ยา “เออร์กอท” ใช้ไม่ถูก เส้นเลือด หัวใจ สมอง แขน ขาตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/536118

โดย หมอดื้อ 1 พ.ย. 2558 05:01

 

ยา “เออร์กอท” (Ergot) เป็นยาโบราณสกัดจากเชื้อราตั้งแต่ ศตวรรษที่ 16

และเนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะในการบรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน จึงมีการใช้มาหลายสิบปี ในชื่อทางการค้าที่รู้จักกันทั่วโลก คือ คาเฟอกอท

ซึ่งมีเออร์กอทในปริมาณ 1 มก. ร่วมกับคาเฟอีน 100 มก. นัยว่าคาเฟอีนช่วยให้กระเพาะอาหาร ลำไส้ ซึ่งสงบนิ่งขณะปวดไมเกรนจะได้มีการเคลื่อนตัว และยาดูดซึมเร็วขึ้น แต่มียาอีกหลายยี่ห้อที่มีสูตรของเออร์กอทในประเทศไทย

เออร์กอทมีลักษณะพิเศษ คือ ประการที่หนึ่ง ชอบสันโดษ คือถ้าจะใช้ คนนั้นไม่ควรมียาอื่นๆที่ใช้ร่วมกัน เนื่องจากยาจะไปเพิ่มพลังให้ตัวอื่นกลายเป็นผลข้างเคียงรุนแรงของตัวอื่นเพิ่มขึ้น หรือตัวยาอื่นๆมาเพิ่มพลังให้เออร์กอท ทั้งนี้โดยที่ยามีระบบการถูกขจัดผ่านทางตับด้วยเอ็นไซม์ “ซิป” (cytochrome P 450 3A4 หรือ CYP 3A4)

ถ้ายาอื่นมาขัดขวางกลไกการขจัดยา ก็จะเกิดผลข้างเคียงตั้งแต่น้อยถึงขั้นรุนแรงถึงชีวิตได้

ประการที่สอง ยาชอบคนที่ไม่มีโรคประจำตัว นอกจากไมเกรน โดยที่ยามีผลทำให้เส้นเลือด สปาสซั่มหรือหดตัว ฉะนั้นคนที่มีโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน ไขมัน อ้วน สูบบุหรี่ หรือเส้นเลือดที่เท้าตีบอยู่แล้ว จะยิ่งเสี่ยงต่อเส้นเลือดตันแม้ว่าไม่ได้ทานยาตัวอื่นๆร่วมก็ตาม

ประการที่สาม เออร์กอทจัดเป็น ยาเฉพาะกิจ นั่นคือใช้ในช่วงสั้นๆ บรรเทาอาการปวดไมเกรน ทานวันละไม่ควรเกิน 2 เม็ด ถ้าเม็ดแรกไม่ดีขึ้นอาจตามได้อีกเม็ดในครึ่งชั่วโมง ไม่ควรเชื่อเด็ดขาดในข้อมูลบางแห่งที่ให้ทานถึงวันละ 6-8 เม็ด มีความสุ่มเสี่ยงมหาศาล

ประการที่สี่ ยานี้ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องทุกวัน แม้ว่าจะมีขนาดวันละ 2 เม็ดก็ตาม เพราะยานี้ไม่ใช่ยาป้องกันไมเกรน เป็นยาแก้ปวด การใช้ติดต่อกัน ถ้าวันหนึ่งไปทานยาที่เพิ่มพลังยาเออร์กอท อาจถึงตายได้

นอกจากนั้นการที่ทานยาบ่อยๆเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ กลับทำให้ไมเกรนกลับเป็นบ่อยๆ เป็นหนักขึ้นจากเดิม เช่น เคยปวดเดือนละ 2 ครั้ง กลายเป็น 4 เป็น 8 จนเป็นทุกวัน และรักษายากมากโดยที่ยาถอนพิษหลายตัวสามารถเพิ่มพลังให้เออร์กอทได้ เวลาถอนพิษด้วยการใช้ยาป้องกันไม่ให้ปวด ต้องงดยาแก้ปวดที่เป็นเออร์กอทเด็ดขาด ใช้ยาแก้ปวดตัวอื่นๆแทน

ความที่เออร์กอทมีฤทธิ์เดชต่อเส้นเลือดให้หดขนาดลง ยังมีผลต่อสารสื่อประสาท ดังนั้นเมื่อเกิดอาการข้างเคียงอาจไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ทางเส้นเลือดอย่างเดียว มือเท้าเขียว เย็น จับชีพจรไม่ได้

โดยถ้าให้ยาขยายหลอดเลือดไม่ทัน ถึงกับเนื้อตาย ต้องตัดแขน ขา หรือเส้นเลือดหัวใจ สมองตัน หัวใจวาย เป็นอัมพาต ยังเป็นอาการทางสมองซึ่งเป็นอาการเด่นทางผลข้างเคียงของยาตัวอื่นๆที่ใช้ร่วมกันได้ด้วย

เออร์กอทเมื่อเพิ่มพลังของยาต้านซึมเศร้า ยาแก้ไอ dextrometho phan ยาแก้ปวด tramadol pentazocine meperidine ยาบรรเทาอาการพาร์กินสันที่เป็นเออร์กอทด้วยกัน เกิดอาการของซีโรโทนินเพิ่ม (serotonin syndrome) โดยมีอาการใจสั่น หนาวสั่น กระวนกระวาย จนถึงซึม ไม่รู้ตัว ชัก กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และสามารถเสริมฤทธิ์กับยาคัดจมูก ไซนัส เช่น pseudoephedrine จนใจสั่นเต้นผิดปกติ และยาลดความดัน ยาหัวใจ เช่น propranolol จนมีเส้นเลือดตีบ

ยาอื่นๆที่เพิ่มพลังให้เออร์กอทโดยการยับยั้ง CYP 3A4 ทำให้ระดับเออร์กอทพุ่งพรวดจนเสียชีวิต โดยเฉพาะคือยาในกลุ่ม ยารักษาโรคเอดส์ ยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าเชื้อโรค macrolide ยาต้านซึมเศร้า ยาหัวใจบางชนิด

