เก็บมาคิด : จากภาพมายา สู่ ความเป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237723

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

แม้ว่าประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา แต่การพัฒนาประชาคมอาเซียนรวมทั้งการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และโอกาสที่คนไทยจะได้รับจากประชาคมอาเซียน ก็ยังมีคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์บอกว่าก่อนหลายปีว่าต้องการให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้รับผลประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริง

แต่สำหรับคนที่ติดตามโครงการประกวดคลิปวีดีโอ ในหัวข้อ “ประชาคมอาเซียนในฝันของฉัน” ของกรมอาเซียนก็จะพบว่า การจะได้รับประโยชน์จากกลุ่มประชาคมอาเซียนจะต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการบอกเล่า สร้างสรรค์ ผลงานของตัวเอง เพื่อนำเอาไปเก็บเกี่ยวประโยชน์จากกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะการเปิดเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนเป็นการเพียง ขยายโอกาสให้คนในอาเซียนทั้งหมดเชื่อมถึงกันอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ใครจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ คุณภาพของแต่ละบุคคลในเมื่อทุกคนสามารถมีโอกาสที่เท่าเทียมกันแล้ว

ตัวอย่างที่เห็นได้จากผลงานการส่งวีดีโอของเยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ได้ร่วมแสดงความเห็นว่า อยากเห็นประชาคมอาเซียนพัฒนาต่อไปในทิศทางใด ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบคลิปวีดีโอ มีภาพที่ปรากฏให้เห็นในหลายภาคส่วนดังต่อไปนี้

ผลงานที่ได้รับรางวัล ชนะเลิศในระดับมัธยมศึกษา ของ ด.ญ.วริศรา อินทะเขื่อน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสา จังหวัดน่าน ในผลงานที่ชื่อว่า “น้ำไหลไปทั่วโลก Woven World”บอกเล่าถึงเด็กผู้หญิงที่เติบโตมาในครอบครัวของการทอผ้าลายน้ำไหล และมีความต้องการที่จะบอกให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้รับรู้ถึงความสวยงามของผ้าทอดังกล่าว จึงใช้สื่อออนไลน์ที่ตนเองถนัดเผยแพร่เรื่องราวของผ้าลายน้ำไหลจนเป็นรับรู้อย่างกว้างขวาง

แนวคิดหลักหรือจุดเด่นของเรื่องที่ทำให้คว้ารางวัลนี้มาได้ อยู่ที่การนำศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าทอลายท้องถิ่นของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีเอกลักษณ์ความงดงาม สะท้อนให้กลุ่มประชาคมอาเซียนได้เห็นถึงความอ่อนช้อย ความประณีตด้านงานหัตถกรรมของเมืองไทย ที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าถึงปัจจุบัน ผ่านสื่อโซเชียลให้คนทั่วอาเซียนได้เห็นถึงความรู้ความสามารถด้านงานศิลป์ของคนไทย เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยความงดงามเหล่านี้ก็ไม่เคยจางหายไปอีกทั้งยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้สืบทอดกันต่อไปสู่กลุ่มคนรุ่นหลัง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เป็นของ นายกิตติพัฒน์ จำปาทอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมารีวิทยา จังหวัดปราจีนบุรี ในเรื่อง “อาเซียนร่วมใจ” เนื้อหาของคลิปจะนำเสนอถึงความก้าวหน้าไปสู่ความมั่งคั่งพร้อมกัน โดยมองว่า โลกยุคโลกาภิวัตน์ ผู้ที่มีชัยในสงครามเศรษฐกิจ คือคนที่ได้เปรียบเท่านั้น ดังนั้นบนสังเวียนเส้นทางแห่งประชาคมอาเซียนเราจะมาแก่งแย่งชิงดีกันเองไม่ได้ หากแต่ต้องมีความร่วมมือร่วมใจกันของคนทุกคนในชาติ โดยเนื้อหาดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงของอาเซียน ประกอบกับความเห็นส่วนตัวอยากจะทำผลงานออกมาในรูปแบบเพลงเพื่อให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจง่าย โดยเนื้อหาตั้งใจนำเสนอเรื่องการรวมตัวที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน และความหวังในการเป็นปึกแผ่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2ของ นางสาวชนิษฎา อ่อนอรุณ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดทรงธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ชื่อว่า “See YouAgain แล้วพบกันใหม่” เล่าเรื่องราวของ “ลิลลี่” นักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศสิงคโปร์ ที่เข้ามาเรียนในประเทศไทยและ “ต้น” เด็กชายชาวไทย ที่แอบชอบลิลลี่ แต่ด้วยภาษาทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างลำบาก ทำให้ต้นคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเมื่อเธอเรียนจบก็ต้องกลับสิงคโปร์ แต่แล้วเมื่อต้นได้เรียนวิชาสังคม เรื่องประชาคมอาเซียน ทำให้เด็กชายเกิดแรงบันดาลใจมุ่งมั่นเรียนภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น จนสามารถสื่อสารกับลิลลี่ได้อย่างเข้าใจ

เนื้อหาของคลิปวีดีโอนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในเรื่องของภาษาของคนไทย เมื่อเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว ก็จำเป็นต้องพยายามฝึกฝนภาษาทางการอย่างภาษาอังกฤษให้มีความชำนาญ เพื่อใช้ในการสื่อสารอีกทั้งเพื่อความก้าวหน้าธุรกิจ การศึกษาและอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงเรื่องของความรักอย่างเช่นตัวละครในคลิปดังกล่าว

การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่ใช่ความหมายที่ว่า เราจะรอรับ “การให้”จากอาเซียน แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะสร้างคุณค่าของเราเองให้อาเซียนต้อง “มาขอ” เราเองต่างหาก และวันนี้ คนไทยทั้งประเทศพร้อมจะสร้างคุณค่าให้กับประเทศชาติกันหรือยัง

ชนิตร ภู่กาญจน์

ปวงชนชาวไทยหลอมรวมใจ ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237756

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559, 17.23 น.

29 ก.ย.59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง เปิดให้คณะบุคคลและประชาชนลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. โดยมีประชาชนและตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เดินทางนำแจกันดอกไม้ พานพุ่มดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวายอย่างต่อเนื่อง อาทิ การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ผู้นำสหกรณ์ชั้นสูง รุ่นที่ 12 สันติบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, ผู้บริหารและพนักงานบริษัทสินทรัพย์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำโดย ดร.สมนึก สงวนสิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัทสินทรัพย์ ประกันภัย, อาสาสมัครพัฒนาสังคม (กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) อพม.กทม.รุ่นที่ 2, สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดง กรมการปกครอง, กองทัพน้อยที่ 1 และข้าราชการ, ชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลธัญบุรี จ.ปทุมธานี,

คณะครูโรงเรียนบ้านลาดบัวข้าว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา, กองพันอาสาสมัครรักษาหมู่บ้านหญิงเหล็กโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี, ชมรมเทเบิลเทนนิสคนพิการไทย, คณะเทศบาลตำบลกงพานพันดอน ต.พันดอน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี, คณะข้าราชการกรมพลาธิการทหารบก, สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนและโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน, ชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.กาญจนบุรี, นางสรัลพร เหลืองอ่อน ชาวบ้านตำบลวัดโบสถ์ อ.พนัญนิคม จ.ชลบุรี, คณะนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ 27 และครอบครัว, คณะ อบต.ปากพลี จ.นครนายก, คณะเจ้าหน้าที่และช่างสถาบันสิริกิติ์, คณะครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 100 บ้านคันนาหิน จ.ลพบุรี, ชมรมผู้สูงอายุวัดหงษาราม ศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา, ชมรมคนรักในหลวง จ.นครนายก, คณะครูและผู้บริหาร โรงเรียนวัดนวลนรดิศ, นายพิสิษฐ์ จันทร์ประเสริฐ ชาวบ้าน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ, คณะเพื่อนเดินอากาศไทย 28/3, มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา, ผู้เข้าร่วมอบรมรักษาความมั่นคงภายใน รุ่นที่ 55, นายกเทศมนตรี พร้อมผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ต.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร, คณะผู้บริหารและชมรมผู้สูงอายุ ต.บางตะไนย์ จ.นนทบุรี, บริษัทรักษาความปลอดภัย ที.เอส.จี. อินเตอร์การ์ด จำกัด เป็นต้น

 

‘จุฬาฯ’ฉลอง100ปี เปิดตัว’ตะขาบน้ำตก’ชนิดใหม่ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237746

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.49 น.

