ขรก.ยันเอง’โยกย้าย’ไม่เป็นธรรม ชี้ชัด’อุปถัมภ์-เส้นสาย’ยังรุ่งเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236974

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 10.42 น.

25 ก.ย.59 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 กันยายน 2559 จากประชาชนที่เป็นข้าราชการประจำและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปทั่วประเทศ กระจายทุกระดับการศึกษา รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เป็นดังนี้

ท่านคิดว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการคืออะไร

ร้อยละ 29.04 ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่
ร้อยละ 25.68 ความสามารถและผลงานที่ผ่านมา
ร้อยละ 17.68 ความอาวุโสในตำแหน่ง
ร้อยละ 09.36 ความรู้ (เช่นระดับการศึกษา การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น)
ร้อยละ 05.84 วิสัยทัศน์ในการทำงานตำแหน่งใหม่
ร้อยละ 05.36 ระเบียบ วินัยและความประพฤติที่ผ่านมา
ร้อยละ 05.44 อื่น ๆ ได้แก่ การมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างประกอบกันที่ดูจากความเหมาะสมและความสามารถในการทำงาน มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ หน้าที่และความผิดชอบ และบางส่วนระบุว่า การใช้เส้นสายว่าของบุคคลผู้พิจารณาเอาพรรคพวกเดียวกัน ที่ใครเข้าถึงหัวหน้ามากกว่าก็จะได้
ร้อยละ 01.60 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

จากประสบการณ์ของท่านที่ผ่านมา ท่านคิดว่าระดับความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเป็นอย่างไร

ร้อยละ 10.56มีความเป็นธรรมมาก
ร้อยละ 34.00ค่อนข้างมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 39.92 ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 11.04ไม่มีความเป็นธรรมเลย
ร้อยละ 04.48 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

หน่วยงานของท่านมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมากน้อยเพียงใด 

ร้อยละ 15.60 มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายอย่างมาก
ร้อยละ 35.68 มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 22.56 ไม่ค่อยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสาย
ร้อยละ 22.00 ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายเลย
ร้อยละ 04.16  ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

หน่วยงานของท่านมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมากน้อยเพียงใด 

ร้อยละ 08.32 มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นประจำ
ร้อยละ 19.92 มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 21.76 ไม่ค่อยมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ร้อยละ 40.16 ไม่มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เลย
ร้อยละ 09.84  ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

หากท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ท่านจะทำอย่างไร 

ร้อยละ 45.76 จะใช้วิธีการอุทธรณ์ร้องไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการ
ร้อยละ 28.56 ไม่ทำอะไรเลย เพราะทำอะไรไม่ได้เลย  เป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามสั่งผู้บังคับบัญชา ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 12.24 ฟ้องศาลปกครองทันที
ร้อยละ 02.72 ลาออก
ร้อยละ 02.48 ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม
ร้อยละ 01.60 ฟ้องสื่อมวลชน
ร้อยละ 01.04 พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 02.24 อื่นๆ ได้แก่ พิจารณาตนเองและปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ ขณะที่บางส่วนระบุว่าฟ้องร้องสหภาพแรงงาน และฟ้องศูนย์ดำรงธรรม
ร้อยละ 03.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ขอดูที่สาเหตุและความรุนแรงก่อน

‘รุ่นครู’แต่งกลอนตอบโต้’เก่ง ธชย’ ซัดเจ็บ’รู้เพียงเปลือก-เสือกวิจารณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236969

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 09.28 น.

25 ก.ย.59 อ.พิมพ์รัตน์ นวศิริ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว Pimrat Navasiri โดยแต่งเป็นกลอนตอบโต้ ‘เก่ง ธชย ประทุมวรรณ’ ที่ได้โพสต์เพลงฉ่อยที่ตนเองแต่งขึ้นมาผ่าน เฟซบุ๊ก ธชย ประทุมวรรณ เหน็บแนม ผู้ใหญ่ที่ออกมาตำหนิ ‘MV เพลงเที่ยวไทยมีเฮ’ ว่าไม่เหมาะสม

อ.พิมพ์รัตน์ นวศิริ โพสต์ข้อความดังนี้

เรียนคุณเก่ง ธชย..
ในเมื่อคุณฝากคำกลอนไว้ ก็ขอส่งคำกลอนเล็กๆน้อยๆกลับคืนให้ได้ทราบบ้างว่า
ถ้าจะอยู่อย่างไทยให้ยืนยง
ต้องมั่นคงจงรักศักดิ์และศรี
รู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ปฐพี
รักสิ่งดีสิ่งงามความเป็นไทย
มรดกงดงามความเป็นชาติ
ถึงแม้นมาดว่ามีคนเอาใจใส่
แต่รู้แค่เปลือกเสือกวิจารณ์อยู่ร่ำไป
จะมีใครนับถือว่าลือชา
ถ้ารักตัว รักชาติ ไม่ขาดตก
จงรักษามรดกอย่างถูกต้องให้หนักหนา
ปู่ ย่า ทวด ครูอาจารย์ท่านให้มา
จงรักษาอนุรักษ์ไว้ไม่เสียชาติ(เกิด)เอย.
ปล. ไม่อคติ mv ค่ะ แต่เกลียดที่วิจารณ์ถึงบรรพบุรุษและครูบาอาจารย์