โดยที่เร็วๆนี้มีผู้หญิงทานยาเออร์กอทวันละ 2 เม็ดเป็นประจำทุกวันอยู่เป็นปี เนื่องจากไมเกรน วันหนึ่งพบตกขาวในช่องคลอด ได้ยาฆ่าเชื้อรา เกิดอาการมือ เท้าเขียว ไม่มีชีพจร แต่เคราะห์ดีที่ให้ยาขยายเส้นเลือดตันในไอซียู

หรืออีกกรณีที่มีชายหนุ่มเสียชีวิต (เดือนกันยายน 2558) จากการกินยาชุดที่มีทั้ง ยาแก้ปวด ibuprofen tranmadol และเออร์กอท ในกรณีนี้อาจจะอธิบายจากการเพิ่มเสริมพลังและส่งผลมายังหัวใจ และอีกหลายรายที่ทานยารักษาโรคเอดส์และร่างกายแข็งแรงดีเสียชีวิต หรือต้องตัดแขน ขา เมื่อได้ยาเออร์กอท เพียง 1 หรือ 2 เม็ดเท่านั้น

มียาอย่างน้อย 572 ตัวที่สามารถเสริมเพิ่มพลังซึ่งกันและกันกับยาเออร์กอท โดยที่เกิดผลข้างเคียงมาก 106 ตัว ขนาดปานกลาง 434 ตัว และแบบน้อย 32 ตัว

(www.drugs.com วันที่ 19 ตุลาคม 2558) ก่อนสั่ง ก่อนใช้ ต้องรอบคอบ ทานยาอะไรอยู่ มีโรคประจำตัวอะไร ต้องบอกคุณหมอ เภสัชกร ก่อนได้ยา เนื่องจากมียาเสริมเพิ่มพลังเป็นร้อยตัว ถ้าไม่ใช้ได้จะเป็นการดี หรือถ้าใช้ต้องเป็นระยะสั้น ปริมาณน้อยที่สุด…

ถ้าปวดไมเกรนบ่อยถี่ ต้องได้ยาป้องกันไม่ให้ปวดนะครับ อย่าลืมเป็นไมเกรน ไม่ตาย ไม่พิการครับ.

หมอดื้อ

โรคข้อเข่าเสื่อม (ตอนที่ 2) แนวทางการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533857

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 30 ต.ค. 2558 05:30

 

การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม สามารถทำได้ ดังนี้

1. การปรับอิริยาบถในชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ การขึ้น-ลงบันไดโดยไม่จำเป็น การยกของหนัก การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรง ในระยะที่มีอาการปวด ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องกระโดด เช่น วิ่ง หรือเล่นเทนนิส เป็นต้น การออกกำลังกายที่แนะนำ ได้แก่ ว่ายน้ำ เดิน เป็นต้น

2. การใช้ยาบรรเทาอาการข้อเสื่อม เพื่อลดอาการปวดและอักเสบภายในข้อ ได้แก่ ยาแก้ปวด พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาพยุงหรือลดความเสื่อม เป็นต้น ซึ่งการกินยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่วนการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อนั้น สามารถลดอาการปวดในช่วงสั้นๆ 2–3 สัปดาห์ ซึ่งต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ แต่ไม่ควรฉีดเป็นประจำเนื่องจากจะทำลายกระดูกอ่อน ข้อต่อได้

3. การรักษาโดยการผ่าตัด มีวิธีการผ่าตัดชนิดต่างๆ ได้แก่

– การส่องกล้องภายในเข่า เพื่อตรวจสภาพและล้างภายในข้อ ใช้ใน กรณีที่มีเศษกระดูกอ่อนมาขวางการเคลื่อนไหวของเข่าและเป็นข้อเข่าเสื่อม ในระยะแรก

– การผ่าตัดปรับแนวข้อ ทำในกรณีที่มีการผิดรูปของข้อ โดยแก้ไข แนวแรงให้กระจายไปยังจุดที่ผิวข้อยังดีอยู่

– การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ซึ่งเป็นวิธีการรักษาภาวะข้อเข่า เสื่อมในระยะปานกลางถึงรุนแรงที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด นั่นคือจะทำให้หายปวดเข่า ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีดังเดิม ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดพึงพอใจต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายหลังการผ่าตัด

ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คุณล่ะเคยข้อไหนบ้าง? เปิด 5 เคล็ดลับ ปิดฉากเกมรักให้เลดี้ประทับใจ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/534337

โดย FHM 28 ต.ค. 2558 16:15

 

หลังจากบทรักอันร้อนแรงจบลง สิ่งที่สาวๆ ต้องการคงไม่ใช่ความรู้สึกที่ต่างคนต่างไป คุณไปทาง-เธอไปทาง ทว่ามันคือความเป็นสุภาพบุรุษ และความมั่นใจจากคุณว่า เกมรักทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเพราะความใคร่ … ว่าแล้วมาเช็กเลยดีกว่า คุณน่ะทำให้สาวข้างกายของคุณประทับใจบ้างแล้วหรือยัง?

1. คลอเคลียไว้ก่อน


หลังเสร็จกิจอย่าเพิ่งรีบลุกไปไหน อย่าเพิ่งรีบกระชากปลั๊กไฟเหมือนตอนชาร์จแบตเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่จงนอนคลอเคลียกันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื้อกายสัมผัสแบบเฉียดฉิว หวิวๆ เหมือนก่อนเกมรักจะเริ่มต้นนั่นแหละ เพื่อให้เธอได้รู้ว่าคุณยังต้องการเธอมากแค่ไหน ไม่ใช่พอสำเร็จความใคร่สมอารมณ์หมายก็ต่างคนต่างไปซะงั้น

อย่าเพิ่งรีบกระชากปลั๊กไฟ-ดึงอารมณ์ของเธอ

2. กระซิบข้างหูกันเบาๆ


ถ้าคิดว่าการกอดคลอเคลียหลังเสร็จกิจมันเงียบเกินไป คุณก็เพิ่มระดับเสียงเบาๆ ด้วยการกระซิบข้างหูกันเงียบๆ บอกความรู้สึก (ในแง่บวก) แก่กันเบาๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับอารมณ์-ความรู้สึกของคุณทั้งคู่ให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้ฝ่ายหญิงด้วยว่า คุณรู้สึกดี (มาก) กับเธอจริงๆ

