ใช้โดรนเร่งปลูกป่า ปี 1,000,000 ต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533364

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2558 10:01

 

บริษัทวิศวกรรมอังกฤษแห่งหนึ่ง กำลังพยายามให้ชาวโลกสนับสนุน เพื่อประดิษฐ์โดรนอันเป็นยานบินขนาดเล็กอัตโนมัติ ใช้สำหรับปลูกป่าโดยเฉพาะ เพื่อที่จะต่อต้านกับการตัดไม้ทำลายป่าอย่างเด็ดขาด กำลังเป็นอยู่ทั่วโลก

บริษัทคาร์บอนวิศวกรรม บริษัทไบโอ บริษัทชีวคาร์บอนวิศวกรรม ที่เมืองออกซ์ฟอร์ด เชื่อมั่นว่า หากใช้โดรนอัตโนมัติ จะสามารถต่อสู้กับการตัดไม้ทำลายป่าลงได้ เพราะเชื่อว่า โดยการใช้กองทัพโดรน จะสามารถปลูกป่าด้วยการปลูกต้นไม้หนึ่งล้านต้น ให้ขึ้นได้สำเร็จภายในเวลาปีเดียว โดยเฉพาะวิศวกรของบริษัทได้อ้างว่า โลกกำลังสูญเสียต้นไม้จากการตัดไม้ทำลายป่านี้ลงไปถึงปีละ 6,000 ล้านต้น

ทางบริษัทได้รับรองว่า หากได้รับอนุมัติ จะใช้ฝูงโดรนออกบินถ่ายภาพบริเวณต่างๆ เพื่อให้บริษัททราบถึงสภาพของดินแถบนั้นว่ามีสารอาหารอยู่หรือไม่ มีพืชพรรณนานาชนิดอยู่ และลักษณะภูมิประเทศของมัน “เราเชื่อว่าหากได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ ก็สามารถที่จะวางแผนการปลูกป่าให้ทั่วถึงได้ ยานบินเหล่านี้สามารถที่จะบังคับให้บินอยู่เหนือพื้น แค่ในระยะ 2 ถึง 3 เมตร และก็หว่านเมล็ดพันธุ์พืชลงให้ทั่ว พร้อมกับปุ๋ยที่จะช่วยให้มันเจริญเติบโตขึ้นได้”.

เศรษฐกิจพอเพียงหนุนชาวบ้านพึ่งตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533469

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2558 05:15

 

อุทยานฯส่งเสริมโครงการประชาคมในพื้นที่ป่า กระตุ้นการมีส่วนร่วม

นายพีระ พันธุ์พิจิตร หัวหน้าฝ่ายโครงการพิเศษ ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดภัยพิบัติในหลายพื้นที่ที่อยู่ในเขตการดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำให้ชาวบ้านเกิดความเดือดร้อน ล่าสุดชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 4 หมู่ 3 บ้านแม่หลุย แม่คะ ต.แม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ต้องประสบความเดือดร้อนจากภัย พิบัติดังกล่าว การคมนาคมไม่สามารถสัญจรไปมา ได้อย่างปกติ ไม่มีปัจจัย 4 ที่จะใช้ดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียง กรมอุทยานฯ ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนดังกล่าว จึงได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยนำมาประยุกต์ใช้ในโครงการประชาคมเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ป่า ซึ่งมีแนวคิดส่งเสริมให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยดำเนินการผ่านการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชนในการป้องกัน คุ้มครอง และร่วมฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพวกเขาให้คงอยู่ ซึ่งหากเกิดภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม และชาวบ้านไม่สามารถสัญจรไปไหนได้ ชาวบ้านจะยังสามารถดำรงชีพโดยพึ่งพาธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน มีปัจจัย 4 เพียงพอและไม่กระทบด้านเศรษฐกิจ เช่น มีการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นยารักษาโรค เป็นต้น โดยชาวบ้านใน แต่ละพื้นที่จะมีวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนนั้นๆในการดำรงชีพอยู่แล้ว

นายพีระกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจะประสบความ สำเร็จได้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลัก และกรมอุทยานฯ จะเป็นหน่วยงานที่เข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านมีจิตใจเป็นนักอนุรักษ์ และให้ชาวบ้านทราบว่าหากช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ธรรมชาติจะส่งผลดีช่วยให้ชุมชนนั้นๆสามารถดำรงชีพโดยพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่หากชุมชนทำลายป่า ธรรมชาติจะส่งผลเสียในที่สุด.

