‘ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน’ นฤพนธ์ สุดสวาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493621

‘ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน’ นฤพนธ์ สุดสวาท

โดย…พริบพันดาว ภาพ : เฟซบุ๊ก Naruepon Sudsawad

“หอนาฬิกาที่หาช่างซ่อมไม่ได้” เป็นเรื่องสั้นของ นฤพนธ์ สุดสวาท ซึ่งได้รับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ 15 ประจำปี 2557 ทำให้เขาเป็นนักเขียนที่ถูกจับตามองคนหนึ่งในวงการวรรณกรรมไทย

เขาแจ้งเกิดการเขียนด้วยข้อเขียนท่องเที่ยวกึ่งบันทึก ด้วยลีลาและภาษาที่โดดเด่น และมีมุมมองที่แปลกใหม่ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลเรื่องสั้นจากรางวัลกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ การันตี
อีกคำรบหนึ่ง

งานรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดของนฤพนธ์ คือ “ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน” ถูกจับตามองจากบรรดานักอ่าน จากในหนังสือเล่มนี้ที่เขียนบรรยายสรรพคุณไว้ว่า

การวางโครงเรื่อง การจัดองค์ประกอบ การตัดต่อบรรยากาศแบบภาพยนตร์ การตัดปะแบบจิตรกรรมร่วมสมัย ความชาญฉลาดในการใช้ความจริงมาอิงความลวง การสร้างบรรยากาศกึ่งฝันกึ่งพิศวงโน้มนำให้ผู้อ่านพลัดหลงเข้าไปในเรื่องเล่าที่ซับซ้อน ตำนานปรัมปราซึ่งผูกเรื่องวิทยานิพนธ์ ผู้คนพื้นเมือง ข่าวหนังสือพิมพ์ รูปธรรมของสถานที่ที่มีอยู่จริง อันนำไปสู่แก่นของเรื่องที่ซ่อนไว้อย่างมีชั้นเชิง

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เรื่องสั้นบางเรื่องในเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในนิตยสาร Southeast Asian Literature อีกด้วย

นฤพนธ์ บอกว่า การเริ่มต้นเขียนหนังสือของเขาไม่น่าต่างจากคนอื่นนัก เริ่มจากนิสัยชอบอ่าน

“อ่านทุกอย่างจริงๆ นึกภาพออกใช่ไหม ในยุคที่เราไม่ได้มีเครื่องเล่นวิดีโอทุกบ้าน หนังสือเป็นคำตอบที่ดี จนเมื่อชีวิตได้เดินทางมากขึ้น เราพบว่า เอ๊ย! ชาวบ้านตามตะเข็บชายแดน ชีวิตต่างเราจัง โลกไม่สวยอีกแล้ว ทุ่งลาเวนเดอร์มลายหายทันที ทำไมดูเขามีชีวิตที่ลำบากเหลือเกิน แร้นแค้นและถูกเอาเปรียบ

“ผมโตมากับงานนิยายหรือเรื่องสั้นเพื่อชีวิต สารคดีก็ค่อนข้างหนักๆ เลยลองเขียนดูบ้าง ถ่ายทอดสิ่งที่เราไปสัมผัส เจ็บช้ำ ความคับหมองใจที่ผู้คนตามรายทางมีต่อระบบรัฐในประเทศนี้ ถ้าคุณยังพอมีหัวใจที่เป็นมนุษย์อยู่บ้าง เหล่านี้มันจะเร่งเร้าภายในเองว่าคุณต้องเขียนต้องเล่ามันออกมา”

 เขาพูดถึงหนังสือ “ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน” ของตัวเองว่า

“เป็นรวมเรื่องสั้นในรอบห้าปีของผม จนตอนนี้ยังไม่แน่ใจเลยว่ามันดีไหม เขียนบำบัดตัวเองทั้งนั้น ทั้งเรื่องพ่อ ครอบครัว การเมือง ประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เราอ่านพบ สงคราม ความรุนแรง กระทั่งเรื่องผู้หญิง หัวใจบอบช้ำสลายน่ะใช่ แต่เราจะพูดเรื่องนี้ตรงๆ ได้หรือ ใครจะอ่าน ผมเป็นคนที่มีคลังภาษาน้อย ฉะนั้นคนอ่านจะเห็นได้ชัดเลยในเล่มนี้ว่าผมเอาวิธีการเข้ามาช่วย เพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ผมอยากบอก หรืออย่างเรื่องการเมือง คุณพูดให้ตายในโซเชียลไม่มีใครฟังคุณหรอก นอกจากคนที่มีธงการเมืองอยู่แล้วในใจ เราก็เอาเรื่องสั้นมารับใช้ความคิดเรา มันแนบเนียนกว่าไปตะโกนในที่สาธารณะแบบนั้น

“เอาการเดินทางมารับใช้ในงานเขียนเพื่อปัดเป่าสิ่งตกค้างในตัวเอง หนังสือเล่มนี้คงไม่น่าเบื่อนัก มีพื้นที่ของเรื่องกระจัดกระจายกันไปตามสถานที่ต่างๆ มีมิติกาลเวลาเหลื่อมซ้อนกันในบางเรื่อง แนะนำว่า 2-3 เรื่องควรตั้งใจอ่าน มันยาวเกินมาตรฐานเรื่องสั้นทั่วไป เรียกร้องสมาธิพอสมควร”

นฤพนธ์ เปิดใจว่า เขาคาดหวังกับหนังสือเล่มนี้อยู่พอควรว่า จะได้รับการตอบรับจากนักอ่านในด้านบวก

“ค่อนข้างไปทางคาดหวังมาก ระยะเวลาห้าปีนั้นนานพอดู คณะบรรณาธิการใช้เวลาแก้ ถอด รื้อตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา พวกเขาทำงานหนักมาก นักเขียนจะมีอะไรเศร้ากว่าการที่หนังสือออกมาแล้วไม่มีใครพูดถึง เงียบหาย ชีวิตคงวังเวงน่าดู นักเขียนก็แบบนี้ล่ะ มีความทะยานอยากที่จะพามันไปพบคนอ่าน

“ส่วนเรื่องคนอ่านจะเข้าใจสิ่งที่เราเสนอไปไหมก็คงขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่เราเขียนกับสิ่งที่เขาคิดเดินมาบรรจบที่ตรงกลางหรือเปล่า ถ้าลงตัวพอดีก็ถือว่าประสบความสำเร็จ มีคนพูดให้ฟังบ้างในส่วนที่เขาไม่ชอบ ผมก็ครับๆ คุณเป็นนักเขียนจะไปทำอะไรได้ดีกว่าฟัง ใครอ่านจบก็นึกขอบคุณทั้งนั้น ชีวิตแต่ละคนมีไม่มากหรอก หนังสือผมไปขโมยเวลาในชีวิตเขาหลายวัน ควรขอบคุณ”

สุดท้าย เขาย้ำว่า หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญ

“อายุจะสี่สิบแล้ว ควรมีชิ้นงานที่ให้ความรู้สึกว่า นี่ไงการงานแห่งชีวิต เสมือนเป็นอนุสาวรีย์ของตัวเอง”

 

สัมผัสเสน่ห์โปโลชายหาด กีฬาที่ใครก็เล่นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493616

สัมผัสเสน่ห์โปโลชายหาด กีฬาที่ใครก็เล่นได้

โดย…สมแขก

หากคุณยังพอคุ้นกับลีลาควบม้ากับท่วงท่าสะบัดข้อมือก้มตัวลงฟาดลูกบอลในกีฬาที่รายล้อมไปด้วยสาวสังคมชั้นสูงในละครย้อนยุคได้แล้วละก็ คงพอคุ้นเคยกับคำว่าขี่ม้าโปโลอยู่บ้าง ภาพที่เห็นจนชินตาถูกถ่ายทอดผ่านละครว่าขี่ม้าโปโลเป็นเกมกีฬาของไฮโซ หรือคนมีเงิน ซึ่งย้อนไปราวกว่า 100 ปีก่อน คนไทยเริ่มรู้จักกีฬาชนิดนี้ในชื่อ ขี่ม้าตีคลี เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นนำและชาวต่างชาติ จนมีการสร้างสนามม้าฝรั่ง หรือปัจจุบันคือ ราชกีฑาสโมสร นั่นเอง

ดังนั้น ภาพของกีฬาขี่ม้า หรือขี่ม้าโปโล จึงถูกตีกรอบให้เป็นกีฬาของคนรวย แต่สำหรับ โอม-นารา เกตุสิงห์ เลขาธิการสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย เจ้าตัวเป็นนักกีฬาขี่ม้าและเป็นตัวแทนคนไทยเข้าร่วมแข่งขันขี่ม้าโปโลชายหาด ณ ชายหาดหัวหิน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อธิบายให้เห็นภาพของกีฬาขี่ม้า ว่า “แต่ถ้าจะพูดให้ถูก นี่คือกีฬาของคนรักม้า เหตุผลเพราะขี่ม้าไม่ได้เป็นกีฬาสวยงามหรือมีเงินอย่างเดียวก็ทำได้ ขี่ม้าเป็นกีฬาที่เหนื่อย ต้องอดทนสูง ฝึกซ้อมหนัก เป็นกีฬาที่ทีมเรานอกจากคนแล้วก็คือม้า ความท้าทายคือการสื่อสารระหว่างเรากับม้า ฉะนั้นต้องมีใจรักถึงจะอยู่บนหลังม้าได้นาน”

