มองอนาคตการเมืองในกรอบรัฐธรรมนูญใหม่ : ติดหล่มจมปลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788206


ก้าวขึ้นทำเนียบผู้อาวุโสวงการเมือง ผ่านด่านการปั้นนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 3 คน โดดเด่นอยู่ในถิ่นบูรพาพยัคฆ์ ถึงได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น”

ขณะนี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีองค์ประกอบส่วนหนึ่ง

เป็นบรรดาบิ๊กสายบูรพาพยัคฆ์ เข้ามาบริหารประเทศผ่านมา 2 ปีกว่า ผู้ที่เคยสัมผัส “บิ๊กบูรพาพยัคฆ์” นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาล และ คสช.

เริ่มต้นก็เกริ่นถึงภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ สถานประกอบการผลิตอะไรมาขายไม่ค่อยได้ สุดท้ายรัฐจะเก็บภาษีจากที่ไหน

ที่สำคัญเกษตรกรชาวนามีต้นทุนการผลิตสูง แต่ขายข้าวเปลือกราคาต่ำ และซื้อข้าวสารราคาแพง

แรงงานแม้ค่าจ้างขั้นต่ำกำลังจะขยับขึ้น แต่ค่าครองชีพยังสูง เลี้ยงชีวิตได้แค่ตัวคนเดียว ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว

เมื่อประชาชนยากจนลงแล้วประเทศจะอยู่กันได้อย่างไร

ขณะที่ในด้านการเมือง เมื่อส่องดูเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่รอการประกาศใช้และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่าง

สุดท้ายเมื่อมีผลบังคับใช้แล้ว ผลจะออกมาอย่างไรยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

แม้กระทั่งฝ่ายตั้งใจทำจะสำเร็จหรือไม่ที่จะสืบทอดอำนาจ

แต่ในภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า ต้องการ “บล็อกคน-บล็อกประชาธิปไตย-บล็อกประเทศ” เพราะกำหนดให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งต้องไปดึงเสียงจากพรรคเล็ก พรรคน้อย จะเป็นตัวบล็อกไม่ให้รัฐบาลทำงานได้สะดวก

ยิ่งการกำหนดให้ ส.ส.ไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรค จะถอยหลังกลับไปสู่การเมืองสมัยโบราณ โหวตลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแต่ละครั้ง จะต้องเดินเข้าห้องน้ำ มีการต่อรองกันเกิดขึ้น วุ่นวายไปหมด

ในอนาคตการเมืองไม่พัฒนาขึ้น แต่จะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม เพราะสมัยก่อนบ้านเมืองไม่ได้ตกอยู่ในสภาพที่แตกแยก ไม่มีอะไรร้อนคุกรุ่นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วจุดติดก็ลุกโชนขึ้นมาเลย

จำได้หรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ผมออกมาย้ำเตือนตลอดว่าจะทำให้การเมืองยุ่งเหยิง ที่ออกมาคัดค้านไม่ใช่ว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เรารับอยู่แล้ว แต่ขอให้ปรับแก้ไขเนื้อหากันหน่อย

โดยเฉพาะอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีมากจนเกินไป แจกใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา สุดท้ายเป็นไปอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งตามมา

ทีมข่าวการเมือง ขอฉายภาพให้เห็นร่าง พ.ร.บ.กกต.ฉบับที่จะเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีสาระสำคัญหลายประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

อาทิ การกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็น กกต.เข้มข้นขึ้น ชนิดที่มี กกต.บางคนตอบโต้ กรธ.อย่างดุเดือด

เช่น ต้องดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ เทียบเท่าระดับอธิการบดี อัยการ ผู้พิพากษาติดต่อกัน 10 ปี ในทางวิชาการต้องอยู่ในระดับศาสตราจารย์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับบริหารงานการเลือกตั้งมาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยประสบการณ์แต่ละด้านสามารถนับรวมเวลากันได้

อำนาจหน้าที่ที่ปรับใหม่ เช่น ให้ กกต.เพียง 1 คน สามารถสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งระงับการเลือกตั้งได้ทันที หากพบว่าไม่สุจริตยุติธรรม

ยกเลิก กกต.จังหวัดแล้วกำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัด จำนวน 5-7 คน ขึ้นอยู่ที่ความจำเป็นในแต่ละพื้นที่ ซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้ง 2 คนมาจากคนในพื้นที่ และส่วนที่เหลือ กกต.จะสุ่มว่าใครจะต้องไปลงพื้นที่ใดบ้าง มีอำนาจเฉพาะช่วงมีการเลือกตั้ง มีเฉพาะเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง แต่ไม่มีเงินเดือน

กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระทำหน้าที่สรรหา กกต.เพิ่มอีก 2 คน ให้ครบ 7 คน และวินิจฉัยว่า กกต.ชุดเดิมมีใครขัดคุณสมบัติตามกติกาใหม่หรือไม่ ถ้าชี้ว่าขัดก็ทำหน้าที่จนกว่าจะสรรหา กกต.คนใหม่มาแทน

ส่วนร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 ยังคงสภาพอยู่ ภายใต้เงื่อนไขมีจำนวนสมาชิก จำนวนสาขาและตัวแทนสมาชิกประจำจังหวัดครบตามที่กฎหมายกำหนด

โดยต้องทำให้เสร็จภายใน 90 วันนับแต่กฎหมายบังคับใช้ หากไม่ดำเนินการหรือไม่ทัน มีโทษยุบพรรค

การตัดสิทธิทางการเมืองจากการยุบพรรค จะมีโทษเฉพาะผู้กระทำผิด ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีโทษสูงสุดคือตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

และหากทำผิดในฐานความผิดล้มล้างการปกครอง การซื้อขายตำแหน่ง มีอัตราโทษทางอาญาที่รุนแรงสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต เพราะเป็นการทำลายระบบการปกครอง

นี่คือเนื้อหาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในกฎหมายลูก โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้ กกต.คนเดียว สั่งให้นับคะแนนใหม่หรือสั่งระงับการเลือกตั้งได้ทันที หากพบว่าไม่สุจริตยุติธรรม นายเสนาะ บอกว่า แบบนี้จะก่อ ให้เกิดความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น

ถ้าประชาชนไม่ได้รับความชอบธรรม สถานการณ์ความขัดแย้งอาจจะหนักกว่าเดิม เพราะขณะนี้ประชาชนประสบปัญหาปากท้อง ข้าวสารแพง ข้าวเปลือกถูก และปัญหาความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลาย

จะเสนอทางออกหรือทางแก้ไขอย่างไรบ้าง นายเสนาะ บอกว่า ไม่ต้องไปทำอะไรมาก ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกติกาใหญ่ ถ้าเขียนกติกาไว้แบบนี้ ส.ส.ทำอะไรไม่ได้

ควรแก้กติกาการปกครองบ้านเมือง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่คิดถึงประชาชน

พอมีการเลือกตั้งทั้งหมดจะออโตเมติก รัฐบาลมาจากประชาชนจะต้องเอาใจประชาชน

หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาให้ประชาชน ส.ส.ในพื้นที่จะต้องเร่งให้รัฐบาลทำ เพราะประชาชนในพื้นที่ด่า ส.ส. ผู้แทนในพื้นที่ก็อยู่ไม่ได้

ทางออกของประเทศจะแก้ไขอย่างไร จะแก้ปัญหาปากท้องก่อนหรือมีการเลือกตั้งก่อน นายเสนาะ บอกว่า ขอพูดตรงๆน่าจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปัดฝุ่นใช้ ถ้าอยากจะให้สุดๆ นำคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี แบบนี้ยังพอคุยกันได้

ถ้าอยากจะสืบทอดอำนาจก็ต้องมาคุยกัน

สมมติถ้าผมเป็นพรรคใหญ่ จะไม่ขอเป็นรัฐบาล อยากเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นต่อ แล้วดูสิว่าเมื่อมาเจอของจริงจะอยู่ได้หรือไม่

จากประสบการณ์ที่ผมอยู่กับการปฏิวัติมาหลายครั้ง ตั้งแต่สมัย 6 ตุลา 19 เอานายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลหอย สภาหอย ประกาศแบบท่องสูตรคูณจะอยู่ 8 ปี 12 ปี 16 ปี ถึงจะเป็นประชาธิปไตย

ผลสุดท้ายรัฐบาลอ่อนแอมาก

เฉกเช่นยุคนี้กติกาใหม่ที่เขียนบล็อกไว้ทั้งหมด ระบบบ้านเมืองเดินไปไม่ได้ มีแต่ล้าหลัง ในที่สุดจะเกิดความขัดแย้ง เอาเฉพาะแค่ประชาชนเลือกตั้งการเมืองใหญ่ได้เสียงข้างมาก แต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล มันผิดวิสัยความจริง

รัฐบาลถือว่าปกครองประเทศได้ เพราะมีกองทัพสนับสนุน ดูแลด้านความมั่นคง ป้องกันเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้ นายเสนาะ บอกว่า การปฏิวัติที่ผ่านมาไม่เคยมีการออกรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยกำหนดให้คนคนเดียว มีอำนาจตามมาตรา 44 ทำให้อยู่เหนือ
กฎหมาย ทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครกล้าทำ

แต่รัฐบาลใช้อำนาจพิเศษมา 2 ปีกว่าแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาตามมา มากมาย อาทิ ปัญหาระบบข้าราชการ คนดีอยู่ไม่ดี คนทำงานโดนหมด ถูกย้ายตอนไหนก็ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในสถานการณ์การเมืองแบบนี้จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาแน่ ควรเซ็ตซีโร่กันใหม่ทั้งหมด เพื่อเริ่มต้นกันใหม่ นายเสนาะ บอกว่า รัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ดีๆหลายฉบับ ควรเอามาปัดฝุ่นและเพิ่มเติมสิ่งที่ดีๆเข้าไป ทำง่ายนิดเดียว

จะปล่อยให้กลุ่มคนที่เขียนกติกาแบบอคติต่อนักการเมือง ต่อไปไม่ได้

สุดท้ายก็มาทะเลาะแบ่งแยกกันอีก.