29 ก.ย.59 ที่โรงแรมสุโกศล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) แถลงข่าว “100  ปี จุฬาฯ 100 การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย และความร่วมมืออาเซียนเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขุมทรัพย์ชีวภาพแห่งภูมิภาค”

โดย ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ตามที่จุฬาฯ ได้ประกาศเป็นเสาหลักของแผ่นดินและมีนโยบายยุทธศาสตร์การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัยสู่ spin-off เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ในภาคอุตสาหกรรม และพัฒนาสังคม ซึ่งที่ผ่านมาจุฬาฯ ได้พยายามการส่งเสริมให้งานวิจัยสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ภายใต้แนวคิดหลัก 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.อาจารย์ นิสิต ต้องสร้างงานวิจัยบนพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่เดิม 2.งานวิจัยเชิงวิชาการต้องเป็นหัวข้อวิจัยที่สามารถผลิตเป็นผลจริง ตอบโจทย์ในอนาคต และ 3.ต้องเป็นงานวิจัยที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและขยายผลไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเป็นการเสริมประเทศให้มีความแข็งแกร่ง ทั้งนี้ จากผลงานวิจัยของ ศ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทแมติกส์ของสัตว์ ได้แสดงให้เห็นเด่นชัดว่าสามารถนำไปสู่เป้าประสงค์ดังกล่าวได้

ด้าน ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทแมติกส์ของสัตว์ กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะงานทางอนุกรมวิธานที่เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น “ขุมทรัพย์แห่งชาติ” ที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในเชิงการอนุรักษ์ และฐานสำคัญของ “ธุรกิจชีวภาพ Bio-economy” ที่ผ่านมาตนได้ค้นพบสายพันธุ์หอยทากมากมายหลายร้อยสายพันธุ์ในประเทศและต่างประเทศ และมากกว่า 70 สายพันธุ์ที่พบว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก และเมื่อปี พ.ศ.2545 ได้ขยายงานวิจัยด้วยโครงการวิจัย ความหลากหลายทางชีวภาพของกิ้งกือ ไส้เดือน และตะขาบ” ได้ค้นพบสายพันธุ์ใหม่และสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ จนมีผลงานตีพิมพ์และได้รับรางวัลต่างๆ จำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังเกิดความร่วมมือกับนักวิจัยในอาเซียน เพื่อการศึกษาสายพันธุ์ของทรัพยากรชีวภาพของภูมิภาค เพื่อตอบโจทย์ทางการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกถึง 245 ชนิด แบ่งเป็นหอยทากบก 121 ชนิด กิ้งกือ 76 ชนิด ไส้เดือน 45ชนิด และตะขาบ 3 ชนิด ทำให้ภาพของความหลากหลายทางชีวภาพชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับการวิจัยและพัฒนาในเวลาต่อมา ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง SNAIL 8 ภายใต้บริษัท SIAM SNAIL และการผลิตสายพันธุ์ไส้เดือนดินสายพันธุ์ไทย และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ยืนยันถึงมูลค่ามหาศาลของความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ที่จะสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างสูงให้แก่ประเทศได้หลุดพ้นกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และยิ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้ร่วมมือกันกับประเทศในอาเซียน

