‘สมดุล’ ในจุดเปลี่ยน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779797


หลังตะลึงงันกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “ปู่ทรัมป์” โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน แซงหน้า “ฮิลลารี คลินตัน” จากพรรคเดโมแครต พรวดเดียวเข้าเส้นชัย

ขึ้นเป็นผู้นำคนที่ 45 ของประเทศมหาอำนาจโลก

ช็อกความรู้สึกอเมริกันชนบางส่วน จนเกิด “อาฟเตอร์ช็อก” ด้วยเหตุวุ่นวายชุมนุมเดินขบวน ถือป้ายประท้วงต่อต้าน จุดไฟเผา เข้าทุบกระจกร้านค้าในหลายเมือง เพื่อระบายอาการผิดหวัง คับแค้น

ชนิดที่คนในโลกเสมือนโซเชียลมีเดียในไทยเอามาตัดต่อเล่นมุก ละเมิดลิขสิทธิ์ ลอกม็อบการเมืองไทย

แต่ยังดีที่ระดับ “ผู้นำ” ผู้สมัครที่พลาดหวังอย่างนางคลินตัน มีคำว่า “สปิริต” อยู่ในใจ นอกจากโทรศัพท์ไปยอมรับความพ่ายแพ้ และยินดีกับ “ปู่ทรัมป์” ที่ขับเคี่ยวกันมา

เบรกอารมณ์กองเชียร์ ชูความเป็นหนึ่งเดียวในชาติ

เช่นเดียวกับ “ปู่ทรัมป์” ก็ไม่ได้ออกลีลา “สิงห์จอมโว” ดีใจออกนอกหน้าประกาศ จะดูแลอเมริกันชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ช่วยกัน “ดับชนวน” แตกแยก ไม่ให้ลุกลาม

หลังจากการหาเสียงเลือกตั้งในสหรัฐฯรอบนี้ มีครบทั้งโจมตีปัญหาส่วนตัว ขุดคุ้ย สาดโคลน เนื้อหานโยบาย แนวทางบริหารไม่ใช่จุดโฟกัสใหญ่อย่างที่ผ่านๆมาจนออก นอกลู่ประชาธิปไตยไปเยอะ

ขืนไม่ดึงกลับจะไปทำสอนสั่งประเทศอื่นๆเช่นที่ผ่านมาได้อย่างไร

แต่เอาเป็นว่าเมื่อระดับนักการเมืองใหญ่ 2 ขั้วข้างตั้งหลักได้ ยึดส่วนรวมเป็นที่ตั้งก็เป็นสัญญาณดีต่อประเทศชาติ สะท้อนได้จากสัญญาณบวกทันที โดยเฉพาะดัชนี ชี้วัดเร่งด่วน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

กระนั้นก็ดี มีอีกหลายปมปัญหาที่ว่าที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาต้องทำอีกมาก จะหยุดอาการ ช็อกในหมู่คนอเมริกัน เบรกอาการขวัญผวาชาวโลกหรือไม่ หรือจะทำให้อกสั่นขวัญหายกันหนักเข้าไปใหญ่

ล่าสุดหลังรู้ผลเลือกตั้ง ก็มีข่าว “ปู่ทรัมป์” ประกาศทำทันทีในช่วง 100 วันแรก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่เคยประกาศช่วงหาเสียง ยกเลิกข้อตกลง การรวมกลุ่มทางการค้า

ในแนวทาง “อเมริกา เฟิร์สต์” สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน

ที่ต้องจับตาคือ ปมกีดกันเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา จัดระเบียบผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย สกัดคนเชื้อชาติอื่นในสหรัฐฯ เพื่อแก้ปมเศรษฐกิจ และปัญหาสังคม

ขยับโรดแม็ปเศรษฐกิจ–จัดระเบียบประเทศ ยึดประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก

ตามเทรนด์โลกที่เริ่ม “ขวาหัน” สู่แนวทาง “ชาตินิยม” หลายประเทศ

สำหรับประเทศไทย หลังทราบผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ระบุ ไทยกับสหรัฐฯ เป็นมิตรกันมา 180 ปี ใครจะชนะเราก็แสดงความยินดี

และต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ “สมดุล”

แต่อีกทาง “บิ๊กตู่” ย้ำในที่ประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ โดยเน้นปรับรูปแบบการทำงานด้านการต่างประเทศ ที่ 2 ปีกว่าถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว

“แต่ต้องทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก”

ขณะที่หน่วยงานต่างๆก็เตรียมแผนรองรับความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจในประเทศมหาอำนาจโลกกันทุกๆด้าน

ตามสัญญาณอำนาจพิเศษ ในการสร้าง “สมดุล”

แล้ว 2 ปีกว่า ดูเหมือน “ผู้นำอำนาจพิเศษ” จะยึดแนวทางนี้ นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในห้วงมีแรงกดดันจากมหาอำนาจ

ถ่วงดุล 2 ขั้ว “สหรัฐฯ-จีน” เล่นเกมอำนาจในภูมิภาค

แล้วก็มีโมเดลตัวอย่างจากคิว “ยื้อ” เข้าร่วมกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ (ทีพีพี) ที่นำโดยสหรัฐฯ แต่กีดกันมหาอำนาจจีน ถึงมีแรงกดดันภายนอก– ภายในให้เร่งตัดสินใจ

แต่สุดท้ายการยื้อจังหวะ ในห้วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจในสหรัฐฯ ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

เพราะล่าสุดว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ก็ประกาศถอนดีลทีพีพีไปแล้ว

เช่นเดียวกับการทรงตัวในห้วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย หลายเรื่องสะท้อนชัด “บิ๊กตู่” เดินตามแนวทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การค้าขายระหว่างประเทศ กระทั่งเรื่องขั้วอำนาจต่างๆภายใน

ถึงจะไม่ง่ายนัก ในเงื่อนไขสถานการณ์พิเศษ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ “ผู้นำอำนาจพิเศษ” ทำได้แค่ทรงตัวให้ดีที่สุด

เลี้ยงดุลทุกฝ่าย เพื่อ “สร้างสมดุล” ทุกด้าน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ต้องคบกับ ‘ทรัมป์’ อยู่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778741