อย่างไรก็ดี เก่ง ธชย ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟสบุ๊ค ‘ธชย ประทุมวรรณ‘ ในเวลาไล่เลี่ยกับ อ.พิมพ์รัตน์ โดยเขียนแสดงความเสียใจ และขอโทษต่อสังคมที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พร้อมระบุว่า ไม่มีเจตนาลบหลู่วัฒนธรรมดั้งเดิม หรือครูผู้ใหญ่ท่านใดๆทั้งสิ้น

จากกรณีโพสกลอนฉ่อยเมื่อ 2 วันที่แล้ว

เก่งขอกล่าวคำว่า”ขอโทษ”อย่างบริสุทธิ์ใจครับ ขอโทษต่อสังคมที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างเช่นนั้นออกไป
และขออนุญาตเรียนมา ณ ทีนี้ว่า เก่งไม่ได้มีเจตนาที่จะคิดลบหลู่วัฒนธรรมดั้งเดิม หรือครูผู้ใหญ่ท่านใดๆทั้งสิ้น

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจาก อารมณ์และความกดดัน ที่เก่งได้รับมาจากทุกทาง และสะสมเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดกระเเส MV ที่เพิ่มขึ้นมา
ส่งผลให้ตัดสินใจทำอะไรลงไปโดยไม่ทันคิดให้รอบคอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยและไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ
ผมควรควบคุมอารมณ์ และ ทำความเข้าใจแง่มุมต่างๆให้มากกว่านี้

สุดท้ายนี้ เก่งขอโทษกับทุกๆความหวังดีที่เคยมอบให้เก่งมา ขอโทษที่ทำให้ใครหลายๆคนผิดหวังครับ
ไม่มีคำแก้ตัวใดๆครับ นอกจาก คำว่า “ขอโทษ”อย่างบริสุทธิ์ใจครับ

เก่ง ธชย

(ขออนุญาตเจ้าของภาพนะครับ)

พสกนิกรทั่วประเทศพร้อมใจถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236921

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.58 น.

ตลอดทั้งวันที่ 24 กันยายน 2559 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง พสกนิกรทุกหมู่เหล่า จากทั่วประเทศ ใช้โอกาสช่วงวันหยุดราชการ นำแจกันดอกไม้ และสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมกับร่วมลงนามถวายพระพร ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว มีพระวรกายแข็งแรงยิ่งๆ ขึ้น พระชนพรรษายิ่งยืนนาน เป็นที่พึ่งของปวงประชาราษฎร์ตลอดไป อาทิ กองทุนหมู่บ้านและกลุ่มแม่บ้านคลองแขยง อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร, มูลนิธิหล่มสักประชานุเคราะห์ จ.เพชรบูรณ์, ชมรมไม้พลอง อ.บางมูลนาค จ.พิจิตร กศน.อำเภอสามเงา จ.ตาก, ชมรมภาษาไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จ.ปราจีนบุรี, สหกรณ์ออมทรัพย์ รพช.ร้อยเอ็ด จำกัด, กลุ่มแม่บ้านเทศบาลลาดสวาย จ.ปทุมธานี ทีมงานมิตรไมตรี จ.ปทุมธานี, เครือข่ายกลุ่มผู้สูงอายุเทศบาลนครลำปาง, กลุ่มสตรีอาสาอำเภอบ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี,

ผู้บังคับบัญชาและนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 5 ในส่วนของทหารอากาศ, กลุ่มออมทรัพย์พัฒนาท่าโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี, กลุ่มแม่บ้านราษฎร์บูรณะ กทม., ราษฎร์ตำบลบางครกและบางจาน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี, ชมรมสัมคมศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปราจีนบุรี เขต 1 จ.ปราจีนบุรี, นายธวัช เผือกบุญนาค ประธานสหกรณ์เดินรถพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน, ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพวังนันทอุทยาน กทม., ผู้สูงอายุตำบลสาว อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา, อาสาสมัครตำรวจหมู่บ้าน สภ.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา, รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร  ผอ.โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น กทม. พร้อมคณะแพทย์และพยาบาล,  พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บังคับการ อารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมข้าราชการตำรวจ, นายทหารและแม่บ้านกรมทหารราบที่ 23 ค่ายสุรธรรมพิทัพษ์ จ.นครราชสีมา, สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระราชูปถัมภ์ ฯลฯ


รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร  ผอ.โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ นำเจ้าหน้าที่ รพ.เกษมราษฏร์


พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บังคับการ อารักขาและควบคุมฝูงชน
กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมข้าราชการตำรวจ


สมชัย สัมมาวิภาวีกุล ประธานชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพวังนันทอุทยาน กทม.พร้อมคณะ


นายธวัช เผือกบุญนาค ประธานสหกรณ์เดินรถพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน

 

เจ็บ!’เก่ง ธชย’แต่งฉ๋อยถึง’ไดโนเสาร์’ ลั่นตายแล้วจะเผา’วัฒนธรรม’ไปให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236883

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559, 14.40 น.