“ขณะนี้ได้มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่เคยได้รายงานมาก่อน ซึ่งถือเป็น highlight ของประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน อาทิ ตะขาบชนิดใหม่ของโลก คือ ตะขาบน้ำตก พบได้ที่ ลาว เวียดนาม และไทยพบที่เขาสก จ.สุราษฏร์ธานี ,กิ้งกือมังกร ,กิ้งกือกระสุน ,กิ้งกือตะเข็บ, และไส้เดือน อีก 7 ชนิด นอกจากนั้น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้รวบรวมบัญชีราบการสปีชี่ส์ของหอยทางบก กิ้งกือ ไส้เดือน และตะขาบที่ค้นพบใหม่ในประเทศไทยดังนี้  หอยทากบก พบแล้วมากกว่า 574 ชนิด เป็นชนิดใหม่ 121 ชนิด 5 สกุลใหม่ และ 1 วงศ์ใหม่ แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือหอยพื้นดิน หอยต้นไม้ หอยถ้ำ และหอยทากป่าชายเลน , ไส้เดือน พบแล้วมากกว่า 80 ชนิด เป็นไส้เดือนชนิดใหม่ของโลกถึง 45  ชนิด จากการศึกษาของทางหน่วยวิจัยพบว่า สามารถแบ่งไส้เดือนในประเทศไทยออกเป็น 4 ประเภทคือ ไส้เดือนดิน ไส้เดือนสะเทิน ไส้เดือนชายหาด และไส้เดือนจิ๋ว ,กิ้งกือ พบแล้วทั้งสิ้น 193 ชนิด เป็นชนิดใหม่ของโลกถึง 76 ชนิด และตั้งสกุลใหม่ 5 สกุล แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ กิ้งกือกระบอก กิ้งกือหลังแบน และกิ้งกือกระสุน และตะขาบ พบแล้วทั้งสิ้น 47 ชนิด เป็นชนิดใหม่ของโลก 3 ชนิด อยู่ระหว่างการเสนอเป็นชนิดใหม่อีก 2 ชนิด แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ ตะขาบบ้าน ตะขาบดิน ตะขาบหิน และตะขาบขายาว”ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.ธีรยุทธ์ วิไลวัลย์ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมาคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของประชาชนได้ ซึ่งต่างได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีทั้งจากจุฬาฯ ภาครัฐหลายหน่วยงาน รวมถึงภาคเอกชนหลายแห่งที่เข้ามาร่วมสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น เพื่อให้ผลงานวิจัยไทยลงจากหิ้งไปสู่ห้าง อย่างไรก็ตาม การนำเสนองานวิจัยครั้งนี้ จะเป็นการจุดประกายให้คนหันมาสนใจงานด้านวิทยาศาสตร์ และใช้นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์สร้างชาติต่อไป

ส่วน รศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สกว. กล่าวว่า สกว.เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยพื้นฐาน และนำผลงานวิจัยไปสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมและสู่ภาคการผลิตที่มีคุณภาพ สร้างผลกระทบสูงต่อภาคธุรกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการปฎิรูประบบการวิจัยของประเทศเพื่อให้เกิดการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ และเป็นงานวิจัยทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ดังนั้นผลงานวิจัยต้องนำไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงวิชาการ และเชิงพาณิชย์เพื่อต่อยออดและเพิ่มมูลค่าการผลิตได้

 

‘บ้านสมเด็จฯ’ฉลองวันสถาปนา124ปี ‘ดาว์พงษ์’ดันมรภ.ปรับหลักสูตรผลิตครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237735

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.27 น.

29 ก.ย.59 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้จัด “งานครบรอบ 124 ปี การสถาปนาการฝึกหัดครูไทย และวันคล้ายวันสถาปนากรมการฝึกหัสครู” โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิด มี รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) รศ.ดร.สมบัติ คชสิทธิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ปธ.ทปอ.มรภ.) ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พร้อมด้วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ อาจารย์ และนิสิต นักศึกษา เข้าร่วมงานกว่า 500 คน

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายการผลิตครูในศตวรรษที่ 21” ตอนหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นสถาบันฝึกหัดครูที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานจึงควรภาคภูมิใจกับบทบาทสำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงความพยายามในการผลิตครูที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งคำว่า “ครู” นั้นมีความผูกพันกับคนจำนวนมาก ครูเป็นปัจจัยหลักหนึ่งของการพัฒนาประเทศโดยรวม ทุกประเทศต้องการเด็กเก่ง เด็กดี เด็กมีความสุข และการจะทำให้เกิด 3 สิ่งนี้ได้จะต้องโยงกับ 3 ส่วนหลักคือ สังคม ครอบครัว และโรงเรียน ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้โรงเรียนดีได้นั้นก็คือครู