พลิกล็อกช็อกโลก หงายท้องไปตามๆกัน

เมื่อ “คาวบอย” อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ชนะศึกเลือกตั้ง คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งทำเนียบขาว

ชาวอเมริกันเสียงส่วนใหญ่ชอบของแปลก มองมุมตรงข้ามกับนานาชาติ

ตามปรากฏการณ์ตลาดหุ้น ตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลก สั่นสะเทือนกันไปทุกทวีป โดยแนวโน้มตั้งแต่ “ทรัมป์” เริ่มมีคะแนนนำ

นักลงทุนหันไปตุนทองคำ ถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

ออกอาการผวากับแนวนโยบายสุดโต่งแบบ “โดนัลด์ ทรัมป์”

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าประคองตัว ปลอดภัยไว้ก่อน ในเมื่ออารมณ์ “อเมริกันชน” มุ่งไปที่การปกป้องสิทธิประโยชน์ของตัวเองมาก่อนปัจจัยอื่นใด

ยุทธศาสตร์ของ “ทรัมป์” กีดกันต่างชาติ

ทั้งในมุมของการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย การจัดการกับผู้อพยพ รวมไปถึงมาตรการทางการค้า

และว่ากันไป มันก็ล้อกับสถานการณ์ “Brexit” เขย่าโลก ผลการลงประชามติของประเทศอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เพราะชาวผู้ดีไม่ต้องการให้คนต่างชาติเข้ามาแย่งสิทธิความเป็นอยู่ของคนในชาติ

จากอังกฤษถึงสหรัฐฯ ชัดเจนว่าเทรนด์มหาอำนาจโลกเปลี่ยนแปลงไป

ต่างฝ่ายต่างมุ่งรักษาผลประโยชน์คนในชาติมาเป็นเงื่อนไขแรก

ที่แน่ๆไม่ว่าจะแฮปปี้หรือไม่กับผลเลือกตั้งอเมริกาที่ออกมา แต่ทุกประเทศก็ต้องปรับตัวให้สอดรับกับนโยบายว่าที่ประธานาธิบดี “ทรัมป์” ในฐานะที่สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจที่กุมสภาพทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก

โดยผลกระทบที่เกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ในจังหวะออกตัวนิ่มๆแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. แสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่คงพูดไม่ได้ว่า จะส่งผลกระทบอะไรหากใครได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ เพราะต้องยอมรับการตัดสินใจของประชาชน

แต่ยังไงเราก็ต้องคบกับสหรัฐอเมริกาต่อไปอยู่แล้ว

เพราะเราเป็นมิตรกับสหรัฐฯมา 183 ปี ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ประเทศไทยก็จะเดินตามนโยบายเดิม คือนโยบายการต่างประเทศที่สมดุล เพราะเราเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางของอาเซียน ก็ต้องทำทุกอย่างให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

ผู้นำรัฐบาลทหารของไทยดึงตัวเองมาอยู่ในจุดที่เหมาะสม

เรื่องของเรื่อง โดยสปิริตแบบอเมริกันชน ผลการเลือกตั้งต่อให้สูสีเฉียดฉิวแค่ไหน เมื่อผลตัดสินออกมาแล้ว ฝ่ายแพ้ก็ยอมรับพร้อมร่วมมือฝ่ายชนะ

พร้อมกอดคอกันไปเพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวม

แบบที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศหลังจากการเลือกตั้ง นางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครตได้โทร.มาแสดง ความยินดี หลังจากนี้สหรัฐฯจะกลับมาเป็นหนึ่งเดียว

และจะเป็นประธานาธิบดีของอเมริกันทุกคน

ไม่มีปรากฏการณ์แบบที่ฝ่ายแพ้ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจากประชาชน ลากการเมืองไปเล่นเป็นม็อบบนถนน ทำให้ฝ่ายชนะบริหารประเทศไม่ได้

สุดท้ายการเมืองติดล็อก นำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐประหาร

โดยสถานการณ์ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ในกระบวน การตามโรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุได้เซ็นชื่อในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว

ขณะที่แนวทางการปฏิรูปนักการเมือง ตามพิมพ์เขียวที่มีการชงจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

เสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี ไปยันนายกรัฐมนตรี ยกระดับไปอยู่ที่ 2–3 แสนบาท

เพื่อแลกกับมาตรการตรวจสอบ เอกซเรย์กันอย่างเข้มข้น

หวังประสิทธิผลในการวางแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถดำรงตำแหน่งได้อย่างมีเกียรติยศ และมีความซื่อสัตย์สุจริต

แต่ก็มีเสียงทัก ขัดคอในเรื่องของ “จิตสำนึก”

เพราะต่อให้กำหนดเพดานเงินเดือนสูงแค่ไหน ถ้านักการเมืองไทยยังวนอยู่ในระบบเก่า ต้องลงทุนในการเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ ก็แก้ปัญหาโกงไม่ได้

เรื่องสปิริต มาตรฐานการเมืองแบบอเมริกันยังอีกไกล.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ตัวช่วย’กู้ปม‘ดราม่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777656


สายตาทั่วโลกโฟกัสไปที่ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน

ดีเดย์ลงคะแนนโหวตกันในวันที่ 8 พฤศจิกายน ตามเวลาที่สหรัฐฯ ช่วงบ่ายๆในเมืองไทย

จะได้รู้ดำรู้แดงกันภายใน 1–2 วันนี้

และก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะผู้นำสหรัฐฯคนใหม่จะส่งผลต่อประเทศไทยในทางตรงและทางอ้อม ในฐานะพี่เบิ้มที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของทั่วโลก

ตามกระแสข่าว เศรษฐีนักลงทุนไทยลุ้นกันตัวโก่ง แหยงนโยบายสุดโต่งแบบโดนัลด์ ทรัมป์ จะทำให้ตลาดทุนปั่นป่วน รวมถึงสถานการณ์ส่งออกไปสหรัฐฯจะติดขัดจากการกีดกันต่างชาติ