กระซิบบอกรักที่ข้างหูเธอเบาๆ

3. นวดคลึงเพื่อความผ่อนคลาย


ถ้าคืนนั้นจบลงด้วยเพลงดาบหลากหลายกระบวนท่า มันก็ย่อมต้องมีอาการปวดเมื่อยกันบ้าง ฉะนั้นการนวดคลึงกันและกันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต่อให้คุณทั้งคู่ไม่ได้เจ็บปวดเมื่อยล้าก็ตาม ทว่าการบีบเนื้อบีบตัวให้กันแบบนี้แหละที่ช่วยให้คุณทั้งคู่รู้สึกผ่อนคลาย สบายตัว และรู้สึกผูกพันกันมากขึ้นด้วย

4. นอนกอดก่ายกันไว้

มันก็จริงที่คุณคลอเคลียกันไปแล้วตอนเสร็จกิจ แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าคุณยอมเสียเวลาอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันสักครู่ และได้พูดคุยกันสั้นๆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนในท่าที่สบาย หรืออาจจะผล็อยหลับไปในท่านั้นเลยก็ได้ …

นอนมองหน้ากัน หรือนอนอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันสักพัก

5. จับมือกันเบาๆ

ถ้ารู้สึกอึดอัดที่จะต้องกอดกันบ่อยๆ ลดเหลือไว้แค่จับมือกันก็โอเคอยู่นะ อย่างน้อยๆ ก็ยังมีส่วนเชื่อมต่อคุณทั้งคู่ก่อนแยกย้ายกันไปนอน และเพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า ทั้งหมดนั้นไม่ใช่อารมณ์ที่ฉาบฉวย หรือเพียงแค่ความใคร่ ทว่าคุณบรรเลงมันด้วยความรัก ตอกย้ำให้เธอมั่นใจว่ายังมีคุณอยู่ข้างๆ เสมอ คุณจะไม่ทิ้งเธอไปไหนหลังจากเพลงรักจบลงแล้วแน่นอน !

ที่มา : fhm.in.th

โรคหมาบ้ายังอยู่…ระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/534489

โดย หมอดื้อ 25 ต.ค. 2558 05:01

 

“แม่จ๋า…..ช่วยหนูด้วย….หนูปวดเหลือเกิน” เป็นประโยคที่หนูเพ็ญ (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ ร้องคร่ำครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับแม่และคนรอบข้าง จนกระทั่งเธอเริ่มซึมจากยานอนหลับที่ให้ เพื่อบรรเทาอาการปวดทรมาน และในที่สุด เธอก็ไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิตในที่สุด โดยที่ไม่มีใครช่วยได้

หนูเพ็ญเป็นเหยื่อของโรคพิษสุนัขบ้า (rabies) ซึ่งใครๆก็คิดว่าไม่มีปัญหาในประเทศไทย และก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่ เพ็ญเป็นเด็กรักสัตว์ เธอชอบเล่นกับหมา แมว ข้างถนน หาข้าวให้หมาที่ไม่มีเจ้าของ แน่นอน ไม่เคยมีใครทราบว่าเธอถูกหมางับบ้าง ข่วนบ้าง บ่อยๆ

ไม่เคยมีใครบอกว่าหมา แมว สามารถปล่อยเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าออกมาในน้ำลายได้ไม่ต่ำกว่า 10 วัน ก่อนที่เขาจะเริ่มแสดงอาการ โดยที่ในขณะนั้นเขาอาจจะดูเป็นหมา แมวปกติ และที่กัดก็เป็นเพราะเหตุบังเอิญ หยอกเล่นกัน แม้แต่รอยข่วนจากเล็บของหมา แมว ก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้ จากไวรัสที่ค้างติดอยู่ที่เล็บ

7 วัน ก่อนที่หนูเพ็ญจะเสียชีวิต เธอเริ่มบ่นครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อย มีไอแห้งๆ และเจ็บคอ ยังพอทานน้ำ ทานข้าวต้มได้ พ่อ แม่หนูเพ็ญ พาเธอไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาล 2-3 แห่ง แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจน เนื่องจากอาการเช่นนี้จะไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ ซึ่งในโรคพิษสุนัขบ้า เรียกว่า อาการนำ

ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าที่ได้ไวรัสจากหมา แมว (dog variant, genotype 1) บางราย (ประมาณ 30%) จะมีอาการปวดแสบ ร้อน คัน บริเวณแผลที่ถูกกัด ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะทำให้แพทย์สงสัยว่าเป็นอาการเริ่มของโรคพิษสุนัขบ้าได้ อาการแสบคันดังกล่าว เกิดจากการที่ไวรัสเคลื่อนตัวจากแผลไปตามแกนของเส้นประสาท เข้าไขสันหลังและวกกลับออกไปถึงปมประสาทเกิดอักเสบ เกิดอาการแสบร้อน

“โรคพิษสุนัขบ้า” มีลักษณะเฉพาะตัวอีกประการ คือ ไวรัสจะสามารถสงบตัวอยู่บริเวณแผลที่ถูกกัดได้เป็นเดือน-ปี โดยไม่แสดงอาการใดๆทั้งสิ้น แต่เมื่อมันเริ่มแสดงอาการขึ้นแล้ว ผู้ป่วยจะเสียชีวิตหมดภายใน 5-11 วัน แต่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึงเดือน ถ้าได้รับการดูแลใน ICU อย่างเต็มที่ ตามข้อมูลที่หมอรวบรวมผู้ป่วยมากกว่า 130 ราย ในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 ( J Neurovirol 2005 และ Lancet Neurology 2013)

ประมาณ 4 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ หนูเพ็ญจึงได้มาที่โรงพยาบาล โดยที่เพ็ญเริ่มเข้าสู่ระยะแสดงอาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติชัดเจนขึ้น โดยมีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย ไวต่อการกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงดังๆ แสงจ้า ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นพักๆ สลับกับการที่กลับมาดูเหมือนเป็นปกติ ภายใน 6 ชั่วโมง อาการกระวนกระวาย ลุกลี้ลุกลนรุนแรงขึ้น และมีอาการกลืนน้ำ กลืนอาหารลำบาก เพียงแต่เห็นแก้วน้ำหรือได้ยินเสียงน้ำก๊อกไหล ก็มีอาการเกร็งกระตุกอย่างรุนแรงของลำคอและกล้ามเนื้อที่ต้นคอ พร้อมกันกับการกระตุกของกระบังลมในท้อง ซึ่งอาการเหล่านี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานเพิ่มขึ้นไปอีก