วิกฤติ “ภัยแล้ง” 8 เดือนประเทศไทยขาดน้ำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533345

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2558 05:01

 

สิ้นเดือน ต.ค.2558 ย่อมหมายถึงการสิ้นสุดฤดูฝน!

ขณะที่ปริมาณน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำใช้การได้อยู่ประมาณ 3,909 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล 1,095 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 1,923 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 341 ล้านลูกบาศก์เมตรและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 550 ล้านลูกบาศก์เมตร

ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำจาก 4 เขื่อนหลักในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557 ที่มีอยู่ถึง 5,968 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่างกันถึงกว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

และนับจากต้นเดือน พ.ย.2558 เป็นต้นไปจะไม่มีน้ำฝนก้อนใหม่เติมใส่ 4 เขื่อนหลักของประเทศจนถึงเดือน พ.ค.หรือ มิ.ย.2559 ประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะแล้งยาวถึงประมาณ 8 เดือน

ยิ่งมองย้อนกลับไปขนาด ปี 2557 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำถึง 5,968 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังเกิดปัญหาขาดน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาและภัยแล้งในจังหวัดภาคกลาง ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การแย่งชิงน้ำที่ จ.ปทุมธานีและสระบุรี จนต้องเปิด “สระเก็บน้ำพระราม 9” โครงการพระราชดำริของมูลนิธิชัยพัฒนากับโครงการแก้มลิงทะเลสาบบ้านหมอ ต.สร่างโศก อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากการขาดน้ำ

และยิ่งเทียบกับความต้องการใช้น้ำใน 8 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2558-30 มิ.ย.2559 ก็ยิ่งน่าห่วง เพราะแค่เฉพาะน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค ก็ต้องใช้ถึงประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร และต้องเก็บไว้รักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งสิ้นประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เรามีน้ำต้นทุนเพียง 3,909 ล้านลูกบาศก์เมตร

หมายความว่า เรามีน้ำเกินสำหรับ บริหารความเสี่ยงอยู่ประมาณ 409 ล้านลูกบาศก์เมตร ใน 8 เดือน นี่ยัง ไม่รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตร ที่ต้องใช้อีกจำนวนไม่น้อย

แน่นอน ด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่ชี้ชัดว่าเราต้องถนอมน้ำทุกหยดไว้ใช้เพื่อการบริโภคไม่ให้ ขาดแคลน

ประเทศไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” จะไม่มีน้ำเหลือเฟือให้คนไทยใช้อย่างฟุ่มเฟือยอีกต่อไป

สำหรับชาวนาโดย เฉพาะใน 22 จังหวัดภาคกลางที่ต้องพึ่งน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก จะไม่มีน้ำเหลือให้ปลูกข้าวนาปรังฤดูหน้าอย่างแน่นอน

“วันนี้น้ำในเขื่อนภูมิพล สามารถใช้ได้ 8% เขื่อนสิริกิติ์ 20% แควน้อยฯ 36% และป่าสักชลสิทธิ์ 55% โอกาสที่น้ำจะเพิ่มไม่มีแล้ว ในขณะที่ในช่วงนี้ของปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในเขื่อนจะอยู่ที่ 6 พันล้านล้านลูกบาศก์เมตรเศษ ซึ่งก็ถือว่าน้อย แต่ในปีนี้กลับน้อยกว่าอีก ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคได้เท่านั้น อีกประการที่สำคัญ คือ เมื่อหย่อมความกดอากาศสูงเข้ามาเต็มๆ ในช่วงฤดูหนาว จะเกิดปัจจัยที่ทำให้น้ำหายไป อีกอย่างหนึ่งคือ ลมแรง และอากาศที่แห้งจัด จะทำให้น้ำระเหยเร็วมาก พบว่า ใน 1 วันจะมีน้ำระเหยจากเขื่อนตั้งแต่ 6 มิลลิเมตร ถึง 1 เซนติเมตร ถือว่าระเหยค่อนข้างเยอะทีเดียว ถามว่า 1 เซนติเมตร คิดเป็นน้ำกี่ลูกบาศก์เมตร ตอบไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับความกว้างของแหล่งน้ำนั้นๆ” ดร.รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ระบุถึงวิกฤตการณ์น้ำในปี 2559

ประเทศไทยจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สภาพดินฟ้าอากาศ เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปหมด

สาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะโลกร้อนและเอลนิโญ ที่อาจจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าปี 2558 หรือไม่ อย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการคาดเดาทั้งสิ้น

ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต่อจากนี้ประเทศไทยจะประสบกับภาวะภัยแล้งอย่างแน่นอน เพราะจากแบบจำลองของเอลนิโญที่นัก วิทยาศาสตร์ได้จัดทำขึ้น ซึ่งจะประเมินสถานการณ์จำลองทุกๆ 6 เดือน ปรากฏว่าภาวะภัยแล้งจะเกิดขึ้นอย่างหนักในเดือน พ.ย.2558-ม.ค.2559 และเมื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของเอลนิโญในครั้งก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2552 ถือว่าปี 2558-2559 รุนแรงกว่าพอสมควร ค่าเฉลี่ยของการเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญในแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีครึ่ง

สรุปได้แน่ชัดว่าวิกฤติ ภัยแล้งรุนแรงแน่ตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงปีหน้า

ดังนั้น การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจึงเป็นหัวใจสำคัญ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เตรียมแหล่งน้ำและแก้มลิงในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศรวมทั้งโครงการที่มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ร่วมกับกองทัพบก ในโครงการป้องกัน แก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งและการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสิ้นฤดูฝน”

เลขามูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ร่วมกับกองทัพบก ปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้กับชุมชนทั่วประเทศไปแล้ว 124 โครงการ พร้อมจัดตั้งเครือข่ายปฏิบัติการน้ำชุมชนกว่า 400 ชุมชน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งรวมทั้งเตรียมแก้มลิงในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น สระพระราม 9 ทะเลสาบบ้านหมอ ฯลฯ คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนด้วย

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม มองว่า การจะบอกว่าด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่ขณะนี้ ซึ่งต้องใช้ให้ถึงต้นฤดูฝนปี 2559 จะเพียงพอหรือไม่ คงต้องดูข้อมูล ข้อเท็จจริง คิดตาม และย้อนกลับไปดูประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า ทุกฝ่ายร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยกันประหยัดน้ำมากหรือน้อยเพียงใด??

ทั้งหากจะมองไปถึงอนาคตเราก็คงได้แต่หวังว่าฤดูฝนปี 2559 ฝนฟ้าจะมาตามปกติ ตกต้องตาม ฤดูกาล

แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ หากเราทุกคนไม่ยอมรับรู้และตระหนักลงมือทำเพื่อรับมือกับสถานการณ์แล้ง การปรับตัวรองรับฝนน้อยฝนมาก

อนาคตประเทศไทยคงหนีไม่พ้นต้องเผชิญกับวิกฤติแล้งอย่างถาวร…!!

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ขออธิบดีกรมอุทยานฯมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/532619

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ต.ค. 2558 05:01

 

นายสุรเชษฐ์ เชษฐ์มาส นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ พร้อม ดร.จงรักษ์ วัชรินทร์รัตน์ คณบดีคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ แถลงข่าวการแต่งตั้งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชคนใหม่ โดยนายสุรเชษฐ์กล่าวว่า การคัดเลือกอธิบดีกรมอุทยานฯ ถือว่าสำคัญเพราะต้องดูแลอุทยานฯ ทางบกและทางทะเล วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีเนื้อที่รวม 115,600.19 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 22.53 ของเนื้อที่ประเทศ ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์การตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกค่อนข้างรุนแรง ดังนั้น คนที่จะมาเป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.มีความรอบรู้และเข้าใจปัญหาการอนุรักษ์เป็นอย่างดี 2.มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปองคาพยพในการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างจริงจังและบริสุทธิ์ใจ และ 3.มีขีดความสามารถในการบริหารเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆอันเป็นที่ยอมรับของสังคมทั้งภายในและต่างประเทศ ที่สำคัญต้องเอาคนดี มืออาชีพและผู้ที่อยู่ในวิชาชีพป่าไม้ มาทำหน้าที่ ถ้า รมว.ทรัพยากรฯ คัดเลือกโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น สมาคมฯจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงพลังต่อไป.