ทีมการเมือง

 

“ประยุทธ์”กระตุ้น“กลไก”เดินหน้าอนาคตใหม่ : ไทยสามัคคี ร่วมเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787632


ฝนซา อากาศเริ่มหนาว ย่างเข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว

วันเวลาเดินไปพร้อมๆกับสถานการณ์ภายในประเทศที่เดินหน้าต่อเนื่องไม่มีการสะดุดหยุดนิ่ง หลังก้าวผ่านช่วงจังหวะยากลำบากจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

โฟกัสไปที่โปรแกรมหลักของประเทศ ความคืบหน้าตามโปรแกรมโรดแม็ปปฏิรูปของ คสช.ที่กำลังอยู่ในขั้นรอกระบวนการประกาศบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ตามกำหนดปฏิทินที่ล็อกไว้ไม่เกินวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยเงื่อนเวลาปฏิทินงานตามโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.ก็ต้องล้อไปกับกำหนดการพระราชพิธีพระบรมศพฯ ที่อาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ถือเอาโบราณราชประเพณีเป็นหลัก

รวมถึงประเพณีปฏิบัติที่ดำเนินสืบเนื่องกันมา ว่ากันตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ชี้แจงชัด ตอนนี้ทุกอย่างก็อยู่ในขั้นตอน ขอทุกคนอย่าใจร้อน แม้แต่กรณีปฏิทินและวันหยุดราชการปี พ.ศ.2560 ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่นั้นก็จะต้องรอสำนักพระราชวังเป็นฝ่ายกำหนดมา

ส่วนวันสำคัญของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่อาจจะต้องเรียกชื่อใหม่

เรื่องของเรื่องเป็นอะไรที่เข้าใจได้ ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีของประเทศไทย

แบบที่ช่วงอายุคนในประเทศส่วนใหญ่ไม่เคยผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน

กระบวนการขั้นตอนต่างๆจึงไม่แน่นอน เป็นของธรรมดา

แต่ที่ชัดเจนก็คือภารกิจประจำของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน งานรูทีนต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะ หน้าของประชาชน ตามสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ต่อเนื่องกับสินค้าเกษตรทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ที่เจอเงื่อนไขกลไกตลาดโลก

ชาวนา ชาวไร่ บักโกรกหนักตามๆกัน

กระแสกดดัน พล.อ.ประยุทธ์และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องเข็นมาตรการเร่งด่วนในการรับจำนำยุ้งฉางทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวปทุมธานี ข้าวเหนียว ดันราคาขึ้นไปตันละหมื่นกว่าบาท

หนีไม่พ้นยุทธศาสตร์การแทรกแซงราคาตลาด

วิถีธรรมชาติของประเทศเกษตรกรรมแบบเมืองไทยที่ยังขาดระบบการจัดการที่ดี

แน่นอนมันเป็นอะไรที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในจังหวะที่รัฐบาลทหารกำลังเดินหน้าจัดการกับอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในเรื่องทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เช็กบิลค่าเสียหายจำนวนมหาศาล

ไปๆมาๆก็เลี่ยงไม่ได้ ต้องเดินย่ำรอยตามกัน

แค่เปลี่ยนจากโครงการ “จำนำทุกเมล็ด” เป็น “จำนำยุ้งฉาง”

ท็อปบูตก็ต้อง “อัดฉีด” ซื้อใจชาวนาเต็มที่เหมือนกัน

นั่นก็เพราะมันส่งผลถึงระดับแรงเสียดทานต่ออำนาจในการบริหารประเทศ

ที่สำคัญ โดยเงื่อนสถานการณ์ที่ผ่าน 2 ปีกว่าเข้าสู่ช่วงท้ายเทอมตามโรดแม็ปที่รัฐบาล คสช.วางไว้ ก็เหมือนกับรัฐบาลทั่วไปที่จะถูกจับจ้องเรื่องผลงาน

โดยเฉพาะเทียบกับอำนาจพิเศษที่เหนือกว่ารัฐบาลปกติทั่วไป

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่แสดงให้เห็นจุดที่ “แตกต่าง”อย่างชัดเจน หรือทำให้ชาวบ้านรู้สึกถึงประสิทธิภาพที่ด้อยกว่ารัฐบาลนักการเมืองซึ่งโดนอัปเปหิไปอยู่ข้างสนาม

มีแต่ฟอร์มด่าฝ่ายตรงข้าม โยนกลองรัฐบาลเก่า

ผู้นำเก่งแต่ปาก ทำงานไม่ได้น้ำได้เนื้อ

มันก็อาจส่งผลต่อแรงสนับสนุนในการคุมเกมยาวช่วงเปลี่ยนผ่าน

นี่คือโจทย์การบ้านยากๆของ “นายกฯลุงตู่” ที่จะปล่อยให้เรตติ้งตกจากระดับลอยลมบนไม่ได้

และนั่นก็ล้อกันไปกับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ งัดยุทธศาสตร์บุกจู่โจมกะทันหัน เดินสายไปตรวจงานตามกระทรวงต่างๆโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ทำเซอร์ไพรส์ไล่ตั้งแต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรี ข้าราชการ ผู้บริหารกระทรวงไม่ทันได้ตั้งตัว

ไม่เปิดโอกาสให้ “ผักชีโรยหน้า” กันเลย

ในเชิงการตลาด ภาพออกมากระตุกกระแสการเอาจริงเอาจังของผู้นำรัฐบาลทหาร

มุ่งปั่นเนื้องานตามภารกิจพิเศษ

แต่อีกมุมหนึ่งมันก็สะท้อนภาวะแรงเฉื่อยในเชิงบริหาร ถึงขั้นที่ผู้นำรัฐบาลต้องไล่ตรวจการบ้าน จ้ำจี้จ้ำไช เช็กเนื้องานรายกระทรวง

เพราะมีแต่รายงานในที่ประชุม ครม. แต่เนื้องานในพื้นจริงไม่ขยับ

แค่สร้างภาพ จัดอีเวนต์โชว์ก่อนประชุม ครม.ไปวันๆ

พล.อ.ประยุทธ์ต้องกระตุ้นข้าราชการไม่ให้แช่ “เกียร์ว่าง”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่นับปฏิบัติการ “เชือด” ที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เปิดกรุประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกว่า 50 ตำแหน่ง เพื่อรองรับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานพิเศษของรัฐบาลที่มีปัญหา

ประเดิมด้วยคำสั่งเด้งผู้บริหารของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มีปัญหาถูกตรวจสอบความไม่โปร่งใส

และเป็นปมให้เกิดปัญหาการขัดแย้งภายในทำให้การบริหารสะดุด

ทั้งๆที่ สสว.เป็นหน่วยงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

โดยนั่งเป็น “ประธานบอร์ดใหญ่” ด้วยตัวเอง

และเห็นได้ชัดเจน ภายหลังจากคำสั่งเด้งผู้บริหารที่มีปัญหาในการบริหารภายในของ สสว. ในการประชุมบอร์ดใหญ่คราวเดียวกันก็มีการอัดฉีดงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทให้ สสว.เดินหน้ามาตรการฟื้นฟู ส่งเสริมเอสเอ็มอีภาคการเกษตรและอีคอมเมิร์ซ

รัฐบาล คสช.หวังเดินเครื่องธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในจังหวะที่เครื่องยนต์อื่นทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวเดินได้ไม่เต็มกำลัง

ผู้นำรัฐบาลต้องโดดลงมา “คลุกฝุ่น” แก้ไขฟันเฟืองที่ขบเหลี่ยมใน สสว.

ไล่เบี้ยเนื้องานด้วยตัวเองทั้งระดับองค์กรพิเศษ ทั้งระดับกระทรวง

มันก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่า การที่ผู้นำขยันทำงานโดดเด่นอยู่คนเดียว แต่องคาพยพของรัฐบาลไม่เดินหน้าไปพร้อมกันทั้งแผง มันก็ไร้ความหมาย

งานไม่เดิน ผลงานภาพรวมไม่เด่นชัด

สลัดภาพความอ่อนเชิงบริหาร ตามฟอร์มเดิมๆของรัฐบาลทหารไม่หลุด

ในทางกลับกัน มันก็มีจุดให้นำมาซึ่งเครื่องหมายคำถาม ตามภารกิจของผู้ถืออำนาจพิเศษในการนำธงไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูปประเทศไทย

จะหวังผลสัมฤทธิ์ได้มากน้อยแค่ไหน

เพราะในเมื่อสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า มันคือการล่อกันเองในเครือข่ายอำนาจพิเศษที่แตกออกเป็นแม่น้ำ 5 สายของ คสช.

