เจริญกรุง ถนนสายแรก จุดกำเนิดย่านสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493222

เจริญกรุง ถนนสายแรก จุดกำเนิดย่านสร้างสรรค์

โดย…ปอย

เจริญกรุง ย่านเก่าแก่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยในอดีต สองฟากถนนเส้นนี้รายเรียงไปด้วยสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สืบทอดมาร่วมร้อยปี เนื่องจากเจริญกรุงคือถนนคอนกรีตสายแรกของไทย จึงเป็นศูนย์รวมความเจริญในอดีต มีความเจริญตามชื่อของย่านนี้ เกิดการค้าขายมีทั้งบริษัท ห้างร้าน มีโรงแรม ที่พักของคนไทยและคนต่างชาติที่มาเยือนและพำนักในประเทศไทย มีสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาเก่าแก่ ล้วนเป็นองค์ประกอบทำให้เจริญกรุงเป็นย่านที่มีความสำคัญอย่างยิ่งย่านหนึ่งของเมืองหลวงไทย

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC องค์กรทำงานสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึง “ความรู้” เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ และในโอกาสเพิ่งย้ายที่ให้บริการ มายังอาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของย่านเจริญกรุง และขยายการให้บริการต่างๆ ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักคิด นักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 4.0 เป็นพื้นที่ให้บริการต่างๆ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ และนักออกแบบ ที่เป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส

จุดประกายด้วยการเดินเที่ยว “สถานที่แรก”

จากย่านเจริญที่สุดในอดีต ปัจจุบัน “เจริญกรุง” กำลังจะกลายเป็น “ย่านสร้างสรรค์” ทีซีดีซี เดินหน้ารวบรวมไอเดียสร้างบรรยากาศของความครีเอทีฟ เริ่มกิจกรรมแรกนำร่องพาสื่อมวลชนย้อนรอยเที่ยวดึงเสน่ห์กลิ่นอายความเก่ามาถ่ายทอด ในแนวคิด “สถานที่แรก” 4 จุด บนถนนสายแรกของไทย

จุดแรก “สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส” สถานกงสุลแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ในตรอกกัปตันบุช หรือซอยเจริญกรุง 30 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ในอดีตสถานทูตแห่งนี้ถือเป็นศูนย์รวมของชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อกับประเทศไทย จึงทำให้สถานกงสุลนี้มีพื้นที่กว้างขวาง มีท่าเทียบเรือติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสาธงสูงตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าอาคารเพื่อเป็นจุดสังเกตให้แก่ชาวตะวันตก

อาคารสถานกงสุลเดิมเคยเป็นอาคารโรงสีเก่า ปัจจุบันกลายเป็นสำนักงานติดต่อราชการกับสถานทูต เมื่อเดินเข้ามาด้านใน ก็จะพบกับอาคารที่พำนักของเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย ออกแบบอย่างสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียล จุดเด่นอยู่ที่ห้องรับแขกบริเวณระเบียงชั้นสอง ที่เปิดกว้างอากาศถ่ายเทได้สะดวก ด้วยบานหน้าต่างรอบห้องมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมกว้าง

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส

พื้นไม้อาคารคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ ใช้ไม้ไผ่แบบฉาบเรียบตามแบบฉบับของการสร้างที่อยู่อาศัยของชาวโปรตุเกส ทำให้อาคารนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวโปรตุเกสที่เมื่อเอ่ยถึงประเทศไทย ชาวโปรตุเกสจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “บ้านของพวกเราที่กรุงเทพฯ สวยงามมาก” เพราะแม้แต่ในประเทศโปรตุเกสเองก็หาชมได้ยากแล้วในปัจจุบัน

การเดินทางมาเส้นทางที่สะดวกที่สุดคือทางเรือโดยสารลงท่าเรือสี่พระยา และเดินเท้าต่อมาเพียงเล็กน้อย

เดินตรงไปในตรอกกัปตันบุชมุ่งหน้าสู่จุดที่สอง “ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย” ธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ซึ่งได้มีการบูรณะเรื่อยมา เพื่อรักษาความงดงามและคุณค่าของอาคารให้คงอยู่ ด้านหน้าอาคารฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีต้นไกรต้นใหญ่ที่อยู่คู่ยาวนาน แม้ธนาคารมีอายุกว่า 100 ปีแล้วแต่เปิดให้บริการประชาชนได้ตามปกติ

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย

เดินย้อนมาขึ้นเรือโดยสารที่ท่าเรือสี่พระยาเพื่อเดินทางต่อไปยัง จุดที่สาม “โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล” อาคารไฮไลต์ควรไปชมคือออเธอร์ส วิง อาคารแรกของโรงแรมอายุกว่า 140 ปี ปัจจุบันให้บริการห้องพักสวีทเพียง 2 ห้อง ส่วนชั้นล่างเป็นห้องเลานจ์ บริการอาฟเตอร์นูน ที ช่วงเวลาที่ทุกคนเดินเข้ามาจิบชาผ่อนคลายริมน้ำเจ้าพระยาได้ชิลที่สุด

เดินตรงตรงมาเรื่อยๆ บนถนนเจริญกรุงแล้วเข้าซอย เจริญกรุง 46 มาเพียงเล็กน้อยไปชมจุดที่สี่ “มัสยิดบ้านอู่” มัสยิดจดทะเบียนแห่งแรกของไทย สถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและสอนศาสนาของชาวมุสลิม อายุกว่า 100 ปี ที่สำคัญคือไม่เคยมีการบูรณะใดๆ แม้ว่าพื้นที่รอบๆ มัสยิดเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างเจริญขึ้นตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า แต่มัสยิดยังคงรักษาพื้นที่คงความงดงามไว้จนถึงปัจจุบัน ของที่ควรไปชม เช่น ถ้วยชามเบญจรงค์ ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มัสยิดอนุรักษ์ไว้รุ่นสู่รุ่น

บันไดไม้นำพาผู้เยี่ยมชมขึ้นมาบนชั้นสองคงความสวยงามและแข็งแรงราวกับเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ได้ไม่นาน สมคิด วีระพงศ์สกุล ทำหน้าที่เหรัญญิก และแนะนำข้อมูลให้แก่คนสนใจมาท่องเที่ยวได้ กล่าวว่าบันไดพาเดินขึ้นไปชมข้าวของสะสมเก่าแก่นอกจากจาน ชาม กระโถนเบญจรงค์ ตะเกียงน้ำมันโบราณก็มีเก็บไว้ให้ได้ชมกัน

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย

“มาเที่ยวมาชมกันได้เลยครับ มัสยิดเข้าได้ทุกคนแต่สำหรับผู้หญิงที่มีรอบเดือนเป็นกฎว่าเข้ามาไม่ได้ ถ้ามาวันศุกร์มีอิหม่ามนำละหมาด มีเทศน์ทำบุญแบบชาวพุทธ มีอาหารเลี้ยงคนทั่วไป นักท่องเที่ยวขอชิมกันได้ครับ เช่น แกงลูกชิ้นปลากรายแบบโบราณ ข้าวไก่แดงหรือไก่กรอบ ขนมที่คนละหมาดถือมาทำบุญ เวลานี้ชุมชนมุสลิมไม่คึกคักเหมือนเก่า เหลือแค่ 17 ครอบครัว

สมัยก่อนจากมัสยิดตรงไปท่าน้ำสาทร มีอู่ต่อเรือ โรงแรมแชงกรี-ลามีท่าเรือ โรงข้าวสาร โรงผักกาดดอง อีกโรงงานใหญ่คือทำสบู่ก้อนยี่ห้อโรเซท คนทำงานโรงงานเหล่านี้ก็พลุกพล่าน แต่ตอนนี้กลายเป็นชุมชนขนาดเล็กเพราะที่ดินราคาแพงคนขายที่นี่แล้วโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว ถ้ามาเที่ยวเดินเล่นสุสานในมัสยิดก็เหมือนเดินเล่นในสวนหย่อมเงียบๆ สงบมาก” สมคิด บอกรายละเอียดชุมชนโบราณในย่านเจริญกรุง เดินทางโดยบีทีเอสลงสถานีตากสิน เดินผ่านโรงแรมแชงกรี-ลา เดินตรงเข้ามาเลย

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล

ย่านสร้างสรรค์เริ่มขึ้นที่นี่

หลังจากเที่ยวชม “สถานที่แรก” ทั้งสี่แห่งกันแล้ว ความเข้าใจถึงที่มาของชื่อ “เจริญกรุง” ก็เริ่มลึกซึ้งขึ้น มาจาก “เจริญ” ผสมกับ “กรุง” นั่นเอง ซึ่งย่านเก่าแก่แห่งนี้ยังมีเรื่องราวและสถานที่สำคัญอีกมาก รอคนไทยมาเที่ยวชมและสัมผัสประสบการณ์ โดยนอกจากในมุมด้านความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว เจริญกรุงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสุดสร้างสรรค์ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และแกลอรีต่างๆ ล้วนแต่ทำให้เจริญกรุงกลับมามีความคึกคัก มีสีสัน ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้มากขึ้น อันนำไปสู่ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยแนวคิดสร้างสรรค์

ความสำคัญในด้านศูนย์รวมความเจริญในอดีตของย่านเจริญกรุง มีสถานที่ประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นศูนย์รวมความเจริญของประเทศ เช่น “ห้างขายยาเบอร์ลิน” คลินิกเอกชนแห่งแรกๆ ของไทย “บ้านเลขที่ 1 ของประเทศไทย” ในตรอกกัปตันบุช ปัจจุบันเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก” ที่ทำการไปรษณีย์และโทรเลขแห่งที่สองของประเทศไทย สร้างขึ้นเมื่อปี 2483 ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก ซึ่งในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบจะเปิดให้บริการ ณ อาคารตั้งใหม่ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมบุคลากรในแวดวงสร้างสรรค์ และพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ของเจริญกรุงให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจได้ เติมเต็มความเป็นย่านสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้บริหารทีซีดีซี กล่าวว่า ได้มีการออกแบบและปรับปรุงอาคารไปรษณีย์กลาง ให้มีความทันสมัย และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9,000 ตร.ม. และมีบริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากสถานที่เดิม เช่น Creative Space พื้นที่ส่วนกลางสำหรับการทำงานรองรับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่  Maker Space พื้นที่ปฏิบัติการที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างครบครัน  Business Service พื้นที่พิเศษเปิดขึ้นเพื่อให้บริการคำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งใช้แนวคิดการออกแบบเป็นทางออกของธุรกิจ

“พื้นที่ให้บริการในส่วนอื่นๆ ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแห่งใหม่ มีการขยายและปรับปรุงพร้อมเพิ่มเติมอุปกรณ์ และฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในห้องสมุดเฉพาะด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ หรือ TCDC Resource Center การขยายพื้นที่ให้บริการของห้องประชุม Auditorium พื้นที่นิทรรศการ Exhibition&Showcase ที่นี่พร้อมเปิดให้ทดลองใช้บริการแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.นี้ป็นต้นไป”

ตำนานเจริญกรุงกำลังจะถูกปลุกขึ้นในบรรยากาศย่านสร้างสรรค์  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง โทร 02-105-7441 พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางการเชื่อมโยงเมืองเก่าให้มีชีวิตชีวา ชวนมาเดินชมเมืองชิกๆ คูลๆ พรุ่งนี้ไปกันเลย