และเป็นที่มาของคำว่า “กลัวน้ำ”

นอกจากนั้นเพ็ญยัง “กลัวลม” โดยที่เพียงถูกลมพัดเป่าเบาๆ ก็จะมีการกระตุกดังกล่าว นอกจากนั้น มีอาการขนลุกเป็นพักๆ ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ และเริ่มมีน้ำลายมาก จากการที่ต่อมน้ำลายมีการติดเชื้อร่วมด้วย เมื่อส่องไฟฉายตรวจรูม่านตา พบว่าบางครั้งเบิกกว้าง หรือ ตีบลง และไม่มีปฏิกิริยาต่อแสงเป็นพักๆ มีหัวใจเต้นเร็ว-ช้าสลับกัน เพ็ญทนทรมานกับอาการดังกล่าว จนหมอต้องให้ยาสงบประสาทให้เคลิ้มลงไปบ้าง

ในวันแรกที่เพ็ญอยู่กับเรา เราได้ตรวจ RNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของไวรัสพิษสุนัขบ้าในน้ำลาย ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง และปมรากผม (โดยถอนผมให้ติดปมด้วยประมาณ 20 เส้น)

ภายใน 3 ชั่วโมงถัดมา เราพบ RNA ของไวรัสในน้ำลาย ปัสสาวะ และปมรากผม แต่ไม่พบในน้ำไขสันหลัง การที่เราไม่เจอ RNA ในทุกตัวอย่างที่ตรวจก็เนื่องจากการที่ไวรัสไม่หลุดออกมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่ไม่เจอตัวในการตรวจจะต้องตรวจเพิ่มเติมในวันถัดไปเสมอ

เมื่อหมอทราบผลชัดเจนแล้ว ได้แจ้งให้ครอบครัว พ่อ แม่ และญาติทราบ ตลอดชีวิตที่ทำงานทั้งหมอและเพื่อนร่วมงาน ไม่เคยมีใครดีใจแม้แต่น้อยที่ตรวจเจอไวรัสในผู้ป่วย เพราะการที่ต้องบอกครอบครัวเป็นเสมือนการตัดสินประหารชีวิต และไม่มีอะไรที่จะช่วยได้ โดยทุกรายเสียชีวิตทั้งหมดในเวลาต่อมา เราช่วยได้แต่เพียงบรรเทาอาการทรมาน เราได้แต่เสียใจไปด้วยกับครอบครัว ทรมานไปกับเพ็ญ

ทุกครั้งที่เข้าไปตรวจและเฝ้าดูอาการ ได้แต่ดูเธอเข้าใกล้ระยะสุดท้าย โดยไม่มีปัญญาช่วยเหลือ เหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นเช่นนี้ แท้จริงเกิดจาก “คน” ทั้งสิ้น คนซึ่งรักสัตว์ รักหมา แมว เอาเศษข้าว อาหารไปเลี้ยงเป็นประจำ โดยคิดว่าเป็นการทำบุญ

หมาตัวเมียหนึ่งตัวออกลูกครอกหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4 ตัว หมามีฤดูติดสัดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี นี่เป็นเหตุผลที่เราเห็นหมาข้างถนนในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นจริงก็คือในเมืองไทยเราแทบไม่มี “หมาจรจัด” จริงๆมีแต่ “หมาชุมชน” หมาเหล่านี้ไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ แต่ทุกๆวันจะมีคนเดิมๆเอาข้าวมาให้

สำหรับคนใจบุญ หมอขอร้องให้ช่วยทำอะไรเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย หมาเหล่านี้จะเชื่องกับคนที่ให้อาหารประจำ โดยผู้คุ้นเคยกับหมาจะค่อยๆล่อหมาทีละตัวมารวมกักในที่เหมาะสม และค่อยๆปฏิบัติทำหมันฉีดวัคซีน โดยมีสัตวแพทย์ช่วยพร้อมกันหลายคน และจะทำให้หมาชุมชนเหล่านี้มีจำนวนคงที่และจะไม่แย่งกันหาอาหาร อารมณ์ไม่เสียไปกัดคน อีกทั้งยังไม่ไปกัดกันเอง ซึ่งเป็นการแพร่ไวรัสจากตัวหนึ่งไปสู่ตัวอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน

เมื่อหมาได้รับเชื้อแล้วแต่ละตัวจะไม่มีระยะฟักตัวเท่ากัน เพราะฉะนั้นในทุกฤดูไม่ใช่เฉพาะแต่หน้าร้อนเราจะพบสุนัขบ้าได้เสมอ สำหรับหมาบ้านเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว (ฉีดวัคซีน ทำหมัน) โดยถือเป็นสมาชิกในครอบครัว การที่หมาตัวเองออกลูกมา 5 ตัว แล้วนำไปปล่อยวัดเท่ากับทำบาปให้เจ้าอาวาสแน่นอน.
หมอดื้อ

บิลต์ไม่ขึ้น ! ส่อง 5 สาเหตุที่เลดี้ไม่วอนต์ ‘เรื่องบนเตียง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533128

โดย FHM 23 ต.ค. 2558 16:05

 

ความต้องการทางเพศก็เหมือนความต้องการด้านอื่นๆ มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นธรรมดา ทว่าถ้าไม่อยากทำร้ายความสัมพันธ์กับคนรัก คุณก็ควรคิดหาทางแก้ไขนะ !