จากหัวเชื้อประเด็น “เซ็ตซีโร่” องค์กรอิสระ

ตามอารมณ์แบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนดัง เปิดหน้าซัดกับ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ต่างคนต่างแรง ไม่กลัวถูกมองว่าแฝงอาการยึดอำนาจและผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง

นั่นก็ทำให้ระดับความคาดหวังโมเดลการเมืองในฝันมันเลือนรางไป

กลายเป็นภาวะกดทับในภาวะความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเสริมฐานต้นทุนหน้าตักในการเดินหน้าคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านในเส้นทางที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน

สถานการณ์เดิมพันที่กระแสความนิยมต้องนิ่ง

ยิ่งในห้วงบรรยากาศ “เกร็ง” กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีประเทศไทย

ต้องระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ

แม้แต่จุดเล็กๆยังไม่มองข้าม ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เตือนข้าราชการและคณะบุคคลต่างๆให้สำรวมในระหว่างการเข้าถวายสักการะพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง

หลังพบมีการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม

และยังมีเรื่องการเตือนข้าราชการ พวกที่ขอเข้าถวายสักการะพระบรมศพเป็นหมู่คณะ ที่มีการแทรกคิวประชาชนที่เข้าแถวรอปกติ แต่มีการเพิ่มจำนวนคนมากกว่าที่แจ้งไว้

กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควรในห้วงเวลาแสดงความอาลัย

ทั้งการเดินหน้าตามโรดแม็ป ทั้งการบริหารราชการ แผ่นดิน ทั้งการดูแลความเรียบร้อยในพระราชพิธี

เงื่อนสถานการณ์บังคับ ซีเรียสจริงจังไปทุกจุด

แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์คือคนที่แบกรับภารกิจเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง

แต่ลำพังจะให้พระเอกขี่ม้าขาวคนเดียวก็เห็นแล้วว่าไปไม่ไหว

จำเป็นต้องพึ่งพาทีมงาน รัฐมนตรี ข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องคาพยพของรัฐบาลต้องขยับทั้งแผง สำคัญที่สุดก็คือประชาชนต้องร่วมแรงร่วมใจ

ผนึกพลังความสามัคคีของคนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบาก

เพราะมันคือเดิมพันอนาคตของประเทศชาติ

ทุกฝ่ายต้องแบกรับสถานการณ์ร่วมกัน.

“ทีมการเมือง”

 

ลามเข้าสู่ศึกคนกันเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787352


ปั่นผลงานมือเป็นระวิง ทำแต้มให้เข้าตาชาวบ้าน

กับบท “วันแมนโชว์” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ทั้งการย่องตรวจการบ้านตามกระทรวงต่างๆ โดยไม่แจ้งคิวให้ทราบล่วงหน้า สลับฉาก

กับการลงพื้นที่ตรวจราชการ เกาะติดปัญหาความทุกข์ของประชาชนในสไตล์ถึงลูกถึงคน อาทิ การติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตร จ.ปทุมธานี

ตามติดการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง ติวเข้มหน่วยงานต่างๆให้เตรียมรับปัญหาตลอดเวลา หรือการโชว์บทขึงขังทุบหน้าอกตัวเอง ให้สัญญาชายชาติทหาร แสดงความจริงใจ ไม่ทอดทิ้งชาวนาออกแอ็กชั่นเข้มๆ ซื้อใจกระดูกสันหลังของชาติ ในช่วงราคาข้าวดิ่งเหว

แข่งกับกลยุทธ์การตลาดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลี้ยงกระแสชาวนาจัดกิจกรรมต่อยอดแคมเปญเรื่องราคาข้าวไม่หยุดหย่อน

“บิ๊กตู่” หันมากระชับอำนาจบริหารงานเข้มข้น ไล่บี้เค้นผลงานทุกกระทรวงทบวงกรม เร่งโชว์ผลงานให้เห็นกันชัดๆในช่วงเข้าโค้งปลายปี

พร้อมๆกับกระชับอำนาจกระบองยักษ์ ใช้อำนาจพิเศษคอนโทรลการแต่งตั้งโยกย้ายต่างๆช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในคิวล่าสุดที่มีการออกคำสั่งมาตรา 44 เด้ง น.ส.ปณิตา ชินวัตร หลานสาว “อดีตนายกฯปู” และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

กระเด็นจากตำแหน่งรอง ผอ.สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ากรุเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ขึ้นหิ้งแขวนไว้จนกว่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้

จนถูกตั้งแง่จากกองเชียร์เสื้อแดง ผูกปีจองกฐินเล่นงานคนตระกูล “ชินวัตร”

ต่อยอดการไล่บี้ทวงค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจาก “อดีตนายกฯปู” 35,000 ล้านบาท

ในอารมณ์ที่มวลชนเสื้อแดงได้แต่นิ่งเงียบ ขณะที่ฝ่ายการเมืองทำได้แค่โหวกเหวกพอเป็นพิธี ไม่กล้าออกแอ็กชั่นมากมายเกินเหตุ ในสถานการณ์ที่ฝ่ายอำนาจพิเศษยังสะกดแรงกระเพื่อมได้อยู่หมัด

แต่ที่ดูโหวกเหวกเสียงดังมากผิดปกติ กลับเป็นฝ่ายเดียวกันเอง ตามอาการขบเหลี่ยมระหว่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับองค์กรอิสระ

ในประเด็นการกำหนดคุณสมบัติใหม่ขององค์กรอิสระแบบสูงลิบ อาจทำให้ “บิ๊กเนม” องค์กรอิสระหลายคนโดนหางเลขกระเด็นตกจากเก้าอี้ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผูกโยงกับกฎหมายลูก

ทั้ง กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ได้หนาวๆร้อนๆ ยังไม่ทราบชะตากรรมว่า จะเกาะเก้าอี้องค์กรอิสระในอนาคตไว้ได้หรือไม่

โดยเฉพาะตัวจี๊ด สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลางถึงขั้นหลุดคำ “ฟุ้งซ่าน” หรือ “เกิดนานกว่าไม่ใช่ว่าจะเก่งกว่า” ใส่ กรธ.

แบบไม่เกรงใจ “ซือแป๋กฎหมายมือหนึ่งของประเทศ” อย่าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

ใส่กันหนักๆถึงขั้นแฉว่า “มีบางฝ่ายกำลังเตรียมการโละองค์กรอิสระทุกองค์กร โดยเอาคนของตัวเองเข้าไปทำหน้าที่แทน ถือเป็นการยึดพื้นที่ทางการเมืองขององค์กรอิสระ”

พวกเดียวกันออกมาแฉกันเองถึงแผนที่บางฝ่ายต้องการยึดพื้นที่ทุกภาคส่วนในสังคม โดยใช้เวทีรับฟังความเห็นของ กรธ.เป็นเพียงแค่พิธีกรรม

สะท้อนอารมณ์ขบเกลียวกันอย่างหนักในการทำงาน กลายเป็นวิวาทะตอบโต้ไปมาระหว่างสองฝ่าย

ปมร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ขยายรอยร้าวจากฝ่ายการเมืองมาสู่องค์กรอิสระ

และอาจขยายวงไปถึงเพื่อนแม่น้ำร่วมสาย ตามอารมณ์ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะต้องพิจารณาปรับแก้ร่างกฎหมายลูกสำคัญ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในรอบสุดท้าย

ซึ่งยังไม่รู้ว่า ร่างกฎหมายลูกของ กรธ.จะถูก สนช.แปลงโฉมมากน้อยเพียงใด

ในอารมณ์ที่ สนช.ก็เห็นสวนทางกับเนื้อหาร่างกฎหมายลูกของ กรธ.อยู่บางเรื่อง

รวมทั้งเคยกินแหนงแคลงใจกับ กรธ.ก่อนหน้านี้ ในประเด็นที่กรธ.เคยเบรกเจตนารมณ์ของ สนช.ไม่ให้ ส.ว.มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในร่างรัฐธรรมนูญ

ได้ลุ้นกันอีกรอบ แม่น้ำร่วมสายจะไหลไปคนละทิศอีกหรือไม่.

ทีมข่าวการเมือง

 

เด้งสนอง ‘โจทย์งาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786296


ไม่น่าจะมีอะไรในกอไผ่

ถ้าหากสรุปความจากแก่นแกนอำนาจพิเศษ ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ประสานเสียง

ปฏิเสธข่าวลือ “ปลด ผบ.ตร.”

โดย “บิ๊กตู่” บอกชัด ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

“ดังนั้น อย่างนำเรื่องที่เป็นกระแสข่าวที่ไม่รู้ที่มาที่ไปมาพูด”

เช่นเดียวกับ “บิ๊กป้อม” ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นอกจากบอกปัดกระแสข่าวสะเทือนยุทธจักรสีกากี

ยังยืนยันพอใจผลงาน “บิ๊กแป๊ะ” ทำได้ดีทุกเรื่อง

ขณะที่ “บิ๊กแป๊ะ” เอง ระบุ ไม่ทราบและไม่ใส่ใจกับข่าวลือ ไม่หวั่นไหว และเรื่องนี้ผู้บังคับบัญชาทั้งนายกฯ และรองนายกฯ ก็ตอบคำถามแล้ว “แต่จะบอกว่ามั่นใจ ก็คงไม่ได้ พูดอย่างนั้นไม่ได้”

ไม่ชัวร์เรื่องเกมเขย่าขย่มเหมือนกัน

นั่นคงเพราะกระแสข่าวที่มาพร้อมๆกัน ถึงแคนดิเดต ผบ.ตร.กรณี “บิ๊กแป๊ะ” ตกเก้าอี้ มีทั้งชื่อบิ๊กสีกากีจอมบู๊ ที่ประกาศเป้าหมายชัด มุ่งเส้นทางสู่ดวงดาว ขณะที่บิ๊กอีกราย เครือญาติขั้วอำนาจเก่า และมีบิ๊กเบิ้มกำลังภายในสูงหนุนหลัง

ถึงเป็นแรงสั่นสะเทือนภายในเล็กน้อย หมายเลข 1 รั้วปทุมวันก็ไม่ประมาท

ต้องปั่นงานตอบโจทย์ “อำนาจพิเศษ”