หากให้เจาะจงที่กีฬาขี่ม้าโปโลชายหาดหนึ่งเดียวในประเทศไทยและรายการเดียวในภูมิภาคเอเชีย ในชื่อรายการเอเชียน บีช โปโล แชมเปี้ยนชิพ 2017 (Asian Beach Polo Championship 2017) จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 แล้ว โดยกลุ่มบริษัท บี.กริม ร่วมกับ พราว เรียล เอสเตท และอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ชิงถ้วยประทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และการเลือกเมืองหัวหินเป็นสถานที่จัดกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติ นอกจากทัศนียภาพสวยงาม และมีมนตร์เสน่ห์ของการขี่ม้าเลียบหาดหัวหิน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหัวหิน รวมทั้งมีพื้นที่หน้าชายหาดที่กว้างและทรายที่ละเอียด อัดตัวแน่นเหมาะกับการแข่งขัน

โอม บอกว่า การแข่งขันนี้เป็นเกมที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักกีฬาขี่ม้ามากขึ้น ก่อนจะขยายความเพิ่มเติมว่า กีฬาขี่ม้าโปโล หนึ่งทีมประกอบด้วยผู้เล่น 4 คน แต่ด้วยสนามที่เล็กสามารถปรับเปลี่ยนให้เหลือ 3 คนได้ การตีจะเหมือนฮอกกี้ คือ ตีให้เข้าประตูของฝั่งตรงข้ามเป็นการทำคะแนน ใครได้คะแนนมากที่สุดก็ชนะไป

กีฬาขี่ม้าโปโล เป็นเกมการแข่งขันที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว และดุดัน แข็งแกร่ง เป็นเกมที่ดุเดือด โอกาสกระทบกระทั่งระหว่างม้ากับผู้เล่นจึงมีอยู่ตลอดเวลา แต่ความท้าทายและเสน่ห์เฉพาะของการแข่งขันกีฬาขี่ม้าบีช โปโล หรือโปโลชายหาด คือต้องมีการคำนวณและดูเวลาน้ำขึ้น-น้ำลงในแต่ละปี เพื่อใช้พื้นที่บริเวณหาดทราย หลังจากที่น้ำทะเลลดลงจนได้ระดับที่เหมาะสมในการแข่งขัน

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนใช้ลูกโปโลยางคล้ายลูกฟุตบอลขนาดเล็กแทนลูกโปโลปกติ แต่ยังคงใช้กติกาการแข่งขันตามมาตรฐานสากล “สำหรับคนดู ผมว่าดูไม่ได้ยาก การทำเข้าประตูนับหนึ่งคะแนนไปเรื่อยๆ ชายหาดพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่ทำให้ผู้ชมสนุกสนาน เพราะได้เห็นจริง แต่สนามใหญ่ๆ คนเล่นอาจจะสนุก แต่คนดูอาจจะอยู่ห่างมองเห็นไกลๆ แต่นี่คืออยู่ใกล้และส่งเสียงเชียร์

ชักก้าคือการแบ่งช่วงเวลาการเล่น ส่วนใหญ่หนึ่งชักก้าคือ 7 นาที เกมหนึ่งจะเล่น 4-6 ชักก้า ทุกๆ หนึ่งชักก้านักกีฬาจะเปลี่ยนม้าเพื่อความสมบูรณ์ของม้า ถามว่าจะมาเล่นขี่ม้าโปโล หรือโปโลชายหาดต้องมีพื้นฐานอะไร แน่นอนว่าพื้นฐานคือรักกีฬาและรักสัตว์ ถ้าขี่ม้าเป็นมาก่อนก็จะทำให้ฝึกง่ายขึ้น ผมไม่ได้มีพื้นฐานจากโปโล แต่เป็นนักกีฬาขี่ม้าข้ามสิ่งกีดขวางมาก่อน มาได้ทำงานและเรียนรู้กีฬาโปโลก็ง่ายกว่าต้องมาเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่ถามว่ายากไหมก็ไม่ยาก ก็เหมือนกีฬาขี่ม้าทุกคนที่ซ้อมและรักสัตว์ ก็เล่นได้แล้วครับ”

“กีฬาขี่ม้าออกกำลังทุกส่วนอยู่แล้ว จะเหนื่อยด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ต้องฝึกอะไรเพิ่มเติม ยกเว้นคนที่จะออกกำลังกายอย่างอื่นเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ตัวเองเฉพาะ แต่ถามว่าต้องฟิตอะไรมากเป็นพิเศษ ไม่ต้อง เพราะขี่ม้าคือกีฬาที่ออกกำลังกายได้ทุกส่วนอยู่แล้ว” โอม ทิ้งท้าย

 

 

อดิศร อินคต เกษตรเต็มเวลาคือความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493614

อดิศร อินคต เกษตรเต็มเวลาคือความสุข

โดย…สมแขก ภาพ อดิศร อินคต

จากเด็กหนุ่มที่เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเจอกับสาวนิติศาสตร์ที่สนใจงานด้านการเกษตรอินทรีย์ ทำให้เขาต้องตกกระไดพลอยโจนมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว อดิศร อินคต วัย 31 ปี เพิ่งเขียนเรื่องราวของตัวเองและแฟนสาว นฤมล เทพวรรณ์ ลงในเว็บบอร์ดชื่อดัง และตั้งแฟนเพจชื่อ เกษตรท้ายบ้าน เพื่อบอกกล่าวญาติพี่น้องเพื่อนพ้องที่รู้จักว่าพวกเขาสองคนกำลังทำงานที่มีความสุขมาก ผลพลอยได้คือทั้งสองคนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวหัวใจสีเขียวอีกไม่น้อยทีเดียว

“ผมจบวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แฟนผมจบนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ตอนแรกพวกเรามาทำงานประจำที่กรุงเทพฯ แต่แฟนผมเขาสนใจและตั้งใจอยากทำเกษตรอินทรีย์ที่บ้านมาเสมอ เขาศึกษา เก็บความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ผมไม่สนใจเลย จนกระทั่งเราสองคนตัดสินใจกลับไปทำงานประจำที่ จ.เชียงราย บ้านเกิดของเขา แต่ก็ทำได้ไม่นาน ก็ตัดสินใจลาออกอีกครั้งเพื่อหวังจะเป็นเกษตรกรเต็มเวลา” อดิศร เล่าจุดเริ่มต้นของเกษตรท้ายบ้าน

 “ในช่วงแรกเราสองคนคิดว่าจะหาทุนเพื่อไปทำการเกษตร ก็เลยไปขายเสื้อผ้าก่อนหวังว่าจะทำไปพร้อมกันได้ แต่ทำไม่ได้ เพราะต้องออกไปขายของตามตลาดนัด ช่วงแรกได้กำไร แต่มีช่วงที่รายได้ตกเหลือวันละ 70 บาท ทำให้เราสองคนตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะหยุดขายของและทำเกษตรจริงจัง” เจ้าของเพจเกษตรท้ายบ้าน บอกอีกว่า เงินกำไรที่ได้จากการขายเสื้อผ้าเขานำมารักษาอาการป่วยของแฟนสาวที่เกิดจากอาการแพ้ยา “การหยุดอยู่บ้านทำให้ผมต้องเริ่มทำเกษตรจริงจัง”

จากคนที่ไม่เคยเชื่อว่าเกษตรกรรมจะทำให้ยั่งยืน กลัวว่าทำแล้วทุนที่เหลือน้อยนิดจะจมไปกับผืนดินที่อาจยังไม่งอกเงยในทันที บวกกับเสียงคำถามมากมายที่ถาโถมเข้ามา ทำให้อดิศรท้อหลายต่อหลายครั้ง “เราเริ่มปลูกผักจากท้ายบ้านของเราเป็นพื้นที่ว่างเปล่า เราปลูกผักแปลงเล็กๆ สองแปลงปลูกมะเขือเปราะเจ้าพระยา ผักบุ้ง ฯลฯ เริ่มได้ผลผลิตก็เอาไปขายในตลาดที่ขายผักอินทรีย์ แต่ไม่มีใครซื้อเลย ทำเกษตรอินทรีย์คนที่บ้านก็ตั้งคำถาม คนในหมู่บ้านก็สงสัย เหมือนกรอกหูเราตลอดว่าทำไม่ได้ ไปไม่รอด แรกๆ ผมก็คิดเหมือนกัน

“ช่วงแรกๆ เรารับไม่ได้ โมโห และเสียใจตลอด เราคิดว่าเรากลับมาพัฒนาบ้านเกิด ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้ แต่เวลาและประสบการณ์ทำให้เราใจเย็นขึ้น จัดการอารมณ์ได้เร็วและมีสมาธิกับงานมากขึ้น พยายามไม่คิดแทนคนอื่น แต่รู้ตัวว่าเราคิดและทำอะไรอยู่ก็พอ พอเราผ่านอุปสรรคด้วยกันมา ผมกับแฟนก็ปรึกษาและวางแผนกันใหม่ เปลี่ยนจุดขายเป็นตลาดสดธรรมดาๆ คนเดินเยอะกว่าพอมีรายได้กลับเข้ามา ครั้งแรกคือ 500 บาท/เดือน เราขายทุกวันพระ อาทิตย์ละหนึ่งวัน เราทำไปหนึ่งปีกว่าๆ ตอนนี้เรามีรายได้ 5,000 บาท/เดือน แม้จะน้อยกว่าเงินเดือนที่พวกเราเคยได้ 3 เท่า แต่มันมีความสุขที่ตอนทำงานประจำเราไม่เคยมี”

