พสกนิกรทั่วสารทิศพร้อมใจ ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238280

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.17 น.

3 ต.ค.59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง เปิดให้มีการลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดทั้งวันได้มีคณะบุคคล ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนพสกนิกรทั่วทุกสารทิศ เดินทางนำพานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่องด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมลงนามถวายพระพร ขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง หายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมข้าราชการ, คณะลูกเสือชาวบ้าน กรุงเทพฯ, คณะครู-นักเรียนโรงเรียนโนนสมบูรณ์วิทยา จ.นครราชสีมา, ข้าราชการทหาร กรมทหารราบที่ 29 จ.กาญจนบุรี, บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด, องค์การตลาดเพื่อการเกษตร กรุงเทพฯ, วิทยาลัยเทคโนโลยีแหลมทอง จ.ปทุมธานี, คณะครู-นักเรียน โรงเรียนบ้านเพลินวัฒนา จ.นครปฐม, สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน),

ศูนย์อำนวยการแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า รพ.พระมงกุฎเกล้า, นายดรุณ แสงฉาย ประธานจัดงานชุมชนนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธ, คณะเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน กองราชเลขานุการในพระองค์, นางอรุณี รัตติมาสกล, นางพรพิมล ผลินกุล และนางธนพร อิ้มพัฒน์ ข้าราชการครูบำนาญ สพฐ., น.ส.ศศิบุญ บุญยิ่ง และนางจิณห์คชา พงค์ไพศาล อดีตพนักงาน ธกส., คณะพี่น้องตระกูล “มโนศิลปกร” จ.พิษณุโลก นำโดยนายสุจินต์ มโนศิลปกร พี่ชายคนโต, นางทักษพร สรรค์ศิลาและลูกชาย, คณะพระภิกษุ และแม่ชี วัดใหม่ไทรทอง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, คณะนักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 3 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม จำนวน 50 นาย, คณะตัวแทนจำหน่าย ลูกค้า และเกษตรกร โครงการ “คูโบต้า แฟนทัวร์” บริษัท สยามคูโบต้าคอปอเรชั่น จำกัด, นายสำรวย สุบุตรดี นายก อบต.ดงพระราม จ.ปราจีนบุรี และคณะ, นายศัจธร วัฒนะมงคล ผู้อำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะข้าราชการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน, นายอดิเรก รัตนปัญญา นายกสมาคมข้าราชการบำนาญ และคณะ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

‘ปลัดศธ.-เลขาฯกอศ.’ได้ฤกษ์ปฏิบัติหน้าที่ใหม่วันแรก (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238277

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.02 น.

3 ต.ค.59 เมื่อเวลา 11.00 น. ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้ฤกษ์เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนเดินทางปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาคนใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมี นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมข้าราชการ สอศ.และผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวะศึกษาให้การต้อนรับพร้อมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น

ขณะที่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ ปลัด ศธ.คนใหม่วันแรกเช่นกัน โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศธ. ร่วมแสดงความยินดีด้วย และมี นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (รองปลัด ศธ.) และข้าราชการในสังกัด สป.ศธ. ข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

 

‘พิษณุ’เร่งทำแผนยุทธ์ศาสตร์ แก้หนี้ครูกลุ่มวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238275

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.50 น.

3 ต.ค.59 นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ตนเตรียมจะเสนอแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างครบวงจร ให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณา โดยแผนยุทธศาสตร์ฯดังกล่าว เป็นการศึกษาวิจัยแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งเคยเสนอให้สำนักงานสกสค.พิจารณา ตั้งแต่ปี 2554 โดยหลักการ คือ จะรวมกลุ่มสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้ครูทั้งหมด อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย สหกรณ์ออมทรัพย์ประเภทต่างๆ มาทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู ในการปล่อยกู้ให้กับครูในอัตราดอกเบี้ยต่ำลักษณะเดียวกับการรีไฟล์แนนซ์ หรือรวมหนี้จากที่ต่างๆ ให้มาอยู่ในก้อนเดียว แต่มีข้อแม้ว่า หากครูตัดสินใจมากู้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินกับโครงการนี้แล้ว จะไม่สามารถไปกู้เงินจากสถาบันการเงินใดได้อีก เพื่อไม่ให้ครูไปก่อหนี้เพิ่ม

ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะแยกกลุ่มครูที่เป็นหนี้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มหนี้วิกฤติ ที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ลักษณะหากไม่ช่วยก็อาจจะจมน้ำถึงขั้นจบชีวิตราชการ ซึ่งจากการสำรวจในช่วงปี 2553-2554 พบว่า มีครูที่มีหนี้ขั้นวิกฤติอยู่ประมาณ 7,000-8,000 คน ยอดหนี้รวมประมาณ 20,000 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วเป็นหนี้รายละ 2,000,000 บาท กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มลูกหนี้ชั้นดี คือมีหนี้แต่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ไม่เดือนร้อน และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มลูกหนี้ชั้นกลาง ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จำนวนมากคือประมาณ 70-80% ของจำนวนครูที่เป็นหนี้ทั้งระบบและพร้อมที่จะย้ายไปในสถาบันการเงินแหล่งใหม่ใดก็ได้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่เดิม ทั้งนี้ ตนจะตั้งคณะงานฯ เพื่อศึกษาและทบทวนแผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 เดือน ก่อนนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณา หากให้ความเห็นชอบ ก็จะจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้คณะกรรมการสกสค. พิจารณาต่อไป

“การแก้ปัญหาหนี้สินครูจะต้องทำแบบครบวงจร หากปล่อยให้ครูมีโอกาสไปกู้เพิ่มได้อีก ปัญหาก็จะไม่จบสิ้น เหมือนสุนัขไล่งับหางตัวเอง นอกจากนั้น จะนำเงินส่วนต่างที่สถาบันการเงินจะหักให้ เพื่อเป็นค่าบริหารจัดการเข้ากองทุนครูของแผนดิน เพื่อนำเงินมาใช้ในการพัฒนาครูในด้านต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเงินดังกล่าว ธนาคารออมสินหักเข้ากองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้โครงการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) แต่มีการนำเงินส่วนต่างไปใช้หักหนี้ให้กับครูที่ค้างชำระ ทำให้ครูไม่ยอมชำระหนี้เพราะคิดว่ามีกองทุนเงินสนับสนุนฯใช้หนี้แทน  ดับนั้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นชอบแผนนี้ ก็อาจจะเริ่มต้นเดินหน้าปล่อยกู้ในโครงการ ช.พ.ค.7 ที่ชะลออยู่ ให้กับครู คาดว่าปัจจุบันมีจำนวนครูที่เป็นหนี้ขั้นวิกฤตอยู่ประมาณ 10,000 คน” นายพิษณุ กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตนยังได้ขออนุญาตระดับนโยบาย ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการดำเนินการของสำนักงาน สกสค.ในเรื่องต่างๆ  และหากเห็นว่ามีเรื่องใดในสำนักงาน สกสค. ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขจะได้มีข้อมูลในการนำเสนอ ไม่ใช่เสนอแก้ปัญหาอะไรแบบไม่มีข้อมูล

ทภ.1จัดพิธีส่งมอบหน้าที่’บิ๊กเข้’ ชี้มทภ.1คนใหม่ทำกองทัพก้าวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238241

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 11.13 น.