ลดถุงพลาสติกปลอด “มะเร็ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/532362

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ต.ค. 2558 05:30

 

น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ทส.ร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เกต 16 บริษัททั่วประเทศ ดำเนิน “โครงการงดใช้ถุงพลาสติกในวันที่ 15 และ 30 ของทุกเดือน” ปรากฏว่า ผ่านมา 3 ครั้ง คือ วันที่ 15 ส.ค. 15 ก.ย. และ 30 ก.ย. ได้ผลน่าพอใจ ดังนั้น จึงอยากขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เตรียมถุงผ้า กระเป๋า ปิ่นโต สำหรับใส่สินค้า อาหาร แทนการขอรับถุงพลาสติกในวันที่ 15 และ 30 ของทุกเดือน หรือทุกๆวันก็ได้ เพราะการปฏิเสธการรับถุงพลาสติกจากห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ เพียงคนละ 1 ใบต่อวัน ก็จะทำให้ประเทศไทยลดขยะจากถุงพลาสติกได้ราว 70 ล้านใบต่อวัน การลดปริมาณถุงพลาสติก มีความสำคัญ เพราะสามารถป้องกันอันตรายจากสารปนเปื้อนในพลาสติกและทำได้ไม่ยาก เช่น นำตะกร้าไปจ่ายตลาด นำกล่องไปใส่เนื้อหมูแทนให้แม่ค้าใส่ถุงพลาสติกกลับมาบ้าน หรือแม้กระทั่งการนำกล่องใส่อาหารมารับประทาน แทนการไปซื้อใส่ถุงพลาสติกกลับมากิน เป็นต้น.

ต้าน “คนนอก” เป็นอธิบดีกรมอุทยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/532360

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ต.ค. 2558 05:01

 

กรณีคณะรัฐมนตรีมีมติย้ายนายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ไปเป็นรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัด ทส. ให้สัมภาษณ์ว่า การโยกย้ายอธิบดีกรมอุทยานฯ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส.ได้เขียนข้อความในไลน์ส่งไปในห้องผู้บริหาร ทส.แจ้งว่า การปรับย้ายนายนิพนธ์ เพราะอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯนานแล้วและนายนิพนธ์ เป็นผู้ที่มีอาวุโสสูง ต้องการให้ไปทำงานกำกับกลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพมากขึ้น หากให้ผู้อาวุโสน้อยไปทำ จะทำให้งานออกมาไม่ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีการโยกย้ายนายนิพนธ์ ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ ทำให้เกิดการวิ่งเต้นจากบรรดาข้าราชการทั้ง 9 และ 10 ใน ทส.ที่ต้องการไปนั่งในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งใหญ่และมีความสำคัญ นอกจากตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ แล้ว ยังมีตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 ใน ทส.ยังว่างอยู่อีกถึง 6 ตำแหน่ง คือ ผู้ตรวจราชการ ทส. 4 ตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล 1 ตำแหน่ง อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง และยังมีตำแหน่งระดับ 9 รองอธิบดีว่างอีก 4 ตำแหน่ง คือ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมควบคุมมลพิษ

นายสมัคร ดอนนาปี อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า การแต่งตั้งอธิบดีกรมอุทยานฯต้องได้คนดีจริงๆ และต้องอยู่ในวงการป่าไม้และอุทยาน ที่ผ่านมา กรมอุทยานฯบอบช้ำมามากกับการแต่งตั้งอธิบดีที่เอาข้าราชการที่ไม่มีความรู้ด้านป่าไม้มาเป็น ทำให้การทำงานเสียหาย แต่ถ้า พล.อ.สุรศักดิ์แต่งตั้งอธิบดีกรมอุทยานฯจากคนนอกจะรวบรวมรายชื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้เสนอนายกรัฐมนตรี และจะประสานเอ็นจีโอ องค์กรอนุรักษ์ เพื่อเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งอธิบดีจากคนในที่มีความสามารถ.

นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยขายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151219/218906.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558
นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยขายได้

นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทย ขายได้ เตรียมวางมาตรฐาน เข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

           สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงบประมาณ จัดการประชุมการขึ้นบัญชีนวัตกรรมและบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ กระตุ้นการวิจัย และพัฒนาสินค้าและบริการนวัตกรรมไทย และสิ่งประดิษฐ์ไทย สร้างมูลค่า เพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุม

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีงานวิจัยอยู่ประมาณ 3.7 แสนชิ้น แต่ใช้ประโยชน์ได้จริงเพียง 40-45% ในจำนวนนี้มีนวัตกรรมไม่ถึง 5% ที่สร้างมูลค่า สร้างรายได้กลับมา ถือเป็นตัวเลขที่น้อยมาก เพราะกว่าผลงานที่เกิดจากความรู้ และการสร้างสรรค์ของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย จะก้าวเข้าสู่การใช้ประโยชน์ทางการค้า ต้องประสบอุปสรรคมากมาย ทำให้ผลงานส่วนใหญ่ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในการพัฒนาประเทศได้จริง

“การจัดทำบัญชีนวัตกรรม และบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่ง ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการนำผลงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมไทย ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถผลิตเข้าสู่เชิงพาณิชย์ และเป็นการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ให้มีมาตรฐานเทียบเคียงที่เชื่อถือได้”

การสำรวจและแบ่งผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย หรือคนไทยมีส่วนในผลงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง ผลงานวิจัยและประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมจะนำมาสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผ่านการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานนั้นแล้ว เรียกว่า บัญชีนวัตกรรมไทย ส่วนที่สอง ผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นส่วนใหญ่ของประเทศไทย เป็นผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ใกล้จะพร้อมใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังขาดการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานเหล่านั้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกจัดให้อยู่ในบัญชีที่เรียกว่า บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เมื่อใดที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ก็สามารถย้ายเข้าไปสู่บัญชีนวัตกรรมไทยได้

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลเห็นชอบการให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าและบริการที่มีอยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้มีการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการตามรายการบัญชีนวัตกรรมของไทย ผ่านวิธีพิเศษได้ พร้อมกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการ ตามรายการที่ปรากฏในบัญชีนวัตกรรมไทย ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 10% แต่ไม่เกิน 30% ของปริมาณความต้องการในการจัดซื้อจัดจ้าง จะทำให้ผลงานเหล่านี้ได้เปรียบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศ

“ระบบบัญชีนวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ไทย เหล่านี้ จะเพิ่มจำนวนงานวิจัยที่สามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ จากเดิมที่มีไม่ถึง 5% เป็น 10% ภายในปี 2560 โดยกระบวนการต่างๆ รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 200 ล้านบาท เริ่มนำร่องในปี 2559 สำหรับการเริ่มต้นรับลงทะเบียน และคัดแยกงานวิจัยที่มีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่งคณะทำงานจะรับลงทะเบียนนักวิจัย จากนั้นแยกงานวิจัยที่หมดสภาพออก ตรวจสอบงานวิจัยเชิงพลวัต หรืองานวิจัยที่ยังเคลื่อนไหวหรือมีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่ง วช. จะเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดูแล และประเมินว่า ผลงานวิจัยเหล่านั้นมีความต้องการของตลาด และพร้อมที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์หรือไม่ หากมีความพร้อมทั้ง 2 ด้าน ก็จะมีงบประมาณสนับสนุนในด้านของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่ตลาดได้จริง”

รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากจะเป็นการผลักดันงานวิจัยของภาครัฐไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ยังถือเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการไทย ให้หันมาผลิตผลิตภัณฑ์และบริการจากนวัตกรรม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์และบริการดั้งเดิม อันจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่อาศัยแรงงานและทรัพยากรเข้มข้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกลุ่มรายได้ปานกลาง และส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย

“สิ่งที่ตามมา คือ นักวิจัยและนักประดิษฐ์ จะรับรู้และเข้าใจข้อดีของการเข้าสู่ระบบ รวมถึงมีโอกาสนำผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มรายได้ให้นักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะจูงใจให้เกิดนักวิจัย และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพมากขึ้น ดังที่จะเห็นในงานวันนักประดิษฐ์ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผลงานที่ปรากฏก็มีศักยภาพต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย”