1. ร่างกายมีปัญหา


สิ่งที่คุณควรทำอย่างแรกในการฟื้นฟูความต้องการทางเพศของตัวเอง ก็คือ พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย คุณควรตรวจหาสาเหตุทางร่างกายก่อนโทษนั่นโทษนี่ (ที่ไม่ใช่ตัวเอง!)  ก่อนที่คุณจะสำรวจวิถีการใช้ชีวิต ซึ่งมักจะเป็นสาเหตุหลักที่ความต้องการทางเพศถดถอยลง หรืออาจมีสาเหตุตั้งแต่อาการเจ็บป่วยที่มองไม่เห็น เช่น ติดเชื้อไวรัส โรคเบาหวาน หรือปัญหาด้านฮอร์โมน ไปจนถึงผลจากการกินยา ตัวยาบางชนิดส่งผลต่อความต้องการทางเพศได้

อาจเป็นเพราะร่างกาย(ข้างใน) คุณเองมีปัญหา …

2. อารมณ์หดหู่


คุณรู้สึกซึมเศร้าหรือเปล่า ? เพราะคนซึมเศร้ามักจะหมดความสนใจสิ่งต่างๆ ที่ให้ความเพลิดเพลิน ซึ่งเซ็กซ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น อารมณ์อื่นๆ ก็มีส่วน เช่น ความโกรธ ความคับแค้นใจ จะส่งผลโดยตรงต่อความต้องการทางเพศ อีกอย่างคงยากที่คุณจะมีอารมณ์อยากขึ้นเตียงกับคนที่คุณโกรธ น้อยใจ คับแค้นใจ วิธีการที่ดีที่สุดคือ คุยกับเขาถึงปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งการออกกำลังกายก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยปลดปล่อยอารมณ์ร้ายๆ ได้นะ

3. ทำงานหนัก เครียด กังวลใจ และเหน็ดเหนื่อย


เป็นตัวแปรฉุดความต้องการทางเพศให้ตกต่ำได้เร็วที่สุด ถามตัวคุณเองดูว่า ชีวิตคุณมีแต่งานหรือเปล่า ? ถ้าคุณมีเรื่องต้องคิดอยู่ตลอดเวลาก็คงไม่มีพื้นที่ในสมองไว้สำหรับสิ่งอื่น หากคุณยอมให้ตัวเองมีระดับความเครียดที่สูงกว่าปกติ โดยหารู้ไม่ว่ามันเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ความต้องการทางเพศลดลง เมื่อคุณหมดเวลา และพลังไปกับเรื่องอื่น คุณจะรู้สึกเหนื่อยจนไม่นึกอยากเซ็กซ์ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน

ความเหนื่อย เครียด กังวลใจ เป็นตัวแปรฉุดความต้องการทางเพศ

4. สังคมจัดเกินไป


คุณมีนัดดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าเรื่องบนเตียงหรือเปล่า ? หรือสูบบุหรี่จัดเป็นระยะเวลานาน หรือทั้งสองอย่างจะส่งผลเต็มๆ ต่อความต้องการทางเพศของคุณ โดยเฉพาะผู้ชาย … ตับที่ถูกทำลายอาจทำให้การเผาผลาญฮอร์โมนมีปัญหา ซึ่งทำให้เกิดการสะสมฮอร์โมน ‘เอสโตรเจน’ และทำให้ความต้องการทางเพศลดลง ปกติแล้วความต้องการทางเพศจะอยู่ในระดับพอเหมาะพอดี โดยมีฮอร์โมน ‘เทสเทอสเทอโรน’ ควบคุม ดังนั้น การที่มีเอสโตรเจนมากเกินไป จึงส่งผลให้ความกระตือรือร้นในเรื่องบนเตียงลดลงไป

หรืออาจเพราะสังสรรค์บ่อยเกินไป

5. ความสัมพันธ์ย่ำแย่


บางทีการที่คุณหมดความต้องการทางเพศ อาจเป็นเพราะคุณกับเขาคุยกันไม่รู้เรื่อง หรือคุณเบื่อหน่ายวิธีการร่วมรักของอีกฝ่าย ถ้าคุณปฏิเสธว่าเซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ปัญหานี้ก็จะค้างคาอยู่อย่างนั้น คุณต้องแก้ไขด้วยการตั้งเป้าหมาย เช่น มีเซ็กซ์ดีๆ สักอาทิตย์ละครั้ง หรือสองอาทิตย์ครั้ง แทนที่จะมีเซ็กซ์น่าเบื่อๆ ทุกสองวัน คุณควรหันกลับมามองเทคนิคการร่วมรักของตัวเอง บางทีคุณอาจต้องการการเล้าโลมที่มากขึ้น หรือสร้างความสัมพันธ์ใหม่โดยไม่มีการสอดใส่ อาจจะลองอาศัยจินตนาการช่วย หรือสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน ถ้าอยากมีเซ็กซ์อย่างเสี่ยงโรคก็อย่าลืมพกอุปกรณ์ป้องกัน เพื่อคงสุขภาพเซ็กซ์ที่ดีต่อไปในระยะยาวด้วยล่ะ

ที่มา : fhm.in.th

โรคข้อเข่าเสื่อม (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533855

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 23 ต.ค. 2558 05:30

 

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาสำคัญที่พบมากในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือไม่ปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดความเจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูปเดินไม่ปกติ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆ ไม่สะดวก ทำให้มีความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิว ข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้างการทำงานของกระดูกข้อ และกระดูก บริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิม และอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการเกิดคือ

1.ความเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือ แบบไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิด จากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย ซึ่งสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัว เพศ และกรรมพันธุ์

2.ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุ มีการบาดเจ็บที่ข้อและเส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรัง ที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกาต์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

อาการในระยะแรก คือ จะเริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดินขึ้น-ลงบันไดหรือพับเข่า แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ ข้อ และมีอาการข้อฝืดขัด โดยเฉพาะเมื่อมีการหยุดเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อเริ่มขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมี เสียงดังในข้อ เมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่สุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ทำให้การเดินและการใช้ชีวิตประจำวัน ลำบาก เพราะะมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

การวินิจฉัยสามารถทำได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ ร่วมกับภาพถ่ายรังสี ซึ่งสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้

ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

6 เหตุผลที่ผู้หญิงไม่อยากมีเซ็กซ์กับคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533337

โดย GQ Thailand 21 ต.ค. 2558 16:05

 

ไม่ใช่เธอไม่รักคุณ หรือคุณไม่เก่งพอเรื่องบนเตียง ก็ต้องมีบ้างที่เธอจะไม่มีความอยากเสียเลย คนนะไม่ใช่หุ่นยนต์ก็ต้องมีอารมณ์แปรปรวนบ้าง เธออาจจะเจอเรื่องหนักๆ มาทั้งวัน อยู่ดีๆ คุณจู่โจมอยากจะกินเธอ เธอคงบ่ายเบี่ยงและ ‘ของ’ คงไม่ขึ้น คุณอาจเสียเซลฟ์ แต่อย่าโกรธเธอเลยนะ ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันดีกว่า เรียนรู้ว่าสถานการณ์แบบไหนที่เธอจะไม่อยากขึ้นสังเวียนรัก…