 

ประติมากรรมรอบพระเมรุ ศิลปะในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493019

ประติมากรรมรอบพระเมรุ ศิลปะในรัชกาลที่ 9

โดย…กรองทรัพย์ ชาตินาเสียว / วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช / กิจจา อภิชนรจเรข

ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย มี “พระเมรุมาศ” ซึ่งเปรียบได้กับ “เขาพระสุเมรุ” อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล การออกแบบภูมิทัศน์มีการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริต่างๆ นำมาเป็นข้อมูลในการออกแบบสร้างสรรค์ในแต่ละส่วนพื้นที่รอบมณฑลพิธี

ส่วนประกอบหนึ่งซึ่งสำคัญที่จะทำให้พระเมรุมาศมีความสมบูรณ์ คือการจัดสร้างประติมากรรม ซึ่งจะได้ประดับพระเมรุมาศเป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่เผยให้เห็นความวิจิตรและความยิ่งใหญ่ของฝีมือช่างปั้นภายในสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จ.นครปฐม มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลเอกสารกรมศิลปากร ได้กำหนดงานประติมากรรมซึ่งสร้างจากคติความเชื่อโลกและจักรวาล โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วย เทวดายืนรอบพระเมรุมาศ จำนวน 12 องค์ (เชิญพุ่มโลหะ 4 องค์ เชิญฉัตร 8 องค์) เทวดานั่งรอบพระเมรุมาศ จำนวน 56 องค์ อยู่ระหว่างดำเนินขั้นตอนจัดทำเครื่องทรงและเก็บรายละเอียดส่วนใบหน้า และจัดทำเครื่องทรงเก็บรายละเอียดส่วนลวดลาย

ส่วนมหาเทพทั้ง 4 องค์ ประกอบด้วย พระศิวะ พระนารายณ์ พระอินทร์ และพระพรหม ขั้นตอนการดำเนินงาน ณ เดือน เม.ย. พระพรหมอยู่ระหว่างการพ่นสีรองพื้น พระนารายณ์หล่อแบบเสร็จแล้วรอการลงสี เคลื่อนย้ายไปยังท้องสนามหลวง พระอินทร์และพระศิวะอยู่ระหว่างการปั้นเก็บรายละเอียดและเครื่องทรง นอกจากนี้ยังมีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ (ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ และท้าววิรุฬหก) ครุฑยืนรอบพระเมรุมาศ (ชั้นที่ 3) จำนวน 4 คู่ 4 ทิศ ขณะที่ทางขึ้นบันไดพระเมรุมาศจะมีสัตว์มงคลประจำทิศ ได้แก่ ช้าง ม้า โค สิงห์ ทิศละ 1 คู่ รวมทั้งหมด 4 ทิศ รวมทั้งหมด 8 ตัว ขณะนี้ม้าหนึ่งคู่และโคหนึ่งคู่ดำเนินการเขียนสีและเสร็จแล้ว ช้างตัวที่หนึ่งอยู่ระหว่างการหล่อไฟเบอร์กลาส เตรียมทำสี ส่วนช้างตัวทujสองอยู่ระหว่างการดำเนินการพิมพ์เพื่อหล่อไฟเบอร์กลาส ส่วนสิงห์อยู่ระหว่างการปั้นปรับแก้ ทุกส่วนปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้

ออกแบบพระเมรุมาศตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา

การออกแบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ มีลักษณะเป็นทรงบุษบกยอดประสาท เกี่ยวพันกับคติความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาและพราหมณ์ โดยทางพระพุทธศาสนายึดตามคติไตรภูมิ กล่าวถึงเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม ส่วนในทางศาสนาพราหมณ์นับถือพระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และคนไทยมีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า ตลอดจนได้คำนึงถึงความสวยงาม หรือสุุนทรียศาสตร์ ประโยชน์ใช้สอย และถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ฐานานุศักดิ์ หรือองค์ประกอบในทางสถาปัตยกรรมเทพชุมนุมผู้ปรารถนาไปแดนพุทธภูมิ

การจัดสร้างรูปปั้นประติมากรรมประดับพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในครั้งนี้ สำนักช่างสิบหมู่ได้คัดลอกลวดลายมาจากภาพจิตรกรรมสมุดข่อย สมุดไทย และประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ที่ตั้งประดิษฐ์อยู่บริเวณปราสาทพระเทพบิดร ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) รวมถึงที่เป็นภาพวาดพระราชพิธีโบราณ เพื่อเป็นต้นแบบในการปั้นรูปหล่อ อาทิ รูปปั้นเทวดา สัตว์มงคลประจำทิศ ช้าง ม้า วัว สิงห์ ตลอดจนการจัดสร้างสัตว์หิมพานต์ นรสิงห์ กินนร ต่างๆ ซึ่งการจัดสร้างประติมากรรมจะยึดถือตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาในเรื่องของไตรภูมิกถา จึงต้องใช้ต้นแบบจิตรกรรมที่มีที่ไปที่มาอย่างชัดเจน โดยเทวดายืน และเทวดานั่ง จะเป็นแบบเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้จะมีการปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้มีความสมดุลกับขนาดของพระเมรุมาศที่ใหญ่ การปั้นประติมากรรมทุกรายการในครั้งนี้ จัดสร้างตามขนบธรรมเนียม และสมพระเกียรติสูงสุด โดยยึดหลักตามแบบโบราณราชประเพณี เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 8

ประสพสุข รัตน์ใหม่

ศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9

การสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้ โดยรวมเป็นศิลปะยุคสมัยรัชกาลที่ 9 เพียงแต่รูปแบบการจัดสร้างเป็นการนำเอารูปแบบโบราณมาจัดสร้าง ยึดตามแนวความคิดเดิม แต่วิธีการทำใช้วิธีสมัยใหม่ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้สร้างพระเมรุมาศให้เป็นแบบศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9 เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เป็นลักษณะเฉพาะ

ประสพสุข รัตน์ใหม่ หัวหน้ากลุ่มประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าวว่า กลุ่มประติมากรรม ช่างสิบหมู่ดำเนินงานไปตามขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบลายเส้น ปั้นต้นแบบ และกำลังขยายแบบเท่าขนาดจริง ขึ้นโครงสร้างและผูกไม้ครอส ขึ้นดินโกลนหุ่น ปั้นกายวิภาค ใส่เครื่องประกอบ เก็บรายละเอียด ทำพิมพ์ หล่อชิ้นงาน ตกแต่งชิ้นงาน ลงพื้นและเขียนสี ลงสีทอง/ปิดทองคำเปลว ประดับแวว และติดตั้งประกอบพระเมรุมาศ

“ลักษณะการปั้นประติมากรรมในงานพระเมรุมาศครั้งนี้มีความพิเศษหลายอย่าง โดยเฉพาะเทวดาและเหล่าทวยเทพทั้งหลาย จะปั้นให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเดิมเราจะปั้นเทวดาแบบไทย ทรงเครื่อง มีหน้าตาแบบหัวโขน แต่เมื่อมาผนวกเข้ากับฉากบังเพลิง ที่จะเขียนเรื่องราวโครงการพระราชดำริ ซึ่งจะมีรูปคนที่เป็นแบบเหมือนจริง จึงสรุปกันว่า รูปแบบศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรืออะไรก็ตามจะเป็นแบบค่อนข้างเหมือนคนจริง ยกตัวอย่างเช่น มหาเทพและเทวดาจะปั้นให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น คือ มีกล้ามเนื้อแต่พองาม ขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนช้อย โค้งมน มีความร่วมสมัยเป็นแบบศิลปะในรัชกาลที่ 9 สำหรับขั้นตอนการทำพิมพ์ จะหล่อต้นแบบไว้แล้วมาปรับแต่งให้สวยงามอีกครั้ง ก่อนที่จะทำแม่พิมพ์ยาง หล่อเป็นไฟเบอร์ แล้วลงสี” ประสพสุข กล่าว

ด้าน มานพ อมรวุฒิโรจน์ นายช่างศิลปกรรม อาวุโส กรมศิลปากร ผู้เคยทำงานพระเมรุมาศถวายตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 กล่าวถึงมหาเทพ 4 องค์ที่ต้องจัดสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแบบร่างพระเมรุมาศที่ออกแบบเอาไว้เป็นเขาพระสุเมรุ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเหมือนสมมติเทพที่ลงมาช่วยโลกมนุษย์ และวันนี้ต้องส่งพระองค์กลับคืนสู่สวรรค์ เราต้องสร้างมหาเทพเพื่อส่งเสด็จ มีแต่ละชั้นลดหลั่นกันไป

“มหาเทพมี 4 องค์สูงราว 2 เมตรไม่รวมฐาน ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ส่วนสูงราว 2 เมตรไม่รวมฐานอย่างละ 4 ส่วน ช้าง ม้า วัว ฯลฯ ปั้นอย่างละ 1 แต่ต้องทำ 2 ตัว เพราะให้ตั้งซ้ายขวาของบันได มีครุฑ ส่วนเทวดานั่งใช้เยอะราว 32 องค์ ซึ่งเทวดาที่เราปั้นในปัจจุบันจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างพระเมรุมาศที่ใหญ่ เพื่อให้สมพระเกียรติที่สุด”

มานพ อมรวุฒิโรจน์

ช่างสิบหมู่ ทุ่มเทแรงกายใจถวายรัชกาลที่ 9

งานปั้นครั้งนี้ถือว่ามีความยากและท้าทาย เนื่องจากเป็นเรื่องคติความเชื่อช่างปั้นจึงต้องไปหาความรู้เพิ่มเติม เช่น เทพแต่ละองค์มีเครื่องทรงอย่างไรเพื่อให้เข้ากับคติความเชื่อ ลวดลายก็ต้องปรับให้เป็นสมัยใหม่ เป็นศิลปะยุครัชกาลที่ 9 เช่น ลายผ้านุ่งติดขี้ผึ้งให้มีลวดลายลายไทยประยุกต์ หรือหน้าตารูปทรงของเทวดามีกล้ามเนื้อที่คล้ายมนุษย์มากขึ้น

“ขั้นตอนการทำงานองค์หนึ่งๆ เด่นๆ เช่น มหาเทพ องค์พระนารายณ์ใช้เวลาทำงาน 3 เดือนกว่า ถอดรูปพิมพ์เสร็จแล้ว หล่อไฟเบอร์รอทาสีอยู่ที่สนามหลวง เริ่มทำตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เริ่มตั้งแต่วาดแบบ หล่อ ทำเป็นแบบจำลองให้ทอดพระเนตร พอแบบผ่านแล้วต้องขยายแบบให้มีขนาด 2.15 เมตร เพื่อให้เข้ากับโครงสร้างพระเมรุมาศ วาดเส้นทำโครงเหล็กข้างในให้เท่าขนาดจริง ให้ช่างตัดเหล็กทำโครงเหล็กข้างในเพื่อรองรับดินเหนียวได้ แล้วค่อยๆ พอกดินให้เข้ารูปทรงและปรับแต่งโดยช่างฝีมือเพื่อทำต้นแบบ จากได้โครงสร้างก็แกะลวดลาย ได้รูปทรงที่ต้องการแล้วทำการถอดพิมพ์ มีทั้งพิมพ์ทุบ หรือพิมพ์ชิ้น ถ้าทำพิมพ์ยางก็ทำการหล่อ ได้พิมพ์แล้วก็หล่อเป็นไฟเบอร์หนาประมาณ 2 มิลลิเมตร แล้วก็ปรับแต่งตะเข็บ ลงสี เขียนสี เก็บสีโดยช่างจิตรกรรม ซึ่งในงานนี้ช่างฝีมือตั้งใจกันทำงานที่สุด หุ่นแต่ละองค์มีกำหนด ก.ย.นี้ต้องแล้วเสร็จ งานนี้ถือเป็นงานพระเมรุที่ยิ่งใหญ่ทำขึ้นเพื่อถวายพระมหากษัตริย์ เราจึงทำงานถวายสุดฝีมือ เพราะในหลวงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยช่างฝีมือจึงพยายามทำสุดฝีมือ” มานพ กล่าว

ในการจัดสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้มีความพิเศษมีการจัดสร้างประติมากรรมรูปคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาดเท่าตัวจริง เพื่อประดับพระเมรุมาศในตำแหน่งใกล้กับพระบรมโกศ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความผูกพันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีต่อสุนัขทรงเลี้ยง โดยมีการจัดทำเพียงอิริยาบถเพียงแบบเดียวจำนวน 1 สุนัขเท่านั้น ซึ่งได้คัดเลือกภาพถ่ายคุณทองแดง ซึ่งอยู่ในอิริยาบถนั่งเฝ้าอยู่เคียงข้างพระองค์อีกด้วย

 

กรุงเทพฯ 235 ปี มองลอดกรอบประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492843

กรุงเทพฯ 235 ปี มองลอดกรอบประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

โดย…พริบพันดาว

งานมหกรรมวัฒนธรรม “ใต้ร่มพระบารมี 235 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ที่ได้ทรงนำพาประเทศชาติเป็นปึกแผ่น รวมทั้งเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ร่วมรำลึก เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

แม้การร่วม “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์” ตลอดเดือน เม.ย. 2560 รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว

กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพมหานคร หรือกรุงเทพฯ หรือแบงคอก หรือบางกอก ก็ยังมีชีวิตชีวาในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยในปัจจุบัน และเดินหน้าไปสู่อนาคต

กรุงเทพมหานครเป็นหัวใจของการทำให้ประเทศสยามหรือประเทศไทยให้ทันสมัย ตลอดศตวรรษที่ 20 และกลายเป็นมหานครที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ท้าทายศตวรรษที่ 21 อย่างสง่าผ่าเผย

ศิลปะของกรุงรัตนโกสินทร์ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

ในสมัยอาณาจักรอยุธยา กรุงเทพมหานครยังเป็นเพียงสถานีการค้าขนาดเล็กอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมามีขนาดเพิ่มขึ้นและเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง 2 แห่ง คือ กรุงธนบุรี ในปี 2311 และกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี 2325

พื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ชาวต่างชาติเรียกกันว่า “บางกอก” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามีความสำคัญเนื่องจากเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลและติดต่อค้าขายกับอาณาจักรต่างๆ เป็นเมืองหน้าด่านขนอน คอยดูแลเก็บภาษีกับเรือสินค้าทุกลำที่ผ่านเข้าออก

 ที่มาของคำว่า “บางกอก” นั้น มีข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวไปมา บางแห่งมีสภาพเป็นเกาะเป็นโคก จึงเรียกกันว่า “บางเกาะ” หรือ “บางโคก” หรือไม่ก็เป็นเพราะบริเวณนี้มีต้นมะกอกอยู่มาก จึงเรียกว่า “บางมะกอก” โดยคำว่า “บางมะกอก” มาจากวัดอรุณ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดดังกล่าว และต่อมากร่อนคำลงจึงเหลือแต่คำว่าบางกอก

จากการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 หลังการกอบกู้อิสรภาพจากพม่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนาเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ในปี 2313 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในวันที่ 6 เม.ย. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชดำริว่าฟากตะวันออกของกรุงธนบุรีมีชัยภูมิดีกว่าตะวันตก เพราะมีลำน้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง หากข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างตะวันตก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยสืบทอดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา

ดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ภัณฑารักษ์กลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้เปิดมุมมองด้านประวัติศาสตร์ศิลป์มองกรุงรัตนโกสินทร์ 235 ปี ว่า ศิลปะคือสิ่งที่สะท้อนสังคม ดังนั้นหากเรามองกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีอายุ 235 ปีที่ผ่านมา ในมุมมองของประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็จะเห็นภาพซ้อนของสังคมและบ้านเมืองใน 235 ปี ที่ผ่านมาด้วย

“ในยุคแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ งานศิลปกรรมจะมีแนวทางการสร้างสรรค์ที่ยึดแบบ หรือขนบธรรมเนียมเดิมตั้งแต่ครั้งอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม แม้แต่งานประเภทนาฏศิลป์ ดนตรี และการแต่งกาย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างใหม่ให้เหมือนของเก่าที่เคยมี การเชิดชูสิ่งที่มีมาก่อนในสมัยอยุธยา ว่าเป็นสิ่งที่ควรนำมาเป็นแนวทางในการสร้างงานศิลปะ”

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระบรมราชโองการให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่ดินเพื่อสร้างพระนครใหม่ในวันที่ 8 เม.ย. 2325 ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 9 บาท (54 นาที) ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก ตรงกับวันที่ 21 เม.ย. 2325 เวลา 06.54 น. และทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกในวันที่ 13 มิ.ย. 2325

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจากบวรรัตนโกสินทร์ เป็นอมรรัตนโกสินทร์ และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นจังหวัดพระนคร ดิษพงศ์ ขยายความถึงศิลปกรรมและวัฒนธรรมว่า

“ยุคต่อมาคือยุคของการผสมผสาน มีแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทั้งจากจีน จากตะวันตกเข้ามา อาจเพราะการคมนาคมที่สะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้รับรู้ข่าวสารจากทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงผู้คนจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามา ทั้งที่มาตั้งรกรากถิ่นฐานและมาติดต่อค้าขาย ทำให้เกิดรูปแบบศิลปะที่ออกห่างจากความเป็นอยุธยา และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ที่มีแรงบันดาลใจจากศิลปะจีน รวมถึงงานศิลปะในช่วงรัชกาลที่ 4-5 ที่มีแรงบันดาลใจจากศิลปะตะวันตกอย่างเด่นชัด

“เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในปี 2475 ศิลปะก็ถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองทางการเมือง ในการสร้างความมั่นคง สร้างชาติ งานศิลปกรรมในช่วงนั้น ก็จะแสดงถึงความเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคงไปด้วย ในยุคปัจจุบันศิลปะก้าวข้ามพรมแดน ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีรูปแบบ ไม่จำกัดพื้นที่และเวลา ศิลปะไม่ได้ถูกกำหนดหรือชี้นำให้เป็นที่นิยมได้ง่ายเหมือนในอดีต เนื่องจากสื่อในการสร้างและรับรู้งานศิลปะมีมากขึ้น ทุกคนมีทางเลือกในสิ่งที่ตนชอบ ความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะในปัจจุบันจึงไม่ใช่รูปแบบ แต่เป็นความหลากหลาย”

ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ที่ยังเดินไปข้างหน้า

“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”

มีความหมายว่าพระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครสามารถรบชนะ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้ว 9 ประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้

กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊ก แปลความเป็นภาษาอังกฤษว่า “City of angels, great city of immortals, magnificent city of the nine gems, seat of the king, city of royal palaces, home of gods incarnate, erected by Visvakarman at Indra’s behest”

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักประวัติศาสตร์ชื่อดังของเมืองไทย ได้เปิดเผยมุมมองทางด้านประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ว่า เมื่อพูดถึงกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 235 ปี และเดินทางสู่ปีที่ 236 ในปี 2560 นี้ แท้ที่จริงเราได้ลืมอะไรหลายประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ ดังประเด็นต่อไปนี้

1.การศึกษาที่ยึดติดกับกรอบความคิดที่ว่า การเกิดขึ้นของยุคสมัยหนึ่งเพราะการสิ้นสุดยุคสมัยก่อน

“ดังนั้นนักวิชาการและคนทั่วไปจึงมองว่า เมื่อกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีของประเทศก็ถือว่าเป็นยุคสมัยหนึ่ง ดังนั้นการศึกษาก็จะเริ่มตั้งต้นเหตุการณ์ช่วงปี 2325 เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น โดยลืมมองไปว่าก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์บริเวณพื้นที่แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

“สำหรับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แท้ที่จริงแล้วคือการย้ายศูนย์กลางจากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกมาทางฟากตะวันออก ทั้งนี้เพราะตำแหน่งที่ของพระบรมมหาราชวังสามารถพ้นวิถีปืนใหญ่ที่จะยิงมาจากเรือรบในแม่น้ำ”

ประเด็นที่ 2 การศึกษาที่ยึดติดกับกรอบความคิดเรื่องศูนย์กลาง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ชี้ว่าเมื่อทำการศึกษาประวัติความเป็นมาของพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงมุ่งเน้นบริเวณที่ศูนย์กลางทางการปกครอง คือบริเวณพระบรมมหาราชวังและพื้นที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ

“ดังนั้นการศึกษาเรื่องราวของประวัติความเป็นไปเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้ละเลยพื้นที่ในคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ คุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาใต้สะพานพุทธ และคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือสะพานพระปิ่นเกล้า”

ประเด็นที่ 3 นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า ตามความรับรู้ของประชาชนทั่วไป มักจะยึดติดว่าพื้นที่ฝั่งตะวันออกหรือฝั่งพระนคร พื้นที่ฝั่งตะวันตกหรือฝั่งธนฯ เป็นพื้นที่คนละส่วน รวมถึงการยึดติดกับเขตการปกครองของทางราชการ

“ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในอดีต ก่อนหน้ารัชกาลที่ 8 ไม่เคยปรากฏว่ามีการแบ่งเส้นแนวเขตการปกครองฝั่งธนฯ ฝั่งพระนครแต่ประการใด”

ประเด็นที่ 4 ส่วนพื้นที่ภายในกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ เตือนให้ฉุกคิดว่า คนไทยลืมนึกไปว่าแท้ที่จริงเมื่อแรกสถาปนาพระนครชุมชนอยู่กันหนาแน่นไม่เกินแนวคลองคูเมืองเดิม หรือที่คนทั่วไปเรียกคลองหลอดเท่านั้น กว่าที่ชุมชนจะขยายมาถึงริมกำแพงเมืองก็ต้องกินระยะเวลาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 และสุดท้ายประเด็นที่ 5 ช่วงระยะเวลาการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นจากสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ซึ่งผลกระทบอันใหญ่หลวงของสงครามครั้งนี้คือ ประชากรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้ลดปริมาณลงอย่างมาก

“ดังนั้นเมื่อจะต้องมีการก่อกำแพงพระนครจึงจำเป็นที่จะต้องเกณฑ์แรงงานลุ่มแม่น้ำโขงและจากทะเลสาบเขมรเข้ามาช่วยสร้าง และแรงงานเหล่านี้ก็เชื่อได้ว่าน่าจะตกค้างในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มากก็น้อย ซึ่งก็คือบรรพบุรุษกลุ่มหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์”