เพราะเห็นกันสดๆร้อนๆจากคิวหวด “กระบองยักษ์” ล่าสุดของ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 สั่งเปิดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกฯ

เปิดกรุ 50 ตำแหน่ง ประเดิมลอตนี้ด้วยคำสั่ง ม. 44 ให้ระดับบิ๊กในสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประกอบไปด้วย น.ส.ปณิตา ชินวัตร นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รอง ผอ.สสว. และ น.ส.อิสรา ภูมาศ ที่ปรึกษา สสว. ไปเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ ประจำสํานักนายกฯ”

ที่ฮือฮาคือชื่อของ “ปณิตา ชินวัตร” ที่เป็นเครือญาติของ 2 อดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร

เด้งหลานสาวของ “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” เข้าเก็บกรุ

โดยรายงานข่าวที่ตามมา อ้างเหตุ นอกจากที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียถึงคิวที่ “ปณิตา” นำคณะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปร่วมเจรจาการค้าและแสดงสินค้าที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โยงถึง “ทักษิณ” ที่ปักหลักอยู่ในดูไบ

ยังมีเรื่องค้างเก่าสมัยเป็นระดับ ผอ.ถูกโยกย้ายในรัฐบาลประชาธิปัตย์ และกลับสู่ตำแหน่ง เมื่อ “อดีตนายกฯ ปู” เข้าสู่อำนาจ

แต่ถึงแม้เข้าสู่ยุครัฐบาลหลังรัฐประหาร อำนาจเปลี่ยนขั้ว แต่ “ปณิตา” ยังอยู่ดี

โดยเฉพาะเมื่อบิ๊กฝ่ายบริหารรายหนึ่งการันตี แม้ติดยี่ห้อ “ตระกูลชินฯ”

ผ่านมา 2 ปีกว่าถึงงานงอก แจ็กพอตแตก

นั่นเป็นเพราะ ว่ากันว่า สสว.ถือเป็นหน่วยงานที่ “บิ๊กตู่” ให้ความสำคัญและคาดหวังที่จะใช้เป็นกลไกช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดันภาคธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เดินหน้า ในช่วงเครื่องยนต์ตัวอื่นๆทำงานไม่เต็มสูบ

เห็นได้จาก ล่าสุดในวันเดียวกัน บอร์ดใหญ่ สสว.ที่มี “บิ๊กตู่” นั่งเป็นประธาน เพิ่งเปิดไฟเขียวอนุมัติมาตรการฟื้นฟู–ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี อีคอมเมิร์ซ และเอสเอ็มอีภาคการเกษตร

อัดฉีดงบฯ หนุน 3 พันกว่าล้านบาท

ดังนั้นในคิวเด้งบิ๊กๆ สสว.ลอตนี้ นั่นก็มองได้ว่า เมื่อเปิดโอกาสให้พิสูจน์ผลงานมาระยะหนึ่ง แต่ยังมีกระแสข่าวปัญหาภายใน สสว. ทั้งที่เล็ดลอดออกมา และจาก “หูตาของผู้นำ” ที่คอยสอดส่องจับจ้อง

ปรับโฟกัสเห็นปัญหาชัดอยู่ที่เรื่องคนและอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ กระทบต่องาน สสว.โดยรวม

ชื่อของ “ปณิตา” และบิ๊ก สสว. ก็ถึงคิวถูกคำสั่งโยกย้าย

โดนเด้ง ตอบโจทย์เศรษฐกิจของผู้นำ.

ทีมข่าวการเมือง

สถานการณ์เซ็ตซีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785357


โผล่จ๊ะเอ๋ เซอร์ไพรส์กันรายวัน

ตามคิวล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. สั่งรถขบวนแวบเข้าตรวจเยี่ยมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบไม่มีการแจ้งหมายเหมือนเดิม

ขนาดรัฐมนตรีเพื่อนรักอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ยังบอกรู้ล่วงหน้าแค่ 10 นาที ทันสั่งกวยจั๊บกับข้าวมันไก่เลี้ยงอาหารกลางวันทีมนายกฯ

หลังถกเรื่องข้าวที่กำลังเป็นวาระร้อนของรัฐบาล

“บิ๊กตู่” ย่องไปตรวจการบ้านรายกระทรวง นัยว่าส่องพฤติกรรม “แท้จริง” ของผู้บริหารและข้าราชการ ทำงานกันจริงจังแค่ไหน

โดยไม่ให้มีการจัดฉากแหกตา

แน่นอนในมุมของการตลาด งานนี้ถือว่าได้กระแสเอาจริงเอาจังกับการปั่นเนื้องาน

ขณะที่ในเชิงจิตวิทยาก็เป็นการกดดันรัฐมนตรี กระตุ้นข้าราชการให้ตื่นตัวตลอดเวลา ต้องทำงานกันเต็มที่ ไม่เผลออยู่กันแบบเช้าชามเย็นชาม

เดี๋ยวจะโดนแจ็กพอตได้

เรื่องของเรื่อง โดยจังหวะที่ผู้นำรัฐบาลทหารเปิดยุทธการไล่บี้งานรายกระทรวง ในช่วงสถานการณ์ย่างเข้าสู่ปีท้ายๆตามปฏิทินโรดแม็ป

ตามแบบฟอร์มรัฐบาลทั่วไปที่ต้องเตรียมตัวตอบสังคมเรื่อง “ผลงาน”

แถมยังเหนือกว่าในเรื่องของ “อำนาจพิเศษ” ที่เต็มไม้เต็มมือ มันทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ถือ “เดิมพันความคาดหวัง” มากกว่าผู้นำประเทศในช่วงปกติอีกหลายเท่า

ตามสถานะของคนที่ถูกเลือกมารับผิดชอบภารกิจคุมเปลี่ยนผ่าน

ท่ามกลางปรากฏการณ์แปร่งๆที่แทรกเข้ามาในบรรยากาศที่ทุกฝ่ายกำลัง “เกร็ง” กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปี

ตามรูปการณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องออกตัวแรงๆ บอกปัดกระแสข่าวลือในโลกโซเชียลมีเดีย กรณีการปลด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ออกจากตำแหน่ง

ยืนยันไม่มีเหตุผล ผู้บังคับบัญชายังไม่ได้คิด เพราะ ผบ.ตร.ไม่ได้ทำผิดอะไร

ในอาการแบบที่ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องแถลงย้ำคำยืนยันของ พล.อ.ประวิตรไม่คิดปลด ผบ.ตร.

พร้อมระบุด้วยว่า เบื้องต้น ผบ.ตร.ก็ยังไม่ได้คุยกับผู้ใหญ่ในรัฐบาลเป็นการส่วนตัว และยังทำงานสนองนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มที่ พร้อมปฏิบัติภารกิจถวายความปลอดภัยในพระราชพิธีฯ รวมทั้งดูแลบริการประชาชนที่ท้องสนามหลวงโดย ผบ.ตร.เดินทางไปสั่งการด้วยตัวเองทุกวัน จึงไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้

ตบท้ายขู่ฟ้องพวกปล่อยข่าวลือในโซเชียลฯ จ่อไล่เช็กบิลเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ

เต้นกันขนาดนี้ โดยปรากฏการณ์ “ข่าวลือ” ไม่ใช่เรื่องปกติแน่

และมันยังเป็นอะไรที่ล้อกันไปกับคิวสะดุด ตามข่าวที่ออกมาเป็นระยะเรื่องการจัดทำบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร ถึงรองผู้บังคับการปีล่าสุด

สรุปถึงจุดนี้ไม่มีอะไรชัวร์ในวงการบิ๊กตำรวจ

แม้แต่เก้าอี้ ผบ.ตร.ยังสั่นสะเทือนตามแรงข่าวลือ ตามข้อมูลวงในให้จับตารอง ผบ.ตร.เบอร์ต้นๆที่กำลังวิ่งเข้าเกาะศูนย์อำนาจ

โอกาสสลับฉากเบอร์หนึ่งสีกากี วัดกันตามเส้นสายใครเข้าถึง

ต่างจากกองทัพที่นิ่งสงบราบคาบ เมื่อ “นักรบหมวกแดง” อย่าง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. แหกด่านบูรพาพยัคฆ์ มายึดเก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก เช่นเดียวกับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในปีกวงศ์เทวัญ ที่ขึ้นแท่นแม่ทัพภาคที่ 1

เป็นทีมหลักในการตรึงสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ทหารนิ่ง ตำรวจกระเพื่อมหนัก ในห้วงเปลี่ยนผ่าน

เร้าสถานการณ์ “เซ็ตซีโร่” อำนาจ.

