ต่อหน้าธารกำนัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ต่อหน้าธารกำนัล

เบียร์เข้าปาก 2 เหยือก นับว่าไม่น้อยทีเดียว สนุกเต็มคราบ และคุณจำนูญเมาเต็มที่ หรือเมาล้นไปเลยก็ว่าได้

ขณะคุณสมสวย วัย 22 ปี พนักงานเชียร์เบียร์สาวสวยของร้านอาหาร เดินเฉียดเข้ามาใกล้ได้ระยะ คุณจำนูญเอื้อมมือออกไป แล้วคว้าหมับเข้าที่หน้าอกคุณสมสวย บีบครั้งหนึ่ง

“ว้าย!” คุณสมสวยร้องขึ้น เช่นเดียวกับในนวนิยายทุกเรื่องในประเทศไทย

“อ้าวๆ! ลุงนี่ยังไงกัน ไม่ถูกเรื่องแล้วนะ” คุณสมสวย ว่าอีก

“หนูเชียร์เบียร์ ขายเบียร์อย่างเดียวนะ ไม่ได้แถมหน้าอกให้จับด้วย” เธอว่าต่อ

แม้คุณจำนูญพยายามเจรจา ว่าอย่าให้เอาความ แต่คุณสมสวยไม่ยอม

คุณสมสวย เรียกตำรวจมาท่ามกลางความเอะอะมะเทิ่งของคุณจำนูญ หรืออันที่จริงก็ของเบียร์ที่คุณสมสวยเชียร์ด้วยนั่นละ

คุณจำนูญถูกดำเนินคดี พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคุณจำนูญ

ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278

คุณจำนูญให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ระหว่างดำเนินคดี คุณจำนูญพยายามเจรจากับคุณสมสวยต่อไป และที่สุดคุณสมสวยยอมรับเงินคุณจำนูญ 50,000 บาท แทนคำขออภัย ที่ทำให้ตกอกตกใจ แล้วแถลงไม่ติดใจเอาความคุณจำนูญต่อศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณจำนูญมีความผิด ตามมาตรา 278 ให้จำคุก 1 เดือน

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดี ว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง และว่าขอให้รอการลงโทษจำคุก

ที่คุณจำนูญฎีกาว่า เหตุคดีนี้ มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล เมื่อคุณสมสวยผู้เสียหายได้แถลงต่อศาลชั้นต้น ไม่ติดใจเอาความแก่คุณจำนูญแล้ว จึงถือได้ว่า ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้น

เห็นว่า ขณะคุณจำนูญกระทำอนาจารแก่คุณสมสวยโดยจับหน้าอกคุณสมสวย เป็นการกระทำในร้านอาหารที่มีลูกค้ามานั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะอื่นด้วย และมีพนักงานร้านอาหารนั้นเห็นคุณจำนูญจับหน้าอกคุณสมสวย ขณะที่กำลังเสิร์ฟอาหารอยู่ที่โต๊ะข้างๆ

การที่คุณจำนูญกระทำอนาจารคุณสมสวยดังกล่าว จึงเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล มิใช่ความผิดฐานกระทำอนาจารที่จะยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ประกอบ มาตรา 278

แม้ผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาความแก่คุณจำนูญแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดียังไม่ระงับ

ฎีกาของคุณจำนูญฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับคุณจำนูญ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นจำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2553)

————————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 281 การกระทำความผิด ตามมาตรา 276 วรรคแรก และ มาตรา 278 นั้น ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ใน มาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

เรื่อง – หมากผู้หมากเมีย : ไม้พุ่ม สรรพคุณเป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

อีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2558 ใครที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำดีตั้งแต่ต้นปีนั้น ทำได้แค่ไหน ลองทบทวนดู

และปีใหม่ 2559 ที่กำลังจะมาถึง จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งที่จะทำดีหรือจะเลิก

การทำความดีนั้น หลายคนมีมุมมอง อาจจะไม่เหมือนกัน

คนพาล มองความดีในมุมของคนพาล

คนดี ก็ยังมีมุมมองความดีไม่เท่ากันในแต่ละคน

ความดีของคนไม่มีกิเลสเคลือบแฝงนั้น ย่อมดีกว่าความดีของคนที่ยังมีกิเลสเคลือบอยู่

หมดกิเลสเมื่อไหร่นั่นแหละ จึงจะเห็น และเป็นความดีแท้

เวลานี้ทั่วโลกกำลังบ้ากับความเจริญ หลงใหลวัตถุ ความดีจึงพลอยถูกวัตถุกำกับ

เมื่อความดีขึ้นอยู่กับวัตถุ ก็ลองคิดดูกันเอาเองว่า ผลลัพธ์ของความดี คนดี อยู่ตรงไหน?

แต่ก็ยังเชื่อในเรื่อง “สูงสุดคืนสู่สามัญ”

ส่วนใครจะคิดเป็นอย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

อากาศโลกช่วงนี้แปรปรวน จึงอยากชวนให้ปลูกต้นไม้ เพื่อคืนธรรมชาติให้กับโลก

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “หมากผู้หมากเมีย”

หมากผู้หมากเมีย ในทางพฤกษศาสตร์ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ไม่ค่อยจะมีกิ่งก้านสาขา ลำต้นออกตรง ความสูงโดยเฉลี่ย 3 เมตร

ลักษณะของใบ ออกเป็นวงสลับกันตามส่วนยอด รูปยาวรี ปลายใบแหลม มีสีแดงเขียว หรือแดงม่วง

เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นช่อยาว ออกตามบริเวณยอด ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง ดอกมีสีม่วงแดง หรือชมพูสลับกับสีเหลือง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลออกกลม ภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1-3 เมล็ด

ต้นหมากผู้หมากเมียนี้ คนโบราณท่านได้ศึกษาจนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์ส่วนไหนได้บ้าง

ตามตำราท่านบันทึกไว้ว่า ส่วนที่นำมาใช้ก็คือ ราก ใบ และดอก

ราก มีสรรพคุณแก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ลำไส้อักเสบ และแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติของสตรี

ใบ มีสรรพคุณแก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้บิด เจ็บกระเพาะอาหาร หรือตำใบสดพอกแผล

ดอก มีสรรพคุณแก้ไอเป็นเลือด แก้วัณโรคปอด แก้ริดสีดวงทวาร หรือตำดอกสดพอกแผลห้ามเลือด

ปลูกต้นไม้ก็จะได้ประโยชน์อย่างที่กล่าว

บางคนกลับไม่ชอบที่จะปลูก ด้วยข้ออ้างใบร่วง รก ขี้เกียจเก็บกวาด

แต่รู้หรือไม่ว่า ที่ได้หายใจอยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร

ไม่ใช่เพราะต้นไม้หรอกหรือ!

พืชตระกูลแตง ผัก และผลไม้พื้นถิ่น เป็นได้ทั้งอาหารและยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

พืชตระกูลแตง ผัก และผลไม้พื้นถิ่น เป็นได้ทั้งอาหารและยา

มีผลไม้ที่มีลักษณะกึ่งผลไม้และผักอยู่จำพวกหนึ่ง ที่มีชื่อกลางว่า “แตง” จัดอยู่ในตระกูล คิวเคอปิตาซี่ ซึ่งเป็นตระกูลที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ ยังรวมถึง ฟักทอง บวบ มะระ ฟักเขียว รวมอยู่ด้วย

พืชในวงศ์ “แตง” นั้น ประกอบด้วย “แตง” หลายชนิด โดยจะขอเริ่มที่แตงชนิดแรก คือ แตงโม ก่อนค่ะ

แตงโม ผลไม้ตระกูลแตงที่คนไทยรู้จักและบริโภคกันมานานแล้ว จัดเป็นพืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาทอดไปกับพื้นดิน มีใบเป็นจักๆ ดอกมีสีเหลือง

แตงโม นอกจากกินผลสุกเป็นผลไม้ และนำมาทำน้ำแตงโมปั่นแล้ว แตงโมผลอ่อนๆ ยังนำมาทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู และมีแตงโมบางพันธุ์ที่สามารถนำมาทำ?เมล็ดแตงโมเค็ม เป็นขนมขบเคี้ยวได้

เมนูอาหาร ปรุงจากผลแตงโมอ่อนที่นิยมทำกันคือ แกงส้มแตงโมอ่อน แตงโมอ่อนต้มจิ้มน้ำพริก แตงโมเป็นได้ทั้งอาหารหวาน คาว เมื่อสุกจัดมีเนื้อสีแดง รสหวาน ใช้ทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ทำปลาแห้งแตงโม เปลือกแตงโมแกงคั่วส้ม หรือแกงส้ม และเปลือกแตงโมยังสามารถเชื่อมกินได้อร่อยไม่แพ้ฟักเชื่อม ส่วนเมล็ดแตงโม เอามาคั่วกับเกลือกินเม็ดใน เป็นเม็ด ก๋วยจี๊ รสชาติเค็มๆ มันๆ

