ไทย-เทศร่วมทำบุญเดือนสิบคึกคัก แต่งชุดโบราณสืบสานเครื่องแต่งกายท้องถิ่น (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238000

วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 12.32 น.

ชาวไทย ชาวต่างชาติรักประเพณีโบราณไทยร่วมแต่งชุดไทยเข้าวัดทำบุญในอำเภอตะกั่วป่า แหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก ตั้งแต่ช่วงเช้าวันสารทเดือนสิบคึกคัก เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วและร่วมพิธีชิงเปรต

1 ต.ค.59 เมื่อเวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรักประเพณีไทย ทยอย ร่วมแต่งกายชุดไทย ผ้าลายดอกลูกไม้ วัฒนธรรมประจำภาคใต้ของประเทศไทย เข้าวัดทำบุญวันสารทเดือนสิบ ที่ชาวใต้สืบทอดกันมายาวนาน ที่วัดบางเนียง (ย่านแหล่องท่องเที่ยวเขาหลัก ) อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ได้พาครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุไปทำบุญเนื่องในวันบุญเดือนสิบ ตามประเพณีของชาวพุทธและเป็นประเพณีของชาวใต้ ที่ได้ยึดถือกันว่า ในวันแรม 1 ค่ำเดือนสิบ เป็นวันที่ยมบาลเปิดนรก ปล่อยเปรตชนมาเยี่ยมลูกหลาน ซึ่งลูกหลานก็ทำบุญต้อนรับครั้งหนึ่ง และในวันแรม 15 ค่ำเดือนสิบ หรือเรียกว่าวันส่งเปรต เป็นวันที่เปรตชนต้องกลับยมโลก ลูกหลานก็จะทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่ง การทำบุญทั้ง 2 ครั้ง เป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว

โดยลูกหลานได้อุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณของบรรพบุรุษที่ตกอยู่ในเปรตภูมิ เป็นคติของศาสนาพราหมณ์ ที่ผสมในประเพณีของพุทธศาสนา โดยพุทธศาสนิกชนจะนิยมไปทำบุญ นำอาหารคาวหวานและขนมไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่น ขนมเจาะหู ขนมลา และขนมเทียน มาถวายพระเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ นอกจากนี้ยังได้เตรียมนั่งร้านในพิธีชิงเปรต เพื่อนำสิ่งของไปวาง เพื่อให้เปรตหรือวิญญาณเร่ร่อนมารับส่วนบุญตามความเชื่อ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของพิธีชิงเปรต ที่ประชาชนจะได้รับส่วนบุญและความสนุกสนาน

ส่วนที่วัดสุวรรณคูหา (วัดถ้ำ) ม.2 ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา  พุทธศาสนิกชนได้เข้าวัดเพื่อทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย และบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับ ไปแล้ว ในประเพณีวันสารทเดือนสิบ ของชาวไทยพุทธทางภาคใต้ โดยประชาชนส่วนใหญ่นำ ปิ่นโต ขนมเดือนสิบ อาทิเช่น ข้าวต้มมัด ขนมต้ม ขนมเทียน ขนมท่อนใต้ ข้าวพอง ขนมลา ขนมบ้า ในขณะที่ชาวไทยใหม่ หรือชาวมอแกน ได้นำสินค้าจากทะเลออกมาจำหน่ายภายให้แก่ผู้เข้าร่วมประเพณีวันสารทเดือนสิบ

นอกจากนี้ ยังมีการวางข้าวสารอาหารแห้ง อาหารคาวหวาน ขนมสารทเดือนสิบ รวมถึงเงินเหรียญและธนบัตร พร้อมเขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับ ญาติ บรรพบุรุษ ใส่ร่วมกับสิ่งของต่างๆ เพื่อนำวางไว้ที่ลาน ชิงเปรต พบว่าในปีนี้มีผู้เข้าร่วมประเพณีวันสารทเดือนสิบนับพันคน ทำให้บรรยากาศภายในวัดสุวรรณคูหา มากมายไปด้วยประชาชน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในวัด และยังเป็นปีแรกที่มีการแห่จาด ซึ่งถือว่าปีละครั้งที่มีงานบุญใหญ่แบบนี้ในภาคใต้ และถือเป็นวันรวมญาติอีกด้วย

พังงาพิธียกเสาโกเต้งสูงสุดในไทย ประกาศเริ่มประเพณี’ถือศีลกินผัก’ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237947

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 18.23 น.