24 ก.ย. 59  จากกรณีดราม่าเกี่ยวกับมิวสิกวิดิโอ “เที่ยวไทยมีเฮ” ของผู้กำกับ “อ๊อด บัณฑิต ทองดี” ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนำตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ อย่าง ทศกัณฐ์ มาร่วมแสดง ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ขี่ม้า ปั่นจักรยาน แคะขนมครก จนทำให้ น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย อดีต ศิลปินกองการสังคีต กรมศิลปากร ได้เข้าร้องเรียนต่อสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ถึงความไม่เหมาะสมของมิวสิกวิดีโอ จนทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นมากมายผ่านโลกโซเชียลฯ นั้น

ด้าน “เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ ” หรือที่รู้จักกันในนาม “เก่ง เดอะวอยซ์” หนึ่งในผู้ร่วมแสดงมิวสิกวิดิโอเพลงดังกล่าว ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “ธชย ประทุมวรรณ” ซึ่งเป็นเนื้อหาเพลงฉ่อยที่ตนเองแต่งขึ้น โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ว่า

“เมื่อฉันจะไป ไม่มีใคร เห็นหัว
พอมีรางวัลมายั่ว แล้วดีใจ
เรียกเข้าไปพบ ชื่นชม ยินดี
น้องจะให้พี่ ช่วยอะไร
ตัวผม ฝันว่า อยากทำอย่างนี้
เออพี่ว่ามันก็ดี แล้วนี่มันก็ใช่
จัดฉากเสร็จสิ้น บินกลับรัง
แล้วฝันตูก็พัง ใช่ไหม
งานใหม่ เข้ามา ไปเอาหน้าต่อ
แล้วก็หลอก ให้รอ ต่อไป
จนโปรเจคใหม่ เขาบอกว่า
ทศกัณฐ์นั้นหนา จะเที่ยวไทย
อยู่กรุงลงกา ราชธานี
เบื่อหน่ายเต็มที นารีเมรัย
อยากกินหนมครก แบบแคะเอง
จักกะยางปั่งเล่ง สบายใจ
จะเเข่งโกคราส ขี่ม้าชมทะเล
เล่นว่าวก็เฮ ฮาไป
พอเข้าตา ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี
มาบอกทำอย่างนี้ ใช้ไม่ได้
พระเกียรติยศ แผ่ไพศาล
ต้องทรง คชาชาญ สิยิ่งใหญ่
ไอ้ขะหนมครก ไม่ให้แคะเอง
บริวารจะประเคน มาเสริฟให้
จารีต แบบแผน ประเพณี
ต้องอย่างโน้น ต้องอย่างนี้ จำไว้
ขุดกันเข้ามา ทั้งรุ่นย่ารุ่นปู่
แม่ครู้ แม่ครู ผู้ใหญ่
เบื่อหน่ายเต็มทน คนล้าหลัง
โลกมัน แคบจัง รู้ไหม
ไทยจะไปยังไง เดินหน้าถอยหลัง
วัฒนธรรมจะพัง รู้ไว้
ตายไปเอาไปด้วย นะคุณปู่คุณย่า
หนูจะช่วยพา ไปเผาให้
เอชาฯ”

 

พสกนิกรทั่วสารทิศหลอมรวมใจ ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236754

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.19 น.

23 ก.ย. 59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยตลอดวันนี้ได้มีคณะบุคคล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และพสกนิกรจำนวนมากพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง เดินทางนำพานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ และสิ่งของต่าง ๆ มาทูลเกล้าฯถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาตลอดวัน อาทิ คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียน โรงเรียนบ้านโคกวัด อ.เมือง จ.สุรินทร์, พล.ต.สมศักดิ์ ทรัพย์อนันต์ เจ้ากรมการขนส่งทหารบกพร้อมข้าราชการ พ.อ.ภาคภูมิ –พ.ต.หญิง ศุภวดี ดอกไม้ นายไมตรี นิยมแสง ประธานสหพันธ์นักเพลง แห่งประเทศไทย,  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน เทศบาลตำบลโคกเหล็ก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์,  ชมรมผู้สูงอายุ ต.เสม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี, ลูกเสือชาวบ้าน กรุงเทพมหานคร กลุ่ม 2 กรุงเทพใต้, พล.ต.พิชัย ผลพันธิน ผู้บัญชาการศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก พร้อมข้าราชการ, นักเรียนเก่าอังกฤษ นำโดย พงศ์ภัทร พงศ์ไพโรจน์, คณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนผลิตแห่งประเทศไทย, บุคลากรทางการศึกษาและครูโรงเรียนบ้านโคกงาม อ.ด่านซ้าย จ.เลย
คณะกรรมการพัฒนาสตรีและสำนักงานพัฒนาชุมชน จ.กาฬสินธุ์, กลุ่มพัฒนาสตรี อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ,  ชุมชนเขาสามยอด 5 (เทพเทวี) ต.เขาสามยอด  อ.เมือง จ.ลพบุรี,  ชมรมผู้สูงอายุ ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี, คณะกรรมการฝ่ายจัดวาง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพระนครศรีอยุธยา,  แม่บ้านชุมชนแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี, องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางโรง อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา, เทศบาลตำบลบ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา, โครงการเยาวชนก้าวไกลตามรอยพ่อกลุ่มเยาวชนสร้างสรรค์สังคม มูลนิธิเยาวชนพอเพียงเพื่อการพัฒนายั่งยืน, มหาวิทยาลัยรามคำแหง,
พ.อ.อาสาศึก ขันติรัตน์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และข้าราชการ,  บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด นพ.ดุลวิทย์ ตปนียากร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านโป่ง จ.ราชบุรี, เจ้าหน้าที่และจิตอาสา ศูนย์วิจัยพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำปทุมธานี คณะครูโรงเรียนวัดกลางคลอง 4 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี , ครูโรงเรียนสุวรรณรังสฤษฎ์วิทยาลัย ต.คลองกงแซง อ.เมือง จ.เพชรบุรี, กลุ่มสมาชิกศิลปาชีพ ศูนย์พัฒนาชาวเขา จ.กำแพงเพชร , ครูและนักเรียนโรงเรียบนเอกอโยธยา  อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

