วาดฝันชีวิตหลังเกษียณ เลือกไม่ ‘เบียดเบียน’ ใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495748

วาดฝันชีวิตหลังเกษียณ เลือกไม่ ‘เบียดเบียน’ ใคร

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 อายุยืนยาวถือว่ากำไรชีวิต! เรื่องราวประสบการณ์บนโลกใบใหญ่สอนทุกชีวิตให้มีคุณค่าตามสไตล์ของตัวเอง ก่อนเข้าสู่วัยร่วงโรยเหมือนดอกไม้เหี่ยว การวางแผนชีวิตในวัยเกษียณถือว่าสำคัญยิ่ง

อย่าง ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ วัยย่างก้าวอายุ 60 ปี อัยการพิเศษ ฝ่ายสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด ทำคดีสำคัญเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์จนหลายคนคุ้นตา กำลังเข้าสู่วัยเกษียณทำงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ขจรศักดิ์ วางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้ว่า ส่วนตัวอยากเลือกใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเดือดร้อนใคร ที่สำคัญจะเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศและในประเทศไทย เพราะคิดว่ายังมีกำลังอยู่ แล้วหยิบหนังสือเล่มโปรดมาอ่านซึมซับบรรยากาศรอบๆ นับว่ามีความสุขมาก

“มีเวลาว่างหน่อยทำงานอดิเรกอยู่บ้าน หาเวลาเหมาะๆ ดีๆ ไปเยี่ยมเยียนลูกหลานญาติมิตร เพราะช่วงทำงานเวลาตรงนี้ถือว่าน้อยมาก ชีวิตหลังเกษียณคงเลือกทำในสิ่งเหล่านี้ตามที่คิดไว้ ก็ดูธรรมดาปกติ ไม่มีอะไรพิเศษในชีวิตบั้นปลาย”

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุปัญหาสุขภาพก็มักมาแบบแพ็กคู่ ซึ่งไม่ต่างอะไรจาก ขจรศักดิ์ ที่รู้สึกกังวลกลัวการเจ็บป่วยหลังเกษียณจากงาน โดยเฉพาะการเจ็บป่วยที่เป็นภาระของลูกหลาน โดยเฉพาะพวกอัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าเลือกได้ขอเจ็บป่วยแบบไม่เป็นภาระคนอื่นดีที่สุด

นอกจากนี้ ยังมองว่าชีวิตคนเราเหมือนสายน้ำไหล เกิดมาได้ทำประโยชน์ให้กับแผ่นดินบ้างหรือไม่ นี่เป็นจุดที่คิดในวาระสุดท้ายช่วงเกษียณราชการต้องคิดและทำ ซึ่งเป็นจุดที่ระลึกถึงและใกล้ความตาย เราต้องคิดว่าได้ก่อประโยชน์ให้กับคนอื่นหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นวีรกรรมใหญ่โตก็สามารถทำได้

ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสผิดพลาดต้องไม่มี เพราะโอกาสแก้ตัวน้อย และอย่าพูดคำว่า ‘เสียดาย’ บ่อยๆ ถ้าอยากทำอะไรจงลงมือทำทันที ดังนั้นยิ่งอายุมากขึ้นเราต้องไม่ทำอะไรที่ผิดพลาด เพราะจะแก้ตัวยาก ชีวิตพี่ผ่านอุปสรรคมาสารพัด ถ้าเราตั้งสติก็จะผ่านครรลองของชีวิตไปได้

“ไม่มีใครมีชีวิตสมบูรณ์แบบทุกอย่าง เพียงต้องเรียนรู้ และอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบนั้นให้ได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีสุด”

ขจรศักดิ์ ในวัยย่างเข้าเลข 6 กล่าวย้ำว่า คนเรามีความผิดพลาดทุกคน แต่ถ้าทำความดีมากๆ จะจากไปอย่างสงบ เพราะคนเราเกิดมาแล้วเลือกหนีความตายไม่พ้น

เหนือข้อกังวลเรื่องโรคภัยแล้ว ขจรศักดิ์ ยังมีจุดอ่อนที่เจ้าตัวยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า จุดอ่อนคือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แม้คนรอบข้างจะคอยเตือน ด้วยภาระการทำงานและสภาวะรถติดอาจไม่เอื้ออำนวยมากพอที่จะหยิบรองเท้าผ้าใบมาสวมใส่ออกกำลังกาย ถือว่าเป็นข้อด้อยที่ไม่ดีอย่างมาก

ขจรศักดิ์ กล่าวถึงนิยามชีวิตหลังวัยเกษียณปิดท้ายว่า

“ชีวิตหลังเกษียณไม่ใช่เรื่องของเงินทองอีกต่อไป แต่เป็นการใช้หรือทำอย่างไรให้ชีวิตอิ่มสุข อิ่มเอมใจ ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีก “ดังนั้น ชีวิตวัยเกษียณควรทำอะไรที่มีความสุข เช่น บวช ทำงานการกุศล และควรตัดสิ่งกังวลใจ เพราะชีวิตใครชีวิตมันเลือกใช้ในแบบที่อยากเป็นอยากมี ต้องไม่ก้าวก่าย ตีเส้นตีกรอบให้คนอื่น หรือตัวเอง เพื่อชีวิตที่อิสระไม่เบียดเบียนกันและกัน”

 

รักนะ สุดยอด ‘คุณสามี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495306

รักนะ สุดยอด ‘คุณสามี’

โดย…ภาดนุ

 

ใครว่า “สามีในอุดมคติ” ไม่มีจริง ต้องไปถามสาวผู้โชคดีทั้งสองคนนี้เสียก่อน!

ตั้งแต่ เฌอลี่-ชลธิชา วงษ์โสภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอบฟ้ากรุ๊ป (ขอบฟ้าพีอาร์ เอเจนซี่) เล่าว่า ได้รู้จักกับสามี ทัช-สุทัศน์ วงศ์สุขศิริ ไดเรกเตอร์ ออฟ สเปเชียล โปรเจกต์ บริษัท สปอร์ต เอ็นจิเนียริ่ง & รีครีเอชั่นเอเชีย ตอนที่ทั้งคู่เรียนปริญญาโทที่เอแบค

“ตอนนั้นทัชเป็นดาวเด่นและเป็นที่หมายปองของสาวๆ เลยละ เพราะเป็นหนุ่มตี๋ (ไต้หวัน) หน้าตาดี ตัวสูง หุ่นนักกีฬา ที่อยู่เมืองไทยมาตั้งแต่เด็ก ครั้งแรกที่เห็นก็รู้สึกว่าเขาคือหนุ่มในสเปกเรา แต่ตอนนั้นเพราะเป็นเพื่อนกัน ดิฉันจึงไม่แสดงออกมากนัก

มาเริ่มปิ๊งกันจริงๆ ก็ตอนที่ใกล้จะเรียนจบโท ตอนนั้นเรายังไม่มีใคร ตัวเขาเองก็เช่นกัน ต่างคนต่างโสด วันหนึ่งเขาก็พูดว่า ขอสมัครเป็นแฟนได้มั้ย โหย! ตอนนั้นเขินมาก ทำให้รู้ว่าเขาก็มองเรามาตลอด แต่เราก็ทำเป็นไว้เชิง แล้วตอบไปว่า ขอคบแบบเพื่อนสนิทไปก่อนนะ

แต่สรุปแล้วเราสองคนเจอกันทุกวันเลย เพราะดิฉันไปจอดรถใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านเขา (หัวเราะ) คือตอนนั้นเขาเปิดบริษัทกับคุณพ่อ ก็เลยทำงานที่บ้าน ตกเย็นก็เลยมารอรับเราที่สถานีรถไฟฟ้าและรอกินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน”

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว วันไหนไม่ได้เจอกัน ก็เหมือนขาดอะไรไป กระทั่งฝ่ายชายเอ่ยปากขอแต่งงาน เธอก็ตอบตกลงทันที

“หลังกลับจากฮันนีมูน ดิฉันก็ตั้งท้องเลย สามีก็ดูแลเอาใจใส่ดีมาก จนคุณแม่ดิฉันยังพูดเลยว่า เธอโชคดีมากที่สามีไม่เคยเรียกร้องให้ทำอะไรให้เลย นั่นก็เพราะเขาเข้าใจดีว่าภรรยาต้องทำงานนอกบ้าน เลิกงานดึก กลับบ้านมาก็คงเหนื่อยแล้ว เขาจึงดูแลตัวเองโดยทำอาหารกินเองบ้างหรือซื้อกินบ้าง สิ่งที่ดิฉันทำได้ตอนกลับมาก็คือเตรียมผลไม้ให้เขากิน หรือโทรถามว่าอยากกินอะไรมั้ย จะได้ซื้อเข้ามาให้

ก่อนแต่งงานเคยคุยกันว่า เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า ซึ่งความเป็นแฟมิลี่แมนของเขานี่แหละที่ตอบโจทย์ได้ตรงใจ ตั้งแต่ลูกสาว (น้องป้อน-ขอบฟ้า) ยังเด็ก เขาเคยดูแลเราสองคนแม่ลูกดียังไง ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้น โชคดีที่เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ เราสองคนจึงไว้ใจกันและทำดีต่อกันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ วันหยุดเขามักจะชอบชวนดิฉันและลูกสาวไปออกกำลังกายเสมอ เช่น ไปวิ่งเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย สอนลูกว่ายน้ำ เป็นต้น จุดประสงค์ของเขาก็คืออยากให้เรามีสุขภาพที่ดีกันทั้งครอบครัว”

เฌอลี่ทิ้งท้ายว่า ถ้าจะให้คำจำกัดความถึงสามี คำที่ดีที่สุดในใจเธอก็คือ Family Comes First ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเขาแบบเต็มเปี่ยม เรียกว่าเป็นสุดยอดคุณสามีผู้ทุ่มเทเวลาและให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับ 1 จริงๆ

อีกคู่กำลังเป็นที่ “ตาร้อน” ของสาวทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างที่สุด นักแสดงสาว เอ้ก-บุษกร เล่าถึงคุณสามี กัปตัน-ภูธเนศ หงษ์มานพ ว่า เจอกันในกองถ่ายซิตคอม “บ้านนี้มีรัก” เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

“ตอนแรกเอ้กก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะรู้สึกว่าพี่ตันเป็นรุ่นพี่ที่น้องๆ ให้ความเคารพ แต่ความรู้สึกดีๆ ของเราสองคนมาเริ่มต้นขึ้นตอนที่พี่ตันบวช เอ้กก็คุยกับทีมงานว่าจะไปงานบวชพี่เขานะ เมื่อทีมงานไปบอกพี่ตัน เขาก็คงรู้สึกว่า น้องคนนี้มันใส่ใจดี ก็น่าจะเริ่มประทับใจตั้งแต่ตอนนั้น

พี่ตันไม่ได้แสดงออกว่าจีบเอ้กชัดเจน แต่เรามาเริ่มคุยกันเยอะๆ ก็ช่วงที่เล่นซิตคอมด้วยกันนั่นแหละ เจอกันอยู่บ่อยๆ เป็นปี จนวันหนึ่งมีงานเลี้ยงของกองถ่าย ตอนนั้นเอ้กยังไปไม่ถึงงาน เขาก็โทรมาถามว่า ถึงไหนแล้ว ตอนนั้นเราก็ยังแปลกใจ พอมาถึงงาน พี่ตันก็รอเพื่อเดินเข้างานพร้อมกับเรา แถมพอใครถามเขาก็ยังบอกว่ามาพร้อมกันอีกด้วย”

เอ้กบอกว่า จากวันนั้นคนก็เริ่มรู้แล้วว่าทั้งคู่คบกัน แต่ด้วยความที่กัปตันไม่ใช่คนโรแมนติก เขาก็เลยไม่เคยพูดว่า “เรามาเป็นแฟนกันนะ” เลยสักครั้ง แต่เธอจะสังเกตจากการกระทำของเขามากกว่า

