90%รายได้ต่ำกว่าแสนแปด เร่งพัฒนา Smart Farmer

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674270


นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบาย ปฏิรูปภาคเกษตรไทย เน้นให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนา มีเจ้าหน้าที่เข้าไปให้บริการความรู้ด้านต่างๆ กับเกษตรกร ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในพื้นที่ของทุกอำเภอ เพื่อขยายผลทำการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงแก่ครัวเรือนเกษตรกร และพัฒนาให้เกษตรกรสามารถ พึ่งพาตนเองได้ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาองค์กรเกษตรกรเร่งขับ เคลื่อนและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Smart Farmer

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ขณะนี้กรมฯมีบทบาทในการดูแลกลุ่มธรรมชาติที่จัดตั้งขึ้น ประกอบด้วย กลุ่มยุวเกษตรกร ระยะเวลา จัดตั้งนาน 60 ปี ในปี 2559 มีกลุ่มยุวเกษตรกรทั้งสิ้น 5,887 กลุ่ม สมาชิกยุวเกษตรกร 165,557 ราย และมีที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร 8,557 ราย ส่วน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ระยะเวลาจัดตั้งนาน 40 ปี ปีนี้มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 19,151 กลุ่ม สมาชิกแม่บ้านเกษตรกร 479,822 ราย สำหรับ กลุ่มส่งเสริมอาชีพเกษตรกร ระยะเวลาจัดตั้ง 15 ปี มีกลุ่ม ส่งเสริมอาชีพเกษตรกร 9,564 กลุ่ม สมาชิก 268,656 ราย

“การพัฒนา Smart Farmer มีเป้าหมายต้องการให้เกษตรกร ยกระดับมาตรฐานให้เป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ สามารถปรับเปลี่ยนตนเอง ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดการผลิตผลทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อให้มีรายได้จากภาคเกษตรไม่ต่ำกว่า 180,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน นี่คือคุณสมบัติของ Smart Farmer ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนด” นายโอฬาร กล่าว

จากการสำรวจในปี 2558 พบว่า ครัวเรือนเกษตรกร 6.86 ล้านราย มีครัวเรือนเกษตรกรที่ผ่าน คุณสมบัติเป็น Smart Farmer 623,560 ราย หรือร้อยละ 9.08 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด ที่เหลืออีก 6.24 ล้านราย (ร้อยละ 90.92) ไม่ผ่านคุณสมบัติ มีรายได้จากภาคเกษตรเฉลี่ยแค่ปีละ 159,900 บาท จึงต้องเร่งปรับทิศทางการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และ Smart Group ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น.

 

“แก้วลิลลี่” ดอกใหญ่หอมนุ่มนวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674027


แก้วลิลลี่

แก้วชนิดนี้ มีขายมีป้ายชื่อเขียนติดไว้ชัดเจนว่า “แก้วลิลลี่” พร้อมมีภาพถ่ายดอกจริงโชว์ให้ชมด้วย ซึ่งทีแรกที่เห็นคิดว่าเป็นดอกพุดน้ำที่ผู้ขายเปลี่ยนชื่อ เพื่อเรียกร้องความสนใจผู้ซื้อ แต่ผู้ขายยืนยันว่า “แก้วลิลลี่” เป็นคนละต้นกัน มีถิ่นกำเนิดเดิมจากประเทศไต้หวัน ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานกว่า 3 ปีแล้ว มีลักษณะประจำพันธุ์คือ แม้จะเป็นไม้โตช้า แต่สามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของบ้านเรา ดอกมีขนาดใหญ่ เมื่อบานเต็มที่โตประมาณเหรียญ 10 บาทไทย กลีบดอกเหมือนกับกลีบดอกลิลลี่ เลยถูกตั้งชื่อว่า “แก้วลิลลี่” ดังกล่าว ดอกมีกลิ่นหอมแบบนุ่มนวล ไม่มีกลิ่นฉุนเจือปน จึงทำให้ “แก้วลิลลี่” เป็นที่นิยมอยู่ในเวลานี้ ที่สำคัญผู้ขายยืนยันต่อว่า แต่ละต้นจะมีดอกไม่พร้อมกันเหมือนกับแก้วทั่วไป ที่จะมีดอกและกลีบดอกร่วงพร้อมกัน จึงปลูก “แก้วลิลลี่” หลายๆต้น จะมีดอกและกลิ่นหอมไม่ขาดระยะ