เตือนอาชีวะฯจัดเวลาเรียนน้อย ออกวุฒิเกินอำนาจ-ระวังโดนม.44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236751

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.10 น.

23 ก.ย. 59 ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี บางพูน จ.ปทุมธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน เพื่อติดตามผลการปฏิบัติราชการงบประมาณปี 2559 และเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการงบประมาณปี 2560 โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นผู้มอบนโยบาย มีนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) นายสุเทพ ชิตยวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) ในฐานะว่าที่เลขาฯ  กอศ.คนใหม่ รวมถึงผู้บริหาร สอศ. ผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน กว่า 1 พันคน เข้าร่วม
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวระหว่างมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า เนื่องจากปัจจุบันสภาพอัตราการเจริญพันธุ์ของประชากรไทย ได้ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 นั้น ดังนั้นจึงคาดการได้ว่าในอนาคตจะมีเด็กมาเข้าเรียนในระบบลดลงตามไปด้วย ดังนั้น สถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน  ไม่ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะต้องปรับตังเพื่อรับกับสภานการณ์ในเรื่องนี้ ซึ่งในส่วนของ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีโครงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คนแล้ว สำหรับในส่วนของ สอศ. นั้น ตนได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการรับนักเรียน นักศึกษาให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐ แต่ยังมีสถานศึกษารัฐหลายแห่งเปิดรับเกินกว่า 1 ครั้ง ทำให้วิทยาลัยเอกชนบางแห่งไม่มีเด็กเข้าไปเรียน ดังนั้น สอศ. จะต้องมีการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องจัดสรรอัตราผู้เรียนระหว่างวิทยาลัยรัฐและเอกชนอย่างชัดเจน เพื่อให้อาชีวศึกษารัฐและเอกชนพัฒนาไปด้วยกัน
 “ผมเข้าใจท่าน เพราะระบบการศึกษาเรา อยู่ในรูปแบบที่ให้เงินอุดหนุนตามจำนวนรายหัวเด็ก ดังนั้น จึงไม่แปลกที่โรงเรียนต่างๆจะพยายามดึงเด็กไว้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่กั๊กเด็กไว้ไม่ปล่อยให้มาเรียนสายอาชีพ และมีวิทยาลัยอาชีวะรัฐที่พยายามช้อนเด็กหลายรอบ จนไม่มีเด็กไปเรียนับอาชีวะฯเอกชน ซึ่งขณะนี้ได้ข่าวว่าวิทยาลัยอาชีวะสุราษฎร์ จะปิดตัวลงเพราะไม่มีเด็กมาเรียน แต่ก็ต้องไปดูว่าที่เด็กไม่มาเรียนเพราะสาเหตุใด ซึ่งสถานศึกษาทุกแห่งต้องปรับตัวเอง จึงขอให้ สอศ.ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง” รมว.ศธ. กล่าว
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้มอบนโยบายให้ สอศ. ขับเคลื่อนอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน ให้ผลิตคนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของประเทศ ซึ่งจะต้องมาระดมความคิดกันว่าจะทำอย่างไร ปรับ เสริม และเน้นในด้านใดบ้าง ตนเชื่อมั่นว่าผู้บริหารทุกคนทำได้แน่นอน ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายกำหนด 10 อุตสาหกรรม ที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต สอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 2.อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์อัจฉริยะ 3.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 4.การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5.อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารแห่งอนาคต 6.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม 7.อุตสาหกรรมการบินและการขนส่งขนส่งและการบิน 8.อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 9.อุตสาหกรรมดิจิทัล 10.อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งนโยบายนี้จะต้องอยู่ในใจของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อที่จะผลิตคนให้เป็นไปตามทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งแต่ละวิทยาลัยต้องหันกลับมาดูตัวเองว่ามีสาขาใดที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมหลักบ้าง และจัดการศึกษาให้ได้ตรงจุด เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ รวมถึงได้ย้ำให้ผู้บริหารขับเคลื่อนงานเดิมและงานใหม่ในปีงบประมาณ 2560 ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การขยายโครงการทวิภาคีให้ครอบคุมทั้งในวิทยาลัยอาชีวะศึกษาของของรัฐและเอกชน และยังให้รายงานผลการดำเนินโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของอาชีวศึกษา ที่เข้าไปให้ความรู้ในโรงเรียนของ สพฐ. พร้อมทั้งรวบรวมรายชื่อโรงเรียนที่ได้จับคู่ว่ามีกี่แห่ง และหากมีโรงเรียนใดปฏิเสธการเข้าไปให้ความรู้ก็ให้จดรายชื่อเสนอมายังตนโดยตรง ส่วนโครงการทวิวุฒิ ที่ สอศ.ได้เริ่มความร่วมมือในการจัดการศึกษากับประเทศเกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่นก็ได้ดำเนินการแล้ว
“ในช่วงที่ผ่านมา มีสายลับรายงานผมว่า มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน บางแห่งจัดการเรียนการสอนใช้เวลาน้อยกว่าปกติ โดยจัดทั้งภายในสถานศึกษาและนอกที่ตั้ง รวมถึงการออกวุฒิการศึกษาที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของวิทยาลัย ผมขอเตือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ ผู้บริหารทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ผมย้ำอยู่แล้วว่าเราต้องยึดคุณภาพ หากกติกาเดิมมันโบราญ ไม่เป็นไปตามที่วิทยาลัยต่องการ ก็ขอให้มาคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข
 แต่ระหว่างที่ยังไม่ได้แก้ไขก็ขอให้วิทยาลัยอย่าจัดการเรียนการสอนในลักษณะนี้เลย และผู้บริหารต้องคอยตรวจสอบไม่ให้เกิดเรื่องที่ไม่ถูกต้องขึ้น ใครที่ทำอยู่ก็ขอให้หยุดทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมจะไม่ชี้เป้าใคร เพราะใครที่ทำอยู่ก็คงรู้ตัวดี และกำลังรีบปรับตัว ดังนั้น ผมจึงต้องให้โอกาสเขา ขณะนี้มีระดับอุดมศึกษาบางแห่ง ถูกสังคมมองว่า “จ่ายครบ จบแน่” เพราะรับนักศึกษาเข้ามาจำนวนมากและผลิตออกมาแล้วตกงาน จึงถูกสังคมวิพากษ์วิจารย์จนรัฐบาลต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว เข้าไปแก้ไข แต่ระดับอาชีวะฯยังมีไม่มาก จึงขอให้หยุดทำสิ่งในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่าให้ต้องใช้มาตรา 44 มาดำเนินการเลย” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