3 ต.ค. 59 เวลา 08.20 น. วันที่ 3 ตุลาคม ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่1 ได้จัดพิธีรับส่งหน้าที่ แม่ทัพภาคที่1  ระหว่าง  พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กับพล.ท.อภิรัตช์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ ภายหลังจากที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พล.ท.อภิรัตช์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป
โดย พล.อ. เทพพงศ์ กล่าวส่งมอบหน้าที่ว่า ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับความร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดีจากผู้ใต้บังตับบัญชา และเพื่อนร่วมงานทุกคน จนทำให้ภารกิจของกองทัพภาคที่ 1 ทุกภารกิจที่ได้รับมอบจากผู้บังคับบัญชาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทำให้ได้รับคำชมเชย จนเป็นที่ยอมรับจากประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้ตนขอขอบคุณทุกคน ทั้งความรัก และความผูกพัน รวมทั้งความจริงใจที่ทุกคนมอบให้ตนนั้นจะอยู่ในจิตใจของตนตลอดไป สำหรับพล.ท. อภิรัตช์ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงปฏิบัติราชการในกองทัพภาคที่ 1 มาเป็นเวลานานก่อนที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ  อย่างไรก็ตามตนมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 1 ต่อจากนี้ไปจะมีความเจริญก้าวหน้าทุกด้าน และเป็นหลักของกองทัพบกต่อไป
ด้าน พล.ท.อภิรัตช์ กล่าวรับหน้าที่ ว่า ตนขอนอมรับหน้าที่ด้วยความสำนึก และรับผิดชอบ ซึ่งนโยบายการปฏิบัติงานจะดำเนินการตามที่พล.อ.เทพพงศ์ได้ปฏิบัติมาแล้ว พร้อมทั้งพยายามปรับปรุงเสริมสร้างพัฒนากองทัพภาคที่ 1 ให้เป็นที่ยอมรับ และไว้วางใจทุกระดับให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป และเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน อย่างไรก็ตามตนขอตั้งปณิธานเทิดทูนสถาบันฯ ด้วยชีวิต และเป็นหลักในการรักษาความมั่นคงปกป้องเอกราช และอธิปไตยของชาติต่อไป

เก็บมาคิด : ธรรมชาติสร้างสมอง มนุษย์สร้างนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238140

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความก้าวหน้าในภาคสังคม หัวใจหลักที่สุดของการพัฒนาคือ ต้องมี “ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า” เพราะสังคมโลกนับแต่วันนี้เป็นต้นไป มนุษย์จะเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ให้เป็นไปตามที่มนุษย์ต้องการ

ทำให้เราได้เห็นว่า ความแปลกใหม่ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งในสิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือ ไม่เป็นรูปธรรม เกิดจากมันสมองของมนุษย์ทั้งสิ้น

ในงานเสวนาเรื่อง “การปฏิรูปสังคมไทยสู่สังคมนวัตกรรม”ที่ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เราได้พบว่า ในการพัฒนาที่จับต้องได้ “นวัตกรรม” ถือเป็นหัวใจหลักที่สังคมกำลังจับตามองกันมากที่สุด เพราะนวัตกรรม คือ สิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ในงานเสวนาวันนั้น มีผู้ทรงวุฒิหลายท่าน ที่แสดงความเห็นในเรื่องของ นวัตกรรม ที่ทำให้เราต้อง “เก็บมาคิด”หลายอย่าง ดังต่อไปนี้

“ในด้านความจำเป็น”

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่การประดิษฐ์สิ่งใหม่ ให้เกิดขึ้นเท่านั้นแต่ต้องมีการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และทำให้เกิดมีผลกระทบต่อสังคมด้วย ในฐานะสถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมนวัตกรรม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความสามารถได้มีโอกาสแสดงศักยภาพและต่อยอดศักยภาพนั้นออกไป บทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดโอกาสให้เฉพาะชาวจุฬาฯเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้คนเก่ง คนดี และมีไฟ มาร่วมกันสร้างนวัตกรรมออกสู่สังคมไทย ขยายไปสู่สังคมอาเซียนและสังคมโลก โดยใช้พื้นที่ CU Innovation Hub ที่จุฬาฯจัดตั้งขึ้น