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นโยบายการผลิตครูในศตวรรษที่ 21 ของการศึกษาไทย จะต้องผลิตครูให้มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรู้ มุ่งมั่นในเรื่องที่สอน มีเทคนิคการถ่ายทอดที่ดีเพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่าย มีความรู้ ICT มีบุคลิกภาพที่ดี ที่สำคัญมีทักษะการพูดที่ดี พูดให้เด็กเข้าใจง่ายในเวลาที่กำหนด และรู้จักพูดจูงใจนักเรียน ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ (ทปอ.มรภ.) ปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครู โดยให้เน้นเรื่องของจิตวิทยาเด็กเป็นพิเศษ จิตวิทยาการเรียนการสอน ครูจะต้องมีจิตวิทยาในการลงโทษนักเรียน และรู้จักการสร้างแรงจูงใจ มีเทคนิคการพูดการสอน รวมถึงให้สถาบันที่ผลิตครูลงไปตรวจสอบผลลับจากนักเรียนที่ครูฝึกหัดลงไปสอนด้วยว่าผลลับเป็นอย่างไร

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ระบบการผลิตครูในอนาคตจะแบ่งสัดส่วนการผลิตจากอัตราเกษียณอายุราชการ เป็น 25:40:35 คือ โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น 25% การผลิตครูระบบปิด 40% ซึ่งจะแบ่งโควตาในสถาบันผลิตครูตามขีดความสามารถ และอีก 35% เป็นการผลิตครูระบบเปิดทั่วไป อย่างไรก็ตามปัญหาการผลิตครูในปัจจุบันคือ เปิดสอนมากเกินความจำเป็น มีมาตรฐานต่างกัน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานขาดความเข้มงวด จริงจัง หลักสูตรการผลิตครูไม่เน้นความบูรณาการสมรรถนะการสอนแบบใหม่ ไม่มีจิตวิญญาณความเป็นครู ไม่เน้นความรู้เชิงบูรณาการและเทคนิคการสอน ในช่วง 1-4 ปีที่เรียนไม่เน้นภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการสอนในชั้นเรียน การสังเกตแนวคิดของนักเรียน และการทำงานร่วมกันของครู

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเรื่องการผลิตครู ได้กำชับให้ผมทำหลักสูตรการผลิตครูให้มีความเข้มแข็งเหมือนในอดีต ซึ่งขณะนี้ผมได้ตั้งคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครูแล้ว และทาง ทปอ.มรภ.ได้เสนอกรอบหลักสูตรในการผลิตครูมาแล้ว จากนี้ จะนำมาพิจารณาร่วมกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยวางเงื่อนเวลาว่าหลักสูตรผลิตครูใหม่จะต้องแล้วเสร็จ เพื่อใช้นำร่องในการผลิตครู ปีการศึกษา 2560” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

‘กยศ.’ยอดหนี้12ปีพุ่ง9หมื่นล้าน ผู้กู้ค้างชำระถูกฟ้องกว่า9แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237689

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559, 14.20 น.

29 ก.ย.59 น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้กู้ กยศ. ในปีการศึกษา 2559 ที่ได้รับสิทธิ์กู้ยืมและอยู่ระหว่างการโอนเงินทั้งผู้กู้รายเก่าและรายใหม่ ข้อมูลล่าสุดมีจำนวน 458,389 ราย แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 70,301 ราย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 52,159 ราย ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.)/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 55,800 ราย วงเงินประมาณ 18,605 ล้านบาท โดยขณะนี้กระบวนการกู้ยืมว่ายังไม่ถือว่าสิ้นสุดและยังมีผู้กู้บางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาปล่อยกู้ สำหรับความคืบหน้าในเรื่องการดำเนินคดีกับผู้กู้ที่ผิดนัดชำระเงินกู้ กยศ.นั้น ภาพรวมผู้กู้ที่ค้างชำระสะสมตั้งแต่ปี 2547 และถูกฟ้องร้องแล้วกว่า 900,000 ราย มูลหนี้รวมประมาณ 90,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2559 กยศ.ได้ดำเนินการฟ้องร้องไปแล้ว 170,000 ราย กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) 85,000 ราย อยู่ระหว่างถูกบังคับคดี และส่งเรื่องให้ทนายความดำเนินการสืบทรัพย์ เพื่อยึดทรัพย์แล้ว ประมาณ 50,000 ราย มูลหนี้รวมกว่า 4,000 ล้านบาท