ในส่วนของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะประเมินว่า ผลงานวิจัยนั้นๆ มีความต้องการของตลาดหรือไม่ พร้อมที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์หรือไม่ หากมีความพร้อมทั้ง 2 ด้าน ก็จะมีงบประมาณสนับสนุนในด้านของมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการทำตลาด เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่ตลาดในที่สุด

สิ่งที่ตามมาคือ นักวิจัยและนักประดิษฐ์ที่จะรับรู้ และเข้าใจข้อดีของการเข้าสู่ระบบ ที่จะได้รับการดูแลทั้งในแง่ของทุนวิจัย ที่ปรึกษา รวมถึงมีโอกาสนำผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มรายได้ให้ตนเอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจูงใจให้เกิดนักวิจัย และนักประดิษฐ์ รุ่นใหม่ สร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพมากขึ้น ดังที่เห็นในงานวันนักประดิษฐ์ ซึ่งผลงานมีศักยภาพในการต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จึงขอเชิญชวนนักประดิษฐ์ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน แวะมาชม งานวันนักประดิษฐ์ 2559 ที่จะจัดขึ้นใน วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ไบเทค บางนา ภายในงานจะมีการแสดงสิ่งประดิษฐ์ และงานวิจัยใหม่ๆ มีกิจกรรมบนเวทีที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ของบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย ที่นักประดิษฐ์จะได้ ขณะเดียวกัน ก็จะมีคลินิกสิ่งประดิษฐ์ไทย ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ และคำปรึกษาอย่างครบวงจร

พลัง’เจนเอ'(Gen A)เปลี่ยนประเทศไทยด้วยหัวใจอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151219/218905.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558
พลัง'เจนเอ'(Gen A)เปลี่ยนประเทศไทยด้วยหัวใจอาสา

พลัง’เจนเอ'(Gen A)เปลี่ยนประเทศไทยด้วยหัวใจอาสา

           การรวมตัวครั้งใหญ่ของเยาวชนไทยรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากองค์กรหลายภาคส่วน ที่เห็นความสำคัญของพลังเยาวชนใน โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย ปี 4 ที่ดำเนินมาถึงรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดโครงการจิตอาสาต้นแบบเปลี่ยนประเทศ ประจำปี 2558 ที่สามารถปลุกพลังและสร้างกระแส “Active Heart…Active Mind…Active Citizen” เกิดเป็นพลเมืองสายพันธุ์ใหม่ ที่หัวใจรู้จักการให้ และเสียสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ภายใต้แนวคิด Gen A (Generation Active) “รวมพลคนรุ่นใหม่หัวใจอาสา” ทำให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ขับเคลื่อนการสร้างพลเมืองเพื่อประเทศไทยที่น่าอยู่ ที่เกิดจากพลังความร่วมมือขององค์กรภาคีหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม สสส. มูลนิธิธรรมดี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด โดยปีนี้ มีเยาวชนเข้าร่วมโครงการกว่า 800 คน จากหลายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ สสส. เชื่อมั่นว่า โครงการนี้ จะมีส่วนช่วยปลูกจิตสำนึก พร้อมทั้งกระตุ้นเด็กและเยาวชนให้เกิดความกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ เพื่อชุมชนของตนเอง อันจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นสังคมพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) ที่พลเมืองทุกคนมีความรู้รับผิดชอบในหน้าที่ของตนและสำนึกสาธารณเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ด้าน ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า ภายใต้โจทย์หลัก “พลังจิตอาสาเปลี่ยนประเทศ” เยาวชนคน Gen A ที่ผ่านการคัดเลือกมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศทั้ง 8 ทีม จาก 28 ทีมในรอบแรก ได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจผ่านรูปแบบโครงการจิตอาสาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ภายในงาน มีโครงการจิตอาสาที่โดดเด่นรวมทั้งสิ้น 11 ทีม มาออกบูธแสดงผลงานกิจกรรมจิตอาสาอย่างยิ่งใหญ่ เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้เข้างานได้เป็นจำนวนมาก