ในด้านการกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ให้ความเห็นว่า สังคมนวัตกรรมถือเป็นความอยู่รอดของประเทศไทย ซึ่งการที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมนวัตกรรมได้นั้น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันปรับสภาพแวดล้อมในการสนับสนุนบรรยากาศการสร้างความคิดสร้างสรรค์และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์นั้นออกไป การสนับสนุนเกิดได้สองทาง อย่างแรก คือการริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ บางครั้งอาจไม่สำเร็จ หรือล้มเหลว เราต้องให้อภัยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่จะตามมา เพราะการที่จะไปถึงขั้นสุดท้ายที่จะเป็นนวัตกรรมออกมาได้ ต้องผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างที่สองคือต้องมีกระบวนการสนับสนุนให้แนวคิดนั้นต่อยอดไปได้ ทั้งเรื่องเวลา เรื่องคน เรื่องเงิน

ในด้านของการนำไปใช้

คุณกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการและประธานที่ปรึกษา ฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ ให้ความเห็นว่า สังคมนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งความร่วมมือจากภายในหน่วยงานเดียวกันและต่างหน่วยงาน เนื่องจากนวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง สังคมไทยจะต้องยอมรับการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น สังคมนวัตกรรมต้องกล้าที่จะมีการดีเบตในประเด็นต่างๆ และรับฟังความคิดเห็น คนไทยเอง ก็จะต้องเรียนรู้ อาจเริ่มจากสังคมระดับเล็ก คือ สังคมครอบครัวหรือโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมให้ลูกเห็นต่างได้ นักเรียนต้องสามารถเห็นต่างจากคุณครูได้

ในด้านของการลงทุน

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เน้นย้ำว่า นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ คนต้องกล้าคิดทำเรื่องใหม่ การสร้างนวัตกรรมเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ประเทศต้องยอมลงทุนสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดี ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นบนการบริหารความเสี่ยงที่ดี เพราะความล้มเหลวเป็นบันไดสำคัญของความสำเร็จ เมื่อรู้จักเรียนรู้บทเรียนจากความล้มเหลวนั้นรวมทั้งต้องบ่มเพาะให้เด็ก มีความรู้ความสามารถ ควบคู่ไปกับการที่ภาครัฐสร้างกลไกสนับสนุนต่างๆ ที่เหมาะสม

ในด้านอื่นๆ ที่จะต้องช่วยกัน

คุณลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า มูลนิธิชัยพัฒนาทำงานด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด โดยสิ่งที่มูลนิธิฯถือเป็นต้นแบบปฏิบัติคือแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานไว้ การสร้างสังคมนวัตกรรมนั้นนอกจากนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีแล้ว อีกด้านที่สำคัญมากที่ต้องสร้างและพัฒนาให้เกิดขึ้นคือนวัตกรรมทางสังคม

คุณสุทธิชัย หยุ่น กูรูทางด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า สังคมไทยต้องปรับวัฒนธรรมบางอย่าง ที่เป็นอุปสรรคต่อการเกิดนวัตกรรม โดยจะต้องสร้างสังคมที่กล้าตั้งคำถาม ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ และตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมนวัตกรรมอย่างจริงจัง

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวทำให้เห็นว่า เครือข่ายของการสร้างนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ต้องโยงใยเชื่อมโยงกันไม่ต่างจาก
ใยแมงมุม ที่จะต้องวิ่งเข้าสู่เป้าหมายเดียวกันอันเป็นศูนย์กลาง หรือ หัวใจของนวัตกรรม

ซึ่งหากมองไปถึงองคาพยพของ CU Innovation Hub หรือ “ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ที่มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริม นวัตกรและนวัตกรรม สร้างเสริมสังคมไทยสู่วิถีใหม่ในการใช้ชีวิต การเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมไทย จึงเป็น หน่วยหนึ่งของความสำคัญในการสร้าง นวัตกรรมให้ยั่งยืนและมั่นคง

ทั้งนี้ ทาง CU Innovation Hub ได้จัดทำ กิจกรรมหลัก ใน 4 ด้าน คือ Academy หลักสูตรเพิ่มพูนความรู้และทักษะที่จำเป็น, Incubation การบ่มเพาะความคิดสู่คำตอบและต้นแบบพร้อมต่อยอดออกสู่ตลาด Acceleration เร่งผลงานออกสู่ตลาดในวงกว้าง และ Outreach สื่อสารบริการนวัตกรรมสู่สาธารณะ ศูนย์กลางตลาดนวัตกรรมในจุดเดียว