1. เธออาจจะโกรธหรืองอนคุณอยู่

พูดถึงข้อนี้บอกได้คำเดียวว่าคุณงานเข้าแล้ว เธออาจจะไม่พอใจหรือเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมบางอย่างของคุณ ทั้งๆ ที่คุณอาจไม่รู้ตัว ผู้หญิงก็แบบนี้แหละ ต้องเข้าใจเธอเสียหน่อย ถ้าโกรธมาแบบนี้อย่าหวังว่าเธอจะยอมมีเซ็กซ์กับคุณเลย

วิธีแก้ : ค่อยๆ พูดจาแบบใจเย็นๆ ถามหาเหตุผลที่เธอโกรธ แล้วคุณก็ต้องแมนๆ ยอมรับความผิด เชื่อสิ เธอจะอารมณ์ดีอย่างรวดเร็ว แล้วหลังจากนั้นการันตีว่า คุณจะทำอะไรเธอก็ยอม

2. เธอจดจ่อกับบางเรื่องที่ต้องทำมากกว่าเซ็กซ์

แน่ละเธอมีหลายสิ่งที่ต้องทำเหลือเกิน ไหนจะงานที่สารพันยุ่งเหยิง ไหนจะงานบ้าน ทั้งทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ร้อยแปดพันเก้า แล้วแบบนี้เธอจะไปมีอารมณ์คิดถึงเรื่องเซ็กซ์ได้อย่างไร

วิธีแก้ : คุณเองในฐานะผู้ชายก็ช่วยเธอแบ่งเบาภาระที่สามารถทำได้ เช่น วันนี้คุณจะเป็นฝ่ายทำอาหารเย็นเอง สรรหาเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำอัดลม ไวน์มาเสิร์ฟเธอถึงโต๊ะ เสมือนเป็นมื้อพิเศษ ทำให้เธอผ่อนคลายและไม่รู้สึกว่าต้องแบกรับทุกอย่างเสียหมด

3. เธอไม่ชอบการมีเซ็กซ์

ข้อนี้หนักเลย ถ้าเธอถึงกับไม่ชอบการมีเซ็กซ์ อาจด้วยความคิดของเธอไม่คิดว่าเซ็กซ์คือเรื่องจำเป็นในชีวิต อาจมีประสบการณ์เกี่ยวกับเซ็กซ์ที่ผ่านมาไม่ดีเท่าไร ประกอบกับคุณห่วยแตกเหลือเกินกับเรื่องนี้ เธอเลยไม่ประทับใจ

วิธีแก้ : ลองพูดคุยกับเธอแบบจริงจัง ไม่ฉะนั้นชีวิตคู่อาจไปไม่รอด แม้เซ็กซ์จะไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต แต่ก็ทำให้หลายคู่เลิกกันมาแล้ว อาจจะเป็นประสบการณ์ในอดีตที่ไม่ดีของเธอ คุณต้องพยายามโน้มน้าวปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องเซ็กซ์ของเธอ

4. เธอรู้สึกไม่เซ็กซี่

มันง่ายมากที่ผู้หญิงจะรู้สึกแบบนี้ วันๆ เธอหมกหมุ่นกับการทำงาน รู้สึกสูญเสียความมั่นใจเรื่องความสวยงาม จากสาวสะพรั่งกลายเป็นป้าแก่ๆ คนหนึ่ง เธอเลยไม่มั่นใจว่ามีเซ็กซ์มันจะดีไหม หรือผู้ชายจะชอบเธอหรือเปล่า

วิธีแก้: คุณก็ให้เธอไปสวยงามบ้าง เข้าสปาขัดผิว ทำผม ออกกำลังกาย ซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่ใส่ เหมือนได้แฟนคนใหม่ แต่ชื่อเดิมนะครับ แค่นี้แหละเธอก็จะมั่นใจว่าสวยและเซ็กซี่พอที่คุณจะอดใจไม่ไหว

เป็นธรรดาของคู่รัก ก็อะไรที่เคยกินบ่อยๆ รสชาติเดิมๆ ก็ต้องมีเบื่อกันมาก จนกลายเป็นเลิกคิดว่าเรื่องเซ็กซ์อันเร้าใจไปเสียอย่างนั้น

วิธีแก้: พาเธอไปเที่ยวชวนเธอมีเซ็กซ์ในสถานที่แปลกใหม่ ในโรงแรม ห้องน้ำ ชายหาด ระเบียง ทุกที่ที่คุณไม่เคยลอง เอาให้รู้ไปเลยว่าเธอจะไม่ตื่นเต้น อย่าลืมท่าใหม่ๆ ด้วยล่ะ

6. เธอเริ่มไม่สนใจคุณ

มาถึงข้อนี้นั่นแสดงว่าเธออาจจะคิดว่าคุณไม่ใช่แล้วก็ได้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากมีเซ็กซ์กับคุณนะ แต่เธอเริ่มมาคิดว่าความสัมพันธ์ระยะยาวของคุณกับเธอ คงไม่ใช่ และอาจจะจบด้วยการเลิกกัน หรืออนาคตของคุณทั้งคู่ไม่แน่นอน และไม่แน่มีบางคนทำให้เธอหวั่นไหว

วิธีแก้ : ต้องนั่งคุยและพูดถึงความสัมพันธ์ของกันและกัน ความรู้สึกว่ายังรักกันอยู่หรือเปล่า มีคนอื่นเข้ามาในชีวิต จนทำให้ความรักสั่นคลอนไหม นี่มันเรื่องหัวใจล้วนๆ

ที่มา :GQ Thailand

www.gqthailand.com

‘บิ๊กหนุ่ย’เผยคืบหน้าทุจริตสกสค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217625.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
'บิ๊กหนุ่ย'เผยคืบหน้าทุจริตสกสค.