แตงโม ประวัติมาเนิ่นนาน

แตงโมไม่ใช่พืชที่มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทย แต่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบทะเลทรายทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา พันธุ์แตงโมถูกนำย้ายถิ่นฐานเข้ามาที่ภาคกลางและภาคใต้ของทวีปเอเชีย ในศตวรรษที่ 11 พอศตวรรษที่ 16 ก็ขยายไปอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และถึงศตวรรษที่ 17 ก็แพร่หลายเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน แตงโมนั้นมีอยู่เกือบทั่วโลก และมีการพัฒนาพันธุ์ขึ้นมากมาย เช่น พันธุ์บางเบิด (ในปี 2463 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ?บิดาแห่งการเกษตรผสมผสาน เสด็จไปทำไร่นาสวนผสมที่ฟาร์มบางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนเป็นที่มาของแตงโมลูกผสมพันธุ์บางเบิดขึ้นมา…) พันธุ์ชาลสตันเกรย์ ที่มีผิวสีเขียว พันธุ์น้ำผึ้ง ซึ่งมีเนื้อสีเหลือง ในประเทศไทยมีพันธุ์บุรีรัมย์ ที่มีลูกยาวคล้ายลูกฟัก เนื้อสีแดงเข้ม พันธุ์จินตหรา ลูกกลม สีเขียวเข้ม แตงโมตอร์ปิโด ลูกรีกว่าพันธุ์จินตหรา แตงโมกินรี ผลกลม เนื้อแดง และในปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนาพันธุ์ได้แตงโมผลเป็นรูปสี่เหลี่ยม เพื่อความสะดวกในการขนส่ง

เนื่องจากแตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก มีคุณสมบัติในทางให้พลังความเย็น จึงสามารถรักษาอาการร้อนใน แผลในปาก ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร

ส่วนสรรพคุณในทางยานั้น แตงโม บรรเทาอาการหน้ามืด ตาลาย เนื่องจากการเป็นลมแดด แก้ลมหายใจมีกลิ่น ปวดแสบในท่อปัสสาวะ อาการเมาค้าง รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไตอักเสบ

มีวิธีใช้ แตงโม ในการรักษาโรคต่างๆ

– บรรเทาอาการหน้ามืด ตาลาย เนื่องจากเป็นลมแดด ดื่มน้ำแตงโมสด 1 แก้ว

– แก้ลมหายใจมีกลิ่น ปวดแสบในท่อปัสสาวะ อาการเมาค้าง รับประทานแตงโมสดๆ 500-1,000 กรัม วันละ 2 ครั้ง

– รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไตอักเสบ ใช้เปลือกแตงโมแห้ง 50 กรัม มาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ใช้ดื่มแบบน้ำชา (วิธีทำเปลือกแตงโมแห้ง ทำง่ายๆ ด้วยการปอกเปลือกแตงโม หนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร นำไปตากแดดจนแห้ง สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน)

แตงตระกูล คิวเคอปิตาซี่

อีกชนิดหนึ่งคือ…แตงกวา

แตงกวา มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย แถบเทือกเขาหิมาลัย เมื่อ 3,000 กว่าปีมาแล้ว เชื่อกันว่าชาวทิเบตเป็นผู้นำแตงกวาเผยแพร่ไปสู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก และได้รับความนิยมมากที่สุดในตระกูลแตงด้วยกัน

แตงกวาที่ปลูกอยู่ทั่วประเทศไทยเป็นแตงกวาผลเล็ก ความยาว ประมาณ 4-10 เซนติเมตร ไส้ใหญ่ เนื้อบาง ผลสีขาวและเขียวอ่อน ลำต้นเป็นเถาทอดยาว ดอกสีเหลือง

แตงที่มีลักษณะผลเช่นเดียวกันอีกชนิดหนึ่งมีชื่อว่า “แตงร้าน” มีความยาวผล ประมาณ 12-25 เซนติเมตร ไส้เล็ก เนื้อหนา ผลเป็นสีเขียวเข้ม ชาวไร่ที่ปลูกแตงจะทำร้านรับให้ผลแตงห้อยลง ไม่ได้ปล่อยให้เถาเลื้อยไปตามพื้นดิน แตงร้านจะปลูกกันมากแถวๆ ภาคอีสานของไทย

แตงอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายแตงร้าน แต่ผลเล็กกว่า เรียกกันว่า “แตงญี่ปุ่น” นิยมปลูกกันมากในประเทศญี่ปุ่น

แตงกวา มีประโยชน์ในการทำอาหารรับประทานหลายอย่าง เช่น ผัดกับหมู ไข่ และอื่นๆ ได้หลายอย่าง ทำเป็นผักสดแกล้มน้ำพริกต่างๆ แกล้มลาบ แตงกวายำ ส้มตำแตง และที่ขาดจากกันไม่ได้จริงๆ คือ กินเป็นผักแกล้มกับข้าวผัด

แตงกวา นอกจากใช้เป็นอาหาร ยังนำไปทำเป็นเครื่องสำอางได้อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากมีเอนไซม์ที่มีชื่อว่า อีเรพซิน ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้านให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวหนังที่อ่อนนุ่มเกิดขึ้นมาแทนที่ นอกจากนี้ แตงกวายังมีกรดอะมิโนในปริมาณสูง ซึ่งช่วยให้ผิวไม่หยาบกร้านและช่วยสมานผิว จึงนิยมใช้น้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอางประเภทครีมล้างหน้า ครีมบำรุงผิวต่างๆ หรือใช้ผลแตงกวาสดฝานเป็นแว่นๆ วางบนหน้า ที่ล้างสะอาดแล้วแทนก็ได้ นอกจากนี้ แตงกวายังมีสารที่มีกลิ่นหอมละลายได้ในแอลกอฮอล์ ซึ่งใช้ผสมในน้ำหอม รวมทั้งใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องสำอางต่างๆ ด้วย

สรรพคุณในทางยา ของ แตงกวา

– ใช้แตงกวาคว้านไส้ออก ใส่ผงสารส้มให้เต็ม เผาไฟพอสุก บีบคั้นน้ำ ดื่มแก้ขัดเบา

– จีนใช้แตงกวาในการรักษาโรคเช่นกัน อาทิ น้ำจากผลใช้รักษาโรคผิวหนัง รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

– น้ำคั้นจากใบสด ดื่มทำให้อาเจียน ในเด็กที่อาหารไม่ย่อย

– ราก ตำใช้พอกลดอาการอักเสบที่เกิดจากขนเม่นตำ เนื้อในเมล็ดแก่ กินเป็นยาขับพยาธิ

แตงตระกูลที่ 3 ในเมืองไทย รู้จักกันในชื่อ

“แตงไทย” ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับแตงต่างประเทศ ที่ชื่อ “แคนตาลูป” ซึ่งเมื่อก่อนเราคนไทย เรียก แตงเทศบ้าง แตงฝรั่งบ้าง ด้วยรูปร่างลักษณะคล้ายกับแตงไทย จึงมีบางคนก็เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แตงไทยฝรั่ง

ต้นกำเนิด แตงไทย อยู่ในประเทศอินเดีย ต่อมาแพร่พันธุ์ไปสู่ยุโรป นำมาปลูกครั้งแรกที่เมืองแคนตาลูโป ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงโรม ประเทศอิตาลี จึงมีชื่อสายพันธุ์ตามชื่อเมืองไปเป็น…แคนตาลูป นั่นเอง?