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทั้งในมุมมองของนักประวัติศาสตร์ศิลป์และนักประวัติศาสตร์ที่มีต่อกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ ที่เดินทางครบ 235 ปีนั้น คงได้ทำให้การเรียนรู้ทางวิชาการและความรู้ทั่วไปของกรุงรัตนโกสินทร์แตกหน่อออกยอดงอกงามต่อไป

 

200 ปี … บทกวี จอห์น คีตส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492552

200 ปี ... บทกวี จอห์น คีตส์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

25 ปี ช่างเป็นช่วงเวลาแสนสั้นของชีวิตหนึ่ง แต่ 25 ปีของชีวิต “จอห์น คีตส์” นั้นก็มากเพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นกวีชั้นแนวหน้าของโลก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ถ้าหากชีวิตเขายืนยาวกว่านั้น จอห์น คีตส์ อาจจะได้สร้างสรรค์ผลงานยอดเยี่ยมฝากไว้บนผืนพิภพมากกว่านี้

กวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ จอห์น คีตส์ ถูกยกให้เป็นหนึ่งเสาหลักของกวียุคโรแมนติก คือตัวอย่างของกวีหนุ่มผู้งดงามและหม่นหมองในชะตากรรม

เรื่องราวของ จอห์น คีตส์ กวีโรแมนติกชาวอังกฤษ (1795-1821) เคยถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์เรื่อง Bright Star ออกฉายครั้งแรกในปี 2008 เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง เจน แคมเปียน ซึ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีจาก The Piano โดยได้ เบน วิชชอว์ มารับบทบาทกวีเอกแห่งอังกฤษผู้มีอายุแสนสั้น หนังเรื่องนี้จะเน้นไปที่เรื่องราวความรักของ จอห์น คีตส์ กับหญิงสาวชื่อ แฟนนี บรอว์น พร้อมทั้งนำเสนอให้เห็นถึงความสามารถ พรสวรรค์ และเสน่ห์ของ จอห์น คีตส์

ในหนังเปิดเผยข้อความในจดหมายรักซึ่ง จอห์น คีตส์ เขียนถึงแฟนนี ซึ่งแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกอ่อนโยน รักใคร่ และเข้มข้น อาจจะเป็นเรื่องราวของรักแรกที่ผู้คนฝันถึง ก่อนจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ยากจะทานทนรับไหว

เกิดที่ลอนดอนในปี 1795 เป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 4 คน พ่อของ จอห์น คีตส์ เป็นผู้ดูแลคอกม้าในโรงแรม และตกม้าตายตอนที่ จอห์น อายุเพียง 9 ขวบ หลังจากนั้นแม่ก็ไปแต่งงานใหม่และเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยวัณโรค

จอห์น คีตส์ ใน Bright Star ภาพพอร์เทรต โดย วิลเลียม ฮิลตัน

จอห์นเป็นนักอ่าน เขาอ่านหนังสือคลาสสิก ประวัติศาสตร์ ตำนาน แม้กระทั่งหนังสือท่องเที่ยว แต่เขาเป็นนักเรียนที่ไม่สนใจการเรียนนัก ผู้ดูแลจึงพยายามชักชวนให้จอห์นออกไปทำงานแทน ตอนอายุ 15 ปี เขาเริ่มฝึกงานกับศัลยแพทย์และเภสัชกร ได้เรียนรู้เรื่องยา สามารถดูแลคนกระดูกหัก ถอนฟันได้ ฯลฯ

จอห์น คีตส์ เขียนกวีบทแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 2 ปีต่อมาเขาก็เลิกทำงานในแวดวงการแพทย์เพื่อมุ่งมั่นกับการเขียนบทกวีและรวมกวีเล่มแรกของเขาก็ตีพิมพ์ในปี 1817 หรือเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

งานของเขาขายไม่ค่อยดีเพราะโดนวิจารณ์อย่างหนัก กวีหลายคนในยุคเดียวกันกับเขา (รวมทั้งยุคหลัง) ไม่ได้เคารพนับถือในงานของ จอห์น คีตส์ นัก อาจจะเพราะเขาเป็นพวกเสรีนิยม ซึ่งยืนอยู่คนละฝั่งกับชนชั้นปกครองในสมัยนั้น

ในปี 1818 จอห์น คีตส์ ต้องสูญเสียน้องชายไปอีกคนด้วยวัณโรค จากนั้นเขาจึงย้ายไปอยู่บ้านเพื่อน ก่อนจะได้พบและหลงรัก แฟนนี บรอว์น

และนี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์ที่สุดของ จอห์น คีตส์ คำวิจารณ์ที่มีต่องานของเขาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เขาให้กำเนิดบทกวีชื่อดังอย่าง The Eve of St Agnes, La Belle Dame Sans Merci, To Autumn ฯลฯ รวมทั้ง Ode to a Nightingale ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบทกวีสั้นภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ตั้งแต่เดือน ก.ย. 1819 จอห์น คีตส์ ก็ผลิตบทกวีได้น้อยลง ขณะที่ปัญหาทางการเงินของเขาใหญ่โตรุนแรงขึ้น เขาหมั้นกับแฟนนีแล้ว แต่ไม่มีเงินพอสำหรับแต่งงาน

ช่วงต้นปี 1820 จอห์น คีตส์ เริ่มแสดงอาการวัณโรค หนังสือเล่มที่ 2 ของเขาถูกตีพิมพ์ในเดือน ก.ค. ซึ่งตอนนั้นเขาก็มีอาการป่วยมากแล้ว ในเดือน ก.ย. จอห์น คีตส์ และเพื่อนของเขา โจเซฟ เวิร์น เดินทางไปอิตาลีด้วยหวังว่าอากาศที่อบอุ่นจะทำให้สุขภาพของ จอห์น คีตส์ ดีขึ้น แต่เมื่อมาถึงกรุงโรม เขากลับต้องนอนอยู่แต่บนเตียง ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 1821 ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในสุสานโปรเตสแตนต์ที่กรุงโรม

คำขอสุดท้ายของ จอห์น คีตส์ คือไม่ต้องใส่ชื่อและวันที่บนหลุมฝังศพ แต่ให้จารึกว่า “Here lies One whose Name was writ in Water.” เพื่อบอกกับผู้คนว่า… ชื่อเสียงและชีวิตนั้นเป็นเพียงสิ่งชั่วแล่น!

จากนั้นมางานของ จอห์น คีตส์ ได้รับความชื่นชมจาก อัลเฟรด, ลอร์ดเทนนีสัน, อัลเกอร์นอน ชาร์ลส์ สวินเบิร์น รวมทั้งกวีกลุ่ม พรี-ราฟาเอล ตลอดชีวิตการทำงานอันแสนสั้น เขาเป็นรุ่นที่สองของกวีจินตนิยมหรือ Romanticism เช่นเดียวกันกับ ลอร์ด ไบรอน และ เพอร์ซี บิช เชลลีย์ บทกวีของเขาถูกยกย่องว่า มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างประณีตและเต็มเปี่ยมด้วยจินตนาการ

หนังสือเรื่อง Reading John Keats โดย ซูซาน โวล์ฟสัน สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นับป็นหนึ่งในหนังสือน่าอ่านเกี่ยวกับ จอห์น คีตส์ ในเล่มจะพาไปสำรวจความซับซ้อนในจินตนาการของ จอห์น คีตส์ รวมทั้งอัจฉริยภาพการเล่นคำ รวมทั้งค้นพบความประหลาดใจ และสิ่งใหม่ๆ ที่เขาสอดแทรกมาในงานเขียน นำเสนอให้ผู้อ่านเห็นว่าเราควรเคารพต่อพลังแห่งความคิดซึ่งเปลี่ยนออกมาเป็นงานอักษรที่ลึกซึ้ง

และเวลา 200 ปีผ่านไป งานของ จอห์น คีตส์ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับกวีรุ่นหลัง วันนี้เขาเป็นหนึ่งในนักกวีชาวอังกฤษที่ได้รับความรักและยกย่องมากที่สุด

 

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ผู้ไขปริศนาพุทธปาฏิหาริย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492549

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ผู้ไขปริศนาพุทธปาฏิหาริย์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

กิตติศัพท์ของ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ นั้นคือครูอาจารย์ทั้งทางโลกทางธรรมผู้ระบือลือนามในข้ออรรถข้อธรรม รู้ได้ยินและได้อ่านหนังสือของท่านมาหลายเล่ม เอกลักษณ์ในงานวรรณกรรมของ ดร.บรรจบ คือ ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พุทธศาสน์จับต้องได้ หากในวันนี้ต้องหยิบหนังสือของท่านขึ้นมาใคร่ครวญ

“พุทธปาฏิหาริย์ ตำนานหรือเรื่องจริง” หนังสือเล่มใหม่ของ ดร.บรรจบ คือความพยายามของผู้เขียนเองที่ต้องการจะนำเรื่องพุทธปาฏิหาริย์มาวิเคราะห์ในทางตรรกะ ถึงเรื่องราวในพุทธประวัติ ซึ่งหลายตอนเชื่อว่ายังคาใจพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะเหตุการณ์เหนือจริงที่วิทยาศาสตร์ยากอธิบาย

ดร.บรรจบ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ในการหยิบยกเหตุการณ์หรือเรื่องราวในพุทธประวัติตอนต่างๆ โดยยึดจากหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เปรียบเทียบกับคัมภีร์อรรถกถา รวมทั้งได้แสดงความคิดเห็นไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้คิดและศึกษาค้นคว้าต่อไป

“ผมเขียนหนังสือเรื่องเล่มนี้ ด้วยความประสงค์ที่จะทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับพุทธประวัติให้ชัดเจน เพราะตั้งแต่เป็นนักเรียนจนมาถึงเป็นครูสอน กินเวลาหลายสิบปี ยังไม่เห็นนักวิชาการท่านใดพยายามอธิบายให้เป็นหลักเป็นฐาน อาจเพราะท่านไม่เห็นเป็นประเด็น แต่ผมเห็นตรงกันข้าม”

ทุกวันนี้มีผู้สนใจศึกษาพุทธศาสนามากมาย งานนี้ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายส่วนตัวของ ดร.บรรจบเอง ขณะเดียวกันก็อยากจะท้าทายไปยังผู้สนใจศึกษาพุทธศาสนาเหล่านั้น ที่จะได้ร่วมกันศึกษาหาแนวทางค้นหาคำตอบเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในประเด็นต่างๆ จากหลักฐานที่อ้างอิงได้ และขยายการค้นคว้าต่อไป

“พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ประสูติแล้วเดินได้เจ็ดก้าวจริงหรือ ปาฏิหาริย์ปราบชฎิลเป็นไปได้หรือไม่ ทรงชนะมารก่อนตรัสรู้หรือหลังตรัสรู้ ใช่หรือไม่ที่แม่พระธรณีมาเป็นพยาน และอีกหลากหลายข้อสงสัยเกี่ยวกับพุทธปาฏิหาริย์ ส่วนไหนที่เป็นตำนาน ส่วนไหนที่เป็นเรื่องจริง หนังสือเล่มนี้มีคำตอบ”

พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระสงฆ์แสดงฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ จุดประสงค์ไม่ให้แสดงเพื่อลาภสักการะ เรื่องนี้อธิบายต่างไปถ้าเป็นการแสดงปาฏิหาริย์เพื่อความรู้เข้าใจพุทธศาสนา โดยจะกล่าวไปว่า พุทธปาฏิหาริย์มีหลายแบบ เช่น อิทธิปาฏิหาริย์ ได้แก่ การเหาะเหินเดินอากาศ การย่นระยะทาง การอ่านใจฯลฯ กับอีกแบบหนึ่งคืออนุศาสนีปาฏิหาริย์ ได้แก่ การสอนให้คนเกิดศรัทธา ให้เกิดมรรคผล

“เรื่องราวของพระพุทธเจ้ามีประเด็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านส่วนพระองค์ สังคม ประวัติศาสตร์ และปาฏิหาริย์ หนังสือมุ่งวิเคราะห์ในประเด็นต่างๆ นี้ด้วยความตั้งใจที่จะเข้าถึง ขณะเดียวกันก็เป็นความพยายามส่วนตัวที่จะทำความเข้าใจและสร้างความเข้าใจ ด้วยสติปัญญาของคนยุคปัจจุบัน”

ดร.บรรจบ เป็นชาวราชบุรี สำเร็จเปรียญ 9 ประโยคขณะเป็นสามเณรจากสำนักวัดแก้วฟ้า จ.ราชบุรี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นนาคหลวง อุปสมบทในพระบรมราชานุเคราะห์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในปี 2521 สำเร็จปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ในปี 2532 สำเร็จปริญญาโท หลักสูตรอักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปศึกษาต่อที่อินเดีย ปริญญาเอกปี 2540 สาขาพุทธปรัชญา มหาวิทยาลัยมคธ (Ph.D.)