“เอ้กเริ่มมาแน่ใจว่าพี่ตันคิดกับเอ้กจริงจัง ก็ในวันที่เขาบอกว่าจะซื้อบ้าน แล้วมาชวนให้ไปดูด้วยกัน (ยิ้ม) ปรากฏว่าเขาดันซื้อบ้านหลังที่เอ้กชอบ เอ้กก็กลับมานั่งคิดว่า เอ๊ะ! พี่เขาจะซื้อบ้านของตัวเอง แล้วทำไมต้องให้เราเลือกด้วยล่ะ

หลังจากวันนั้นเขาก็เนียนๆ ไม่พูดอะไรเลย วันต่อมาเขาก็พูดว่า พี่มีของจะให้นะ พอเปิดดูปรากฏว่าเป็นแหวนทองลงยาสลักนามสกุลหงษ์มานพ ที่คุณแม่เขาให้มา แล้วเขาก็พูดว่า มาใช้นามสกุลเดียวกันนะ เพราะเขาไปดูฤกษ์ยามมาเรียบร้อยแล้ว บอกเลยว่าตอนนั้นเซอร์ไพรส์มาก

หลังจากแต่งงาน เอ้กกับพี่ตันก็อยู่ด้วยกันเกือบครบปีแล้ว ตอนนี้เอ้กท้องได้ 3 เดือนแล้วค่ะ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา พี่ตันเป็นสามีที่ดีมาก แรกๆ เขาอาจจะคาดหวังให้เราเป็นแม่บ้าน ซึ่งเอ้กก็ทำนะ (หัวเราะ) แต่หลังๆ ไม่ทันใจ เขาก็จะทำเองเลย ตื่นเช้ามาเขาจะทำอาหารเช้าให้กิน ทาเนยบนขนมปังให้ คือเขาจะแสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด”

เอ้กบอกว่า แม้เดิมทีทั้งคู่จะตกลงกันก่อนแต่งงานว่า ฝ่ายหญิงจะทำหน้าที่ดูแลบ้าน ส่วนฝ่ายชายจะออกไปหาเงินเลี้ยงภรรยา แต่เมื่อถึงวันนี้ที่เธอท้อง ทำอะไรไม่ค่อยไหว สามีก็จะตื่นมาเตรียมให้หมดทุกอย่าง แถมเลิกงานกลับมาถึงบ้านค่ำๆ ยังมาช่วยล้างจานอีกด้วย

“ในช่วงวันหยุดอยู่บ้าน พี่ตันก็จะถามว่าอยากกินอะไรมั้ย หรืออยากออกไปเที่ยวไหนรึเปล่า บางทีก็ชวนเอ้กไปวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ หรือไปว่ายน้ำ เขารู้ว่าเอ้กชอบกินอะไร เขาก็จะคอยซื้อมาฝาก ที่ตลกคือตอนนี้พี่ตันหันมาชอบกินผลไม้เปรี้ยวๆ ตามเอ้กไปแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่ชอบเลย เรียกว่าแพ้ท้องตามภรรยา (หัวเราะ)

ตอนที่แต่งงานกัน เอ้กก็ไม่ได้คาดหวังในตัวพี่เขามากมาย แต่พออยู่ด้วยกันจริงๆ แล้วเขากลับทำเรื่องดีๆ ให้เราเซอร์ไพรส์หลายเรื่อง ดูแลเราทุกอย่างเลย เอ้กยังพูดกับพี่ตันเลยว่า สิ่งที่เขาทำให้เรา มันคือสิ่งที่ผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องทุกคนต้องการจากสามีเลยนะรู้มั้ย เด็กจะคลอดมาสุขภาพดีและแข็งแรงหรือไม่ คุณพ่อมีส่วนเป็นอย่างมาก ซึ่งพี่ตันก็ไม่เคยทำให้เอ้กไม่สบายใจ อีกอย่างเขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ ก็เลยทำให้เราสบายใจมากๆ”

เอ้กทิ้งท้ายว่า สำหรับเธอแล้วสามีในอุดมคติก็คือ สามีที่รักในสิ่งที่ภรรยาเป็น โดยไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเธอ ถ้าสามีเป็นฝ่ายทำผิด ก็ต้องกล้ายอมรับ และปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สามีของเธอเป็น

นั่นไง ตาร้อนกันเป็นแถวๆ

 

‘คนไทยกลุ่มแรก’ กับภารกิจปักธงไตรรงค์ขั้วโลกใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495349

‘คนไทยกลุ่มแรก’ กับภารกิจปักธงไตรรงค์ขั้วโลกใต้

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรี

ดีเป้าหมายครั้งนี้มีทั้งความยิ่งใหญ่และทั้งความบ้าระห่ำ กับการมุ่งไปปักธงไทยไตรรงค์ที่ขั้วโลกใต้ เจ้าของโครงการ TJ’s True South แน่นอนว่าคือนักธุรกิจสุดขั้วคนนี้ ผู้เคยสร้างดีกรีชาวเอเชียคนแรกพิชิตการแข่งอัลตรามาราธอนที่ขั้วโลกเหนือมาแล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท การประกาศภารกิจล่าสุดจึงใช้ชื่อและนามสกุลของเขา “ทีเจ” สร้างเป้าหมายยิ่งใหญ่ไม่แพ้ครั้งก่อน มีกำหนดการคือปี 2561 ทีมคนไทย 10 ชีวิต จะออกเดินทางจาก ยูเนี่ยน กลาเซียร์ (Union Gracier) ในทวีปแอนตาร์กติกา สวมรองเท้าสกีเดินบนเส้นทางน้ำแข็ง ทุกคนต้องพึ่งสองขาของตัวเอง ลากสิ่งของบนแคร่ตลอดการเดินทางกว่า 1,200 กิโลเมตร (กม.) จนถึงจุดหมายขั้วโลกใต้ นำธงไทยไปปักเป็น 1 ใน 19 ประเทศ

การเดินทางใช้เวลาประมาณ 45 วัน โดยตั้งแคมป์กินนอนบนน้ำแข็ง ในอุณหภูมิโดยเฉลี่ยอาจลดลงถึง -50 องศาเซลเซียส ในสภาพอากาศติดลบอันหนาวเหน็บ

ธนาธร ประกาศรับสมัครคนไทยร่วมทีมทรหด เริ่มด้วยการลงชื่อสมาชิกผ่านทางเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2559-15 มี.ค. 2560 ไม่น่าเชื่อว่ามีผู้สมัครเข้ามาร่วม 200 คน ทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ด่านแรกเป็นการทดสอบวัดความอึดและแข็งแกร่งของร่างกาย เริ่มด้วยสนามแรกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน วิ่งระยะทาง 100 กม. ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (ชม.)

จากนั้นเข้าสู่รอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกายในรอบที่สอง ในรอบนี้เหลือคนแกร่ง 48 คน มีผู้หญิงติดมาด้วย 20%

รอบที่สาม 48 ชีวิต ถูกทดสอบความทรหดขึ้นไปอีก เริ่มในปลายเดือน เม.ย. ช่วงอุณหภูมิร้อนทะลุเดือด สนามคัดผู้ทรหดอยู่ที่พัฒนากอล์ฟคลับ แอนด์ รีสอร์ท ศรีราชา จ.ชลบุรี ผู้เข้ารอบนี้ถูกท้าทายขีดจำกัดของร่างกายด้วยโปรแกรมฝึกรูปแบบ “บู๊ตแคมป์” จากทีม Unit 27 Thailand วิธีการฝึกในแบบเดียวกับหน่วยซีล เพื่อสามารถไปใช้ชีวิตอยู่รอดให้ได้ในพื้นที่ร้างบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน “ทำไมธงไทยต้องปัก ณ ขั้วโลกใต้?” เจ้าของโครงการ “True South” มีคำตอบ

กายแกร่ง หัวใจแกร่ง

“ถ้าคุณทดสอบคนให้ดูตอนเขาสิ้นหวัง ช่วงเวลาสนุกมีความสุข คุณจะไม่ได้เรียนรู้คนจริงๆ ตอนเหนื่อย หมดแรง นี่คือช่วงได้ดูทัศนคติ การทดสอบให้ถึงที่สุด เราจะได้รู้ว่าใครเป็นคนอย่างไร…”  ธนาธร ให้สัมภาษณ์ท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยง ในสนามสุดโหด พัฒนากอล์ฟคลับ แอนด์ รีสอร์ท ซึ่งผู้บริหารไทยซัมมิทลงฝึกด้วยทุกสนามในฐานะโปรเจกต์เฮด

การฝึกเป็นไปในรูปแบบบู๊ตแคมป์ มี 4 ครูฝึกสุดโหด เริ่มหลังข้าวเที่ยงยังไม่ย่อยเรียงเม็ด ชายหญิง 48 คนที่เข้ารอบ วอร์มร่างกายเบาๆ วิดพื้นบนถนนซีเมนต์ร้อนจี๋ 40 กว่าองศา อะไรที่ว่าโหดมาหมด ทั้งการแบกบัดดี้เดินรอบสนามฟุตบอล 1 รอบ การฝึกไม่มีหยุดพักด้วยท่าฝึกต้านกล้ามเนื้อทุกๆ มัด ชายอกสามศอกหลายคนล้มตัวตะคริวกินไปตามๆ กัน

ต่อด้วยการลากยางรถยนต์น้ำหนัก 50 กิโลกรัม (กก.) น้ำหนักเท่ากับการลากเลื่อนใส่อุปกรณ์ยังชีพในแบบที่เดินบนขั้วโลกใต้ ภารกิจนี้จบลงในตอนสามทุ่ม

“รอบนี้ต้องคัดให้เหลือเพียง 30 คน ผมฝึกกับเขาทุกๆ เซ็กชั่น ถ้าไม่ร่วมลำบากกับเขา คุณก็จะนำเขาไม่ได้ แล้วเมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ชีวิตคุณคือผม ชีวิตผมคือคุณ มันต้องฝากชีวิตไว้ด้วยกัน คนเราผูกพันกันได้ก็ด้วยความลำบาก ความสบายไม่เคยทำให้คนรักกันจริง ถ้าจะเหนียวแน่นกันจริง เราต้องลำบากไปด้วยกัน” ธนาธร ย้ำหนักแน่น

การไปปักธงไตรรงค์ที่ขั้วโลกใต้สำคัญอย่างไร ธนาธร บอกว่าในแง่ส่วนตัวคือการทำความฝันในการเป็นนักผจญภัยให้เป็นจริง ส่วนในแง่สังคม ความกล้าผจญฝ่าฟันความยากลำบากในดินแดนสุดโหด โครงการนี้น่าจะสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เกิดความรักชีวิตกลางแจ้ง แล้วจะเกิดการตั้งคำถามนักแสวงหา เกิดการค้นหากระตุ้นให้หนุ่มสาวใฝ่คว้าหาความฝันของตัวเอง ซึ่งนี่คืออุปนิสัยของการสร้างชาติอย่างหนึ่ง

“2 ใน 3 เป็นพนักงาน 1 ใน 3 เป็นเจ้านายตัวเอง ปัญหาหนักใจสำหรับผมคือ ทุกคนมีคุณสมบัติไปได้หมด ผู้หญิงแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย มีคนไทยพร้อมเสี่ยงชีวิตไปผจญภัยครั้งนี้มากกว่าที่คิดไว้ครับ 45 วันเดินเท้าไปทุกอย่างคือความลำบาก ต้องเรียกร้องแรงกายแรงใจอย่างสูง อุณหภูมิ -30 องศาต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแกร่งพร้อมที่สุด ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด เดินไปตามเข็มทิศ 90 องศาใต้ พื้นทวีปไม่มีสิ่งมีชีวิตเป็นดินแดนแห้งแล้ง เส้นทางไม่ใช่เรื่องน่ากังวลครับ แต่สิ่งที่น่าหนักใจคือการใช้ชีวิตเดิมๆ เดินไปในทิวทัศน์เดิมๆ มีแต่สีขาวโพลน ก็ไม่รู้จะเรียกว่านรก หรือสวรรค์นะครับ” ธนาธร บอกพลางยิ้มแย้มกลางแดดจ้า

เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นขั้วโลกใต้? “เราคือ 10 คนไทยกลุ่มแรกนะครับที่จะได้ไปปักธงไทย ซึ่งก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจได้อีกครั้งใหญ่ เพราะ 10 คนนี้ก็คือคนธรรมดา ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างต้องหาเลี้ยงครอบครัว การไปครั้งนี้หลายๆ คนต้อง Leave Without Pay ไม่มีเงินเดือนในช่วง 2 เดือนที่ไป สมรภูมินี้ก็เปรียบการสู้ชีวิต ทุกคนต้องเตรียมวางแผนชีวิตต้องพร้อมทั้งร่างกายและหัวใจ ถ้าพวกเราทำได้ ทุกๆ คนใครๆ ก็ทำได้แน่นอนครับ แล้วเป็นการเดินทางที่ไม่มีการจ้างคนนำทางเลยนะครับ ทุกๆ อย่างออกแบบโดยคนไทยทั้งหมด ถ้าเราทำได้ถือเป็นความภาคภูมิใจ” TJ ธนาธร นักผจญภัยไฟแรงซึ่งกระตุ้นพลังให้กับคนร่วมทีม บอกทิ้งท้าย

โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น เมื่อสิ้นสุดภารกิจนักผจญภัยทั้ง 10 คน มีรางวัลการก้าวสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จคือเงิน 1 ล้านบาท โดยทั้ง 10 คนเลือกบริจาคเข้ามูลนิธิใดก็ได้ก็ถือว่าความมุ่งมั่นได้ทำเพื่อสังคมอีกด้วย

ความฝันมากับความมุ่งมั่น

การฝ่าด่านทดสอบความแข็งแกร่ง ชาว True South มีหลากหลายอาชีพอย่างที่เจ้าของโครงการ ทีเจ บอกไว้ ซึ่งก็มีทั้งแพทย์หญิง ทันตแพทย์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ สถาปนิก พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เจ้าของธุรกิจ นักกีฬาทีมชาติ ไปจนถึงอาชีพแปลกๆ นักกู้ภัยบนที่สูง โดยทั้ง 48 คนมีเป้าหมายเดียวกันกับการผจญฝันสู่ขั้วโลกใต้

เกษมนิรันดร์ สุวังบุตร พนักงานรัฐวิสาหกิจ อายุ 34 ปี บอกว่าสะสมประสบการณ์วิ่งมาราธอน 10 กว่าปีแล้ว ความเหนื่อยล้าเทียบไม่ได้กับความโหดฝึกต่อเนื่อง 9 ชม. แล้วกับสนามแรกวิ่ง 100 กม. วิ่งต่อเนื่อง 24 ชม. ก็ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องเก็บไว้ในความทรงจำ

“ตอนลากยางรถยนต์ 50 กก. ต้องลากไปชั่วโมงกว่าตอนนั้นเหนื่อยมากที่สุด เหนื่อยจนต้องสบถดังๆ ออกมา (หัวเราะ) แต่หันไปเจอผู้หญิงที่ลากในน้ำหนักไม่แพ้เรา เราต้องไปต่อให้ได้ ร่างกายคนเราพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดร่างกายของตัวเองครับ ผมเป็นนักวิ่ง การเตรียมตัวถ้าได้ไปแข็งแกร่งเท่านี้ไม่พอครับ 1 ปีเต็มๆ คือการสร้างกล้ามเนื้อแขนขาให้แกร่งกว่านี้ รวมทั้งมือด้วย ต้องเร่งสร้างกล้ามเนื้อที่มือโดยมีที่บีบซ้อมทุกๆ วัน เพราะไม่ได้เดินไปบนพื้นเรียบๆ นะครับ ต้องปีนหน้าผา

ตอนสัมภาษณ์รอบสอง ผมบอกว่าในชีวิตผมไม่เคยเจอหิมะ นิ้วเจอน้ำแข็งใกล้ที่สุดก็คือช่องฟรีซตู้เย็น (หัวเราะ) เสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับขั้วโลกใต้สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความหนาวเย็น และแรงลม ความแข็งแกร่งของร่างกาย และใจที่ฝึกฝนมาจากการวิ่งมาราธอนก็น่าจะช่วยได้ ถ้าได้ไปนะครับ”

พญ.สกุณา อุษณวศิน กุมารเวชวัย 44 ปี นักวิ่งอัลตราเทรลรูปร่างเล็กเพรียว แต่แข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย สนามสุดท้ายกับการลากยางรถยนต์ “หมอนก” เข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายในแบบสู้สุดหัวใจ

“ต้องไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ เหนื่อยสุดๆ ก็ทำสมาธิค่ะ แล้วไปต่อให้ได้ เส้นชัยอยู่ข้างหน้าเรายังเห็นนะคะแต่ถ้าการไปขั้วโลกใต้ เรื่องน่ากลัวมีมากกว่านั้นโดยเฉพาะสิ่งที่เรามองไม่เห็น นอกจากความหนาวเย็นที่ว่าน่ากลัวแล้ว หมอผ่านสนามไอรอนแมนจบมา 3 สนาม ปั่นจักรยาน 600 กม. วิ่ง 60 กม.มาแล้ว แต่ครั้งนี้วิ่ง 100 กม. ก็จัดว่าไกลที่สุด ทุกครั้งหมอก็บอกตัวเองว่า เราต้องสู้”

อรรถวุฒิ เลิศสาครศิริ สถาปนิกวัย 30 ปี เป็นนักไตรกีฬาบอกว่า สิ่งน่ากลัวไม่แค่ความเย็น แต่การเดินที่ไม่ใช่ทางเรียบนั้นยิ่งท้าทายพละกำลัง

“แล้วยิ่งมีสัมภาระน้ำหนัก 50 กก.ให้ลากไปด้วยตัวเองก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก คนที่เข้ารอบครั้งนี้หลายคนเป็นนักปีนเขา บางคนปีน 1 ใน 7 ซัมมิทส์หรือยอดเขาสูงที่สุดในโลกกันมาแล้ว แต่ผมทำเต็มที่ครับถ้าไม่ได้ไป ก็ไม่เสียใจ ผมผ่านสนามมาเยอะ คนเก่งกว่าผมก็สมควรได้ไปต่อ เราเพียงทำให้เต็มที่ก็พอแล้วครับ”

ภารกิจครั้งที่ 4 ของชาว True South เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. ฝึกกันที่ เดอะ ริงค์ ไอซ์ อารีนา (The Rink Ice Arena) ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เวิร์กช็อปทักษะสเกตน้ำแข็งเพื่อฝึกเป็นพื้นฐานการเดินบนหิมะ แล้วต่อจากนี้นักผจญภัยยังต้องฝึกทั้งปีนเขา เดินป่า เพื่อเตรียมตัวสำหรับการผจญฤดูร้อน เดือน พ.ย. 2561 ที่ขั้วโลกใต้

 

‘สะเทือนไต’ คนไทยยังติดโซเดียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495030

‘สะเทือนไต’ คนไทยยังติดโซเดียม

โดย…พริบพันดาว

แม้จะมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในรอบ 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้ รณรงค์ให้คนไทยลดการกินเค็ม เจือจางโซเดียมให้น้อยลงในอาหารการกินทุกชนิด แต่ไม่ได้เกิดผลตอบรับอย่างน่าชื่นใจเท่าที่ควร

ในการประชุมพิจารณามาตรการควบคุมโซเดียมในอาหาร โดยเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และองค์การอนามัยโลก เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีข้อมูลล่าสุดที่น่าใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภครสเค็มสูงขึ้น 2-3 เท่า ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มนั้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งความเป็นจริงในเชิงสุขภาพควรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัม/วัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม)

แต่จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัม/วัน (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของร่างกายที่ควรได้รับ โดยร้อยละ 71 มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ซึ่งโดยปกติอาหารตามธรรมชาติก็มีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เมื่อมีการใช้เครื่องปรุงรสดังกล่าวปริมาณมาก จึงทำให้ปริมาณเกลือในอาหารสูงมากตามไปด้วย

ในปัจจุบันมีประชาชนป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง คิดเป็นร้อยละ 21.4 หรือ 11.5 ล้านคน โรคไต คิดเป็นร้อยละ 17.5 หรือ 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด คิดเป็นร้อยละ 1.4 หรือ 0.75 ล้านคน โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต คิดเป็นร้อยละ 1.1 หรือ 0.5 ล้านคน

โดยโรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้องของประชาชนซึ่งชื่นชอบอาหารรสชาติเค็มอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง และถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

อย่างที่รับรู้และยอมรับในชุดข้อมูลและผลการวิจัยต่างๆ อาหารรสชาติเค็มเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง ความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทยปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ หากค่อยๆ ลดความเค็มทีละน้อย จะทำให้เกิดความเคยชินแล้วลิ้นก็จะไม่โหยหารสเค็มอีกต่อไป จึงควรสร้างนิสัยการรับประทานอาหารอ่อนเค็ม

องค์การอนามัยโลกเตือนย้ำ

นพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวในการประชุมพิจารณามาตรการควบคุมโซเดียมในอาหาร ว่า จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการบริโภคเค็มมากเกินไปเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรคเอ็นซีดีเพิ่มขึ้น อาทิ โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไต เป็นต้น

ดังนั้น การลดเค็มคือมาตรการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำการบริโภคเกลือโซเดียมไม่เกิน 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชา/วัน อย่างไรก็ตาม คนไทยมักกินเค็มเกินปริมาณที่กำหนด ซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศทั่วโลกหันมาใช้มาตรการปรับสูตรอาหารปรุงสำเร็จ โดยลดปริมาณเกลือหรือโซเดียมถือว่าได้ผลดี

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมในวาระสำคัญและนำไปสู่กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยองค์การอนามัยโลกได้รับรู้ถึงการบริโภคเกลือของคนไทยที่มีเพิ่มสูงขึ้นเกือบสองเท่ากว่าระดับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือประมาณ 25% ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดและเป็นสาเหตุของการตายเกือบ 30% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย ด้วยเหตุที่มีการบริโภคเกลือมากเกินความพอดี ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต

“มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า การบริโภคเกลือมากเกินไปนั้นเป็นโทษต่อร่างกาย การลดการบริโภคเกลือลงนั้นจะช่วยลดความดันโลหิต และยังลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต องค์การอนามัยโลกแนะว่าการบริโภคเกลือโซเดียมไม่ควรเกินกว่า 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชา/วัน

“ปริมาณเกลือที่คนไทยบริโภคส่วนมากนั้นมาจากอาหารสำเร็จรูป (ผ่านกรรมวิธี) การปรับสูตรอาหารสำเร็จรูปให้ลดปริมาณเกลือลงจะเป็นมาตรการสำคัญ ที่จะช่วยลดการบริโภคเกลือในคนไทย การปรับสูตรอาหารเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพซึ่งใช้ได้ผลในหลายๆ ประเทศทั่วโลกในอันที่จะช่วยรักษาสุขภาพของประชากร”

คนไทยยังติดเค็ม

ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่ครัวเรือนคนไทยนิยมใช้กันมาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม โดยแหล่งอาหารที่พบเกลือสูง ได้แก่

– เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม

– น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัม

– ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1420 มิลลิกรัม

– ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม

– กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม

– ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมการบริโภคอาหารมื้อหลักของคนไทย มากกว่าร้อยละ 30 จะซื้อกินนอกบ้านทั้ง 3 มื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานหรือใช้ชีวิตนอกบ้าน เช่น ข้าราชการ นักเรียน นิสิต-นักศึกษา พนักงานรัฐวิสาหกิจ และลูกจ้างทั่วไป และเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล และมากกว่าร้อยละ 70 ซื้ออาหารกลางวันนอกบ้าน ส่วนชนิดอาหารที่รับประทานบ่อยในแต่ละวันประกอบด้วย ข้าวราดแกง ร้อยละ 88 อาหารจานเดียว/อาหารตามสั่ง ร้อยละ 45 และก๋วยเตี๋ยว ร้อยละ 31 ของประชากรทั้งหมดที่สำรวจ

นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นประเทศที่กินเค็มเป็นอันดับต้นๆ เทียบกับเกาหลีกับญี่ปุ่น มีการบริโภคเค็มสูงเป็น 2 เท่า ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ โดยคิดเป็นโซเดียมสูงประมาณ 4,000 มิลลิกรัม/วัน เพราะมีการกินอาหารที่ต้องจิ้มน้ำจิ้มเยอะ

“ปัจจุบันทาง อย.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีมาตรการแบบสมัครใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรอาหารลดหวาน มัน เค็มลง ถ้าผลิตภัณฑ์อาหารใดทำได้ก็จะได้สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ดังกล่าวประมาณกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ แต่ก็ถือว่ายังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาด อย่างไรก็ตาม เรื่องลดการกินเค็ม ลดการกินโซเดียมนั้น ต้องใช้การรณรงค์ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนน่าจะดีกว่า การออกกฎหมายให้มาเป็นลำดับสุดท้าย”

สะเทือนไต ปัญหาเรื้อรังด้านสุขภาพจากความเค็ม

ปัญหาของผู้ป่วยโรคไต นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญในระดับชาติ ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไตมีอายุเฉลี่ยที่น้อยลง รวมถึงพบว่ามีผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไตในเด็กเพิ่มสูงมากขึ้น  ส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด ขนมขบเคี้ยวที่มีรสเค็ม หรือพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ที่มักจะต้องเติมน้ำปลาหรือน้ำปลาพริกทุกมื้อ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยง จนเป็นสาเหตุในเรื่องของภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเป็นภัยเงียบรสเค็ม ภาวะที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างถาวร ทำให้ไตค่อยๆ ฝ่อเล็กลง แม้อาการจะสงบแต่ไตจะค่อยๆ เสื่อมและเข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด

สำหรับผู้ป่วยโรคไตนั้นมีหลากหลายสาเหตุและสามารถป้องกันได้ ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ศ.นพ.สมชาย เอี่ยมอ่อง นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์ผ่านเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เมื่อปี 2557 ว่า ในปัจจุบันโรคไตเรื้อรังกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุส่วนใหญ่ที่สุดร้อยละ 70 เกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่ง 2 โรคนี้มีผู้ป่วยรวมเกือบ 15 ล้านคน ผลที่ตามมาทำให้ไตเสื่อมหากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

จากข้อมูลล่าสุดพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8 ล้านคน เป็นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย 4 หมื่นคน ป่วยเพิ่มปีละกว่า 7,800 ราย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะเกิดโรคแทรกซ้อนถึงเสียชีวิต ผู้ป่วยจึงต้องรักษาเพื่อยืดอายุโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างของเสียออกทางหน้าท้อง โดยในปี 2556 ที่ผ่านมาได้ใช้งบประมาณในการบำบัดทดแทนไตในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท/ปี และคาดว่าในปี 2560 อาจจะต้องใช้งบประมาณกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท/ปี

ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่รอการผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่ประมาณ 4,000 ราย ซึ่งมีขั้นตอนในการรักษายุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละประมาณ 2 แสนบาท/คน มีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตเพียงปีละ 500 รายเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดคือขาดแคลนผู้บริจาคไต ประมาณ 1 ใน 3 ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังตายก่อนวัยอันควรจากโรคพื้นฐานอื่น ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและภาวะไตวาย ทั้งยังเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การไม่ออกกำลังกาย และที่สำคัญคือ การบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง รสหวาน มัน และเค็มจัด

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า การที่ร่างกายได้รับโซเดียมสูงจะเกิดผลกระทบหลายระบบ โดยเฉพาะไตที่ทำหน้าที่ขับโซเดียมต้องทำงานหนัก เกิดไตเสื่อม เมื่อเป็นมากต้องรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง หรือฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเฉลี่ย 2.4 แสนบาท/คน/ปี ไม่รวมค่ายาและค่าใช้จ่ายทางอ้อม ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพบว่า ปี 2558 ใช้งบประมาณในการล้างไต 5,247 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 6,318 ล้านบาทในปี 2559 ส่วนสิทธิประกันสังคมรวมกับข้าราชการต้องใช้ปีละ 1 หมื่นล้านบาท รวมเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.5 หมื่นล้านบาท

เคล็ดลับลดการบริโภคโซเดียม

แนวทางการลดการรับประทานที่มีเกลือหรือโซเดียมหรืออาหารเค็ม ควรประกอบอาหารรับประทานเองให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นวิธีที่ดีในการควบคุมปริมาณเกลือ/โซเดียมไม่ให้มากเกิน ความต้องการของร่างกาย

1.รับประทานอาหารสดตามธรรมชาติ ปรุงอาหารโดยเติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสปรุงรสต่างๆ ให้น้อยที่สุด เพื่อให้คุ้นเคยกับอาหารรสจืด

2.อาหารที่ขาดรสเค็ม จืดชืด อาจทำให้ไม่ชวนกิน แก้ไขโดยการปรุงให้มีรสเปรี้ยวหรือเผ็ด หรือใส่เครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ ช่วยให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากขึ้น หรือปรุงให้มีสีสันสวยงาม

3.ลด เลิกการใส่ผงชูรสในอาหาร

4.หลีกเลี่ยงการใช้อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารอบแห้งหรือแช่อิ่มในกระบวนการเตรียม/ปรุงอาหาร

หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองเค็ม เช่น กะปิ เต้าหู้ยี้ ปลาร้า ไตปลา ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง แหนม ไส้กรอกอีสาน

หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เช่น หมูเค็ม เบคอน ไส้กรอก ผักดอง มัสตาร์ด และเนยแข็ง

หลีกเลี่ยงอาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม หอยเค็ม กุ้งแห้ง ปลาแห้ง

หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ปรุงรส ได้แก่ หมูหย็อง หมูแผ่น กุนเชียงหลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปซองหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปบรรจุถุง เช่น ข้าวเกรียบ ข้าวตังปรุงรส

5.ลดความถี่ของการบริโภคอาหารที่ต้องมีน้ำจิ้ม เช่น สุกี้ หมูกระทะ รวมทั้งลดปริมาณของน้ำจิ้มที่บริโภคด้วย

6.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทะเลที่มีโซเดียมสูง เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่

7.เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ มากขึ้นให้ได้รวม วันละ 8-10 ส่วน

8.ปรับเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารให้กินจืดลง ไม่เติมเพิ่มบนโต๊ะอาการ เช่น ไม่ใส่น้ำปลาพริก หรือจิ้มพริกเกลือเมื่อรับประทานผลไม้ ที่สำคัญควรชิมอาหารก่อนเติมเครื่องปรุงรสต่างๆ จำไว้เสมอว่าน้ำปลาหรือซีอิ๊วขาวโดยทั่วๆ ไป 1 ช้อนชา มีโซเดียม 350-500 มิลลิกรัม

9.ไม่ควรมีเกลือ น้ำปลา หรือซอสปรุงรสต่างๆ บนโต๊ะอาหาร ถ้าจำเป็นต้องมีเครื่องปรุงรสเหล่านี้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมต่ำแทนที่เครื่องปรุงรสปกติ กรณีที่เป็นเกลือวางบนโต๊ะอาหาร ควรเลือกใช้ที่เหยาะเกลือแบบมีรูเดียวแทนชนิดที่มีหลายรู สำหรับเครื่องปรุงรสอื่นๆ ที่เป็นของเหลว ควรใส่ในภาชนะที่มีรูแคบ

10.การซื้ออาหารสำเร็จรูปควรอ่านฉลากโภชนาการและเลือกชนิดที่มีปริมาณเกลือหรือโซเดียมน้อยที่สุด กรณีที่ไม่มีฉลากโภชนาการ ควรดูที่ส่วนประกอบที่อยู่ในฉลากอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมมากกว่า 0.5 กรัม หรือเกลือ 1.25 กรัม ต่อน้ำหนักอาหาร 100 กรัม ถือว่ามีเกลือ/โซเดียมอยู่มาก ขณะที่โซเดียมน้อยกว่า 0.1 กรัม (เกลือ 0.25 กรัม) ถือว่ามีเกลือ/โซเดียมอยู่น้อย

 

วิจิตรศิลปกรรมไทย ‘ฉากบังเพลิง’ พระเมรุมาศในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494918

วิจิตรศิลปกรรมไทย ‘ฉากบังเพลิง’ พระเมรุมาศในหลวง ร.9

โดย…วราภรณ์ ผูกพันธ์, กองทรัพย์ ชาตินาเสียว ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของงานพระเมรุมาศ หรือพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ ฉากบังเพลิง ซึ่งถือเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ โดยคติในการทำได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเชื่อในเรื่องไตรภูมิ เรื่องราวเกี่ยวกับภพภูมิต่างๆ ในจักรวาล รวมทั้งการเวียนว่ายตายเกิดและบาปบุญคุณโทษ อันงดงาม

ฉากบังเพลิงที่จะใช้ประกอบพระเมรุมาศในหลวง รัชกาลที่ 9 ครั้งนี้เป็นการถ่ายทอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเรื่องราวงานจิตรกรรม วาดลงบนฉากบังเพลิง ที่ใช้สำหรับกั้นลมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามอง เพราะได้นำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ คัดเลือกให้เหมาะกับภาพในแต่ละด้านเพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงทำไว้เพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์

กรมศิลปากรคัดเลือกโครงการตามแนวพระราชดำริ

ฉากบังเพลิง มีลักษณะเป็นฉากพับได้ ติดอยู่กับเสาพระเมรุมาศทั้ง 4 ด้าน ใช้สำหรับกำบังลมหรือใช้ประโยชน์ในการปิดบังสิ่งที่ไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกเห็นได้สะดวก

อาจารย์มณเฑียร ชูเสือหึง จิตรกรเชี่ยวชาญ สํานักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่ต้องวาดฉากบังเพลิงขึ้นมาใหม่ เพราะแต่ละพระเมรุมาศ แต่ละพระองค์มีเรื่องราวการทรงงานที่ไม่เหมือนกัน ฉากบังเพลิงจะเป็นการนำเรื่องราวพระราชกรณียกิจมาวาดเป็นภาพ ทางคณะทำงานได้นำเรื่องราวของพระนารายณ์อวตาร พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ที่มีทั้งหมด 10 ปาง แต่น้อมนำมาเพียง 8 ปาง วาด 4 ทิศ 4 ด้าน แต่ละด้านมี 4 ชิ้น แต่ละชิ้นมี 2 ส่วน คือด้านบนกับด้านล่าง ด้านบนเป็นเนื้อหาเทวดาที่อวตารลงมาทำความดี และเป็นการรับเทวดากลับคืนสู่สรวงสวรรค์ ส่วนด้านล่างเป็นโครงการพระราชดำริแต่ละด้าน หมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ

ภาพแต่ละภาพที่จรดวาดลงไปในแต่ละด้านของฉากบังเพลิง กรมศิลปากร สํานักช่างสิบหมู่ และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ฯลฯ ได้ร่วมกันคัดเลือกโครงการต่างๆ มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวจิตรกรรม อาจารย์มณเฑียร จิตรกรเชี่ยวชาญ สํานักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ผู้รับผิดชอบงานเขียนจิตรกรรมบนฉากบังเพลิง เล่ารายละเอียดว่า ฉากบังเพลิงสูง 4.4 เมตร กว้าง 5.35 เมตร มี 2 ด้าน คือ ด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าประกอบด้วย 4 ช่อง ช่องละ 2 ส่วน ช่องบนประกอบด้วยพระนารายณ์อวตาร จำนวนทั้งหมด 8 ปาง โดยในหลวง รัชกาลที่ 9 ประทับอยู่ในพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด เปรียบเป็นพระนารายณ์ปางที่ 9

ดิน น้ำ ลม ไฟ และโครงการพระราชดำริ

บนฉากบังเพลิงยังมีเรื่องราวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 24 โครงการ แยกตามหมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ

ด้านทิศเหนือ หมวดน้ำ ช่องด้านบน แสดงเรื่องราวพระนารายณ์อวตาร ฉบับพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 ในปางที่ 1 มัสยาอวตาร ทรงอวตารเป็นปลากรายทอง ช่องกลางด้านขวาบน ปางที่ 2 กูรมาวตาร ทรงอวตารเป็นเต่า ช่องกลางด้านซ้ายบน ขนาบซ้ายขวาพระนารายณ์อวตาร ด้วยกลุ่มเทวดาที่ลงมาแสดงความสักการะแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 และรับกลับขึ้นสู่สรวงสวรรค์

สำหรับช่องด้านล่างของทั้ง 4 ช่อง รวมถึงช่องด้านล่างของบริเวณทางขึ้นบันได 2 ด้าน จะมีภาพจิตรกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งหมด 6 โครงการ ดังนี้ ฝนหลวงแก้ปัญหาความแห้งแล้ง ภาคอีสาน โดยเลือกพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝายต้นน้ำ เพื่อชะลอน้ำ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในช่วงเวลาที่ขาดแคลนน้ำ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศ บำบัดน้ำเสีย

ทิศตะวันออก หมวดดิน ประกอบด้วยช่องด้านบน พระนารายณ์อวตาร ปางที่ 3 วราหาวตาร ทรงอวตารเป็นหมูป่า ปางที่ 4 นรสิงหาวตาร ทรงอวตารเป็นนรสิงห์ มีกลุ่มเทวดาขนาบข้างพระนารายณ์ทั้งซ้ายและขวา ช่องด้านล่างรวมถึงบริเวณทางขึ้นบันได ประกอบด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 โครงการ ได้แก่ ดินกรวด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ดินเค็ม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ดินทราย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน และโครงการหุบกะพง-ดอนห้วยขุน ดินดานลูกรัง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย ดินพรุ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง และดินเปรี้ยว ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง

ทิศใต้ หมวดไฟ ประกอบด้วยช่องด้านบน พระนารายณ์อวตาร ปางที่ 6 ปรศุรามาวตาร ทรงอวตารเป็นพราหมณ์ปรศุราม ผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธ ปางที่ 7 รามาวตาร ทรงอวตารเป็นพระรามในรามเกียรติ์ มีกลุ่มเทวดาขนาบข้างพระนารายณ์ทั้งซ้ายและขวา

ส่วนด้านล่างรวมถึงทางขึ้นบันไดจะเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 โครงการ ประกอบด้วยสบู่ดำ ปลูกเพื่อสกัดน้ำมัน สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซล ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน โรงงานผลิตไบโอดีเซล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เชื้อเพลิงอัดแท่ง แกลบอัดแท่ง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ก๊าซชีวภาพ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณดาวเทียม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ และกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าที่ประตูน้ำคลองลัดโพธิ์

ทิศตะวันตก หมวดลม ประกอบด้วยช่องด้านบน พระนารายณ์อวตาร ปางที่ 8 กฤษณาวตาร ทรงอวตารเป็นพระกฤษณะ ปางที่ 10 กัลกยาวตาร ทรงอวตารเป็นมนุษย์ขี่ม้าขาว มีกลุ่มเทวดาขนาบข้างพระนารายณ์ทั้งซ้ายและขวา

ช่องด้านล่างประกอบด้วยกังหันลม โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ บ้านหนองคอไก่ จ.เพชรบุรี เพื่อการผันน้ำจากที่ต่ำชักน้ำขึ้นที่สูง กังหันลม โครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่ กังหันลม โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและกังหันลมสูบน้ำ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เป็นที่มาของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ และบางกะเจ้า ปอดของกรุงเทพฯ พระราชดำริพื้นที่บางกะเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่สีเขียวและเป็นปอดของกรุงเทพฯ เนื่องจากลมมรสุมจากอ่าวไทยจะพัดเอาอากาศบริสุทธิ์ที่ผลิตจากพื้นที่แห่งนี้เข้าฟอกอากาศเสียในกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่าปีละ 9 เดือน

“ฉากบังพระเพลิงครั้งนี้ทีมงานได้นำเรื่องราวของพระนารายณ์อวตารจากฉบับพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 6 โดยคัดเลือกมา 8 ปางจากทั้งหมด 10 ปาง ยกเว้นปางที่ 5 และปางที่ 9 ที่ไม่ได้คัดเลือกมา จากนั้นได้มีการออกแบบลวดลายหรือร่างแบบจิตรกรรม ตามมาด้วยการสเกตช์สีต้นแบบ แล้วจึงขยายแบบสัดส่วนเหมือนจริง 1 ต่อ 1 เพื่อให้เห็นรายละเอียด นำไปคัดลอกลงบนผ้าใบแคนวาสก่อนลงสีอะครีลิกอีกครั้ง

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการลงสีบนผ้าใบแคนวาส ตามที่ได้มีการคัดลอกลวดลายลงมา โดยได้ลงสีฉากหลังครบทั้ง 4 ด้านแล้ว อยู่ระหว่างการเก็บรายละเอียดพระนารายณ์ กลุ่มเทวดา และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยภาพเขียนจิตรกรรมบนผ้าใบแคนวาสทั้ง 4 ด้าน ต้องแล้วเสร็จเพื่อนำไปติดตั้งที่ฉากบังเพลิงที่เป็นไม้ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้” มณเฑียร กล่าว

ภาพเขียนจิตรกรรมบนฉากบังเพลิงและพระที่นั่งทรงธรรม เป็นศิลปะชั้นสูง รัชกาลที่ 9 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ช่างจิตรกรรม กรมศิลปากร ได้ถวายงานแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งประชาชนทั่วไปจะได้เห็นความงดงามของฉากบังเพลิงนี้ตอนจัดเป็นนิทรรศการหลังวันถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว

ความภูมิใจ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ปัญญา โพธิ์ดี สังกัดกลุ่มศิลปประยุกต์ สำนักช่างสิบหมู่ กำลังขะมักเขม้นกับผ้าใบแคนวาสตรงหน้าเพื่อลงสีเสื้อผ้าอาภรณ์ของเหล่านางฟ้าเทวดาบริวารที่รายล้อมพระนารายณ์ในปางต่างๆ ปัญญา กล่าวว่า หน้าที่ของกลุ่มคือออกแบบตราสัญลักษณ์ต่างๆ แต่ในงานออกพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตนได้ทำหน้าที่ช่วยลงสีในฉากบังเพลิง ซึ่งเป็นงานที่สร้างสรรค์ใหม่ทั้งหมด เป็นส่วนที่เขาได้ใช้วิชาจิตรกรรมไทยจากวิทยาลัยเพาะช่างได้เต็มประสิทธิภาพ

“ผมเพิ่งได้รับบรรจุให้เข้ามาทำงานที่สำนักช่างสิบหมู่ ดังนั้นงานจิตรกรรมฉากบังเพลิงจึงเป็นงานใหญ่งานแรกที่ผมจะได้ทำถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ความรู้สึกที่ได้มาทำงานรับใช้ในครั้งนี้ จะบอกว่าภูมิใจ หรือปลื้มใจก็ไม่ได้เต็มปาก เพราะก็เสียใจด้วย แต่ผมก็จะทำหน้าที่ให้เต็มที่และดีที่สุด” ปัญญา กล่าว

 

นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา ย่อยอาหารสมองให้ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494745

นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา ย่อยอาหารสมองให้ง่าย

โดย…มัลลิกา  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ทำไมเราเลี้ยง PIG แต่กิน PORK ชื่อหนังสือ ผลงานอีกเล่มของ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา คุณหมอที่ติดอันดับนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ จากผลงานเรื่องเล่าจากร่างกาย (เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติ ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ) เหตุผลของธรรมชาติ (เรียนรู้กลไกร่างกาย และเหตุผลของธรรมชาติ ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ) 500 ล้านปีของความรัก เล่ม 1 และเล่ม 2 (วิทยาศาสตร์ของอารมณ์ ความรัก และความเกลียดชัง)

ส่วน ทำไมเราเลี้ยง PIG แต่กิน PORK ว่าถึงการเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษผ่านรากศัพท์ และประวัติศาสตร์ เรียนรู้ความเป็นมาของรากศัพท์และประวัติศาสตร์ที่นำมาสู่การเกิดคำศัพท์ต่างๆ บางคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาก่อนที่จะมีประเทศอังกฤษหรือคนอังกฤษเสียอีก เล่มนี้อ่านง่าย เพราะใช้วิธีการเล่าโดยการผูกเรื่องราวของคำศัพท์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เมื่อจบแต่ละบทก็จะมีการโยงเรื่องราวไปสู่คำถามในบทต่อไปอย่างต่อเนื่อง

“ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่อเมริกา พยายามอ่านหนังสือหลากหลาย อยากเปิดโลก อ่านศิลปะ ประวัติศาสตร์ ไปเจอภาษาศาสตร์ก็สนใจ เราเลยเริ่มสะสม อ่านเป็นงานอดิเรก จริงๆ รากคำศัพท์มีที่มา มีวิวัฒนาการของมัน คำศัพท์เริ่มแรกทำหน้าที่แบบหนึ่ง ถ้าเราเข้าใจที่มา การท่องจำจะลดลง ในเล่มนี้มีไม่กี่คำที่ยกมา เราพยายามให้เกิดการเรียนรู้ต่อ อยากรู้คำอื่นก็หาต่อได้”

เขียนหนังสือแนววิทยาศาสตร์ กลุ่มผู้อ่านมีจำกัด หากแต่หลายเรื่องของ นพ.ชัชพล เป็นที่สนใจของผู้คนในวงกว้าง ซึ่งเป็นไปตามเจตนาของผู้เขียน

“เราพยายามเขียนให้ป๊อป คือป๊อปปูลาร์ สำหรับประชาชนทั่วไป แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสนใจ แต่ตอนนี้จะว่าเป็นเทรนด์ก็ได้ นักวิชาการพยายามจะสื่อสารกลับคืนสู่ประชาชน เหมือนหน้าที่ เขาบอกว่า เมื่อเราทำงานวิจัยเราต้องคืนความรู้ให้ประชาชน ผมเชื่อว่า โลกทุกวันนี้ Knowledge based economy ความร่ำรวยของประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ จะนำไปสู่เศรษฐกิจที่แข็งแรง

“ผมเชื่อว่าเราอาศัยอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์ ทุกวันนี้เราเหมือนปลาว่ายในน้ำ แต่ไม่สนใจว่าน้ำก็เป็นวิทยาศาสตร์ สีที่ใช้ย้อมผ้าก็คือวิชาเคมี ยาสีฟัน สบู่ เราเวียนว่ายในโลกวิทยาศาสตร์ ของที่เรากินก็มีสารเคมี เพราะความที่เราไม่สนใจโลกวิทยาศาสตร์ ถ้าเรารับสารรู้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ได้ จะมีหลายอย่างที่เราพิจารณาตัดสินมากขึ้น ชั่งน้ำหนักได้ดีขึ้น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ตอนแรกที่ผมเขียนเรื่องวิวัฒนการของมนุษย์ คนก็ยังไม่คุ้นเคยกับมัน ไม่รู้เรื่องนี้น่าสนใจไหม เพราะเขาไม่ได้อ่าน แต่พอได้อ่านเขาก็ค้นพบว่ามันน่าสนใจ ผมว่าช่องว่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับไม่เชี่ยวชาญจะแคบลงเรื่อยๆ เพราะตอนนี้คนสามารถหาความรู้ได้”