แตงสายพันธุ์เดียวกับ แคนตาลูป มีหลายชนิด อาทิ

แคนตาลูป ปลูกกันมากในทวีปยุโรป ผลค่อนข้างใหญ่ ผลหนึ่งหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ขึ้นไป เปลือกหนา แข็ง ผิวขรุขระ และมีร่องรอยเป็นทางยาวโดยรอบจากขั้วไปส่วนก้นคล้ายกับผลฟักทอง เนื้อของแคนตาลูปจะมีสีส้ม

มัสค์เมล่อน ปลูกกันมากในสหรัฐอเมริกา ผลเล็กกว่าแคนตาลูป เปลือกของผลส่วนใหญ่เป็นตาข่ายสานกันค่อนข้างถี่ ต่างกับแคนตาลูปตรงที่ไม่มีร่องรอยยาวตามผล เนื้อสีส้ม

ฮันนี่ดิว ขนาดผลใกล้เคียงกับ มัสค์เมล่อน แต่เปลือกเรียบ ไม่มีตาข่ายสานเป็นลายเหมือนอย่าง 2 ชนิดแรก ก็คือ เนื้อแตงเป็นสีขาวงาช้าง หรือสีเขียว และมีกลิ่นแรงกว่า

แตงไทย นิยมปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ผลมีลักษณะยาว ใหญ่ ผิวเรียบ เนื้อแตงเป็นสีเขียว เนื้อเละกว่าแตงชนิดแรก

ในสหรัฐอเมริกา เรียก แคนตาลูป และ มัสค์เมล่อน เป็นแคนตาลูปอย่างเดียว ในออสเตรเลีย เรียก แคนตาลูป และ มัสค์เมล่อน รวมกันว่า ร็อคเมล่อน ส่วนคนยุโรป เรียกว่า เมล่อน เฉยๆ สำหรับในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น แคนตาลูป มัสค์เมล่อน ฮันนี่ดิว ก็เรียกรวมกันหมดว่า…แคนตาลูป

แคนตาลูป มีการนำเข้ามาปลูกในเมืองไทยตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2478 โดยเริ่มทดลองปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้ผล เพราะเป็นโรค ตายเสียส่วนใหญ่ และต่อมาก็มีการทดลองกันมาเรื่อยๆ จนสามารถปลูกได้เป็นผลสำเร็จ

สำหรับ แตงไทย ของเรานั้น ใช้ประโยชน์ในการทำอาหารคาว ก็ด้วยการนำผลดิบๆ (ที่ยังลูกเล็กๆ) นำไปจิ้มน้ำพริก หรือน้ำปลาร้า ทำส้มตำ (คนอีสาน) ส่วนผลสุกนำไปทำน้ำกะทิแตงไทย หรือรวมกับลอดช่องไทยๆ (ใส่น้ำแข็งใสให้เย็นๆ ก็อร่อยได้)

แตงไทย มีสรรพคุณในการรักษาโรคหลายชนิด อาทิ

– รักษาอาการปัสสาวะอักเสบและท้องผูก รับประทานผลแตงไทย 250-500 กรัม ต่อครั้ง วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น

– รักษาอาการไอ เนื่องจากวัณโรค รับประทานแตงไทย ประมาณ 250 กรัม กับน้ำตาลกรวดเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

– ขั้วแตงไทยแห้ง เป็นสมุนไพรจีนที่สำคัญ ปัจจุบัน มีการทำหัวเชื้อน้ำคั้นจากผลแตงไทยเป็นเม็ด สำหรับรักษาตับอักเสบ

เรื่องของ “แตง (ร่มใบ)” ทั้ง 3 ชนิด ก็ขอยุติกันตรงนี้นะค่ะ ขอให้ทุกท่านรับประทานแตงโม แตงกวา และแตงไทย เพื่อสุขภาพกันต่อไปนะคะ…แต่ก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องสารเคมีตกค้างที่ปนเปื้อนมาด้วยก็แล้วกัน…เพราะไม่เช่นนั้น?แทนที่จะได้สุขภาพที่ดี ท่านอาจจะได้โรคร้ายกลับมาแทนก็ได้ค่ะ…

กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา VIROJCH@Yahoo.com

กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

มีร่างกฎหมายที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและนำเข้าพิจารณาในสภา เรียกว่า “ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน” เพื่อใช้ทดแทนกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมา 74 ปี ซึ่งมีชื่อกฎหมายเหมือนกัน และใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

สาระสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ ออกมาเพื่อจัดระเบียบเกี่ยวกับการสงเคราะห์และควบคุมขอทานให้ชัดเจน และเหมาะสมยิ่งขึ้น กฎหมายฉบับใหม่จะมีส่วนที่เพิ่มเติมจากเดิมที่สำคัญ คือ กำหนดโทษอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการให้ผู้อื่นขอทานตามสถานที่ต่างๆ กฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใดใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริม หรือกระทำการด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้อื่นขอทาน หรือนำบุคคลอื่นมาเป็นประโยชน์ในการขอทาน มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท”

และสำหรับผู้ที่กระทำการต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ หญิงมีครรภ์ บุคคลที่มาจากภายนอกราชอาณาจักร และที่สำคัญคือ กระทำโดยผู้ปกครองดูแลของผู้ซึ่งขอทาน (เข้าใจว่าหมายถึง พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็ก) กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำต่อบุคคลในครอบครัว มีโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนที่เพิ่มเติมที่สำคัญในร่างกฎหมายนี้ระบุว่า กรณีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เพื่อนำผู้อื่นนั้นไปใช้ประโยชน์ในการขอทาน มีระวางโทษประหารชีวิต

เนื้อหาสาระส่วนของบทลงโทษทางอาญานี้ เดิมทีไม่มีกำหนดไว้ กฎหมายเพิ่มส่วนนี้เพื่อแก้ปัญหา “การค้ามนุษย์” ที่ส่งผลให้เกิดการลักลอบขโมยเด็ก หรือนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยทำให้บุคคลเหล่านั้นพิการ ทุพพลภาพ เพื่อนำมาขอทาน การกระทำของคนเหล่านี้ทำให้เราได้ยินข่าวเด็กสูญหาย คนหายสาบสูญกันเป็นประจำ

ส่วนที่แตกต่างไปจากกฎหมายเดิมอีกส่วนหนึ่ง คือ การกำหนดว่า “วณิพก” ไม่ถือเป็นการขอทาน แต่ถือเป็นวณิพก หรือนักแสดงสาธารณะ โดยหากวณิพกจะเล่นหรือแสดงจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน (กฎหมายเดิมกำหนดว่า วณิพก เป็นการขอทาน) ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับ

การแก้ปัญหา “ขอทาน” นั้น ในกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลทำการขอทาน โดยถ้าผู้ใดขอทานและเป็นคนชรา คนวิกลจริต พิการ หรือเป็นคนมีโรคที่ไม่สามารถประกอบอาชีพใด และไม่มีทางเลี้ยงชีพ ไม่มีญาติมิตรอุปการะเลี้ยงดู ให้เจ้าพนักงานส่งตัวไปสถานสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ”

ประเด็นชวนคิดจากร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดโทษไว้ชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่ดี และเปิดช่องให้สามารถเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว ทันเวลา จะเป็นจุดสำคัญที่สุด เช่น หากมีการกระทำความผิดแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ในเวลาอันรวดเร็ว จะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะกระทำการในอนาคต ให้ได้ผลยิ่งขึ้น

มีผลการสำรวจวิจัยในต่างประเทศระบุว่า หากเกิดอาชญากรรมขึ้น และเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีได้รวดเร็ว จะส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความรวดเร็วในการจับกุม เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงมากกว่าปัจจัยอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น หากกฎหมายกำหนดโทษไว้หนักจริง แต่กระบวนการจับกุมล่าช้า อัตราการลดลงของอาชญากรรมจะไม่ลดลง หรือลดลงในอัตราที่น้อย

กลไกที่เราจะเตรียมไว้บังคับใช้กฎหมายข้อนี้ จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหน จะทำงานตอบสนองการติดตามจับกุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า

ประเด็นชวนคิดอีกข้อหนึ่งคือ ระบบสวัสดิการ และการสงเคราะห์ที่จะมีขึ้นเพื่อรองรับ การนำตัวขอทานที่เจ้าหน้าที่พบเห็นมารับการสงเคราะห์นั้น เรามีแผนรองรับอย่างไร และเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับการสงเคราะห์ในลักษณะที่จะไม่ทำให้บุคคลนั้นกลับไปขอทานอย่างเดิมอีก รวมทั้งจูงใจให้ผู้อื่นที่คิดจะใช้วิธีการขอทานเป็นทางออก หรือที่เพิ่งเข้ามาสู่กระบวนการรับการสงเคราะห์จากรัฐแทน

คุณภาพของการสงเคราะห์จะต้องดีพอที่คนทั่วไปพึงหวังจะพึ่งพิงได้ ไม่อยากให้ออกมาในลักษณะที่มีคนพูดว่า สถานสงเคราะห์มีสภาพไม่ต่างจากคุก

ในส่วนของ “วณิพก” นั้น ผมเข้าใจว่าจะมีปะปนกันอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการขอทาน โดยคิดว่า ดีกว่าการขอเปล่าๆ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ที่มีความต้องการแสดงออกทางดนตรีและแสวงหาความหมายในชีวิต โดยการเป็น “วณิพก” ซึ่งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวณิพกกลุ่มที่ 2 นี้ อาจจะแตกต่างจากกลุ่มแรกโดยสิ้นเชิง กฎหมายฉบับนี้พยายามแยก “วณิพก” ออกจากขอทาน โดยให้ผู้ที่ต้องการเล่นดนตรีในที่สาธารณะต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งก็คงต้องทดลองดูว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