‘บิ๊กน้อย’หวังเชื่อมเพื่อนบ้านในอาเซียน ลุยการศึกษาแบบบูรณาการเขตพัฒนาศก.พิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236723

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 13.58 น.

 

23 ก.ย.59 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลต่องานด้านการศึกษาของประทศไทยว่า หลังจากรัฐบาลได้กำหนดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของไทยจำนวน 10 เขตพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดตาก สงขลา มุกดาหาร สระแก้ว ตราด เชียงราย กาญจนบุรี หนองคาย นครพนม และนราธิวาส เพื่อสร้างฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับ อาเซียน และการพัฒนาเมืองชายแดน ซึ่งการศึกษาก็เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ รวมถึงสมรรถนะในการทำงานและการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาหลักสูตร และสร้างกำลังคนที่เข้มแข็งตรงตามความต้องการของพื้นที่ สู่การยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ให้มีมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การจัดการศึกษาเพื่อรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนั้น มีเป้าหมายเพื่อให้มีความพร้อมด้านภาษา ทักษะอาชีพ ความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่สงบสุข โดยมีแนวทางการจัดการศึกษา ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการและเป้าหมายในพื้นที่ มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่มีวินัย ขยัน ซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ และมีจิตสาธารณะ การจัดการศึกษาแบบบูรณาการ จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่หรือเรียกว่า “ประชารัฐ” เป็นพลังสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนในมิติต่างๆ ให้มีความก้าวหน้า โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้หน่วยงาน ในสังกัดบูรณาการดำเนินงานเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ สอดรับตามวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล คือ “คนไทยมีศักยภาพพร้อมอยู่ในประชาคมอาเซียนอย่างมีคุณภาพ   พร้อมทั้งได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายพัฒนาแผนให้สอดคล้องกัน และดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาคุณภาพและนำสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะต้องเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้มุ่งเน้นให้คนไทยมีศักยภาพที่จะอยู่ในประชาคมอาเซียนได้อย่างมีคุณภาพ

รบ.ดันแอพG-Newsหวังสื่อถึงปชช. ขู่หน่วยงานไม่ส่งข้อมูลมีผลโยกย้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236717

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 13.31 น.