ตอนนี้จะเรียกว่า นพ.ชัชพล เป็นนักเขียนเต็มตัวก็ได้ “ตอนนี้งานเขียนเป็นอาชีพเดียวในตอนนี้ ผมโฟกัสให้ความสนใจเขียนหนังสือ งานอื่นๆ อย่างบรรยายก็ยังไม่ทางการ แต่ผมก็รู้สึกเป็นคนนอกของวงการนักเขียนตลอด เพราะเราไม่มีการศึกษาการเขียนอย่างเป็นทางการ เราใช้ภาษาไม่สวย ภาษาของนักเขียนเขามีคลังศัพท์ใช้เยอะ แต่ขณะเดียวกันผมก็พยายามสื่อสารด้วยภาษาไทยแบบที่เข้าใจง่าย เป็นการพยายามแชร์ความรู้ที่เราเรียนมา หวังว่าจะเกิดประโยชน์

“ตอนนี้แม้จะเขียนได้เร็วขึ้น แต่ทุกครั้งที่เขียนยังยากเสมอ อย่างเล่มแรกผมไม่มีความกดดันอะไร เขียนสิ่งที่ต้องการสื่อสาร แต่พอคนอ่านเยอะ เล่มถัดมาคนจะคาดหวังมันเลยมีความกดดันนิดหน่อย แต่ก็คิดได้ว่า เราเขียนสิ่งที่เชื่อว่าดี ที่เราชอบ นี่คือสิ่งที่เราว่าน่าสนใจ สิ่งที่เราเขียนอาจโดนใจและไม่โดนใจใครก็ได้”

แม้จะถ่อมตัวว่าไม่ใช่นักเขียน แต่ นพ.ชัชพล เลือกเส้นทางให้ชีวิตในอนาคตแล้วว่า จะยึดงานเขียนหนังสือ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบและเข้าใจในโลกวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัว น่าเบื่อ ต้องนักวิชาการ หรือคนในแวดวงเท่านั้นที่ควรรู้ แต่ประชาชนต้องรู้เพื่อจะเข้าใจและนำไปปรับใช้ให้ชีวิตดีขึ้น

 

ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์ สาวสวยผู้รักการเล่นกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494740

ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์ สาวสวยผู้รักการเล่นกีฬา

โดย…ภาดนุ

ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์ แฮร์มันน์ นางเอกสาวจากละครเรื่อง “เงาเสน่หา” ทางช่อง 8 ดีกรีมิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 2012 เป็นอีกหนึ่งสาวที่รักการออกกำลังกายหลากหลายชนิดมาตั้งแต่เด็กๆ

“ตอนณฉัตรเรียนอยู่ชั้นประถม โรงเรียนที่เรียนอยู่จะมีการสอนว่ายน้ำมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล น่าจะวัย 6 ขวบได้ เด็กคนอื่นพ่อแม่ก็จะให้เล่นสระเล็กๆ เพราะกลัวว่าลูกจะจมน้ำ แต่คุณพ่อ (ชาวเยอรมัน) ของณฉัตรจะจับลงสระใหญ่ตลอด แม้ตอนนั้นยังว่ายน้ำไม่ค่อยเป็น แต่คุณพ่อก็จะฝึกให้เรากล้า ทำให้ณฉัตรว่ายน้ำเป็นแบบจริงจังตอน ป.1-ป.2 แถมตอน ป.4 ยังเคยลงแข่งกีฬาสีด้วย แต่ณฉัตรจะไม่ค่อยชอบการแข่งขันว่ายน้ำสักเท่าไร จะชอบว่ายออกกำลังกายทั่วไปซะมากกว่า

พอขึ้นชั้นมัธยมต้น ณฉัตรก็ไปเข้าชมรมไอกิโด้และเริ่มฝึกซ้อมมาเรื่อยๆ ต่อมาครูผู้สอนได้แนะนำให้ไปเข้าชมรมคาราเต้ของ จ.ภูเก็ต ซึ่งณฉัตรก็เกิดและโตที่นั่น ซ้อมไปสักพักครูก็มาชวนให้เป็นนักกีฬา จึงต้องซ้อมหนักขึ้นและกินนอนอยู่ที่ชมรมเลย ที่ผ่านมาณฉัตรเคยลงแข่งคาราเต้เยาวชนระดับภาคและระดับประเทศ และเคยได้เหรียญจากการต่อสู้และการรำท่าคาราเต้ตอนอยู่ ม.3 และยังเคยลงแข่งในรายการ ‘ภูเก็ต ไทยแลนด์ โอเพ่น’ จนได้เหรียญทองแดง และยังเคยได้เหรียญเงินและเหรียญทองจากการแข่งขันอื่นในประเทศด้วยค่ะ”

ณฉัตรบอกว่า หลังจากเล่นคาราเต้ได้สักพักก็ต้องเลิกไป เพราะด้วยสรีระที่ค่อนข้างจะตัวเล็กและเริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะซ้อมหนัก พักผ่อนน้อย พอขึ้น ม.5 เธอจึงต้องเลิกเล่นคาราเต้ไป

“หลังจากนั้นกีฬาที่ณฉัตรยังคงเล่นอยู่ต่อเนื่องก็คือการว่ายน้ำ ปัจจุบันก็เล่นโยคะ พิลาทิส และเข้าฟิตเนสเป็นประจำ แต่อาจจะไม่ได้ยกเวตสักเท่าไร ส่วนกีฬาล่าสุดที่กำลังเห่อเลยก็คือ สกี ซึ่งมีโอกาสได้ไปหัดเล่นเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นเรียนกับครูได้แค่ 1 ชั่วโมง แต่ด้วยสภาพอากาศที่มีหิมะตกและหนาวมากจึงเล่นได้แค่นั้น เดือนถัดมาก็มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลีกับเพื่อนรุ่นพี่ที่ชอบเล่นสกีเหมือนกันอีก

คราวนี้ก็เลยตั้งใจเต็มที่ เตรียมตัวอย่างดี ใส่ฮีตเทค เสื้อกันหนาวครบ พอเรียนไปได้วันสองวัน ด้วยความที่สกีเป็นกีฬาที่ต้องใช้กล้ามเนื้อขาเยอะมาก พอกล้ามเนื้อขาเราไม่แข็งแรงก็จะทำให้ล้มบ่อย ณฉัตรโกรธตัวเองจนถึงกับไปร้องไห้ในห้องน้ำเลยล่ะ วันรุ่งขึ้นก็เลยหยุดพักแช่ออนเซน 1 วัน จากนั้นก็เริ่มเล่นได้ดีขึ้น เริ่มสกีลงมาจากเนินได้”

สาวสวยบอกว่า หลังกลับจากเกาหลีเธอก็บินไปมาหลายรอบเพราะมีคิวถ่ายละครที่นั่น ต่อมาก็มีโอกาสไปญี่ปุ่น จึงอาศัยช่วงเวลานั้นฝึกเล่นสกีไปด้วย เรียกว่าเป็นกีฬาใหม่ที่เธอชื่นชอบมากที่สุดในตอนนี้

“ณฉัตรว่ากีฬาทุกชนิดที่เคยเล่นมาล้วนให้ประโยชน์แตกต่างกันไป อย่างคาราเต้ เวลาที่อยู่ต่อหน้าคู่ต่อสู้ เราก็ต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับคู่ต่อสู้ตรงหน้า ไม่ว่าจะมีเสียงรบกวนยังไงก็ตาม สมาธิเราก็ต้องนิ่ง หรืออย่างการว่ายน้ำ ประโยชน์ของมันคือช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดการบาดเจ็บของข้อและเอ็นได้ ยิ่งเราเคยเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นมาก่อน (สาเหตุมาจากคาราเต้) และต้องใส่รองเท้าส้นสูงยืนนานๆ เวลาออกงาน การว่ายน้ำก็จะช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ของร่างกายได้ดี เป็นกีฬาที่เล่นแล้วไม่เกิดการบาดเจ็บ แต่ถ้าสาวๆ คนไหนกลัวผิวเสียเพราะคลอรีนก็ควรหาสระว่ายน้ำที่เป็นสระเกลือก็จะดี”

ส่วนประโยชน์ที่ได้จากพิลาทิสก็คือ ช่วยปรับสรีระร่างกายให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง อย่างผู้หญิงหลายคนที่ต้องใส่ส้นสูงตลอดเวลาก็จะทำให้สะโพกแอ่น ซึ่งการเล่นพิลาทิสจะช่วยดึงสะโพกกลับมาให้อยู่ในระนาบเดียวกับซี่โครงซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องได้ ช่วยให้หลังตรงและสามารถปรับบุคลิกภาพเราให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามตัวและหน้าท้องให้กระชับมากขึ้นอีกด้วย เรียกว่าเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์การเล่น แต่เห็นผลได้รวดเร็วทีเดียว”

ณฉัตรทิ้งท้ายว่า สำหรับการเล่นสกีนั้น นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้ผู้เล่นสามารถแยกประสาทในการเล่นได้ และช่วยฝึกสมองในการแก้ปัญหาว่าจะทำยังไงเวลาที่สกีลงมาจากเนินเขาแล้วเจอก้อนหิน เจอต้นไม้ จะหลบเลี่ยงยังไงอีกด้วย สรุปแล้วก็คือกีฬาทุกชนิดล้วนมีข้อดีทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเล่นกีฬาชนิดไหนที่เหมาะสมกับตัวเอง และควรเล่นด้วยความระมัดระวัง…แฟนคลับติดตามได้ที่ IG : nachad_k

 

นัทกานต์ เลิศวัฒนาชัย ความสุขในความพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494738

นัทกานต์ เลิศวัฒนาชัย ความสุขในความพอเพียง

โดย…วรธาร

แม้ในช่วง 20 กว่าปีมานี้จะทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงเป็นส่วนใหญ่ ทว่า นัท-นัทกานต์ เลิศวัฒนาชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิวส์ เพอร์เฟค คอมมิวนิเคชั่น บริษัทที่ปรึกษาและประชาสัมพันธ์ก็ตั้งใจไว้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตในวิถีแห่งความพอเพียงท่ามกลางธรรมชาติและมิตรภาพอันงดงามที่บ้านเกิด อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พร้อมกับครอบครัว

“ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ ก็คิดเหมือนกันว่าพอถึงจุดจุดหนึ่งก็อยากกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงที่อายุเริ่มมากขึ้นและตอนนี้อายุก็มากแล้ว (หัวเราะ) และความคิดนี้มาชัดเจนเมื่อ 4-5 ปีนี้เอง แต่จะกลับไปทำอะไรที่เลี้ยงตัวเองได้ ก็ปรึกษากับสามี พอดีสามีมีที่ดินที่เขาค้อ 3 ไร่ เป็นที่ติดน้ำตกเราเลยทำรีสอร์ทเล็กๆ ชื่อว่าสายน้ำตกรีสอร์ทเริ่มสร้างเมื่อ 3 ปีที่แล้วแต่เพิ่งเป็นรูปร่างในปีนี้”