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาภาษาตะวันออก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นภาคีสมาชิกสาขาศาสนศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน มีงานเขียนหลากหลาย ทั้งที่เป็นตำราและหนังสือแนวพุทธปรัชญา

สำหรับงานเขียนเล่มต่อไป “บุญญฤทธิ์ลิขิตตน เทพดลหรือคนทำ” วิเคราะห์เรื่องบุญญฤทธิ์ (ฤทธิ์หรือความสำเร็จที่เกิดจากบุญ) เจาะให้ถึงแก่นว่า เมื่อคนทำความดีมากๆ แล้ว ในที่สุดความดีนั้นมีอานุภาพบันดลบันดาลให้สำเร็จสมปรารถนาอย่างไร

“จะตีพิมพ์เดือน ต.ค.นี้ ซึ่งเช่นเดียวกับงานเขียนของผมในชุดอื่นๆ ของอมรินทร์ธรรมะ ที่อ่านได้ง่าย”

 

‘กีฬากอล์ฟ’ ช่วงเวลาของครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492544

‘กีฬากอล์ฟ’ ช่วงเวลาของครอบครัว

โดย…ปอย  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ยกให้เป็นครอบครัวนักกีฬามืออาชีพ ทั้งพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวตัวจิ๋วที่จะก้าวตามรอยทางคุณพ่อคุณแม่ สาวน้อยวัย 10 ขวบเตรียมเป็นสปอร์ตเกิร์ลเป็นลูกไม้ใต้ต้น น้องเอมมี่-อาทิมา มีชัยพันธุมะบำรุง ลูกสาวสุดที่รักคุณพ่อ กฤษดา มีชัยพันธุมะบำรุง หรือโปรกอล์ฟชื่อดังที่รู้จักกันในชื่อ โปรโทนี่ มีชัย ส่วนคุณแม่คนไทยทุกคนก็รู้จักกันดี “น้องอาย” ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร อดีตนักว่ายน้ำเหรียญทองซีเกมส์ วันนี้โชว์วงสวิงพัตกอล์ฟกันในสไตล์สานสายใยครอบครัวไว้ด้วยกีฬา

คุณพ่อโปรโทนี่บอกว่า กีฬากอล์ฟไม่ได้จำกัดแค่นักกีฬาตระเวนแข่งขันตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ กอล์ฟสามารถเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย แล้วไม่จำกัดอาชีพอีกต่างหากซึ่งมีหลายคนเลือกไปออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนฝูง หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ยิ่งไปตีกอล์ฟกันเป็นกรุ๊ปยิ่งสนุก ได้ทั้งสุขภาพ และได้ทั้งความสุขในหมู่เพื่อนฝูงและครอบครัว

“ผมเริ่มเล่นกอล์ฟกับคุณพ่อที่เริ่มหัดให้เราตอน 5-6 ขวบ ผมเคยชวนเอมมี่เล่นตอนในวัยนี้เหมือนกันครับ แต่เอมมี่ไม่เล่นเธอเป็นตัวของตัวเองมาก คุณพ่อเล่นกอล์ฟก็จะหยิบไม้กอล์ฟชวนให้ไปพัตกอล์ฟ คุณแม่เป็นนักว่ายน้ำก็จะพาลงสระ แต่ที่สุดแล้วเอมมี่ก็เลือกกีฬาของตัวเองคือไอซ์สเกต เพราะไปสนามกอล์ฟก็ร้อน ลงสระว่ายน้ำแม่ก็เข้มงวด เลือกไปลานสเกตน้ำแข็งเย็นสบายที่สุดนะครับ (หัวเราะ) ผมก็พยายามฝึกให้ลูกสาวหัดฟอลโลว์ทรูได้ถูกต้องก่อนเลยครับ สอนให้ทำท่าจบให้ได้ วิธีนี้เธอก็จะพยายามทำท่าจบให้ได้เร็วที่สุด ลดท่าผิดให้ได้น้อยที่สุดด้วยครับ”

โปรโทนี่เผยเคล็ดลับแรกจูงใจลูกสาวให้ฝึกฝนเป็นนักกีฬา แล้วย้ำว่า “กอล์ฟ” เป็นกีฬาเล่นเพื่อความสนุก ผ่อนคลาย ดังนั้นช่วงเวลาวันหยุดพักผ่อน ลองหันมาใช้เวลาร่วมกับครอบครัวดูบ้าง ยิ่งถ้าต้องการเปิดโลกสุขภาพดีลองเดินออกห้างสรรพสินค้าดูบ้าง หรือเบื่อกีฬาในร่ม ลองชวนกันไปออกกำลังกายด้วยการไปไดรฟ์กอล์ฟ วัดระยะความไกล หรือไปที่สนามกอล์ฟทำสกอร์แข่งกันในครอบครัวก็ได้

นักกีฬาทีมชาติอดีตเงือกสาวที่คนไทยเรียกขานคุ้นเคย “น้องอาย” ศรสวรรค์ สำทับว่าลองเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วเลือกพักรีสอร์ทที่มีสนามกอล์ฟให้เล่น ก็สามารถชื่นชมวิวทิวทัศน์สวยงามรอบๆ รีสอร์ทได้เลย อีกทั้งยังได้เจอกับความยากง่ายในแต่ละสนามที่ต่างจากที่เคยตีในเมืองอีกด้วย

โปรโทนี่อธิบายเพิ่มเติมว่ากอล์ฟเป็นกีฬาครอบครัวได้จริงๆ เส้นทางนักกีฬาของเขาก็เริ่มจากคุณพ่อที่ให้รางวัลด้วยชุดกอล์ฟที่เขาอยากได้ ตั้งแต่วัย 5 ขวบ ก็เริ่มชิปแอนด์พัตทั้งวันเพื่อเป้าหมายรางวัลที่พ่อตั้งไว้ให้

“สอนในเวลาที่เหมาะสมจะทำให้เล่นได้ดีที่สุดครับ ตอนนี้เอมมี่อายุ 10 ขวบ ก็เหมาะกว่าตอนอายุ 6-7 ขวบที่ผมชวนเธอเล่นแล้วเธอปฏิเสธ (ว่าแล้วก็หัวเราะ) วัยนั้นเด็กผู้หญิงข้อมือยังไม่แข็งแรงเท่าวัยนี้ ผมเป็นสมาชิกของสมาคมในสิงคโปร์ ชื่อ Black Hat Golf Tips แล้วก็เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเรียนการสอนของสถาบันสอนกอล์ฟ Heartland Golf Schools มีโปรแกรมพาคนไปเล่นกอลฟ์กันทั้งครอบครัวที่สหรัฐ กลางปีนี้เอมมี่ก็จะไปทริปฟลอริดาแล้วไปแข่งขันกอล์ฟด้วย กีฬากอล์ฟต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้ได้วงสวิงสวยงาม และต้องใช้สมาธิสูง ต้องวางแผนกะระยะ ดูความลาดชันและทิศทางลม สิ่งที่เราจะได้จากการตีกอล์ฟคือ นอกจากการฝึกสมาธิให้จิตใจสงบ ฝึกคิดวิเคราะห์วางแผน และฝึกความอดทนแล้ว ยังได้พัฒนากล้ามเนื้อด้วย ก่อนเริ่มตีกอล์ฟต้องวอร์มอัพกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นก่อนเริ่มก็เช่นเดียวกับกีฬาชนิดอื่นๆ ทำให้กล้ามเนื้อเราไม่ฉีกขาดง่ายๆ ส่งผลให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากๆ ครับ”

ศรสวรรค์บอกว่าถ้าเราได้ตีกอล์ฟออกรอบกับครอบครัว ก็เป็นการสานสัมพันธ์กันระหว่างครอบครัว ให้ได้หัวเราะไปด้วยกัน มีช่วงเวลาแห่งความสุขและความอบอุ่นร่วมกันอีกด้วย ได้ไปเที่ยว ได้ออกกำลังกายไปในทริปเดียว

มือใหม่อยากหัดตีกอล์ฟต้องเริ่มต้นอย่างไร? ก่อนอื่นต้องแนะนำให้เริ่มหัดจากการไดรฟ์กอล์ฟก่อน เพียงเตรียมร่างกายและหัวใจ พร้อมรองเท้าผ้าใบ เพื่อมาเรียนรู้ทักษะกีฬาใหม่ๆ ที่แตกต่างจากที่เคยเล่น ซึ่งเรายังไม่จำเป็นต้องซื้อไม้กอล์ฟของตัวเอง แต่สามารถเช่าไม้กอล์ฟจากสนามไดรฟ์กอล์ฟก่อนได้ อาจเริ่มต้นเรียนจากครู หรือถ้ามีคนในครอบครัว หรือเพื่อนที่ตีกอล์ฟเป็นก็ให้มาเป็นเทรนเนอร์ก็ได้ ไม้ที่ควรเลือกใช้สำหรับมือใหม่คือ ไม้เหล็กเบอร์ 7 ขนาดพอดีกับมือใหม่ ส่วนถุงมือจะช่วยให้เราจับไม้ถนัดขึ้น ป้องกันเหงื่อที่มือทำให้มือลื่น ถ้าคิดเล่นจริงจังเมื่อไร จึงซื้อใช้ภายหลังได้ไม่มีปัญหา

สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในขั้นแรกของการตีกอล์ฟ ตั้งแต่การจับไม้ ท่ายืน ตำแหน่งของมือและแขน การเล็ง การถ่ายน้ำหนักตัว การวางลูก การขึ้นไม้ และท่าจบวงสวิงที่ถูกต้อง ครอบครัวนักกีฬาชวนให้มาเริ่มกันเลย

 

 

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ขอเปลี่ยนไปวิ่งในเลนอื่นบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492542