“บิ๊กหนุ่ย” นั่งไม่ติด เคลียร์ชัดไม่นิ่งนอนใจตามติดปมทุจริต สกสค.มาตลอด พร้อมสั่ง “พินิจศักดิ” แจ้งความเอาผิด กรรมการ 9 คนของบริษัทเอกชน

                เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ ศธ.ดำเนินการตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้มูลความผิดฐานฉ้อโกงกรณีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)  ซื้อตั๋วสัญญากับบริษัทเอกชนว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ สกสค.ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท บริษัทเอกชนมูลค่ากว่า  3,000 ล้านบาท ซึ่งยืนยันว่าที่ผ่านมา ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่รายละเอียดต่างมีอยู่มาก

โดยนับแต่ที่เข้ามารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ก็ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการติตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาให้ข้อมูลและมีข้อเสนอโอนคดีบริษัทที่อยู่ในการดูแลของ ป.ป.ช.ไปให้ทางดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ได้ประสานกับทาง ป.ป.ช.ยืนยันว่าได้ดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลประเด็นบริษัทคืบหน้าไปกว่า 80% และใกล้จะได้ข้อสรุป ดังนั้นจึงไม่มีการโอนเรื่องดังกล่าวไปให้ดีเอสไอ

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือถึงตนแจ้งให้ ศธ.ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในทุกประเด็นนั้น ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค.ที่ผ่านมา ได้มอบให้นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูแลบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) ในฐานะปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ไปดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ส่วนกรณีที่ สตง.ให้ดำเนินการกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งที่อนุมัติให้ปิดบัญชีและเบิกถอนเงินของ สกสค.ที่ฝากไว้ จำนวน 2,100 ล้านบาท โดยให้สถาบันการเงินดังกล่าวชดใช้คืน เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินมีความประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายนั้น ซึ่งทาง สกสค.ได้ประสานงานกับสถาบันการเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีว่าพร้อมจะร่วม ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตนจะหาทางเอาเงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนมาให้ได้

“ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ติดตามการดำเนินงานของทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เราต้องหาทางเอาเงินกลับคืนมา อีกทางคือเอาผิดกับคนที่ทำผิดและคนที่ทำผิดไม่ว่าจะใครก็ตาม ผมยึดถือกฎหมาย เพราะเรามีระเบียบ มีกติกาก็ต้องเป็นไปตามนั้น และผมอาจจะโชคดีที่เป็นคนใหม่ในกระทรวงศึกษาฯ มีรู้จักใครไม่ต้องมาตอบแทนบุญคุณอะไรใคร ใครผิดก็ว่าไปตามผิด สิ่งที่ผมพยายาทำคือทำให้บุคลากรใน ศธ.ที่เคยทำงานกับคนผิดต้องแยกแยะว่าแม้จะรักกันแบบพี่น้อง แต่ต้องไม่สนับสนุนคนที่ทำผิด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน นายพินิจศักดิ์  กล่าวว่า ขณะนี้ สกสค.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องแล้ว

ค่ายเยาวชนไอซีทีเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217568.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ค่ายเยาวชนไอซีทีเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่21

ค่ายเยาวชนไอซีทีเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่21 : ชุลีพร อร่ามเนตร

            ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบันต้องพึ่งพาไอซีที หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นการเตรียมพร้อมทักษะด้านไอซีทีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเติมเต็มให้แก่เยาวชนไทยได้เรียนรู้ เท่าทัน และรู้จักใช้ไอซีทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จึงได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดโครงการ “Thailand ICTYouth Challenge 2015” ค่ายเยาวชนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 2

บุญรักษ์ สรัคคานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ ความคิดสร้างสรรค์ของตนออกมาอย่างเต็มที่ ด้วยโปรแกรมที่มีให้เลือกหลากหลายความถนัด โครงการปีนี้มีจำนวนผลงานที่ผ่านการคัดเลือก 102 ผลงาน จากมี 754 โรงเรียน นักเรียน 204 คน และครู 100 คน เข้าร่วม ภายใต้แนวคิด “ICT for 21st century learning” ปีนี้ โดยจะเป็นการแข่งขันในการใช้การฝึกทักษะ ที่มุ่งเอาทักษะสำคัญของสังคมการศึกษาศตวรรษที่ 21 คือทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี

โดยแบ่งพัฒนาความรู้ความสามารถเป็น 3 เป้าหมาย ได้แก่ 1.ด้านสารสนเทศ มุ่งให้เยาวชนมีทักษะเข้าถึงและรู้แหล่งสารสนเทศอย่างรวดเร็ว 2.ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร ให้เยาวชนมีทักษะการใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีสื่อสารโดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อเข้าถึงฐานความรู้ในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีคุณภาพและคุณธรรม และ 3.ด้านสื่อ เยาวชนมีทักษะการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมินและสร้างสารในรูปแบบของสื่อต่างๆ อาทิ มัลติมีเดีย กราฟฟิก แอนิเมชั่น เว็บไซต์ อย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาเป็น 1 ใน 26 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนมีองค์ความรู้ มีฐานความรู้ที่จะเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง รวมถึงพัฒนาให้ไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต อนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ และเตรียมตัวนักเรียน ครูบาอาจารย์ ให้มีทักษะไอซีทีเพื่อการศึกษา และการใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น เมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้เชื่อว่าจะนำไปสู่การเผยแพร่ บอกต่อ เป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเอง และโรงเรียนอีกด้วย

โครงการนี้จะคัดเลือกนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวด โดยแบ่งเป็น ป.4-ป.6 ทำโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ หัวข้อ “ตามรอยพระราชา” (พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ) ส่วน ม.1-ม.3 ทำภาพยนตร์สั้น หัวข้อ “ประเทศไทยของเรา” ความยาวไม่เกิน 3 นาที และ ม.4-ม.6 ทำโมบาย แอพพลิเคชั่น 3 หมวด ได้แก่ เพื่อการศึกษา เพื่อการท่องเที่ยว และเพื่อสุขภาพหรือคุณภาพชีวิต

