบาทต่อเดือนอีกด้วย

ชินพัฒน์ เล่าแรงบันดาลใจในการทำบราวนี่เป็นแบรนด์ของตัวเองว่า เริ่มจากความชื่นชอบทำอาหารและทำขนมของเขาในยามว่าง วันหนึ่งเขาดูรายการทำอาหารผ่านยูทูบ เจอการสอนทำบราวนี่ ซึ่งเขาเห็นว่าทำง่ายดี แถมยังน่ากิน จึงหัดทำบราวนี่โดยปรับปรุงพัฒนาสูตรให้เป็นของตัวเอง ลองทำให้พี่ชายและคุณแม่กิน ก็บอกว่าสูตรนี้อร่อยดี จึงตัดสินใจทำขายให้เพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัย ต่างก็ช่วยคอนเฟิร์มกว่า 80% ว่าอร่อยกว่าร้านบราวนี่ในห้างดัง

“พอเพื่อนชิมบอกว่าอร่อย ผมก็คิดว่าจะทำขายที่ตลาดนัดแถวบ้าน ก็ต้องคิดแบรนด์ จึงใช้ชื่อจริงของผมตั้งเป็นแบรนด์ เดอะ ชินนา บราวนีส์ เมื่อ3 เดือนที่แล้ว ประกอบกับผมมีเงินทุนพอจ่ายค่าเช่าร้าน ซึ่งฟีดแบ็กขายวันแรกๆ ก็ขายดี ลูกค้ากลับมาบอกว่าอร่อยนะ แถมยังขายถูกกว่าในห้างเสียอีก ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยของผมคือ การปรับสูตรใช้เนยสดไม่ได้ใช้มาการีน และใช้ช็อกโกแลตแท้ๆ แม้ต้นทุนสูงนิดหน่อย แต่อร่อย เพราะผมไม่เน้นกำไรมากเท่าไหร่ อยากให้คนกินแล้วอร่อย”

แม้การทำบราวนี่จะขัดกับมาดชายหนุ่มอย่างชินพัฒน์ แต่เขาก็รักที่จะทำบราวนี่เป็นงานอดิเรกที่กลายเป็นหารายได้เสริมได้จริงๆ แต่เขาต้องรู้จักการแบ่งเวลาเรียนกับทำขนมให้ดี โดยเขาจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนวันอังคารกับวันพุธเตรียมวัตถุดิบ ตอนเย็นวันพุธค่อยลงมือทำขนมเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อเตรียมขายในเย็นวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ โดยมีคุณแม่เป็นทั้งกำลังใจ ช่วยเตรียมวัตถุดิบและช่วยขายด้วย

ปัจจุบันคิวพัฒนาสูตรบราวนี่ถึง 6 รสชาติ ได้แก่ บราวนี่ ออริจินัล, บราวนี่ อัลมอนด์, บราวนี่ ช็อกโก้ บานาน่า, บราวนี่ ชีสเค้ก, บราวนี่ ร็อกกี้ โรด และบราวนี่ ชาเขียวมัทฉะ ซึ่งแต่ละสูตรต้องอาศัยการลองผิดลองถูก กว่าจะได้ออกมาเป็นบราวนี่ที่อร่อย มีความหนึบไม่เละและไม่เหนียวจนเกินไป สนนจำหน่ายราคาชิ้นละ 29-35 บาทเท่านั้น สามารถทำรายได้ให้คิวราว 1-2 หมื่นบาททุกเดือน นำความภูมิใจมาให้ทั้งเขาและครอบครัว เพราะอายุเพียง 20 ก็สามารถมีรายได้พิเศษไว้คอยผ่อนรถ เป็นทุนการศึกษาส่วนตัว และแบ่งให้คุณแม่ได้ด้วย

“ผมรู้สึกภูมิใจ ที่เราอายุเพิ่ง 20 ผมสามารถหาเงินหลักหมื่นได้แล้ว สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการมีแบรนด์เป็นของตัวเอง อย่างแรกคือ ผมรู้สึกเป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบมากขึ้น การได้ขายของทำให้ผมได้ฝึกการใช้ความคิด ทำอย่างไรให้ยอดขายโตขึ้นก็ต้องมีการวางแผนธุรกิจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาคุณภาพและความอร่อยไว้ให้ได้ เหมือนผมได้ทำงาน 24 ชั่วโมงเลย อีกทั้งผมได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อยู่ตลอดเวลา เหมือนผมทิ้งชีวิตวัยรุ่นไปเลย ที่สำคัญผมเริ่มทำธุรกิจของตัวเองก่อนเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ได้เรียนรู้เร็วกว่าคนอื่น”

เป้าหมายสูงสุดของการทำแบรนด์ของชินพัฒน์คือ อยากให้คนที่คิดถึงบราวนี่คิดถึง เดอะ ชินนา บราวนีส์ เป็นแบรนด์แรกๆ อีกทั้งอยากพัฒนาแบรนด์ให้ก้าวไปอีกระดับหนึ่ง คือก้าวสู่ตลาดบนขึ้นไป โดยเน้นใช้วัตถุดิบที่คุณภาพดี และในอนาคตเขาอยากขายส่ง ให้ผู้ที่สนใจรับบราวนี่ของเขาไปขายต่อด้วย ถือเป็นการขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น

ใครสนใจสามารถติดต่อชินพัฒน์ได้ผ่าน Facebook : The Chinna Brownies หรือที่ 09-5956-3432

 

เดรสสวย ‘คุณภาพดี’ สร้างสรรค์ความฝันสวยงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497090

เดรสสวย ‘คุณภาพดี’ สร้างสรรค์ความฝันสวยงาม

โดย…ปอย   ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 

เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว นักทำกิจกรรมเพื่อสังคมหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ วัย 23-27 ปีได้ก่อตั้งกลุ่ม “เดรส เดอะ ดรีม (Dress The Dream)” บริหารงานในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เปิดตัวกลุ่มอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยชักชวนเหล่าสาวแฟชั่นนิสต้าบริจาคชุดสวย หรือชุดเดรสสภาพดีไม่ใช้แล้ว เพื่อนำมาจำหน่ายโดยผ่านออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Dressthedream.com หารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์

สาววัยทำงานบุคลิกปราดเปรียว เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ อายุ 26 ปี  บิลลี่แวน เดอร์ ลู หนุ่มหล่อเนเธอร์แลนด์ อายุ 22 ปี และตี๋มาดนักธุรกิจ พลเดช อนันชัยอายุ 24 ปี ทั้งสามคนรับตำแหน่ง Co-Founderสามหนุ่มสาวมีแนวคิดเดียวกันกับการทำงานอุทิศตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ให้เกิดได้ด้วยการแบ่งปันกัน ฟากคนมีมากถ่ายเทให้แก่ฟากคนมีน้อย เพื่อสร้างสรรค์ความสุขให้โลกใบนี้

ใครเป็นใครในกลุ่ม‘เดรส เดอะ ดรีม’

รับหน้าที่แม่ทัพหญิงกลุ่ม “เดรส เดอะ ดรีม” จูน เมธาวี บอกว่าโอกาสการทำงานเริ่มต้นที่สถานทูตสหรัฐ ซึ่งมีโครงการ Young South East Asia Leadership Initiative (YSEALI) สนับสนุนเยาวชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ ให้ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องเน้นการพัฒนาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม หรือด้านต่างๆ ตามที่นักกิจกรรมวัยเยาวชนสนใจโดยให้เขียนโครงการเสนอกันเข้ามา