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ขอเปลี่ยนไปวิ่งในเลนอื่นบ้าง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ท้อฟฟี่-ชญาน์ทัต วงศ์มณี ในวัย 32 ปี อดีตคอมมูนิเคชั่น ไดเรกเตอร์ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย ขอเปลี่ยนชีวิตให้ช้าลงด้วยการสลับไปวิ่งในเลนอื่นดูบ้าง ทันทีที่คิดคือทันทีที่ยื่นใบลาออก จะเป็นอย่างไร ชีวิตจะช้าลง สงบลง รวมทั้งมองโลกได้เต็มตื่นตามที่ต้องการแค่ไหน ตามไปอ่านเรื่องราวของเขากันดีกว่า

ท้อฟฟี่ เล่าให้ฟังว่า ชีวิตที่ผ่านมาวิ่งอยู่บนเลนแห่งความเร็วและความโหด (ฮา) แถมเป็นการวิ่งแบบนันสต็อปที่วิ่งแล้วห้ามหยุด คงมุ่งหน้าวิ่งไปแต่ทิศทางข้างหน้า นั่นก็เพราะสืบเนื่องจากอาชีพการงาน ความเป็นนักสื่อสารองค์กรของเอเยนซียักษ์ใหญ่ ที่ต้องประสานสิบทิศ เรียนรู้ตลอดเวลา แก้ปัญหาตลอดเวลา สนุกแต่เหนื่อยสุดสุด

“7 ปีบนลู่วิ่งสำหรับเส้นทางสายนี้ ผมคิดว่าผมอยากพักสักนิด อยากให้ตัวเองช้าลงสักหน่อย ตั้งสติ ณ จุดนี้เพื่อตัดสินใจว่า จะเดินหรือแม้กระทั่งจะวิ่งต่อ ไปทางไหน” ท้อฟฟี่ เล่า ตั้งแต่ 7 ปีก่อนภายหลังจบปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท้อฟฟี่กระโดดขึ้นลู่วิ่งบนสายงานประชาสัมพันธ์แล้วควบวิ่งเร็วจี๋มาตั้งแต่นั้น

แล้ววันหนึ่งท้อฟฟี่ก็ยื่นใบลาออก ถึงวันที่เขียนต้นฉบับนี้คือ 7 วันเต็มที่ลาออกจากโอกิลวี่ฯ ในทันทีนั้นเขาเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าออกเดินทางไปท่องเที่ยวชายทะเลที่อยากไปมานาน จุดหมายปลายทางคือหมู่เกาะมังกรในประเทศเมียนมา ใช้ชีวิตแบบ “เต็มที่” กับสายลมสายน้ำและแสงแดดเปรี้ยง

ชีวิตมองยาวๆ ไปข้างหน้า มองหาความท้าทายใหม่ๆ ท้อฟฟี่ เล่าว่า คือชีวิตที่มาถึงจุดที่อยากทำอะไรใหม่ๆ อยากเปลี่ยนทั้งสไตล์การใช้ชีวิตและเปลี่ยนทั้งอาชีพการงาน สำหรับสไตล์ส่วนตัวที่ครั้งหนึ่งเคยรีบเร่งลนไฟตลอดเวย์ วันนี้ปรับตัวเองให้ช้าลงด้วยวิธีแปลกแต่ได้ผล นั่นคือการนำตัวเองออกจากสนามที่คุ้นเคย และไปอยู่ในสนามที่ไม่คุ้นเคยแทน

“พอเราวิ่งในเลนของเราที่เคยวิ่ง เราก็จะวิ่งได้เร็วจี๋ เพราะมันเป็นสนามที่เราคุ้นเคย แต่ผมเลือกที่จะมองหาความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการเปลี่ยนตัวเองไปอยู่ในสนามที่ไม่คุ้นเคย ด้วยวิธีนี้ผมช้าลงโดยอัตโนมัติ”

ท้อฟฟี่ไปฝึกเรียนทำอาหารไทย จากก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอาหารและไม่มีแพสชันเรื่องการทำอาหารเลย แต่เพราะต้องการสนามแปลกหน้าอย่างแท้จริง ได้ผลอย่างที่ต้องการ เขากลายเป็นเด็กหลังห้องที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ประสีประสาเรื่องการทำอาหาร ฝึกทำอาหารอยู่ท่ามกลางเด็กเก่ง เพราะทุกคนคือเชฟมือเก๋า หลายคนคือนักธุรกิจอาหาร มีภูมิและมีฐานความรู้มาก่อน

“เราเคยเป็นเด็กเก่งที่นั่งหน้าห้องมาตลอด ถึงวันหนึ่งเรากลายเป็นเด็กหลังห้อง ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ สำหรับผม ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่สำคัญคือได้รู้จักอีกด้านหนึ่งของตัวเอง มีด้านที่เราไม่เก่งนะ มีด้านที่เราไม่เชี่ยวนะ ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกเคารพผู้อื่นมากขึ้น ค้อมคารวะผู้อื่นในความเก่งฉกาจของเขาได้หมดใจ”

ชีวิตที่ช้าลง ทำให้เราเคารพคนอื่น การกระโดดไปวิ่งในเลนอื่นๆ ของชีวิตดูบ้าง สำหรับท้อฟฟี่แล้วเป็นคำแนะนำว่าทุกคนควรลอง การวิ่งในเลนของตัวเองแบบห้อเต็มเหยียดไปนานๆ ไม่ดีกับตัวผู้วิ่ง พอๆ กับเป็นอันตราย ใช่! เราวิ่งไปได้เร็วก็จริง ทว่าไม่มีใครที่เป็นคู่แข่งเราเลย การไม่มีคู่แข่งนั้นเองที่น่ากลัว

“คือความจริงที่ว่าเราช้าลง พร้อมๆ กับที่เราได้เขย่าตัวเอง ได้เปิดโลกใหม่ ที่เราไม่รู้ๆๆๆๆๆ มีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะเหลือเกิน สนุกมากเหมือนกันที่รู้ว่า เรารู้น้อยมาก เราต้องเรียนรู้อีกมาก และเราต้องเคารพคนอื่นให้มาก” ท้อฟฟี่ เล่า

นอกเหนือจากการไปเรียนทำอาหาร ท้อฟฟี่ยังไปเรียนรู้เรื่องการเป็นบล็อกเกอร์มือหนึ่ง เขาส่งผลงานบล็อกของตัวเอง “วัยว้าวุ่นรุ่น 30” และได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์ 60 คนของบล็อกเกอร์บูธแคมป์ ท้อฟฟี่เปิดอีกโลกใหม่ที่นี่เช่นกัน

ส่วนการงานที่เตรียมจะเปลี่ยนลู่วิ่งด้วยเช่นกัน ท้อฟฟี่ เล่าว่า อนาคตจะทำงานสอนให้มากขึ้น จากเดิมที่รับเชิญเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับงานครีเอทีฟไรท์ติ้งให้แก่นักศึกษาที่จุฬาลงกรณ์ รวมทั้งธรรมศาสตร์ หากต่อไปมีแผนจะเปิดคอร์สเทรนนิ่ง อบรมให้ความรู้ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์และการตลาดแก่นักธุรกิจเอสเอ็มอี

นอกจากนี้คือการก้าวสู่การทำธุรกิจของตัวเอง ผลิตและจัดจำหน่ายธัญพืชเพื่อสุขภาพ โดยเป็นผลิตภัณฑ์กราโนล่า ธัญพืชในสกุลข้าวโอ๊ตที่เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดผู้บริโภคผู้ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ Oat my gosh สินค้าพรีเมียมรสเลิศ ที่อร่อย สนุกแถมสุขภาพดีด้วย กำหนดจะเปิดตัวจัดจำหน่ายภายในเดือน ต.ค.นี้

ท้อฟฟี่ บอกว่า นี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เขาต้องไปคลุกอยู่ในเวทีที่แตกต่าง จากเดิมเป็นนักสื่อสารองค์กร ทำหน้าที่ในการเผยแพร่และถ่ายทอด ทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลไปยังผู้บริโภค หากธุรกิจกราโนล่า-Oat my gosh คือสิ่งที่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งในทุกสิ่ง ตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย การคัดสรรวัตถุดิบ

“ลาออกแล้วคิดว่าจะว่าง แต่ผมก็ไม่ว่าง (ฮา) สนุกและตื่นเต้นกับงานใหม่ ธุรกิจใหม่ รวมทั้งมุมมองใหม่ๆ ในชีวิต”

เที่ยวสนุกจนพอแรงแล้วเตรียมกลับมาทำงาน ชีวิตช้าลง แต่ก็เหมือนว่าท้อฟฟี่จะมีพลังมากขึ้น มีความพร้อมต่อการทำงานมากขึ้น รวมทั้งมองทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น ที่ผ่านมาแม้ชีวิตการทำงานช่วงแรกจะผ่านไปไว หากข้อดีคือองค์ความรู้และโอกาสในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เหลือแต่อนาคตที่เชื่อว่า จะตัดสินใจได้ถูกต้อง

สำหรับผู้อ่าน ท้อฟฟี่มีคำถามในใจที่อยากถามผู้อ่านว่า เคยมีสักครั้งหรือไม่ ที่จะทิ้งคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ลองไปหัด ลองไปเรียน ลองไปอยู่ในโลกของคนอื่นดูบ้าง ไปอยู่ในโลกที่เราไม่เก่งดูบ้าง คุณจะพบตัวเองในแบบที่คุณไม่เคยรู้จัก จะพบคนอื่นในมุมที่คุณไม่เคยคิดจะพบ ในโลกที่คุณเหลือ 0 มันสุดยอดมากๆ และดีกับคุณแน่ๆ

 

ดร.ชุมพล ครุฑแก้ว ชายผู้ไม่เคยหยุดบันทึกสองเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492540

ดร.ชุมพล ครุฑแก้ว ชายผู้ไม่เคยหยุดบันทึกสองเท้า

โดย…สมแขก ภาพ บันทึกสองเท้า

เมื่อไม่นานมานี้ วงการวิ่งได้ร่วมแสดงความยินดีกับภาพความยิ่งใหญ่ของนักวิ่งชาวไทย ฉากที่ว่านั้นคือ ทิวทัศน์เบื้องหลังคือเทือกเขาแอลป์ ธงชาติไทยโบกสะบัดในมือของ จุ๋ง-ดร.ชุมพล ครุฑแก้ว นักวิ่งอัลตรามาราธอนคนแรกของประเทศไทยที่สามารถจบการแข่งขันรายการวิ่งบนเส้นทางวิ่งรอบเทือกเขาแอลป์ สนามวิ่งสุดหฤโหดระดับโลกระยะทาง 350 กม. ภายในเวลา 154.44 ชั่วโมง แต่นี่ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ครั้งเดียวที่คนตัวเล็กๆ คนนี้จะทำให้เกิด

วิ่งพัฒนาตัวเองและองค์กร

ดร.จุ๋ง ที่เดิมเป็นเพียงนักวิชาการ ตำแหน่งหัวหน้าห้องปฏิบัติการพัฒนามาตรฐานและการทดสอบ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และพ่วงท้ายด้วยคำว่านักวิ่ง