ทีมข่าวการเมือง

 

เสริมฐานจ่อลุยหักดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784316


เทกแอ็กชั่น โชว์ลูกขึงขังจริงจังสไตล์ท็อปบูต

ตามกิริยาอาการของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่กำมือทุบอกข้างซ้ายตัวเอง พร้อมฝากนายกสมาคมชาวนาฯและตัวแทนชาวนาที่เดินทางเข้าให้กำลังใจถึงทำเนียบรัฐบาล วานให้ไปบอกชาวนาทั่วประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้บอกให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว แต่เมื่อเสียหายแล้วจะไปปลูกทำไม

พร้อมกับย้ำด้วยว่า รัฐบาล คสช.ไม่สร้างภาพ ทำจากใจจริงๆ ไม่มีโกหก พูดแต่เรื่องจริง ในการช่วยเหลือชาวนาระยะยาว เห็นผลใน 10–20 ปีข้างหน้า

ผู้นำรัฐบาลทหาร หวังซื้อใจชาวนาเต็มที่

ในจังหวะที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็พูดถึงยุทธศาสตร์ในการสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับเรื่องข้าว

ส่วนหนึ่งได้ผลทางด้านจิตใจ แบบที่ทุกภาคส่วนช่วยกันในขณะนี้

แต่ “บิ๊กป๊อก” ก็ยอมรับเลยว่า ปัญหาคือเราผลิตข้าวเกินจำนวนของผู้บริโภคและการส่งออก ราคาตลาดโลกตกลงมาก ดังนั้นการที่จะช่วยกันในประเทศส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของขวัญกำลังใจให้กับชาวนาที่ยังมีความยากลำบากอยู่

สรุปทำได้แค่แก้ปัญหาตามอาการได้แค่ชั่วครู่ชั่วคราว

ตัดไฟ เบรกม็อบชาวนาไม่ให้เคลื่อนไหวในห้วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามข้อมูลจากฝ่ายวิเคราะห์ของภาคเอกชน สถานการณ์ปีหน้าจะยิ่งหนักหนาสาหัส จากผลผลิตข้าวจำนวนมากจากประเทศอินเดียและเวียดนามที่ล้นตลาด

คาดการณ์ตลาดข้าวไทยจะยังไม่ฟื้นตัวง่ายๆ

มันเป็นอะไรที่ยิ่งยกระดับโจทย์โคตรยากของรัฐบาลทหาร

แล้วไหนจะประกอบกับสถานการณ์ความคืบหน้าทางคดีในโครงการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่คืบเข้าสู่จุดไคลแมกซ์สำคัญ

ตามคิวล่าสุดที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบความคืบหน้าในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และเอกชนที่เกี่ยวข้องในโครงการรับจำนำข้าว

จ่อโดนเช็กบิลในส่วนความเสียหายอีกร้อยละ 80 หรือวงเงิน 1.42 แสนล้านบาท

โดยระบุมีการปรับแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มบริหารที่เป็นคณะรัฐมนตรี และอนุกรรมการที่เกี่ยวกับนโยบายข้าว 2,000 รายชื่อ กลุ่มงานปฏิบัติเดิม หรือกระทรวงชุดเดิมและองค์กรต่างๆ 4,000 รายชื่อ

นับหัว “จำเลยร่วม” กว่า 6,000 คน

พวกอยู่ในข่ายติดร่างแหทั้งนักการเมือง ข้าราชการ โรงสีเอกชน

หนีไม่พ้นกระตุกปฏิกิริยาต่อต้าน แรงเสียดทานตามธรรมชาติของพวกดิ้นสู้หนีชะตา

สามารถแปรสภาพเป็นเชื้อปะทุทางการเมืองได้ทุกขณะ

ตามสภาพการณ์แบบที่ “ตัวละครสำคัญ” อย่างอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังดิ้นสู้สภาพหลังชนฝา เปิดเกมการตลาดชิงกระแส เลี้ยงเรตติ้ง

วิ่งสู้ฟัดปลุกพลังมวลชน ไม่ยอมโดนเช็กบิลค่าเสียหาย 3 หมื่นล้านบาทง่ายๆ

มหากาพย์เรื่องข้าว ส่อเค้าเลี่ยงไม่พ้น “จุดเสี่ยง” ต้องหักดิบกันแรงๆ

และนั่นก็หมายถึงฝ่ายคุมเกมอำนาจฐานต้องแน่น มั่นใจในความแข็งแกร่งทางการเมือง ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าพลังอำนาจทางทหาร

ผลงาน ความศรัทธามาก่อนอำนาจพิเศษ

ซึ่งนี่จะเป็นปรากฏการณ์อธิบายถึงเหตุการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมและให้นโยบายรัฐมนตรี ข้าราชการ ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ต่อเนื่องกับการเดินทางเข้าตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลังโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

เล่นเอาเซอร์ไพรส์หูตาตื่นไปตามๆกัน

ล่าสุดก็เป็นคิวของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมและให้นโยบายกับรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงแรงงาน

“บิ๊กตู่” เดินหน้าลุยตรวจการบ้าน กระตุ้นทีมงานเร่งปั่นเนื้องาน

ปิดจุดอ่อนรัฐบาลทหาร เสริมฐานลุยยุทธการหักดิบ.

ทีมข่าวการเมือง

 

สถานการณ์ที่‘เกร็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783297


ผ่านหนึ่งเดือนของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ในอารมณ์ที่ลูกๆชาวไทยสะท้อนเสียงตรงกัน

ยังคิดถึงพ่อทุกวัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น วันที่ 14 พฤศจิกายน ก็ครบตามกำหนดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้รายการทีวีและการจัดแสดงมหรสพ งานบันเทิงกลับสู่ภาวะปกติ

และโดยจังหวะบังเอิญตรงพอดีกับปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์มูน”

ตามปฏิทินดาราศาสตร์ เป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรมาใกล้โลกสุดในรอบ 68 ปี โดยเฉพาะในคืนวันเพ็ญ เทศกาลลอยกระทง 14 พฤศจิกายน

โดยที่คนส่วนหนึ่งตื่นตาตื่นใจ เฝ้ารอชมความสวยงามที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต ถ้าพลาดต้องรอไปอีกเกือบ 20ปีกว่าจะได้เห็นอีก

แต่อีกมุมหนึ่งก็ระทึก เมื่อฟังโหรดัง “โสรัจจะ นวลอยู่” ที่คำนวณดวงดาวตามหลักทางโหราศาสตร์ เตือนระวังภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั่วโลก

สงครามจะเริ่มปะทุขึ้นมาครั้งใหญ่ เพราะมีแต่เกลียดชัง ชิงชังกัน

ส่วนสถานการณ์ในเมืองไทย โหรดังบอกว่า ต้องเตรียมรับสถานการณ์ไว้ให้พร้อม เพราะอาจจะเกิดน้ำท่วมใหญ่จากฝนตกไม่หยุดและต่อเนื่องหลายวัน

ด้านเศรษฐกิจจะถูกผลกระทบมาจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยฝืดเคืองมากขึ้น เหตุการณ์ส่งผลถึงต้นปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตรอาจมีปัญหาทำให้ผลผลิตเสียหาย เช่น ปัญหาเรื่องข้าวอาจจะเกิดความวุ่นวายได้ หากแก้ปัญหาไม่ถูกวิธี

ส่วนเรื่องการเมือง ต้องระวังความขัดแย้งจากความเข้าใจผิด ความไม่พอใจ โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ร้อนจะยิ่งทำให้เรื่องการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้

โดยอาจจะแบ่งเป็นพรรคเป็นพวก แยกเป็นสีขึ้นมาอย่างชัดเจนอีกครั้ง

เพราะฉะนั้นผู้นำต้องดูให้ดี ต้องอยู่ในความยุติธรรม และต้องใช้ความอดทนมากๆ เนื่องจากหากตัดสินใจอะไรผิดนิดเดียวจะทำให้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

เนื่องจากดาวมฤตยูและดวงจันทร์เข้ามาคล้องและเสริมกันเป็นครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี

หมอดูทัก มีแต่เรื่องไม่สู้ดี

ที่สำคัญมันก็ยังเข้าเค้าอีกต่างหาก เพราะทันทีที่ย่างเข้าสู่วันที่ 14 พฤศจิกายน ตามเวลาท้องถิ่น ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่ประเทศนิวซีแลนด์ ระดับ 7.8 ทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย และมีการเตือนภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ

ตรงเผงพอดีตามคำทำนาย

ขณะที่เหตุการณ์ร้ายๆสงครามจะปะทุเพราะความชิงชัง มันก็ล้อกันกับเหตุการณ์ประท้วงต่อต้าน “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่

“พี่เบิ้ม” สหรัฐอเมริกาเกิดความแตกแยก ร้าวลึก

นึกตามคำทำนายของโหร มันก็ยิ่งระทึก

ตัดฉากกลับมาที่ประเทศไทย ตามคำทำนายให้ผู้นำระวังเรื่องอารมณ์ ใช้ความอดทนให้มากๆ จากปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองที่มาจากภาวะสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเรื่องข้าว หากแก้ปัญหาไม่ดี อาจจะทำให้เกิดปัญหาบานปลายได้

งานนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. น่าจะต้องฟังหูไว้หู

อย่างที่รู้ๆกันปมข้าวได้ขยายความกลายเป็นการเมืองไปแล้ว แนวโน้มตามท้องเรื่องแบบที่ต่างฝ่ายต่างแย่งกันช่วงชิงเรตต้ิง ชิงกระแสช่วยชาวนา อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำทีมพรรคเพื่อไทย เปิดตลาดนัดขายข้าว ฝ่ายทหารกับทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ก็กระโดดลงช่วยชาวนาเกี่ยวข้าวในนา

จัดงานอีเวนต์แข่งกับฉากดราม่า

ปมข้าวพร้อมลุกลามตามอารมณ์เดือดร้อนของชาวนาได้ทุกเมื่อ

ในจังหวะที่รัฐบาล คสช.ต้องเก็บรายละเอียดยิบ แบบที่ไม่มองข้ามปมเล็กปมน้อย

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ระบุถึงกรณีมีภาพข้าราชการถ่ายภาพเซลฟี่ลงในสังคมออนไลน์ขณะเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ในพระบรม มหาราชวัง เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการชัดเจนไปแล้ว

ขอให้ทุกคนสำรวม ไม่ควรทำอะไรตามอำเภอใจ

เรื่องของเรื่อง ต่างคนต่างไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 70 ปี

คสช.ก็ “เกร็ง” กับห้วงจังหวะเปลี่ยนผ่านเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

จอมทัพไทยจอมทัพธรรม : ตามรอยพระราชกรณียกิจพัฒนากองทัพอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/781732