30 ก.ย.59 เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ศาลเจ้าแม่ม่าจ้อโป๋ (อ๊าม) เขตเทศบาลเมืองพังงา นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายบำรุง ปิยนามวาณิช นายก อบจ.พังงา นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ อดีต ส.ส.พังงา หัว ได้ร่วมทำพิธียกเสาโกเต้งไว้ที่หน้าศาลเจ้า เพื่อประกอบพิธีอัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นไปไว้ที่ยอดเสาโกเต้งที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย เป็นเสาต้นเดียวไม่มีรอยต่อยาวถึง 21.99 เมตร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพิธีถือศีลกินผัก ในช่วงงานเทศกาลกินผักนั้นทางศาลเจ้าได้จัดพิธีกรรมหลายอย่าง เริ่มจากพิธีอัญเชิญเทพเจ้าหยกอ๋องซ่งเต่ และกิ้วอ๋องไตเต่ มาเป็นประธานในพิธีถือศีลกินผัก ซึ่งจะมีพิธีโก้ยเฉ่งอิ๋ว หรือพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากบ้านของผู้ที่ร่วมถือศีลกินผัก พิธีอัญเชิญล่ำเต้า-ปักเต้า (เทพผู้ถือบัญชีเป็น-บัญชีตาย) พิธีไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำในทุกๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประกาศว่า ได้เริ่มพิธีถือศีลกินผักอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ที่ได้เข้ามาร่วมในพิธีนี้จะถือว่าได้เป็นผู้ร่วมพิธีถือศีลกินผักอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1 – 9  ต.ค.59

สำหรับเสาโกเต้งของศาลเจ้าแม่ม่าจ้อโป๋ ทำมาจากไม้เตียวมีความสูงที่สุดในประเทศไทย ขนาดความยาว 21.99 เมตร ขณะเดียวกัน ภายในศาลเจ้าแม่แม่ม่าจ้อโป๋ มีกระถางธูปลายมังกร ลงพระปรมาภิไธย จปร. สืบเนื่องจากครั้งรัชกาลที่ 6 ได้ทรงเสด็จประพาสหัวเมืองทางตอนใต้ และเมื่อเสด็จมาถึงเมืองพังงา พระองค์ได้พระราชทานกระถางธูปให้แก่ศาลเจ้าแม่ม่าจ้อโป๋ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่รัชกาลที่ 5 จึงนับเป็นศาลเจ้าเพียงแห่งเดียวแถบชายฝั่งทะเลอันดามันฝั่งตะวันตกที่ได้รับพระราชทานกระถางธูปดังกล่าวนี้

 

ทปอ.มรภ.เห็นด้วยทปอ. จัดสอบบุคคลเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237940

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 17.55 น.