ในประเทศเรา ดูเหมือนจะมีคำที่ใช้หลักๆ คือคำว่า “ขอทาน” ในขณะที่ในต่างประเทศมักจะเป็น “คนไร้บ้าน” (Homeless) อยากชวนให้คิดต่อว่า “ขอทาน” ในบ้านเรา มีบ้านอยู่อาศัยหรือไม่ ปัญหาของคนเหล่านี้ครอบคลุมถึงการขาด “ปัจจัย 4” ซึ่งรวมถึง “บ้าน” สำหรับอยู่อาศัยอย่างเหมาะสมด้วยหรือไม่ การสงเคราะห์ของรัฐนั้น คิดครอบคลุมการแก้ปัญหาในลักษณะใดบ้าง

ยังมีประเด็นเรื่องขอทานในอีกมิติหนึ่ง คือ ที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คนในตำบลนี้มีคนมาขอทานเป็นจำนวนมาก และเป็นค่านิยมของคนในชุมชนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และมีรายได้มาก หากเราดูร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถตอบสนองหรือแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐอาจจะต้องหาข้อมูลหรือศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อหาทางแก้ไขที่ครอบคลุมสภาพปัญหามากยิ่งขึ้น

เรามีการประชาพิจารณ์เรื่องต่างๆ มากมาย จะเป็นอย่างไร หากเรามีพื้นที่ให้คนยากไร้เหล่านี้มาบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของเขาให้เรารู้บ้าง

นานๆ จะได้เห็นกฎหมายสำหรับคนเล็กๆ ที่ไม่มีที่ยืนที่เหยียบในสังคมเป็นข่าวสักครั้ง อยากถือโอกาสนี้ชวนกันคิดต่อ และส่งเสียงออกไปให้รัฐได้ยิน ผมเชื่อว่า หากคนส่งเสียงเป็นเราๆ ท่านๆ ในสังคม บางทีรัฐอาจจะได้ยินเสียงเหล่านี้บ้าง เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่ยากไร้เป็นคนส่งเสียงความต้องการของตัวเองออกไปให้ใครได้ยินด้วยตัวเขาเอง

รักสุขภาพ ต้องอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

รักสุขภาพ ต้องอ่าน

ปรกติไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้สูงวัยเลยสักนิด ด้วยอายุอานามกำลังอยู่ในช่วงวัยทำงาน แต่จากการสังเกตสภาพของร่างกาย ถึงแม้จะออกกำลังกายบ้างด้วยการวิ่งเหยาะๆ หรือทำกายบริหารท่าต่างๆ ตามที่จะทำได้ แต่ก็รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างในร่างกายมันเปลี่ยนไป…

เปลี่ยนไปตามวันและเวลา

หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจึงไม่เคยหยิบมาอ่าน

แต่พอได้เห็นหนังสือ “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” มีหน้าปกเป็นรูปการ์ตูนป้าแก่ๆ น่ารักๆ กำลังออกกำลังกาย จึงหยิบมาดู

ทั้งๆ ที่ยังอีกมีเวลาอีกตั้งเกือบ 10 ปี ถึงจะครบ 60

แต่พอเปิดเข้าไปข้างในเล่ม อ้ะ! นี่มันหนังสือ เพื่อสุขภาพที่ให้ความรู้ในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายนี่…ไม่จำเป็นต้องอายุ 60 หรือเกือบๆ 60 ก็อ่านได้

เพราะเพื่อรักตัวเอง จึงอ่าน “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” จนจบ

หนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่มีอายุหลัก 5 ปลายๆ ไปจนถึง 60 หรือมากกว่านั้น

แต่ขอบอกตรงๆ ว่า คนวัยไหนก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้

อ่านสนุก ได้ทั้งสุขภาพและความรู้ หากนำไปปฏิบัติ

พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว โดย ฐนิต วินิจจะกูล และ รุ่งฉัตร อำนวย เป็นผู้เขียน สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์เสนอ ในราคา 195 บาท

ไม่แพงเลย เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

เป็นคนรักสุขภาพ ต้องซื้อ “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” มาอ่าน จะรู้ถึงวิธีการกินอย่างไร ออกกำลังกายอย่างไร ถึงจะดีต่อสุขภาพจริงๆ

ขอนำเสนออีกสักเล่ม “รู้งี้ผอมไปนานแล้ว!” โดย สาธิก ธนะทักษ์ (โค้ชเป้ง)

บอกลาความอ้วนด้วยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว! อธิบายถึงการกิน การออกกำลังกายอย่างไร ถึงจะเหมาะสม เช่น การออกกำลังกายแล้วนั่ง จะทำให้ก้นใหญ่จริงหรือ? กินแต่ผลไม้ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

อยากผอมหาซื้อมาอ่านกัน ในราคา 200 บาท

หนังสือทั้ง 2 เล่ม จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 580-0021 ต่อ 1232, 1242, 1246

จัดจำหน่ายโดย บริษัท งานดี จำกัด โทร. (02) 589-0020 ต่อ 3350-3360

ส่งท้ายด้วย ทางอีศาน ฉบับเดือนธันวาคม ที่เนื้อหายังคงแน่นไปด้วยกรุ่นไออีสาน เล่มนี้ วัฒนธรรมข้าว : ประเพณีสิบสองเดือน หนังขายยา เรื่องเล่าในวัยเยาว์

เข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://e-shann.com/

เรื่อง – นกชีวิต

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – ปณิธาน นวการพาณิชย์

เปิดประตูความรู้สึก…

ให้หัวใจผนึกความเข้มแข็ง

เพื่อความรักปรับเปลี่ยนเป็นเรี่ยวแรง

และใจเราได้แสดงแล้วร่วมกัน

หลับอยู่ในทิพย์วิมาน

ทิพย์แห่งอนันตกาล ผ่านผัน

ตื่นทักทายวิญญาณแห่งคืนวัน

นอกหน้าต่างสีสันของดวงตา

ครื้นเครงบทเพลงของใบไม้

อวลแดดไล้เย้าหยอกยิ้มดอกหญ้า

เห่ผสมลมพัดทัศนา

นาฬิกาลมหายใจ ยังไหววับ

ต่อบางคราวสาธกถึงนกชีวิต

เนรมิตนาฏการณ์ให้ขานขับ

ราวเส้นทางคุ้นเคยเอื้อนเอ่ยรับ

ระยิบระยับแสงแห่งหวังทุกครั้งไป

ความรู้สึกเปิดประตู

นกชีวิตยังอยู่ไม่ไปไหน?

ร่ายทำนองของตัวเองบทเพลงไพร

พร้อมจะไกวปีกสู่ ประตูชีวิต!

กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ

แล้ว ปารีส ก็เกิดโศกนาฏกรรมจากกลุ่มคนที่มีความผิดสุดโต่ง

ความเชื่อที่ขาดสติกำกับและปัญญาไตร่ตรอง เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น

มนุษย์ เมื่อเกิดมานั้น การรับรู้สิ่งต่างต่างจะได้จากครอบครัว และคนรอบข้าง

พอคิดได้ก็ใฝ่หาสิ่งที่ชื่นชอบ และเชื่อว่ามีอยู่จริง ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นมายา

คุณหมอท่านหนึ่ง ท่านมองว่า ผู้ที่มีความคิดสุดโต่งคือผู้ที่เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง

คือมองผู้ที่คิดและเชื่อไม่เหมือนตน จะเป็นภัยต่อตัวเอง หรือจะเรียกว่าโรคหวาดระแวง

คุณหมอยังบอกอีกว่า โรคนี้ เป็นแล้วโอกาสจะหายนั้นยาก

ได้ฟังคุณหมอพูดแล้ว ก็คิดถึงเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นโรคนี้ และเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ทุกวันนี้ก็ยังไม่หาย

เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บนั้น คุณหมอยังย้ำอีกว่า โรคบางอย่างดูจากภายนอกเหมือนคนปกติ แต่ภายในกลับมีสิ่งผิดปกติ

มาคลายความเครียดด้วยการหาความรู้จากหนังสือเสริมสร้างความจำให้สมอง เหมือนกินยารักษาอาการไม่สบาย

ความรู้เรื่องนี้คือ กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ ค้นคว้าหามาให้รู้ โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

และก็อย่างที่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ได้เขียนคำนำเสนอ ที่ว่า

“…หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่แค่หนังสือประวัติศาสตร์ ที่จะทำให้คนอ่านรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น

“หากแต่เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมา จนสร้างความเข้าใจอย่างชัดเจนต่อการเกิดขึ้นของ “พื้นที่ประเทศไทยในยุคพัฒนา…”