23 ก.ย. 59 เวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม “แอปพลิเคชั่น G-News โฉมใหม่ตามนโยบายรัฐบาล”หัวข้อ”การขับเคลื่อนการบริการภาครัฐสู่ประชาชน ด้วย G-News  โดยมีโฆษกกระทรวงเข้าร่วมอบรมว่า การดำเนินงานของรัฐบาล ถ้าไม่ทำให้ประชาชนรู้  ไม่บอกออกไปประโยชน์ก็จะไม่เกิด และไม่ถึงประชาชน ก็จะเสียเปล่า ปัจจุบันการเสนอข้อมูลของรัฐได้เห็นความสำคัญของโลกออนไลน์มากขึ้น เพราะรวดเร็ว กระชับ เที่ยงตรง สามารถติดตามข่าวได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และได้รับข่าวที่ถูกต้อง  ไม่เกิดความผิดพลาด สามารถเข้ามาทดแทนกำลังคน สติปัญญา และแรงงานต่างๆได้อีกมาก
“แอพพลิเคชั่น G-News เป็นช่องทางหนึ่งภายใต้โครงการ GovChannel   อย่าไปคิดว่า G-News เปิดขึ้นมาเพื่อแข่งกับสื่อสารมวลชน เพราะสื่อทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ เขาต้องสื่อสารทุกข่าว ทุกรูปแบบไปถึงประชาชน แต่ G-News ต้องการสื่อสารไปถึงประชาชนบางกลุ่ม เฉพาะที่เป็นประโยชน์กับเขาเท่านั้น และอาจจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล เพื่อให้ได้รู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง ประชาชนจะได้ชอบ ไม่เบื่อ ไม่เกลียดรัฐบาล”
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า รัฐบาลในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)แต่หมายถึงองคาพายพของรัฐบาลที่จะต้องทำงาน ที่แต่ละกระทรวงทำงานอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้ถึงประชาชน ที่สื่อสารมวลชนอาจลงบางข่าวของรัฐบาลที่อยากจะเล่น ตั้งใจจะเล่น หรือบางข่าวที่เห็นว่าประชาชนอยากรู้ ขณะที่รัฐบาลอยากสื่อสารบางอย่างออกไป บางทีวันนี้ต้องการส่งสัญญาณเรื่องนี้ เพื่ออีก 7 วันเพื่อมีสัญญาณที่ สองตามมา ซึ่งบางทีเรื่องแบบนี้เราก็บอกกับสื่อมวลชนไม่ได้ซะด้วย ถ้าติดตามให้ดีบางทีจะมีข่าวออกไป และอีก 7 วันจะมีข่าวย่อยตามออกไป อีก 14 วันก็จะมีอีกข่าวตามมา และอีก 2 เดือนต่อไปถ้าดูย้อนหลังเราก็จะอ๋อเลย ว่าแบบนี้นี่เอง เพราะเราบอกเป็นระยะๆ แต่พวกเราไม่สังเกตกันเอง แบบนี้เป็นเรื่องของการทำงานในเชิงรัฐบาล เรามี G-News ที่จะทำเรื่องแบบนี้แหละ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะได้ประโยชน์ อย่างเรื่องที่ต้องการให้ประชาชนรู้ล่วงหน้า เพื่อลองเชิง เตรียมตัว เพื่อการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาด ไม่หลงเชื่ออะไรที่ผิดๆ จนเสียเงินเสียทอง เช่น การเข้มงวดไล่ตรวจอะไรบางอย่าง การเพิ่ม หรือลดภาษี
นายวิษณุ กล่าวว่า คนไทยอาจไม่สนใจข่าวรัฐบาล แต่ต่างประเทศเขาสนใจถึงขั้นจ้างคนแปลให้กับเขา เพื่อจะเอาข่าวไปวิเคราะห์ และถ้าเขาวิเคราะห์ได้ก็จะตัดสินใจอะไรได้เยอะ ซึ่งบางคนก็เป็นนักลงทุนต่างชาติ บางทีก็เป็นรัฐบาลต่างชาติ  ที่สำคัญมันต้องมีการสื่อสารกัน รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้ G-News สื่อสารด้วยการออกข่าว โดยเป็นข่าวที่ได้คัดเลือกแล้วว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นการสร้างระบบแอพพลิเคชั่น G-News โฉมใหม่ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งดำเนินการมา 4-5 เดือนแล้ว ผลก็เป็นที่น่าพอใจมาก เพราะจากสถิติพบว่า มีคนเข้าไปดูมาก และยังมีคนเข้าไปดาวน์โหลดอีก จำนวนคนที่เข้าไปไม่แตกต่างจากที่เข้าไปดูข่าวของสื่อสารมวลชนเท่าไหร่นัก ยอดดาวน์โหลดจากโทรศัพท์มือถือเป็นส่ิงท่ีน่าสนใจ ส่วนข้อมูลที่ส่งเข้ามาอยู่ในอันดับต้นคือ กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และมีคนเข้ามาดูมาก ส่วนกระทรวงที่ไม่ได้เอ่ย ไม่ได้ลืม แต่พูดไม่ได้ บอกไม่ถูก เพราะส่งเข้ามาน้อย หรือบางแห่งไม่ส่งเลย เราจึงต้องการพัฒนาระบบนี้ โดยเชิญโฆษกทุกกระทรวงมา เพื่อให้ทราบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบแอพพลิเคชั่น G-News ส่ิงที่เข้าไปอยู่ในแอปพลิเคชั่น G-News น่าจะหลากหลาย รวดเร็ว แม่นยำ ย่ิงตอนนี้มีข่าวลวง ข่าวปล่อยมากมายสารพัด มันง่าย ถ้าเราไม่มีช่องทางตรวจสอบ อาจตกเป็นเหยื่อ ตัดสินใจผิดพลาดได้
“จากนี้ไปต้องเอาจริง จาก 4-5 เดือนที่ได้ทดลอง แฟนคลับที่เหนียวแน่นของแอพพลิเคชั่น G-News ที่สุดในประเทศไทย ก็คือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ซึ่งนายกฯ บอกว่าดูเพื่อให้รู้ว่ามีอะไรใหม่บ้าง เพื่อไม่ได้ตกข่าว เพราะต้องเอาไปพูดเป็นสิบเวลาหลังอาหาร และนายกฯต้องการรู้ว่าหน่วยงานภาครัฐหน่วยไหนป้อนข้อมูลเข้ามาบ้าง คิดดูแล้วกัน ขนาดนายกฯยังสนใจขนาดนี้ ถ้ารัฐมนตรี 35 คนไม่สนใจ ก็คงอยู่ด้วยกันไม่ได้ และถ้ารัฐมนตรีสนใจ แต่กระทรวงไม่ขยับ ก็คงลำบากเหมือนกัน”รองนายกฯ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า เลยอยาขอความร่วมมือทุกกระทรวงป้อนข้อมูลเข้ามาในแอพพลิเคชั่น G-News และต้องประเมินคนที่เข้ามาด้วย เพราะจากที่เข้ามาดูรัฐบาลก็ต้องเอามาดูด้วย ต้องแจ้งครม.ทุกเดือน เพื่อนำไปสู่การประเมินการทำงานของส่วนราชการและข้าราชการ อย่างหลายคนไม่รู้ว่าการโยกย้ายข้าราชการที่ผ่านมา ปัจจุบันที่เป็นซี 10 ซี 11  ก็เอาผลการประเมินข้าราชการมาใช้และที่จะทำต่อไป มาประกอบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ซึ่งผลของแอปพลิเคชันคือส่วนหนึ่งที่จะนำมาประเมิน