ทีมที่สามารถคว้ารางวัลสุดยอดโครงการจิตอาสาต้นแบบประจำปี 2558 ไปครองได้สำเร็จ คือ โครงการไออุ่นรักจากเปลวเทียน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร นำทีมโดย นายพุทธชัย พูนเจริญผล โครงการนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มนักศึกษา คณะครุศาสตร์ หัวใจอาสา ผู้มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยม จัดตั้งกลุ่มพัฒนาสังคมเพื่อปลูกจิตสำนึกแห่งความเป็นครูให้แก่เยาวชนและชุมชนในพื้นที่ห่างไกล พลังความมุ่งมั่นในการสร้างครูผู้พัฒนาชาติของทุกคนในทีม ได้ปลุกพลังจิตอาสาและสะเทือนอารมณ์ของผู้ที่ได้รับชมในวันนั้น จนสามารถพิชิตใจคณะกรรมการ และได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนในการดำเนินโครงการจิตอาสา จำนวน 50,000 บาท

สำหรับรางวัลชนะเลิศประจำภาค 3 รางวัล ซึ่งแต่ละทีมได้รับมอบโล่ประจำโครงการพร้อมทุนในการดำเนินโครงการทีมละ 50,000 บาท ได้แก่ โครงการเยาวชนสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน (Eco Students) โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ จ.กรุงเทพฯ โครงการเชียงของเรนเจอร์ จากโรงเรียนเชียงของวิทยาคม จ.เชียงราย และ โครงการรักษ์ต้นน้ำเสริมสร้างจิตสาธารณะตามแนวพระราชดำริ โรงเรียนสตรีพัทลุง จ.พัทลุง

รางวัลรองชนะเลิศประจำภาค 4 รางวัล รับมอบโล่ประจำโครงการและทุนดำเนินโครงการทีมละ 7,000 บาท ได้แก่ โครงการ UP TO YOU ชีวิตดี…มีทางเลือก จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และ โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา จ.พิษณุโลก โครงการYES I A_M มหาวิทยาลัยสยาม จ.กรุงเทพฯ โครงการโอบอุ้มโลกให้สดใส ด้วยน้ำใจของพวกเรา มหาวิทยาลัยศรีปทุมขอนแก่น จ.ขอนแก่น และ โครงการ นศท.อาสาพัฒนาชุมชน โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา

ดร.สุเมธ กล่าวในช่วงท้าย ย้ำถึงความสำคัญของการมีจิตสาธารณะว่า ประเทศไทยอยู่มาได้ถึงวันนี้ ทั้งที่ผ่านวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะคนไทยรู้จักให้ ด้วยความรักความเมตตา และหวังว่า พลังความมุ่งมั่นของเยาวชน Gen A ในวันนี้ จะแผ่ขยายไปสู่สังคมวงกว้าง และกระตุ้นให้ทุกคนลุกขึ้นมาลงมือทำเพื่อผู้อื่น

สสส.ไฟเขียวรื้อระเบียบ26ฉบับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218890.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
สสส.ไฟเขียวรื้อระเบียบ26ฉบับ

บอร์ด สสส.ไฟเขียว รื้อระเบียบ 26 ฉบับ กรรมการต้องไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ให้เวลา 90 วันลาออกจากองค์กรอื่น

