สั่งเฝ้าระวังโบราณสถานทั่วประเทศ อยุธยาเริ่มท่วมแล้ว 3 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237379

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 17.01 น.

27 ก.ย.59 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเกี่ยวกับมาตรการและสถานการณ์น้ำท่วม และโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆจากกรมศิลปากรแล้ว เบื้องต้นผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1-15 ได้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมโบราณสถาน พบว่า ในพื้นที่สำนักศิลปากรที่ 3 อยุธยา มีโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบในบางส่วนจากระดับน้ำท่วม 3 แห่ง ได้แก่ วัดบุญกันนาวาส , วัดไชยวัฒนาราม และวัดธรรมาราม แต่ระดับน้ำยังไม่ส่งผลกระทบถึงขั้นวิกฤต นอกจากนี้ในพื้นที่สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน ได้รับรายงานว่ามีวัดภูมินทร์ จ.น่าน ได้รับผลกระทบในบางส่วนเช่นกัน ขณะที่สำนักศิลปากรที่ 10 ร้อยเอ็ด รายงานว่ามีโบราณสถาน 2 แห่ง ได้รับผลกระทบในบางส่วนจากเหตุการณ์ฝนตกหนัก และน้ำท่วมขัง ได้แก่ วัดขอนแก่นเหนือ อ.เมือง และปราสาทบ้านหนองกู่ อ.วัชบุรี

‘ส่วนโบราณสถานในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรอื่นๆ ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งได้มอบหมายให้กรมศิลปากรสั่งกำชับไปยังหน่วยงานส่วนภูมิภาค ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และเฝ้าระวังโบราณสถานสำคัญๆในพื้นที่ต่างๆ หรือโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะถูกน้ำท่วม รวมทั้งให้วางมาตรการดูแล หรือมาตรการป้องกันหากเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆเฉียบพลัน อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้กรมศิลปากร รายงานสถานการณ์น้ำท่วม และโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังเป็นระยะๆ’ นายวีระ กล่าว

‘เจ้าคุณแป๊ะ’เลื่อนพบDSIคดีรถหรู รอคัดเอกสารสำคัญไปแน่5ตค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237371

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.40 น.

27 ก.ย.59 พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีครอบครองรถเลี่ยงภาษี ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานครของพระมหาศาสนมุนี หรือ เจ้าคุณแป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ และเลขานุการส่วนตัว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญว่า ได้รับหนังสือจาก พระมหาศาสนมุนี หรือ เจ้าคุณแป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อขอเลื่อนนัดหมายเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน จากวันที่ 27 ก.ย. เป็นวันที่ 5 ตุลาคม นี้ โดยอ้างเหตุผลว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร รวมทั้งการขอคัดเอกสารคำให้การในคดีที่ยื่นฟ้องนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่วิชาญ เป็นจำเลยในคดีแพ่ง นำมาประกอบการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ทั้งนี้พนักงานสอบสวนเห็นว่า เป็นการเลื่อนนัดเพียง 1 สัปดาห์ จึงไม่ได้ขัดข้อง ให้เลื่อนนัดเป็นวันที่ 5 ตุลาคม

ส่วนผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆดีเอสไอได้สอบปากคำคืบหน้า ไปมาก บางรายทยอยแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว อย่างไรก็ตามคงต้องรอคำให้การของพระมหาศาสนมุนี อีกครั้ง

ศธ.แจงผลสอบสพม.20มีมูล กรณีข้อสอบครูผู้ช่วยรั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237317

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 14.51 น.