อดิศร เล่าอีกว่า ความฝันของเขาไม่ใช่การมีเงินเยอะ แต่คือการได้ทำงานกับครอบครัว สิ่งที่เขาค้นพบหลังจากได้ลงมือทำงานเกษตรเต็มตัวคือ การพบว่าตัวเองกินผักเก่งทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ชอบกินผักเลย “ผมพบความสุขจากการทำงานนี้จากตอนแรกไม่เคยเชื่อว่ามันจะไปรอด มันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้จับดิน ปลูกต้นไม้ อยู่กับน้ำ และสิ่งสำคัญคือได้ทำสิ่งเหล่านี้กับคนที่เรารัก ความเปลี่ยนแปลงของผมคือก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบกินผักเลย แต่พอเรามาปลูกผักทำให้ผมลองชิมผัก ทำให้รู้สึกว่าผักที่เราปลูกมันรสชาติดีกว่าผักที่เราเคยกินมา เลยชอบกินผักที่เราปลูกมากเป็นพิเศษ (หัวเราะ)”

จากที่ดิน 1 งานหลังบ้าน ปลูกกล้วย ผักบุ้ง มะเขือ ทั้งสองคนเริ่มขยายงานไปในพื้นที่ใหญ่ขึ้น คือที่ดินของฝ่ายหญิงจำนวน 5 ไร่ เริ่มขุดสระน้ำ เลี้ยงไก่ไข่ และทำนา “การทำนาเป็นการทดสอบความรู้ทั้งหมดของเราเลย เรารู้ทันทีว่าไม่พร้อมสำหรับการทำนา อุปสรรคมากมายสอนเรา การทำอินทรีย์ 100% ก็ต้องต่อสู้กับความคิดเก่าของคนที่ทำมาก่อน แต่พอเราให้กำลังใจกันและกัน ก็กลับมาสู้ใหม่ ยิ่งทำยิ่งสนุก ได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ได้เข้าใจศาสตร์พระราชา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มากขึ้น เข้าใจเพราะลงมือทำอย่างแท้จริง และเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำ คือการสร้างความยั่งยืนให้ครอบครัว”

หนึ่งวันของสองหนุ่มสาวที่วันนี้คือเกษตรกรเต็มเวลาเริ่มต้นจากตีสี่ครึ่ง และจบที่ฟ้ามืดเกือบทุกวัน “เราตื่นเช้าเพื่อไปปลูกต้นไม้ในที่นา เป็นช่วงที่เราปรับพื้นที่ ดังนั้นเรายังต้องปลูกต้นไม้อยู่ จากนั้นก็ดูแลไก่ที่เลี้ยงไว้ ให้อาหาร ดูสุขภาพ จากนั้นก็จะกลับมาทำงานในร่มหลังบ่ายโมง เช่น ดูแลต้นกล้าที่เพาะไว้ ทำปุ๋ยหมักไปจนถึงเย็น ออกไปดูแลแปลงผักท้ายบ้าน เตรียมดินปลูกต้นไม้ ก่อนจะพักผ่อน

“เป้าหมายของเราสองคนคือเลี้ยงตัวเองได้ มีผลผลิตหมุนเวียนทำให้สิ่งที่เราทำยั่งยืน ความสุขของผมทุกวันนี้คือการได้ทำงานกับแฟน นี่คือเป้าหมายของผม ผมได้ทำงานด้วยกัน ปรึกษากันวางแผนหาทางออกเมื่อเจอปัญหา ทุกอย่างไม่เคยราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว แต่งานนี้สอนพวกเราว่าถ้ามีใจใหญ่พอ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ เงินทุนน้อยก็สามารถทำได้ ถ้าไม่ตั้งใจก็ล้มเหลว” เจ้าของเพจเกษตรท้ายบ้าน สรุป

 

 

สุดารัตน์ เทียรจักร์ ผู้ชนะโชคชะตาด้วยปาฏิหาริย์ที่สร้างเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493611

สุดารัตน์ เทียรจักร์ ผู้ชนะโชคชะตาด้วยปาฏิหาริย์ที่สร้างเอง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

“ฉันไม่เคยมีความฝันอยากจะดำน้ำมาก่อน” ประโยคแรกของคำนำผู้เขียนบันทึกไว้ ในหนังสือที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจเรื่อง How deep is your dream

องุ่น-สุดารัตน์ เทียรจักร์ ผู้เขียนวัย 26 ปี ได้รวบรวมเรื่องราวตั้งแต่การตั้งเป้าหมายในชีวิต ไปจนถึงการพบเจอคนที่คอยช่วยนำทางและฝ่าฟันหาวิธีการเพื่อไปถึงมัน

ปี 2547 เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้กระดูกสันหลังทับเส้นประสาทไขสันหลังบริเวณคอ ร่างกายไร้ความรู้สึกและสั่งการไม่ได้ ต้องนอนอยู่แต่บนเตียง นั่งอยู่บนวีลแชร์ และขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอได้ลุกขึ้นมาหัดจับปากกาอีกครั้ง และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตหลังอุบัติเหตุเรื่องพลังที่ซ่อนอยู่

“พอมีความฝันอยากเขียนนิยายก็ต้องเริ่มตั้งแต่หัดเขียนใหม่ เพราะมือไม่มีแรง ต้องค่อยๆ จับปากกา ขยับมือเขียนบันทึกเป็นไดอารี่ไปเรื่อยๆ จนสามารถรวบรวมเป็นหนังสือเรื่องหลังที่ซ่อนอยู่ได้ เกี่ยวกับเรื่องราวหลังอุบัติเหตุว่ารู้สึกยังไงบ้าง สู้ชีวิตมายังไงบ้าง เป็นหนังสือเกี่ยวกับความหวังและทำให้เราต้องยอมรับความจริงไปด้วย อีกอย่างคือ เราเป็นคนพิการจะออกไปทำงานอื่นจะยาก สิ่งที่พอทำได้ที่บ้านโดยไม่ต้องเดือดร้อนใครก็คือ การเขียนบันทึกด้วยปากกาไปเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังเขียนอยู่สะสมเป็นสิบๆ เล่มแล้ว” องุ่น กล่าว

ความฝันอยากเป็นนักเขียนได้สำเร็จลุล่วงถึงเล่มที่ 2 ซึ่งเล่มนี้ได้เล่าถึงความฝันอีกอย่างกับการอยากเป็น “นักดำน้ำ” เธอเล่าว่า ตนอยากรู้ว่าตอนที่ร่างกายลอยอยู่ในน้ำนั้นจะรู้สึกอย่างไร ทำให้เธอพยายามขยับตัวเพื่อลุกออกจากเตียง ทำให้ต้องออกแรงเข็นวีลแชร์เอง ทำให้ได้คิดและลองทำอะไรหลายอย่างเพื่อหาทางออกไปจากจุดเดิมๆ

“ตอนที่ประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องสู้ เพราะเรายังมีความหวังว่าเราจะหาย เราไม่รู้จักโรคที่เราเป็น และเราก็เชื่อตามหมอที่เขาให้กำลังใจว่าเดี๋ยวก็หาย เรามีความหวังอยู่ตรงนั้น แต่พอนานๆ เข้าก็ต้องยอมรับแล้วว่า เราคงไม่หายกลับไปเป็นเหมือนคนอื่น และต้องอยู่กับมันให้ได้ หลังจากนั้นเราก็เริ่มมีเป้าหมายในชีวิตอย่างอื่นและเริ่มทำตามฝันนั้นให้สำเร็จ ซึ่งนอกจากจะได้เป็นนักเขียนแล้ว ตอนนี้องุ่นสามารถทำตามฝันได้อีกอย่าง คือ การดำน้ำ”

เธอเล่าต่อว่า จุดเริ่มต้นของการดำน้ำเกิดจากอยากไปเที่ยวทะเล แต่ถ้าไปทะเลอย่างเดียวคงไม่สนุก เธอจึงอยากรู้ว่า ร่างกายอย่างเธอจะสามารถเล่นน้ำทะเลหรือดำน้ำตื้นได้หรือไม่ เมื่อตั้งใจเช่นนั้นเธอจึงเริ่มพัฒนาตัวเอง ทั้งออกกำลังกายและทำกายภาพบำบัดเพื่อให้ร่างกายพร้อมมากที่สุด ทั้งที่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ปี 2558 เธอเป็นผู้ชนะกิจกรรมก้าวออกจากฝัน (แล้ว) สร้างสรรค์ให้เป็นจริงของเว็บไซต์ pantip.com ร่วมกับสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จนได้ไปดำน้ำแบบสกูบาตามฝัน องุ่นต้องเรียนดำน้ำกับนักดำน้ำและนักกายภาพที่สามารถดำน้ำได้เพื่อความปลอดภัย โดยก่อนลงทะเลจริงเธอต้องทำธาราบำบัดและฝึกอยู่ในน้ำให้คุ้นชิน ซึ่งเธอได้ค้นพบว่า ชอบมันมาก

“การอยู่ในน้ำคือความรู้สึกอิสระ” เธอกล่าวต่อ “ทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เอง ได้ทิ้งรถเข็นที่ติดตัวเรามานาน เพราะน้ำทำให้เราตัวเบาเหมือนสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ตอนครั้งแรกที่ได้ลงดำน้ำลึก 6 เมตรไม่รู้สึกกลัว เพราะองุ่นมั่นใจกับคนที่พาเราลงไป และมันเป็นความรู้สึกใหม่ รู้สึกอัศจรรย์ และอยากอยู่ใต้น้ำนานๆ นอกจากนี้ การได้ไปทะเล (เกาะราชา) อีกครั้งหลังจากเคยไปตั้งแต่ตอนเด็กๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีใจมาก เพราะเราเป็นคนแพร่ ไม่เห็นทะเลบ่อยๆ และคราวนี้องุ่นไปทะเลแบบที่เดินไม่ได้ มันแตกต่างจากเดิม แต่ก็น่าตื่นเต้นกว่าเดิม แค่เห็นริ้วทรายใต้น้ำองุ่นก็รู้สึกดี แค่มีน้ำผ่านตัวเราก็รู้สึกว่ามหัศจรรย์แล้ว”