สำหรับสายน้ำตกรีสอร์ทจะมีทั้งหมด 10 ห้อง แยกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.บ้านไม้ริมน้ำ ถูกสร้างอยู่ริมหน้าผามี 6 ห้อง 2.บ้านถ้ำดินผา 3 ห้อง ถูกจำลองขึ้นในลักษณะคล้ายถ้ำ ถ้าใครชอบบรรยากาศแบบถ้ำและความมืดก็ต้องห้องนี้ 3.บ้านสวนองุ่น แยกออกมาอิสระอยู่ติดกับสวนองุ่น ด้านหน้าเป็นสนามหญ้า มีหลังเดียว

นัทกานต์ เล่าว่า เดิมทีที่ดินตรงนี้มีทั้งหมด 18 ไร่ แต่คุณพ่อของสามีได้บริจาคให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไป 15 ไร่ เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยไปทำวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชต่างๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน จึงเหลือที่แค่ 3 ไร่ติดน้ำตก เธอและสามีจึงนำพื้นที่ดังกล่าวมาสร้างรีสอร์ทโดยที่ไม่ทำลายธรรมชาติ

“อิฐหินปูนทรายใช้เท่าที่จำเป็น เพราะเราเน้นใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ที่ล้อมตัวรีสอร์ทก็ใช้ไม้ยมหอม หลังคารีสอร์ทเพื่อให้ล้อกับธรรมชาติก็ใช้ไม้ไผ่และให้ช่างจาก จ.ปราจีนบุรี มามุงให้ เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องไม้ไผ่ว่าจะต้องอบยังไงแบบไหนเพื่อป้องกันปลวกมอดมาทำลาย ส่วนการตกแต่งภายในก็เน้นกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าไป”

ความพิเศษของสายน้ำตกรีสอร์ทก็คือเวลาที่ทุกคนเปิดห้องออกมาก็จะสัมผัสกับธรรมชาติสวยงามอยู่ข้างหน้าและอากาศที่สดชื่น ด้านขวาเป็นทะเลหมอก ด้านซ้ายเป็นน้ำตก เหนืออื่นใดที่เจ้าของรีสอร์ทต้องการให้ลูกค้าที่มาพักประทับใจและกลับมาพักอีกคือ การทำสวนองุ่นเปิดให้ลูกค้าได้เข้าไปชมและซื้อกลับบ้านจากไร่สดๆ

“เป็นองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส ลูกสีดำ ไม่มีเมล็ด ปลูกไว้ทั้งหมด 3 โรง มี 72 ต้น ที่เลือกปลูกพันธุ์นี้เพราะสามีรู้จักกับพี่คนหนึ่งอยู่ที่โครงการหลวง จ.เชียงใหม่ เป็นเกษตรกรดีเด่นที่ปลูกองุ่นพันธุ์นี้ พี่เขาอาสามาแนะนำและช่วยสอนให้ ตอนนี้ผลผลิตล็อตแรกออกแล้วให้ผลดกดี ลูกโต รสชาติหวานกรอบ นัทกับสามีกำลังจะสร้างแบรนด์ของเราเองในชื่อ ‘องุ่นสายน้ำตก’ ให้ล้อกับชื่อรีสอร์ทด้วย”

นอกจากนี้แล้ว เจ้าของรีสอร์ทผู้รักสุขภาพยังปลูกพืชผักสวนครัวหลายอย่างไว้กินเอง โดยเป็นพืชผักสวนครัวที่ปลูกในเชิงเกษตรอินทรีย์ไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆ ผลผลิตที่ได้เอาไว้กินเองเป็นหลัก และใช้ประกอบอาหารให้ลูกค้า ถ้าเหลือก็เอาไปขาย เช่น ผักสลัด กะหล่ำ มะเขือเทศ พริก และผักสวนครัวอีกหลายชนิด ที่นี่ดินดี ปลูกอะไรก็ขึ้น

เจ้าของสายน้ำตกรีสอร์ท เล่าว่า นักท่องเที่ยวมาเห็นบรรยากาศแบบนี้ทุกคนจะชื่นชอบและรู้สึกตื่นเต้นเนื่องจากพวกเขาสามารถเข้าไปเก็บองุ่นสดๆ จากหน้าสวน หรือเดินเข้าไปชมพืชผักสวนครัวได้ ที่ยิ่งกว่านั้นคือมิตรภาพและน้ำใจเธอก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

“ถ้าลูกค้ามาพักในช่วงที่มีกล้วยออกผลผลิตนักก็ให้กล้วย ถ้ามาในช่วงมีมะละกอเราก็ให้มะละกอฟรีๆ ไม่คิดมูลค่า มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก และนัทชอบชีวิตแบบนี้ ไม่ต้องไปแข่งกับเวลา ไม่ต้องเร่งรีบอะไรมากมาย ได้อยู่กับธรรมชาติแล้วมีความสุข มีบ้างที่เหนื่อยแต่เราก็มีความสุขในวิถีแห่งความพอเพียง รู้สึกผ่อนคลาย เหนื่อยเราก็พัก เย็นเข้านอน ตื่นเช้ามาก็สูดอากาศบริสุทธิ์ ถ้าข้างบนร้อนก็ลงไปข้างล่าง มีเสียงน้ำตกคลอให้เรารู้สึกสดชื่น การอยู่ในวิถีแบบนี้เหมือนเราได้พักผ่อนจริงๆ ค่ะ” เจ้าของสายน้ำตกรีสอร์ท ทิ้งท้ายพร้อมฝากให้ติดตามเพจ “สายน้ำตก รีสอร์ท เขาค้อ”

 

 

‘อี๊พ้ง’ อาสากู้ภัยวัย 80!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494735

‘อี๊พ้ง’ อาสากู้ภัยวัย 80!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล/มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ตั้งตี้ แซ่โง้ว ชื่อเดิมของวราภรณ์ งามประดิษฐกร หากทั้งชื่อตั้งตี้และชื่อวราภรณ์ เชื่อว่าน้อยคนจะรู้จัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อ “อี๊พ้ง” รับรองว่าทั้งคนทั้งผีรู้จักทันที อี๊พ้งคือหนึ่งในสี่ของอาสาสมัครกู้ภัยแห่งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งหรือมูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊งที่ปัจจุบันอายุเกิน 80 ปี และยังคงทำงานอาสาอยู่อย่างแข็งขัน ผู้คนในวงการกู้ภัยจึงรู้จักรักใคร่ ส่วนผีได้ยินชื่ออี๊พ้งเมื่อไหร่ ถ้าไม่เหลียวก็ต้องหัน

เรียกชื่อแล้วผีเหลียวหลัง เพราะอี๊พ้งทำงานอาสาล้างป่าช้า เก็บกระดูกผีไร้ญาติมากว่า 40 ปี หรือครึ่งหนึ่งของชีวิต เรื่องราวของอี๊พ้งเป็นเรื่องราวที่น่าศึกษา เพราะเป็นเรื่องของคนที่พบเจอหัวใจตัวเอง หัวใจที่ขออาสาทำเพื่อผู้อื่น แม้ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าสิ้นลมหาไม่ หมุดหมายแห่งกีหรือไม้เสี่ยงทายศพ อาจหมายถึงหมุดหมายแห่งชีวิตของอี๊เองที่จะได้ติดตามดั้นด้นไป

อี๊พ้งเกิดปีหนูหรือปีชวด พ.ศ. 2479 เกิดและเติบโตขึ้นกลางถิ่นเยาวราช ย่านซอยมิตรพันธ์ บิดามารดาเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาตั้งรกราก บิดาเปิดร้านขายกาแฟเล็กๆ ส่วนมารดาเป็นแม่บ้าน ช่วยค้าขายและดูแลลูกชายหญิงทั้งหมดจำนวน 8 คน อี๊พ้งเป็นลูกสาวคนสุดท้อง อัธยาศัยใจคอเก่งกล้าแต่เด็ก ช่วยพ่อแม่ทำกินขยันขันแข็ง

“ตอนเด็กๆ ไปรับจ้างห่อทอฟฟี่ โตขึ้นมาหน่อยไปเรียนเย็บเสื้อ เรียนที่โน่นที่นี่หลายที่” อี๊พ้งเล่า

เนื่องจากครอบครัวจีนไม่นิยมให้ลูกผู้หญิงเรียนหนังสือ อี๊พ้งจบแค่ ป.4 อี๊พูดไทยไม่ค่อยได้ ประกาศนียบัตรใบแรกและใบเดียวในชีวิต คือประกาศนียบัตรการตัดเย็บที่วัดเจ้าฟ้า ได้วิชาเย็บเสื้อเย็บกางเกงกระโปรงแถมด้วยการตัดผ้าม่านเป็นวิชาหาเลี้ยงชีพมาจนทุกวันนี้

บิดาอายุได้ 90 กว่าปีก็จากไป ส่วนมารดาอายุยืนถึง 80 ปีเศษ พี่น้องล้มหายตายจาก ปัจจุบันอี๊อายุ 82 ปี อยู่ตัวคนเดียว ไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว ถามอี๊ทำไมถึงไม่แต่งงาน เค้าโครงหน้าของอี๊น่ามอง ย้อนกลับไปวัยสาวเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง อี๊ยิ้มอายๆ ตอบว่า ไม่ได้แต่งก็เพราะ “อี๊เป็นคนชอบเล่น ชอบอยู่ชอบไปคนเดียว ไม่อยากอยู่กับใคร”

ปัจจุบันมีความสุขดีในบ้านเช่าหลังเล็ก(มาก) ย่านพระราม 4 อาศัยอยู่กับเพื่อนผู้หญิงที่เย็บผ้าเหมือนกันอีก 1 คน เฉพาะเสาร์-อาทิตย์เพื่อนจึงจะกลับมาอยู่ด้วย บ้านทั้งหลังมีโทรทัศน์เครื่องหนึ่ง เก้าอี้ตัวหนึ่ง และจักรเย็บผ้าอีกตัวหนึ่ง

แล้วอี๊มาอาสากู้ภัยล้างป่าช้าได้อย่างไร จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ก็เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้ชักชวนอี๊ไป “ช่วยเขา” ล้างป่าช้าที่กบินทร์บุรี อี๊บอกด้วยน้ำใสใจคอว่า ไม่กลัว ไม่ยาก ไม่เหนื่อยและสนุก คำว่าสนุกของอี๊ตีความได้ว่า รู้สึกดีมากที่ได้ช่วย “คน” หรืออันที่จริงคือผี ที่ไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรๆ เพื่อตัวเองได้อีกแล้ว

“เราได้ช่วยเขา ได้ทำให้เขาในสิ่งที่เขาไม่มีวันทำได้ด้วยตัวเองอีก”

อี๊เฉยๆ ไม่กลัวผี ก็เพราะคิดว่าเราไม่เคยทำอะไรเขา เรามาช่วยเขา แล้วเราก็ไม่เคยทำร้ายใคร อี๊บอกว่า เฉยๆ กับเขา เขาก็เฉยๆ กับเรา ถ้า “เข้า” ไม่ได้ หมายถึงถ้าเข้าไปในป่าช้าไม่ได้อีก ทำไม่ได้ต่อไป เช่น เหนื่อยหรือมี “อะไร” ก็หยุด ถือหลักว่าไม่เป็นภาระให้ใคร งานที่อี๊ทำเริ่มจากการเตรียมตัวข้ามวัน ส่วนใหญ่ต้องไปนอนค้างคืนหนึ่งก่อน เพราะงานล้างป่าช้าต้องเริ่มแต่เช้า

การล้างป่าช้าคือมิติที่ซ้อนทับ เหมือนการมาประชุมกันของโลกความจริงและโลกความฝัน นัยหนึ่งคือการประชุมกันระหว่างสองภพ ภพมนุษย์กับภพที่ไม่ใช่มนุษย์ ทับๆ กึ่งๆ กันอยู่ พิธีเริ่มด้วย “เซียนวิ่ง” 2-3 คนที่ถือ “กี” วิ่งไป บางคนเรียกไม้กี มีลักษณะเป็นแท่งสามเหลี่ยมเหลา เซียน 2-3 คนทะยานวิ่งนำไปเหมือนลอยละล่อง กีเสี่ยงทายชี้ลงตรงไหนก็ตรงนั้นเองที่มีศพหรือเถ้ากระดูกผี ไม่มีพลาดและไม่เคยพลาด