องค์จอมทัพไทยกับกิจกรรมทางการทหาร

ซึ่งมีอยู่คู่กันมาโดยตลอดระยะเวลายาวนาน

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันสมควรแห่งตำแหน่งจอมทัพไทยทุกประการ

จากพระราชกรณียกิจด้านการทหาร ที่ทรงบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นหลักชัยของทหารทุกหมู่เหล่า

กองทัพสนองรับใช้จอมทัพไทยตามพระราชประสงค์ด้วยความจงรักภักดี พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญ เป็นหลักชัยให้เหล่าทหารได้ยึดถือและปฏิบัติตามพระอัจฉริยภาพทาง ด้านผู้นำตลอดมา

ทรงดำรงตำแหน่งทางทหารและพระยศครั้งแรกในกองทัพไทย ทรงได้รับพระราชทานพระยศร้อยโท เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 กองพันที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

ก่อนที่กระทรวงกลาโหมทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศจอมพลกองทัพบก กองทัพอากาศและกองทัพเรือ

ทั้งหมดเป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “ตามรอยจอมทัพไทย” สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จัดทำขึ้นเพื่อเทิดทูนพระเกียรติยศ “ตามรอยจอมทัพไทย”

ทีมข่าวการเมือง ได้นำเนื้อหาในหนังสือบางช่วง บางตอน นำเสนอให้เห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสนพระราชหฤทัย ฝึกศึกษาด้านการทหารมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์

กระทรวงกลาโหมถวายการอารักขาและการฝึกศึกษาด้านการทหารแด่พระองค์อย่างใกล้ชิดในทุกครั้ง

โดยพระองค์ทรงประทับเรือพระที่นั่ง เรือรบหลวง เครื่องบินพระที่นั่งของกองทัพไทย

การใช้ระยะเวลาอันยาวนานในการเสด็จพระราชดำเนินนี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทรงฝึกศึกษาและสนพระราชหฤทัยในเรื่องยุทโธปกรณ์ทางทหาร

โดยเสด็จฯไปทอดพระเนตร และทรงสอบถามทหารเกี่ยวกับการทำงานของเรือรบหลวงและเครื่องบินพระที่นั่ง

ทรงศึกษาและฝึกปฏิบัติการใช้ยุทโธปกรณ์ทางด้านการทหารอย่างจริงจังต่อเนื่อง

ทรงศึกษาเรียนรู้การใช้อาวุธปืนอย่างถี่ถ้วนทุกขั้นตอน และฝึกปฏิบัติกับทหารทุกเหล่า

ทรงแสดงพระปรีชาสามารถด้านการใช้อาวุธปืน ทรงพระแสงปืนเล็กยาวแบบเอ็ม 16 ได้อย่างแม่นยำเป็นที่ประจักษ์

อีกทั้งทรงพระราชทานคำแนะนำแก่ทหารเกี่ยวกับสมรรถนะของปืนเล็กยาวแบบเอ็ม 16 และยังสามารถประกอบอาวุธปืนให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเป็นที่ปรากฏเมื่อทางกองทัพบกได้รับอาวุธปืนเล็กยาวแบบเอ็ม 16 สำหรับใช้ในราชการในจำนวนจำกัด เมื่ออาวุธปืนบางส่วนเกิดขัดข้องระหว่างทหารปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ทหารต้องสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับอาวุธปืนที่ชำรุดเสียหายบางส่วนมาทรงตรวจสอบสมรรถนะ หาสาเหตุข้อบกพร่องด้วยพระองค์เอง ทรงซ่อมแซมด้วยเครื่องอะไหล่ที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อทรงซ่อมแซมเสร็จแล้ว จึงได้พระราชทานกลับคืนให้แก่หน่วยเดิม

ยังความปลาบปลื้ม ก่อให้เกิดกำลังใจแก่เหล่าทหารทั้งมวลเป็นอย่างยิ่ง

สร้างศรัทธาให้ทหารทุกหมู่เหล่าด้วยพระปรีชาสามารถทางด้านอาวุธและแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ

และนำข้อมูลมาใช้วางแผนและทำประโยชน์แก่กองทัพและประชาชนมาโดยตลอด

ทรงเน้นย้ำให้ทหารเร่งขวนขวายศึกษาวิชาการด้านอื่นให้มีความชำนาญและทันยุค ทันสมัยควบคู่กันไป

เนื่องจากทรงเห็นว่าทหารต้องให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างความสามัคคีแก่ประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากการรักษาความมั่นคงของชาติอันเป็นหน้าที่หลักของกองทัพไทย

ทรงเข้าพระราชหฤทัยสภาพแท้จริงของพื้นที่และกองกำลังทัพ ด้วยการสำรวจพื้นที่ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ทอดพระเนตรการฝึกดำรงชีพในป่าร่วมกับหน่วยทหารโดยไม่ถือพระองค์

การเสด็จทอดพระเนตรการฝึกดำรงชีพในป่านี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความแน่นแฟ้นของทหารทุกหมู่เหล่าภายใต้การนำของพระองค์

ทรงสนพระราชหฤทัยและให้ความสำคัญต่อการฝึก ในการที่จะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายทุกรูปแบบ ทุกสภาพภูมิประเทศ รวมถึงให้กำลังพลมีจิตใจกล้าหาญ ซื่อสัตย์ และมีความจงรักภักดี ในหลักสูตรทหารเสือราชินี

ทรงมีพระราชปณิธานที่จะเตรียมกำลังทหารให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ อันเป็นภาระหน้าที่สำคัญที่สุดในภาวะปกติของกองทัพไทย

พระองค์พระราชทานพระพุทธรูปบูชา พระพุทธสิงห์ชัยมงคล ประจำหน่วยทหารที่ขึ้นตรงต่อกองทัพบก โดยอัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” ประดับผ้าทิพย์พระพุทธสิงห์ชัยมงคล

และพระราชทานพระจิตรลดาให้แก่ทหารทุกคนที่ไปราชการสงคราม และมีพระบรมราโชวาทใจความว่า ขอมอบพระให้เนื่องในโอกาสที่จะไปทำสงครามที่เวียดนาม

ขอเน้นย้ำให้ทุกคนจงตั้งมั่นทำความดี เสียสละทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ในส่วนที่กระทรวงกลาโหมได้สนองพระมหากรุณาธิคุณนี้ เป็นเพียงจุลภาพของการฝึกศึกษาของพระองค์ ยังมีภาพเหตุการณ์ร่วมฝึกศึกษาพร้อมพัฒนากองทัพไทยอีกมาก

ล้วนเป็นที่จดจำของทหารทุกเหล่าทัพ ให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามแบบอย่างของผู้ซึ่งเป็นจอมทัพไทย

ขณะที่นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อความไม่สงบขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2547 จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบได้พยายามนำศาสนามาเป็นเงื่อนไข

พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใย ทรงมีพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า งานศาสนาใดๆจะมีชื่ออย่างไรก็ตาม ต้องส่งเสริมสนับสนุนกัน เพื่อความเป็นปึกแผ่นของสังคม

ฉะนั้น ที่ศาสนาต่างๆในประเทศไทยปรองดองกันดีพอสมควรเป็นเวลาช้านาน

จึงทำให้บ้านเมืองเราอยู่เย็นเป็นสุขได้

พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาทางด้านการทหารว่า เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างพื้นฐานความมั่นคงของประเทศ

พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้สำเร็จการศึกษา จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ โรงเรียนแผนที่ กรมแผนที่ทหารและวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

เข้ารับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการรับราชการต่อไป

ในปีแรกๆการพระราชทานกระบี่จัดให้มีขึ้น ณ พระที่นั่งชุมสาย ในศาลาว่าการกลาโหม ต่อมาเปลี่ยนสถานที่พระราชทานกระบี่หลายแห่ง เช่น อาคารใหม่สวนอัมพร ศาลาดุสิดาลัยสวนจิตรลดา อาคารอเนกประสงค์วังไกลกังวล และในปี 2550 พระราชทาน ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรดา

ดังเช่น พระบรมราโชวาทในพิธี ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2520 ความว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารในยามบ้านเมืองถูกคุกคามประทุษร้ายดังทุกวันนี้ ย่อมมีอันตรายมาถึงในหลายด้าน

นอกจากอันตรายโดยตรงจากการปฏิบัติการยุทธ์แล้ว ยังมีอันตรายในรูปแบบอื่นๆ เช่น การแทรกแซง แทรกซึม ยุแหย่ ยุยั่ว ป้อยอ ล่อหลอกนานาประการ ถ้าไม่ระมัดระวังให้ถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว จะเป็นอันตรายพ่ายแพ้ได้ง่ายๆ

ฉะนั้น เพื่อปฏิบัติตนปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย จะต้องฝึกหัดคิดพิจารณาสถานการณ์ทุกอย่างด้วยความละเอียดรอบคอบ ด้วยเหตุผลและหลักวิชา ทำความเห็น ความเข้าใจในกรณีต่างๆให้กระจ่างแจ่มแจ้งและถูกต้อง

ยิ่งกว่านั้นจะต้องทำความคิดจิตใจให้มั่นคง หนักแน่น มีความขยันหมั่นเพียร ทั้งอดทนต่ออุปสรรคและอคติทุกอย่าง ไม่หวั่นไหวด้วยการยุแยงปลุกปั่นทั้งปวง

สำคัญที่สุดจะต้องยึดมั่นในอิสรภาพความมั่นคง

และความเจริญของประเทศบ้านเมืองเป็นจุดสูงสุด.