30 ก.ย. 59 ที่ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีการประชุม ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) รศ.ดร.สมบัติ คชสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะประธานที่ประชุม ทปอ.มรภ. เปิดเผยว่า ผู้บริหาร มรภ.ทั้ง 38 แห่ง ได้ร่วมหารือและมีมติร่วมกันถึงการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ดังนี้ 1. เข้าร่วมกับระบบเคลียริ่งเฮาส์ ตามที่ที่ประชุมอธิการบดีบดีแห่งประเทศไทย( ทปอ.)เสนอ  2.รับนักศึกษาโดยพิจารณาจากแฟ้มสะสมผลงานหรือพอร์ตโฟลิโอ โดยไม่มีการสอบและสามารถรับได้ตลอด เช่น นักกีฬา และความสามารถพิเศษ เป็นต้น  และให้โควตา สำหรับนักเรียนในพื้นที่ โดยใช้วิธีการสอบคัดเลือก สำหรับสัดส่วนการรับในแต่ละรูปแบบจะเป็นเท่าใดนั้น มรภ.แต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนเองการรับ  ส่วนข้อสอบที่จะใช้ในการสอบคัดเลือกนักเรียนในพื้นที่ มรภ.ทั้ง 38 แห่งนั้น ในที่ประชุมได้มีมติว่าจะร่วมกันออกข้อสอบเอง และใช้ข้อสอบเดียวกันในการจัดสอบ และจัดสอบในช่วงเวลาเดียวกัน คาดว่ากระบวนการรับเด็กเข้าเรียนจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560

“ทปอ.มรภ.เห็นด้วยกับหลักคิดระบบการจัดสอบุคคลเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ ที่ทปอ.นำเสนอ ที่ต้องการให้นักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อย่างสมบูรณ์  เพื่อลดภาระเด็กวิ่งรอกสอบ ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง และเพื่อให้เด็กมีสิทธิเลือกเรียนในคณะ/สาขาที่ต้องการ  รวมถึงเพื่อให้มหาวิทยาลัยเองมีสิทธิเลือกเด็กตามที่มหาวิทยาลัยต้องการ ขณะเดียวกัน มรภ.ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น จึงต้องให้โอกาสคนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเข้าศึกษาอย่างมีคุณภาพ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก เพื่อให้ออกไปเป็นกำลังในการพัฒนาท้องถิ่น ดังนั้น ทปอ.มรภ.จะนำข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ เสนอต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ  รมว.ศธ. รับทราบต่อไป” รศ.ดร.สมบัติ กล่าว

‘สทศ.’เปิดรับสมัครสอบ’O-NET’ นักเรียนป.6-ม.3และม.6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237859

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 15.06 น.

สทศ. เปิดรับสมัครสอบ O-NET (เฉพาะนักเรียนเทียบเท่า) ป.6, ม.3 ระหว่าง วันที่ 1 – 15 ต.ค.นี้ และสมัครสอบ O-NET ม.6 (เฉพาะนักเรียนเทียบเท่า) วันที่ 1 – 15 พ.ย.

30 ก.ย.59 ตามที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้เปิดระบบให้โรงเรียนนำส่งข้อมูลนักเรียนสอบ O-NET ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2559 โดย สทศ.จะเปิดระบบให้โรงเรียนตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ O-NET ทุกระดับชั้น (รอบที่ 1) ในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 หากทางโรงเรียนตรวจสอบแล้ว และต้องการเพิ่ม/ลดจำนวนนักเรียนให้ดำเนินการผ่านระบบ O-NET ตั้งแต่วันที่ 10 – 31 ตุลาคม 2559 (สทศ.จะไม่อนุมัติกรณีขอแก้ไขความไม่ถูกต้องของชื่อ สกุล เลขประจำตัวประชาชน หรือ แก้ไขข้อมูลเด็กพิเศษ หากโรงเรียนประสงค์จะแก้ไขข้อมูลดังกล่าวให้ใช้แบบฟอร์ม สทศ.6 แบบฟอร์มคำขอแก้ไขข้อมูล พร้อมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่งมาที่ สทศ.ทางไปรษณีย์ หรือ นำส่งเอกสารดังกล่าว ณ สนามสอบในวันสอบ O-NET ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.niets.or.th)

สำหรับนักเรียนเทียบเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ต้องการใช้ผลคะแนนสอบ O-NET ปีการศึกษา 2559 สมัครสอบได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2559 ส่วนนักเรียนเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2559 ผ่านทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสมัคร (นักเรียนเทียบเท่า หมายถึง นักเรียนที่ไม่ได้ศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้แก่ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย นาฏศิลป์ อาชีวศึกษา การจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือ Home school เป็นต้น) ทั้งนี้ หากไม่ดำเนินการภายในช่วงเวลาดังกล่าว สทศ.จะไม่พิจารณาให้เป็นผู้มีสิทธิ์สอบ