ตัง-ไซ-หนั่ม-ปักๆๆๆๆๆ (ตะวันออก-ตะวันตก-ใต้-เหนือ) ทิศไหนผีเต็ม ไปทิศนั้นก่อน ฟังอี๊เล่าแล้วเห็นภาพสโลโมชั่นแบบในหนัง เซียนวิ่งหรือเทพประทับทรงไม้กีเมื่อปักไม้ชี้บอกไว้ตรงที่ใด ทีมขุดก็จะตามไปขุด ทีมหนึ่งมี 4-6 คนไม่แน่นอน

งานของอี๊เริ่มจากตรงนี้ ขุดศพห่อศพเสร็จสรรพก็ยกเอาขึ้นมา นำไปล้างทำความสะอาดก่อนจะเรียงเป็นตัวอย่างสวย ทั้งหัวกะโหลกขัดถู อีกกระดูกระยางครบถ้วนและฟันด้วย ฟันสำคัญที่สุด อย่าให้ตกหล่นหาย แล้วก็อย่าถือดีเก็บเอาไป เพราะเจ้าของจะตามทวงคืนถึงบ้าน

ทำไปทำมาก็ยาวนานมาขนาดนี้ อี๊เล่าสบายๆ เหมือนชั่วกะพริบตา งานล้างป่าช้าสำหรับอี๊แล้วเรียกได้ว่าไปมาเกือบทั่วประเทศ ไปหลายที่ไปหลายป่าช้า แต่ที่ไม่เคยพลาดคืองานล้างป่าช้าที่สุสานสมุทรสาครของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งอี๊ถือเป็นสำคัญ ได้มาช่วยงานอย่างยาวนานไม่แพ้ที่ไหน รวมทั้งงานการกุศลอื่นๆ ของมูลนิธิฯ จะมาช่วยงานไม่ขาด

งานสาธารณกุศลต่างๆ เช่น งานเก็บกระดาษ งานกระถางธูป งานแจกหนังสือ แจกถังโรงทาน งานแพ็กของช่วยไฟไหม้น้ำท่วม อี๊ช่วยได้ทุกจุด ได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใดอี๊ตรงเข้าใส่ งานพ่อหลวงที่สนามหลวง 100 วัน อี๊ไปวันเว้นวันจนครบ 50 วัน กระทั่งงานคนสาคูและแจกสาคูมงคลของมูลนิธิฯ วันเกิดหลวงปู่ไต่กงกงเมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาอี๊ก็ขมีขมัน เหน็ดเหนื่อยบ้างตามประสา หากใบหน้าของอี๊ลองดูเถอะ จะพบรอยยิ้มละไมไม่จาง

“ร่างกายหัวใจมอบถวายแด่หลวงปู่ไต่กงกง ไม่คิดว่ายังไม่ได้ทำอะไร สิ่งที่อยากทำได้ทำแล้ว คือการช่วยคนและช่วยผี ชีวิตนี้ไม่เสียใจ” อี๊พ้งเล่า ร่างกายเมื่อเสียชีวิตอุทิศเป็นอาจารย์ใหญ่ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ณิชาภา วชิรอมรเดช วัย 44 ปี หัวหน้าแผนกอาสาบริการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งฯ เล่าว่า เห็นอี๊พ้งผอมบางอย่างนี้ ทว่าแข็งแรงแข็งแกร่ง ขึ้นชื่อว่าอาสาทำงานแล้วไม่เคยเป็นภาระใคร หนักเอาเบาสู้ มาตรงเวลา เอาเป็นว่าเพื่อนร่วมงานรุ่นหลานรุ่นเหลนยังอายก็แล้วกัน

อาภาศรี ชินสกุลพงศ์ หรือน้องโบว์ หนึ่งในเจ้าหน้าที่อาสาบริการ เล่าว่า เจออี๊พ้งตั้งแต่เริ่มมาอาสาใหม่ๆ อี๊เป็นตัวอย่างการทำงานที่ดี รวมทั้งเรื่องส่วนตัวก็น่านับถือ ทั้งความเป็นอยู่ง่ายๆ อยู่ง่ายกินง่ายไม่เรียกร้อง มีน้อยใช้น้อย ไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย

ไม่ลำพังแต่ช่วยผี คนยากคนจนคนลำบากอี๊ช่วยหมด ช่วยได้แค่ไหนก็ช่วยเท่านั้น นั่งรถเมล์จากป่อเต็กตึ๊งกลับบ้านที่คลองเตย ยังเอาข้าวกล่องที่ให้อาสาขอเอากลับมาด้วย เผื่อให้คนขับรถเมล์สายที่อี๊นั่ง เนื่องจากกลับบ้านดึกทีไรเจอคนขับและกระเป๋าไม่มีข้าวกินเสมอ ขอทานหน้ามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือ เจอหน้าอี๊ก็ยิ้มแล้วเนื่องจากรู้ว่าเดี๋ยวจะได้กินข้าว ยาดมหอมๆ อี๊พกติดตัว ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือไว้ดมเอง อี๊ไม่ชอบกลิ่น แต่อี๊พกไว้สำหรับเจอใครที่อยากได้หรือกำลังจะเป็นลม อี๊ควักปั๊บให้เขาไป

ชีวิตความเป็นอยู่ของอี๊ไม่สบายนัก แต่เพราะอยู่ง่ายกินง่าย จึงไม่เดือดร้อน อายุมาก กำลังก็ถดถอยบ้าง การตัดเย็บผ้าม่านไม่ค่อยได้ทำแล้ว อี๊ถนัดไปทางรับซ่อมเสื้อผ้าเล็กๆ น้อยๆ แก้ซิปเปลี่ยนกระดุมทำนองนี้ เงินได้มาพออาศัยกินอยู่ ส่วนใหญ่เก็บสะสมเป็นค่ารถเมล์ในการเดินทางไปล้างป่าช้าหรือทำสาธารณประโยชน์ตามที่ต่างๆ

เรื่องของอี๊พ้ง ถือเป็นแบบอย่างของคนตัวเล็กหากหัวใจยิ่งใหญ่ ไม่มีเงินไม่มีทอง ไม่มีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ แต่น้ำใจดุจสายมหาธาร จิตสาธารณะของอี๊แผ่ไพศาลทั้งกับคนและทั้งกับผีไม่มีญาติ ควรหรือไม่ที่เราจะได้ดูอย่างไว้ ถามตัวเองว่า ได้ทำอะไรแม้เพียงครึ่งหนึ่งของอี๊พ้ง ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่ทรงพลังผู้นี้

 

ดีเอไอแอล ซิสเต็ม ระบบตรวจจับการหกล้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494686

ดีเอไอแอล ซิสเต็ม ระบบตรวจจับการหกล้ม

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 การหกล้มในผู้สูงวัยกลายเป็นปัญหาสำคัญขึ้นเรื่อยๆ จากการศึกษาขององค์กรสุขภาพโลกปี 2555 พบการหกล้มที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตมีจำนวนถึง 424,000 คนจากทั่วโลก จะดีหรือไม่ ถ้าเราสามารถตรวจจับการหกล้ม กิจกรรมต่างๆ และพิกัดตำแหน่งของผู้สูงอายุภายในบ้านได้จากสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว!

สิทธิชัย สุครีพ หนุ่มวัย 34 ปี นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เจ้าของโครงการเล่าว่า การเสียชีวิตจากการหกล้มมากกว่า 80% เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยในระดับต่ำถึงปานกลาง โดยสองในสามของประเทศที่เสียชีวิตเกิดขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากการสำรวจระหว่างปี 2542-2553 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการหกล้มปีละประมาณ 1,600 คน โดยอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สองในสามเป็นบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี และหนึ่งในสามเป็นบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจากการหกล้มเพิ่มขึ้นตามอายุ เพศหญิงส่วนใหญ่หกล้มในบ้าน เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว เพศชายส่วนใหญ่หกล้มนอกบ้าน

สิทธิชัยเล่าว่า งานวิจัยจากทั่วโลกรับรองผลตรงกันว่า การบาดเจ็บจากการหกล้มป้องกันได้ และสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา หากได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที กรณีมีระบบการตรวจจับการหกล้มหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อผู้หกล้ม แล้วทำการแจ้งให้บุคคลในครอบครัว ญาติที่อยู่ห่างไกล หรือแพทย์ประจำตัวของผู้ใช้งานระบบรายนั้นๆ ได้ทราบ ก็จะช่วยได้มาก

 นั่นเป็นที่มาของโครงการพัฒนาระบบการตรวจจับการหกล้ม กิจกรรมต่างๆ และพิกัดตำแหน่งภายในบ้านด้วยสมาร์ทโฟน หรือ DAIL System : Detect the Daily Activities and In-house Locations Using Smartphone System ระบบจะตรวจจับการล้ม ท่าทางต่างๆ และตรวจจับพิกัดตำแหน่งของผู้ใช้งานในรูปแบบเรียลไทม์

เครื่องมือสำคัญคือสมาร์ทโฟน ที่ผู้ใช้งานจะพกไว้ในบริเวณที่กำหนดคือ กระเป๋ากางเกง ต้นขา ต้นแขน และเอว โดยจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข้อมูลจากเซ็นเซอร์วัดความเร่ง (Accelerometer) และความแรงของสัญญาณ Wireless ที่ได้รับมาจาก Access Point (AP) ไปยังเครื่อง Server จากนั้นระบบจะทำการแยกท่าทาง (ของผู้ใช้งาน) และพิกัดตำแหน่งในบ้านด้วยโมเดลที่สร้างขึ้น

“สิ่งที่เราทำเรียกว่า การทำเหมืองข้อมูล หรือดาต้าไมนิ่ง โดยระบบจะทำการประมวลระดับของความเสี่ยง ถ้าเห็นว่าท่าทางของผู้ใช้งานเสี่ยงต่อการล้มลื่น จะแจ้งเตือนด้วยการส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของญาติหรือแพทย์ประจำตัวของผู้ใช้งานรายนั้นทันที”

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถทำการตรวจสอบข้อมูล ตรวจจับท่าทางการล้มหรือก่อนล้ม ย้อนหลังกลับไป พร้อมสอบทานระดับความเร็วและความรุนแรงของการล้ม เพื่อใช้ประกอบการรักษาต่อไปด้วย

“ดีเอไอแอลมีประโยชน์มาก เพราะทำให้เราตรวจจับการหกล้มของผู้ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ สามารถบอกพิกัดและตำแหน่งบริเวณต่างๆ ในบ้าน กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย นั่นหมายถึงเราสามารถควบคุมความเสี่ยงจากระยะไกลได้ ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจากนอกบ้านได้”

ยิ่งไปกว่านั้น อาจนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการดูแลผู้สูงวัย แจ้งเตือนผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ เช่น การนั่ง การนอน การยืนหรือการเดินที่นานกว่าที่กำหนด การบอกพิกัด เช่น ผู้สูงอายุกำลังอยู่ในจุดเสี่ยง ขึ้นลงบันได หรือแอ่งน้ำที่อาจลื่นล้ม ในทางการแพทย์อาจใช้การจำแนกทางเหมืองข้อมูล ตรวจสอบรายงานและสรุปกิจกรรมต่างๆ ตามช่วงเวลาที่เลือกได้ด้วย

 “หัวใจคือการควบคุมการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ ทำให้ดูแลผู้ป่วยจากระยะไกล ไม่มีอะไรที่อยู่นอกเหนือสายตา และไม่มีอะไรที่จะควบคุมไม่ได้อีกต่อไป” สิทธิชัยกล่าวปิดท้าย