ประเทศไทย ช่วง “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” กับนัยยะ “ซ่อนเร้น” ในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์นั้นดีต่อปัจจุบัน และสำคัญต่ออนาคต

ขอเพียงเข้าใจว่า เมื่อวานคือประวัติศาสตร์ วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้คืออนาคต

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ จำหน่ายในราคา 220 บาท

ใกล้ปีใหม่แล้ว จะซื้อของขวัญ ของฝาก ก็อยากให้เป็นความรู้ เพื่อจะได้ใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพได้

ส่วนจะเลี้ยงฉลองกัน ก็ขอให้พอประมาณ เอาแต่พอหอมปากหอมคอ

ที่สำคัญ กินเหล้าแล้วอย่าได้ขับรถโดยเด็ดขาด เพราะสติ สมาธิที่จะควบคุมรถนั้นจะไม่เต็มที่

แต่ถ้าอยากกลับบ้านเก่าก่อนกำหนด ก็ตามใจ

เรื่อง – ส.ค.ส. เศรษฐีรับปีลิง

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – เพียงใจ ชื่นเงิน

ปฏิทินปีเก่าโยนเผาทิ้ง ไม่เหลือสิ่งประทับใจในใบเก่า

สิบสองเดือนไม่พอหน้างอเง้า ต้องรุกเข้าปีลิงหวังชิงชัย

เปิดดูเงินในบัญชีไม่มีเก็บ มันยิ่งเจ็บซาบซึ้งจนถึงไส้

ไม่พอกินไม่เหลือเก็บยิ่งเจ็บใจ ไม่ว่าใครเพ้อบ่นหลงกลปี

ปฏิทินปีใหม่ที่ใหญ่กว่า แขวนรอท่าให้เห็นรูปเด่นสี

เปิดปีลิงจริงจังหวังจะดี เออีซี หลายประเทศสังเกตการ

ชนพม่าพูดฝรั่งแปลอังกฤษ คนไทยติดพูดไทยเพี้ยนไม่ผ่าน

แอบหนักใจในคนด้อยผลงาน ห่วงบุตรหลานของเราไม่เอาจริง

สิบสองเดือนขอจงดีเถิดปีใหม่ ฝันเอาไว้ถ้าเกิดประเสริฐยิ่ง

เปิดตลาดการค้าดีรับปีลิง อีกหลายสิ่งเคลื่อนขับขยับตาม

ส.ค.ส. ปีใหม่เลือกใบสวย ขอโชคช่วยค้าขายคล่องเงินทองหาม

ผลผลิตมากมายขยายความ เงินงอกงามมั่งคั่งสุขยั่งยืน

ใจร้อนโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ใจร้อนโลกร้อน

ขณะที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติน้อยใหญ่กำลังให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและรณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง ภาวะใจร้อนที่จะทำให้โลกใบนี้ร้อนรุ่มกำลังกระจายไปทุกหัวระแหง มีผลกระทบอย่างแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เหลือคณานับ

ขณะที่ชาติมหาอำนาจกำลังบุกกวาดล้างทำลายกลุ่มไอซิสที่ก่อการร้ายอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเย็น วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ตามเวลาท้องถิ่นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

มีข่าวร้อนเขย่าโลกออกมาทางสื่อทุกสื่อในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ได้มีการจับตัวประกันและจู่โจมผู้ก่อการร้ายในฝรั่งเศสกลางกรุงปารีสหลายจุด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตตามรายงานล่าสุดขณะเขียนบทความนี้ถึง 150 กว่าคนแล้ว ส่วนผู้ก่อการร้ายเองที่นำระเบิดมาผูกรอบๆ ตัวเอง และถูกทางการฝรั่งเศสจู่โจมสังหารไปแล้ว 8 คน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยังเหลือผู้ก่อการร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ อีกเท่าไร

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่นั่งดูฟุตบอลนัดกระชับมิตร ระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสทราบเหตุก่อการร้ายก็รีบเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทย แล้วประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นการด่วน สั่งการให้ตำรวจตรวจตราอย่างละเอียดทุกจุด ปิดด่านคนเข้าเมืองชายแดนทุกด่าน เพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายที่จะหลบหนี

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เขย่าโลกสะเทือนขวัญ ไม่แพ้เหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิล์ดเทรดและแพนตากอนในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ผู้นำเยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา กล่าวประณามการก่อการร้ายครั้งนี้ และยืนยันที่จะร่วมมือกับฝรั่งเศสต่อต้านการก่อการร้ายที่คุกคามมนุษยชาติอย่างเต็มที่ เพราะการก่อการร้ายครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงการฆ่าคนฝรั่งเศสเท่านั้น แต่หมายถึงการคุกคามคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และความสงบของมนุษย์ เป็นปัญหาสากลที่ต้องช่วยกันสกัดกั้นแก้ไขอย่างถึงที่สุด

สาเหตุของปัญหาในครั้งนี้คือ ความใจร้อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ และไฟคือโมหะไหม้มนุษย์มากมายกว้างขวางยาวนานกว่าไฟธรรมดาจะพึงไหม้

ไฟที่ไหม้ในฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นไฟโทสะ ที่ผู้ก่อการร้ายคงสะสมความแค้นมาเป็นเวลานาน แค้นทุกวันเวลาจนหาทางแก้แค้น สาเหตุสำคัญที่เห็นง่ายๆ คือ เวลาประเทศมหาอำนาจประกาศร่วมมือกันกวาดล้างผู้ก่อการร้าย ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆๆ ที่เข้าร่วมทันทีระดับแนวหน้า

เมื่อพูดถึงผู้ก่อการร้าย เครือข่ายกว้างขวางทั่วโลก เมื่อผู้ก่อการร้ายหมายตาประเทศใดไว้ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ล้วนตกอยู่ในห้วงอันตราย เพราะประเทศนั้นๆ จะกลายเป็นเป้านิ่งที่ผู้ก่อการร้ายพยายามหาช่องดำเนินการ เมื่อสบช่องจะไม่รอช้าลงมือปฏิบัติการทันที

การทำลายล้างแบบนี้ เมื่อเริ่มแล้วก็ทำร้ายกันไปทำร้ายกันมา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการจองเวร พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร กล่าวคือ ฝ่ายที่ถูกทำร้ายต้องกล้าที่จะหยุดโต้ตอบ แต่สถานการณ์โลกที่เป็นมาเมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย ประเทศมหาอำนาจจะไม่ยอมลดราวาศอก มีแต่จะเดินหน้าทำลายล้างสร้างเวรต่อเนื่อง เมื่อเป็นอย่างนี้สถานการณ์จะเร่าร้อนมากขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร

หากดูตามสถานการณ์โลกขณะนี้ โลกร้อนด้วยสงครามทุกหย่อมหญ้าทุกหัวระแหง เพราะแรงแห่งความโกรธแค้น

เมื่อมองสถานการณ์โลกแล้วกลับมามองบ้านเรา ก็เห็นการรบราฆ่าฟันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นักวิชาการทั้งหลายบอกว่าที่ฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวันมาจากหลายสาเหตุ ทั้งค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด และความโกรธแค้นชิงชังที่สะสมสืบต่อกันมาจนกลายเป็นการจองเวรที่ยากแก่การระงับเช่นกัน

นอกจากจะมีการทำลายล้างชีวิตอย่างเหี้ยมโหดแล้ว การปะทะกันทางความคิดระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม และชาวพุทธกับชาวพุทธเองในประเทศไทยกำลังดำเนินไปด้วยความดุเดือดไม่น้อย ท่านผู้รู้ทั้งหลายพยายามระงับศึกวิวาทะด้วยวาทะที่แสนจะสุนทรีย์และถูกต้องว่า ศาสนาทุกศาสนาดีเหมือนกัน แต่คนของศาสนานี่ซิ มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่ควรจะเหมารวมกันว่าศาสนาใดเป็นอย่างไรไปทางเดียว ดีชั่วอยู่ที่ตัวคนว่าจะนำเอาศาสนธรรมมาปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

หากตระหนักและแยกแยะกันอย่างนี้ได้จริง แยกศาสนิกชั่วออกจากศาสนิกดีได้เด็ดขาดจริงๆ ก็จะถึงบทสรุปร่วมกันที่ว่า แต่ละศาสนาล้วนมีทั้งคนดีและคนชั่ว

ทำอย่างไร ให้คนดีรวมตัวกัน ช่วยกันลดจำนวนคนชั่วที่เบียดเบียนตนและผู้อื่นให้น้อยลง และศาสนาทุกศาสนาจะต้องบรรลุข้อตกลงความดีสากลร่วมกันสักข้อหนึ่งเป็นอย่างน้อยว่า ความดี คือ การทำ การพูด และการคิด ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น หน้าที่ของศาสนิกทุกศาสนาต้องร่วมกันแสวงหาสันติภาพภายในผ่านการปฏิบัติธรรม กิจกรรมและพิธีกรรมทางศาสนาของตนๆ