กำหนดการสอบ O-NET ป.6 สอบวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 (ประกาศผลสอบวันที่ 25 มีนาคม 2560) O-NET ม.3 สอบวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์ 2560 (ประกาศผลสอบวันที่ 26 มีนาคม 2560) และ O-NET ม.6 สอบวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2560 (ประกาศผลสอบวันที่ 20 มีนาคม 2560) ติดตามรายละเอียดการสอบ O-NET ได้ที่เว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th

​จึงเรียนมาเพื่อโปรดเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลดังกล่าว

128 อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น 36 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร.0-2217-3800 โทรสาร 0-2219-2996 เว็บไซต์ http://www.niets.or.th

เปิดโผ5อันดับมหาวิทยาลัยชื่อดัง แพงระยับขนาด6หลักต่อเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237851

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 14.36 น.

30 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวปไซด์บ้านคุ้มค่า ได้เผยแพร่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยที่มีค่าเทอม(ค่าหน่วยกิต)สูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย

1.มหาวิทยาลัยอัสสัมขัญ (AU) พัฒนามาจาก “โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ” ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ.2512 และได้รับวิทยฐานะเป็น “โรงเรียนอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ” ในปี พ.ศ.2515 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ.2518 ย้ายสังกัดมาอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยโดยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ” หรือ Assumption Business Administion Collage ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “เอแบค” จนกระทั่งวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2533 ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัย และได้ชื่อว่า “ทหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในเครือคณะภราดรเซนต์คาเบรียล มี 3 วิทยาเขต ตั้งอยู่ที่ เขคบางกะปิ กรุงเทพมหานคร อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ และ city campus ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิลด์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่มีระบบการสอนหลักสูตรนานาชาติ และยังเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีจำนวนศาสตราจารย์มากที่สุดในประเทศไทย หลักสูตรที่แพงที่สุดคือ Aeronautic Engineering – Multi-Crew Pilot ค่าเทอม 1,07X,XXX บาท/เทอม

2.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2477 ดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นตลาดวิชา เพื่อการศึกษาด้านกฎหมายและการเมือง สำหรับประชาชนทั่วไป โดยใช้ชื่อในขณะนั้นว่า “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง” เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และมีประวัติศาสตร์ผูกพันกับการพัฒนาทางการเมือง และความเป็นไปของชาติ ตลอดจนเรื่องของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย นับเป็นสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ อาทิเช่น นายกรัฐมนตรี ประธานศาล ประธานรัฐสภา นักการเมือง เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ หลักสูตรที่แพงที่สุด คือ B.Eng.double degree ( NSMU ) ค่าเทอม 23X,XXX บาท/เทอม

3.มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ ประเทศไทย (Webster) เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การเรียนรู้กว่า 100 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วโลก ในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์สหรัฐอเมริกา โดยผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน  พ.ศ.2540 โดยเปิดสอนทั้งในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา สามารถโยกย้ายระหว่างแคมปัสและโอนหน่วยกิตได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายความว่ามหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ ประเทศไทย เปิดประตูสู่โอกาสให้สามารถย้ายไปเรียนในแคมปัสต่างๆในเครือที่กระจายอยู่ทั่วโลกได้ หลักสูตรที่แพงที่สุดคือ B.A. ค่าเทอม 20x,xxx บาท / เทอม

4.มหาวิทยาลัยมหิดล (MU) เป็นสถาบันที่มีที่มาจากการเป็นโรงเรียนแพทย์ ณ โรงพยาบาลศิริราช ชื่อว่า “โรงเรียนแพทยากร” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2432 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นในวันที่ 7 กุมภาพันธุ์2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “มหิดล” อันเป็นพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ใช้แทนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็น มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรที่แพงที่สุดคือ B.A. Entertainment Media Production ค่าเทอม 16X,XXX บาท / เทอม