ผู้จัดการ กยศ.กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเลขการชำระเงิน ปีนี้มียอดล่าสุดอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่า เป็นเพราะมาตรการที่กยศ. ออกมากระตุ้นจูงใจให้ผู้กู้ที่ค้างชำ มาชำระหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง ทำความร่วมมือกับองค์กรนายจ้าง สถานประกอบการในการหักเงินเดือนผู้กู้เพื่อชำระหนี้ การลดเบี้ยปรับสำหรับผู้ที่มาปิดบัญชี เป็นต้น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง ซึ่ง กยศ.จะพยายามหามาตรการใหม่ๆ ออกมา เพราะไม่อยากให้เกิดการฟ้องร้อง

“ส่วนกรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ขอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินกยศ. ที่กำหนดว่าผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 นั้น กยศ.ต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมในปีนี้ก่อน ว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือเป็นมติของคณะกรรมการ กยศ. ที่อยากให้เด็กตั้งใจเรียน ซึ่งสถานศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะหากเด็กเรียนได้เกรดต่ำกว่า 2.00 ก็จะไม่จบการศึกษา ดังนั้น จึงมีมาตรการดังกล่าวออกมาเพื่อเป็นตัวกระตุ้น” ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

จปร.จัดเทิดเกียรตินายพลเกษียณ ‘บิ๊กติ๊ก-บิ๊กเต้’ร่วมงานสานต่อทหารอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237686

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559, 14.13 น.

29 ก.ย. 59 ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการ นายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2559 พร้อมด้วยพล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และนายทหารที่เกษียณอายุราชการในปีนี้ รวมจำนวน 387 คน โดยในช่วงเช้ามีพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิธีเทิดเกียรติ มอบกระบี่ และการสวนสนามเทิดเกียรติจากกองสวนพันผสม จำนวน 16 กองพัน ประกอบด้วยกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากหน่วยต่างๆ
ทั้งนี้พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วยผบ.ทบ. กล่าวสดุดีตอนหนึ่งว่า ในวาระที่ทุกคนจะต้องพ้นภาระหน้าที่จากกองทัพไปตามวิถีทางของการรับราชการ ในนามของกองทัพบกขอถือโอกาสนี้แสดงออกซึ่งมุทิตาจิตด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง ตลอดการรับราชการของทุกคนได้ปฎิบัติหน้าที่สมกับเป็นชายชาติทหาร ดูแลปกป้องประเทศชาติและประชาชน ได้สร้างคุณประโยชน์ส่วนรวมและทำให้กองทัพมั่นคงเข้มแข็ง มีเกียรติและศักดิ์ศรีมาจนทุกวันนี้ ซึ่งจากปณิธานการทำงานปรากฎเป็นผลงานที่น่ายกย่อง นับเป็นแบบอย่างและเป็นแรงผลักดัน ให้นายทหารรุ่นหลังได้สานต่อ มีการปฎิบัติหน้าที่ตามแนวทางของทหารอาชีพ  เพื่อความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชน แม้ระยะเวลาการรับราชการจะสิ้นสุดลง แต่เชื่อมั่นว่าวิถีชีวิตความเป็นทหารหาญจะยังคงอยู่ในสายเลือดของทุกคนไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าพวกเราจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เป็นทหารของชาติที่พร้อมอุทิศเสียสละตนในการปฎิบัติหน้าที่ โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักสำคัญ
ขณะที่พล.อ.ปรีชา กล่าวเนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการว่า ตลอดอายุราชการที่ผ่านมา นายทหารทุกคนได้ทำหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาที่จะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แม้จะถึงเวลาเกษียณอายุราชการแล้วพวกเรายืนยันว่าพร้อมอุทิศตนสนับสนุนการดำเนินงานของกองทัพเมื่อมีโอกาส และขอฝากกำลังพลที่ยังรับราชการอยู่ ให้ดูแลรักษาเกียรติยศของทหารอย่างเต็มความสามารถ คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักและสามัคคีเพื่อประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งพัฒนากองทัพ ให้เจริญก้าวหน้าในฐานะกำลังหลักด้านความมั่นคงสืบไป

 

ทบ.เปิดพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ3ตค.นี้ หลังปรับปรุงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237555

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.10 น.