แล้วมีการคัดเลือกโครงการน่าสนใจโดยไปศึกษาต่อในด้านนั้นๆ โดยจัดคอร์สให้ 5 เดือนที่สหรัฐ หรือบางครั้งจัดคอร์สอบรมในภูมิภาคอาเซียน

“จูนได้ไปเรียนทางด้าน Social Enterprise & Economic Development ครั้งนั้นประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นประธานจัดประชุมที่ประเทศมาเลเซีย กลุ่มเยาวชนไทยพวกเราหลายๆ คนก็ได้เจอกันที่นั่นค่ะ พัฒนาความสัมพันธ์จากคนมีแนวคิดเดียวกัน มีพลัง อยากพัฒนาอยากเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีขึ้น

ทุกๆ ปีสถานทูตสหรัฐตั้งกองเงินทุนให้เปล่า (Grants) เพื่อให้เยาวชนเขียนโครงการเข้ามาค่ะ จูนเคยทำองค์กรเกี่ยวกับเอ็นจีโอ ช่วยเหลือนักศึกษาระดับปริญญาตรีกลุ่มผู้พิการทางสายตา ชื่อโครงการ The Guide Light ก็ได้รู้ว่างานระดมเงินยากมากสำหรับคนวัยเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี จูนจบจากนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นอายุ 24 ปีค่ะ แล้วที่มหาวิทยาลัยก็มีรุ่นน้องพิการสายตาเรียนเก่งมาก จึงอยากหาทุนการศึกษาให้น้อง ก็ได้ข้อมูลคนตาบอดทั่วประเทศมีราว 1,000 คน ไม่มีทางขยายกลุ่มไปได้มากกว่านี้เลยนะคะยิ่งกว่านั้นเงินสนับสนุนก็จะได้เพียงองค์กรหลักไม่กี่แห่ง

จูนลองคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำโครงการกับสถานทูตสหรัฐ ที่นี่มีทั้งคนรุ่นใหม่ ทั้งนักธุรกิจ ทั้งเอ็นจีโอ ปรึกษากันว่าเราน่ามาร่วมงานเขียนขอทุน เช่น ทุนกลุ่ม Seeds for the Future มีเด็กทั่วอาเซียนเขียนโครงการแข่งขันกันเพื่อขอทุน จำนวน 5 แสนบาท ปีละ 20 โครงการ แล้วปีก่อนนั้นไม่มีโครงการของเด็กไทยผ่านเลยนะคะ เราก็อยากทำให้ผ่าน ใครทำได้ก็บ่งบอกศักยภาพของเยาวชนแต่ละประเทศได้เลยค่ะ

จูน เมธาวี สาวร่างบอบบางบุคลิกผู้นำ กล่าวถึงที่มาที่ไปของการทำงานเพื่อสังคมกลุ่มที่มีคนทำงาน 8 คน ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่อยากเห็นสังคมก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

“การเขียนโครงการเสนอตามองค์กรต่างๆ เป็นงานยากมาก บางโครงการกว่าจะผ่านต้องแก้ไขหลายๆ ครั้ง จูนทำ The Guide Light กว่าจะเข้าถึงผู้ใหญ่มีอำนาจตัดสินใจต้องพึ่งพาคอนเนกชั่น ตอนนั้นเราเป็นเด็กเพิ่งจบปริญญาตรี บอกเลยค่ะว่ากลายเป็นปัญหาใหญ่ในการทำงาน การเขียนโครงการขอเงินทุนสนับสนุนดึงเวลาไปจากชีวิตเรากว่าครึ่งเลยนะคะ จึงเกิดไอเดียแทนที่รอเงินจากภาครัฐอย่างเดียว การทำงานหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองได้ก็น่าจะดีกว่า เหมือนกับการ Explorer เราได้โอกาสทำงานที่ไม่แค่พัฒนาตัวเอง แต่ได้ให้คนอื่น Take and Give ได้ทั้งให้และรับ”

โครงการกลุ่มเดรส เดอะ ดรีม มุ่งเป็นกิจการหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยตัวเอง ไม่แค่รับของบริจาค สตางค์ พลเดช หนุ่มนักธุรกิจย้ำว่าต้องไม่ใช่จบในแคมเปญครั้งเดียว ซึ่งเป็นจุดเด่นให้ได้รับเงินทุน 5 แสนบาท สำหรับบริหารงานในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม ระดมทำกิจกรรมขอบริจาคชุดสวย มีคุณภาพเพื่อนำไปขายต่อได้ดีที่สุด

“หลายๆ องค์กรทำงานเพื่อสังคมโดยนำเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งต่างจากเรานะครับ เรารับบริจาคก็จริง แต่ไม่หยุดไว้แค่การรับ มีการวางแผนบริหารเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย”

อีกหนึ่งหนุ่มน่าสนใจ บิลลี่ ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม เดรส เดอะ ดรีม จุดเริ่มต้นย้อนไปเมื่อ 2 ปี หนุ่มน้อยจากเมืองดอกทิวลิป วัย 20 ปี มีโอกาสเข้ามาฝึกงานแผนก Food and Beverage โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ใกล้ๆ สถานทูตสหรัฐ จ้างให้โรงแรมจัดงานฉลองวันชาติ 4 กรกฎาคม บิลลี่ทำงานนี้จึงได้เจอกับเพื่อนคนไทยจิตสาธารณะ

ได้คุยกันก็ถูกคอแล้วมีวิสัยทัศน์ทำงานเพื่อสังคมเหมือนกัน การร่วมโครงการดีจึงเริ่มต้น

“ช่วงทำธีสิสก่อนจบปริญญาตรีที่เนเธอร์แลนด์ ผมได้ติดต่อขอฝึกเขียนโครงการกับบริษัทของสตางค์ พลเดช ซึ่งทำธุรกิจใช้เทคโนโลยีช่วยแรงงานพม่าในการโอนเงินข้ามประเทศ บริษัททำกิจกรรมซีเอชอาร์เพื่อสังคมผมก็ได้ทำด้วยครับ ช่วยงานกันบ่อยๆ เมื่อมีการก่อตั้งกลุ่ม เดรส เดอะ ดรีม เพื่อนๆ จึงชวนผมให้ร่วมงานเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งด้วยครับ” บิลลี่ บอกพร้อมรอยยิ้มหล่อ

“บิลลี่เป็นนายแบบด้วยค่ะ งานนี้เขาช่วยเราได้เยอะมาก คือไปชักชวนนางแบบให้ช่วยกันบริจาคเดรส และชวนนางแบบใส่เดรสโชว์ นับเป็นการแมตชิ่งที่ดีมาก” เมธาวี ช่วยแนะนำโปรไฟล์เพื่อนฝรั่งหน้าตาดี
แถมงานนี้โดนเพื่อนๆ แซวเล็กๆ พลเดช บอกแน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายคือสาวแฟชั่นนิสต้า ถ้ากลุ่มคนทำงาน 8 คนโพสต์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Dressthedream.com ขอบริจาคเดรส ไม่มีใครได้กระแสตอบรับดีโดดเด่นเท่าบิลลี่ โพสต์ปุ๊บ สาวๆ กระหน่ำสนใจซักถามกันมาปั๊บ

ทำไมต้องเป็นเดรส?