แก้วลิลลี่ เท่าที่ดูด้วยสายตาจากต้นจริงและผู้ขายบอก พอจะระบุได้ว่า เป็นไม้พุ่มเตี้ยต้นสูงเต็มที่ไม่เกิน 1-1.5 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มทรงกลมหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีกว้าง ปลายแหลม โคนมน ใบมีขนาดใหญ่ ผิวใบเรียบและเป็นมัน แตกต่างจากใบของแก้วทั่วไปที่จะเป็นใบประกอบแบบขนนกและใบมีขนาดเล็ก ไม่เหมือนกันอย่างชัดเจน ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบแหลม สีขาว ดอกมีกลิ่นหอมแบบนุ่มนวลตามที่ผู้ขายระบุข้างต้น มีกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน 5 แฉก “ผล” มีลักษณะอย่างไรผู้ขายบอกไม่ได้ ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

ปัจจุบันมีต้นแท้ขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณ แผง “คุณตุ๊ก” หน้าตึกกองอำนวยการเก่าในเต็นท์ โทร.08-5164-2800 และไปซื้อได้ที่งานบ้านและสวน จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา กทม. ระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค.59 ราคาสอบถามกันเอง เหมาะจะปลูกประดับ เวลามีดอกจะสวยงามและส่งกลิ่นหอมประทับใจครับ.

“นายเกษตร”

 

สหกรณ์…หัวใจหลักชาวนายุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674018


เมื่อวาน นายทซึโทมุ มิยาโกชิ ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญพิเศษ (ข้าว) บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บอกถึงปัจจัยหลักที่ทำให้ชาวนาญี่ปุ่นมีรายได้ดี ประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับในสังคม จากการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วยทุกขั้นตอน และมีมันสมองที่ไม่รู้จักหยุดคิด

ชาวนาญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะทำนาหยอด ปลูกข้าวคุณภาพในที่ดินของตัวเอง ได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1,080 กก. มีต้นทุนการผลิตไร่ละ 105,000 เยน หรือราว 34,700 บาท แต่มีรายได้ จากการขายข้าวเฉลี่ยไร่ละ 300,000 เยน หรือประมาณ 99,000 บาท…เหลือกำไรไร่ละ 64,300 บาท

ช่วงหลังนาก็จะปลูกพืชชนิดอื่นเช่นเดียวกับชาวนาไทย

แต่สิ่งที่ทำให้ชาวนาญี่ปุ่นยืนหยัดในสังคมได้อย่างภาคภูมิคือ “ความมีวินัยและเข้มแข็งตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงชุมชน” ทุกพื้นที่จะมีการรวมตัวเป็นสหกรณ์ นำข้าว ผลผลิตการเกษตร ปัจจัยการผลิต ซื้อขายผ่านระบบสหกรณ์ทั้งหมด โดยสหกรณ์เป็นผู้กำหนดราคาทุกอย่างเอง รัฐไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงใดๆ

เมื่อเกิดการรวมตัวเป็นสหกรณ์ การรวมตัวกันคล้ายสมาพันธ์เกิดตามมา และร่วมกันเปิดเป็นบริษัท ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรทันสมัย ราคาแพง เข้ามาใช้ร่วมกันในชุมชน

สิ่งที่รัฐบาลและคนไทยควรเอาอย่าง…รัฐบาลญี่ปุ่นจะสนับสนุนเรื่องต่างๆ เฉพาะกับเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มกันเท่านั้น หากทำเดี่ยวๆ รัฐอาจมีแค่เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ที่สำคัญคนญี่ปุ่นนิยมอุดหนุนสินค้าจากสหกรณ์ เพราะเขาถือว่าเป็นของที่ผลิตจากคนในประเทศ

อีกอย่างที่ชาวนาญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในอาชีพ ผลผลิตข้าวออกมาสม่ำเสมอ…ชาวนาจะมีปฏิทินปลูกข้าวใช้เป็นคู่มือการปลูก ปฏิทินจะมีค่ามาตรฐานของข้าวทุกสายพันธุ์ ในทุกระยะการปลูกเมื่อข้าวอายุเท่านี้ ต้องสูงเท่าไร ออกกี่รวง แต่ละรวงมีข้าวกี่เมล็ดจึงจะเหมาะสม เพื่อให้ได้ข้าวสมบูรณ์ที่สุด

และด้วยเป็นประเทศเกิดวาตภัยบ่อย แต่ละปีมีไต้ฝุ่นกระหน่ำมิใช่น้อย ชาวนาญี่ปุ่นมีเทคนิคปลูกข้าวเอาชนะภัยพิบัติ เมื่อมีคำเตือนพายุจะมาเยือน จะมีการปล่อยน้ำเข้านาให้สูง พยุงต้นข้าว เมื่อเจอลมพัดแรง ข้าวจะไม่เสียหาย เมื่อพายุผ่านพ้นจะสูบน้ำออกไปตุนเก็บไว้ใช้ต่อไป… แล้วเราล่ะรู้ทันภัยธรรมชาติแค่ไหน.