                      18 ธ.ค. 58  พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด สสส. ว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองของ สสส. ที่มี นพ.เสรี ตู้จินดา เป็นประธาน ได้พิจารณาและเสนอให้ปรับแก้ไขข้อบังคับ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ สสส. จำนวน 26 ฉบับนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว และเห็นชอบให้ปรับปรุงข้อบังคับ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ ทั้ง 26 ฉบับ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 และเพื่อให้การบริหารจัดการ มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาทิ การกำหนดขอบเขตงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ปรับแก้หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม เป็นต้น โดยเชื่อว่าการปรับแก้ระเบียบจะให้เวลาไม่นานที่จะสามารถลงนามปรับแก้ได้ทันที
                      พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า กรณีการมีส่วนได้ส่วนเสียของกรรมการฯ ให้ปรับแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกองทุนฯ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2553 และจรรยาบรรณคณะกรรมการกองทุนฯ กำหนดไม่ให้คณะกรรมการฯ ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กรรมการบริหารแผนฯ กรรมการประเมินผลฯ มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เสนอขอรับทุน อาทิ เป็นกรรมการ ผู้บริหารองค์กรที่รับทุนจาก สสส. ยกเว้นเป็นองค์กรภาครัฐ เช่น มีตำแหน่งในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เป็นต้น โดยบอร์ด มีข้อสรุปว่า ให้เวลาคณะกรรมการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบภายใน 90 วัน หลังจากมีการแก้ระเบียบแล้วเสร็จ
                      พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า ภายหลังจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณนั้น จะมีการลงนามรายงานผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวให้ คตร. ได้รับทราบ เพื่อขอความเห็นใจให้ยกเลิกการชะลอการใช้จ่ายงบฯ ของ สสส. โดยเร็วที่สุด เนื่องจากปัจจุบันมีภาคีได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยพบว่าหลายโครงการที่เป็นองค์กรรับทุนจาก สสส. ซึ่งมีการทำสัญญาต่อเนื่องมีภาคีและผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 4,600 คน เมื่อไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ก็ทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้กับบุคลากรในองค์กรผู้รับทุนได้ ซึ่งส่วนหนึ่งมีการสำรองจ่ายไปก่อน แต่หากยืดเวลาการเบิกจ่ายออกไปอีกก็จะทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้น ซึ่งจะมีการเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาผ่อนผันหรือหาแนวทางเยียวยาต่อไป
                      “สำหรับการอนุมัติโครงการในอนาคตนั้น ในการแก้ระเบียบที่จะมีการปรับแก้ได้มีการระบุถึงการจำกัดลักษณะของโครงการเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องของคำว่าสุขภาพ เพื่อไม่ให้มีการครอบคลุมคำว่าสุขภาพอย่างไม่มีข้อจำกัดเหมือนที่ผ่านมา ส่วนโครงการที่ดำเนินการมาต่อเนื่องก็ยังต้องดำเนินการต่อไป

สธ.สรุปฟันโพสต์น้ำเมา3กลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151218/218874.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
สธ.สรุปฟันโพสต์น้ำเมา3กลุ่ม

สธ.สรุปเรียกสอบโพสต์น้ำเมาแล้วกว่า 50 คน ฟันความผิดเป็น 3 กลุ่ม โดนทั้งดารา – บริษัท

                      18 ธ.ค. 58  จากกรณีที่มีการร้องเรียน ดารา ศิลปิน โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พิจารณาแล้วพบว่า เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และมีการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ แบ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซี (นามสมมติ) มีจำนวนทั้งสิ้น 19 ราย ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้เข้าให้ถ้อยคำครบถ้วนแล้ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เอส (นามสมมติ) มีทั้งสิ้น 20 ราย เข้าให้ถ้อยคำแล้ว 13 ราย ส่วนที่เหลือ 7 ราย อยู่ระหว่างเตรียมเข้าให้ถ้อยคำตามลำดับ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เอช (นามสมมติ) มีทั้งสิ้น 12 ราย เข้าให้ถ้อยคำแล้ว 1 ราย ส่วนที่เหลือ 11 ราย อยู่ระหว่างเตรียมออกหนังสือเรียกเพื่อเข้าให้ถ้อยคำตามลำดับ
                      นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค ได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และคณะอนุกรรมการร่างและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย หรืออนุบัญญัติตามพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2558 พิจารณาสำนวนการสอบข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
                      กลุ่มที่ 1 กรณีลงรูปภาพ โดยลำพัง ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำการดังกล่าวเป็นการเฉพาะตัวบุคคล ในความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551
                      กลุ่มที่ 2 กรณีลงรูปภาพ โดยมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำการดังกล่าว และดำเนินคดีกับบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในฐานผู้ใช้ให้โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84
                      กลุ่มที่ 3 การดำเนินคดีกับบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง
                      “สำหรับในรายที่ให้ถ้อยคำครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะมีการเขียนสำนวนและส่งให้กับพนักงานสอบสวนต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งสำนวนในส่วนที่มีข้อมูลหลักฐานครบแล้วได้ก่อนปีใหม่นี้”