แต่อีกมุมก็มีการรายงานวิเคราะห์เชิงลึกของสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุ รัฐบาลทหารของไทยลุ้นผู้สมัครฝั่งรีพับลิกันมากกว่า

จากท่าทีของรัฐบาลเดโมแครตที่หนุนฝ่ายต้านอำนาจในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน มันยังมีช็อตที่เชื่อมโยงกับเมืองไทยโดยบังเอิญกับปรากฏการณ์ที่ทวิตเตอร์ส่วนตัวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตแสดงความเสียใจ

“RIP” กับการจากไปของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

ก่อนที่ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของอดีตนายกฯทักษิณจะออกมาปฏิเสธข่าวลือ โดยยืนยันบิดายังมีชีวิตอยู่และสบายดี พร้อมขอบคุณนายทรัมป์ที่โพสต์แสดงความเสียใจ ทั้งๆที่ไม่ค่อยมีเวลา

ทำให้มีการลบทวิตเตอร์ของผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯในเวลาต่อมา

การเมืองไทยกับอเมริกาก็พัวพันนัวเนียกันอยู่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าใครจะยึดเก้าอี้เบอร์หนึ่งทำเนียบขาว ก็คงต้องเข้าใจเงื่อนสถานการณ์ของประเทศไทยที่ยังต้องยึดแนวประชาธิปไตยแบบไทยๆ

โดยเฉพาะเงื่อนไขในห้วงสถานการณ์พิเศษ จังหวะเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ

เหนืออื่นใด ในบรรยากาศที่หัวเชื้อไฟร้อนๆยังแฝงอยู่ตามร่องรอยความแตกแยก

พร้อมกลับมาปะทุได้ทุกขณะ

ตามอาการแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องวิ่งสู้ฟัดอัดฉีดมาตรการกู้ราคาข้าวดิ่งเหวในรอบ 10 ปี

ประกาศลั่นรัฐบาลไม่ทอดทิ้งเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ และชาวสวน

โชว์แผนการแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง แต่ตอนนี้ต้องลุยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ชาวนาบรรเทาความเดือดร้อนไปก่อน

ผู้นำทหารที่ว่าอำนาจแน่นปึ้ก ก็ไม่กล้าเสี่ยงกับอารมณ์ชาวนา

ถ้าปล่อยให้เดือดร้อนมากๆ มันจะทำให้ปลุกม็อบง่าย

ยิ่งเป็นอะไรที่กระแสเรื่องข้าวกำลังถูกจุดชนวน โหมดีกรีระอุขึ้นตามลำดับ

ล้อไปกับเดิมพันสูงๆในปมทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ล่าสุดในอารมณ์ร้อนๆแรงๆแบบที่ “ลูกโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯทักษิณ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ด่ากันลอยๆ

สมัยก่อนชาวนาไทยเจอ “เพลี้ยกระโดด” ยังไม่ช้ำใจเท่าปัจจุบันที่มี “เหรี้ยกระโดด”

ลงไปถ่ายรูปในนา เสแสร้งเห็นอกเห็นใจชาวนา แต่ทำตัวเป็นศัตรูชาวนา แถมยังมาตีสองหน้า “หัวหมอ” อย่างนี้ น่ารังเกียจกว่าเยอะ

ไม่บอกตรงๆว่าใคร ใบ้แค่ว่า นักการเมืองพรรคไหนที่เคยรวมหัวกลั่นแกล้งชาวนา ไม่ให้ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว สร้างความเจ็บปวดให้ชาวนา เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง ต้องการยกระดับความวุ่นวายให้ถึงทางตัน

เอื้อสถานการณ์ให้ทหารออกมาปฏิวัติ

ยี่ห้อ “หนุ่มโอ๊ค” เล่นบทปากจัด ปล่อยวาทกรรมซัดกันแบบไม่ยั้ง

ตามจังหวะหันไปอีกฝั่ง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กำลังไล่ตามจิกตามกัดอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปมดราม่าช่วยชาวนาขายข้าว

อัดยับ แค่การตลาดสร้างภาพโดยไม่ยอมควักเนื้อลงทุน

เอาข้าวจากโรงสีมาขาย ทุบราคาชาวนาอย่างใจร้าย

ทำผิดพลาดซ้ำเติมชาวนาไม่เลิก

แถมยุให้รัฐบาลทหาร คสช.ลุยจัดการขบวนการทุบราคาข้าวที่มีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นผู้นำ กระทำการป่วนรัฐบาล หวังผลทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง คนยี่ห้อประชาธิปัตย์กระโดดฟัดกับ “น้องปู”

ช่วย “บิ๊กตู่” กู้สถานการณ์ “ดราม่า” ข้าว กันแบบสุดตัวเลย.

ทีมข่าวการเมือง

 

อุ้มชาวนากันโรคแทรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776676


ไม่ทันสิ้นเสียงชาวนาภาคกลางที่ให้สัมภาษณ์เป็นข่าวว่า โครงการจำนำยุ้งฉางของรัฐบาลช่วยกู้สถานการณ์ได้เฉพาะข้าวหอมมะลิกับข้าวเหนียว

ไม่เกี่ยวกับข้าวในพื้นที่นาภาคกลาง ยังไม่ได้รับอานิสงส์

ล่าสุดเปิดวันทำการมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันในรอบสัปดาห์ต่อสัปดาห์

โดยเจ้าตัวระบุเองเลยว่า เป็นการประชุมเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวนาที่ปลูกข้าวเจ้า และข้าวหอมปทุมธานี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในมาตรการที่จะช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวหอมปทุมธานี และข้าวเจ้า ให้คล้ายกับมาตรการดูแลราคาข้าวหอมมะลิ ในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกหรือจำนำยุ้งฉาง

ก่อนอัดฉีดเม็ดเงิน 18,000 ล้านบาท อุ้มข้าวเปลือกเจ้าและข้าวปทุมธานี

ดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้เลย

ตามรายละเอียดสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกเจ้า กรณีมียุ้งฉางจะได้รับเงินช่วยเหลือรวมตันละ 10,500 บาท ประกอบด้วย วงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโครงการตันละ 7,000 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ไม่เกิน