27 ก.ย. 59 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาทุจริต ของศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้  ว่า ที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาทุจริต ของคณะทำงานจัดทำและดำเนินการแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ศธ. ประจำปีงบประมาณ 2559  ที่มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นในแต่ละหน่วยงานของศธ. รวม 620 เรื่อง ซึ่งเกือบทุกเรื่องเป็นปัญหาต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา มีเพียง 11 เรื่องที่เกิดขึ้น และมีการร้องเรียนในรัฐบาลนี้ จำแนกเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  301 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 54 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 7 เรื่อง สำนักงานปลัด ศธ. 14 เรื่อง  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) 115 เรื่อง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)  95 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 1 เรื่อง สำนักงานเลขาธิการครุสภา 4 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) 10 เรื่อง และองค์การค้าฯ ของ สกสค. 20 เรื่อง  โดยมีการดำเนินการแก้ปัญหาและลงโทษทางวินัยเสร็จสิ้นแล้ว 230 เรื่อง หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของปัญหาทุจริตทั้งหมด

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาทุจริตในปีนี้ถือว่ามีความก้าวหน้าซึ่ง เราคงไม่บอกว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา มีผู้เกี่ยวข้องมาก  โดยเรื่องที่สามารถแก้ปัญหาได้ลุล่วงนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มีผู้เกี่ยวข้องไม่มาก จึงจบง่าย อาทิ  การทุจริตการทำธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลในสหกรณ์ออมทรัพย์ครู  11 แห่ง ซึ่งสพฐ.ได้สอบวินัยอย่างร้ายแรง 7 แห่ง ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างทำเรื่องให้ต้นสังกัดสั่งลงโทษทางวินัย  เป็นต้น ส่วนเรื่องที่เป็นที่สนใจและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ อาทิ การดำเนินการปรับปรุงห้องเรียน (e-Classroom)และห้องสมุดคุณภาพสู่มาตรฐานสากล(e-Library) งบแปรญัตติ ปีงบประมาณ 2555 ของสพฐ. ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริง

“สำหรับเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนใหม่ในรัฐบาลนี้ ที่สำคัญและมีการสอบแล้ว พบว่ามีมูลตามที่ถูกร้องเรียน คือ กรณีการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ครั้งที่ 2 ปี2558 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 20 อุดรธานี ที่มีการร้องเรียนว่า ข้อสอบจากสถาบันติวแห่งหนึ่งตรงกับข้อสอบคัดเลือก จำนวน 40 ข้อ ขณะนี้ต้องรอสรุปข้อมูลเพื่อเสนอให้ต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนั้น ยังมีกรณีปัญหาทุจริต การจัดซื้อจัดจ้างระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดให้โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามโครงการเซฟ โซน สคูล (ซีซีทีวี) ซึ่งผมเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าเร็ว นี้จะนำเรื่องเข้าสู่ระบบการตรวจสอบ” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

พล.อ.สุรเชฐ กล่าวด้วยว่า จากนี้ไปคณะกรรมการอำนวยการฯ จะสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบความคืบหน้า ซึ่งนายกฯ ได้ย้ำมาตลอดว่าให้ทุกกระทรวง เร่งแก้ไขปัญหาทุจริต โดยในส่วนของศธ. นั้นยังมีบางเรื่องที่ยอมรับว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย จึงทำให้กระบวนการสอบสวนล่าช้า ดังนั้น คณะกรรมการอำนวยการฯ จึงจัดทำโปรแกรมควบคุมการตรวจสอบทุจริต  ซึ่งเมื่อมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา และเข้าสู่ระบบจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน มีระยะเวลากำหนด โดยโปรแกรมนี้จะสามารถตรวจสอบได้ว่าเรื่องใดดำเนินการล้าช้า ซึ่งผู้ที่ดูแลจะต้องให้เหตุผลได้ว่า ทำไมถึงช้า คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ทันทีในปีงบประมาณ 2560 นี้

‘ดาว์พงษ์’สั่งปรับร่างแผนการศึกษา พร้อมเสนอซูเปอร์บอร์ด-ครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237313

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 14.37 น.

“ดาว์พงษ์” สั่ง สกศ.ปรับตัวชี้วัดร่างแผนการศึกษาแห่งชาติใหม่ เพื่อความสมบูรณ์และใช้งานได้จริง ทันทีที่เสร็จพร้อมเสนอซูเปอร์บอร์ดเห็นชอบก่อนเสนอ ครม.