28 ก.ย.59 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. เปิดเผยว่า กองทัพบกได้ดำเนินการปรับปรุง “พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ” ภายในกองบัญชาการกองทัพบก กทม. ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย แต่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยขณะนี้การปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับชมได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.59 เป็นต้นไป ทั้งนี้เมื่อ 28 ก.ย.59 กองทัพบกได้จัดพิธีบวงสรวงอันเชิญพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐาน ณ ที่ตั้งเดิม และพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ โดยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ก่อตั้งมานานถึง 114 ปีทำให้รูปแบบการนำเสนอและตัวอาคารบางส่วนชำรุดและไม่ร่วมสมัย ดังนั้นกองทัพบกจึงได้ดำเนินการปรับปรุงให้มีความทันสมัยเทียบเท่ากับพิพิธภัณฑ์ของนานาประเทศ พร้อมปรับเนื้อหาการจัดแสดงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ ความกล้าหาญ ให้กับกำลังพลในกองทัพและผู้ที่เข้าเยี่ยมชม ตลอดจนใช้เป็นสถานที่สำหรับการต้อนรับบุคคลสำคัญที่มาเยือนกองทัพบก อีกวาระหนึ่งด้วย

สำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ นั้น มีการจัดแสดงทั้งหมด 3 ชั้น โดยมีการปรับปรุงในชั้นที่ 2 และชั้นที่ 4  ส่วนชั้นที่ 1 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังคงจัดแสดงในลักษณะเดิม ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องจัดแสดงอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึงสมัยสงครามเวียดนาม,ห้องจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จำลองวีรกรรมการรบทางบกรวมถึงอาวุธประเภทฟันและแทงที่ใช้ในสมัยโบราณ

ชั้นที่ 2 ประกอบด้วยห้องจอมทัพไทยแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของมหาราช 10 พระองค์ ด้วยภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์และธงชัยเฉลิมพล อีกทั้งยังเป็นสถานที่ในการปฏิบัติภารกิจสำคัญของกองทัพบก และชั้นที่ 3 ห้องบารมีปกเกล้าฯ จัดแสดงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงภาพและประวัติอดีตผู้บัญชาการทหารบก รวมทั้ง “คฑาจอมพล” ที่แสดงด้วยกราฟฟิคบอร์ดและวีดีทัศน์

อย่างไรก็ตามผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าชมเป็นหมู่คณะได้ใน วันเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02-2978058, 02-2977380 และ 02-2977347

 

คณะบุคคล-ประชาชนพร้อมใจ ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237524

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559, 15.15 น.

28 ก.ย.59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยตลอดวันนี้ได้มีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ พร้อมใจสวมเสื้อสีเหลืองนำพานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ และสิ่งของประจำถิ่นมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน มีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเหล่าพสกนิกรชาวไทยตลอดไป อาทิ ชมรมจิตรอาสา โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์, ชมรมสร้างเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ จ.อำนาจเจริญ, คณะกรรมการสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2559 พร้อมสภานักเรียน, ชมรมอดีตพนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, คณะผู้สูงอายุ ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม, คณะครูและนักเรียน โรงเรียนบ้านร่องระกำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี, ผู้แทนครู อาจารย์ และบุคลากร วิทยาลัยเทคนิคน่าน จ.น่าน, ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 28, นางศรีวัฒนา ตัณฑประศาสน์ ซ.เกิดทรัพย์ บางขุนนนท์ อ.บางกอกน้อย กทม.ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จฯพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย จำนวน 100,000 บาท

ชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.กระบี่, กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก, องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, คณะหมู่บ้านอีสเทริน์ แลนด์ ต.นาป่า อ.เมือง จ.ชลบุรี, คณะผู้บริหาร ครู นักเรียน โรงเรียนพระแท่นดงรังวิทยาคาร จ.กาญจนบุรี, กองพันทหารราบ ที่ 4 กรมทหารราบที่1มหาดเล็ก รักษาพระองค์ พร้อมสมาคมคนรักในหลวง ร 1. พัน 4 รอ., ชมรมผู้สูงอายุ ต.ทรงคนอง อ.สามพราน จ.นครปฐม, ชมรมผู้สูงอายุ เทศบาลนครสมุทรสาคร, สมาคมนิสิตเก่าคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข เทศบาลเมืองท่าช้าง จ.จันทบุรี, คณะครูและนักเรียน โรงเรียนสตรีนนทบุรี, ผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์, นางสุวดี เกตุแก้ว และนายบุญเลิศคณารักษ์สันติ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี, บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จ.นครราชสีมา, คณะครู นักเรียน โรงเรียนเบญจวรรณศึกษา เขตสาทร กทม., นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงานและเลขาธิการสภาทนายความ พร้อมคณะทนายความ จ.ชลบุรี, คณะผู้ร่วมโรงการ “สานต่อรอยพ่อ” สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, คณาจารย์ และนักศึกษา สาขาวิชาการบริหารธุรกิจคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นต้น

 

‘ม.กรุงเทพ’จัดพิธีไหว้ครู มอบทุนการศึกษา2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237482

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559, 11.51 น.

รศ.ดร.ทิพรัตน์ วงษ์เจริญ รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นประธานในพิธีไหว้ครูและมอบทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2559 แก่นักศึกษา จำนวน 545 ทุน พร้อมทั้งให้โอวาท ณ ไดมอนด์ ฮอลล์ อาคารบียู ไดมอนด์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

 

รมว.วธ.มอบงานวัฒนธรรมให้ 76 จังหวัด ประเทศไทย ก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237328

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ) กล่าวมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 แก่ผู้บริหาร ข้าราชการในส่วนกลาง และวัฒนธรรมจังหวัดจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ของประเทศไทยพ.ศ.2558-2563 ที่จะผลักดันให้ประเทศไทย ก้าวสู่ความมั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งวธ.ในฐานะหน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม โดยนำมิติทางวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนการดำเนินงานตามเจตนารมณ์ และนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ 1.การพัฒนาคนและสังคม สร้างคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ภูมิใจในความเป็นไทย สังคมที่มีความเอื้ออาทรและปรองดองสมานฉันท์ 2.สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างสมดุลอันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งของประเทศอย่างยั่งยืน 3.นำวัฒนธรรมมาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ ภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของไทยในเวทีโลก ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 วธ.จะขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมโดยยึดกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี อาทิ การพัฒนาด้านความมั่นคง ความสามารถทางการแข่งขัน การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของสังคม ไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” รวมถึงการนำวัฒนธรรมสร้างคนดี สังคมดี สร้างรายได้ สร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิประเทศไทยในเวทีโลก รวมทั้งการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมสู่ประเทศไทย 4.0 ตามโมเดลของนายกรัฐมนตรี โดยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย “ปัญญา” สร้างคนไทยให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” เป็น “สังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน” และผนึกกำลังสานพลังประชารัฐ รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า ที่สำคัญได้กำหนดจุดเน้นของการดำเนินการด้านวัฒนธรรม 9 ด้าน ได้แก่ การเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการอนุรักษ์ พัฒนาและสืบสานมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรม การส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยและความเป็นไทย การเสริมสร้างค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ รวมถึงเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม การพัฒนาและบริการการเรียนรู้และการวิจัยทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การนำทุนและทรัพยากรทางวัฒนธรรม มาต่อยอดและสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้มิติทางวัฒนธรรม การพัฒนาความร่วมมือกับประชาคมอาเซียนและนำภาพลักษณ์ไทยสู่สากล การพัฒนาสมรรถนะองค์กรและศักยภาพภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรม เป็นต้น ขณะเดียวกันต้องพัฒนางาน บูรณาการและดำเนินงานวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค โดยจัดทำแผนปฏิบัติการของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทุกจังหวัดได้ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมในทุกมิติตามบทบาทหน้าที่ของส่วนภูมิภาค ทั้งนโยบายประเทศไทย 4.0 ใน 5 ด้าน หรือ 5 Fได้แก่ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การออกแบบและแฟชั่น อาหาร มวยไทย เทศกาลและประเพณีไทยและ การขับเคลื่อนตามจุดเน้น 9 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้ การส่งเสริมคุณธรรมของเด็กและเยาวชน การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ การสืบทอดประเพณีท้องถิ่น ถนนวัฒนธรรม อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นต้น