“สะ–เล–เต”

 

อาหารปลาสูตรหญ้าขน เนื้อไม่สาบ..ไม่น็อกน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673287


การเลี้ยงปลานิลได้รับความนิยมมาก แต่ชาวบ้านต้องแบกต้นทุนค่าอาหารที่แพงขึ้นทุกวัน

ด้วยเป็นลูกหลานเกษตรกรเข้าใจปัญหานี้ดี น.ส.อุษณีย์ สิทธิสังข์, น.ส.ศิริลักษณ์ ศรีมงคล, นายสมดี คำโสภา และนายคมสันต์ ตะเคียนเกลี้ยง นักศึกษาแผนกวิชาประมง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จึงคิดหาวิธีลดต้นทุนค่าอาหารที่ชาวบ้านสามารถทำได้เอง โดยมี อ.จิตติมา หมั่นกิจ เป็นที่ปรึกษา

“ปลานิลเป็นกลุ่มปลากินพืช เริ่มแรกเราจึงทดลองนำหญ้าเนเปียร์, ลูซี่, กินนี และหญ้าขน พืชอาหารสัตว์ มาเปรียบเทียบหาโปรตีน พบว่า หญ้าขนถ้าตัดตั้งแต่โคนไปถึงส่วนยอดในระดับความสูงไม่เกิน 4 ใบ จะมีโปรตีนสูงถึง 16% แต่ยังไม่รู้ว่าถ้านำมาบดรวมกับส่วนผสมอย่างอื่นจะขึ้นรูปอัดเป็นเม็ดได้หรือไม่ จึงต้องนำหญ้าชนิดอื่นมาเปรียบเทียบ”

4 นักศึกษาจึงนำหญ้าแต่ละชนิด 1.8 กก. มาบดละเอียด แยกเป็น กอง นำปลาป่น 5.5 กก., ถั่วเหลือง 1.8 กก., ปลาย ข้าว 1.8 กก., รำละเอียด 6 กก., น้ำมัน 3 ขีด, กล้วยน้ำว้าสุก 1.8 กก. และกากมะพร้าว 5 ขีด ช่วยเพิ่มความหอมกระตุ้นให้ปลากินอาหาร ผสมกับหญ้าบด แยกแต่ละชนิด

แล้วขึ้นรูปอัดเม็ด ผึ่งลมให้แห้งนาน 3 วัน ทดสอบการจับตัว…ปรากฏว่า อาหารที่ผสมด้วยหญ้าเนเปียร์, ลูซี่ และกินนี แตกเป็นผงง่าย

ในขณะที่อาหารที่ผสมด้วยหญ้าขน คงรูป เม็ดไม่แตก

จากนั้นนำสูตรอาหารผสมหญ้าขน ไปตรวจวิเคราะห์ค่าอาหารที่คณะสัตวบาล… มีโปรตีนสูงถึง 30% เท่ากับอาหารปลาสำเร็จรูปที่ขายทั่วไป

นำไปทดสอบเลี้ยงเปรียบเทียบ แต่ละบ่อใส่ปลานิล 100 ตัว บ่อแรก เลี้ยงด้วยอาหารปลาสูตรผสมหญ้าขน ส่วนบ่อที่ 2 เลี้ยงด้วยอาหารปลาที่ขายทั่วไป …ระยะเวลา 5 เดือน ปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมหญ้าขนโตเร็ว เนื้อแน่นเหมือนปลาธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นสาบ มีอัตราการรอดชีวิต 91% แม้สภาวะอากาศเปลี่ยน ปลาไม่เครียด กินอาหารได้เป็นปกติ สภาพน้ำไม่เน่าเสียง่าย

ส่วนบ่อที่ใช้อาหารข้น มีอัตรารอด 91% เท่ากัน เนื้อแน่นน้อยกว่า มีกลิ่นสาบโคลน ช่วงอากาศเปลี่ยน แปลง ปลาเครียด ปลากินอาหารได้น้อยลง สภาพน้ำเน่าเสียเร็ว ทำให้การเติบโตชะงัก

เพื่อให้มั่นใจว่า ผลงานที่ทำออกมาใช้ได้กับการเลี้ยงจริง ทีมนักศึกษาได้นำอาหารผสมหญ้าขน ไปทดสอบเลี้ยงที่ฟาร์มปลานิลใน ต.ด่าน อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ได้ผลไม่แตกต่างกับที่ทดลองเลี้ยงในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้ถึง 28%…จากที่เคยต้องซื้อ กก.ละ 25 บาท ทำเองตามสูตรต้นทุนอยู่ที่ 18 บาทเท่านั้นเอง…เกษตรกรที่สนใจอบรมทำอาหารปลาสูตรหญ้าขน สอบถามได้ที่ 0-4561-2934.