 

เก็บมาคิด : คุณค่าของผ้าไทยกับการรณรงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236589

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มีผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพลเกี่ยวกับความนิยมผ้าไทย” ได้ผลสรุปออกมาหลายอย่างที่น่าสนใจ อาทิ ร้อยละ 76.66 ชอบผ้าไทย และร้อยละ 21.04  เฉยๆ ส่วนเหตุผลที่ชื่นชอบผ้าไทยเพราะ 1.ผ้าไหม เนื้อผ้ามีความสวยงาม เงางาม ประณีตมีคุณค่า มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ใส่แล้วดูภูมิฐานสง่างาม เสริมบุคลิก หรูหรา 2.ผ้าฝ้าย สวมใส่สบาย ราคาถูก ดูแลรักษาง่าย ระบายความร้อนได้ดีเหมาะกับสภาพอากาศ หาซื้อได้ง่าย 3.มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย สีสันสดใส 4.ผ้าประจำถิ่น เช่น ผ้าม่อฮ่อม ผ้าปาเต๊ะ น่าสนใจ เพราะสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น สำหรับความถี่ในการสวมใส่ผ้าไทยของคนไทย พบว่า ร้อยละ 36.98 สวมใส่ผ้าไทยในโอกาสสำคัญ รองลงมาร้อยละ 24.04 สวมใส่ผ้าไทย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีการระบุวันสวมใส่ผ้าไทยว่า ร้อยละ 19.00 วันสำคัญทางศาสนา ร้อยละ 18.43 งานมงคลต่างๆ ร้อยละ 18.20 วันที่หน่วยงาน/สถานศึกษากำหนด และร้อยละ 17.54งานประเพณีท้องถิ่น

จากข้อมูลข้างต้น สรุปสั้นๆ ได้ว่า 1.คนไทยส่วนใหญ่นิยมผ้าไทย 2.มองเห็นคุณค่าของผ้าไทยว่ามีดีอย่างไร และ 3.มีความคิดว่า ผ้าไทยควรใส่ตามกาลเทศะ ไม่ใช่ใส่ได้ทุกวัน

ถ้าเชื่อตามผลสรุปดังกล่าว แสดงว่า ผ้าไทย ไม่ใช่ “ปัจจัยหลัก”ที่ทุกคนต้องใช้ต้องทำ แต่ผ้าไทย กลายเป็น “ปัจจัยพิเศษ” ที่ทำขึ้นเฉพาะวันสำคัญๆ หรือในโอกาสพิเศษเท่านั้น

หากเป็นเช่นนี้ นับได้ว่า ประโยชน์ของผ้าไทยไม่สามารถทำให้เป็นอุตสาหกรรมได้ เพราะมีความต้องการเฉพาะกาลเท่านั้น ฉะนั้นการรณรงค์ของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องการให้ผ้าไทยกระจายกว้างขวางออกไปทั่วโลก จึงไม่คุ้มค่า

แต่ในความเป็นจริงการรณรงค์ให้ผ้าไทยเป็นที่นิยม มีเป้าหมายที่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติได้

ดังนั้น สิ่งแรกที่จะรณรงค์ คือ เปลี่ยนค่านิยม หรือทัศนคติของคนไทย ที่มองเห็นผ้าไทยเป็นปัจจัยพิเศษ ให้กลายเป็น ปัจจัยหลักก่อน เพื่อให้ปริมาณการใช้ผ้าไทยขยายตัวมากขึ้น