พลังของผู้หญิงและชุดสวยตัวเก่งสร้างฝันสวยงามให้กับผู้หญิงและเด็กต้องการความช่วยเหลือในสังคมได้ แนวคิดนี้ได้ผู้ร่วมสนับสนุนกลุ่มเดรส เดอะ ดรีม เจ้าใหญ่ ฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ สถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย จัดงานเปิดตัว “Habito x Dress The Dream”  ที่ฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ ชวนบรรดาสาวยุคใหม่และเหล่าแฟชั่นนิสต้า ร่วมสร้างพลังให้กับผู้หญิงผ่านพลังของเสื้อผ้า บริจาคชุดสวย

รวมไปถึงการระดมรับบริจาคชุดเดรสสภาพดี สาวสวยคนดังๆ ร่วมบริจาคในงานนี้ เช่น อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2015 ชนกวนันท์ รักชีพ อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ สาวอาร์ติสต์คนนี้ทำคอลเลกชั่นไฮไลต์ D.I.Y. วาดภาพคาแรกเตอร์ของตัวเองลงไปบนชุดบริจาคตัวโปรดอมตา จิตตะเสนีย์ บริจาคชุด D.I.Y. ในฉบับเมกอัพอาร์ติสต์สุดเปรี้ยว พัชชา พูนพิริยะ บริจาคชุดมินิมอลคอลเลกชั่นแรกหาไม่ได้แล้ว นางเอกดัง ณฐพร เตมีรักษ์ บริจาคชุดตัวเก่งมาให้อีก 1 ชุดในคอลเลกชั่นชุดประมูลสุดเก๋คนดัง

รวมถึงชุดสวยจากสปอนเซอร์รายใหญ่ ฮับบาโตะ คอนเซ็ปต์ “The Affection” By HUBBA-TO ดีไซน์เครื่องแต่งกายสะท้อนความรัก นับเป็นการเปิดตัวโชว์การรวมพลังสร้างสรรค์พลังของผู้หญิงผ่านชุดเดรส
กับงานศิลปะได้งดงาม

ทำไมต้องเป็นเดรส…? คำถามนี้ผู้หญิงตอบชัดเจนที่สุด “ธุรกิจแฟชั่นเป็นอีกปัจจัยกระตุ้นให้โลกร้อน ปีหนึ่งเสื้อผ้าทิ้งเยอะมากค่ะ เพียง 20% เท่านั้นที่รีไซเคิลอีก 80% ฝังกลบใต้ดิน แล้วยิ่งวันนี้แข่งขันกันด้วยธุรกิจฟาสต์แฟชั่น คนซื้อเร็วทิ้งเสื้อผ้าเร็วขึ้นนะคะ ถ้าเราไม่ทำอะไรเสื้อผ้าพวกนี้ก็ถูกฝังกลบ แล้วกว่าจะย่อยสลายได้นานมาก เพราะผ้าบางชนิดก็เคลือบสารเคมี ที่กว่าจะย่อยสลายได้ใช้เวลาอาจนับร้อยปี การหมุนเวียนเสื้อผ้าเหล่านี้จะได้ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ด้วยนะคะ นอกจากช่วยเหลือสังคมโดยนำส่วนที่เกินมาบรรเทาให้ส่วนขาด ถ้าเราทำได้สำเร็จสังคมบาลานซ์ขึ้นด้วยค่ะ” เมธาวี อธิบาย

“เราบริหารงานในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม หรือเอสอี  ซึ่งมองต่างจากการรับเงินบริจาคในแบบเอ็นจีโอ คือเราต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ด้วยครับ เป้าหมายคือเดรสที่ได้จะนำไปขายเพื่อระดมทุน โชคดีครับได้ร่วมงานกับฮาบิโตะ ช่วยทำอีเวนต์เชิญเซเลบทำกิจกรรมนำร่องบริจาคเดรสสวย คุณภาพและสภาพดี เพราะเป้าหมายนี้ไม่ใช่การนำเดรสไปบริจาคต่อนะครับ แต่เพื่อขายอีกทอด เพื่อระดมทุนให้ได้มากที่สุดผ่านเว็บไซต์ Dressthedream.com ซึ่งเป็นอี-คอมเมิร์ช ซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเราตั้งเป้าไว้ว่าถ้าคนซื้อออนไลน์เสื้อผ้ามือหนึ่งก็จะคิดถึงซาโลรา โพเมโล ลาซาด้า

ตอนนี้เราอยากปักธงให้คนคิดซื้อเสื้อผ้ามือสองก็คือ เดรส เดอะ ดรีม เสื้อผ้ามือสองคุณภาพดี แล้วได้ช่วยเหลือสังคมอีกด้วย”

เป้าหมายตอนนี้คัดเดรส 100 ชุดสวยคุณภาพดีที่สุด และประชาสัมพันธ์เพื่อให้มีฐานแฟนคลับมากขึ้น ก้าวต่อไปมีการประมูลชุดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มได้เดรสแบรนด์เนมเข้ามาบริจาคกันบ้างแล้ว อีกหน้าที่สำคัญ บิลลี่ รับหน้าที่ชักชวนเพื่อนช่างภาพชาวอังกฤษมืออาชีพ และเพื่อนนางแบบสวมโชว์เสื้อผ้ามือสองที่สวย & ชิกที่สุด เพื่อการระดมทุนทางออนไลน์ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กถูกทำร้าย

ใครอยากทำบุญด้วยชุดสวยงามสภาพดี หรือช็อปชุดมือสอง “คุณภาพดี”ลองเข้าไปส่องกันได้เลยผ่านเว็บไซต์ Dressthedream.com หรือบริจาคชุดสวยที่ATT Skybox บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

เกษตรกรสตรีรุ่นใหม่ ห่างไกลหนี้สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496999

เกษตรกรสตรีรุ่นใหม่ ห่างไกลหนี้สิน

เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เนื่องเพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยมีการส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเกษตรกรสตรีเหล่านี้ คือผู้ควบคุมค่าใช้จ่าย ดูแลครอบครัว ทว่าพวกเขายังมีปัญหาในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่

จากการประเมินความต้องการของเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยกลุ่มหนึ่งใน อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี พบว่าพวกเขาต้องการความรู้และทักษะการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน และการแบกรับความเสียหาย จากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี

โครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย โดยกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ประเทศไทย กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย นำร่องเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยในพื้นที่ดังกล่าว ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบจากความต้องการของพวกเขาเอง

หลังเริ่มดำเนินโครงการนำร่องในเดือน ส.ค. 2559 ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วม 625 คน และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่เริ่มขึ้น 3 เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่จาก อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ที่มุ่งมั่นปฏิวัติวิถีการทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ เห็นว่าชีวิตดีขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ

จี๊ด-รจนา บุญเพชร เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยที่ยึดมั่นในคติ “หาทางเลือก เพื่อทางรอด” เล่าว่า จากเมื่อก่อนขายอ้อยได้เท่าไหร่ ก็นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีการวางแผน ปัจจุบันหันมาจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนไม่จำเป็น ใช้เงินเป็นระบบ จัดสรรเงินทุน และออมเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ขายอ้อยและใช้เงินที่ได้มาไปวันๆ”

นอกจากนี้ จี๊ดยังนำเทคนิคการทำเกษตรที่ได้อบรมจากโครงการแบ่งปันเพื่อนๆ รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การปรับหน้าดิน และเทคนิคการใช้น้ำหยดกับแปลงเกษตร ทำให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาดียิ่งขึ้น

แหม่ม-ณัฐวรรณ ทองเกล็ด อดีตสาวแบงก์ที่ตัดสินใจกลับไปทำกิจการไร่อ้อยของครอบครัว เข้าใจถึงการแบกรับต้นทุนการทำเกษตรที่สูงเกินความจำเป็น จากการจ้างแรงงานคนและความเสียหายจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เผยว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการและเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ทำให้มองเห็นภาพรวมการบริหารจัดการด้านการเงินและการเกษตรมากขึ้น