“เพ็ญพิชญา เตียว”

 

“สิงโตนางรำ” สวยแปลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672969


ผู้อ่านไทยรัฐ ที่เป็นแฟนขาประจำคอลัมน์อยากทราบว่า “สิงโตนางรำ” เป็นอย่างไรและจะหาซื้อได้จากที่ไหน ซึ่ง “สิงโตนางรำ” จัดอยู่ในกลุ่มกล้วยไม้อิงอาศัยชนิดที่มีการเจริญทางด้านข้าง ได้แก่กล้วยไม้ที่มีเหง้า ส่วนทอดเลื้อยหรือไหล เมื่อต้นเจริญเต็มที่แล้วสามารถแตกต้นใหม่หรือหน่อใหม่จากโคนกอหรือตามลำข้อได้ มีมากมายหลายสกุล โดย “สิงโตนางรำ” มีแหล่งที่พบในประเทศไทย คือ แถบจังหวัดตาก และ จังหวัดเลย

สิงโตนางรำ หรือ BULBOPHYLLUM- MONANTHUM (KZE.) J.J.SM. มีลักษณะลำลูกกล้วยหรือต้นเป็นทรงกระบอก มีใบรูปใบหอกแก้มรูปรีจำนวน 1 ใบ ออกที่บริเวณปลายลำลูกกล้วยหรือต้น ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบติดที่ปลายลำลูกกล้วยหรือต้น เนื้อใบค่อนข้างหนา ใบยาวประมาณครึ่งฟุต เส้นกลางใบเป็นร่องอย่างชัดเจน ผิวใบเกลี้ยง สีเขียวสด

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ตามรอยข้อลำลูกกล้วยหรือต้น ก้านดอกกลมยาวประมาณ 1.5-2 นิ้วฟุต ชูตั้งขึ้นหรือแทงออกด้านข้าง ก้านดอกเป็นสีขาวหรือเหลืองอมเขียว กลีบเลี้ยงบนเป็นรูปกลมกว้างชูตั้งขึ้น ปลายแหลมเป็นติ่งงองุ้มลงเล็กน้อย คล้ายรูปเสมา กลีบเลี้ยงดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบอื่นอย่างชัดเจน เป็นสีเหลือง มีแต้มเป็นจุดสีแดงกระจายทั่ว กลีบดอกรูปใบหอก ปลายกลีบหักลง กลางกลีบมีจุดสีแดงเรียงกันแน่นจนเกือบดูเป็นเส้น กลีบเลี้ยงคู่ข้างเป็นรูปไข่ ปลายกลีบหักลง กลีบปากรูปไข่ สีเหลืองเข้ม ขอบกลีบโค้งเข้าหากัน ปลายกลีบสีแดงและหักลงด้านล่าง เวลามีดอกจะดูคล้ายนางรำชวาสวมชฎาร่ายรำสวยงามมาก จึงถูกตั้งชื่อว่า “สิงโตนางรำ” ดังกล่าว ดอกออกเดือน ธันวาคม–มกราคม ปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยการแยกต้น

ปัจจุบัน “สิงโตนางรำ” มีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 24 แผง “คุณหล้า–คุณโอม” ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

 

Assisted reproduction: what’s new

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30299361

November 08, 2016 01:00
By DR BOONSAENG WUTTHIPHAN

Cow’s milk allergy in children

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30298795

November 01, 2016 01:00
By PROFESSOR BOOSBA VIVATVAKIN
Special to The Nation

Service with an android smile

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30298796

A MediaSaturn employee loads a consignment in the Starship Technologies robot in Dusseldorf, Germany. /DPA

A MediaSaturn robot supplied by Starship Technologies robot uses a pedestrian crossing to cross a road in Dusseldorf, Germany. /DPA

November 01, 2016 01:00
By UTA KNAPP
DEUTSCHE PRESSE-AGENTUR
DUSSELDORF

Caring for our ageing skin

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30298442

“Years of exposure to the sun for lengthy periods may lead to age spots, melasma, dryness and wrinkles,” says dermatologist Thanisorn Thamlikitkul. Photo/Reuters
October 27, 2016 01:00
By THANISORN THAMLIKITKUL MD
Special to The Nation

Inguinal hernias: Diagnosis and treatment

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/life/living_health/30298296

October 25, 2016 01:00
By DR PAKPONG WATHANAORAN
Speical to The Nation