5.สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT เป็นสถาบันการศึกษานานาชาติเอกชน ก่อตั้งเมื่อพ.ศ.2502 โดยความร่วมมือจากกลุ่มประเทศสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในชื่อ “โรงเรียนวิศวกรรมสปอ. (SEATO Graduate School of Enginerring) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสถาบันอิสระในชื่อปัจจุนเมื่อเดือรพฤศจิกายน พศ.2510 เปิดสอนระดับอุดมศึกษา (ปริญญาโท และ ปริญญาเอก) โดยเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการจัดการ ในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย มีศูนย์กลางการบริหารงานอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี หลักสูตรแพงสุด คือ B.Eng., B.Sc. ค่าเทอม 15X,XXX บาท/ เทอม

ทร.ร่วมลงนามพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืน เพื่อครอบคุมพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237845

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 14.08 น.

30 ก.ย. 59 เวลา 10.30น. ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.อ. ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานฝ่ายกองทัพเรือในพิธีลงความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย โดยมี นาวาเอกพิชาเยนทร์ ตันประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด MR.Deog-Soo Kim รองประธานบริษัทแดวูชิปบิลดิ้งแอนด์ มารเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(DSME) และนายอนุรักษ์ อินทรภูวศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไฮ-เทค เอเจ โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมลงนามฯ ทั้งยังมี พล.ร.ท.สุทธินันท์ สกุลภุชพงษ์ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ พล.ร.ต.สมารมภ์ ชั้นสุวรรณ เจ้ากรมพัฒนาการช่าง กรมอู่ทหารเรือ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในครั้งนี้
ทั้งนี้สำหรับพิธีลงความร่วมมือในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นการร่วมมือกันในการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนระหว่าง กองทัพเรือ บริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด บริษัท แดวูชิปบิลดิ้งแอนด์ มารีเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และ บริษัท ไฮ – เทค เอเจ โฮลดิ้ง จำกัด โดยกองทัพเรือ มอบหมายให้กรมอู่ทหารเรือเป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาอู่เรือแบบยั่งยืนของราชอาณาจักรไทย ซึ่งมุ่งเน้นในการแสวงหาความร่วมมือ เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการซ่อม สร้าง และดัดแปลงเรือ ของกรมอู่ทหารเรือ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนากองทัพเรือตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2558 – 2567 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสนับสนุนให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

สมศ.เปิดโมเดลการประเมิน 4 ประเทศ เตรียมวางรูปแบบวิธีประเมินของไทยใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237724

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดโมเดลการประเมินของ4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์โดยพบว่ากรอบการดำเนินงานในการประเมินคุณภาพการศึกษาของทั้ง 4 ประเทศ ล้วนมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ ทั้งนี้ สมศ. ยังเผยวาระเร่งด่วนในการทำงานของ สมศ. โดยกำลังดำเนินงานวางแผนรูปแบบวิธีการประเมินคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทประเทศไทยและนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล เพื่อให้ได้รูปแบบการประเมินคุณภาพใหม่ที่จะสามารถเป็นกรอบการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาที่มีมาตรฐานการศึกษาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด รวมถึงยังสามารถเป็นเครื่องมือในการสะท้อนสภาพการศึกษาของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวจะสามารถเป็นตัวกำหนดทิศทางและนโยบายการพัฒนาการศึกษาของประเทศได้ ทั้งนี้ ในอนาคตอันใกล้คาดว่าประเทศไทยจะได้รูปแบบวิธีการประเมินที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะสมกับบริบทประเทศไทยมากที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมา โดยคาดว่ารูปแบบวิธีการประเมินของ สมศ. จะสามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้เร็วๆ นี้

 

วธ.นำร่อง สอนโขนเด็ก-เยาวชน วิทยาลัยนาฏศิลป์ พร้อมเผยแพร่องค์ความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237725