การดำน้ำทุกครั้ง เธอต้องมีบัดดี้เป็นนักดำน้ำและนักกายภาพลงไปพร้อมกัน คนหนึ่งช่วยจับถังออกซิเจน และอีกคนคอยอยู่ข้างๆ โดยเธอเคยดำน้ำมาแล้ว 7 ไดรฟ์ ไดรฟ์ที่ลึกที่สุดคือ 12 เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับนักดำน้ำระดับโอเพนวอเตอร์

“การอยู่ใต้น้ำทำให้เรามีสมาธิ ได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง เห็นสิ่งที่ผ่านตาเราไปอย่างชัดเจน และรู้สึกสบาย บางคนอาจรู้สึกอึดอัดใต้น้ำ แต่ถ้าเราสามารถควบคุมตัวเอง มีสมาธิ มันก็จะเกิดเป็นความรู้สึกที่ดี”

การเดินทางครั้งนี้สามารถช่วยตอบสิ่งที่เธอสงสัยว่าร่างกายสามารถทำอะไรได้ หรือไม่ได้บ้าง และทำให้เธอไม่นำข้อจำกัดที่ตัวเองมีมาใช้เป็นข้ออ้างที่จะละทิ้งความฝันหรือสิ่งที่อยากทำต่อไป การดำน้ำยังทำให้เธอรู้ว่า เธอสามารถไปไหนก็ได้และทำอะไรก็ได้ เพียงแค่เตรียมพร้อมและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด

“องุ่นต้องยอมรับตัวเองที่เป็นแบบนี้และปรับชีวิตให้เป็นไปตามสิ่งที่เป็นอยู่ องุ่นชอบการเดินทางเพราะเวลาเจอปัญหาหรือรู้สึกน้อยใจกับโชคชะตา พอได้ไปเห็นโลกภายนอกจะทำให้เรารู้ว่าปัญหาของเราเป็นแค่เรื่องนิดเดียว และชอบท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน แต่อยากมีเป้าหมายที่ทำให้กล้าออกไปทำอะไรใหม่ๆ ออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ถึงแม้ว่าเป้าหมายจะทำให้เราผิดหวังที่ไม่สามารถทำได้ แต่เราก็ยังดีใจที่ชีวิตยังมีเป้าหมายอยู่”

นอกจากนี้ องุ่นยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้พิการที่คิดว่าโชคชะตาไม่เข้าข้าง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

“ชีวิตคนเราไม่มีข้อจำกัดจริงๆ ขนาดองุ่นขยับร่างกายไม่ได้แต่สามารถลงไปดำน้ำได้ สามารถว่ายน้ำได้เอง ซึ่งองุ่นคิดว่า ร่างกายของเรามีเรื่องที่เราเองยังไม่รู้อีกเยอะ และการได้เจอคนที่รู้ก็ทำให้เราขยายโลกตัวเองให้กว้างขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือการส่งต่อแรงบันดาลใจ เพราะหลังจากที่เราสามารถทำได้แล้ว ก็มีกลุ่มคนพิการที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ลงดำน้ำเหมือนกัน” รวมถึงการเขียนหนังสือที่เธอต้องใช้เวลากว่า 2 ปีก่อนกลับมาเขียนได้เหมือนเดิม

“How deep is your dream เป็นหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์การดำน้ำขององุ่นเอง ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เล่มแรกในท้องตลาด แต่องุ่นอยากสื่อสารให้ทุกคนเห็นว่าการดำน้ำไม่ใช่เรื่องยาก และโลกใต้น้ำในเมืองไทยสวย สำหรับคนพิการ หรือคนธรรมดาที่มีความฝัน หรือสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ อยากให้อ่านเรื่องขององุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่องุ่นอยากให้ทุกคนลองกลับไปทำหรือเริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ของตัวเอง องุ่นคิดว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ แค่ต้องใช้เวลา แค่ต้องใช้โอกาส แค่ต้องใช้ความพยายาม”

กระทั่งย่อหน้าสุดท้ายของคำนำผู้เขียนได้บันทึกไว้ว่า จนถึงตอนนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณร่างกายตัวเองด้วยซ้ำที่ช่วยให้ฉันเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำได้ แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ อย่างการขยับตัว การลุกขึ้นจากที่นอน หรือเรื่องยากๆ อย่างการดำน้ำใต้ทะเลลึก ถ้ามีความตั้งใจและความพยายามแล้ว คนเราก็สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองได้เสมอ อย่างเป้าหมายต่อไปในชีวิต เธออยากเดินทางแบ็กแพ็กไปต่างประเทศกับคุณแม่สองคน

“องุ่นเชื่อในทฤษฎีต่อจุด วันนี้เราอาจจะมีจุดหมายจุดนั้นอยู่ แต่เรายังทำไม่ได้ เราก็ทำจุดที่ทำได้อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วสักวันหนึ่งมันอาจจะไปถึงจุดนั้นก็ได้ เหมือนที่องุ่นกำลังต่อจุดโดยเริ่มจากตัวเอง เริ่มหัดเขียน เริ่มทำกายภาพบำบัด เพราะองุ่นเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่า จุดหนึ่งของตัวเองจะไปอยู่ใต้ทะเล แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วและเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ชีวิตขององุ่นสมบูรณ์ขึ้น และเมื่อมันมีจุดต่อไปหรือจุดใหม่ที่ยังมองไม่เห็น เราก็จะไม่รู้สึกกลัว ถึงแม้ว่ากราฟชีวิตขององุ่นจะไม่เหมือนคนธรรมดาที่จะเรียนจบ ทำงาน แต่งงานมีครอบครัว ซึ่งจุดขององุ่นในมุมหนึ่งอาจดูว่างเปล่า แต่จริงๆ แล้วมันไม่ว่างเปล่าเลย แค่เรายังมองไม่เห็นจุดนั้นเท่านั้นเอง” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามจุดอื่นๆ ขององุ่นได้ทางเพจเฟซบุ๊ก A ngun อินสตาแกรม a_ngun_st และหนังสือทั้งสองเล่มของเธอ

 

 

เดินหน้าพัฒนาวัสดุก่อสร้าง ‘รักษ์โลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493559

เดินหน้าพัฒนาวัสดุก่อสร้าง ‘รักษ์โลก’

โดย…ปอย

 เทคโนโลยีสะอาด (Cleantech) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่เป็นเทรนด์โลก ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายแห่งมองหานวัตกรรมเข้ามาตอบโจทย์

เช่นเดียวกับนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ขานรับโจทย์จากโรงงานผลิตรองเท้าแตะ เอาพลาสติกเหลือทิ้งมาพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียว พร้อมเดินหน้าพัฒนา “วัสดุก่อสร้างรักษ์โลก” แบบครบวงจร

ประชุม คำพุฒ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) อธิบายรายละเอียดการผลิตวัสดุจากการก่อสร้างในแนวทางรักษ์โลก ซึ่งเป็นโจทย์มาจากโรงงานรองเท้าแตะที่มีของเหลือจากการผลิตเป็นเศษรองเท้าพลาสติกจำนวนมาก สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่ามากขึ้นนำมาใช้ในวงการก่อสร้างตึกอาคารได้แข็งแรง

 ประชุม เริ่มต้นกล่าวในเรื่องนี้ว่า กระแสรักษ์โลกวันนี้มีเรื่องให้คิดค้นใหม่ๆ มากมาย เช่น เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) ก็มีหลากหลายสาขา อาทิ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water Efficiency) การใช้พลังงานจากของเสีย (Waste to Energy) พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) หรือการบริหารจัดการของเหลือทิ้ง (Waste Management)

โดยที่คณะวิศวกรรมโยธา นักวิจัยเลือกเศษพลาสติกจากรองเท้าเป็นวัสดุหลักสู่คอนกรีตบล็อกมวลเบา ชูจุดเด่นที่น้ำหนักเบา ต้นทุนถูก แต่ผู้ประกอบการไม่นำของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตต่อยอด

ในฐานะนักวิจัย ประชุม มุ่งมั่นผลักดันในเชิงพาณิชย์เพื่อขยายการใช้ประโยชน์ไปในวงกว้างขึ้นอีกด้วย จึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาวัสดุก่อสร้างสีเขียวแบบครบวงจร

“ไทยมีโรงงานรองเท้ามากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้โอกาสสำหรับวัสดุที่เป็นเศษพลาสติกมีมาก ในขณะที่ความต้องการวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์ปัญหาของอุตสาหกรรมก่อสร้างที่สะดวก ใช้คนน้อยลง เพราะขาดแคลนแรงงาน ทำให้เรามีโอกาสที่จะต่อยอดเชิงพาณิชย์มาก จึงจับมือผู้ประกอบการก่อสร้างขนาดเล็กนำงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาสิ่งเหลือใช้ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น” ประชุม กล่าวถึงที่มาที่ไปของการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นมิตรต่อโลกสีน้ำเงินใบนี้

 นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เน้นจุดเด่นของการใช้วัสดุธรรมชาติมาเสริม หรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คิดค้นไม่หยุดยั้ง