เป้าหมายในชีวิตของคนทุกคนในวันนี้ หากเราต้องการสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน สิ่งเดียวที่พ่อแม่พึงกระทำที่สุดคือ บ่มเพาะให้ลูกหลานเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มี “มันสมอง”เพราะทรัพย์สมบัติ แม้คุณจะมีมากเท่าไร ยิ่งใช้มันก็ยิ่งหมดไป แต่มันสมองคุณยิ่งใช้ มันจะยิ่งงอกงามมากขึ้น

ชนิตร  ภู่กาญจน์

มร.ขานรับ ครม.สร้างมหาวิทยาลัยโปร่งใส ตั้งคณะกรรมการพัฒนาแนวทางดำเนินการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238138

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่าในช่วงการสรรหาอธิการบดีที่ผ่านมาตนได้นำเสนอนโยบายสำคัญประการหนึ่งคือ การทำให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นองค์กรสีขาวที่มีความโปร่งใสและมีคุณธรรมในการดำเนินการในทุกเรื่องเมื่อมารับตำแหน่งจึงมุ่งเน้นผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งเข้าร่วมรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2559-2560 ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ขณะนี้จึงแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาและจัดเตรียมหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งประกอบด้วย คณะผู้บริหาร คณบดี และผู้บริหารระดับกลางเป็นกรรมการ เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และเตรียมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อเข้ารับการประเมินตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด โดยขณะนี้ ป.ป.ช.ได้กำหนดแนวทางการประเมินออกมาเป็นคู่มือ ITA(Integrity&Transparency Assessment) คือ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีการที่ประเมิน 2 เรื่อง คือหลักฐานการดำเนินงานเชิงประจักษ์ (Evidence-based)เช่น หลักฐานจากการจัดซื้อจัดจ้าง และประเมินจากการรับรู้ (Perception-based) คือ ประเมินจากมุมมองภายนอกองค์กร (External Integrity&Transparency Assessment) และประเมินจากมุมมองภายในองค์กร(Internal Integrity&TransparencyAssessment) ทั้งนี้ ในส่วนของบุคลากรภายใน ให้หน่วยงานเสนอชื่อกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 300 คน เพื่อให้ทาง ป.ป.ช.สัมภาษณ์ต่อไป

อธิการบดี มร. กล่าวด้วยว่า เรื่องการดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของมหาวิทยาลัยเป็นนโยบายสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องเร่งทำความเข้าใจกับบุคลากรและลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อให้ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ เป็นวัฒนธรรมขององค์กร จึงขอความร่วมมือคณะผู้บริหาร และบุคลากรดำเนินการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้รามคำแหงเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ในเรื่องคุณธรรมความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลในการดำเนินการในทุกเรื่อง

ประชาชนทุกหมู่เหล่าพร้อมใจ ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238153

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.10 น.

2 ต.ค.59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดทั้งวันมีคณะบุคคล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชนจำนวนมาก เดินทางนำพานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวาย พร้อมร่วมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงบูรณยิ่งขึ้น หายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดนครนายก, โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รุ่นที่ 29 นำโดย พล.ท.สมบูรณ์ ศรีมณฑา, ชมรมสวนสุขภาพสายไหม เขตสายไหม กทม., ศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน ในพระบรมราชานุเคราะห์, ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี, สถาบันพลังจิตตานุภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา,