ในสังคมนักวิ่งรู้จักนักวิ่งเจ้าของแฟนเพจ เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย และบันทึกสองเท้า ว่าเป็นนักวิ่งฝีเท้าดี ทั้งยังจิตใจดี ที่สำคัญเขายังเป็นหนึ่งแรงบันดาลใจให้แก่นักวิ่งหลายคน จุดเริ่มต้นของเขา ดร.จุ๋ง วิ่งเพียงเพื่อต้องการออกกำลังกาย ใช้การก้าวเป็นงานอดิเรกเล็กๆ เริ่มต้นวิ่งรอบอาคารสำนักงานของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มจัดงานวิ่งเล็กๆ ภายในองค์กร ปลุกให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายลุกขึ้นมาวิ่ง จนปัจจุบัน สวทช.เป็นองค์กรที่มีงานวิ่งประจำปีที่น่ารัก

อย่างไรก็ตาม การวิ่งสำหรับชายคนนี้เป็นส่วนสำคัญของชีวิต การก้าวเล็กๆ นั้น นำให้เขาพัฒนาตัวเองและพาเขาสู่เป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความฝัน เขาสร้างเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

วิ่งเพื่อเป้าหมายใหม่

มีคนตั้งคำถามกับชายคนนี้ว่า วิ่งเพื่ออะไร ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าไม่รู้ แต่ ณ ขณะนี้คำตอบอาจจะชัดเจนขึ้นบ้างแล้ว “รู้สึกว่าอยากจะวิ่งจนถึงวาระสุดท้าย เหมือน Run for life วิ่งไปตลอด วิ่งให้ยั่งยืน แต่ระหว่างนั้นเรามีเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางเต็มไปหมด ผมว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผมลุกมาวิ่ง”

ดร.ชุมพล กับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการลาออกจากงานที่เรียกว่ามั่นคง เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันอัลตรารันนิ่ง ในรายการ Great​ Himalaya​ Trail 2017 หรือการวิ่งตามเส้นทางธรรมชาติที่เชื่อมจากทางฝั่งตะวันออกสุดของเทือกเขาหิมาลัยไปจรดทางตะวันตกสุดในประเทศเนปาล หากประเมินระยะทางคร่าวๆ ก็จะประมาณ 1,760 กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการแข่งขัน โดยเริ่มแข่งขันตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา กำหนดระยะเวลาคือ 45 วัน การสื่อสารทั้งหมดระหว่างนักวิ่งและทีมเซอร์วิสไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต แต่สามารถส่งข้อความจากสัญญาณดาวเทียม ที่ส่งข้อความได้ครั้งละ 160 ตัวอักษรเท่านั้น

การเป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอนของ ดร.จุ๋ง จะบอกว่าเป็นเสมือนปริศนาธรรมที่ยกมาส่วนหนึ่ง ในพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ที่ว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์” เขายึดถือแนวคิดมาอย่างเหนียวแน่น ซ้อมวิ่งไม่เน้นความเร็วมากเกินไป เน้นวิ่งนุ่มนวล แม้จะทำให้วิ่งช้าลง แต่สามารถวิ่งได้ไกลและนานขึ้น

“ผมเคยซ้อมวิ่งตั้งแต่สวนลุมพินีเปิด จนกระทั่งสวนปิด ระยะทางได้ราวๆ เกือบ 100 กิโลเมตร บางคนอาจเป็นห่วงว่าจะเสียสุขภาพหรือหักโหมเกินไปไหม จริงๆ แล้วต้องค่อยๆ ฝึกร่างกายนะครับ ว่าวิ่งหรือเดินอย่างไรไม่ให้เหนื่อยหรือออกแรงน้อยมาก และควรรู้ตัวว่า เราเหนื่อยแค่ไหนอยู่ตลอดเวลา ผมไม่เคยแนะนำให้ใครทำตามโดยไม่ได้มีความพร้อม แต่สำหรับผมถ้าเราเปรียบเทียบตัวเองกับผู้ใช้แรงงานบางท่านที่ต้องทำงานต่อเนื่องนานๆ ตากแดด ตากฝน ด้วยความจำเป็น การวิ่งช้าๆ ของผมเหนื่อยและลำบากน้อยกว่ามากจริงครับ”

สำหรับการฝึกซ้อม และเตรียมตัว นอกจากเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายด้วยการฝึกซ้อมวิ่ง เดินในความชัน และยังต้องเรียนรู้เทคนิคการเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมที่สุดขั้ว “ผมศึกษาจากคุณเอก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจระดับต้นๆ ของประเทศ ที่ผ่านประสบการณ์ทรหดสุดขั้วมามากมาย ทั้งหนาวสุดที่ขั้วโลกเหนือ ร้อนสุดกลางทะเลทราย ผมเริ่มต้นการฝึกซ้อมประจำปี 2560 ด้วยการเดินเทรคกิ้งที่เนปาล โดยการแบกน้ำหนักประมาณ 13 กก. บนสันเขาที่สูงเกิน 3,000 เมตร ต้องเดินฝ่าหิมะตกอยู่หลายชั่วโมง”

รายการแข่งคือแรงจูงใจ

นักวิ่งอัลตราบอกว่า การแข่งขันเป็นสิ่งจูงใจอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เราตั้งใจฝึกซ้อม ดังนั้น ถ้าคุณอยากจะวิ่งให้ดีขึ้น การเลือกรายการที่เป็นเป้าหมายหนึ่งรายการ คุณจะเดินทางตามเป้าหมายได้ดีขึ้น “แม้ผมจะเน้นการวิ่งแบบยั่งยืนหรือการวิ่งโดยพื้นฐานที่ว่าเราจะวิ่งให้ได้ตลอดชีวิต แต่สำหรับการแข่งขันเราจะเต็มที่เสมอโดยไม่ฝืนเกินไป การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เราตัดสินใจสมัครแข่งแล้ว การฝึกซ้อมที่เพียงพอจะสร้างความมั่นใจ ร่างกายมีความแข็งแรง ในสนามแข่งเราก็จะสนุกและทำได้ดี

“ผมมองว่าโค้ชที่ดีที่สุดคือตัวเอง ดังนั้นในฐานะนักวิ่งเราจะต้องรู้จักตัวเองมากที่สุด รู้จักทุกอย่างของตัวเอง รู้ว่าเราอิ่ม นอนพอไหม เราเป็นใคร พร้อมตอนไหน คือเราต้องรู้ตัวทุกอย่างจริงๆ มันเหมือนการปฏิบัติธรรมกลายๆ พอเรารู้ข้อมูลของนักกีฬามากที่สุดแล้ว โค้ชที่ดีที่สุดก็คือตัวเรา แต่การมีโค้ชที่ดีคอยแนะนำก็มีข้อดี เหมือนเราได้คำแนะนำจากคนนอกที่มองเข้ามา แต่ที่ขาดไม่ได้คือเราต้องเป็นโค้ชให้ตัวเอง”

วิ่งเคียงพ่อคือความสุข

แม้จะวิ่งมาในที่ที่โหดและหินในโลก และภาพที่หลายคนจดจำได้ดี และภาพจำนี้มักมีรอยยิ้มอยู่ด้วยเสมอ นั่นคือ ดร.จุ๋ง มักจะวิ่งเคียงข้างคุณพ่อ วันชัย ครุฑแก้ว ไม่ว่าระยะวิ่งจะใกล้เพียงระยะฟันรัน (3-4 กม.) หรือไกลถึงระยะมาราธอน (42.195 กม.) สองพ่อลูกมักวิ่งด้วยกันด้วยความสุขเสมอ

ดร.จุ๋ง เล่าเรื่องราวระหว่างเส้นทางวิ่งของเขากับพ่อไว้ในกล่องเรื่องราวที่เรียกว่า “Run with Dad” บันทึกวันที่พ่อเริ่มหัดวิ่งขณะที่อายุ 74 ปี แต่อีกสองปีต่อมา ชายชราวัย 76 ปี สามารถวิ่งจนจบระยะมาราธอนแรกได้ ตอนหนึ่ง ดร.จุ๋ง บันทึกว่า “การวิ่งกับพ่อถือเป็นการซ้อมวิ่งยาวและฝึกวิ่งแบบผ่อนแรงที่ดีมาก”

“สำหรับคุณพ่อ มาราธอนครั้งแรกของพ่อเมื่อประมาณปี 2556 ที่ภูเก็ต สำเร็จได้เกือบ 8 ชั่วโมง ครั้งที่ 2 ที่พัทยามาราธอน เวลาดีขึ้นเยอะเลย 7 ชั่วโมง แต่ขาดไป 800 เมตร พ่อนั่งหลับเสียก่อน คือนั่งพักแล้วก็หลับ รถเขาก็พาเข้าเส้นชัยให้ก็ได้เหรียญ ครั้งที่ 3 ที่กรุงเทพมาราธอน เขาให้เวลาจำกัดมาก เขาให้แค่ 6 ชั่วโมง แต่พ่อวิ่ง 7 ชั่วโมง พอวิ่งได้สัก 25 กิโลเขาก็จะเปิดถนนเลยให้รถมารับพ่อขึ้นไปประมาณ 9 กิโล ก็มาวิ่งต่อสักประมาณ 30 กว่ากิโล ส่วนครั้งที่วิ่งได้ดีมาก คือใช้เวลาไปแค่ 6 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าอากาศดี พ่อก็วิ่งทำความเร็วได้ดีขึ้นด้วย” ดร.จุ๋ง เล่าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล คล้ายจังหวะการก้าว

ติดตามและให้กำลังใจการแข่งขันของ ดร.จุ๋ง ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ FeetNote (“บันทึกสองเท้า”) ซึ่งเป็นเพจรวมโพสต์ภาพและบันทึกประสบการณ์สองเท้า หรือ “Jung Chumphol Krootkaew” สำหรับเนื้อหาการเริ่มต้นวิ่งอย่างง่าย ติดตามได้จากเพจ “เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย” www.facebook.com/BananaRunning

 

 

 

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กับแผน ‘เกษียณสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492474

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กับแผน ‘เกษียณสุข’

โดย…พูลศรี เจริญ

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา โลดแล่นอยู่ในโลกแห่งการออมการลงทุนมานาน เริ่มจากเทรดบอนด์ หรือตราสารหนี้ ซึ่งยุคโน้น หรือก่อนวิกฤตปี 2540 เธอบอกว่าเทรดจนเบลอชีวิตอยู่กับโทรศัพท์และหน้าจอคอมพิวเตอร์  ถึงขั้นเคยพูดกับโทรศัพท์ว่าฮัลโหลๆ ด้วยเพราะในชีวิตประจำวันต้องโทรศัพท์พูดคุยกับผู้ค้าตราสารหนี้หรือดีลเลอร์ด้วยกัน

“เทรดบอนด์ 5 ปีก็เบื่อ เพราะเป็นงานรูทีน หรือเป็นงานที่ทำประจำวัน ขาดความท้าท้าย” เมธ์เล่าย้อนอดีตให้ฟังกับงานแรกที่ทำหลังเรียนจบ

ปัจจุบันเมธ์เป็นแม่ทัพ หรือกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)บางกอกแคปปิตอล หรือ BCAP บริษัทลูกของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง  ปัจจุบัน บลจ.บางกอกแคปปิตอล มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 2 หมื่นกว่าล้านบาท

ในโลกการทำงานเมธ์เป็นมือบริหารเงินลงทุนให้ลูกค้า น่าสนใจว่าแล้วโลกส่วนตัวของสาวสวยวัย 44 ปี มีการวางแผนชีวิต วางแผนเรื่องการออม การลงทุน เพื่อรองรับวัยเกษียณอย่างไร ปัจจุบันสมรสแล้วมีลูก 2 คน ลูกสาวหนึ่ง ลูกชายหนึ่ง