หากทุกศาสนามีหลักจริยธรรมร่วมเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าศาสนธรรมและกิจกรรมของทุกศาสนาจะช่วยลดภาวะใจร้อน อันเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนลงได้ จนบรรลุถึงสภาวะโลกสงบเย็นเป็นสันติสุขได้ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินฝัน

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

จากนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในบทบาทหน้าที่ ในการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ในทุกประเภทสหกรณ์มีการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมาตรฐานคือ การเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา วิเคราะห์ กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์และประเมินสถานภาพสหกรณ์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ระหว่างปี 2559-2560 ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือการผลักดันให้กลไกของสหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ได้จัดทำขึ้นประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก คือ

1. การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นฐานรากที่มั่นคงของสหกรณ์

2. เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์

3. พัฒนาการบริหารจัดการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล

4. มาตรการในการกำกับ และตรวจสอบ

5. มาตรการสนับสนุน เช่น การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นต้น

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสหกรณ์ทุกประเภทสหกรณ์ให้รุกพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งและไปสู่ระดับมาตรฐานได้นั้น จำเป็นจะต้องกำหนดเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งขึ้นมา ซึ่งในแผนได้วางไว้ 4 ข้อ ด้วยกัน ได้แก่

1. ความสามารถในการให้บริการสมาชิก เนื่องจากหลักการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อให้บริการสมาชิกเป็นหลัก เช่น การรับฝากเงิน ให้เงินกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต การรวบรวมผลผลิต สหกรณ์ต้องให้ความสำคัญดูแลสมาชิกในฐานะที่เขามีความเป็นเจ้าของสหกรณ์คนหนึ่ง ต้องให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่ลูกหนี้มากู้เงินหรือมาซื้อขายสินค้าเท่านั้น

2. ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ดูจากสัดส่วนการเงินของสหกรณ์มีการพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ตัวบ่งชี้อย่างแรกคือ อัตราหนี้สินต่อทุน ถ้าสหกรณ์มีทุนมากกว่าหนี้สินก็คือพึ่งพาตนเองได้มาก มีกำไรก็เท่ากับมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

3. ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร ระบบควบคุมภายในของสหกรณ์ เนื่องจากปัญหาการทุจริตหรือการละเมิดกติกาหรือดำเนินการออกนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ส่วนใหญ่เกิดจากระบบควบคุมภายในสหกรณ์ไม่ดีพอ หรือบางแห่งมีระบบควบคุม แต่ก็ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ และ

4. ประสิทธิภาพของการบริหารงาน จะประเมินจากข้อบกพร่องในการบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์

จากนั้นนำเกณฑ์มาจัดระดับชั้นของสหกรณ์แต่ละประเภท แบ่งออกเป็น ชั้น (Class) 1 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้มากกว่าร้อยละ 70 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานขึ้นไป มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในดีถึงดีมาก และไม่มีข้อบกพร่องในการบริหารงาน ชั้น 2 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ ระหว่างร้อยละ 60-70 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการควบคุมภายในอยู่ในระดับพอใช้ หรือสหกรณ์ที่เคยเกิดข้อบกพร่อง แต่ได้รับการแก้ไขแล้ว ชั้น 3 เป็นสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกต่อ กว่าร้อยละ 60 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในต้องปรับปรุงหรือไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือเป็นสหกรณ์ที่เกิดข้อบกพร่องซึ่งยังแก้ไขไม่ได้แล้วเสร็จ ส่วน ชั้น 4 เป็นสหกรณ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งยกเลิกกิจการแล้ว อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วางเป้าหมายการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อสิ้นสุด ปี 2560 ไว้ดังนี้ สหกรณ์ชั้นที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2,252 แห่ง คิดเป็น 27% จะต้องพัฒนาในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3,083 แห่ง หรือคิดเป็น 41% และจำนวน 4,629 แห่ง คิดเป็น 65% ในปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 2 ปัจจุบันมีอยู่ 4,201 แห่ง 50% จะต้องลดลงเหลือ 3,428 แห่ง หรือคิดเป็น 46% ในปี 2559 และเหลือ 2,173 แห่ง คิดเป็น 30% ส่วนปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 3 ปัจจุบันมีอยู่ 788 แห่ง หรือ 10% จะต้องลดลงเหลือ 631 แห่ง หรือ 8% ในปี 2559 และเหลือ 340 แห่ง หรือ 5% ในปี 2560 และชั้นที่ 4 ที่มีอยู่ 1,088 แห่ง คิดเป็น 13% จะลดเหลือเพียง 291 แห่ง หรือ 4% และต้องชำระบัญชีเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี 2560″

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรอย่างมาก โดยเห็นว่าสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ในปี 2560 เราจึงได้ตั้งเป้าหมายว่า จะมีสหกรณ์ชั้น 1 เพิ่มขึ้นเป็น 4,629 แห่ง สหกรณ์ชั้น 2 จำนวน 2,173 แห่ง สหกรณ์ชั้น 3 จำนวน 340 แห่ง ส่วนสหกรณ์ชั้น 4 จะต้องเป็น 0 ให้ได้ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรให้มากที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ภายใน 2 ปีนั้น ต้องมีแผนการพัฒนาและมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น มาตรการสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก เน้นการพัฒนากลุ่มอาชีพให้แก่สมาชิกเพื่อหารายได้เพิ่ม ควบคู่กับส่งเสริมการออม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกิจกรรมสหกรณ์มากขึ้น มาตรการพัฒนาการบริหารจัดการและระบบธรรมาภิบาล เสริมสร้างความโปร่งใสให้สหกรณ์ ยกระดับมาตรฐานการควบคุมภายใน ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน มาตรการกำกับและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ด้านการกำกับ มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบ มีอำนาจฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่มาสร้างความเสียหายต่อสหกรณ์ได้

สำหรับด้านตรวจสอบ จะให้สหกรณ์รายงานธุรกรรมทางการเงินทุกเดือน รวมถึงตั้งทีมตรวจสอบระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสหกรณ์ทุกแห่งอย่างเข้มงวด และมีทีมตรวจการสหกรณ์เฉพาะกิจจากส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบกรณีที่สหกรณ์ดำเนินการส่อไปในทางทุจริต โดยประสานความร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน อย่างการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในขบวนการสหกรณ์ให้มีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างท่องแท้ในหน้าที่ของตนเอง โดยการตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงมีเครือข่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนำของขบวนการสหกรณ์ ได้แก่ สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเงิน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั้งสิ้น

ซึ่งในโอกาสหน้าจะขอนำเสนอแผนการดำเนินงานในรายละเอียดของสหกรณ์แต่ละประเภทในแต่ละลำดับชั้นความเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ ถ้าสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ สหกรณ์จะเป็นระบบที่เข้มแข็งและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศได้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน

เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151158&srcday=&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 611

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

การประชุมสภาศาสนาโลก (The Parliament of the World”s Religions.) มีขึ้น เมื่อ วันที่ 15-19 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ (The Salt Palace Convention Center) เมือง Salt Lake City รัฐ Utah มีนักการศาสนาและผู้สนใจเรื่องศาสนา พากันมาประชุม มีจำนวนถึง 9,000 กว่าคน จาก 80 ประเทศ 50 ศาสนาและความเชื่อ

เมื่อเปิดประชุม วันที่ 15 ตุลาคม 2558 วันต่อๆ มา ก็มีรายการประชุมกลุ่มย่อยยาวเหยียดถี่ยิบตลอดเวลา ตั้งแต่ 07.00-21.00 น. เพื่อให้ศาสนิกแต่ละกลุ่ม ศาสนาทั้งจากศาสนาเดียวกันและต่างศาสนาได้ร่วมกันศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตนและของเพื่อนร่วมโลกให้ลึกซึ้งมากขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการหรือนักการศาสนาของแต่ละศาสนา โดยการจับประเด็นทางวิชาการที่ยกขึ้นมาอภิปรายกัน แล้วไม่กระทบกระทั่งกัน

ทางฝ่ายจัดรายการจะจัดห้องประชุมกลุ่มย่อยไว้อย่างเพียงพอ ไม่ขาดตกบกพร่อง มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจำนวนมากสวมเสื้อสีเขียว เขียนตัวหนังสือสีขาวว่า สภาศาสนาโลก (The parliament of the World”s Religions.) ซึ่งใครต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด อาสาสมัครเหล่านี้สามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยใช้วิธีประสานงาน ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การมีโอกาสมาประชุมระดับโลก สิ่งที่ได้รับคือ ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม ปลุกเร้าแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ เพิ่มพลังงานด้านจิตใจที่จะทำให้ใฝ่หาความรู้ต่างๆ ต่อไป