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงการเผยแพร่องค์ความรู้และส่งเสริมให้มีการจัดตั้งคณะโขนเด็กในสถานศึกษา ว่า ได้มีการมอบหมายให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งกำกับดูแลวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั่วประเทศ จำนวน 12 แห่ง เป็นหน่วยงานนำร่องในการส่งเสริมการเรียนการสอนการแสดงโขนเด็ก โดยจะมีการส่งครูจากวิทยาลัยนาฏศิลป์แต่ละแห่งลงพื้นที่ไปช่วยฝึกสอนให้เด็กและเยาวชนมีความรู้เกี่ยวกับโขนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการจัดการเรียน การสอน ในวิทยาลัยนาฏศิลป์แต่ละแห่งอาจจะมีการเปิดรับสมัครเยาวชนที่สนใจเรียนการแสดงโขน เข้ามาสมัครเรียนกับครูจากวิทยาลัยนาฏศิลป์แต่ละแห่งด้วย นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือเรื่องการจัดทำหัวโขนที่มีขนาดเหมาะสม และมีน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชนที่ใช้ในการฝึกซ้อมและแสดง เนื่องจากในปัจจุบันการแสดงโขนเด็กยังไม่มีหัวโขนที่เหมาะสม รวมทั้งมีขนาดและน้ำหนักมาก ไม่เอื้ออำนวยในการแสดงของเด็ก อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ที่ประชุมหารือเรื่องการส่งเสริมให้มีการประกวดการแสดงโขนเด็ก เพื่อเปิดเวทีให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถและเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ด้วย

‘กยศ.’บักโกรกหนัก 12ปีนศ.ชักดาบเพียบ ยอดหนี้เฉียดแสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237803

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

‘กยศ.’บักโกรกหนัก12ปีนศ.ชักดาบเพียบยอดหนี้เฉียดแสนล.ฟ้องแหลก9แสนราย

น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 กันยายนว่า ตัวเลขผู้กู้ กยศ. ในปีการศึกษา 2559 ที่ได้รับสิทธิ์กู้ยืมและอยู่ระหว่างการโอนเงินทั้งผู้กู้รายเก่าและรายใหม่ ล่าสุดมีจำนวน 458,389 ราย แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 70,301 ราย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 52,159 ราย ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค(ปวท.)/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 55,800 ราย วงเงินประมาณ 18,605 ล้านบาท โดยขณะนี้กระบวนการกู้ยืมว่ายังไม่ถือว่าสิ้นสุดและยังมีผู้กู้บางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาปล่อยกู้

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้กู้ที่ผิดนัดชำระเงินกู้ กยศ. นั้น ภาพรวมผู้กู้ที่ค้างชำระสะสมตั้งแต่ปี 2547 และถูกฟ้องร้องแล้วกว่า 900,000 ราย มูลหนี้รวมประมาณ 90,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2559 กยศ. ได้ฟ้องร้องไปแล้ว 170,000 ราย กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) 85,000 ราย อยู่ระหว่างถูกบังคับคดี และส่งเรื่องให้ทนายความดำเนินการสืบทรัพย์ เพื่อยึดทรัพย์แล้ว ประมาณ 50,000 ราย มูลหนี้รวมกว่า 4,000 ล้านบาท

ผู้จัดการกยศ. กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเลขการชำระเงิน ปีนี้มียอดล่าสุดอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่า เป็นเพราะมาตรการที่กยศ. ออกมากระตุ้นจูงใจให้ผู้กู้ที่ค้างชำ มาชำระหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ทำความร่วมมือกับองค์กรนายจ้าง สถานประกอบการในการหักเงินเดือนผู้กู้เพื่อชำระหนี้ การลดเบี้ยปรับสำหรับผู้ที่มาปิดบัญชี เป็นต้น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง ซึ่งกยศ. จะพยายามหามาตรการใหม่ ๆ ออกมา เพราะไม่อยากให้เกิดการฟ้องร้อง