เธอเข้าใจแล้วว่าการลงทุนทำเกษตรของตัวเองนั้นหมดไปกับค่าแรงงานคนมากเกินไป หากปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรจะสามารถแบ่งเบาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว นอกจากนั้น เธอยังเห็นว่าปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้จักพอ สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หากสามารถปรับลดความต้องการให้พอดี ชีวิตก็จะลงตัวและสมดุล

ด้าน เนะ-รจนา สอนชา เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรด้วยกัน กล่าวว่า ต้องการพิสูจน์ให้เกษตรกรคนอื่นเห็นว่าสามารถบริหารจัดการการเงินและทำการเกษตรยั่งยืนได้สำเร็จ จึงเริ่มต้นจดบันทึกการเงิน รวมไปถึงการนำความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืนที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการมาใช้ ทำให้เนะสามารถพัฒนาธนาคารปุ๋ย บริหารจัดการเงิน และทำเกษตรผสมผสาน เช่น มะเขือเทศราชินี ข้าวโพดเทียน เพื่อรายได้เสริมอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น เนะ หรือฉายาที่เพื่อนๆ เรียกว่า หมอดิน เพราะเชี่ยวชาญในเรื่องดิน ยังถ่ายทอดความรู้ที่มี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรด้วยกันในการบริหารจัดการชีวิตอีกด้วย

 

ต้องมนต์สองนางฟ้า สวยแถมใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496973

ต้องมนต์สองนางฟ้า สวยแถมใจดี

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

คนเรามีเหตุผลร้อยแปด ที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรสักอย่าง แต่สำหรับเชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ เจ้าของฉายา นางฟ้าแห่งผืนป่า และ เก๋-ชลลดา เมฆราตรี เจ้าของฉายา นางฟ้าของเหล่าสี่ขา ทั้งคู่กลับมีเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ตัดสินใจลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ในการเปลี่ยนแปลงสังคม นั่นคือ “ทำดีกว่าไม่ทำ” ถึงจะเป็นแค่พลังเล็กๆ แต่อย่างน้อย ถึงวันนี้จะปลูกต้นไม้ให้ประเทศไทยได้แค่ต้นเดียว หรือได้ช่วยสุนัขจรจัดที่ถูกทำร้ายอยู่ข้างถนนแค่ตัวเดียว ก็ยังดีกว่าได้แต่เก็บเอาความตั้งใจที่มีไว้คนเดียว โดยไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย

เชอรี่…นางฟ้าแห่งผืนป่า

“ได้ยินมาบ้างเหมือนกันค่ะ สำหรับฉายานี้ ต้องขอบคุณมากจริงๆ แต่ถึงจะเป็นนางฟ้า แต่นางฟ้าคนนี้ไม่มีเวทมนตร์นะคะ เชอรี่ยังต้องการอีกหลายแรงสนับสนุนเพื่อสานต่อความตั้งใจของเชอรี่ที่อยากฟื้นฟูป่า สร้างระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งเป็นจริง” นี่คือเสียงสะท้อนจากใจของนักแสดงสาวชื่อดังที่ระยะหลังหายหน้าหายตาไปจากวงการ เพราะกำลังอินกับการสวมบทสาวนักอนุรักษ์ที่ตระเวนไปปลูกป่า สร้างฝายในพื้นที่ต่างๆ แบบไม่ใช้สแตนด์อิน

เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ

นักแสดงสาวจิตอาสา เล่าถึงเส้นทางการทำงานเพื่อสังคมว่า ที่ผ่านมามีโอกาสทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ได้ทำเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ คือ ตอนที่เนปาลเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เธอได้รวมตัวกับกลุ่มเพื่อนเข้าไปช่วยเหลือ ซ่อมแซมบ้าน โรงเรียน สร้างโรงทาน พอทำไปสักพัก เธอเริ่มคิดว่าอยากจะกลับมาทำอะไรเพื่อช่วยคนไทยบ้าง เลยร่วมกับโรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง อิชชู่ (Issue) และ ผศ.ดร.อโนทัย ชลชาติภิญโญ รองหัวหน้าภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อตั้งโครงการ “ลิตเติล ฟอเรสต์ (Little Forest) ปลูกป่า ปลูกคน ปลูกใจ” เมื่อ 2 ปีก่อน

“เวลาเห็นข่าวเกี่ยวกับการทำลายผืนป่า เชอรี่มักจะบ่นกับคนใกล้ตัวเสมอว่า อยากมีส่วนช่วย แต่ที่ผ่านมา เราก็ไม่เคยได้ลุกขึ้นมาทำอะไรเสียที เพราะมองว่าป่าไม้เป็นปัญหาใหญ่ คนตัวเล็กๆ อย่างเราคงทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะพอได้ลงมือทำ ถึงได้รู้ว่า ความช่วยเหลือเล็กๆ ของเราก็เป็นพลังได้ อย่างโครงการที่เชอรี่ทำเราเริ่มจากศูนย์จริงๆ อาศัยศึกษาข้อมูล สอบถามผู้รู้ ไปขอลงพื้นที่กับกลุ่มแม่ฟ้าหลวง เพื่อศึกษาปัญหาในพื้นที่ต่างๆ และแนวทางการแก้ปัญหา”

ตลอดการทำงานที่ผ่านมา นางเอกคนสวยยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย มีอุปสรรคทุกขั้นตอน มีบางครั้งที่เหนื่อยและท้อเป็นธรรมดา แต่เธอไม่เคยคิดที่จะถอย บอกตัวเองเสมอว่า ทุกงานย่อมมีปัญหาให้แก้ไข บวกกับเมื่อได้ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยิ่งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ รู้ว่าพระองค์ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนที่ต้องแก้ปัญหาหลายๆ ด้านในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นปัญหาของมดงานตัวเล็กๆ อย่างเธอจึงถือเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก

เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ

“เชอรี่ไม่เคยมองว่าการลงพื้นที่แต่ละครั้งต้องปลูกป่าได้กี่ต้น สร้างฝายได้กี่แห่ง แต่มองในแง่กระบวนการเรียนรู้ที่ได้ส่งต่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ขยายผลต่อไปมากกว่า แต่ก่อนความสุขของเชอรี่เวลาลงพื้นที่ คือ ภูมิใจที่ได้เห็นผลงานที่ทำสำเร็จ แต่ตอนนี้ความสุขของเชอรี่เปลี่ยนไป เราสุขใจที่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น และคนอื่นๆ เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ”

ทุกวันนี้ แม้ผลของงานที่ออกมาจะมาไกลเกินกว่าที่คาดหวัง แต่เป้าหมายที่เธอตั้งใจนั้นยังอีกยาวไกล

“เชอรี่ตั้งใจทำในทุกงาน แต่จะไม่กดดันตัวเองเกินไป เพราะเชอรี่อยากช่วยสังคมแบบมีความสุข บางครั้งถ้าทำแล้วไม่ถึงเป้าก็ไม่เป็นไร เพราะต้องยอมรับว่าเรายังมีข้อจำกัดหลายเรื่อง ทั้งกำลังทรัพย์และแรงงานคน ตอนที่เชอรี่มาลุยงานปลูกป่าใหม่ๆ เพื่อนๆ และคนรอบข้างมักจะแซวอยู่เสมอว่า อยู่สบายๆ ไม่ชอบ

ความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย เราไม่ได้ตั้งใจมาลำบาก แต่เรากำลังทำบางอย่างให้คนที่ลำบากมากกว่าเรา บางครั้งจะให้อธิบายก็บอกไม่ถูก ทั้งภาพที่ได้เห็นและความสุขใจที่ได้รับ เป็นสิ่งที่ต้องลงมาทำงานในพื้นที่เองถึงจะเข้าใจ” นักแสดงสาวจิตอาสากล่าวทิ้งท้าย