27 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับทราบผลการดำเนินการจัดทำร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.24560 – 2574 แผนระยะยาว 15 ปี ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1.การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ 2.พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 3.การยกระดับคุณภาพ มาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา 4.พัฒนาระบบบริหารจัดการงบประมาณเพื่อการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ 5.นวัตกรรมการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 6.การผลิตและพัฒนาคนเพื่อการพัฒนาประเทศและการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 และ 7.การพัฒนาคุณภาพของประชากรทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม สกศ.ได้นำเสนอรายละเอียดและตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลการขับเคลื่อนของแต่ละยุทธศาสตร์ด้วย แต่เท่าที่ดูตนเห็นว่าตัวชี้วัดหลายตัวยังจำเป็นต้องปรับแก้ไขใหม่ แต่ก็ไม่ได้จะไปเปลี่ยนแปลงกรอบใหญ่ที่วางไว้ แค่ทำรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น

“ผมทราบว่าเวลานี้นักวิชาการผู้เกี่ยวข้องมองว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่มีผลงานเรื่องที่ควรเร่งทำอย่างแผนการศึกษาฯ กลับไม่เร่งทำให้เสร็จ ซึ่งอยากให้เข้าใจว่าผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งความจริงแล้วก่อนหน้านี้บอร์ด สกศ.ชุดเดิม มีมติเห็นชอบร่างแผนการศึกษาแห่งชาติแล้ว และ สกศ.ก็ได้จัดทำแผนเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ที่ผมยังไม่ให้ผ่านเพราะดูแล้วว่าถ้าเอามาปฏิบัติจริงยังทำไม่ได้ เนื่องจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนเลย ถ้านำมาใช้สุดท้ายก็จะกลายเป็นเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา คือทำแผนออกมาแต่นำไปใช้ปฏิบัติจริงไม่ได้ จึงต้องให้นำกลับไปรีไรต์ใหม่ ดึงทุกภาคส่วนมาร่วม เพราะฉะนั้น ผมจึงขอเวลาอีกนิดแก้ไขรายละเอียดเพื่อให้แผนฉบับนี้สมบูรณ์นำไปปฏิบัติได้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสภาการศึกษาชุดใหม่ ซึ่งตนตั้งใจว่าจะเสนอร่างแผนการศึกษาแห่งชาติให้คณะกรรมการ สกศ.ชุดใหม่ หรือเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ให้ความเห็นชอบก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ผบ.ทอ.มอบเครื่องหมาย2นักบินหญิง หลังผ่านหลักสูตรการบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237297

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 13.15 น.

27 ก.ย. 59 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) ดอนเมือง พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นประธานพิธีประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินกองทัพอากาศ และมอบประกาศนียบัตรนักบินประจำกองแก่ศิษย์การบินฝ่ายยุทธการ ฝูงบิน 601กองบิน 6รุ่นที่ 1 ซึ่งเป็นนักบินหญิงกองทัพอากาศ จำนวน 2 คน ได้แก่ ร.ต.หญิง ชลนิสา  สุภาวรรณพงศ์ และร.ต.หญิง สิรีธร  ลาวัณย์เสถียร ทั้งนี้กองทัพอากาศ ได้บรรจุนายทหารสัญญาบัตรหญิงเหล่านักบิน โดยได้คัดเลือกจากบุคคลพลเรือนที่มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี (CPL) มาแล้ว จำนวน 2คน จากนั้นได้เข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้นักบินหญิงทั้ง 2 คน มีคุณสมบัติและมาตรฐานตามที่กองทัพอากาศกำหนด
ทั้งนี้พล.อ.อ.ตรีทศ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีในความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจกับนักบินหญิงทั้ง 2 คน เพราะถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพอากาศมีนักบินหญิงเป็นทรัพยากรบุคลลที่ทรงคุณค่า มีภารกิจสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ขอให้ใช้ความรู้ความสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและทรัพย์สินของทางราชการ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ทันสมัย ยึดมั่นคำสัตย์ปฏิญาณตนให้สมศักดิ์ศรีเกียรติยศของนักบินเพื่อพัฒนากองทัพอากาศและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
“ขอขอบคุณพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมที่อนุมัติโครงการนำร่องนักบินหญิงของกองทัพอากาศ เป็นความภาคภูมิใจของกองทัพ โดยนักบินหญิง2 คนนี้จะมาปฏิบัติภารกิจบินเครื่องบินลำเลียงแบบซี-130 ประจำการที่ฝูงบิน 601 กองบิน 6 ทำหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหลกับนักบินชาย ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะในการฝึกบินเครื่องบินลำเลียงแบบซี-130 โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยนักบินที่ 1 ก่อนที่จะขยับเป็นนักบินที่1 ต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ และมาตรฐาน ปฏิบัติภารกิจได้เหมือนกับนักบินชาย สำหรับเส้นทางการรับราชการของนักบินหญิงก็เหมือนกับนักบินชาย” พล.อ.อ.ตรีทศ กล่าว
เมื่อถามว่าในอนาคตนักบินหญิง 2 คนจะเปลี่ยนไปบินเครื่องบินแบบอื่น เช่นเครื่องบินขับไล่ได้หรือไม่ พล.อ.อ.ตรีทศ กล่าวว่า ก็อาจจะเปลี่ยนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าฝูงบินใดต้องการนักบินเพิ่มเติมก็สามารถสลับได้ ส่วนนักบินหญิงที่เหลืออีก3 คน กำลังทำการฝึกบินอยู่ คาดว่าจะฝึกเสร็จในปีหน้า หากฝึกบินจบก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละฝูงบิน อย่างไรก็ตามในปีหน้าทางกองทัพอากาศก็จะเปิดรับสมัครนักบินหญิงอีกเป็นครั้งที่2 จำนวน 5 คน ตามโครงการนำร่องนักบินหญิง 3 ปี จากนั้นก็จะมีการศึกษาและประเมินผลต่อไป ซึ่งแนวโน้มอาจมีความต้องการนักบินมากขึ้น  เพราะขณะนี้มีเครื่องบินเข้าประจำการในกองทัพอากาศมากขึ้น

 

เผยต้นแบบสถานศึกษาขนาดเล็ก จาก104เข้าเกณฑ์มาตรฐาน5แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237170

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

ดร.ชาญเวช บุญประเดิม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยถึงการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาขนาดเล็กให้ได้มาตรฐานอาชีวศึกษา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ว่าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ปรับรูปแบบและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเพื่อสร้างเสริมคุณภาพสถานศึกษาขนาดเล็กของอาชีวศึกษา โดยมีเกณฑ์จำนวนผู้เรียนไม่เกิน 600 คน ซึ่งมีสถานศึกษา รวมจำนวนทั้งสิ้น 104 แห่ง โดยวางแนวทางการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและสถานประกอบการ การบริหารจัดการครูและผู้เรียน ให้มีการพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ งานสร้างสรรค์ หรืองานวิจัยที่สามารถไปใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงการพัฒนาและดูแลห้องเรียนห้องปฏิบัติวิชาชีพ โรงฝึกงานให้มีอุปกรณ์เรียน การสอนที่พร้อมใช้งานและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างเป็นระบบ ให้สถานศึกษามีฐานข้อมูลสารสนเทศ ที่เป็นปัจจุบัน รวมถึงการบริหารจัดการสถานศึกษาให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาตามผลการประเมินคุณภาพภายใน และผลการประเมินคุณภาพภายนอก รอบ 3 โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) ซึ่งจากการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาให้ได้มาตรฐานเท่าเทียมสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่ ไปเมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา มีสถานศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสถานศึกษาต้นแบบ 5 วิทยาลัย ได้แก่ 1.วิทยาลัยการอาชีพสอง จังหวัดแพร่ 2.วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี จังหวัดราชบุรี 3.วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 4.วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา และ 5.วิทยาลัยสารพัดช่างแพร่ จังหวัดแพร่

เก็บมาคิด : การแก้ไขความเสื่อมด้วยการเสียสละ ความหวังของคนไทยในวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237174

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักการศึกษา นักบริหาร และผู้มีสติปัญหาอีกหลายคน เริ่มมองกันแล้วว่า “สถานศึกษา” คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาประเทศในระยะนี้ คนเหล่านี้ มองเห็นพ้องต้องกันว่า “ห้องเรียน” คือแหล่งบ่มเพาะสติปัญญา แหล่งสร้างสรรค์ และแหล่งรวมจิตวิญญาณของคนในประเทศ ต่อการที่จะร่วมกันวาดแผนที่การเติบโตของประเทศในกาลข้างหน้า

เท่าที่ผ่านมา สถานศึกษา ถูกปล่อยปละละเลย ที่ค่อยๆ ลดสีสันความเข้มข้นทางจิตวิญญาณของสถาบันการศึกษาที่มีต่อความรับผิดชอบของการพัฒนาประเทศลงเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังจาก 14 ตุลาคม 2516 ค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี สีสัน ความเข้มของการศึกษา ที่มีต่อการรับผิดชอบสังคมแทบจะหมดสิ้นไปจากจิตวิญญาณของนักศึกษาที่นับว่า เป็นอนาคตของประเทศ

จากความมีสาระ จนกลายเป็นความไร้สาระของบรรดาเยาวชนส่วนมาก และจากการไม่รับผิดชอบของผู้บริหารการศึกษา จนกระทั่ง อนาคตของชาติที่เคยฝากความหวังไว้กับเยาวชนแทบจะมองหาความรับผิดชอบไม่เห็น

จนกระทั่งเมื่อวันนี้มาถึง วันที่สังคมไทยพบกับวิกฤติความเสื่อมทางคุณธรรม ที่พึ่งของชาติ โอนเอน จนไม่สามารถเป็นเสาหลักให้กับการจะทำให้เกิดการพัฒนาได้

เพราะไม่ว่าจะหันหน้าไปพึ่งพาทางใด ดูเหมือน ส่วนใหญ่จะมองแต่ผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับมากกว่า การเสียสละเพื่อสังคม

สุดท้าย ทุกคนก็มองไปถึง แหล่งบ่มเพาะทางปัญญาที่เรียกว่า สถานศึกษา หวังพึ่งพิงที่จะให้สถานศึกษา เป็น
หัวหอกในการนำพาให้เยาวชนของชาติหันมาหาสาระเพื่อดูแลสังคม เฉกเช่นที่เคยมีอยู่ในจิตและวิญญาณในเก่าก่อน

แต่การบ่มเพาะในสถานศึกษามิใช่จะทำขึ้นในเพียงวันเดียว หรือในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทุกอย่างจริงต้องฝากความหวัง(เอาไว้ชั่วคราว)กับคนที่มีใจภักดิ์ต่อประเทศชาติมากที่สุด เพื่อ “ขอเวลา” สร้างสมพลังจากเยาวชนของนักศึกษาให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

แต่จะทำได้แค่ไหน เวลา และความจริงใจ จะเป็นเครื่องพิสูจน์

ระยะหลังๆ มานี้ผมได้เห็นกิจกรรมของนักศึกษาที่ สร้างสาระให้กับสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผศ.สมทรง นุ่มนวล คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ได้กล่าวถึงการสร้างเยาวชนเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม เคยกล่าวไว้ว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น เราสร้างบัณฑิตออกไปรับใช้ชุมชนท้องถิ่น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องปลูกฝังให้กับนักศึกษาก็คือเรื่องของจิตอาสาหรือจิตสำนึกสาธารณะ เพราะวันนี้ หรืออนาคตข้างหน้าต่อให้ผลิตบัณฑิตที่เก่งกาจสักแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้สอนให้เขารู้จักการให้ การแบ่งปัน การคืนกลับให้สังคม ความเก่งกาจนั้นก็ไม่มี
ความหมาย

และมีช่วงหนึ่งที่ได้รับรู้ถึงการทำกิจกรรม “ออกค่าย” ของนักศึกษา ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานีกว่า 50 ชีวิต ที่ยกทีมออกไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นโดยการออกค่ายอาสาพัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่น นายกิตติศักดิ์ เพชรรัตน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้กล่าวถึงการทำกิจกรรมนี้ว่า นักศึกษาในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มจิตอาสาขึ้น เพื่อให้เพื่อนนักศึกษาได้รวมตัวกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมและท้องถิ่น ที่ผ่านมาพวกเราได้ออกค่ายอาสาพัฒนาไปหลายโรงเรียนแล้ว แม้การออกค่ายของพวกเราจะไม่ได้สร้างอาคารใหญ่โตอะไรหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันตาเห็น แต่พวกเราก็ภาคภูมิใจ เพราะการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาก็ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างนี้แหละ การออกค่ายในครั้งนี้มีชาวบ้านมาช่วยด้วย ทำให้ได้เห็นความสามัคคีของชุมชน เป็นภาพสะท้อนว่าสถาบันการศึกษากับชุมชนต้องพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

จากจุดเริ่มต้นเหล่านี้ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของการปลุกจิตวิญญาณของเยาวชน ให้หันมามองถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าเก็บมาคิดกันอย่างมากในยามที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมอย่างแท้จริง

มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237168

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ชูประเด็นโรงเรียนแหล่งสร้างอนาคตของสังคม

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย จัดงาน EDUCA 2016 : งานมหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 9 โดยมีบริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดงาน ซึ่งใน ปีนี้ EDUCA นำเสนอแนวคิดหลักคือ “School as Learning Community (SLC): โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้” เป็นแนวคิดที่ ศาสตราจารย์ ดร.มานาบุ ซาโต ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว และศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยกักคุชูอิน ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ริเริ่มและนำมาใช้ในประเทศญี่ปุ่น และขยายไปยังไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้ เป็นแนวคิดด้านการศึกษาเพื่อเด็กทุกคน ที่จะส่งตรงถึงครู ผู้บริหารโรงเรียน และนักการศึกษาทั่วประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาการศึกษาชาติ เพราะเชื่อว่าสังคมในอนาคตถูกสร้างจากห้องเรียนและโรงเรียนในปัจจุบัน ถ้าอยากให้สังคมดีขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างสังคมการเรียนรู้ในห้องเรียนและโรงเรียนของเรา โรงเรียนในศตวรรษที่ 21 ควรเป็น “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ที่สังคมต้องตระหนักถึงสิทธิในการเรียนรู้ของเด็กทุกคน ความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพของครูทุกคนในโรงเรียน และพัฒนาสังคมที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่พิเศษในปีนี้ คือมีการบรรยายจากเจ้าของแนวคิดโดยตรง คือ ศาสตราจารย์ ดร.มานาบุ ซาโต ทั้งยังมีตัวอย่างจากโรงเรียนจากญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และเวียดนามมาร่วมแชร์ประสบการณ์จากการนำแนวคิดนี้ไปปฏิบัติจริงแล้วแก่ผู้สนใจเข้าฟังด้วย

‘ตวง’ชู7ประเด็นปฏิรูปการศึกษา หวังขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237219

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559, 18.04 น.

26 ก.ย. 59 ที่หอประชุมคุรุสภา ดร.ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมการธิการ (กมธ.) การศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวภายในงานเสวนาโครงการสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติพบประชาชน (เสวนา 4 ภูมิภาค) ว่า การปฏิรูปประเทศจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้การศึกษาในการเปลี่ยนแปลง หากทำไม่ได้ก็อย่าไปคาดหวังการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง และโดยส่วนตัวมองว่ารูปแบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0