10 ไร่ คิดเป็นตันละ 2,000 บาท และค่าเตรียมข้าวขึ้นยุ้งฉางและค่าฝากเก็บละ 1,500 บาท

ส่วนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวปทุมธานี กรณีมียุ้งฉาง จะได้รับเงินช่วยเหลือรวมตันละ 11,300 บาท ประกอบด้วย วงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโครงการตันละ 7,800 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ไม่เกิน 10 ไร่ คิดเป็นตันละ 2,000 บาท และค่าเตรียมข้าวขึ้นยุ้งฉางและค่าฝากเก็บละ 1,500 บาท

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้าและข้าวเปลือกที่ไม่มียุ้ง จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ไม่เกิน 10 ไร่ คิดเป็นตันละ 2,000 บาท

มาตรการอุ้มชาวนาถูกชงออกมา 2-3 โปรโมชั่นติดต่อกัน

สะท้อนเลยว่า มันเป็นสถานการณ์ร้อนๆที่กดดันรัฐบาลทหารช้าอืดอาดไม่ได้

และเป็นอะไรที่จับอาการได้ตามน้ำเสียงที่ลดโทนดุดันลงอย่างเห็นได้ชัด

จากอารมณ์ผู้นำที่ซัดโครมตั้งแต่นาทีแรก โยนผู้ประกอบการโรงสีร่วมมือกับนักการเมืองร่วมกันสร้างเรื่องราคาข้าวกดดันรัฐบาล คสช.

ล้อไปกับยุทธการส่งทหารไล่บี้ขู่โรงสีไม่ให้กดราคาซื้อข้าวจากชาวนา

แต่หลังจากนั้น พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ให้สัมภาษณ์นักข่าวในเชิงออกตัวเลยว่า รัฐบาลจะไม่ตอบโต้กับนักการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยในเรื่องของปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

ไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศบ้านเมืองในภาวะที่ต้องลดราวาศอกกัน

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้เอ่ยขอโทษนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย และขอร้องไม่ให้ลาออก หลังมีปฏิกิริยาตอบโต้นิ่มๆจากกรรมการสมาคมโรงสีข้าวไทยประกาศยุติบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของอุตสาหกรรมข้าวและการค้าข้าวไทย

อ้างเพราะถูกมองเป็นผู้ร้ายของสังคม

เป็นอารมณ์ตอกย้ำสถานการณ์ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.ที่ผลักแนวร่วมไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด ทั้งนักการเมือง พ่อค้าโรงสี ชาวนา หรือแม้แต่สื่อมวลชนที่โดนตั้งแง่เสนอข่าวทิ่มแทงรัฐบาล

กลายเป็นว่า ไม่มีใครอยู่ฝ่ายเดียวกับทหาร

ในสถานการณ์ตรงกันข้ามกับจังหวะที่ไหลไปเข้าทางอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่สนใจจะโดนถากถางเป็นดราม่า ไม่แคร์ว่าจะโดนท้าทายเป็นเชิงอย่าสร้างภาพซื้อข้าวแค่ที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ให้ช่วยชาวนาทั่วประเทศ

ตามเหตุการณ์แบบที่อดีตผู้นำหญิงได้ทีเบิ้ลกลับเลยว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจะรับซื้อข้าวจากชาวนาทั้งหมด แต่ตอนนี้เป็นประชาชนคนหนึ่งก็ทำในฐานะของตัวแทนประชาชนที่ช่วยเหลือชาวนาเดือดร้อนเท่าที่มีกำลังจะทำได้

เจอสวนเข้าจุดโฟกัส รัฐบาล คสช.โต้ไปรังแต่จะ “เข้าเนื้อ”

ต้องรีบสกัดหัวเชื้อ ดับอาการหงุดหงิดชาวนา ก่อนปมข้าวจะลามเป็นการเมือง

ตามท้องเรื่องที่คนหายหน้าหายตาเริ่มโผล่กลับมา ในฉากความเคลื่อนไหวล่าสุด “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. มีช็อตพบกับ “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ ในการนำกฐินไปทอดที่วัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

แม้จะอยู่ในอารมณ์ของคนทำบุญ โหมดงานสร้างกุศล

แต่คน กปปส.มาชุมนุมกันโดยนัดหมาย ฝ่ายความมั่นคงไม่มองข้ามแน่.

ทีมข่าวการเมือง

 

แด่ในหลวงรัชกาลที่9 ร้อยเรียงความประทับใจของคนการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775086


สมาชิกรัฐสภาล้วนเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย

สมัยก่อนสมาชิกรัฐสภาต่างภาคภูมิใจสูงสุด นำมาซึ่งความปลาบปลื้มเป็นมงคลชีวิต ได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม

พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2493 เป็นการเปิดประชุมสมัยวิสามัญของรัฐสภา และครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2548

พระราชดำรัสของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา คือ สิ่งสำคัญที่สุดในรัฐพิธีเปิดประชุม

แสดงความในพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งหวังให้เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์

ผู้แทนของปวงชนชาวไทยเป็นผู้ที่มีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ในถิ่นทุรกันดาร

ที่มีโอกาสและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยโครงการพระราชดำริของ “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว”

ได้มีส่วนรับรู้รับทราบและแก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง ให้พ้นจากวิกฤตการณ์ตามครรลองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รวมถึงการมีส่วนดูแลประชาชน โดยถือปฏิบัติตามแนวพระราชดำริและตามรอยพระยุคลบาท

สมาชิกรัฐสภาต่างล้วนซาบซึ้ง พร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดี

ด้วยการ “บันทึกบทความร้อยเรียงความประทับใจในพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

ถือเป็นหนังสือที่บันทึกมุมมองของสมาชิกรัฐสภา ที่พร้อมใจกันร้อยเรียงบทความอันแสดงถึงความประทับใจ ในพระราชกรณียกิจและการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวพระราชดำริและตามรอยพระยุคลบาท

ให้ปรากฏต่อสาธารณชน ทำให้ทราบถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม กอปรด้วยทศพิธราชธรรม พระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ

ทีมข่าวการเมือง ได้นำบันทึกของสมาชิกรัฐสภาในยุคสุดท้าย ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ โดยได้นำบันทึกของสมาชิกรัฐสภาบางคน บางตอนมานำเสนอ

เริ่มจาก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า เมื่อพระองค์ได้มีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

นับตั้งแต่นั้นมาพระองค์ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย กำลังพระสติปัญญา ทรงงานโดยมิรู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของปวงชนชาวไทย

จึงได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา”

แต่การที่จะกล่าวถึงความประทับใจในพระราชกรณียกิจของพระองค์นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์นั้น คงไม่สามารถกล่าวเฉพาะพระราชกรณียกิจอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เนื่องจากในทุกพระ
ราชกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติมา ล้วนเป็นที่ประจักษ์และตราตรึงอยู่ในจิตใจของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

ขณะที่ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภา ระบุว่า พระราชกรณียกิจทุกด้านแสดงให้เห็นถึงพระราชประสงค์ ที่จะทอดพระเนตรเห็นพสกนิกรมีความสุขในทุกด้าน

โดยยกระดับสภาพความเป็นอยู่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน

ในฐานะที่มีโอกาสถวายอารักขาในฐานะราชองค์รักษ์เวรตามเสด็จฯอย่างต่อเนื่องเป็นเวลารวมเกือบ 20 ปี ทำให้ได้เห็นพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกภูมิภาคอยู่เสมอ

จนมีคำกล่าวว่า ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทย ที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึง

ทางด้าน พล.ต.เกริก กัลยาณมิตร ส.ว.สรรหา ระบุว่า พระองค์มิได้ทรงงานทางโลกอย่างตรากตรำเท่านั้น พระองค์ยังมีพระราชจริยวัตรในทางธรรม ทรงศึกษาธรรม ปฏิบัติสมาธิภาวนาตามหลักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสม่ำเสมอ

และเสด็จฯนมัสการและทรงสนทนาธรรมกับพระสายปฏิบัติในที่ต่างๆ ธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของพระองค์ ข้าพเจ้าซาบซึ้งและติดตามในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่พสกนิกรในโอกาสต่างๆ

ด้วยตระหนักยิ่งว่าล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริง เป็นแนวทางที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว

จนเกิดผลอันเกิดจากพระปัญญาญาณ ทั้งทางโลกและทางธรรมโดยแท้

ส่วนผู้แทนของปวงชนจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ นายเจะอามิง โตะตาหยง ระบุว่า ภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือราษฎรอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง

และพระองค์ยังได้พระราชทานแนวคิดในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยนำหลัก “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

ขณะที่ นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พื้นที่จังหวัดสระแก้วห่างไกลทุรกันดาร มีปัญหาความมั่นคงอย่างรุนแรง เคยเป็นเขตต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงซ้ำเติมให้ประชาชนในพื้นที่ยิ่งขาดแคลน ล้าหลัง ยากจน

แต่นับเป็นบุญของประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม ความลำบากยากจน ขาดแคลนและล้าหลัง จึงอยู่ในครรลองแห่งสายพระเนตรของพระองค์ท่านและได้รับพระราชทานความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เฉกเช่นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้บอกถึงพระราชกรณียกิจในทุกด้านและโครงการในพระราชดำริทุกโครงการ ล้วนก่อกำเนิดขึ้นเพื่อเป่าปัดความทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์และขจัดปัญหาของประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของชาวไทยอย่างแท้จริง

ภาพการเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศทุกพื้นที่ แม้ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล เป็นภาพความประทับใจของผู้คนทั่วทั้งโลก แม้ทรงตรากตรำพระวรกายเพียงใด ก็มิทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยากและปัญหาอุปสรรคใดๆ ด้วยมีพระราชประสงค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปสัมผัสใกล้ชิดราษฎร

เพื่อนำความกินดีอยู่ดีไปสู่ประชาชน

ขอย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นรัชกาลที่ 9 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ บันทึกไว้ว่า ค่ำของวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ประธานรัฐสภาได้เรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อรับทราบแถลงการณ์ เรื่อง การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลง

เมื่อแถลงจบ ได้เสนอข้อความเห็นจากรัฐสภาให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ สืบราชสมบัติต่อไป ที่ประชุมรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์

เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลง ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าเฝ้าถวายพระพร และกราบทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ สืบราชสมบัติ หลังจากนั้นสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศข่าวเป็นมงคลนี้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ได้จดจารว่าพระองค์เป็น “พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่”

เช่นเดียวกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ฉายภาพอีกมุมหนึ่งให้เห็นว่า พระองค์ท่านทรงอุทิศกำลังพระวรกาย กำลังพระปัญญา และกำลังพระราชทรัพย์ ทรงสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการโดยมิเคยย่อท้อ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างแซ่ซ้องสดุดีและเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณไว้เหนือเศียรเกล้า

และบันทึกของสมาชิกรัฐสภาอีกคนคือ นางอุไร อุณานันทกุล ส.ว.สรรหา ระบุว่า เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวงของคนไทย ไม่มีใครจะยิ่งใหญ่และครองหัวใจของคนทั้งชาติได้เท่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ของเรา

พระองค์เป็น “พระราชา” ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ไม่มีแผ่นดินสักตารางนิ้วเดียวที่ลอดผ่านสายพระเนตร พระกรรณ

ไม่มีทุกข์ใดในแผ่นดินไทยที่พระองค์ไม่ทรงรับรู้

ไม่มีสักนาทีเดียวที่พระองค์มิได้ทรงคิดถึงราษฎร.

ทีมการเมือง

 

ฟอสไฟด์..จัดการทุเรียน เพิ่มผลผลิต สู้อากาศวิปริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677787


“สวนคนอื่น ปีก่อนได้ทุเรียน 20 ตัน ปีนี้ได้กันแค่ 5-6 ตัน เพราะภัยแล้งอากาศวิปริต ดอกกำลังบาน เจอฝนช่วงปีใหม่ ดอกร่วงกันหมด และมีดอกออกมาถึง 5 รุ่น การจัดการมาก สวนผมก็เหมือนกัน ทั้งที่ทำสวนทุเรียนแบบคุณภาพ ใช้ความรู้สมัยใหม่ ไม่ได้ทำแบบตามมีตามเกิด นึกว่าจะแย่แล้ว โชคดีที่นักวิชาการบริษัทเจียไต๋มาให้ความรู้เรื่องฟอสไฟด์ ที่เป็นทั้งวัคซีนป้องกันโรค เป็นสารอาหารพืช ช่วยทำให้ขั้วดอกเหนียวไม่ร่วงง่าย ปีที่แล้วได้ 30 ตัน ปีนี้ได้ 32 ตัน ทั้งที่สภาพอากาศแย่มากๆ”

สุเนตร สุทธิสถิตย์ เจ้าของสวนทุเรียนบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง พูดถึงผลที่ได้จาก “โครงการพัฒนาระบบการผลิตทุเรียนตามแบบ ฉบับเจียไต๋” ภายใต้ความร่วมมือ ระหว่างธุรกิจอารักขาพืช บริษัท เจียไต๋ จำกัด กับ อ.ดนัย อังศุสิงห์ อดีตนักวิชาการด้านอารักขาพืช กรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอทุเรียน” นำปุ๋ยน้ำตัวใหม่ ฟอส ครอป. เค เป็นปุ๋ยในรูปฟอสฟอรัสแอซิค ที่ให้ สารฟอสไฟด์ มาแก้ปัญหาเรื่องทุเรียน และผลไม้อื่นๆในภาคตะวันออก ที่มักจะมีปัญหาโรครากลำต้นกิ่งผลเน่า จากเชื้อราไฟทอปธอร่า

“เราทำมากว่า 3 ปีแล้ว ศึกษาทดลองจนมั่นใจ ถึงได้แนะนำให้เกษตรกรใช้กัน เจตนาจริงๆ ไม่ได้ต้องการเพิ่มผลผลิต ต้องการแค่แก้ปัญหาเรื่องโรคเชื้อราเป็นหลัก เพราะวิธีการเดิมที่ใช้กัน มีปัญหาเกษตรกรนำสารเคมีไปทารักษาโรคใช้กันไม่ถูกต้องมาก ใช้สารเคมีเข้มข้นเกินไป ส่งผลให้ต้นทุเรียนตายกันไปเป็นจำนวนมาก คิดดูทุเรียน 1 ต้น ทำเงินให้ชาวบ้านปีละ 5,000-50,000 บาท ถ้าตายไป กว่าจะได้เงินใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี ชาวสวนผลไม้จะเดือดร้อนขนาดไหน”

อ.ดนัย ยังบอกอีกว่า การจัดการโรคทุเรียนด้วยวัคซีนป้องกันโรคนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ ในยุโรปทำกันมาหลายปีแล้ว เพราะเขาคิดว่าการป้องกันดีกว่าการรักษาแบบเดียวกับคนนั่นแหละ ทำให้คนมีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิป้องกันตัวเอง ดีกว่าปล่อยให้เป็นโรคแล้วมารักษาทีหลัง นอกจากจะป่วยหนัก ไม่รอดแล้ว ค่ารักษายังแพง

สำหรับวิธีการนำสารฟอสไฟด์มาใช้ ไม่มีอะไรมาก…หลังเก็บเกี่ยวทุเรียนหมด จัดการเตรียมต้นทำใบให้ต้นทุเรียนแตกใบใหม่ 2 รอบ เพื่อให้การออกดอกในช่วงที่ต้องการ ซึ่งเกษตรกรมืออาชีพจะมีการฉีดพ่นอาหารเสริม ปุ๋ยเกล็ด และสารป้องกันโรคแมลงอยู่แล้ว สามารถนำฟอสไฟด์ 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ผสมฉีดพ่นร่วมไปได้เลย ฉีดพ่น 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 15 วัน จะช่วยป้องกันโรคเน่า และเป็นอาหารบำรุงขั้วดอก ขั้วผลเหนียวไม่ร่วงง่าย

แต่ถ้าต้นไหนมีอาการโรครากต้นเน่าชัดเจน ต้องใช้วิธีฝังเข็ม โดยใช้สารฟอสไฟด์ 1,000 ซีซี ร่วมกับอโทนิค 100 ซีซี และน้ำกลั่น 100 ซีซี แบ่งได้ 40 เข็มเพื่อฉีดฝังเข้าทางลำต้น ต้นละ 1-4 เข็ม แล้วแต่ขนาดทรงพุ่ม และแล้วแต่อาการหนักเบาของโรค

เกษตรกรสนใจวิธีจัดการสวนผลไม้ด้วยวิธีนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : อารักขาพืช เจียไต๋ หรือ 09-0908-4520.

“ชาติชาย ศิริพัฒน์”

 

“โทงเทง” แก้ทอนซิลอักเสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677743


แพทย์แผนไทย โบราณระบุว่าทั้งต้นรวมรากของ “โทงเทง” แบบสดตำให้ละเอียดผสมเหล้าขาว 28 ดีกรี หรือ 40 ดีกรีก็ได้ แล้วเอาสำลีชุบน้ำอมไว้ข้างแก้มกลืนน้ำผ่านลำคอทีละน้อย เป็นยาแก้ต่อมน้ำลายอักเสบหรือต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในลำคอที่ชาวจีนเรียกว่า แซง้อ ได้ หรือจะตำละลายกับน้ำส้มสายชู ใช้สำลีชุบน้ำอมไว้ข้างแก้มกลืนน้ำทีละน้อยเช่นเดียวกัน เป็นยาแก้ลำคออักเสบเด็ดขาดนัก ใช้ภายนอกเอาน้ำทาแก้ฟกบวม ทำให้เย็นได้ผลดีระดับหนึ่ง

โทงเทง หรือ PHYSALIS ANGULATA LINN. อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE เป็นไม้จำพวกหญ้าขึ้นตามที่รกร้างทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก ดอกสีเหลืองสด “ผล” รูปทรงกลมและพองลมคล้ายโคมจีน มีเมล็ด ตอนเป็นเด็กนิยมเอาผลห้อยคอดูสวยงามดี และใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตบให้ผลแตกเกิดเสียงดัง สนุกตามประสาเด็กบ้านนอก ผลแก่จะแห้งติดอยู่กับต้นเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด นิยมปลูกตามสวนยาไทยและยาจีน