คณาจารย์และนักศึกษาโปรแกรมวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต.โคกสอาด ต.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์, ชมรมผู้สูงอายุดอกแก้วบูรพา เทศบาลเมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว, ชมรมผู้สูงอายุ จ.ชุมพร, ล สมาคมผู้ประกอบการรถเครนและชมรมผู้สูงอายุ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร, ชมรมไทเก๊ก เทศบาลตำบลภูเขียว อ.ภูเขียว ต.ชัยภูมิ, มูลนิธิรามัญและเครือข่ายชุมชนมอญ จ.ลพบุรี จ.สมุทรสาคร จ.ปทุมธานี จ.ราชบุรี และจ.กาญจนบุรี, ผู้บริหารและครูโรงเรียนมุกดาลัย อ.เมือง จ.มุกดาหาร, สหภาพแรงงานบริษัท เอส ที บี เท็กซ์ไทล์อินดัสตรี จำกัด จ.ชลบุรี, ผู้บริหารและครูโรงเรียนบ้านไร่อ้อย อ.แม่ใจ จ.พะเยา, คณะครูโรงเรียนเทศบาล 3 วัดชัยชนะสงคราม อ.เมือง จ.ตาก เป็นต้น

‘ปลัดศธ.’คนใหม่พร้อมลุยงานตามยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเห็นผล3-6เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238112

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 13.14 น.

2 ต.ค.59 ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศธ.ได้มอบนโยบายให้ดำเนินการในฐานะปลัด ศธ.คนใหม่ ซึ่งหลักๆ จะเป็นงานตามกรอบยุทธศาสตร์ของ ศธ. 26 เรื่อง โดยตนได้กำหนดงานเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เห็นผลภายในระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน ของแต่ละหน่วยงานที่จะต้องดูแลทั้ง สำนักงานปลัด ศธ. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รวมถึง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า งานเร่งด่วนของ สป.ศธ.คือการปรับปรุงคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ศธ.ให้มีเอกภาพ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 5 องค์กรหลักของ ศธ.ต่างก็มี อ.ก.พ.เป็นของตนเอง และทำหน้าที่แทน อ.ก.พ.ศธ. ดังนั้นจะมีการหลอมรวม อ.ก.พ.ของแต่ละองค์กรหลักให้เหลือ อ.ก.พ.ศธ.องค์กรเดียวโดยมีผู้แทนจากแต่ละหน่วยงานเข้าร่วมเป็นกรรมการ งานเร่งด่วนของ กศน. ได้แก่ การประเมินครู กศน.ว่ามีจุดอ่อน/จุดแข็งในด้านใด หรือ ตรวจเลือดครู กศน.เพื่อพัฒนาให้ตรงจุด การให้ กศน.ออกช่วยเหลือประชาชน และการเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของประชาชน เป็นต้น

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสำนักงาน ก.ค.ศ.นั้น งานเร่งด่วน คือ การปรับปรุง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวทางการเลื่อนไหลตำแหน่งของข้าราชการครูฯ และกำหนดหลักเกณฑ์และเกลี่ยอัตรากำลังครูและผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนงานเร่งด่วนของ สช.ได้แก่ ปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุน เงินเดือนครูโรงเรียนเอกชน การลดหย่อนผ่อนปรนภาษีโรงเรือนที่ดิน เป็นต้น

ทั้งนี้ งานบางเรื่องอาจจะไม่แล้วเสร็จใน 3 เดือนหรือ 6 เดือน แต่จะต้องเป็นการปูพื้นฐานให้ประสบความสำเร็จให้ได้ในอนาคต โดยการทำงานทุกเรื่องจะมีการตั้งคณะทำงานชุดเล็ก เพื่อดูแลติดตามและประเมินผลเป็นระยะ

ชาวใต้ในอีสานแน่นวัดกาฬสินธุ์ แห่ร่วมจัดงานชิงเปรตประจำปี (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238058

วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.57 น.

ลูกหลานชาวใต้ในจ.กาฬสินธุ์ และพุทธศาสนิกชน ร่วมงานเทศกาลบุญเดือนสิบ หรือประเพณีชิงเปรต ที่จัดขึ้นภายในวัดประชานิยม อ.เมืองกาฬสินธุ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักมีผู้ร่วมประเพณีกว่า 300 คน ด้านนายกสมาคมชาวใต้ฯ เผยเป็นประเพณีวิถีชาวใต้ในถิ่นอีสานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับ โดยหวังให้ลูกหลานได้เห็นและยึดปฏิบัติประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยทางภาคใต้ ไว้ไม่ให้สูญหาย

1 ต.ค.59 ที่วัดประชานิยม อ.เมืองกาฬสินธุ์ นายวิศวชาติ สุวรรณราช ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส งานเทศกาลบุญเดือนสิบ ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการสมาคมชาวใต้ จ.กาฬสินธุ์ และลูกหลานชาวใต้ใน จ.กาฬสินธุ์ กว่า 300 คน ร่วมจัดขึ้น โดยเป็นเทศกาลบุญเดือนสิบ หรือประเพณีชิงเปรต ในถิ่นอีสาน ประจำปี 2559

ทั้งนี้ บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยนำขนมลา ขนมพอง ขนมกง ขนมดีซำ ขนมบ้า และอาหารมงคลวางที่ลานเปรต ก่อนจะถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ชมการแสดงรำมโนราห์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีชิงเปรต ที่ผู้เข้าร่วมพิธีใช้เวลาชิงเปรต ไม่ถึง 10 นาที ของมงคลในลานเปรตก็เกลี้ยงหายไปในพริบตา นับเป็นประเพณีที่หาดูได้ยากในถิ่นอีสาน

นายจำเริญ แก้วเพ็งกรอ นายกสมาคมชาวใต้ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เทศกาลบุญเดือนสิบ หรือชิงเปรต ที่ จ.กาฬสินธุ์ ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และแต่ละปีงานเทศกาลบุญเดือนสิบที่จัดขึ้น จะยึดถือแนวปฏิบัติตามจารีตประเพณีดั้งเดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด เปรียบเสมือนอยู่ถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน  เพราะตระหนักดีว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรมที่ได้ถือปฏิบัติมาอย่างเหนียวแน่นมานาน ทั้งเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีโบราณ แม้จะพลัดถิ่นฐานจากบ้านเกิดมาอาศัยอยู่ในถิ่นอีสานก็ยังถือเป็นสิ่งที่จะต้องทำกันทุกๆ ปี

นอกจากนี้ เทศกาลบุญเดือนสิบ หรือชิงเปรต ยังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงการทำอาหารประจำถิ่นของตนเองมาร่วมทำบุญและร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน  เป็นการแสดงพลังความสัมพันธ์และความสามัคคีของชาวใต้ในอีสานที่ยังแน่นแฟ้นอยู่เสมอ โดยปีนี้มีชาวใต้จากทั้ง 18 อำเภอมาร่วมอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดงานและพิธีกรรมต่างๆ เพื่อหวังให้ลูกหลานกลุ่มนี้ได้สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันมาได้สืบทอดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าพร้อมใจ ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238027

วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.57 น.

1 ต.ค. 59  ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30น. ตลอดทั้งวันมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด  เดินทางนำพานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากอาการพระประชวรในเร็ววันเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน อาทิ  คณะข้าราชการครู ร.ร.บ้านแม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่, คณะเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าเทพา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและชาวบ้านจากชุมชน ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา, ชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.กำแพงเพชร, คณะครูและนักเรียน ร.ร.ชุมชนบ้านโพนสา อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย, คณะข้าราชการบำเหน็จบำนาญส่วนท้องถิ่น เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่, คณะผู้อำนวยการฝึกและวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ,คณะผู้บริหาร ครู และกรรมการสถานศึกษา ร.ร.อนุบาลชุมแสง จ.นครสวรรค์, คณะกำนันและผู้ใหญ่บ้าน พร้อมชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี, คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียน ร.ร.โคกสีวิทยาสรรค์ จ.สกลนคร, กลุ่มคนรักในหลวง ศูนย์การค้าชิบูย่า ประตูน้ำ กทม., นายกฤษศญพงศ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรรม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม, พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะนายทหารนอกราชการ นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 26, คณะข้าราชการศาลเยาวชนและครอบครัว จ.หนองคาย ฯลฯ