เช่น “เพเฟอร์” แผ่นผนังดินอัดสำเร็จรูป ไม่ละลายน้ำ และมีการยึดเกาะของโมเลกุลดี ง่ายต่อการขนส่ง พร้อมจุดเด่นคือ ต้านทานการชะล้างสูง เนื่องจากบ้านดินมักเจอปัญหาที่ไม่ทนน้ำ ตอบโจทย์บ้านดินสำหรับพักอาศัย รวมถึงบ้านพักอากาศหรือรีสอร์ทที่เน้นเชิงอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน ที่จะช่วยให้บ้านเย็นเมื่ออากาศร้อนและบ้านอุ่นเมื่ออากาศเย็น

“โคโค่กรีน” จากผลพลอยได้ของโรงงานแปรรูปมะพร้าว ทั้งเถ้ากะลามะพร้าว เส้นใยมะพร้าว ขุยและกากมะพร้าว รวมถึงกล่องยูเอชทีมาเป็นส่วนผสมสำคัญผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสปีดวอลล์ ผนังมวลเบาสำเร็จรูปก่อสร้างเร็ว ความหนาแน่นต่ำ แต่ยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบาเพียง 50% ของผนังคอนกรีตสำเร็จรูป ใช้แรงงานคนในการติดตั้งได้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องจักร

ชุดผลิตภัณฑ์ก่อสร้างผลงานของ มทร.ธัญบุรี คิดค้นเหล่านี้เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ผนวกการนำของเหลือทิ้งหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน

 

 

ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ ‘ทำไป พักไป’ ในชีวิตหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493555

ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ ‘ทำไป พักไป’ ในชีวิตหลังเกษียณ

โดย…วรธาร

 ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ อาจารย์สอนดนตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่รู้จักผ่านหนังสือ 25 เล่ม ที่เขียนเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และผ่านเสียงเปียโนเพลงไทยอันไพเราะที่บรรเลง

ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา ศ.ดร.ณัชชา สรรค์สร้างผลงานชั้นยอดที่เป็นต้นแบบจนเป็นที่ยอมรับในวงการอุดมศึกษาของประเทศ

แน่นอนว่า การทำงานหนักมาตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน ในปีนี้ถึงจะมีอายุครบ 59 ปี และในปีหน้าจะมีอายุครบ 60 ปี ได้วางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างไร? ทำงานต่อไปหรือหยุดทำงาน หรือตั้งใจจะทำอะไร?

“ดิฉันคิดไม่ออกว่าตั้งใจจะทำอะไรหลังเกษียณ คงเหมือนชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่เคยวางแผน อยากทำอะไรก็ทำ ชอบอะไรก็ทำ ไม่ชอบก็ไม่ทำ เผอิญสิ่งที่ดิฉันชอบเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ดิฉันเจริญก้าวหน้า สมัยเป็นนักเรียนก็ชอบเรียนหนังสือ ต่อมาในวัยทำงานก็ชอบทำงาน ชอบสอนหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ ในชีวิตไม่เคยคิดว่าตัวเองขาดอะไรนะคะ เพราะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว

 “ดิฉันรักงานดนตรี รักงานศิลปะ รักงานหนังสือ รักชีวิตในมหาวิทยาลัย รักสังคมวิชาการ ดิฉันก็ได้สัมผัสครบหมดทุกอย่างแล้ว หลังเกษียณก็จะทำงานเหมือนเดิมต่อไป เพราะคงไม่อยากทิ้งสิ่งที่เรารักไปทำอย่างอื่น งานที่ดิฉันทำไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ อยู่บ้านก็ทำได้ บรรยากาศที่บ้านดีกว่าด้วยซ้ำ ได้ดูแลบ้านด้วย เพียงแต่จะทำช้าลงตามสังขาร ไม่หมกมุ่นมากเกินไป เรียกว่า ‘ทำไป พักไป’ น่าจะเป็นชีวิตหลังเกษียณของดิฉันค่ะ”

ศ.ดร.ณัชชา บอกว่าในอนาคตอาจจัดเวลาเดินทางท่องเที่ยวบ้าง ปีละครั้งสองครั้ง ต่างจังหวัดบ้าง ต่างประเทศบ้าง แต่เที่ยวแบบเหมาะกับวัย ทำทุกอย่างช้าๆ ไม่เสี่ยง เลือกไปในที่ที่มีสิ่งที่เราพอใจ ดนตรี ศิลปะ อาหาร ต้นไม้ใบหญ้า อากาศ ช็อปปิ้ง เป็นต้น

“ปีหน้าจะประเดิมวัย 60 ด้วยการไปเที่ยวปารีสกับเพื่อนสนิท”

เป็นอาจารย์มาถึง 34 ปี บารมีที่สั่งสมมาจนถึงวัยเกษียณ ทำให้อาจารย์รุ่นใหม่มองว่า ศ.ดร.ณัชชา เป็นที่พึ่งได้ เป็นหลักให้อาจารย์ดนตรีทั่วประเทศ ทั้งเรื่องการสอนหนังสือ การเขียนหนังสือ การทำวิจัยสร้างสรรค์ การสร้างผลงานทางวิชาการในรูปแบบต่างๆ

 “สุดท้ายของคุณค่ามนุษย์ ก็คือ คุณสามารถช่วยส่วนรวมได้แค่ไหน คุณสร้างคุณประโยชน์ให้ส่วนรวมมากน้อยเพียงใด ถ้าถามว่าดิฉันอยากต่ออายุราชการหรือไม่? ดิฉันคิดว่าหน่วยงานควรตอบคำถามนี้มากกว่า คนอย่างดิฉันจะมีประโยชน์กับภาควิชาต่อไปหรือไม่ ดิฉันคิดเสมอว่าถ้าไม่มีเราเขาก็อยู่กันได้ ดิฉันคงไม่ดิ้นรนอยากต่อสัญญาจ้างเพียงเพราะเสียดายเงินเดือน

“หลังเกษียณมีอะไรให้ทำอีกมาก วันนี้ก็คิดว่าจะทำงานเขียนหนังสือกับงานเปียโนเพลงไทยต่อไป แต่วันหน้าถ้าเกิดเบื่อขึ้นมา ก็จะเลิกทำ พอแก่ตัวแล้วดิฉันอาจอยากทำอย่างอื่นก็ได้ อะไรก็ไม่แน่ไม่นอนค่ะ ขอให้ทำแล้วมีความสุข ที่สำคัญคือต้อง ‘ทำไป พักไป’ เพื่อสุขภาพ”

 

สมศักดิ์ ชลาชล วิวรรธน์ เกษมอมร ช่วยกันยกระดับ ‘เรื่องของผม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493549

สมศักดิ์ ชลาชล วิวรรธน์ เกษมอมร ช่วยกันยกระดับ ‘เรื่องของผม’

โดย…ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 คู่ดูโอบนเวที โชว์สาธิตการทำสีในงานเปิดตัวสีผม Schwarzkopf Professional Essential Looks SS2017 คอลเลกชั่นชื่อ Strong Bond เร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเรเนซองส์ จ.ภูเก็ต ท่ามกลางเจ้าของซาลอนมีชื่อเสียงทั่วประเทศที่มาเรียนรู้เชิงสัมมนา

โดยมีไอคอนแห่งวงการช่างผมไทย สมศักดิ์ ชลาชล แนะเทรนด์แฟชั่นด้วยมุมมองอัพเดทช่างไทยไปให้ล้ำก้าวให้ทันโลกสากล เป็นการทำงานร่วมกับมืออาชีพที่ยกให้เป็นกุญแจความรู้เรื่องเทคนิคสีผม วิวรรธน์ เกษมอมร ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค ชวาร์สคอฟ แบรนด์คุณภาพของประเทศเยอรมนี ให้ข้อมูลเทคนิคการทำสีซีซั่นนี้มาพร้อมกับสีเหลืองเลมอน ไม่ใช่แค่เหลืองพาสเทลธรรมดาๆ สีนั้นเอาต์ไปแล้ว

ป๋อง-วิวรรธน์ ทำงานดูแลพาร์ตเนอร์คือให้ความรู้ซาลอนทั่วประเทศอย่างมืออาชีพ “ครูสมศักดิ์” คือแกนหลักแห่งวงการช่างผมไทยทุกๆ คน ก้าวตามความสำเร็จ เป็นสองเส้นทางทำงานที่ได้มาบรรจบกันอย่างสตรอง

ครู (ต้อง) เป็นแกนหลัก

“เริ่มรู้จักกัน ตอนนั้นป๋องเป็นนักเรียนโรงเรียนเสริมสวยเกตุวดี ผมเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น ฐานะเราจึงเริ่มต้นด้วยความเป็นครูและนักเรียนมาโดยตลอด ซึ่งป๋องก็เคารพศรัทธาครูมากในเรื่องการเป็น ‘ผู้ให้’ เรารักการให้ความรู้ศิษย์ เขาก็มีเราเป็นไอดอลตลอดเวลาที่เขามาทำงานในวงการแฮร์สไตลิสต์ ผมก็ได้มองเห็นแววความเป็นครูของเขาฉายชัดเจน เขามีความเป็นครูสูง เราเป็นพวกชอบให้ความรู้คนเหมือนๆ กัน จนกระทั่งเมื่อป๋องทำงานที่ชวาร์สคอฟ และผมได้เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์แบรนด์ การทำงานจึงสนับสนุนกันมาโดยตลอด