เก๋-ชลลดา เมฆราตรี

เก๋…นางฟ้าของน้องหมา

6 ปีมาแล้วที่ เก๋-ชลลดา เมฆราตรี ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อนรักสี่ขา ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธาน “มูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา” จนเธอได้รับฉายาน่ารักๆ มากมาย ไม่ว่าเป็นนางฟ้าหมาจร นางฟ้าของสี่ขา นางฟ้าของน้องหมา เธอยอมรับว่า แรกๆ ก็เขินๆ แต่ 5-6 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มชินกับฉายาที่ได้รับ และรู้สึกอดดีใจไม่ได้ ที่หลายคนจดจำภาพการทำงานจิตอาสาของเธอ

“เก๋ทำงานจิตอาสามาตลอดอยู่แล้ว และบอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้ามีโอกาสจะทำงานอาสาให้ได้มากกว่าที่ทำอยู่ แล้วก็เหมือนโชคชะตานำพา เก๋ได้มีโอกาสช่วยหมาจรจัดตัวหนึ่ง และได้ก่อตั้งมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา หน้าที่หลักๆ ของมูลนิธิตอนนี้ คือ ให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทารุณกรรม ช่วยเหลือเจ้าของที่รักสัตว์แต่ยากไร้ ขาดทุนทรัพย์ด้วยการช่วยหาบ้านหลังใหม่ให้สัตว์เลี้ยงแทนที่จะปล่อยให้เป็นสัตว์จรจัด เป็นกระบอกเสียงให้สัตว์สี่ขา ปลุกจิตสำนึกให้คนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน พ.ร.บ.และกฎหมายคุ้มครองสัตว์ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย

ถึงวันนี้กฎหมายจะยังไม่ 100% แต่อย่างน้อยก็ทำให้สังคมตื่นตัว และไม่ยอมรับกับพฤติกรรมทรมานสัตว์ในทุกรูปแบบ ถามว่า จากวันแรกที่เริ่มต้นทำมูลนิธิ เราคิดว่าจะมาไกลถึงวันนี้มั้ย ไม่เลยค่ะ เราต้องพิสูจน์ตัวเองหลายอย่าง กว่าจะมาถึงวันที่เริ่มมีคนเข้าใจในสิ่งที่เราทำ ที่ผ่านมามีทุกความรู้สึกทั้งท้อ เบื่อ เหนื่อย เคยคิดจะเลิกทำ และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมของสรรพสัตว์ อย่างน้อยถ้าเราทำใจไม่ได้ก็ไม่ต้องไปรับรู้ แต่มีหลวงพี่ท่านหนึงเตือนสติเก๋ว่าวันนี้โยมอาจจะช่วยหมาได้ 5 ตัว แต่ถ้าโยมไม่ช่วยก็เท่ากับว่าไม่มีสักชีวิตที่จะรอด”

เก๋-ชลลดา เมฆราตรี

สาวสวยใจบุญยังบอกด้วยว่า ตัวเธอเองและอีกหลายๆ คนบนโลกใบนี้ล้วนโชคดีที่ได้รับความรักจนอิ่ม ผิดกับสัตว์ที่เกิดมาก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวบนโลก

“เก๋ไม่ได้โลกสวย ไม่ได้หวังว่าจะต้องได้รางวัลสันติภาพ แต่แค่คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเราโชคดีได้รับคนรักจนอิ่ม สัตว์อื่นๆ ก็ควรมีโอกาสนั้น เก๋อยากให้คนไทยมีจิตสำนึกในการเลี้ยงสัตว์ ถ้าคิดจะเลี้ยงต้องมีความพร้อม

หมาจรจัดที่คนบางกลุ่มมองว่าเป็นปัญหา ความจริงก่อนที่เขาจะเป็นหมาจรจัด ก็เคยเป็นหมามีเจ้าของมาก่อน หรือถ้าไม่งั้นก็อาจจะเป็นลูกของหมาที่เคยมีเจ้าของมาก่อน เก๋เชื่อว่า ถ้าทุกคนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเมื่อพร้อม ปัญหาสัตว์จรจัดจะลดลง

เก๋คิดว่าในขณะที่บ้านเราพยายามปลูกฝังค่านิยมเรื่องคอร์รัปชั่น ต้องไม่ลืมปลูกฝังเรื่องความเมตตา ไม่รักไม่ว่า แต่อย่ารังแกสัตว์เลี้ยงเลยค่ะ” เก๋ทิ้งท้ายฝากไว้ให้คิดกัน

 

ทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้น ใช้คนให้ตรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496862

ทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้น ใช้คนให้ตรงงาน

โดย…วรธาร

กิตติพงษ์ สุขเคหา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสปี้คอร์น สตอรี่ ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมคริสปี้ คอร์น คนรุ่นใหม่ที่ได้รับการจับตาว่าจะก้าวมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้วยอายุยังน้อย โดยก่อนหน้าที่จะตั้งบริษัท คริสปี้ คอร์นฯ เป็นเจ้าของโรงงานผลิตและจำหน่ายขนมคริสปี้ คอร์น เคยทำธุรกิจกล้องวงจรปิดขณะอายุ 23 ปี และรับจ้างเขียนเว็บไซต์มาก่อน

กิตติพงษ์ กล่าวว่า ชีวิตเขาหลังจากเรียนจบวิศวะ มหาวิทยาลัยนเรศวร ไม่เคยเดินหางานทำทั้งที่ไม่ได้เรียนเก่งอะไร เกรดในปีสุดท้ายก็อยู่แค่ 2.20 แต่หลังเรียนจบเจ้านายเก่าที่บริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) (สมัยที่เขาเป็นนักศึกษาฝึกงาน) โทรมาให้ไปร่วมงานด้วยกัน พร้อมให้เงินเดือนค่อนข้างสูงสำหรับคนที่จบใหม่

กิตติพงษ์ กล่าวว่า สมัยฝึกงานที่ MRT นั้นเขาทุ่มเททุกอย่างให้กับงาน เพราะเขาถือว่างานพิสูจน์คนและเขาต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเกรดไม่ใช่เครื่องตัดสินคุณค่าคน เงินเดือนก็ไม่ใช่จุดที่จะมาวัดกันว่าใครเจ๋งกว่ากัน ผลงานที่ปรากฏต่างหากจะพูดแทนเราเอง

“ตอนฝึกงานวันหนึ่งผมได้คุยกับเจ้านายว่าคนบนโลกนี้ไม่ใช่ซูเปอร์แมนทุกคน ถ้าเราสั่งให้ทุกคนทำได้เหมือนกันหมด เช่น ให้นาย A เขียนแบบได้แบบนาย B แล้วให้นาย B ไปทำงานช่างให้เก่งแบบนาย A ผมว่ามันเป็นไปได้ยาก มันมีน้อยคนที่จะเป็นไปได้ ผมจึงเสนอทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้นให้กับเจ้านาย

ต้นที่ 1 เนื้อดี น้ำดี เปลือกดี ต้นที่ 2 เนื้อดี น้ำดี เปลือกไม่ดี ต้นที่ 3 เนื้อดี น้ำไม่ดี เปลือกดี ต้นที่ 4 เนื้อไม่ดี น้ำดี เปลือกไม่ดี ต้นที่ 5 เนื้อไม่ดี น้ำไม่ดี เปลือกไม่ดี ผมบอกกับเจ้านายว่า ถ้าเราจะทำน้ำผลไม้ขายผมจะทำอย่างไรได้บ้าง หลายคนตอบว่า เอาต้นที่ 1 ต้นที่ 2 และต้นที่ 4 มาทำ ผมก็ตอบว่าใช่