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอก ไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” หมดแล้วหมดเลย ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขมิ้นชันแคปซูล รักษาโรคกระเพาะอาหาร, มะแว้งแคปซูล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด, น้ำมัน 12 ประดง ใช้ภายนอกฆ่าเชื้อสมานแผล แก้เริม งูสวัด สะเก็ดเงิน แพ้เหงื่อ, ยาแก้ริดสีดวงจมูกแคปซูล น้ำมูกไหลมีกลิ่นเหม็น, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, แชมพูสูตร 5 ชนิด บำรุงรากผม ขจัดรังแค แก้คันศีรษะ, สเปรย์ฉีดบำรุงรากผม, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่า รักแร้หายดำคล้ำ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน, คอลลาเจนบริสุทธิ์ เป็นผงทาหน้าช่วยให้ผิวหน้ากระชับ, ดีบัวแคปซูล ขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองหัวใจ, ตรีผลาแคปซูล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลี- เซอไรด์, ว่านชักมดลูกแคปซูล ช่วยให้มดลูกกระชับ แก้คาวปลาในสตรี แก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ไส้เลื่อนในบุรุษ และอื่นๆ โทร.0-2275-2692 ครับ.

“นายเกษตร”

 

เฝ้าระวังผีเสื้อมวนหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677742


ผลไม้หลายชนิดอยู่ในระยะใกล้เก็บเกี่ยว เป็นช่วงจังหวะเหมาะให้ “ผีเสื้อมวนหวาน” ผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ บินมาใช้ปากเจาะเปลือกผลไม้เพื่อดูดกินน้ำหวาน ทำให้ผลไม้เป็นรู มีน้ำหวานไหลเยิ้มออก ทำให้ผลไม้เน่าเสียหาย ร่วงหล่น และยังดึงดูดให้แมลงอื่นๆเข้ามาทำลายซ้ำเติมผลไม้ให้เสียหายหนักมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ในระยะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร บอกเตือนให้เกษตรกรสวนผลไม้ ควรหมั่นตรวจสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสวนลองกอง, ลำไย, มังคุด, ส้ม และส้มโอ

ส่วนวิธีป้องกันและกำจัดผีเสื้อมวนหวาน มีให้เลือกทำได้หลายวิธี… ใช้กับดักแสงไฟ ด้วยหลอดแบล็กไลท์ (Black Light) ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. วางกับดักแสงไฟให้สูงจากพื้น 1.20 ม. ใต้หลอดไฟให้ วางถาดน้ำมัน หรือถาดบรรจุน้ำผงซักฟอก เพื่อผีเสื้อมวนหวานบินมาเล่นแสงไฟ ตกลงมาจมน้ำตาย

ใช้เหยื่อพิษ นำสับปะรดสุก ชิ้นหนาขนาด 1 นิ้ว ชุบสารเคมีคาร์บาริล 85% WP อัตรา 5 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร แขวนเป็นจุดๆในสวน 1 กับดัก ต่อต้นไม้ผล 5 ต้น

จับผีเสื้อมวนหวานตัวเต็มวัยในเวลากลางคืน ใช้ไฟฉายส่องไปตามผล ช่อผล ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. พบผีเสื้อมวนหวานกำลังเจาะดูดกินน้ำหวาน สามารถใช้มือจับได้เลย เพราะผีเสื้อจะไม่ทันระวังตัว ให้จับนำเก็บใส่ขวดพลาสติกปิดฝา แล้วนำไปทำลาย

ห่อผลไม้ ด้วยกระดาษถุงปูน หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ ห่อเป็นรูปกรวยสามเหลี่ยม และเปิดที่ปลายโคนเพื่อให้อากาศผ่านได้ เพื่อป้องกันผลเน่า

ใช้กรงดักจับ ใช้กรงมุ้งตาข่าย ด้านล่างเป็นกรวยปลายเปิดเล็กเข้าไปในด้านใน มีแท่นวางเหยื่อล่อด้านข้าง นำไปแขวนบนต้นไม้สูงระดับเดียวกับผลไม้ หรือจะวางบนขาตั้งสูงจากพื้น 20 ซม. มีสับปะรดสุกหรือกล้วยน้ำว้าสุกงอมมาเป็นเหยื่อล่อ ต้องมีฝาปิดแบบปิดหลวมๆ ให้ผีเสื้อมวนหวานดันเข้าไปในกรงกับดัก แต่แทรกดันออกมาไม่ได้

ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติมากำจัด เช่น แตนเบียนไข่ทริโคแกมมา, มวนพิฆาต และมวนเพชฌฆาต เพื่อกำจัดไข่และตัวหนอนผีเสื้อมวนหวาน

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถขอคำปรึกษาและแจ้งการระบาดของผีเสื้อมวนหวานได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านได้ทุกที่.

“สะ-เล-เต”

 

แนะชาวสวนยาง..มือใหม่ เติมปุ๋ยตัดแต่งกิ่งหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675318


ฤดูฝน…ชาวสวนยางต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งเฝ้าระวังโรค โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกยางใหม่ ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง… เกษตรกรอาจยังไม่ชำนาญพอ

“การใส่ปุ๋ยในฤดูฝนตามความเหมาะสมของดินและอายุของยาง ที่สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร แนะนำ มีอยู่ด้วยกัน 3 สูตร ปุ๋ยสูตร 20–8–20 เหมาะกับยางก่อนเปิดกรีดในเขตปลูกยางเดิม ภาคใต้และภาคตะวันออก ปุ๋ยสูตร 20–10–12 เหมาะกับยางก่อนเปิดกรีดในเขตปลูกยางใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ส่วน ปุ๋ยสูตร 30–5–18 เหมาะกับยางเปิดกรีดแล้ว ในทุกเขตปลูกยาง”

นายคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะตำแหน่งการใส่ปุ๋ย…ต้นยางเล็ก ใส่ปุ๋ยเป็นวงกลมรอบลำต้น ยางอายุ 17 เดือนขึ้นไป หว่านปุ๋ยเป็นแถบยาวไปตามแถวต้นยางในร่องที่เซาะ ห่างจากโคนข้างละ 1 ม. ต้นยางอายุ 5 ปีขึ้นไป หว่านเป็นแถบกว้าง ห่างจากโคนต้นยางอย่างน้อย 50 ซม. ขยายออกไปถึง 3 ม. สำหรับ ต้นที่เปิดกรีดแล้ว ให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลง ห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 ม.

วิธีใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง… ใส่ปุ๋ยแบบหว่าน เหมาะกับพื้นที่ราบ มีการกำจัดวัชพืชด้วยสารเคมี เพราะเศษซากพืชที่เหลือจะช่วยป้องกันการชะล้างปุ๋ยในช่วงฝนตกได้ แต่หากเป็นที่ราบ กำจัดวัชพืชด้วยการถาก ควรคราดให้ปุ๋ยผสมเข้ากับดิน เพื่อป้องกันน้ำฝนชะล้างปุ๋ย…ใส่ปุ๋ยแบบเป็นแถบ เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดเทเล็กน้อย หรือพื้นที่ที่ทำเป็นขั้นบันได แต่ต้องมีการกลบดินด้วย…ใส่ปุ๋ยเป็นหลุม สำหรับพื้นที่ที่ลาดเทมาก ขุดหลุมบริเวณรอบโคนต้นหรือสองข้างของต้นยางประมาณ 2-4 หลุมต่อต้น ใส่ปุ๋ยลงในหลุมและกลบให้เรียบร้อย

ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยให้การใส่ปุ๋ยมีประสิทธิภาพสูงสุดและควรใส่ปุ๋ยขณะที่ดินมีความชุ่มชื้น…หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในช่วงอากาศแห้งแล้ง หรือฝนตกชุก ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง

การตัดแต่งกิ่งก็เช่นกัน นายคนิต บอกว่า ควรทำในช่วงต้นและปลายฤดูฝน ซึ่งมีวิธีการตัดแต่งต่างกันใน 3 ระยะ…1.ระยะแรกปลูก กรณีที่ปลูกด้วยต้นตอตา หมั่นตัดกิ่งที่แตกออกมาจากต้นตอเก่าทิ้ง จนกว่าตายางพันธุ์ดีจะแตกเป็นลำต้นยาง 2.ระยะยางอ่อน ต้องตัดกิ่งแขนงที่อยู่ต่ำกว่า 2 ม. ให้หมด ตัดให้ชิดลำต้น แต่ในพื้นแห้งแล้ง ภาคอีสาน ภาคเหนือ อาจตัดเฉพาะกิ่งแขนงที่ต่ำกว่า 1.90 ม. เพื่อให้ยางแตกพุ่มต่ำช่วยรักษาความชื้นในแปลง ทรงพุ่มชนกันเร็ว ช่วยประหยัดค่ากำจัดวัชพืช 3.ระยะยางใหญ่ ตัดกิ่งแน่นทึบ กิ่งแห้ง กิ่งที่เป็นโรคออก

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรโน้มต้นยางลงมาตัดแต่งกิ่ง เพราะจะทำให้เปลือกแตกน้ำยางไหล ต้นยางหักได้ และหลังตัดแต่งกิ่งควรใช้ปูนขาว ปูนแดง หรือสี ทาแผลที่ตัดกิ่ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลาย

ที่สำคัญ หน้าฝนควรสำรวจสวนยางพาราอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีโอกาสเกิดโรคจากเชื้อรา เช่น โรครากขาว โรคเส้นดำ โรคเปลือกเน่า โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปธอร่าได้ง่าย…เกษตรกรจึงต้องหมั่นตรวจแปลงอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนโรคระบาดจะลุกลามเป็นวงกว้าง.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

 

“โมกหลวง” ดอกหอมสรรพคุณดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 29 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675090


โมกหลวง

ไม้ต้นนี้ มีขึ้นตามธรรมชาติในป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง และป่าราบเชิงเขา ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ใครที่ชอบขึ้นเขาเข้าป่าประจำจะพบต้น “โมกหลวง” แทงช่อดอกส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายเป็นที่ชื่นใจบ่อยๆ แต่ในปัจจุบันตามป่าธรรมชาติพบน้อยมากแล้ว ซึ่ง “โมกหลวง” (KURCHI) หรือ HOLARRHENA ANTIDYSENTERICA WALL อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่หรือรูปวงรี ใบมีขนาดใหญ่ ปลายแหลม โคนมน เนื้อในหนา ผิวใบเรียบ สีเขียวสด ท้องใบมีขนนุ่มและระคายมือเล็กน้อย

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกใหญ่ตามซอกใบใกล้ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยงรูปกรวยยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดขนาดเล็กและยาว ปลายบานเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบดอกม้วนลงคล้ายกลีบดอกแก้ว เป็นสีขาว ใจกลางดอกเป็นสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอม เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันจะดูสวยงาม และส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายเป็นที่ชื่นใจยิ่ง “ผล” เป็นฝักคู่ ผลแก่แตกได้ มีเมล็ด ดอกออกเกือบทั้งปี จะมีดอกดกมากในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง มีต้นขาย ทั่วไปที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ราคาอยู่ที่ขนาดของต้น

สรรพคุณ เปลือกต้นต้มน้ำดื่มแก้บิด แก้เสมหะเป็นพิษ ใบสดกะพอประมาณต้มน้ำดื่มวันละ 1 แก้วก่อนหรือหลังอาหารก็ได้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน ผลสดแก้สันนิบาตหน้าเพลิง (บาดทะยักปากมดลูก) เมล็ดแก้ไข้ ท้องเสีย แก่นจากต้น ต้มน้ำอาบแก้กลากเกลื้อน รากสดขับโลหิตระดูในสตรี แพทย์แผนไทยในชนบทแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานีใช้เปลือกต้นต้มน้ำดื่ม 2 เวลา ครั้งละ 1 แก้วก่อนอาหารเช้าเย็น แก้ไข้จับสั่นและบำรุงธาตุด้วยครับ.

“นายเกษตร”