“ป๋องมีฝีมือไต่เต้าตำแหน่งงานขึ้นเรื่อยๆ จนได้เป็นระดับหัวหน้าของการทำสีผม-คัลเลอร์ลิสต์ เราอยู่ในสายตากันเสมอสนับสนุนกันอยู่ในเชิง ใช้คำนี้ได้เลย คือเขาก็มองเราทำไมอยู่กับชวาร์สคอฟมาตลอด 10-20 ปี ระบบงานก็ย่อมปรับเปลี่ยนผู้บริหารไปเรื่อยๆ นะครับ กี่ชุดไม่รู้กี่ชุด แต่ครูสมศักดิ์ก็ยังอยู่กับแบรนด์นี้ไม่ไปไหน

“ถ้าเอ่ยชื่อ วิวรรธน์ เกษมอมร คือผู้เชี่ยวชาญสีผมระดับประเทศไปแล้วนะครับ ก็ย่อมธรรมดาว่ามีคนติดต่อซื้อตัวเขาตลอดเวลา ผมก็บอกลูกศิษย์คนนี้ว่า วันนี้เราไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน หรือเพื่อตัวเองแล้วนะ แต่เป็นการทำงานเพื่ออุตสาหกรรมช่างเสริมสวย เพื่อยกระดับความงามในระดับประเทศทำให้ทุกคนประจักษ์โดยมีครูเป็นแกนหลัก ทุกๆ ครั้งที่มีการชักชวนป๋องไปทำงานแห่งใหม่ ผมบอกป๋องเสมอว่าความแข็งแกร่งไม่ได้ขึ้นมาเพียงวันเดียว เช่นเดียวกับกรุงโรมซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นมาเพียงวันเดียว ผมสร้างแบรนด์ปีหน้าก็ครบ 3 ทศวรรษแล้วนะครับ (บอกด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ) ด้วยปรัชญา 3 คำ จริงใจ จริงจัง เจนจัด แล้วด้วยความรักในอาชีพในองค์กรก็จะทำให้เรามีทั้งความมั่นคงและชื่อเสียงตามติดมา

“สำคัญมากครับ ความรักความจริงใจในองค์กร ความจริงจังทำซ้ำในศาสตร์ในเทคนิคบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเจนจัด การงานทำให้เราไปศึกษาเทรนด์ผมคู่กันทั่วโลก

“สกิลเรื่องทำสีเขาเก่งระดับประเทศอยู่แล้ว ส่วนเราเป็นเรื่องคัตติ้ง จึงมีโอกาสได้ไปเรียนรู้เรื่องนี้คู่กันเสมอโดยเฉพาะเทรนด์ในยุโรป ก็ไม่เคยพร่ำสอนกันแต่ครูพูดเสมอๆ ว่า… ทฤษฎีของครูสมศักดิ์ คือทำซ้ำๆ ทำเรื่อยๆ มันจะเกิดครีเอทีฟ แล้วมันก็จะตามมาด้วยนวัตกรรม การรู้ลึกรู้จริงศึกษาเรื่องหลักในเวลาสิบๆ ปี จะเป็นการทำให้เรามีค่า ขณะที่คนรุ่นใหม่เขาคิดไม่เหมือนเรา เขาออกไปหาเงินเดือนใหม่ๆ เรื่อยๆ แต่รู้ลึกรู้จริงไหมไม่การันตี

“ครูสอนลูกศิษย์เสมอเรื่องช่างทำผม มี 2 กะ คือ กะเทย กับกะหรี่ (บอกยิ้มๆ นิ่งๆ) แต่ภาพนี้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันคนเข้าวงการแฮร์สไตลิสต์ คือคนรู้จริง เรียนจริง ช่างผมไทยหลายๆ คนจบจากสถาบันระดับโลก วิดัล แซสซูน ผมก็ทำให้เห็นว่าแม้ผมไม่มีโอกาสไปในจุดนั้น แต่ทดแทนด้วยการเรียนจบปริญญาเอก โดยไม่ใช่แค่ให้คนมาเรียกดอกเตอร์อย่างนั้นอย่างนี้ ผมเรียนเพื่อไม่อยากให้ใครมองแค่อีกะเทยช่างผม การเรียนทำให้คนยอมรับเราโดยแท้จริง ครูชอบสอนแทรกจรรยาบรรณคนมีวิชามีฝีมือเราจะมั่นใจในความรู้ตัวเองอัตโนมัติ (คราวนี้ยิ้มใจดี) ไม่เป็นช่างไปหลอกคนทำสีผมสีโน้นสีนี้แล้วผมเขาพังทั้งหัว

“ครูสอนเรื่องอาชีพแต่ไม่เคยแตะต้องใครในเรื่องส่วนตัว แต่ไหนแต่ไรไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตใคร ถือหลักชีวิตใครชีวิตมัน ใครมีปัญหาเรื่องผัวเรื่องเมียไปแก้ไขปัญหากันเอาเอง (หัวเราะ) ถ้าดุก็เพราะรักแต่ไม่เคยดุใครนะ ลูกศิษย์จึงเกรงใจโดยเฉพาะป๋องนิสัยช่างเกรงใจคน ม-า-ก แต่ครูไม่มัวมานั่งเกรงอกเกรงใจใครจะพูดตรงไปตรงมาถ้าเรื่องงาน เขาก็ได้เรียนรู้เรื่องนี้จากเราด้วย

“ก้าวต่อไปผมกำลังยกระดับในทางกฎหมายให้ช่างผมไทยทุกคนต้องมี License ส่วนป๋องก็ไปในเส้นทางของเขาคือเรียนรู้หาความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคนิคสีผม ซึ่งการสนับสนุนกันและกันคือความเชื่อมั่นว่าเราพากันไปไกลได้ เป็นสองแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและช่างผมทุกคนต้องใช้ในระดับอาเซียน แฮร์สไตลิสต์ไทยเก่งกาจไม่แพ้ใคร”

ครูสอน (ผม) เสมอ

“ช่วง 7 ปีที่ผ่านมานี้ ผมสนิทกับครู-ดร.สมศักดิ์ มากขึ้นจากที่ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่ได้สนิทสนมกันมากนักนะครับ แต่เมื่อได้เป็น ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคชวาร์สคอฟ ต้องเดินทางไปศึกษาอัพเดทเทรนด์ผมทุกซีซั่นในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ร้านใหญ่ร่วมเดินทางไปคือร้านชลาชล ซึ่งถือเป็นพาร์ตเนอร์รายใหญ่ในการทำงานร่วมกัน

“ครูคือไอคอนของวงการแฮร์สไตลิสต์ในเรื่องทัศนคติเกี่ยวกับการสร้างอาชีพช่างเสริมสวยอุตสาหกรรมผมให้ได้แข็งแกร่ง มั่นคง และเป็นไอดอลของผมในความเป็นครู ซึ่งด้วยหน้าที่ของผมต้องไปฝึกสอนช่างในซาลอนต่างๆ ทั่วประเทศ เกี่ยวกับเทคนิคนวัตกรรมสีผมใหม่ๆ ทุกๆ ซีซั่น ครูสอนผมเสมอๆ ครับว่า หน้าที่นี้คือครู คือคนส่งผ่านข้อมูลที่ไม่แค่ชัดเจนถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการสอนจากใจ

“การเดินทางไปในทั่วโลกด้วยกัน ไม่ใช่แค่ไปเปิดโลกเห็นสิ่งแปลกใหม่แต่เป็นการพัฒนาตัวเอง พัฒนาช่าง เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ไม่ใช่แค่ในแบรนด์ชลาชล แต่เราแบ่งปันความรู้ไปในซาลอนต่างๆ ด้วย

“ผมเรียนหลักสูตรช่างทำผมกับโรงเรียนเสริมสวยเกตุวดี ตอนเป็นวัยรุ่นจบปริญญาตรีก็ได้ไปทำงานโรงแรมที่ประเทศออสเตรเลีย ค่าตัดผมที่นั่นแพงมาก กลับมาก็อยากทำร้านทำผม เพราะคุณแม่มีร้านเสริมสวยที่ จ.ราชบุรี แม่เหนื่อยมากกับงานเสริมสวยผู้หญิงที่ค่อนข้างจุกจิก กว่าจะสวยถูกใจทั้งช่างทั้งลูกค้า

“แต่ผมไม่คิดว่าเรียนปริญญาด้านบริหารธุรกิจแล้วมาผิดทาง ทำไมไม่เรียน วิดัล แซสซูน ไม่เคยเสียดายมานั่งคิดอะไรแบบนั้น กลับคิดด้วยซ้ำนะครับว่าอาชีพช่างผมของแม่ทำไมไม่มีระดับโพรเฟสชันนัลกว่านี้ ก็คิดในใจมาตลอดกระทั่งมาเจอครูที่มีเป้าหมายร่ำเรียนให้ได้ระดับ Ph.D. ดร.สมศักดิ์ ไอคอนคนนี้ของวงการผมไทย

“จากภาพแรก สมศักดิ์ ชลาชล สังคมจ๋ามากไม่กล้าเข้าใกล้ (หัวเราะ) แต่พอได้ใกล้ชิดก็ได้เห็นอีกหลายๆ ภาพ การได้เดินทางด้วยกัน ก็ได้เห็นภาพชีวิตการงานที่ครูวางตัวปกติ ไม่หวือหวา ครูให้โอกาสบอกสอนลูกศิษย์เสมอๆ เป็นธรรมชาติมาก ไม่เคยดุ เราก็ไม่เกร็ง ครูทำทุกอย่างเพื่อยกระดับช่างผมไทยสู่สากล อย่างเช่นการเรียนก็เพื่อการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การเอาดีกรีไปโอ้อวดใคร หรือการพัฒนาช่างให้มีใบประกาศนียบัตรประกอบวิชาชีพ ครูก็จริงจังมากครับ นี่คืออีกภาพที่เหนือระดับกว่าภาพไฮโซ