คณะสงฆ์ไทยที่เข้าร่วมประชุมในคราวนี้มี 14 รูป มีพระราชพุทธิวิเทศประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ พระภิกษุสงฆ์ที่ไปร่วมส่วนใหญ่เป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เวลาเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยเรื่องใดๆ มักจะไปกันเป็นกลุ่ม สีผ้ากาสาวพัสตร์ หรือธงชัยพระอรหันต์นั้นโดดเด่นสะดุดตาชาวโลกที่ได้พบเห็น วันหนึ่งขณะที่รอการประชุมภาคเย็นอีกรอบหนึ่ง พระภิกษุสงฆ์นั่งกันเป็นกลุ่ม ไม่นานนักก็เริ่มมีคนมาขออนุญาตถ่ายภาพ

พระภิกษุสงฆ์ไทยก็อนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยดี พร้อมกันนี้ก็นั่งกันเป็นแถว ในชั่วพริบตาช่างถ่ายภาพทั้งกล้องน้อยกล้องใหญ่ ทีวีช่องต่างๆ พากันมาเก็บภาพกันเป็นการใหญ่

กระแสการเก็บภาพพระภิกษุสงฆ์ไทยยังมีอย่างไม่ขาดสาย พระสงฆ์จึงพากันสวดกรณียเมตตสูตรดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณนั้น คราวนี้ใครๆ ก็ทยอยมาฟังสวด มาถ่ายภาพกันมากกว่าเดิม

เมื่อพระภิกษุสงฆ์สวดมนต์จบ ก็มีคนมาถ่ายภาพไม่ขาดสาย พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดส่งยิ้มทักทายด้วยมิตรภาพแก่ทุกคนที่ผ่านมา เสียงสวดมนต์สะกดคนที่เดินผ่านไปมาให้มีทีท่าอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็นั่งลง บ้างก็พนมมือด้วยศรัทธา ที่นั่งหลับตาฟังนิ่งๆ ก็มี คนที่ต้องเดินผ่านก็เดินผ่านไปด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น

เมื่อถ่ายภาพกันค่อนข้างจะทั่วถึงแล้ว พระภิกษุสงฆ์ก็ขอตัวมิตรสหายธรรมจากทั่วโลกเดินเข้าห้องประชุมรอบต่อไปที่จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับศาสนาเชน ซึ่งวิทยากรได้แสวงหาจุดร่วมอย่างสวยงามว่า ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาเชนล้วนสอนเรื่องการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตและสอนเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติพืชและสัตว์อย่างครบถ้วน

อาตมาได้ร่วมเสริมธรรม เสริมปัญญาว่า ศาสนาที่มีกำเนิดในอินเดีย มีคำว่า ธรรมะเป็นคำร่วม ซึ่งมีความหมายมากมาย ในที่นี่ขอยกความหมายของธรรมะที่หลวงพ่อพุทธทาสได้ให้ไว้สี่ความหมายว่า

1. ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

2. ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ

3. ธรรมะ คือ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมชาติ

4. ธรรมะ คือ ความรอดทั้งกายและจิตอันเกิดจากการปฏิบัติถูกต้องในทุกขั้นตอนของชีวิต

ศาสนาที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งธรรมชาติเช่นนี้ ย่อมเห็นคุณค่าของสรรพชีวิต ธรรมชาติ ว่ามีความเชื่อมโยงกันอาศัยกันและกันอย่างใกล้ชิดในระบบอิทัปปัจจยตา แล้วจะช่วยกันดูแลรักษาชีวิต ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างจริงจัง เพราะชีวิต คือธรรมชาติ ธรรมชาติ คือชีวิต ผลแห่งการมองเห็นเช่นนี้จะนำไปสู่ความสามัคคี มีเอกภาพ และความยั่งยืนของโลกสืบไป

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ได้ข้อคิดว่า บุคลิกที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสำรวมระวังและความเมตตากรุณา เป็นที่สะดุดตาของคนที่ได้พบเห็น ทุกคนที่เข้ามาสนทนาล้วนรู้สึกดีใจตื่นเต้น เพราะอาจจะเคยได้ทราบข้อมูลว่า ในพระพุทธศาสนามีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ยังไม่เคยพบสนทนา ครั้นได้พบสนทนากันจริงๆ ก็น่าสนใจ ให้ความเคารพ มีความรู้สึกเป็นสุขผ่อนคลายไม่เครียด

ทำให้นึกถึงพระปฐมพุทธโองการว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์ งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพื่อการอนุเคราะห์ชาวโลกนั้น เป็นการแสดงถึงอนาคตังสญาณ (คือญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้) โดยแท้

เพราะพระองค์ตรัสว่า ชาวโลกตั้งแต่คนในโลกยังมิได้ติดต่อหรือไปมาหาสู่กันง่ายดายอย่างปัจจุบันนี้ แสดงว่าพระองค์ทราบชัดว่า ในอนาคต พระพุทธศาสนาจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วโลก เพื่อดับทุกข์ดับโศกแก่มหาชนมากขึ้นๆ ทุกวัน

การที่พระภิกษุสงฆ์มาประชุมคราวนี้ เป็นการมาประชุมเป็นส่วนบุคคลที่มิได้มาในนามตัวแทนพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ แต่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปก็ภูมิใจในนามของคนไทยที่เข้ามาประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักปราชญ์ราชบัณฑิตจากทั่วโลก และได้ช่วยกันแจกรอยยิ้มสยามแก่ทุกคนที่ได้เข้ามาพบปะสนทนาด้วยจนหลายคนบอกว่า อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเมืองไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีสันติ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบพร้อมมูล

แม้ตรรกะเช่นนี้จะขัดกับความจริงอยู่บ้าง แต่มีส่วนจริงไม่น้อย เพราะหากมองโดยโครงสร้างทั่วๆ ไป ชาวพุทธก็มิได้กระหายสงครามหรือมุ่งร้ายแก่ใครๆ จริงๆ ความขัดแย้งที่มีอยู่บ้างก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ฝึกฝนตนเองยังไม่ถึงที่สุดก็ฝึกฝนกันต่อไป ก็ขอขอบใจเพื่อนร่วมโลกที่มองประเทศไทย อันเป็นที่รักของเราบนพื้นฐานแห่งความเมตตากรุณาต่อกัน

บรรยากาศการประชุมกลุ่มย่อยและปฏิสัมพันธ์จากเพื่อนร่วมโลก เต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนโยน ปราศจากความรู้สึกตึงเครียดหรือขัดแย้ง หัวข้อที่ตั้งขึ้นมาเสวนากัน ล้วนเป็นการแสวงหาจุดร่วมที่จะนำความสงบเยือกเย็นสู่จิตใจของเพื่อนร่วมโลก

วลีเด็ดที่ทุกวงสัมมนาหรือแม้แต่วันเปิดงานที่ประธานเปิดงาน รวมทั้งแขกรับเชิญต้องพูดกันแบบขาดไม่ได้คือ Friendship มิตรภาพ Harmony สามัคคี Unity เอกภาพ Many faiths – One family, หลายศาสนา ครอบครัวเดียวกัน Justice ความยุติธรรม Peace สันติภาพ และ Global sustainability ความยั่งยืนของโลก Blissfulness and happiness ความสุข

หรือ ก่อนจะถึงวันปิดงาน 1 วัน มีรายการร้องเพลงศาสนาจากศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ก็มีการแต่งเพลงให้เด็กจากทุกศาสนามาร้องร่วมกัน โดยขึ้นต้นและย้ำหลายๆ ครั้งว่า I am the one. We are the one. ฉันเป็นหนึ่งเดียวกับเธอ หรือ พวกเราล้วนเป็นหนึ่งเดียว

เนื้อหาที่ผู้ใหญ่นำมาพูดกัน หรือเนื้อเพลงที่เด็กจากทั่วโลกมาร้องร่วมกัน มุ่งไปสู่ความสามัคคีและสันติภาพ บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกสันติและเป็นสุขท่ามกลางความแตกต่างในทุกๆ ด้าน

การประชุมสภาศาสนาโลก น่าจะเป็นอีกหนึ่งความหวังที่มนุษย์เห็นโทษของสงครามที่เกิดมาจากความเกลียดชัง เอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว แล้วเปลี่ยนมาขุดค้นของดีๆ ของตนๆ ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณผ่านศาสนธรรม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อที่ล้วนแต่ส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้เป็นอย่างดี