“อยากจะเกษียณตอนที่อายุยังไม่มากเกินไป เพราะอยากมีโอกาสไปทำอะไรหลายๆ อย่างที่ชอบ อยากจะเดินทางไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ อยากจะมีเวลาออกกำลังกายเรียนทำอาหาร ปลูกผักสวนครัว ฯลฯ “

เมธ์ เล่าว่า จริงๆ แล้วเธอเคยคิดจะเกษียณตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว คิดว่าคงไม่เกิดขึ้นภายใน 5 ปีนี้ เพราะตอนนี้เพิ่งเริ่มทำงานที่ใหม่ มีภาระหน้าที่ที่จะต้องนำพาบริษัทที่ช่วยก่อตั้งขึ้นให้ประสบความสำเร็จก่อน และตอนนี้ก็ยังสนุกกับงานใหม่ มีแผนงานมากมายที่ต้องทำ

“หว่านเมล็ดไปเยอะแล้ว อยากจะรอดูดอกผลก่อนค่ะ”

เป็นคุณแม่ลูกสอง งานก็ยุ่ง แต่เมธ์ยังดูเฟรชชี่อยู่ตลอดเวลา เป็นผู้หญิงที่บุคลิกดีและดูแคล่วคล่อง เมื่อถามถึงเรื่องการดูแลสุขภาพ เธอแบ่งปันข้อมูลว่าจะแบ่งเป็น2 ส่วน คือ ออกกำลังกายกับการบริโภคอาหาร

“ปกติจะพยายามจัดเวลาสำหรับออกกำลังกายให้กับตัวเอง แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของชีวิตค่ะ”

เมธ์ เล่าว่า ช่วงที่เริ่มทำงานใหม่ๆจะออกกำลังกายหลังเลิกงานเกือบทุกวัน พอทำงานตำแหน่งใหญ่ขึ้น งานเยอะขึ้น ก็มีเวลาออกกำลังกายน้อยลง บางครั้งก็ใช้เวลาหลังเลิกงาน หรือช่วงพักเที่ยงไปออกกำลังกายที่ยิม พอแต่งงานมีลูก เวลาออกกำลังกายก็ยิ่งน้อยลง ยกเว้นช่วงหลังคลอดใหม่ๆ มีแรงบันดาลใจอยากให้รูปร่างเข้าที่เร็ว จึงออกกำลังกายในช่วงพักเที่ยง และก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นพิลาทิส (Pilates) ปัจจุบัน ทั้งงานทั้งกิจกรรมของลูก จึงไม่ค่อยมีเวลาไปยิมอาศัยห้องยิมที่บ้าน

เธอบอกว่า ทุกวันอาทิตย์จะมีเทรนเนอร์มาเทรนพิลาทิสให้อาทิตย์ละครั้ง ส่วนกลางอาทิตย์ถ้ามีเวลาก็จะออกกำลังกายที่บ้าน เล่นพิลาทิส วิ่ง เครื่องเล่นเวต ว่ายน้ำ ในช่วงค่ำหลังเลิกงานหรือช่วงเช้าก่อนออกไปทำงาน บางอาทิตย์เหนื่อยก็อาจไม่ได้ออกกำลังกายเลย

“บางครั้งกิจกรรมของลูกก็บังคับให้เราได้ออกกำลังกายไปด้วย เช่น พาลูกไปเล่นสกี สเกต ไปวิ่ง Fun run ต่างๆ ส่วนมากเวลาทำกิจกรรมในครอบครัวเราจะทำด้วยกันหมดทุกคน คือคุณพ่อชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ทุกคนก็เลยรุมบังคับให้แม่ทำด้วย”

มาที่เรื่องการบริโภคอาหาร เมธ์ บอกว่า ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร เธอเป็นคนชอบรับประทานและชอบที่จะลองอาหารหรือร้านใหม่ๆ จะพยายามรับประทานมื้อเบาสลับกับมื้อหนัก ส่วนมากชอบรับประทานอาหารและขนมที่ทำเอง เพราะสามารถควบคุมส่วนผสมได้  พยายามเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารและไขมันต่ำ

“การรับประทานอาหารที่ทำเองในบ้านมีส่วนช่วยอย่างมากในเรื่องสุขภาพ และช่วยป้องกันภาวะน้ำหนักเกินด้วยค่ะ”

เข้าเรื่องสำคัญว่าด้วยเงินๆ ทองๆ คือ การวางแผนการเงิน การออม ลงทุน เพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ

เมธ์บอกว่าเงินออมของครอบครัวจะแบ่งเป็น 3 ส่วน  ส่วนแรก ทุนการศึกษาของลูกๆ  ส่วนที่สอง  เงินที่จะส่งต่อให้ลูกเมื่อโตขึ้น และส่วนที่สาม เงินที่ออมไว้สำหรับใช้เองหลังเกษียณ

“สินทรัพย์ที่ลงทุนและเงินออมมีหลายประเภท ตั้งแต่สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแต่มีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไปเช่น เงินฝากธนาคาร เงินลงทุนในกองทุนรวม เงินลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้นและตราสารหนี้  เงินลงทุนในต่างประเทศส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ก็จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ภาพวาด อัญมณี นอกจากเงินออมและเงินลงทุนแล้ว ยังซื้อระกันชีวิตไว้ด้วย”

เงินออมในส่วนที่เป็นทุนการศึกษาของลูก ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อ-แม่ ครอบครัว “ประเสริฐสินธนา” ก็จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและมีผลตอบแทนสม่ำเสมอ เช่น เงินปันผล หรือดอกเบี้ย และมีเงินลงทุนในต่างประเทศ ในสกุลเงินตราต่างประเทศ เพื่อที่จะได้ใช้เป็นทุนการศึกษาของลูกในอนาคต

”ในส่วนของเงินที่จะส่งต่อให้ลูกหลานนั้น เนื่องจากเป็นเงินลงทุนระยะยาวจึงสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นและมีสภาพคล่องต่ำได้ เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นซื้ออสังหาริมทรัพย์”

เงินส่วนสุดท้ายเป็นเงินส่วนที่เตรียมไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ จะประกอบด้วยเงินที่ออมไว้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมธ์บอกว่า เธอสะสมมาขณะที่ทำงานอยู่และเงินที่ลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ผลประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นอกจากนี้ยังมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่ได้มาจากการที่เป็นพนักงานของบริษัทที่ทำงานอยู่ เงินออมส่วนที่เหลือเมธ์จะจัด
ในรูปของการทำ Asset Allocation ซึ่งจะปรับความเสี่ยงลงตามอายุที่มากขึ้น จนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ

 

เปิดไดอารี่ส่วนตัว ครอบครัวสายท่องโลก คูลเจขวัญ วรงค์พร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492471

เปิดไดอารี่ส่วนตัว ครอบครัวสายท่องโลก คูลเจขวัญ วรงค์พร

โดย…ฤดูกาล ภาพ : วรงค์พร วิชัยดิษฐ์

ครอบครัวสุดน่ารักของ ขวัญ-วรงค์พร วิชัยดิษฐ์ คูลเจแห่งคลื่นคูลฟาเรนไฮต์ 93 ที่ทำให้หลายคนต้องร้องว้าว! มาแล้ว

กับไลฟ์สไตล์การเลี้ยงลูกที่ใช้การเดินทางเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ พร้อมบทเรียนเป็นประสบการณ์และช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นของครอบครัว

ลูกสาวทั้งสองคน (ปัจจุบันคนโต 10 ขวบคนเล็ก 6 ขวบ) ถูกกระเตงไปท่องเที่ยวตั้งแต่อายุไม่ครบปี ตามไลฟ์สไตล์ของสามีที่เที่ยวหนักมาก

“เมื่อก่อนตัวเองก็ชอบเที่ยวในระดับหนึ่งแต่พอมาเจอสามี คือเขาเที่ยวหนักมาก จนตอนนี้ดีกรีการเดินทางเริ่มพอๆ กันแล้ว” ขวัญกล่าว

“พวกเรามีเวลาหยุดว่างไม่ได้ ต้องเปิดตำรา เปิดอินเทอร์เน็ตวางแผนเที่ยวตลอด จนกระทั่งมีลูกสาวคนแรก ตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 1 ปี ก็พาไปญี่ปุ่นแล้ว ทำให้ลูกสาวกลายเป็นเด็กเที่ยวเก่งและอึดมาก รวมถึง
คนเล็กก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวเป็นยังไงลูกๆ ก็จะถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น

“เราสอนให้เขาอดทนและให้เขาเข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างล่าสุดพาลูกๆ ไปเที่ยวโอกินาวา เขาก็ต้องลากกระเป๋าเองและต้องสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เพื่อฝึกให้ลูกอดทนและสอนเรื่องการเดินทางจริงๆ”

เธอเล่าต่อว่า ได้พาลูกๆ สัมผัสประสบการณ์ตั้งแต่หรูสุดถึงลุยสุด ตั้งแต่นอนโรงแรม 5 ดาว บินบิซิเนสคลาส ถึงนอนโฮสเทลแบกเป้แบ็กแพ็ก เธอพยายามสอนลูกผ่านประสบการณ์หลากหลายนั้นเพื่อให้ลูกเข้าใจชีวิต ก่อนจะถึงอนาคตในวันที่พ่อแม่ไม่ได้เดินทางด้วยกัน วันนั้นลูกๆจะได้กล้าออกเดินทางด้วยตัวเอง

“ลูกๆ จะมีส่วนในการวางแผนการเดินทางทุกครั้ง ทั้งเป็นคนเลือกจุดหมายปลายทางเอง หรือบางประเทศที่พ่อแม่อยากไป ต้องมีการตกลงร่วมกันของพ่อแม่และลูกทั้งสองคนก่อนว่าโอเคไหม? สถานที่
แห่งนั้นมีอะไรน่าสนใจ ทำไมถึงต้องไป จากนั้นก็วางกิจกรรมและเส้นทางด้วยกันเพื่อสร้างทริปที่ทุกคนอยากไป”

นอกจากนี้ ดีกรีความท้าทายก็เพิ่มมากขึ้นตามอายุของลูกน้อย จากตอนแบเบาะไปประเทศใกล้ๆ อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น จนกระทั่งโตขึ้นมาได้เดินทางไปโปรตุเกส และประเทศทางแถบยุโรป ส่วนในอนาคตเธอวางแผนอยากให้ลูกๆ ไปตะลุยอเมริกาใต้

“เด็กอาจจำเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ แต่เขาจำความรู้สึกได้ และการเดินทางยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ เราเห็นลูกๆ อดทนมากขึ้น แข็งแกร่งมากขึ้น ยอมรับในความแตกต่างมากขึ้น เพราะเวลาเดินทางไปแต่ละประเทศ เราจะเจอกฎระเบียบหรือนิสัยคนที่แตกต่างกันไป แรกๆ โลกจะหมุนรอบเขา เขาจะชินกับการเป็นที่รักและเป็นศูนย์กลางของบ้าน แต่การไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลง และเขากำลังหมุนรอบโลกอยู่ ซึ่งท้ายที่สุดเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกใบนี้อย่างถูกต้อง” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางของคูลเจขวัญได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Cool J Kwan