ถ้าต้องการทำขนมหวานต้องใช้เนื้อที่ดีกับน้ำที่ดี หลายคนตอบว่า ใช้ต้นที่ 1 และต้นที่ 2 นอกนั้นใช้ไม่ได้เลย แล้วผมก็ถามต่อว่า แล้วถ้าผมต้องการเถ้าถ่านไปใช้หุงเพื่อทำขนมล่ะ หลายคนตอบว่า ใช้ได้ทุกต้น ผมก็ตอบพี่ๆ เขาไปว่า เห็นไหมครับพี่ ขนาดต้นที่ 5 ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยเขายังสามารถให้ประโยชน์กับเราได้”

กิตติพงษ์ กล่าวว่า การใช้คนทำงานควรเลือกคนให้ตรงกับงาน เลือกใช้ตามความสามารถของเขา เพราะใครก็ไม่สามารถทำให้คนคนนั้นเก่งทุกเรื่องได้ ทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้นจึงเหมาะสมที่สุดในการเลือกใช้คนทำงาน ถ้าเอาต้นที่ 1 ผลิตผลดีที่สุดมาเผาถ่านก็ต้องเสียเนื้อที่ดี น้ำที่ดี ที่สามารถเอามาทำประโยชน์ได้อีก

“ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่เจ้านายเก่าตอนที่ผมเป็นนักศึกษาฝึกงานโทรมาหาแล้วบอกให้ไปทำงานด้วยกัน ตอนนั้นผมยังไม่ได้สมัครงานที่ไหน เจ้านายถามว่าอยากได้เงินเดือนเท่าไร ผมบอก 2.5 หมื่นบาท เจ้านายโอเคตามนั้น ผมมองว่า ที่เจ้านายโทรเรียกให้มาทำงาน ด้วยเพราะคงเห็นคุณสมบัติบางอย่างหรือหลายอย่างในตัวผม และหลังจากที่ผมทำงานกับเจ้านายได้ 8 เดือน ก็มีผู้ใหญ่ของ MRT ท่านหนึ่งออกปากชมว่าเด็กคนนี้เป็นใคร เก่งแบบนี้อนาคตเป็นเจ้าของบริษัทแน่เลย และคำชมนี้ก็เป็นแรงผลักดันให้ผมลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง”

กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสปี้คอร์น สตอรี่ กล่าวว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในการทำงานต้องเลือกใช้คนให้ตรงกับงานที่เราควรจะให้เขาทำงานถึงจะออกมาดีที่สุด ที่สำคัญควรทำงานเป็นทีมเวิร์กด้วย

“ต้นมะพร้าวทั้ง 5 ต้นของผม พอมารวมกันผมทำได้ทั้งน้ำมะพร้าว ขนมหวาน แม้กระทั่งฟืนที่ใช้ในการทำขนม ผมว่าทุกคนย่อมมีประโยชน์ในตัวของตัวเอง ขนาดคนไม่เอาไหนที่สุดผมก็เชื่อว่าเขามีประโยชน์กับเรา เพราะเขาคือคนที่เราสามารถใช้ได้ง่ายที่สุด เนื่องจากเขาต้องการทำประโยชน์อะไรก็ได้เพื่อให้เขามีประโยชน์”

 

เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรก้าวหน้าด้วยแอพพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496858

เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรก้าวหน้าด้วยแอพพลิเคชั่น

โดย…พริบพันดาว

“เกษตรกร 4.0” คือ เกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านเกษตรอย่างแท้จริงและมีความรู้ความสนใจทางด้านเทคโนโลยีในการนำมาต่อยอดเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และที่สำคัญ สะดวกสบายกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันหลายคนเรียกตัวเองว่า “เกษตรกรสายอินดี้”

ล่าสุดมีการนำเสนอเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คือ “สมาร์ท ฟาร์ม คิท” ชุดอุปกรณ์ควบคุมการรดน้ำเสริมแกร่งเกษตรกรไทยยุค 4.0 ชุดอุปกรณ์ควบคุมรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

การเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับความไม่แน่นอนของลมฟ้าฝนและอากาศ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีทิศทางที่ดี เป็นจุดอ่อนและข้อด้อยของเกษตรกรไทย เพราะฉะนั้นในยุคออนไลน์ เกษตรกรจึงใช้สมาร์ทโฟนที่บรรจุแอพพลิเคชั่นที่ทำงานเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเทคโนโลยีการเกษตรจึงเกิดขึ้น

เรียกว่าทำเกษตรบนหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ไม่ใช่การเล่นเกมฟาร์มวิลล์ในโลกเสมือน เป็นการทำเกษตรในโลกจริง

ทำความรู้จัก “เกษตรกร 4.0”

ในการบรรยาย เอสเอ็มอี คลินิก โดยธนาคารกรุงเทพ กับหัวข้อ “เกษตรกรไทยยุค THAILAND 4.0” โดย ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการคนกล้าคืนถิ่น ได้พูดถึงประเด็นเกษตรกรไทยในยุค 4.0 ดร.สุมิท โดยอธิบายว่า

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี หรือจะเป็นยุค 4.0 หรืออนาคตที่ไกลกว่านั้น ภาคการเกษตรจะเป็นภาคส่วนที่ก้าวได้ช้าที่สุด เพราะ 4.0 ที่ทุกคนพูดถึงจะเป็นในเรื่องของนวัตกรรม และการเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้ในวิถีเดิมๆ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การหาข้อมูล หรือในส่วนอื่นที่จะเป็นประโยชน์ มองว่าหากจะไปถึง 4.0 ยังต้องปูพื้นอีกเยอะ ในเชิงความหมายหลายคนอาจพูดถึง 4.0 แต่ในทางปฏิบัตินั้นอะไรคือ 4.0 ภาคเกษตรต้องเห็นชัดเจนในเชิงปฏิบัติ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรเขาถึงจะเป็น 4.0 ได้”

การที่จะให้ภาคเกษตรไปถึง 4.0 ได้นั้น ดร.สุมิท ให้เหตุผลว่า อย่างแรกต้องเตรียมพร้อมให้เกษตรกรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ ต่อมาคือต้องเชื่อมโลกได้ คือ อยู่กับสังคมโลกในยุคต่อไปได้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก

“ต้องเน้นว่าจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเองต้องรู้อะไร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องเข้าใจธรรมชาติ มีความรอบรู้ ศึกษางานวิจัย หรือรู้จักทดลองและค้นคว้า หากมีคุณสมบัติเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ สรุปก็คือ การจะเข้าถึง 4.0 ต้องเข้าใจแม้กระทั่งขั้นตอนการวิจัย มีองค์ความรู้มากพอที่จะทดลองจนเข้าใจ คือ การเป็นเกษตรกรต้องเข้าใจป่า ดิน น้ำ พันธุกรรม จุลินทรีย์ เทคโนโลยี หากมีองค์ความรู้พวกนี้ครบก็สามารถอยู่ในยุค 4.0 ได้”

แอพพลิเคชั่น “สมาร์ท 100 ฟาร์ม”

 

การทำการเกษตรในรูปแบบ “สมาร์ทฟาร์ม” ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตถึงร้อยละ 50 โดยได้รับการสนับสนุนจากคณาอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่ จ.เชียงใหม่ พัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับช่วยทำการเกษตรได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และยังสามารถใช้หาช่องทางการตลาดจำหน่ายผลผลิตได้ด้วย