“ปรัชญาช่างที่ครูย้ำบอกคือ จริงใจ จริงจัง เจนจัด ความจริงใจทำให้เราไม่หลอกใคร ความจริงจังครูเน้นให้ผมเตรียมข้อมูลทำการบ้านก่อนไปสอนเทคนิคต่างๆ แล้วก็จะเกิดความเจนจัดพัฒนาในอาชีพของเราต่อไป สีผมคอลเลกชั่น Strong Bond ผมกล้าบอกเลยครับ ช่างไทยทำเก่งไม่แพ้ฝรั่ง แล้วเหนือกว่าคือเราใส่รายละเอียด ผมภูมิใจมากที่ได้สอน เพราะจากแต่เดิมเราเรียนรู้กันแบบหาประสบการณ์ในร้าน ครูพักลักจำ แต่ข้อมูลถูกต้องที่แบรนด์เราส่งให้จะทำให้วงการแกร่งขึ้น

“ครูคอยสนับสนุนตลอดบอกเสมอครับว่า ก้าวแรกเราไปให้ได้ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่างและซาลอนอาเซียนต้องรู้จักเรา สตาร์ทให้ได้สตรองก่อน แล้วก้าวต่อไปตามมาแน่นอน”

 

กมลวรรณ วิปุลากร ท่องเที่ยวเพิ่มประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493547

กมลวรรณ วิปุลากร ท่องเที่ยวเพิ่มประสบการณ์

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

กมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERAWAN) ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมเครือข่ายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ผลประกอบการผูกติดกับการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไม่เพียงธุรกิจที่ผูกพันกับการท่องเที่ยวแต่ไลฟ์สไตล์ของเธอนั้นก็ชอบท่องเที่ยว ชอบรับประทานเพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่เช่นเดียวกัน

“การเที่ยวหรือสรรหาของกินนั้นทำให้เห็นพฤติกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ในร้านอาหารที่นำมาใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าของโรงแรมได้ด้วย”

วันทำงานส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ไปไหนมากเมื่อเลิกงานจะมองหาร้านอาหารไทยเพื่อรับประทานอาหาร

สำหรับวันหยุดเธอชอบท่องเที่ยวในประเทศตามที่ต่างๆ และหากเป็นวันหยุดยาวก็จัดทริปไปต่างประเทศกับลูกสาววัย 14 ปี ที่กำลังเรียนอยู่เยียร์ 9 (มัธยม 2) โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ เพื่อได้ใกล้ชิดทำความเข้าใจเพื่อให้การสนับสนุนลูกให้ถูกทาง

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาช่วงลูกสาวปิดเทอมในการท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์ ถ้าหากไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดจะเน้นท่องเที่ยวเพื่อดูวิถีชีวิตชาวบ้าน และหากไปต่างประเทศก็เพื่อไปใช้ชีวิต ส่วนใหญ่โดยจะเน้นท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์

“ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนอยากให้เขาทำกิจกรรม จะวางแผนล่วงหน้าทำอะไรบ้าง โดยเน้นเรื่องกินเป็นหลัก ส่วนตัวเองชอบรับประทานอาหารที่ร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ อยากเข้าใจวิธีการของร้านที่ได้รางวัลเหล่านี้ว่าต่างจากร้านอาหารทั่วไปอย่างไร เพื่อเป็นประสบการณ์ แต่ถ้าชอบรับประทานก็จะเป็นอาหารไทย อยากให้ลูกมีประสบการณ์ร่วมกับเรา จึงพิถีพิถันในทุกทริป อยากให้เขาสัมผัสทั้งทางสายตา รสชาติ และกลิ่น”

สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศยังไปได้ไม่ครบ ส่วนใหญ่ไปเมืองท่องเที่ยว ขณะที่ลูกสาวชอบเล่นกีฬาคือฟุตบอล เคยไปดูช้างศึก ไปสนามฟุตบอลต่างๆ

การท่องเที่ยวในต่างประเทศสนใจหมดทุกประเทศ แต่เด็กมักจะชอบสิงคโปร์เพราะมีกิจกรรมมาก ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น โดยจะเดินทางเที่ยวเอง โดยที่ญี่ปุ่นไปเกือบทุกเมืองเพราะเดินทางง่าย ไปกันเป็นครอบครัวไปกับพี่น้องที่มีลูก จัดเป็นทริปครอบครัว

ปีนี้ช่วงสงกรานต์ ปิดเทอมใหญ่ไปสหรัฐที่เป็นประเทศที่มีธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ท่องเที่ยวเองได้วางแผนขับรถเที่ยวเอง ดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศเป็นอย่างไร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ

“ที่จริงอยากให้เขาเรียนที่อังกฤษตั้งแต่เยียร์ 8 แต่เขายังไม่อยากไป ก็ตามใจเขา ด้านวิชาการโรงเรียนบ้านเราสู้ได้ แต่อยากให้เขามีประสบการณ์ใช้ชีวิตเมืองนอก เป็นการฝึกฝนทักษะการใช้ชีวิต แต่โรงเรียนเมืองไทยก็โอเค มีประวัติการเรียนที่ดีคิดว่าจบแล้วน่าจะเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีได้”

นับว่าเป็นหญิงแกร่งครบสูตร ดาบก็แกว่งเปลก็ไกว

 

‘มดอาสาสนามหลวง’ กองทัพมดหัวใจยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493544

‘มดอาสาสนามหลวง’ กองทัพมดหัวใจยิ่งใหญ่

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

 เลิกถามได้แล้วว่า เราจะทำอะไรเพื่อใครอย่างไร คำแนะนำคือทำเลย ทำไปเลย ทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าดี

แต่ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรละก็ อาจลองเดินเข้าไปหาเครือข่ายที่ใกล้ที่สุด เพราะพวกเขาอาจกำลังรอคอยคุณอยู่ เพื่อให้คุณได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจิตอาสาซึ่งคุณจะจดจำไปจนวันตาย

วิรุณ มานะเจริญยิ่ง หรือ ฟอง นักศึกษาปี 3 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อายุ 20 ปี หนึ่งในกองทัพมดอาสา เล่าให้ฟังถึงโครงการมดอาสาสนามหลวงว่า ในครั้งแรกเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรืออย่างไร? แต่เมื่อได้ลงรายชื่อในโครงการมดอาสาของมหาวิทยาลัย เขาก็ตั้งหลักได้

“ในอดีตผมก็คงเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ที่ยังไม่รู้ว่าจะวางตัววางตนไว้ตรงไหนในสังคม แต่เมื่อได้เข้ามาศึกษาในสถาบันนี้ ผมคิดว่าผมรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จุดยืนของตัวเอง รู้ว่าจะทำประโยชน์ให้กับสังคมนี้ได้อย่างไร” ฟอง เล่า

สำหรับโครงการมดอาสา มจธ. คือโครงการเปิดกว้างสำหรับนักศึกษาจิตอาสา มหาวิทยาลัยเป็นแกนหลักในการประสานงานและรวบรวมกิจกรรมที่น่าสนใจ ตั้งแต่การทำงานเพื่อชุมชนในด้านต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า วิศวกรรม นวัตกรรม ฯลฯ รวมทั้งงานอาสาชุมชน “มดอาสาสนามหลวง”

มดอาสาสนามหลวง จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการจัดงานแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณท้องสนามหลวง เป็นการทำกิจกรรมอาสา 100 วันเต็ม หรือในช่วง 100 วันแรกของการแสดงความอาลัย ช่วงเดือน พ.ย. 2559-ม.ค. 2560

ได้ชื่อว่าเป็นกองทัพมดงานที่เดินกันเต็มสนามหลวงในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะแมสคอตหรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นมด เนื่องจากที่ตั้งสถาบันอยู่ที่บางมดนั่นเอง นำมาซึ่งกองทัพมดจิตอาสาหลายร้อยคนที่สลับสับเปลี่ยนกันมา ทำงานแจกจ่ายน้ำดื่ม ยาดม และขนมขบเคี้ยวสำหรับประชาชนผู้เดินทางมาถวายสักการะที่สนามหลวงตลอด 100 วันเต็ม

“มดงานแจกจ่ายงานกัน มีทีมทำยาดม ทีมแจกยาดม ลูกอม ขนม น้ำ ตัวยาดมเราทำเอง มีทีมขนน้ำ นำของไปแจก ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพมด”

สำหรับฟอง เขาลงชื่อไปทุกครั้งที่ว่างจากตารางเรียน นั่นคือทุกบ่ายวันพุธ รวมทั้งวันเสาร์-อาทิตย์ที่ไปทั้งวัน รถมหาวิทยาลัยจะขนส่งทีมมดไปที่ท้องสนามหลวงวันหนึ่งๆ หลายรอบ รอบละ 30 คน ไปถึงก็เดินแจกตามเต็นท์ อากาศร้อนมาก

 “ของที่เราเอาไปหมดเร็วมาก เป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะยาดม เพียงชั่วโมงเดียวของทุกอย่างก็แจกหมด” ฟอง เล่า

ฉัฐวีณ์ เฉลิมโชติวงศ์ หรือมาย วัย  21 ปี นักศึกษาปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด มจธ. เล่าให้ฟังว่า เธอเป็นนักศึกษาทุนเพชรพระจอมเกล้า รู้สึกดีที่ได้ทำงานจิตอาสา เพราะเหมือนได้ตอบแทนสถาบันซึ่งให้ทุนเล่าเรียน