“น้องเซียน่า” มยุรินย์ จรกา นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนสุเหร่าใหม่ เขตสวนหลวง เล่าว่า เป็นครั้งที่ 2 ที่เข้าร่วมโครงการ ส่งหนังสั้นเรื่อง เหรียญแห่งแผ่นดิน เป็นการรณรงค์การใช้เหรียญบาท ที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเงินเพียงเล็กน้อยไม่มีคุณค่า แต่เมื่อมารวมหลายๆ เหรียญเข้าด้วยกันก็มีมูลค่าที่มากขึ้น อีกทั้งสำหรับคนยากไร้ เงินเพียงน้อยนิดก็มีผลต่อการดำรงชีวิตของพวกเขา และรู้สึกดีใจมากที่หนังสั้นของพวกหนูได้รับคัดเลือก จนทำให้พวกหนูได้มาเข้าค่าย 3 วัน 2 คืน ค่ายที่จะช่วยเพิ่มทักษะการใช้ไอซีที ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การรู้เท่าทันสื่อ และที่สำคัญทำให้ได้เรียนรู้โปรแกรมการตัดต่อ การทำหนังสั้น

ด้าน “น้องนัท” พิชิตชัย ยันนาคี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.นครปฐม เล่าว่า ปีนี้ เป็นปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีกิจกรรมสนุก ช่วยเพิ่มเติม เสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้ไอซีที เพราะเทคโนโลยีเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กรุ่นใหม่ต้องเข้าใจการใช้เทคโนโลยี

“พวกผมทำเพาเวอร์พอยต์ โดยนำเสนอเรื่องราว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มเติมเทคนิคเสียง ภาพเคลื่อนไหวให้น่าสนใจมากขึ้น จากการเข้าร่วมโครงการทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทั้งความรู้ความสามารถด้านไอที รู้เท่าทันการใช้ไอซีที ยังทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆ รุ่นพี่ เกิดการเรียนรู้ ทำงานเป็นทีม และการเข้าสังคม อยากให้มีการจัดกิจกรรมในโครงการนี้ตลอดไป และควรเสริมกิจกรรมที่จะสอนเกี่ยวกับเรื่องหนังสั้น หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเตรียมความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอยากเรียนรู้ สนใจเรื่องไอซีที”

สำหรับผลงานที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรอบแรกจะเข้าแคมป์ “Thailand ICTYouth Challenge 2015” ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนรู้พร้อมทดลองและสัมผัสใช้ไอซีที ในรูปแบบต่างๆ และสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมนำไปใช้ได้จริง โดยทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาทีมละ 3 หมื่นบาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมละ 2 หมื่นบาท และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ทีมละ 1 หมื่น บาท ซึ่งจะประกาศผลในต้นปี 2559 นี้

สศร.จัดค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217567.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
สศร.จัดค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้

สศร.จัดค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้

            ปัจจุบันกล้องวิดีโอพกพาเฉพาะทาง หรือ Active Camera GoPro เป็นอีกอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มผู้ที่รักในการเดินทางและท่องเที่ยวเพราะมีขนาดกะทัดรัดพกพาง่าย น้ำหนักน้อย กันน้ำ และบันทึกได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) จึงได้จัดโครงการค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้ “เยาวชนรักบ้านเกิด ปักษ์ใต้บ้านเรา” โดยเลือกกล้องวิดีโอพกพาเฉพาะทางเป็นสื่อในการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะ ความรู้ เทคนิควิธีการถ่ายภาพวิดีโอพกพาเฉพาะทาง (Active Camera GoPro) และการสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animetion) ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมของจังหวัดสตูล

โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนและครูอาจารย์จากสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เข้าร่วมโครงการแบ่งเยาวชนทั้งหมดเป็น 12 กลุ่ม จากทั้งหมด 120 คน ในการร่วมกิจกรรมทั้งหมด 12 เส้นทางกิจกรรม มีถ้ำลอดปูยู หมู่บ้านประมงตำมะลัง ล่องเรือชมนกอินทรีและชมวิถีชีวิตชาวบ้าน สำรวจถ้ำเลสเตโกดอน สำรวจถ้ำภูผาเพชร น้ำตกวังสายทอง ล่องแก่งวังสายทอง เอทีวี ถ้ำเจ็ดคต เดินป่าดูวิถีป่าซาไก หมู่เกาะเภตรา เกาะสาหร่าย ชุมชนบากันใหญ่ ศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้าน และแบ่งเป็นอีกเส้นทางหนึ่งคือ ชมปะการังน้ำตื้นและพายเรือคยัค และน้ำตกโตนปลิว โดยเยาวชนทั้งหมดจะต้องทำกิจกรรมร่วมกันในการถ่ายทำสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวในสถานที่นั้นๆ

เบญจมาศ ประพันธ์ หรือ ซิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสะเดา “ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์” อ.สะเดา จ.สงขลา ผู้เข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนรักบ้านเกิด ปักษ์ใต้บ้านเรา กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการนี้ได้เพราะทางโรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการเลยตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และมีความสนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพและตัดต่อวิดีโออยู่แล้ว กิจกรรมภายในค่ายก็มีการเรียนรู้การถ่ายภาพ การเลือกมุมกล้อง การใช้กล้องทั้งแบบกล้องดิจิทัล และกล้องวิดีโอพกพาเฉพาะทางหรือกล้อง GoPro และสอนการตัดต่อวิดีโอโดยการใช้โปรแกรม Adobe Premiere Pro

โดยสถานที่ที่ได้ไปคือ ถ้ำเลสเตโกดอน ชมหินงอกหินย้อยและศึกษาระบบนิเวศของป่าริมทะเล รู้สึกสนุกและทำให้ได้รู้ว่าประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมาย พอได้ไปถึงที่ถ้ำเลสเตโกดอนก็เจออุปสรรค ฝนตกตลอด แต่ก็เลือกที่จะถ่ายในสถานที่ที่จะสามารถทำงานได้บ้างก่อน ทำคลิปเป็นแนวสารคดีผสมประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยว และถ้ำเลสเตโกดอนก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองไทยที่เพิ่งพบด้วย

“ดีใจมากได้มาเจอเพื่อนที่ดีสังคมที่ดี มาเจอวิทยากรที่ดีที่อยู่เบื้องหลังหลายๆ งานที่ออกมาดี อยากจะให้เพื่อนๆลองเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ ได้ทำอะไรหลายอย่างได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ หรือบางกิจกรรมอาจจะเคยทำแล้วหรือยังไม่เคยทำ และได้พบมิตรภาพที่ดี เจอเพื่อนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เจอ อยากขอบคุณโครงการนี้คะ และอยากให้โครงการนี้จัดต่อไปเรื่อยๆ เพื่อผู้ที่สนใจต่อไป” เบญจมาศ กล่าว