โครงการสมาร์ท 100 ฟาร์ม ซึ่งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร รวมทั้งการใช้แอพพลิเคชั่นสมาร์ท 100 ฟาร์มในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถที่จะควบคุมระบบต่างๆ ในฟาร์มผ่านโทรศัพท์มือถือ

เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สวนลุงจง ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่มีผลผลิตพริกออร่าพันธุ์ฮอลแลนด์เก็บขาย หลังจากลุงจงเจ้าของสวนเอาใจใส่ดูแลพริกมาตลอด 2 เดือน โดยเฉพาะการให้น้ำ ซึ่งได้รับการส่งเสริมให้ใช้ระบบตั้งเวลาปิดเปิดน้ำอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดทั้งแรงงาน เวลา และควบคุมปริมาณน้ำได้ง่ายและลุงจงก็สบายขึ้น เป็น 1 ในฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการ

ระบิน ปาลี หนึ่งในอาจารย์ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นสมาร์ท 100 ฟาร์ม ขึ้นมา บอกว่า แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีการจัดการที่ดีขึ้น ประหยัดเวลาและแรงงาน ดูแลฟาร์มผ่านมือถือได้ นอกจากนี้ยังสามารถดูย้อนหลังปริมาณน้ำและปุ๋ยที่ให้ในแต่ละวัน เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ ทำให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น และในอนาคตยังสามารถเชื่อมต่อกับการขายผลผลิตออนไลน์ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ระบิน บอกว่า การทำการเกษตรจำเป็นต้องลงมือทำ รู้และเข้าใจพื้นฐานในการผลิตพืชแต่ละชนิด ตั้งแต่คุณภาพดิน พันธุ์ที่ปลูก การดูแลด้วยความเอาใจใส่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด จึงจะมีความเข้าใจในการผลิต ก่อนจะพึ่งพาแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้การดูแลการผลิตง่ายขึ้นและหาตลาดเพิ่มขึ้นเท่านั้น

โดยมีเกษตรกรหลายรายในเขต ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร่วมโครงการสมาร์ทฟาร์ม ติดตั้งระบบควบคุมการให้น้ำ กล้องวงจรปิด อินเทอร์เน็ต และถังเก็บน้ำขนาด 1,000 ลิตร ช่วยลดภาระการดูแลและให้น้ำ ล่าสุดมีเกษตรกรทั่วภาคเหนือเข้าร่วมโครงการนี้ 20 ราย และวางเป้าหมายจะขยายฐานสมาชิกให้ครบ 100 ราย ในอนาคต

แอพพลิเคชั่น “สมาร์ท ฟาร์ม คิท”

อีกนวัตกรรมทางการเกษตรรูปแบบใหม่ สำหรับเกษตรกรในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่จะมาช่วยลดเวลาในการดูแลพืชผักได้มากยิ่งขึ้น หลังทีมอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ได้คิดค้นระบบควบคุมการรดน้ำขึ้นมา ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เกษตรกรก็จะดูแลสวนได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และที่สำคัญสามารถติดตั้งได้ง่ายๆ ด้วยต้นทุนเพียงหลักพันบาทเท่านั้น

“สมาร์ท ฟาร์ม คิท” (Smart Farm Kit) ชุดอุปกรณ์ควบคุมระบบรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ เพื่อเสริมแกร่งเกษตรกรไทยผ่านการกระจายองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงนวัตกรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการเกษตร อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.สุเพชร จิรขจรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. บอกว่า เกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ที่จะต้องสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการจัดการต่างๆ เพื่อบำรุงดินและผลผลิตทางการเกษตร คณาจารย์ในทีมวิจัยฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จึงได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์ “สมาร์ท ฟาร์ม  คิท” ระบบควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ที่เกษตรกรไทยยุค 4.0 สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนได้ เพื่อเป็นการลดความสูญเสียดังกล่าว ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัยใน 2 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน และเทคโนโลยีการเกษตร เข้าด้วยกัน โดยระบบสมาร์ท ฟาร์ม คิท ทำให้ระบบมีการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสามารถช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

“เป็นการทำงานของคณะวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรได้เพิ่มผลผลิต แล้วลดต้นทุนการผลิตจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่จะทำให้ระบบสมาร์ทฟาร์มเป็นเกษตร 4.0 ให้เกิดขึ้น เราก็พยายามช่วยผลักดันเป็นอีกแรงหนึ่งของภาครัฐ ซึ่งสมาร์ท ฟาร์ม คิท ตัวนี้จะช่วยลดต้นทุนในแปลงเกษตร คือ การประหยัดน้ำและไฟฟ้า เมื่อเกิดภัยแล้งก็จะใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิตและมูลค่าทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดด้วย”

รศ.ดร.สุเพชร กล่าวต่อว่า สำหรับชุดอุปกรณ์ สมาร์ท ฟาร์ม คิท เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 อุปกรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ 1) ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ การสั่งเปิด-ปิดระบบรดน้ำพืชผลในแปลงเกษตร พร้อมตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำได้ตามต้องการ 2) ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และ 3) ระบบสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน การติดตามผล พร้อมสั่งรดน้ำและให้ปุ๋ยแก่พืชตามต้องการ ทั้งนี้ สมาร์ท ฟาร์ม คิท ช่วยควบคุมปริมาณการใช้น้ำตามเวลาที่กำหนดทำให้ช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า และยังถือเป็นการกระจายองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อประยุกต์ใช้จริงในการเกษตรด้วยต้นทุนที่ต่ำที่เกษตรกรเข้าถึงได้ โดยเกษตรกรสามารถหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเองได้ในงบประมาณเริ่มต้น 1,000 บาท สามารถใช้กับพื้นที่แปลงเกษตรขนาด 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตร

“การประกอบชุดไมโครคอนโทรเลอร์ทำสมาร์ท ฟาร์ม คิท ตอนประกอบอุปกรณ์จะไม่ยาก แต่ตอนจะโค้ดดิ้ง ต้องมาขอคำปรึกษาทางเรา ซึ่งจะนำไปดัดแปลงให้เหมาะสมกับการปลูกพืชของเกษตรกรเองได้ สิ่งที่จำเป็นของอุปกรณ์ชุดนี้ ก็คือ ตัวไมโครคอนโทรเลอร์ คล้ายกับตัวสมองกล ตัวเซ็นเซอร์ที่จะช่วยวัดอุณหภูมิและความชื้นในอากาศและดิน แล้วก็มีตัวควบคุมปั๊มที่เรียกว่า รีเลย์ ที่จะให้น้ำและปุ๋ยในแปลงเกษตร และตัวปล่อยสัญญาณ ไว-ไฟ ที่จะให้เกษตรกรควบคุมทุกอย่างผ่านมือถือหรือสมาร์ทโฟนในตามที่ต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ตรงว่าพืชชนิดใดที่จะเหมาะสมและเอาตัวสมาร์ท ฟาร์ม คิท ไปควบคุมอุปกรณ์จ่ายไฟในแปลงหรือในโรงเรือนของเกษตรกรเอง ซึ่งจะถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ”

ประสบการณ์จากเกษตรกร กันตพงษ์ แก้วกมล ประธานเครือข่าย “‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ไทยแลนด์” ที่เคยลองใช้สมาร์ท ฟาร์ม คิท บอกว่า