ทีมการเมือง

 

เน้นดับทุกข์ เบื่อสร้างภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780966


เลือกตั้ง “มะกัน” สะท้อนกระแสเรตติ้ง “ประยุทธ์”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือการเมืองระดับโลก

ตามสถานะของชาติมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลทั้งในด้านความมั่นคงทางการทหารและปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ เชื่อมโยงเป็นเงื่อนไขกับนานาชาติ

โดยปรากฏการณ์ทำให้เกิดภาวะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

กับผลที่เหนือการคาดหมายในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อ “คาวบอยจอมซ่า” อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน สามารถกำชัยชนะเหนือนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งตัวเต็งจากพรรคเดโมแครต ไปแบบขาดลอย

ด้วยคะแนนคณะผู้เลือกตั้งหรืออิเล็กโทรัลโหวต 290 ต่อ 218 เสียง

ล็อกถล่ม เซียนหงายหลังไปตามๆกัน

นั่นยังไม่เท่ากับอาการ “หน้าแหก” ของโพลสำนักข่าวดังๆ ระดับโลกแทบทุกสำนัก ที่เปิดตัวเลขผลสำรวจคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” มีคะแนนตามหลังนางคลินตัน

แบบที่ไม่น่าจะไล่ตามกันทัน แทบจะปิดกล่องฟันธงกันไปแล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่ฝ่ายของ “ทรัมป์” เจอปัญหาภาพลักษณ์ส่วนตัวที่เคลียร์ลำบาก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการดูถูกผู้หญิง การทำตัวเป็นเพลย์บอย ประวัติการเลี่ยงภาษี ฯลฯ

แถมยังมีภาวะของพวก “สุดโต่ง” พูด คิด ทำอะไร ไม่เหมือนคนธรรมดา

โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงที่ประกาศออกมาเรียกเสียงฮา นั่นคือการสร้างกำแพงกั้นพรมแดงระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อตัดช่องทางของผู้ลักลอบเข้าเมือง

หรือแนวคิดการห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมเข้าประเทศเพื่อป้องกันลัทธิก่อการร้าย

ยังไม่นับการตั้งท่าหักดิบ ประกาศกีดกันสินค้าจากประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับการพยายามฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

หลายแนวคิดเหมือนแค่พูดเอามัน ท้าทายความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

เลยทำให้ถูกมองเป็นคนบ้า เพี้ยนสุดกู่

ดูจากการดีเบตแพ้ทุกรอบ ซ้ำร้ายไม่เฉพาะพรรคคู่แข่งเท่านั้น แม้แต่คนในพรรครีพับลิกันด้วยกันเองยังรับไม่ได้ บางส่วนประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนนายทรัมป์ รู้สึกอับอายกับตัวแทนพรรค

ถ้าเป็นมวย พี่เลี้ยงยังโดดหนี ส่อแววแพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีด้วยซ้ำ

แต่ที่ไหนได้ “โดนัลด์ ทรัมป์” กวาดคะแนน เข้าป้ายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ

แบบที่ผู้เชี่ยวชาญไม่รู้จะงัดตำราไหนมาอธิบาย

กับปรากฏการณ์ที่คนอเมริกันหลอกโพล เสียงส่วนใหญ่พากันซ่อนความต้องการที่แท้จริงไว้ในใจ

ถึงเวลาโหวตจริงก็เลือกในสิ่งที่ขัดกับกระแส ค้านกับความรู้สึกของคนทั่วโลก

ไม่นำพากับการชี้นำของพวกโลกสวย

อย่างไรก็ตาม หลังหายจากอาการช็อก แล้วปิดมุมมองของสายตาคนนอกที่อ่านเข้าไปไม่ทะลุ

อ่านใจคนสหรัฐฯ มันก็มีจุดที่พอจะไขคำตอบได้

อันดับแรก ปัจจัยสำคัญเลยก็คือ ความเบื่อหน่ายรัฐบาลพรรคเดโมแครตที่นำโดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ครองเกมอำนาจบริหารมา 2 สมัย 8 ปี

ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เต็มไปด้วยคนว่างงาน

และด้วยนโยบายที่ไม่แตกต่าง ประกอบกับผู้สมัครไม่มีอะไรแปลกใหม่ นอกจากการสร้างภาพ การปราศรัยด้วยวาทกรรมที่สวยหรู เน้นอิมเมจของผู้นำ

ในความรู้สึกถ้าเลือกนางคลินตันก็เหมือนได้รัฐบาล “โอบามา” สมัยที่ 3

ต่างกันกับ “ทรัมป์” ที่แม้จะถูกมองเป็นคนบ้า เพี้ยนสุดโต่ง

แต่ต้องไม่ลืมสิ่งที่การันตีถึงความสามารถชัดๆก็คือสถานะของมหาเศรษฐีใหญ่ นักธุรกิจคนดังเจ้าของสารพัดกิจการยักษ์ที่อยู่ในกำมือ

นั่นคือสิ่งบ่งบอกกึ๋นในเชิงการบริหารที่คนอเมริกันสัมผัสได้

ที่สำคัญมันมีสิ่งมาชดเชยบทคาวบอยบ้านนอก พูดจาโผงผางพฤติกรรมส่วนตัวฉาวๆ

ในมุมของนโยบายสุดโต่งที่โดนใจ “อเมริกันชน” ที่ชอบบทถึงลูกถึงคน

นอกจากมาตรการจัดการกับผู้อพยพ ที่ดูแข็งกร้าวมากถึงขั้นคิดสร้างกำแพงยาวกั้นพรมแดนเม็กซิโก เพิ่มความเข้มในการสกัดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย พร้อมผลักดันกฎหมายแรงงาน เพื่อให้คนอเมริกัน

มีสิทธิมาก่อน มีสิทธิมากกว่า มีหลักประกันความปลอดภัยในชีวิต รายได้ งานที่ดี

รวมถึงการคัดกรองกลุ่มคนมุสลิมที่สุ่มเสี่ยงต่อการก่อการร้าย เพื่อความปลอดภัยของคนอเมริกัน

ขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจและภาษี ก็มีการตั้งเป้าปรับลดเพดานภาษีลงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การตั้งนโยบายภาษีที่ไม่มาก เพื่อทำให้การจ้างงานในสหรัฐฯยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ทรัมป์ยังตั้งเป้าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกถึง 25 ล้านตำแหน่ง

พร้อมกับทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ส่วนงานด้านความมั่นคงและกองทัพ “ทรัมป์” ก็มุ่งไปที่การเพิ่มกำลังทางทหารกองทัพสหรัฐฯ เป็น 540,000 นาย เพิ่มเรือรบอีก 350 ลำ และเพิ่มเครื่องบินรบอีก 1,200 ลำ และยังตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังทหารเรืออีก 36 กองพล รวมทั้งจะมีการลงทุนครั้งใหญ่ในการสร้างขีปนาวุธ เพื่อป้องกันการโจมตีจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากเกาหลีเหนือและอิหร่าน

โดยเน้นความมั่นใจในการป้องกันความมั่นคงภายในประเทศก่อน

รวมถึงนโยบายที่สะท้อนความตั้งใจในการลดสถิติอาชญากรรมในประเทศให้ได้ หลังจากระยะหลังๆประเทศสหรัฐฯ มักเกิดกรณีความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับคนผิวสีหลายครั้ง พร้อมทั้งมีแนวทางในการฟื้นเอาบทลงโทษการประหารชีวิตผู้ต้องหากลับมา เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวอเมริกา

สารพัดนโยบายที่กระตุกกระแส “ชาตินิยม”

สำทับมอตโตหาเสียงของ “ทรัมป์” ที่จะนำสหรัฐอเมริกากลับมาสู่ความยิ่งใหญ่

“มะกันชน” เห็นด้วยกับการกลับมาดูแลคนอเมริกันภายในประเทศมากกว่าไปสร้างอิทธิพลในเวทีนานาชาติ ทุ่มงบประมาณไปกับการดูแลคนทั้งโลก

หันกลับมารักษาผลประโยชน์ของตัวเองก่อน

ล้อไปกับปรากฏการณ์ “Braxis” ที่คนอังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) เพราะไม่ต้องการให้ผลประโยชน์ของคนในชาติตกไปอยู่กับผู้อพยพต่างชาติ

แนวทางของทรัมป์จึงเข้าตา “มะกันชน” เข้ากับเทรนด์ชาติตะวันตก

ในสถานการณ์ที่คนในประเทศสหรัฐฯกำลังเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาคนว่างงาน สถานการณ์ความแตกแยกในสังคมจากความเหลื่อมล้ำของคนผิวสีที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ

โหยหาผู้นำที่จะมาดับทุกข์ กู้สถานการณ์ภายในก่อนเงื่อนไขอื่นใด

นั่นคือคำตอบสุดท้ายว่าทำไมถึงเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” โดยไม่สนภาพที่ขัดสายตาโลก

แต่แน่นอน โดยการตัดสินใจของคนอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องยอมรับในระดับมาตรฐานของสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพในด้านความรู้ ความคิดอ่าน

คุณภาพของการลงคะแนนเลือกผู้นำย่อมมาจากการตัดสินใจบนพื้นฐานที่คิดอย่างรอบคอบ

“มะกัน” ชอบคนทำงานถึงลูกถึงคน มากกว่าพวกสร้างภาพ

ไม่สนกระแสโลกสวย อารมณ์ดัดจริต แต่มุ่งทิศทางไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ทั้งนี้ทั้งนั้นในมุมเดียวกัน มันก็ไม่แปลกถ้าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆที่ความนิยมในตัวของผู้นำจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

คนทำให้บ้านเมืองสงบ กู้วิกฤติฉุกเฉินเฉพาะหน้าได้จะได้ใจชาวบ้าน

ไม่สนว่าผู้นำจะมาจากเส้นทางไหนชอบธรรมหรือไม่

โดยปรากฏการณ์เลือกตั้งมะกันจึงเอื้อเต็มๆกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่กำลังคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