มีการพูดกันมากว่า จะต้องปฏิรูปจิตวิญญาณขนานใหญ่ที่เปลี่ยนความเกลียดชังให้เป็นความรัก จากความรู้สึกแบ่งแยกเป็นความรู้สึกร่วมกัน จากความเห็นแก่ตัวสู่ความเห็นแก่ส่วนรวม จากความดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นความเข้าใจ เห็นใจและอภัยในข้อจำกัดของมนุษย์แต่ละคนที่ต่างกัน เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ความรู้สึกเห็นใจและอภัยก็ตามมา การอยู่ร่วมกันแบบไม่ต้องสะดุ้งผวาก็ขยายกว้างออกไป

จากการสัมผัสบรรยากาศการประชุมและบรรยากาศแห่งการพูดคุยปฏิสัมพันธ์กันแบบอิสระตามอัธยาศัยพบว่า มนุษย์ทั่วโลกมีพื้นฐานแห่งจิตที่ดีงาม หากช่วยกันนำศาสนธรรมในแง่มุมที่แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้มาเป็นวิถีหรือวัฒนธรรมโลกร่วมกัน มนุษย์ยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า โลกใบนี้จะมีวันสงบ มนุษย์ทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน มาจากธรรมชาติเดียวกัน ดำรงอยู่ด้วยธรรมชาติและสุดท้ายก็ต้องจากไปรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

เมื่อมนุษย์ที่ใจมีศาสนา ทำความเข้าใจศาสนาของตนให้ถ่องแท้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ทั้งในส่วนตน ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติแล้วขยายไปทั่วโลก ศาสนธรรมของทุกศาสนาต้องนำพาความสงบสุขมาสู่ศาสนิกของตนตามสมควรแก่ธรรมอย่างแน่นอน

KUBOTA Farmer Academy กับภารกิจสร้างชาวนายุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151158&srcday=&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 611

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

KUBOTA Farmer Academy กับภารกิจสร้างชาวนายุคใหม่

KUBOTA Farmer Academy 2015 เป็นการจัดกิจกรรมที่เกิดจากความร่วมมือ ระหว่าง บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างชาวนายุคใหม่ สานต่ออาชีพเกษตรกรรมของครอบครัว

โดย คุณสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การจัดการโครงการ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย บริษัทได้ให้ความสำคัญในการทำกิจกรรมตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นสร้างเยาวชนในระดับอุดมศึกษา ให้มีทัศนคติที่ดีในเรื่องการทำการเกษตรภายใต้โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp โดยจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตร พร้อมลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

“ในปีนี้เราจึงได้จัดกิจกรรม KUBOTA Farmer Academy ขึ้นเป็นปีแรก เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้แก่บุคคลทั่วไปในวัยทำงาน ที่มีพื้นที่ไร่นาเป็นของตัวเองเข้ามาร่วมทำกิจกรรม เรียนรู้การทำนาแบบครบวงจรอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งการทดลองใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดในการเป็นเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนวัยทำงานในหลากหลายอาชีพ” คุณสมศักดิ์ กล่าว

กิจกรรม KUBOTA Farmer Academy จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อยู่ร่วมกันทำกิจกรรม ทั้งสัมมนาสร้างความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล ลงพื้นที่แปลงนาทดลองขับเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่ม การทำตลาด และการหาช่องทางจัดจำหน่ายผลผลิตจากข้าว ล้วนเป็นกิจกรรมที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์

คุณพีรภัสร์ แย้มมา “ม่อน” อายุ 31 ปี ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการที่มีความฝัน และความมุ่งมั่นที่จะกลับบ้านมาทำนาบนพื้นที่ของบรรพบุรุษอย่างแน่วแน่ เล่าว่า ได้เรียนจบมาในสาย ไอที ซึ่งจะหางานทำในต่างจังหวัดค่อนข้างยาก และด้วยพื้นฐานที่เป็นคนต่างจังหวัด จึงอยากกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดมากกว่าการอยู่ในเมือง

“การที่บ้านของผมทำนา ทำไร่อ้อยอยู่แล้ว และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ที่มีความทันสมัย ผมจึงมีความคิดที่จะกลับไปทำนาที่บ้าน ซึ่งจากการที่ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ ผมมองว่าการทำเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็พร้อมที่จะลองทำ”

“ผมตั้งเป้าที่จะกลับไปทำนาอย่างเต็มที่ภายใน 2 ปี ข้างหน้า โดยจะทำให้เป็นอาชีพหลักควบคู่ไปกับอาชีพที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และนำข้าวที่ได้ไปแปรรูปให้เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นทำ ที่สำคัญผมจะพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่า ผมสามารถทำนาได้จริงๆ” คุณม่อน เล่าถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการเตรียมพร้อมกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรมของเขา

ส่วน คุณมยุรี เหลืองวิไล “จู” อายุ 29 ปี พนักงานมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่พร้อมจะเรียนรู้ เพื่อกลับไปทำนาบนพื้นที่ของตนเอง คุณจู เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า ที่บ้านมีนาอยู่ประมาณ 20 กว่าไร่ แต่ปัจจุบันปล่อยให้เช่า เนื่องจากที่นานั้นมีมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และที่บ้านไม่มีใครทำนาเป็น พอเห็นที่บ้านแฟนทำ จึงได้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากกลับมาทำนาบนที่นาของตนเอง ซึ่งจากการเข้าร่วมกิจกรรมทำให้ได้ความรู้มากมาย

“ก่อนหน้านี้ความรู้สึกแรกต่ออาชีพเกษตรกรรม คือ เป็นอาชีพที่เหนื่อย ร้อน ใช้เวลานานกว่าจะเก็บเกี่ยว และกว่าจะได้เงินมาต้องลงเงินก่อน แต่พอเราเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้เห็นว่า ถ้าเราทำนาอย่างถูกต้อง มีหลักการ และอุปกรณ์ช่วยที่ดีนั้น เราก็จะได้ผลผลิตที่ดีตามมา และถึงแม้ไม่ใช่อาชีพหลัก แต่ถ้าเป็นอาชีพเสริม ถ้าทำได้อย่างที่ได้เรียนรู้มาตลอดทั้ง 3 วัน มันอาจจะดีกว่าอาชีพหลักที่เราทำอยู่ก็ได้ เราเลยตัดความคิดว่าทำนาแล้วเหนื่อยไปได้เลย” คุณจู เล่าถึงมุมมองต่ออาชีพเกษตรกรรมที่เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม

คงถึงเวลาที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่เริ่มหันมาตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อมายังรุ่นต่อรุ่น เพื่อให้ลูกหลานได้มีอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมในยามว่าง ที่จะคอยอยู่เคียงคู่กับเราไปตราบนานเท่านาน

ทส.รณรงค์จัดปีใหม่เน้น “ปาร์ตี้สีเขียว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554402

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ธ.ค. 2558 06:15

 

ของขวัญใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เตือนช่วยลดขยะแหล่งท่องเที่ยว

น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ในวาระวันขึ้นปีใหม่ไทยประจำปี 2559 ทส.อยากขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในช่วงเทศกาลการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อลดการก่อขยะและปลูกฝังให้เห็นความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี ประชาชนมักจะเลือกซื้อของขวัญเพื่อนำไปมอบให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หรือเป็นของฝากให้กับครอบครัว ดังนั้น การซื้อของขวัญควรเลือกสรรและคำนึงถึงประโยชน์ โดยเน้นสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถสังเกตได้จากฉลากประหยัดพลังงาน, ฉลากทางด้านสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์รูปตัว G ซึ่ง ทส.ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่ง แวดล้อมมีกระบวนการและเทคโนโลยีในการผลิตที่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นจากการคัดเลือกวัตถุดิบในการผลิตการเลือกใช้พลังงาน และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใช้พลังงานจากน้ำและไฟฟ้าในการผลิตอย่างคุ้มค่ามากที่สุด การเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อมอบเป็นของขวัญ จึงถือเป็นการช่วยโลกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ทุกคนสามารถทำได้

อธิบดี สส.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อยากขอเชิญชวนและรณรงค์ให้หน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือภายในครอบครัวจัดงานเลี้ยงในรูปแบบปาร์ตี้สีเขียว ที่สามารถนำแนวคิดในการจัดการที่สามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแบบที่ไม่เคร่งเครียด อีกทั้งขอเชิญชวนให้ประชาชนท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยร่วมกันรักษาความสะอาดในสถานที่ที่เดินทางไปท่องเที่ยวทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง เพื่อสร้างวินัยในการรักษาความสะอาด และปฏิบัติตามกฎของสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีร่วมกันในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเก็บธรรมชาติที่สวยงามไว้ให้กับนักท่องเที่ยวอื่นๆได้ชื่นชมร่วมกันต่อไป.