ดร.ตวง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กมธ.การศึกษาและกีฬา ได้ยกร่างข้อเสนอแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ตั้งแต่ 2560-2564 ไว้ 7 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การดูแลและพัฒนาเด็กเล็ก โดยกำหนดให้เด็กเล็กต้องได้รับการดูแลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและต้องกำหนดรูปแบบการพัฒนาที่สมบูรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี 2.จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนและกองทุนเสริมสร้างคุณภาพครู ภายใน 1 ปีหรือปี 2560 จะต้องมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.กองทุนฯ และพร้อมให้บริการกองทุนตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้น 3.กลไกและระบบการผลิต คัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ ต้องจัดตั้งสภาปฏิรูปวิชาชีพครูทั้งระบบ มีกลไกลสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงาน โดยต้องดำเนินการภายใน 3 ปีและประเมินผลสัมฤทธิ์และปรับปรุงพัฒนาให้สมบูรณ์ในปีถัดไป

ดร.ตวง เผยต่อไปว่า 4.การปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนการสอน ต้องมีการปฏิรูปแบบเชิงรุกซึ่งต้องทำแผนปฏิรูปทั้งระบบภายใน 1 ปี และดำเนินการตามแผนภายใน 4 ปี 5.โครงสร้างหน่วยงานการจัดการเรียนการสอน เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ดูแลนโยบายภาพรวม ส่วนในระดับพื้นที่ควรจัดระบบสภาการศึกษาจังหวัด กระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษาให้เป็นนิติบุคคลในรูปแบบที่เหมาะสมตามความพร้อม นอกจากนี้ ต้องปฏิรูประบบประกันคุณภาพภายในเน้นการมีส่วนร่วมให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 6.ระบบการวิจัย และนิเทศ ติดตาม แหล่งเรียนรู้และการมีส่วนร่วม เสนอให้ตั้งสถาบันการจัดการเพื่อสังคมการศึกษาตลอดชีวิต และ 7.อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ควรขยายการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและทวิศึกษา และมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนากำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ จัดทำแผนทั้งระบบและดำเนินการตามแผนในระยะปฏิรูป 5 ปี ทั้งนี้ การจัดทำแผนดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปีและนโยบายรัฐบาล

ด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวว่า สนช.จะรวบรวมทุกข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอแนะและกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาต่อไป

มทร.ตะวันออกยื่น’บิ๊กตู่-ดาว์พงษ์’ วอนทบทวนใช้ม.44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237207

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.50 น.

26 ก.ย. 59 ผศ.สืบพงษ์ ม่วงชู รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)เสนอให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 กับมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง ที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ กกอ.มอบหมายให้ตรวจสอบแล้วพบว่า มีปัญหาธรรมาภิบาล หลังจากที่ได้ใช้ไปแล้วกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยหนึ่งในสองมหาวิทยาลัยที่คาดว่าจะถูกใช้อำนาจ ม.44  มี มทร.ตะวันออก รวมอยู่ด้วย นั้น ตนในฐานะผู้บริหาร มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และผศ.ฉัตรชาย ศุภจารีรักษ์ ประธานสภาคณาจารย์มทร.ตะวันออก ได้เข้ายื่นหนังสือต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  และพล.อ.ดาว์พงษ์ เพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้ ศ.เกียรติคุณ เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม นายกสภา มทร.ตะวันออก ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่กกอ.อาจยังไม่ทราบ

“การใช้อำนาจตาม ม.44 คือ สภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารจะต้องยุติบทบาท แล้วแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าคนที่เข้ามาบริหารมหาวิทยาลัยจะรู้บริบทและปัญหาของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริงหรือไม่ และจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ ดังนั้น จึงอยากให้ได้รับฟังข้อเท็จจริงก่อน” ผศ.สืบพงษ์ กล่าว

ด้านพล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับรายงานที่กกอ.เสนอรายชื่อ 2 มหาวิทยาลัยมาพิจารณาใช้อำนาจตาม ม.44 เพื่อแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ต้องเป็นกังวลอะไรที่เป็นข้อเท็จจริง ก็ต้องเป็นข้อเท็จจริง การจัดการอะไรก็ตามต้องมีเหตุมีผล