เรตติ้งยังอยู่ในห้วงติดลมบน

เพราะคนไทยส่วนใหญ่พอใจที่ผู้นำรัฐบาลทหารทำให้บ้านเมืองสงบไม่มีม็อบป่วนเมือง

ตามโปรแกรมต่อเนื่อง ที่มีการประเมินข้ามช็อตไปถึงสถานะของ “นายกฯคนนอก” ภายหลังการเลือกตั้งตามโรดแม็ป เป็นหัวขบวนอำนาจพิเศษทอดยาวไปอีก 5 ปี

“บิ๊กตู่” และ “ทรัมป์” ถือฉันทามติในการกอบกู้วิกฤติภายในประเทศ

สวนกระแสโลกสวย ยึดโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ในฐานะของผู้นำประเทศที่ต้องประคองเงื่อนไข คำนึงถึงหลายๆปัจจัย ทั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “บิ๊กตู่” จะเล่นบททะลุกลางปล้องหักดิบ ลุยถั่วไปตามสไตล์เลยก็ไม่ได้

เพราะเบื้องต้นเลยมันมี “พันธะทางสังคม” บังคับอยู่

ตามอารมณ์แบบที่ “ทรัมป์” ต้องปรับท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดภายหลังรู้ผลเลือกตั้งได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ อาการแข็งกร้าวแบบตอนหาเสียงลดดีกรีลงไป

ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านของชาวอเมริกันบางส่วนที่ไม่ยอมรับ “ทรัมป์” เป็นผู้นำ

หรือในมุมของ “บิ๊กตู่” เองที่ต้องยอมเอ่ยปากขอโทษ หลังกล่าวหากลุ่มโรงสีร่วมมือกับนักการเมืองป่วนราคาข้าวตกต่ำกดดันรัฐบาล เลยเจอปฏิกิริยาของกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีรวมหัวกันบอยคอต

ผลสะท้อนจากการผลักคนไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด

ไม่ว่าจะห้าวเป้งแค่ไหน คนเป็นผู้นำต้องไม่เสี่ยงท้าฝ่ายต้าน

ยิ่งเมื่อเทียบกันในสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” มีหลักประกันความมั่นคงน้อยกว่า “ทรัมป์”

เพราะสังคมประชาธิปไตยแบบประเทศอเมริกาที่ไม่มีอำนาจพิเศษนอกกติกา ไม่ว่าม็อบจะพอใจหรือไม่พอใจ การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็มีเวลา 4 ปีในการบริหารตามเทอม

สหรัฐฯมีความเสถียรทางการเมืองมากกว่า

ต่างจากเมืองไทยที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทอมรัฐบาล

กระแสพลิก ผู้นำเปลี่ยนได้ตลอดเวลา.

ทีมการเมือง

 

ฉาก “ดราม่า” ที่คุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780761


อาฟเตอร์ช็อกยูเอสเอต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์พลิกล็อกครั้งมโหฬาร “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน หักปากกาเซียนแหกโพลทุกสำนัก ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ผู้นำหมายเลขหนึ่งของโลก

ตามปรากฏการณ์ ไม่เอา “ทรัมป์” ของชาวอเมริกันบางส่วนที่ก่อหวอดประท้วงในหลายเมืองตามรัฐต่างๆ

ภาพฝูงชนจำนวนมากออกมาเดินขบวนตามท้องถนน และเผาทำลายสิ่งของต่อต้านชัยชนะว่าที่ผู้นำแดนพญาอินทรีคนใหม่

ประจานภาพลักษณ์ประเทศตัวเอง ในฐานะชอบเป็นตัวตั้งตัวตี “ต้นแบบประชาธิปไตย” คอยแทรกแซงประเทศอื่นที่ทำตัวขัดหลักประชาธิปไตย

แต่นั่นน่าจะเป็นเพียงอารมณ์ขุ่นมัวช่วงสั้นๆของชาวอเมริกา ที่น่าจะกลับเข้าภาวะปกติได้ในเร็ววัน

จากแนวโน้มตลาดหุ้นโลกที่ดีดตัวกลับมาอยู่ในแดนบวกอีกครั้ง หลังจากร่วงระนาว เนื่องจากตกใจกับชัยชนะของ “ทรัมป์”

จนสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดทุนและตลาดเงินโลกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามทั่วโลกยังจ้องจับตาไม่กะพริบ รอดูการดำเนินการตามนโยบายหาเสียงของเบอร์หนึ่งทำเนียบขาวคนต่อไป

ไล่ตั้งแต่การปฏิรูปนโยบายภาษีด้วยการลดภาษีเงินได้ให้อเมริกันชนทุกชนชั้น การไล่แรงงานผิดกฎหมาย 11 ล้านคนกลับประเทศ การเปิดสงครามการค้ากับจีน โดยขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากดินแดนพญามังกรไปที่ 45%

กระทั่งการขู่ก่อกำแพงกั้นพรมแดน ระหว่างสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย

แม้จะเป็นมาตรการที่ตรงกับความรู้สึกของอเมริกันชนส่วนใหญ่ที่ต้องการ “เปลี่ยนแปลงประเทศ” ปลดแอกจากการครอบงำของฝ่ายเดโมแครตที่บริหารประเทศในหลายปีที่ผ่านมา

แต่ก็สุ่มเสี่ยงที่มาตรการสุดโต่งเหล่านี้จะย้อนศรมาเล่นงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สั่นคลอนในอนาคต และอาจพาลมาเขย่าเศรษฐกิจโลกให้ดิ่งเหวตามไปด้วย

หลายประเทศจำเป็นต้องตั้งการ์ด เตรียมการตั้งรับมาตรการเศรษฐกิจโฉมใหม่ของสหรัฐฯในฐานะยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งที่กุมสภาพเศรษฐกิจโลก เมื่อขยับตัวอะไร ก็ย่อมมีผลกระทบทั่วทุกภูมิภาค

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่มีสิทธิเจอหางเลขสถานการณ์ผันผวนจากนโยบายผู้นำโลกคนใหม่

กลายเป็นโจทย์ใหม่ให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ต้องเตรียมแนวทางรับมือไว้แต่เนิ่นๆ

ไม่ให้ภาคธุรกิจหรือประชาชนตื่นตระหนกไปตามกระแสความหวาดวิตกที่คาดการณ์กันไปต่างๆนานา

ตามช็อตที่ “บิ๊กตู่” คอนเฟิร์มว่า ได้เตรียมรับมือความผันผวนจากนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ไว้แล้ว ไม่ต้องตกใจ ทุกอย่างต้องดำเนินการนโยบายแบบสมดุลสอดคล้องกับประเทศมหาอำนาจ

พร้อมมอบนโยบายให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย

จากทั่วโลก ปรับรูปแบบวิธีการทำงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โลก

เบอร์หนึ่ง คสช.ยกการ์ดตั้งรับ เตรียมปรับตัวให้สอดรับกับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่

ปักหลักรับมือด้วยความไม่ประมาท ไม่ให้ปัจจัยภายนอกมาสั่นคลอนภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยที่อยู่ในสภาพทรงๆทรุดๆ

ซ้ำเติมสถานการณ์ปัจจุบัน ที่รัฐบาลกำลังสาละวนแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตามช็อตต่อเนื่องที่หัวหน้า คสช.ยังต้องตามแก้ปัญหาราคาข้าวดิ่งเหวไม่หยุดหย่อน

จากมาตรการล่าสุดตามมติ ครม.ที่ฮึดก๊อกสองช่วยชาวนา

ควักกระเป๋าอีก 18,000 ล้านบาท อุ้มราคาข้าวเปลือกเจ้าไปอยู่ที่ 10,500 บาทต่อตัน และข้าวปทุมธานี 1 อยู่ที่ 11,300 บาทต่อตัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว

ใช้มาตรการฝนตกทั่วฟ้า อุ้มแทุกระดับ ไม่เกี่ยงว่า เป็นข้าวเกรดเอหรือเกรดรอง

พลังท็อปบูตที่ว่าปึ้กๆ ก็ไม่กล้าเสี่ยงปล่อยให้ปัญหาปากท้องชาวนาลุกลามบานปลาย ต้องรีบดับไฟแต่ต้นลมโดยเร่งด่วน

หันมาชิงมวลชน เบียดแย่งคะแนนเสียงจากกระดูกสันหลังของชาติแข่งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่งัดซีนดราม่ารอบใหม่มัดใจชาวนา

แพ็กข้าวหอมมะลิบรรจุถุง 10 ตัน เปิดบูธขายที่ห้างดังย่านสำโรง จ.สมุทรปราการ เพื่อช่วยชาวนารอบสอง

อาศัยรูปแบบการตลาดเดิมๆ เล่นตามกระแสในสไตล์ถนัด ประคองฐานเสียงใหญ่ ไปพร้อมๆกับการบลัฟวิธีแก้ปัญหาราคาข้าวของรัฐบาล

ไม่ให้รัฐบาล คสช.เป็นพระเอก ตีกินทำคะแนนเพียงฝ่ายเดียว

บนรูปการณ์ที่มีชนักเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำ 35,000 ล้านบาทปักหลังอยู่ การเร้ากระแสจัดฉากขายข้าวช่วยชาวนา แลกกับการได้ชาวนาเป็นหลังพิง โดยมีคดีดังเป็นเดิมพัน

ดราม่าบทเดิมๆแต่ก็ “คุ้มค่า” สำหรับ “อดีตนายกฯปู”

ทีมข่าวการเมือง