“ฟาร์มของเราสามารถดูแลได้โดยที่เราไม่ต้องอยู่ที่ฟาร์ม อย่างน้อยผมก็มีเวลาเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนได้ ไปดูฟาร์มตัวอย่าง ไปแนะนำเกษตรที่เป็นพี่ๆ เพื่อนๆ ได้ โดยที่เรามั่นใจว่าพืชผักและต้นไม้ในฟาร์มของเรายังได้น้ำอยู่ หรือว่าฝนตกเราก็ไม่ต้องรดน้ำ ถ้าเกิดอุณหภูมิสูง เราต้องการฉีดมินิฝอยน้ำออกมาเพื่อลดอุณหภูมิในโรงเรือน เราก็สามารถสั่งการผ่านมือถือได้เลย มั่นใจได้เลย โดยไม่ต้องจ้างคนมาดูแลสวนหรือแปลงพืช เพราะเราไม่รู้ว่าเขาทำให้เราจริงไม่ และป้องกันความเสียหายได้”

ดังนั้น การที่เกษตรกรไทยจะก้าวสู่เกษตรกรยุค 4.0 จึงไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยมีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เป็นอย่างมาก หากเกษตรกรมีความกระตือรือร้นเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่เกษตรของตนได้อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรยุค 4.0 ผ่านการใช้เทคโนโลยียืดอายุ พร้อมคงความสดให้กับอาหาร จากแปลงเกษตรไปสู่ตลาดรับซื้อ ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากการแปรรูปอาหารหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดใหม่หรือตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

‘ขุนดง’ ราษฎรนักปลูกป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496775

‘ขุนดง’ ราษฎรนักปลูกป่า

โดย…นพพร นนทภา

“เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง”

ถ้อยคำส่วนหนึ่งจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการป่าไม้ ณ หน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ ในปี 2519 คงทำให้หลายคนคงสงสัยว่า พระองค์ทรงหมายถึงอะไรกันแน่ การปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นมันทำได้ด้วยหรือ แล้วควรใช้วิธีการ อุปกรณ์ เครื่องไม้ เครื่องมืออะไร สำหรับคำถามนี้ “กลุ่มขุนดง” มีคำตอบ

ย้อนกลับไปในปี 2544 บุคคลบางกลุ่มใช้ต้นไม้ซึ่งก็คือต้นกฤษณาเป็นตัวชูโรงในการหลอกลวง มาเล่นกับความโลภของประชาชน โดยประกาศขายกล้าไม้และปลูกป่าแบบแชร์ลูกโซ่ กลโกงนี้แพร่ระบาดอย่างหนักทั้งในตลาดต้นไม้และโลกโซเชียล ทำให้ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ โดยกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนกับสิ่งที่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรมายืนยันได้เลยว่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงดังคำโฆษณา

 

ที่พูดอย่างนี้ เป็นเพราะว่าวัตถุประสงค์หลักของการปลูกไม้กฤษณาคือ ต้องการน้ำมันหอมระเหย แต่ไม้กฤษณาที่ให้น้ำมันได้นั้นต้องใช้เวลาปลูกนานหลายปี แล้วไม่ใช่ว่าไม้กฤษณาจะตกน้ำมันได้มากและดีทุกต้น ดังนั้นนอกจากจะต้องอดใจรอแล้ว ยังต้องลุ้นอีกด้วยว่าไม้กฤษณาที่ปลูกนั้นจะตกน้ำมันหรือไม่ การเข้าไปตามเว็บไซต์ที่มีกลุ่มแชร์ลูกโซ่นี้อยู่ แล้วพยายามสอดแทรกการให้ความรู้ข้อมูลทางด้านชีววิทยาของต้นกฤษณา คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เกิดความเข้าใจ ฉุกคิด สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการปลูกไม้กฤษณาของแต่ละพื้นที่ได้ สุดท้ายก็จะนำไปตัดสินใจได้ว่าคุ้มไหมกับการลงทุน

การให้ความรู้ด้านชีววิทยาของไม้กฤษณา รวมทั้งต้นไม้อื่นๆ ในโลกโซเชียลนั้น นอกจากที่จะช่วยให้หลายคนตาสว่างและรอดพ้นจากแชร์ลูกโซ่ไม้กฤษณาได้แล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่รับรู้ได้ คือ ยังมีคนมากมายที่ต้องการปลูกป่า ปลูกต้นไม้อื่นๆ แต่ยังขาดความรู้และแหล่งพันธุ์ไม้ป่าที่หลากหลาย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำพาคนที่มีต้นไม้อยู่ในหัวใจไปปลูกป่า ในนามกลุ่ม “ขุนดง”

ขุนดง เริ่มต้นจากเว็บบอร์ด ที่เรียกได้ว่า เป็นศูนย์กลางของกลุ่มคนที่มีต้นไม้ในหัวใจมาพูดคุยปรึกษา ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และยังมีการแจกเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าตามฤดูกาลให้กับสมาชิกเว็บบอร์ด พร้อมสอนวิธีเพาะ ปลูก ดูแล รวมถึงให้ความรู้ทางวิชาการ ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับต้นไม้ชนิดนั้นๆ เรียกได้ว่า สอนทุกอย่างที่เกี่ยวกับต้นไม้ ส่วนสมาชิกที่รับเมล็ดไม้ไปก็จะนำไปเพาะและปลูกในที่ดินของตนเองเป็นหลัก หากเหลือก็จะแจกจ่ายไปทั้งในและนอกกลุ่ม หรือนำไปปลูกตามพื้นที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน ป่าช้า

 

ต่อมาเมื่อกลุ่มขุนดงเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น กิจกรรมด้านการปลูกป่าก็มากขึ้นตามไปด้วย ไล่ไปตั้งแต่การแจก แลก และปลูกป่า รวมไปถึงการทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมากมายของสมาชิกกลุ่ม โดยเน้นด้านการปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าไม้เป็นหลัก เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการอนุรักษ์ผืนป่า โครงการมอบขวัญและให้กำลังใจแก่คนปลูกป่า โครงการสนับสนุนกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาด้านการปลูกป่า กิจกรรมที่กำลังดำเนินการในขณะนี้ คือ โครงการมอบขวัญและกำลังใจให้แก่ดาบวิชัย ผีป่าปลูกป่าแห่งปรางค์กู่ ที่กำลังป่วยด้วยโรคหัวใจและไตวาย

กิจกรรมที่สมาชิกในกลุ่มขุนดงทำนั้นช่วยตอบคำถามทั้งหมดเกี่ยวกับการปลูกป่าในใจคน เพราะแท้จริงแล้ว เครื่องมือ อุปกรณ์ และวิธีการที่พระองค์ไม่ได้ทรงบอกไว้นั้น ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือแสวงหามาจากที่อื่นใดเลย แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเราอยู่แล้ว นั่นก็คือ ความรู้ ความจริงใจ ความใส่ใจ และความมุ่งมั่นในการทำให้เกิดผล เมื่อเราพาคนที่มีต้นไม้ในใจไปปลูกป่า แล้วพวกเขาทำได้สำเร็จ พวกเขาก็จะขยายผล ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยปลูกป่าในใจคนอื่นๆ ต่อไป

ปัจจุบัน กลุ่มขุนดง มีสมาชิกเป็นเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีหลายสวนที่เพิ่งเริ่มปลูกต้นไม้ ขณะที่สวนซึ่งสร้างขึ้นในช่วงก่อตั้งกลุ่ม เริ่มกลายเป็นป่าให้ผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานได้แล้ว สำหรับทุกท่านที่สนใจการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า และกิจกรรมช่วยเหลือสังคมด้านการปลูกป่า สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กกลุ่ม ขุนดง พันธุ์ไม้ฟรี 24 ชั่วโมง