จากการได้พุดคุยกับ คุณวีระโรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้พบว่า ในความคิดของ ท่านรัฐมนตรี มองว่า ผ้าไทยต้องอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถทำเงินให้กับประเทศชาติได้เช่นกัน ไม่ใช่เป็นการจับเอาผ้าไทยไปขึ้นหิ้งเพื่อบูชา หรือยกย่องให้เป็นสิ่งล้ำค่า

อาทิ จากสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีวีระ มีความเห็นในเรื่องของการส่งเสริมผ้าไทยว่า 1.ควรมีทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในทุกมิติของการส่งเสริมผ้าไทย เช่น การผลิต การออกแบบการจำหน่าย และการประชาสัมพันธ์ 2.ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับผ้าไทย เช่น การทอ ย้อมสีธรรมชาติ ย้อมโคลน การตัดเย็บ การออกแบบ และช่วยเหลือผู้ประกอบการผ้าไทยให้มีช่องทางในการขยายตลาดเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าที่ผลิตจากผ้าไทยได้มากขึ้น 3.ผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรของกระทรวงวัฒนธรรมควรสวมใส่ผ้าไทยเป็นแบบอย่าง 4.ส่งเสริมให้หน่วยงานราชการใช้ผ้าไทยเป็นชุดฟอร์ม (uniform) และขยายผลไปยังหน่วยงานเอกชน เช่น ธนาคาร บริษัทที่มีชื่อเสียง 5.รณรงค์ให้ครู นักเรียน นักศึกษา แต่งกายด้วยผ้าไทยในสถานศึกษาสัปดาห์ละ 1-2 วัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผ้าไทยเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่สร้างรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น

จากผลของการสำรวจที่พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ รู้จักคุณค่าและประโยชน์ของผ้าไทย เป็นอย่างดี ปัญหาจึงตกอยู่ที่ว่า ทำไมผ้าไทยจึงมียอดการขายที่ไม่สูงมากนัก

คำตอบมีอยู่เพียงประเด็นเดียวคือ ผ้าไทยยังมีราคาแพง เนื่องจากกระบวนการผลิตยังต้องใช้วัสดุ และกำลังการผลิตที่มีต้นทุนค่อนข้างสูง จะนำมาขายในราคาต่ำย่อมขาดทุน

ถ้ารักจะส่งเสริมให้ผ้าไทย (ซึ่งมีคุณภาพ) กลายเป็นสินค้าที่คนไทยทุกคนสามารถนำมาใช้ได้ ภาครัฐควรมีการส่งเสริมด้วยการ จัดตั้งกองทุนช่วยพยุงราคาผ้าไทยให้กับภาคการผลิตส่วนหนึ่ง เพื่อให้ราคาของผ้าไทยถูกลงจนคนทุกระดับชั้นมีโอกาสซื้อได้ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ชุดนักเรียนผลิตขึ้นจากผ้าฝ้ายของคนไทยเพียงหน่วยงานเดียว อุตสาหกรรมผ้าไทยก็ขายกันไม่ทันแล้ว

ชนิตร  ภู่กาญจน์

รร.จิตรลดา จับมือ ซินโครตรอน ปั้นนักวิทย์รุ่นเยาว์ในระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236586

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา กล่าวถึง“การลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน” ว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากนักเรียน จะได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากสื่อการเรียนที่ทันสมัยแล้ว ยังจะได้มีโอกาสฝึกคิด วิเคราะห์ และทำการทดลองด้วยตนเองผ่านกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ที่ทางสถาบันฯ จะร่วมจัดขึ้น โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนจิตรลดามีโอกาสได้นำนักเรียนเข้าไปศึกษาดูงานที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนบ่อยครั้ง และทำให้ทราบว่าทางสถาบันฯ นอกจากจะให้บริการแสงซินโครตรอนแล้ว ยังมีแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ รวมถึงมีบุคลากรที่มีความสามารถและพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ สู่ครูและนักเรียน ของโรงเรียนจิตรลดา และรวมถึงโรงเรียนอื่นๆ ที่สนใจอีกด้วย

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เปิดเผยว่า “สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มีภารกิจหลักในการให้บริการแสงซินโครตรอนเพื่องานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพิ่มองค์ความรู้ให้กับวงการวิทยาศาสตร์ระดับโลกรวมถึงสร้างความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สถาบันฯ ยังมีศูนย์การเรียนรู้ที่รวบรวมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่างๆ ครอบคุลมเนื้อหาทางด้าน แม่เหล็ก แม่เหล็กไฟฟ้า แสง การเร่งอนุภาคที่มีประจุ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแสงซินโครตรอน โดยการลงนามความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้เครื่องมือและร่วมพัฒนาห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด อีกทั้งพัฒนาเนื้อหารายวิชาที่เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน สนับสนุนการวิจัยของครูและการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ต่างๆ ของนักเรียน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล การฝึกอบรมการจัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโรงเรียนจิตรลดาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ไทยที่จะส่งเสริมให้เด็กๆ รัก และสนุกกับการเรียนวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและน่าสนใจ เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต”