ศธ.แจงได้งบปี60รวมกว่า5แสนลบ. ลดจากปี59กว่า3พันลบ.เหตุงานน้อยลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238468

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.53 น.

4 ต.ค.59 ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ.ได้รับงบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณ 2560 ทั้งสิ้น 513,410.03 ล้านบาท จากที่เสนอไป 519,292.48 ล้านบาท ลดลงจากปีงบฯ 2559 ที่ได้รับ 517,076.70 ล้านบาท จำนวน 3,666.66 ล้านบาท แบ่งเป็น สำนักงานปลัด ศธ.ได้รับ 49,652.72 ล้านบาท ลดลง 3,395.68 ล้านบาท สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้รับ 226.05 ล้านบาท ลดลง 9.72 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับ 313,007.54 ล้านบาท ลดลง 6,313.50 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับ 27,383.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,094.16 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รับ 119,965.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,294.60 ล้านบาท

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยงานในกำกับของ ศธ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รับ 1,461.63 ล้านบาท ลดลง 338.58 ล้านบาท สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้รับ 265.97 ล้านบาท ลดลง 47.59 ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รับ 141.13 ล้านบาท ลดลง 67.06 ล้านบาท ส่วนองค์การมหาชน โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้รับ 360.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.33 ล้านบาท สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ได้รับ 71.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.74 ล้านบาท สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้รับ 873.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.64 ล้านบาท ทั้งนี้ หากจำแนกตามแผนงานแล้วพบว่า งบฯ ที่ได้รับ จะเป็นงบฯเกี่ยวกับบุคลากร ถึง 258,020.80 ล้านบาท งบฯ ดำเนินงาน 37,358.10 ล้านบาท งบฯลงทุน 34,680.49 ล้านบาท งบฯ เงินอุดหนุน 173,897.02 ล้านบาท และงบฯรายจ่ายอื่น  9,453.60 ล้านบาท

“ในภาพรวมงบฯ ศธ.ลดลงจากปี 2559 คิดเป็น 0.71% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก โดยหน่วยงานที่ลดลงมากสุดคือ สป.ศธ.ลดลง 6.40% เนื่องจากมีการโอนงานและภารกิจของอาชีวศึกษาเอกชนไปรวมกับ สอศ. ดังนั้น จึงต้องโยกงบฯ สนับสนุนรายหัวและงบฯ บริหารจัดการตามไปด้วย ทำให้งบฯ สอศ.ภาพรวมเพิ่มขึ้น 22.85% ขณะที่งบฯ ของ สพฐ.ในปีลดลงถึง 1.98% ซึ่งเป็นการลดลงในส่วนของเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน เนื่องจากจำนวนผู้เรียนลดลด ซึ่งจากนี้ไปแต่ละหน่วยงาน จะต้องนำงบฯ ไปใช้ดำเนินการตามแผนและยุทธศาสตร์ที่วางไว้ โดยในไตรมาสแรก ให้เร่งใช้งบฯ ดำเนินการและงบฯ ลงทุน เป็นงบฯ ผูกพัน อาทิ การก่อสร้างอาคาร การจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ต่างๆ ให้ได้ภายในเดือนธันวาคม 2559” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

‘พระเทพฯ’ทรงรับสั่งให้ปชช. ใช้ห้องสมุดให้เป็นประโยชน์ที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238458

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.44 น.

4 ต.ค.59 ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนได้เข้าเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” จังหวัดเลย ซึ่งถือเป็นห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี แห่งที่ 96 เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงรับสั่งว่า อยากให้ชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ในห้องสมุดให้มากที่สุด โดยมีสมาชิกประจำและให้มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งภายในห้องสมุด โดยการส่งเสริมการอ่าน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอซีทีและภูมิปัญญา ซึ่งมีหลายแห่งที่จัดกิจกรรมและได้รับความสนใจ อาทิ การสอนภาษาจีน ทั้งนี้กิจกรรมที่เลือกขอให้คำนึงถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ยังทรงรับสั่งกับนายคุมพล บรรเทาทุกข์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ว่า โครงการสร้างป่าสร้างรายได้นั้นสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ทำได้ดีมาก ซึ่งจังหวัดเลยถือว่าเป็นต้นแบบได้แล้ว ขอให้ร่วมมือกันภายในจังหวัด และควรทำให้เป็นตัวอย่าง ดังนั้นตนจึงมอบให้นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการสำนักงาน กศน.ดูว่ามีประเด็นใดที่จะปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น พร้อมหาแนวทางที่จะขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ เพราะชาวบ้านได้ประโยชน์จากโครงการนี้มาก

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า ตนมีแนวคิดให้ กศน.ดำเนินโครงการ กศน.ช่วยประชาชน เนื่องจาก กศน.มีการสอนอาชีพระยะสั้นที่หลากหลาย มีวิทยากรผู้สอนจำนวนมาก โดยเฉพาะด้านการเกษตร ซึ่งแนวทางการดำเนินงานจะนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาใช้ว่าจะต้องมีการดำเนินใน 3 ส่วนคือ นำภูมิปัญญามาปรับประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี และสอนให้รู้เรื่องการค้าขาย การตลาด ซึ่งตนมั่นใจว่า โครงการ กศน.ช่วยประชาชนจะช่วยเติมเต็มในส่วนของโครงการอาชีวะช่วยประชาชน ที่เน้นทางด้านช่างเป็นส่วนใหญ่ได้ แต่งานของ กศน.จะเน้นการยกระดับทักษะอาชีพการทำงานด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกร และดำเนินการอย่างจริงจังไม่ใช่แค่จัดอบรม แต่ต้องเป็นการสอนปฏิบัติให้สามารถนำไปประกอบอาชีพจนก่อให้เกิดรายได้ และเน้นสอนเป็นรายบุคคลไม่ใช่กลุ่ม

ตกระนาว!เปิดผลสอบ‘ครูผู้ช่วย’สมัครเป็นแสนผ่านแค่หมื่น ศธ.สงสัย‘ข้อสอบ’ยากเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238445

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.47 น.

4 ต.ค.59 นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการดำเนินการจัดสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 / 2559 ที่เปิดสอบในศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) 60 แห่ง และสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ (สสศ.) ใน 55 กลุ่มสาขาวิชา มีตำแหน่งว่าง 2,561 อัตรา

‘ในปีนี้มีผู้สมัครสอบทั้งสิ้น จำนวน 134,819 คน เป็นผู้มีสิทธิ์สอบ 134,555 คน และได้ดำเนินการจัดสอบขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน ที่ผ่านมา และประกาศผลการสอบแข่งขันเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านแค่ 11,333 คน หรือคิดเป็น ร้อยละ 8.97 โดยผู้ที่สอบผ่านทั้งหมดจะได้รับการขึ้นบัญชีไว้ เพื่อรอการบรรจุ’ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สำหรับผลการสอบแข่งขันและการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ครั้งนี้ จะขึ้นบัญชีไว้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ เว้นแต่มีการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในคุณวุฒิ กลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอกเดียวกันครั้งใหม่แล้ว บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ครั้งนี้เป็นอันยกเลิก

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า จากจำนวนผู้สอบผ่านครั้งนี้ถือว่าผ่านน้อยมาก และมีบางเอกวิชาที่มีผู้สอบผ่านน้อยด้วยเช่นกัน ที่ประชุมจึงมอบให้สำนักพัฒนาบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ.ไปวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าเหตุผลที่มีผู้ผ่านน้อยนั้นเกิดจากอะไร โดยนำข้อสอบของจังหวัดที่ กศจ.ออกข้อสอบเอง ซึ่งมีอยู่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.หนองคาย ภูเก็ต ศรีสะเกษ บึงกาฬ และยะลา และจังหวัดที่ให้มหาวิทยาลัยออกข้อสอบให้ เพื่อดูเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่สอบผ่าน และเปรียบเทียบความยากง่ายของข้อสอบว่าต่างกันมากน้อยเพียงใด

‘ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าสาเหตุที่มีผู้สอบผ่านในครั้งนี้น้อยมากเพราะเหตุใด เพราะข้อสอบยาก หรือผู้สอบทำข้อสอบไม่ได้เอง จึงต้องรอผลการนำข้อสอบมาเปรียบเทียบวิเคราะห์ดูก่อนว่าสาเหตุมาจากอะไร เพื่อจะได้หาแนวทางแก้ไขในการจัดสอบครั้งต่อไป’ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘เด็กม.กรุงเทพ’คว้า 2 รางวัลการแข่งขัน TICC 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238430

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 13.23 น.

นางสาวนภารัตน์ นาคสวัสดิ์ นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการการโรงแรม คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รับรางวัล GoldMedal และรางวัล Silver Medal จากการแข่งขันทำอาหารรายการ Thailand’s International Culinary Cup (TICC) 2016 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ปฏิทินการศึกษา : 4 ตุลาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238289

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

สัมมนาวิกฤติอาชญากรรม

ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดสัมมนาทางวิชาการวิกฤติอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมและแนวทางในการแก้ไข ในวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ ชั้น 12 อาคารรัฐศาสตร์ 60 ปี เพื่อให้ทราบถึงลักษณะและผลกระทบของรูปแบบอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อเหยื่อทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมี ดร.นัทธี จิตสว่างคุณมาลี ศรีรัตนธรรม คุณจินตนา แก้วขาว และ พ.ต.ท.ณัฐพล บัวบุตร เป็นวิทยากร

โยคะกับ ม.ศรีปทุม

สำนักงานกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ร่วมกับสำนักงานการกีฬา กลุ่มงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมในโครงการ “ส่งเสริมกีฬาเพื่อสุขภาพในสถาบันอุดมศึกษา” (โยคะ และ รำไม้พลอง) เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาได้ร่วมกันออกกำลังกายโดยจัดให้มีการออกกำลังกายในทุกวันจัทร์ และวันพุธเวลา 15.00-16.00 น. ตลอดทั้งเดือนกันยายน ถึงตุลาคม2559 ณ ศูนย์กีฬาในร่ม อาคาร 30 ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน กรุงเทพฯ

ขยายเวลาประกวดนวัตกรรมความคิด

กลุ่มมิตรผลขยายเวลารับสมัครประกวด “Mitr Phol Bio Innovator Awards 2016” นวัตกรรมความคิด พลิกชีวิตสู่อนาคต สำหรับ นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ ในระดับอนุปริญญาจนถึงปริญญาโทหรือเทียบเท่าทั่วประเทศ โดยการรับสมัครจะขยายเวลารับสมัครผลงานออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานส่งประกวดมากขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mitrphol.com/bioinnovator

จุฬาฯเสวนา วิกฤติ โอกาสของเภสัช

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับศิษย์เก่าเภสัชจุฬาฯ รุ่นที่ 33จัดงานเสวนา เรื่อง “วิกฤติ ความ ท้าทาย และโอกาสของเภสัช” ในวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2559 เวลา 08.00-16.00 น.ณ ห้องประชุม 702 อาคาร 80 ปี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาเภสัชศาสตร์ในอนาคต และบทบาทของเภสัชกร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยี

มจธ.พบวิธีผลิตเอทานอลจากผักตบชวา ได้ปริมาณค่อนข้างสูง40-48เปอร์เซ็นต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238291

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผศ.ดร.จิรศักดิ์ คงเกียรติขจร อาจารย์สายวิชาเทคโนโลยีชีวเคมี คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนาการผลิตเอทานอลโดยกระบวนการทำให้เป็นน้ำตาลก่อนการหมักจากผักตบชวา” เปิดเผยถึงงานวิจัยดังกล่าวว่า เกิดขึ้นจากปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่การปลูกพืชพลังงานเพื่อนำมาใช้ภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ทำให้นักวิจัยต้องมองหาพืชชนิดอื่นเพื่อทดแทน โดยมีวัชพืชเป็นโจทย์สำคัญ เมื่อย้อนกลับไป เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราเริ่มหาพืชชนิดอื่นเพื่อทดแทนพืชอาหารที่จะนำมาผลิตเอทานอล เราพบว่าผักตบชวา ซึ่งเป็นวัชพืชที่ใช้ประโยชน์ได้น้อยมากแต่กลับสร้างปัญหามากมายทั้งขัดขวางทางเดินทางของน้ำ เจริญเติบโตเร็วแบบทวีคูณ รวมถึงเมื่อมีจำนวนมากจะไปแย่งอากาศและอาหารของสัตว์น้ำขณะเดียวกันก็เป็นพืชอายุสั้นเมื่อตายก็เกิดเป็นของเน่าเสียในแม่น้ำลำคลอง เบื้องต้นเราเอามาทดสอบก่อนว่าผักตบชวาแปรรูปเป็นน้ำตาลได้หรือไม่เพราะหลักการของการผลิตเอทานอลคือต้องใช้น้ำตาลเป็นตัวตั้งต้น และใช้เอนไซม์หรือกรดบางชนิดช่วยย่อยในการหมักน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งพืชส่วนใหญ่ที่นำมาผลิตเป็นพืชประเภทน้ำตาล เช่น อ้อย และพืชจำพวกแป้ง เช่น มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด สามารถทำได้แต่มีต้นทุนสูง เพราะจะเสียไปกับกระบวนการต้นน้ำ เช่น การปลูกพืชที่ต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก จึงเป็นที่มาของงานวิจัยการผลิตเอทานอลจากผักตบชวาไทย และแม้ว่าในต่างประเทศเคยทำได้แต่ผลวิจัยของเราได้เอทานอลในปริมาณมากกว่าและมีกระบวนการที่ไม่เหมือนกัน

ผศ.ดร.จิรศักดิ์ เปิดเผยว่า ผักตบชวามีสารตั้งต้นที่ต่างไปจากพวกมันสำปะหลังหรือซังข้าวโพดและน้ำตาล คือ มีความเหมือนต้นไม้ทั่วๆ ไป ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ความเป็นแป้งแทบไม่มีเลย ดังนั้นขั้นตอนของการวิจัยจึงมีความยุ่งยากในกระบวนการต้นน้ำที่จะหมักผักตบชวาให้อยู่ในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว อีกทั้งต้องคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ส่วนขั้นตอนการนำผักตบชวามาใช้ในกระบวนการผลิตเอทานอลแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ คือขั้นตอนของกระบวนการต้นน้ำ เริ่มต้นจากการนำผักตบชวาซึ่งมีความอวบน้ำ 50-60 เปอร์เซ็นต์ มาปรับสภาพกระทั่งอยู่ในรูปของโฮโมจีเนท ขั้นตอนต่อไปเรียกว่าขั้นการย่อยสลายเพื่อให้ได้น้ำตาล คือ เอาโฮโมจีเนทมาย่อยด้วยเอนไซม์ ให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก โดยขั้นตอนนี้จะใช้เอนไซม์ทุกตัวที่อยู่ในระบบการย่อยคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ขั้นสุดท้ายคือการหมัก จะต้องใช้เชื้อจุลินทรีย์ ในสภาพอากาศที่ถูกควบคุม ทั้งเวลา อุณหภูมิ และความดัน ซึ่งทั้ง 3 ขั้นล้วนอยู่ในกระบวนการวิจัยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผักตบชวาในประเทศไทย สามารถผลิตเอทานอลได้ปริมาณค่อนข้างสูง 40-48 เปอร์เซ็นต์ หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ในการผลิตเอทานอล โดยผักตบ 100 กรัม (ผักตบแห้งและทำให้เป็นผง) นำมาผ่านกระบวนการจนได้น้ำตาล 60 เปอร์เซ็นต์ และสามารถนำไปผลิตเอทานอลได้ราว 25 กรัม

ผศ.ดร.จิรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่าข้อดีของการนำผักตบชวามาผลิตเอทานอลคือ ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่การปลูกพืชพลังงานหรือแย่งพื้นที่การปลูกพืชอาหาร ช่วยลดการแข่งขันเรื่องอาหาร ไม่มีต้นทุนการปลูกเพราะเป็นวัชพืชที่ขึ้นเอง ทั้งยังช่วยลดมลพิษทางน้ำได้อีกด้วย

เปิด RUGBY SCHOOL ในประเทศไทย ใช้มาตรฐานโรงเรียนประจำแบบอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238290

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

คุณทยา ทีปสุวรรณ ซีอีโอของ Wisdom Enterprise เปิดเผยถึงการจัดตั้ง RUGBY SCHOOL ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยว่า Rugby School เป็นหนึ่งในโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ โดยตัวดิฉันกับครอบครัวมีความประทับใจต่อการปลูกฝังค่านิยมและการให้คุณค่าของเด็กแต่ละคน รวมถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียน Rugby School ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ ให้พวกเขาได้สำรวจศักยภาพทางวิชาการของตนเองไปพร้อมกับการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนได้อย่างเต็มที่ ดิฉันเชื่อมั่นในระบบโรงเรียนประจำที่สามารถหล่อหลอมบุคลิกภาพของเด็กนักเรียนเรื่องการมีระเบียบวินัย การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความรับผิดชอบความมั่นใจในตัวเอง และได้เรียนรู้ในการอยู่ร่วม กับผู้อื่น สำหรับเด็ก Day school หรือนักเรียนไป-กลับ เราก็มีการจัดการเรียนการสอนที่ยาวขึ้นในแต่ละวัน เพื่อให้เด็กได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ ในการทำการบ้าน เล่นกีฬา ดนตรี และอีกมากมาย โดยไม่ต้องไปเสียเวลาอยู่บนท้องถนนหรือการเรียนพิเศษ ด้วยการบริหารพื้นที่กว่า 187 ไร่ ของ Rugby School Thailandเด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมทุกอย่างครบครัน พวกเรามีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกับผู้อำนวยการของ Rugby Schoolรวมถึงคณะกรรมการโรงเรียนและทีมผู้บริหารอาวุโสของโรงเรียน ในการส่งมอบประสบการณ์ของการเรียนในโรงเรียนประจำแบบอังกฤษแท้ๆ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เราพบว่าทาง Rugby School นั้นเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ นวัตกรรม และประสบการณ์ที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนี้ได้ตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มเจรจาพูดคุย โดยพื้นที่ ตั้งของ Rugby School Thailand อยู่ในเขตโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงเทพเพียง 90 นาที และห่างจากพัทยาเพียง 15 นาที พื้นที่โดยรอบของโรงเรียน รายล้อมด้วยเลนจักรยานส่วนบุคคลความยาวรวมกว่า 11 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในใจกลางของพื้นที่เขตชานเมืองอันเงียบสงบที่มีบริษัทในเครือ Wisdom Enterprise เป็นเจ้าของ ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถพัฒนาและสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมได้อีกมากในอนาคต

มร.ปีเตอร์ กรีน ผู้อำนวยการโรงเรียน Rugby School แห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า พวกเรารู้สึกยินดีเช่นกันที่ Rugby School ได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีคุณภาพการศึกษา ระบบการดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักเรียน และกิจกรรมนอกห้องเรียนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ Wisdom En-terprise มีความประสงค์ที่จะนำหลักสูตรการให้การศึกษาและดูแลนักเรียนของเรามาใช้ในประเทศไทย โดยเราจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อรักษามาตรฐานระดับสูงของโรงเรียนในทุกกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากนั้นยังมีการนำระบบตรวจสอบคุณภาพภายในมาใช้เพื่อให้แน่ใจว่าลักษณะความเป็น Rugby School และชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางการศึกษาของเราในสหราชอาณาจักรจะถูกสะท้อนออกมาให้เห็นใน Rugby School Thailand เช่นกัน

จัดยิ่งใหญ่!มหกรรมหนังสือครั้งที่21 ภายใต้แนวคิด’เสนอหน้า’13-24ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238384

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 21.02 น.

มหกรรมหนังสือระดับชาติมาแล้ว จัดสุดยิ่งใหญ่สวนกระแสเศรษฐกิจ ชูไฮไลท์นิทรรศการ “เสนอหน้า” เปิดเผยทุกเบื้องหลังการทำหนังสือจาก 6 วิชาชีพ เพื่อร่วมสร้างวิถีการเรียนรู้ ด้วยจุดเริ่มต้นจากการอ่าน ร่วมสร้างสีสันใหม่ให้โลกหนังสือผ่านกิจกรรมอ่าน – เขียนจากสำนักพิมพ์ 406 ราย ชมผลงานปกหนังสือ – รูปเล่มดีเด่น จากโครงการ 100 Annual Book and Cover Design พร้อมฟังผลวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าร้านหนังสือ

นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 (Book Expo Thailand 2016)” ถือเป็นงานแสดงหนังสือระดับชาติที่ได้รับความสนใจและรอคอยจากบรรดาคนรักการอ่านมาตลอด โดยในปีนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีสำนักพิมพ์ไทยตอบรับเข้าร่วมงาน 406 ราย รวมทั้งสิ้น 934 บูธ บนพื้นที่ประมาณ 21,000 ตารางเมตร

“ในฐานะองค์กรที่มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการอ่านนั้น เล็งเห็นว่าหนังสือและการอ่านถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพราะคนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของการที่จะพัฒนาประเทศในทิศทางต่างๆ ถ้าคนในชาติอ่านมากขึ้น ก็จะมีความรู้ ความคิด และวิจารณญาณในการพิจารณาประเด็นต่างๆ เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาตัวเอง เราจำเป็นต้องอ่านหนังสือให้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวเดินได้อย่างมั่นคง”

นายจรัญ กล่าวว่า ปีนี้ได้จัดงานภายใต้แนวคิด “เสนอหน้า” ซึ่งเชื่อมโยงกับนิทรรศการไฮไลท์ของงาน คือ “นิทรรศการเสนอหน้า” ซึ่งจะเปิดเผย “เบื้องหลัง” การผลิตหนังสือสู่ “เบื้องหน้า” กว่าจะผ่านออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ผ่าน 6 สาขาอาชีพสำคัญในการสร้างสรรค์หนังสือ ได้แก่ นักเขียน บรรณาธิการ นักออกแบบกราฟิก นักแปล นักพิสูจน์อักษร และนักออกแบบภาพประกอบ ซึ่งต่างก็เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการผลิตหนังสือ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้มีโอกาสทำหนังสือซึ่งจำลองจากกระบวนการผลิตจริงๆ อีกด้วย

ขณะที่ นางสุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จําหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นิทรรศการเสนอหน้า ซึ่งเป็นนิทรรศการไฮไลท์ในมหกรรมหนังสือครั้งนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์ จำนวน 6 อาชีพ ได้แก่ นักเขียน บรรณาธิการ นักออกแบบกราฟิก นักแปล นักพิสูจน์อักษร และนักออกแบบภาพประกอบ ที่ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ได้ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจัดทำขึ้น เพื่อช่วยให้การทำงานมีระบบและมีมาตรฐานอย่างชัดเจน ซึ่งขณะนี้พร้อมนำมาตรฐานอาชีพนี้ไปใช้เพื่อการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์ให้กับบุคคลในอาชีพและนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่อไป และได้นำมาต่อยอดเป็นนิทรรศการ

“กว่าจะเป็นหนังสือ 1 เล่ม ต้องผ่านมือบุคลากรใน 6 อาชีพ นิทรรศการนี้ต้องการเปิดเผยให้เห็นถึงเบื้องหลังของคนทำงานซึ่งหนังสือเล่มประกอบขึ้นด้วยองค์ความรู้ต่างๆ คำว่า “เสนอหน้า” ในนิทรรศการนี้ไม่ใช่การอวดตัวของคนทำหนังสือ เป็นเพียงการนำเบื้องหลังของการทำหนังสือมาสู่เบื้องหน้าของนักอ่าน เพื่อให้ได้เห็นทุกขั้นตอนในกระบวนการทำหนังสือว่ามีรายละเอียดในการทำงานอย่างไร เพราะอรรถรสในการอ่านไม่ได้เกิดจากความสามารถของนักเขียนเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งเกิดจากการทำงานเป็นทีมของผู้อยู่เบื้องหลัง สำคัญที่สุดคือความพึงพอใจของนักอ่านนั่นเองที่อยู่เบื้องหลังแรงขับเคลื่อนของเหล่าคนทำหนังสือ และเราอยากให้นักอ่านได้รู้ถึงขั้นตอนเบื้องหลังเหล่านี้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง”

สำหรับโครงการ 100 Annual Book and Cover Design ประจำปี พ.ศ.2559 หรือ 100 ABCD นั้น น.ส.สุลักษณ์ วิศวปัทมวรรณ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จําหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า “โครงการ 100 ABCD ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย เพื่อคัดเลือกปกหนังสือและการออกแบบรูปเล่มดีเด่น เริ่มจากเชิญชวนนักออกแบบหนังสือและสำนักพิมพ์ต่างๆ ส่งผลงานเข้าร่วมคัดเลือก โดยมีเป้าหมายที่จะนำเสนอผลงานหนังสือที่มีการออกแบบที่ดีและโดดเด่น เพื่อแสดงศักยภาพวงการหนังสือและนักออกแบบกราฟิกของไทย สร้างคลังความรู้งานออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ดีให้กับวงการหนังสือของไทย รวมทั้งเป็นการเผยแพร่วิชาชีพนักออกแบบหนังสือ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากแวดวงศิลปะและหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น นักออกแบบกราฟิก นักวิชาการด้านศิลปะ บรรณาธิการบริหาร ผู้ประกอบการร้านหนังสือและสื่อมวลชน ตามเกณฑ์ในการพิจารณารวมทั้งสิ้น 99 ชิ้น แบ่งเป็นประเภท ปกหนังสือ 80 ผลงาน และการออกแบบรูปเล่ม 19 ผลงาน ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้จะนำมาแสดงในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 นี้ รวมทั้งนำไปแสดงในงานมหกรรมหนังสือของต่างประเทศอีกด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูผลงานได้อีกช่องทางหนึ่งที่ www.100abcd.org

“เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการหนังสือเล็งเห็นความสำคัญของการออกแบบ ทำให้งานออกแบบหนังสือ กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง ซึ่งจะส่งผลให้มีความต่อเนื่องในการสร้างสรรค์ของวงการ เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่สานต่อและพัฒนางานออกแบบหนังสือต่อไปในอนาคต สำหรับโครงการนี้ในปีถัดไปก็คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีผลงานคุณภาพเข้ามาร่วมโครงการเพิ่มยิ่งขึ้น” น.ส.สุลักษณ์ กล่าว

ด้าน น.ส.ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จําหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอผลการวิจัย “พฤติกรรมผู้บริโภคในการเข้าร้านหนังสือ” ที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยว่า เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และ พฤติกรรมการอ่านของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งส่งผลต่ออัตราการเข้าร้านหนังสือของผู้บริโภค โดยเฉพาะร้านหนังสือรายย่อย สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯจึงได้จัดทำการวิจัยในเชิงคุณภาพ ในรูปแบบของกลุ่มสนทนาขึ้น โดยมีจุดประสงค์หลักในการที่จะดึงดูดความสนใจให้ผู้บริโภคมาเข้าร้านหนังสือมากขึ้น เพื่อที่จะเข้าใจถึงพฤติกรรมการอ่านหนังสือและการเข้าร้านหนังสือของนักอ่านยุคใหม่

“จากงานวิจัยนี้พบว่าผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มนักอ่านตัวยงนั้น ไม่ได้มีอัตราการอ่านหนังสือที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของประเภทของหนังสือที่อ่านแทน โดยส่วนใหญ่จะเริ่มอ่านหนังสือประเภทนวนิยายก่อน หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนไปอ่านประเภทอื่นๆ ตามสภาพเศรษฐกิจและช่วงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เรียนหนักขึ้น หรือเปลี่ยนงานใหม่ เป็นต้น รวมถึงการเข้ามาของช่องทางออนไลน์และโซเชียล มีเดีย ที่ทำให้นักอ่าน มีช่องทางในการอ่านหนังสือมากขึ้น ดังนั้น การที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคมาที่ร้านหนังสือมากขึ้นนั้น ควรเริ่มการจัดทำระบบฐานข้อมูลลูกค้า รวมไปถึงบริหารฐานข้อมูลของลูกค้าอย่างจริงจัง เพื่อที่จะได้นำข้อมูลของผู้บริโภคมาวิเคราะห์ และจัดเตรียมประเภทหนังสือรวมถึงกิจกรรมทางการตลาดต่างๆให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้งยังต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางของร้าน ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยควรจะเน้นไปที่การสร้าง community engagement ของกลุ่มนักอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดโซนให้นั่งอ่านหนังสือพร้อมทั้งคาเฟ่ภายในร้าน จัดกิจกรรมระหว่างกลุ่มนักอ่าน หรือปรับรูปแบบของร้านให้มีลักษณะเป็นกึ่ง co – working spaceเพื่อรองรับเทรนด์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ควรจะมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้นในภาพรวม อาจเน้นเจาะไปที่หนังสือบางประเภทที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่าย เช่น นิยายและวรรณกรรม ที่มักจะเป็นประเภทหนังสือที่คนจะเริ่มอ่านเป็นประเภทแรก ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนไปอ่านประเภทอื่นๆตามลักษณะความชอบและแรงสนับสนุนของตลาด”

นอกจากนี้ นายจรัญได้สรุปและยืนยันความมั่นใจในการจัดงานครั้งนี้ว่า “ในช่วงสองไตรมาสแรกของปี สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายในการจัดงานหนังสือในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งผู้ที่เข้าชมงานนั้นมีคนรุ่นใหม่วัยหนุ่มสาวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มั่นใจว่า การจัดงานมหกรรมหนังสือฯครั้งนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะค่อนข้างซบเซาส่งผลถึงธุรกิจหนังสือ รวมถึงความนิยมในสื่อออนไลน์ที่ส่งผลให้การอ่านหนังสือในแบบรูปเล่มลดลง แต่ก็มีการปรับตัวจากสำนักพิมพ์ในแง่ของการลดจำนวนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังเชื่อมั่นว่างานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 21 นี้จะมีผู้เข้าร่วมชมงานไม่ต่ำกว่า 2,000,000 คน โดยมียอดขายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท”

ทั้งนี้ งาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 (Book Expo Thailand 2016)” จัดระหว่างวัน 13 – 24 ต.ค.59 (12 วัน) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “เสนอหน้า” พร้อมเชิญชมนิทรรศการเสนอหน้า , การจัดแสดงผลงานปกหนังสือและรูปเล่มดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ 100 Annual Book and Cover Design 2016 , นิทรรศการมิวเซียมสยามมินิ ภายใต้แนวคิด “Play + Learn = เพลิน” และกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมายตลอด 12 วัน

เลขาฯกอศ.ลั่น!สานต่องานอาชีวะ ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238313

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.08 น.

3 ต.ค.59 ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวภายหลังประชุมรับมอบนโยบายผู้บริหาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ในหลักการตนให้ความสำคัญกับนโยบายที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายไว้ ว่าจะต้องให้อาชีวะเป็นหน่วยงานที่ต้องขับเคลื่อนงานนตามนโยบายรัฐบาลได้ โดยตนได้มอบนโยบายให้ผู้บริหาร สอศ.ดูแผนการปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2560 ที่ได้จัดทำไว้แล้ว ว่ามีจุดใดที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติม และให้แต่ละส่วนจัดทำเป็นปฏิทินการทำงาน ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าในแต่ละสัปดาห์แต่ละเดือนการทำงานมีความคืบหน้า และเห็นผลอย่างไรบ้าง เพื่อรายงานต่อ รมว.ศึกษาธิการ รับทราบ

นอกจากนี้ จะมาดูว่างานที่ทำมาแล้ว มีเรื่องใดบ้างที่ยังมีปัญหาอยู่ หรือที่ต้องเติมเต็ม เช่น โครงการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือทวิศึกษา ที่ สอศ.ทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า เด็กในโรงเรียนมัธยม เมื่อเข้าร่วมโครงการก็มักจะสมัครเข้าร่วมโครงการแบบยกชั้นเรียน ซึ่งก็มีเด็กบางคนอาจจะไม่ชอบ จึงอาจจะก่อให้เกิดปัญหาการออกกลางคันเกิดขึ้น จึงขอให้ไปทบทวน เป็นต้น

“แนวทางในการทำงานของผมที่จะใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจของ สอศ.คือ ให้ทุกคนใน สอศ.ทำงานเป็นทีม มีการสื่อสารแบบรอบด้านทั้ง 360 องศา และพัฒนาต่อยอดการทำงานให้เป็นไปตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ โดยผมขอให้ผู้บริหารใน สอศ.และผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ทั้งรัฐและเอกชน ไปศึกษาปัญหาต่างๆ ในการทำงานว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และให้ส่งข้อมูลมาให้ผมภายในวันจันทร์นี้” ดร.สุเทพ กล่าว

เน็ตแห่แชร์’คุณครู’คัฟเว่อร์เพลงPPAP สร้างสรรค์ดัดแปลงเป็นสื่อการสอนสุดน่ารัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238311

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.07 น.

3 ต.ค.59 ยังคงฮิตอย่างต่อเนื่องสำหรับ กระแสคลิปไวรัลเพลง PPAP ผลงานจาก “พิโก้ ทาโร่” (pico Taro) ศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่กำลังเป็นที่นิยมในสื่อโซเชียลจนมีผู้นำมาคัฟเวอร์กันอย่างหลากหลาย ล่าสุด โลกออนไลน์ได้มีการแชร์อีกหนึ่งคลิปวิดีโอคัฟเวอร์สุดสร้างสรรค์จากเฟซบุ๊ก ครูนกเล็ก

โดยคลิปคัฟเว่อร์นี้ เป็นคลิปที่คุณครูท่านหนึ่งได้นำเอาเพลง PPAP มาดัดแปลงเป็นสื่อการสอน ทั้งวิชาภาษาไทยที่นำเอาการสะกดคำมาใส่ไว้ในเพลง และวิชาคณิตศาสตร์ที่นำเอาตัวเลขมาคำนวณแบบง่ายๆ เพื่อให้นักเรียนได้นำไปใช้ทบทวนบทเรียน ซึ่งนอกจากเนื้อหาในคลิปที่เข้าใจง่ายแล้ว ยังได้เห็นความน่ารักของคุณครู จนมีผู้เข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมและขอนำไปใช้เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ หลังจากที่คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 1.1 ล้าน และมียอดแชร์เกือบ 2 หมื่นครั้ง