“หนูเป็นนักศึกษาทุนเพชรพระจอมเกล้า พอเห็นโครงการมดจิตอาสา ก็รีบลงรายชื่อ ตั้งใจทำทุกอย่างที่เราอาสาทำได้ ก่อนหน้านี้ก็ไปช่วยงานวิศวกรรมไฟฟ้าที่โรงเรียนยากไร้แห่งหนึ่งที่โคราช”

มาย เล่าว่า ที่ มจธ.จะมีงานอาสาของแต่ละภาควิชา และงานอาสาขาของมหาวิทยาลัย เด็กๆ นักศึกษาสามารถมีส่วนร่วมได้หมดถ้าต้องการ เช่น การทำความสะอาดวัดหรือโรงเรียน กิจกรรมต่างๆ มีผลดี ทำให้ทุกคนได้ฝึกตนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดี ขณะเดียวกันงานบางอย่างก็เหมือนได้ฝึกงานไปด้วย

“จิตอาสา เราได้เสียสละ อย่างน้อยก็คือเวลา เราสละเวลาเพื่อได้ทำเพื่อผู้อื่น ได้ฝึกตัวเองในการทำงาน รู้สึกดีๆ กับการเสียสละเพื่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่ลืมได้ยากค่ะ”

 

ศุภชัย รัตนโอภาส สืบทอดธุรกิจแบบคลุกวงใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493543

ศุภชัย รัตนโอภาส สืบทอดธุรกิจแบบคลุกวงใน

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนที่ไม่ได้สร้างธุรกิจเองแต่เป็นผู้ร่วมสืบทอดกิจการ หลายคนอาจมองเขาเหล่านั้นว่าโชคดีที่ไม่ต้องสร้างก็มีพร้อมทุกอย่าง แต่กิจการที่ได้รับช่วงมานั้นไม่อาจอยู่คงทนถาวรได้ ถ้าคนที่รับช่วงต่อไม่สามารถรักษาและต่อยอดสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ได้ ในขณะที่คู่แข่งพัฒนาขึ้นทุกวัน

ศุภชัย รัตนโอภาส หรืออี้ ผู้ช่วยประธานบริหาร โรงแรมเอ-วัน กรุงเทพฯ และพัทยา หนึ่งในทายาทธุรกิจโรงแรมไทยแท้เป็นหนึ่งในผู้รับช่วงต่อธุรกิจ โดยที่ผ่านมาได้เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจโรงแรมครอบครัวร่วมกับคุณพ่อ (สมชัย รัตนโอภาส) ผู้สืบทอดรุ่นก่อนแล้วเกือบ 5 ปี

วิธีเรียนรู้ของอี้ไม่ใช่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารโรงแรมเลย แต่อี้ใช้วิธีสร้างประสบการณ์ตรงเป็นลูกจ้างเชนโรงแรมใหญ่ พร้อมหาช่องทางเรียนรู้เพิ่มเติมสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ รวมถึงใช้ความชอบที่ตัวเองมีผสมผสานกันสร้างสิ่งใหม่ให้โรงแรมในกลุ่ม

อี้ ระบุว่า ก่อนเริ่มทำงานที่โรงแรมเอ-วัน ก็ไปทำงานเป็นพนักงานส่วนหน้าของโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท และพนักงานเสิร์ฟอาหารที่โรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน สิงคโปร์ จากประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่าคนทำงานโรงแรมที่ดีจะมีความคิดอย่างไร เครือโรงแรม (เชน) ระดับนานาชาติที่ทำราคาห้องพักได้แพงมีกระบวนการคิดแบบไหน พอกลับมาทำงานให้โรงแรมเอ-วัน ก็ได้รับมอบหมายให้ทำฝ่ายขาย เพราะคุณพ่อมองว่าฝ่ายนี้คือหัวใจหลัก ทำมาเรื่อยๆ จนเข้าใจระดับหนึ่ง ประกอบกับช่วงนั้นเอ-วันกำลังลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ระดับ 5 ดาวที่ไม่เคยทำมาก่อน ชื่อ มิตร บีช รีสอร์ท ทำให้เริ่มรู้สึกว่าหากรู้ลึกเรื่องการขายอย่างเดียวคงไม่พอ

อี้ มองว่า กลุ่มเอ-วันยังมีจุดอ่อนด้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนหนึ่งเพราะคุณพ่อเก่งด้านการตลาด รู้ว่าจะหาลูกค้ามาอย่างไร แต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องอาหาร อี้จึงตัดสินใจขอไปเรียนด้านการทำอาหารที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต

เมื่อไปสมัครเรียนจุดประสงค์ของอี้ชัดเจนว่าไม่ได้เรียนเพื่อทำอาหารเก่ง แต่เพื่อจับจุดให้ถูกว่าหัวใจสำคัญของการทำอาหารอยู่ที่ไหน วัตถุดิบที่ดีเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่คนทำอาหารต้องมี อี้เรียน 2 คอร์สเกี่ยวกับการทำอาหารฝรั่งเศส หลังจบแล้วไม่ได้กลับมาคิดสูตร หรือเป็นเชฟลงมือประกอบอาหารเองเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โรงแรม แต่นำประสบการณ์เรียนมาประยุกต์ใช้ด้านการจ้างงานเชฟที่จะมาทำงานกับโรงแรม กลับมาวางระบบการคัดเลือกเชฟให้ดีขึ้น

เดิมวิธีจ้างเชฟของคุณพ่อ คือ สัมภาษณ์ว่าเคยมีประสบการณ์ทำงานกับโรงแรมไหนมาก่อน แต่อี้เปลี่ยนวิธีคัดเลือกให้เชฟทดลองทำอาหารให้ชิมเลย ภายใต้วัตถุดิบที่มีให้แบบไม่บอกล่วงหน้า อี้มองว่าวิธีนี้ช่วยให้ได้เห็นการทำงานของเชฟผ่านสายตาผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูกระบวนการทำอาหาร ว่าเชฟที่สมัครใช้วัตถุดิบที่มีได้ดีแค่ไหน มีความสะอาดในทุกขั้นตอนประกอบอาหารแค่ไหน

อี้ กล่าวว่า การมีโรงแรม 5 ดาวแห่งใหม่ทำให้อี้มีโอกาสเรียนรู้ธุรกิจโรงแรมกว้างขึ้น เพราะมีส่วนช่วยแทบทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มต้น แต่หลักๆ อี้รับหน้าที่วางแผนประชาสัมพันธ์ ดูแลด้านอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรมนี้และโรงแรมทุกแห่งในเครือ

สิ่งที่หวัง คือ ทำให้มิตร บีช รีสอร์ท เป็นจุดหมายแบบออล อิน วัน มาที่เดียว เป็นทั้งที่พัก กิน และเที่ยวจบในที่เดียว โดยได้ให้น้ำหนักลงทุนนำเสนออาหารเช้าที่โรงแรมนี้ เพราะเชื่อว่าคือมื้อสำคัญที่คนจะได้สัมผัสกับอาหารของโรงแรม เนื่องจากคนที่ซื้อห้องพักจะพ่วงอาหารเช้าด้วยอยู่แล้ว อีกเรื่องที่เน้นคือ อีเวนต์ดนตรี เพราะเป็นสิ่งที่อี้ชอบ ที่ผ่านมาก็ปลุกปั้นอีเวนต์ดนตรีจนสำเร็จมาแล้ว 3 ครั้ง ชื่อ Deep Dark Duck พูล ปาร์ตี้ ครั้งล่าสุดจัดไปวันที่ 28-29 เม.ย.ที่ผ่านมา

อี้ มองว่า อนาคตจะทำอีเวนต์แบบ Deep Dark Duck ปีละ 2 ครั้ง คือช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ขณะที่ มิตร บีช รีสอร์ท มีห้องประชุมขนาดใหญ่ที่มีเครื่องเสียงดีที่สุดในพัทยา อี้จึงวางแผนว่าอนาคตอาจใช้ห้องนี้จัดอีเวนต์ดนตรีในสถานที่เป็นบางโอกาส และน่าจะมีอีเวนต์ใหญ่สักครั้งใน 1 ปี ที่ทำให้มีลูกค้ามาพักโรงแรมในเครือทั้งหมดของเอ-วันที่พัทยาได้ร่วมอีเวนต์ใหญ่นี้

เมื่อให้อี้กล่าวถึงเสน่ห์ของธุรกิจโรงแรม เขาตอบว่า ธุรกิจนี้ใครทำแล้วจะทำได้แทบทุกอย่างในโลก เพราะโรงแรมคือทุกสิ่งทุกอย่าง มีทั้งเรื่องบริหารจัดการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการบริหารคน ซึ่งการบริหารคนคือสิ่งที่ยากที่สุดของทุกธุรกิจ แล้วโรงแรมต้องบริหารคนเพื่อไปให้บริการคนให้ดี ส่วนเสน่ห์ของเอ-วัน อยู่ที่คนมาจะรู้สึกว้าวเกินคาดหมายเมื่อได้เข้ามาสัมผัส สิ่งนี้เป็นผลพวงจากคำสอนคุณพ่อที่ว่าโรงแรมต้องรีโนเวตเป็นประจำ ถ้าคุณไม่รีโนเวตต่อให้มีดิจิทัลมาช่วยก็ช่วยไม่ได้

จากนี้เป็นภารกิจของอี้แล้วที่ต้องช่วยคงความรู้สึกว้าว และเพิ่มเสน่ห์ใหม่จากประสบการณ์ที่อี้สั่งสมจากทุกเวที