น.ส.ฑิตติมา ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ขอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินกยศ. ที่กำหนดให้ผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 ว่า ทาง กยศ.ต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมในปีนี้ก่อน ว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือเป็นมติของคณะกรรมการ กยศ. ที่อยากให้เด็กตั้งใจเรียน ซึ่งสถานศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะหากเด็กเรียนได้เกรดต่ำกว่า 2.00 ก็จะไม่จบการศึกษา ดังนั้น จึงมีมาตรการดังกล่าวออกมาเพื่อเป็นตัวกระตุ้น

อาชีวะเผยความสำเร็จโครงการ The Explorers นศ.เรียนจบ 13 คน เข้าทำงานได้ทันที 12 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237726

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยถึงการจัดโครงการ The Explorers ร่วมกับไมเนอร์ โฮเต็ล ว่า เป็นโครงการในระยะเวลา 1 ปี ที่นักศึกษาจะได้มีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานงานบริการระดับสากล และได้รับการรับรองคุณวุฒิจาก Australian QualificationFramework ประกอบกับการฝึกประสบการณ์กับครูฝึกในสถานประกอบการจริง และได้รับการฝึกพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษกับครูสอนภาษาโดยตรง โดยโครงการได้พัฒนาหลักสูตรจากหลักการเรียนรู้แบบผสมผสาน(Blended Learning Approach) รูปแบบ70:20:10 โดยร้อยละ 70 ของหลักสูตรคือการฝึกลงมือปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ ผ่านการดูแลของครูฝึก ร้อยละ 20 ผ่านการเรียนเชิงทฤษฎีจากระบบออนไลน์ และอีกร้อยละ 10 คือการพบหัวหน้าโครงการเพื่อการประเมิน และติดตามผลการเรียน เมื่อจบโครงการ นอกจากนักศึกษาจะได้รับคุณวุฒิจากสถานศึกษาแล้ว นักศึกษายังได้รับประกาศนียบัตรด้านการบริการระดับ 3 จากประเทศออสเตรเลียอีกด้วย ซึ่งนักศึกษาสามารถใช้เพื่อเทียบเคียงคุณวุฒิ หากมีความประสงค์จะศึกษาในระดับ 4 และสูงกว่าของออสเตรเลียได้ ทั้งนี้ มีผู้สำเร็จจากโครงการนี้จำนวน 13 คน และไมเนอร์โฮเต็ลรับเข้าทำงานต่อทันทีจำนวน 12 คน โดยนักศึกษา 6 คน เข้าร่วมงานกับโรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ รีสอร์ท นักศึกษา 5 คน เข้าร่วมงานกับโรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา และนักศึกษา 1 คน เข้าร่วมกับโรงแรมอวานี่ขอนแก่น คอนเว็นต์ชั่น เซ็นเตอร์ และอีก 1 คน ประสงค์ที่จะศึกษาต่อ

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า โครงการ “The Explorer” ได้เปิดตัวในประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ในปี 2558 โดยเริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี 2557 ในประเทศมัลดีฟส์ ซึ่งรุ่นแรกในประเทศไทย มีนักศึกษาอาชีวศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก(ผู้สมัครกว่า 70 คน) จำนวน 6 สถานศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า จังหวัดนครปฐม วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพชุมแพ จังหวัดขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และวิทยาลัยการอาชีพหนองหาน จังหวัดอุดรธานีและในปี 2559 นี้ รุ่น 2 มีนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก (ผู้สมัครกว่า 150 คน) จำนวน25 คน จาก 6 สถานศึกษาอาชีวะรัฐ ได้แก่วิทยาลัยการอาชีพไกลกังวล 2 วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า วิทยาลัยเทคนิคชุมแพ วิทยาลัยเทคนิคพังงา วิทยาลัยอาชีวศึกษาหนองคายและ 2 สถานศึกษาอาชีวะเอกชน ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก และวิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา