เปิดวิสัยทัศน์ รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241946

SLCโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้” ริเริ่มจาก“ผอ.”พัฒนา“ครู”สร้างศิษย์คุณภาพ

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงปัญหาระบบการศึกษาของไทย “ครู” เป็นปัจจัยที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดและหลายหน่วยงานพยายามมุ่งพัฒนาครูให้มีศักยภาพ เพราะเชื่อว่าครูมีคุณภาพย่อมช่วยยกระดับคุณภาพของศิษย์ได้ โรงเรียนสาธิตพัฒนา อีกหนึ่งสถาบันการศึกษาที่เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาครูถึงแก่น เรียนรู้ เข้าใจกระตุ้นการเรียนของเด็ก ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงผู้สอนเท่านั้นโดยได้นำแนวคิด“โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ School as Learning Community (SLC)”ของ ศ.มานาบุ ซาโต เจ้าของแนวคิด ที่ได้ปฎิวัติการเรียนรู้ ห้องเรียนสู่การปฎิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง

รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ ประธานกลุ่มผู้อำนวยการผู้นำ (Thailand Principals Forum: TPF) และผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตพัฒนา กล่าวว่า การพัฒนาครูในระบบการศึกษาไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะเน้นการอบรมครู และคาดหวังให้ครูนำสิ่งที่อบรมต่างๆ มาใช้ในห้องเรียน ทั้งที่ความเป็นจริงนักการศึกษาต่างยอมรับว่าเป็นวิธีการที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะครูไม่ได้นำเทคนิคมาสู่การเรียนการสอนพัฒนาศักยภาพของเด็กได้ ดังนั้นในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน จึงได้พยายามค้นหาวิธีการจะที่พัฒนาครูให้มีศักยภาพ นำไปสู่การปฏิบัติจัดการเรียนการสอนที่ก่อเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลแก่เด็ก

รศ.ดร.พิมพันธ์ เตชะคุปต์

3Fm8qe50.JPG

60Cc1iDq.JPG

รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ

W5pK2rx2.JPG

thTIiUNE.JPG

iXaTsh8e.JPG

tVUxyTJ3.JPG

“การอบรมครูไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาสูงสุด โรงเรียนสาธิตพัฒนา เป็นโรงเรียนที่มุ่งการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์โลกที่มีหัวใจประชาธิปไตย กล้าแสดงออก มีทักษะชีวิต คิดเชิงบวก สามารถสื่อสารได้ในระดับนานาชาติ เป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลกที่มีความสุขอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงพยายามพัฒนาครู หัวใจสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ไปยังเด็ก และจากการเข้าร่วมงานมหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู รวมถึงการประชุมนานาชาติ ศึกษาดูงานประเทศต่างๆ เช่นฟินแลนด์ อินโดนีเซีย สิงค์โปร ทำให้ได้เรียนรู้รูปแบบกระบวนการพัฒนาครู ที่ครูจะต้องเป็นทำงานร่วมกันเป็นทีม วางแผนวิเคราะห์กระบวนการสอน และนำไปสอนในชั้นเรียน รวมถึงได้เห็นเทคนิคการฝึกหัดครู ที่ครูพี่เลี้ยงต้องเป็นเชิงบวก” รศ.ลัดดา กล่าว

แนวคิดโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือ SLC เป็นการบูรณาการ 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1.วิสัยทัศน์ (Vision) 2.ปรัชญา (Philosophies)และ 3. ระบบกิจกรรม (Activity Systems) โดยมุ่งปรัชญา 3 เรื่องได้แก่ 1.ปรัชญาของความเป็นสาธารณะ คือ ครูต้องเปิดห้องเรียนของตนให้ทุกคนสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ 2. ปรัชญาของความเป็นประชาธิปไตย ให้ความสนใจ วิถีของการมีชีวิตเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สมาชิกทุกคนเป็นคนสำคัญของโรงเรียน รู้จักรับฟังและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นพื้นฐานสังคมประชาธิปไตย และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกัน 3. ปรัชญาของความเป็นเลิศ เพื่อให้ครูทุกคนมุ่งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทั้งในเรื่องการสอนและการเรียนรู้ เพื่อศิษย์ทุกคนได้เรียนรู้สูงสุดตามศักยภาพ

“โรงเรียนสาธิตพัฒนาได้มีการนำแนวคิด SLC โดยใช้กระบวนการ PLC เริ่มจาก Plan DO See ก่อนที่จะมีการนำเรื่อง Analysis การวิเคราะห์ จัดวางแผนการเรียนรู้ ออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของห้องเรียน โดยต้องไปดูครูสอนในห้องเรียน จะได้รู้ว่าเมื่อครูสอน มีเด็กคนไหนเรียนบ้าง หรือไม่ได้เรียน ดูปฏิกิริยาของครูที่สอนนักเรียน เมื่อได้เห็นแนวการสอนของครูโดยเพื่อนครู ผู้อำนวยการโรงเรียนช่วยกันวิเคราะห์ช่วยกันแนะนำว่าการสอนแต่ละเรื่องควรสอนอย่างไร ใช้วัตถุประสงค์ กิจกรรมอะไร ทุกคนมีประสบการณ์ได้แลกเปลี่ยน เล่าสู่กันฟัง ครูได้นำความคิดไปลองปรับแผนการสอนได้ดีขึ้นเหมาะกับบริบทแต่ละห้องเรียน”

โรงเรียนจะเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ ต้องมีการปฎิรูปจากภายในของโรงเรียนรศ.ลัดดา กล่าวต่อไปว่าการปฎิรูปโรงเรียนจะเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือผู้อำนวยการโรงเรียน หรือผู้บริหาร ต้องเป็นผู้ที่พร้อมนำการเปลี่ยนแปลงเป็นผอ.เชิงรุก และเชิงบวกที่มีวิสัยทัศน์ในการนำพาโรงเรียนไปสู่จุดหมายปลายทางตามวิสัยทัศน์ เป้าหมายในการพัฒนาเด็ก โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรของครู เปิดโอกาสให้ครูได้เปลี่ยนแปลงตัวเองที่เกิดจากความเต็มใจของครู เพราะครูไทยมีภาระค่อนข้างมากหากครูไม่ได้เริ่มรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองก็จะไม่เกิดครูมืออาชีพอย่างที่ต้องการได้ ซึ่งแนวคิด SLC เป็นการสร้างโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เหมาะสมโรงเรียนศตวรรษที่ 21

สร้างเด็ก 1 คน ต้องเปิดใจให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเข้าไปวางแผนด้วยกันโรงเรียนสาธิตพัฒนา ที่เริ่มให้ครูในกลุ่มสาระเดียวกันช่วยกันสอน เขียนแผนการสอนร่วมกันรศ.ดร.พิมพันธ์ เตชะคุปต์ หนึ่งในคณะทำงานกลุ่มผู้อำนวยการผู้นำ กล่าวเพิ่มเติมว่าโรงเรียนต้องมีรูปแบบการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 โดยไม่ใช่เพียงพัฒนาครูเพื่อสอน แต่ต้องเป็นครูที่ทำงานวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งแนวคิดลักษณะ SLC จะทำให้เกิดปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน ผู้อำนวยการ รวมถึงผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการสร้างเด็ก

“การพัฒนาครูจะสำเร็จได้นั้นต้องเริ่มด้วยผู้อำนวยการ ผู้บริหารที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ โดยต้องจัดการเรียนการสอน สร้างครูที่รู้จักสร้างงานวิจัย เพื่อสอนให้เด็กสร้างนวัตกรรมด้วยโครงงาน ภายใต้ครูต้องทำงานเป็นทีม วิเคราะห์เนื้อหาการสอนอย่างชัดเจน เตรียมการสอน ทดลองสอน เรียนรู้ร่วมกัน ผู้ปกครองและเด็กต้องเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้”

“โรงเรียนศตวรรษที่21” การสอนเพียงอย่างไม่พอ โรงเรียนสาธิตพัฒนา เป็น 1 ในอีกกว่า 40 แห่ง ที่ได้มีการนำแนวคิด SLC มาใช้พัฒนาครู พบว่า ครูเริ่มมั่นใจในการสอนมากขึ้น ครูไม่โดดเดี่ยว เพราะครูได้รับการดูแลจากกัลยาณมิตรครู มีเพื่อนร่วมงานหลากหลาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์แตกต่างกันซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องมีครูพี่เลี้ยงเข้าไปดูครูผู้สอน ตลอดเวลา แต่สามารถปรับให้เหมาะสมกับลักษณะ ความพร้อมของแต่ละโรงเรียน ซึ่ง “รศ. ลัดดา” ตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าประสบความสำเร็จ สร้างโรงเรียนต้นแบบจะนำเสนอปฎิรูปโรงเรียนต่อรัฐบาล

ดูข้อมูลเพิ่มเติม SLC ได้ในงานมหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 9EDUCA 2016 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 12-14 ตุลาคม 2559 ณ อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม (ฮอลล์9) เมืองทองธานี ติดต่อสอบถาม โทร.02-748-7007 ต่อ 147,631-5 หรือ http://www.educathai.com

องค์การค้าฯปรับแผนส่งหนังสือเรียนเร็วขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241922

ปีการศึกษา 2560, องค์การค้า สกสค., องค์, การค้า, ปรับ, แผน, ส่ง, หนังสือเรียน, เร็ว, ขึ้น, ดาว์พงษ์

องค์การค้าฯ สนองนโยบาย “ดาว์พงษ์” ปรับแผนเร่งพิมพ์และส่งหนังสือเรียนใหม่ ตั้งเป้าส่งถึงมือเด็กก่อนปิดภาคเรียน

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลลากรทางการศึกษา (สกสค.) มีภารกิจในการจัดพิมพ์และส่งหนังสือเรียนให้กับสถานศึกษา ซึ่งที่ผ่านมักจะมีเสียงสะท้อนว่าองค์การค้าฯ จัดส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็กล่าช้ากว่ากำหนด โดยในปีการศึกษา 2559 ตนได้มอบนโยบายว่าองค์การค้าฯ จะต้องดำเนินการจัดพิมพ์และส่งหนังสือเรียนให้ถึงมือเด็กก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่งปรากฏว่าองค์การค้าฯ สามารถบริหารจัดการได้ดี การร้องเรียนเรื่องการจัดส่งหนังสือล่าช้าลดลงอย่างมาก เพราะฉะนั้น ในปีการศึกษา 2560 จึงได้กำชับว่าองค์การค้าฯ จะต้องจัดส่งหนังสือเรียนให้ถึงมือเด็กเร็วที่สุด ซึ่งทางองค์กรการค้าฯก็รับปากจะพยายามจัดส่งให้เร็วขึ้น โดยอาจส่งได้ทันตั้งแต่ในระหว่างปิดภาคเรียน  ถ้าหากทำได้ตนก็ถือว่าเป็นกำไร เพราะเด็กจะได้มีเวลาอ่านหนังสือก่อนเปิดภาคเรียน

นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานคณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การร้องเรียนเรื่องการจัดส่งหนังสือเรียนในปีการศึกษา 2559 ลดลง เพราะองค์การค้าฯ ได้ปรับระบบการจัดส่งโดยใช้บริการของไปรษณีย์ไทยและบริษัทเอกชนมา ช่วยกระจายหนังสือ จึงทำให้สามารถส่งได้ด้วยความรวดเร็ว ซึ่งในปีการศึกษา 2560 ตั้งเป้าจะพยายามส่งให้ได้ก่อนปิดภาคเรียนเพื่อให้เด็กได้นำ หนังสือไปอ่านก่อน ขณะเดียวกันเวลานี้องค์กรการค้าฯได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Book ซึ่งมศวมาช่วยทำให้ฟรี เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงหนังสือเรียนได้มากขึ้นด้วย  อย่างน้อยถ้าเด็กร้อยละ 10 ได้รับหนังสือไปอ่านก่อนก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งตนมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการ ศึกษาด้วย

ด้าน ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ปฏิบัติหน้าที่ผอ.องค์การค้าฯ กล่าวว่า ขณะนี้องค์การค้าฯมีความพร้อมที่จะจัดพิมพ์หนังสือเรียนให้แล้วเสร็จก่อนปิดภาคเรียน โดยได้ปรับกรอบเวลาการทำงานจากเดิมที่กำหนดให้โรงเรียนจะต้องแจ้งยอดการสั่งซื้อให้เรียบร้อยภายในวันที่ 22 มี.ค.ของทุกปี ก็จะเลื่อนขึ้นมาเป็นภายในวันที่ 15 ก.พ.2560  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็จะปรับเวลาประกาศรายชื่อหนังสือเร็วขึ้น โดยครั้งแรกประกาศเดือนธ.ค.2559 ครั้งที่ 2 เดือนม.ค.2560 จากเดิมประกาศในเดือนม.ค.-ก.พ.ของทุกปี ตรงนี้จะทำให้โรงเรียนได้ทราบว่ามีหนังสือใดบ้างที่ สพฐ.รับรอง และสามารถสั่งซื้อเข้ามาได้ตามช่วงเวลาใหม่ที่องค์การค้าฯกำหนด ดังนั้นปีนี้องค์การค้าฯจะต้องพิมพ์หนังสือเรียนให้เสร็จประมาณเดือนธ.ค.2559 อย่างไรก็ตาม หากจัดส่งหนังสือได้เร็วขึ้น จะเกิดประโยชน์กับนักเรียนเพราะได้มีเวลาอ่าน ทบทวนความรู้ก่อน ครูเองก็จะได้เตรียมการเรียนการสอนได้ด้วย ซึ่งจะเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูปการศึกษาด้วย

สกอ.ตีกลับตั้งนายก-กรรมการสภามก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241939

นายกสภา มก., กรรมการสภา มก., สกอ., ตีกลับ, ตั้ง, นายก, กรรมการ, สภา

สกอ.ตีกลับตั้งนายกสภา –กรรมการสภามก.เหตุมีผู้ร้องเรียน ด้านรักษาการแทนอธิการบดีมก. ชี้ยังไม่ทราบเรื่อง พร้อมดำเนินการใหม่ให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฏหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ตามที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ได้เสนอรายชื่อนายกสภามก.และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงวุฒิ รวม 16 คน ให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) นำเสนอขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนั้น ขณะนี้ สกอ.ยังไม่ได้เสนอชื่อดังกล่าว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง และขณะนี้สกอ.ได้ส่งเรื่องให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาแล้ว ก่อนจะส่งรายชื่อดังกล่าวกลับไปให้ มก.พิจารณาและดำเนินการทุกอย่างให้ถูกต้อง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนว่าการเสนอรายชื่อกรรมการสภามก. ผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามข้อบังคับ มก.ว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณ์และวิธีการสรรหากรรมการสภามก. ผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2559 คือไม่มีการเสนอรายชื่อให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จึงเป็นการดำเนินการที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2558 ประกอบกับตามรายงานการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภามก. ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 16มิ.ย. 2559 ไม่ปรากฏบัญชีรายชื่อตามที่คณะกรรมการสรรหา มีมติให้การรับรองจำนวน 23 รายชื่อด้วย

ด้านดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มก. กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว แต่ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยดำเนินการกระบวนการสรรหานายกสภามก.และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงวุฒิ อย่างถูกต้องทุกอย่าง ทั้งนี้ คงต้องรอดูก่อนว่า สกอ.จะให้มก.ดำเนินการอะไรเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะดำเนินการ เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฏหมาย อย่างไรก็เท่าที่ดูกระบวนการเสนอรายชื่อนายกสภามก.และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงวุฒิ จนถึงขณะนี้ถือว่าไม่ช้า เนื่องจากกระบวนการต่าง ๆยังไม่กี่เดือน

MUSEUM EXPO 2016 วันที่ 16-30 ก.ย.ร่วมชม “ของเล่นในหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241919

วธ.จับมือพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศจัดงาน Museum Expo 2016 ระหว่าง 16-30 ก.ย.นี้ จัดแสดงของดีของแต่ละแห่ง ไฮไล ” ของเล่นในหลวง ” พร้อมของล้ำค่ามากมายเหล็กไหลชิ้น

Museum Expo 2016 วันที่ 16-30 ก.ย.ร่วมชม "ของเล่นในหลวง"

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมพิพิธภัณฑ์ไทย Thailand  Museum Expo 2016 อัศจรรย์พิพิธภัณฑ์ไทย” เนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย 2559 ว่า  เนื่องในโอกาสวันพิพิธภัณฑ์ไทย  ซึ่งตรงกับวันที่ 19 กันยายนของทุกปี  กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดกิจกรรมพิเศษเนื่องในโอกาสดังกล่าวเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ จึงจัดกิจกรรมพิเศษที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด ร่วมแรงร่วมใจ พิพิธภัณฑ์ไทยสร้างสรรค์  ก้าวสู่นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ โดยได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ขององค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน พิพิธภัณฑ์วัด และท้องถิ่น นักสะสม ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจด้านพิพิธภัณฑ์ รวมตัวกันจัดกิจกรรมขึ้นระหว่างวันที่ 16-30 กันยายนนี้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นายวีระ กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ของดีมีมาอวด” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ระหว่างวันที่ 16-30 ก.ย. จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และของสะสมล้ำค่าและหาชมได้ยากจากพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศทั้งของรัฐและเอกชนกว่า 60 แห่ง จำนวน 166 รายการ อาทิ ของเล่นส่วนพระองค์ครั้งทรงพระเยาว์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเก้าอี้สนามในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เครื่องทรงเทวรูปทองคำ ครุฑทรงเครื่อง พัดงาสาน ประจำตำแหน่งพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนา เหล็กไหลซึ่งเชื่อว่าเป็นเหล็กไหลขนาดใหญ่ที่สุดที่ค้บพบมา พบที่ตำบลเขาองลุ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ถูกเก็บรักษาไว้ในพช.พระนคร มากว่า 70 ปี

Museum Expo 2016 วันที่ 16-30 ก.ย.ร่วมชม "ของเล่นในหลวง"

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมการออกร้านพิพิธภัณฑ์ เป็นการรวมตัวกันของพิพิธภัณฑ์ชั้นนำในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และสถานศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งสิ้น 45 บูธ อาทิ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ โดยจะจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมด้านพิพิธภัณฑ์ ณ บริเวณสนามข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตั้งแต่วันที่ 16-21 กันยายน 2559 และกิจกรรมเสวนาวิชาการและการแสดงของสะสมล้ำค่า ระหว่างวันที่ 17-21 ก.ย. ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ และการเสวนา เรื่อง หุ่นหลวง ในวันที่ 18และ 19 ก.ย.  ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ต่อยอดจากมรดกทางศิลปวัฒนธรรม Creative Fine Arts การจำหน่ายผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก การจำหน่ายหนังสือ การแสดงนาฏดุริยางคศิลป์ และการแสดงดนตรีสากลอีกด้วย

Museum Expo 2016 วันที่ 16-30 ก.ย.ร่วมชม "ของเล่นในหลวง"

” ปัจจุบัน มีพิพิธภัณฑ์ทั้งของเอกชน และประชาชนกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงยังมีพิพิธภัณฑ์ของรัฐตามหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย  ซึ่งการจัดงาน Museum Expo 2016 นี้ ต้องการให้พิพิธภัณฑ์ในไทยได้เกิดความร่วมมือกัน เผยแพร่องค์ความรู้ ซ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการจัดแสดง การบริหารจัดการของพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ  ขณะเดียวกัน ในส่วนของเยาวชน ก็จะได้มาเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย ” นายวีระ กล่าว

สั่งสกอ.ถกมหา’ลัยลิสต์ข้อดี-ข้อควรระวังจัดกิจกรรมรับน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241891

ศธ.เผยได้รับรายงานกรณีน้องบอสจมน้ำ ระบุรุ่นพี่ยันไม่มีการบังคับให้ว่ายน้ำคาดเป็นอุบัติเหตุ “ดาว์พงษ์” สั่ง สกอ.ถกร่วมมหา’ลัยลิสต์ข้อดี-ข้อควรระวังการรับน้อง

จากกรณีเกิดเหตุการณ์น้องบอส หรือ นายโชคชัย ทองเนื้อขาว อายุ 19 ปี นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะพาณิชย์นาวีนานาชาติ หลักสูตรการขนส่งทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิทยาเขตศรีราชา ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมพี่พบน้องเพื่อ “เฉลยสายรหัส” ร่วมกับรุ่นพี่ของคณะ และเกิดจมน้ำบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสีย จนอาการสาหัสต้องเข้ารับการรักษาอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลชลบุรี ต่อมาผู้บริหาร มก.โดย ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มก.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและชี้แจงเบื้องต้นว่ากิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ไม่ใช่การรับน้องแต่อย่างใด และบริเวณที่น้องบอส จมน้ำเป็นสระกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงของมหาวิทยาลัย บ่อเก็บน้ำฝน ไม่ใช่บ่อบำบัดน้ำเสียหรือสารเคมีดังที่ปรากฎเป็นข่าว พร้อมยืนยันว่ามหาวิทยาลัยจะรับผิดชอบนั้น

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 59 รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับรายงานข้อมูลว่า วานนี้ (11 ก.ย.)ทางผู้บริหารของ มก.ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมอาการของน้องบอสและพูดคุยกับผู้ปกครองของน้องบอส และไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งสอบถามเหตุการณ์จากนิสิตที่ร่วมกิจกรรม เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลา 20.00 น.ของวันที่ 9 ก.ย.ภายหลังมีกิจกรรม “เฉลยพี่รหัสน้องรหัส” ก็ได้มีการละเล่นที่ทำให้เนื้อตัวเปรอะเปื้อน รุ่นน้องบางคนจึงได้ลงไปล้างตัวในบ่อกักเก็บน้ำที่อยู่ข้างตึกเคมี ซึ่งน้องบอสก็ได้ลงไปล้างตัวเช่นกัน และก็มีรุ่นน้องคนหนึ่งว่ายน้ำข้ามฟาก รุ่นพี่ก็ถามว่าน้องบอสว่ายไหวหรือไม่ ซึ่งน้องบอสก็ว่ายน้ำออกไปเลย เมื่อว่ายไปถึงฝั่งปรากฏว่าไม่มีที่ให้ขึ้นและจุดที่ขึ้นลื่น ปรากฎว่าน้องบอสจมลงไปซึ่งรุ่นพี่และเพื่อนที่อยู่บนฝั่งก็ลงไปช่วยขึ้นมาใช้เวลาไม่ถึงนาที ก็พบน้องบอส ยังมีสติอยู่แต่มีอาการสำลักน้ำจึงรีบนำน้องบอสไปส่งโรงพยาบาล

“กิจกรรมระหว่างพี่รหัสและน้องรหัสส่วนใหญ่จะเป็นการให้คำปรึกษาและแนะนำน้องเรื่องการศึกษามอบหนังสือเก่าให้น้อง ๆมีเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้เท่าที่ฟังเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมาย เพราะตัวน้องบอสก็ว่ายน้ำเป็น ส่วนที่มองว่าเป็นการรับน้องนั้น เพราะสังคมมองว่าการรับน้องเป็นเรื่องของการใช้อำนาจของพี่สั่งให้รุ่นน้องทำนั่นทำนี่ ซึ่งผมก็ได้ถามย้ำว่าเป็นการสั่งหรือไม่ก็ได้รับคำตอบว่าทางรุ่นพี่ยืนยันว่าเป็นการทำกิจกรรมเล่นสนุกสนานกัน เรื่องดังกล่าวจึงเป็นอุบัติเหตุและไม่ได้มีการระมัดระวัง ส่วนที่ทางมหาวิทยาลัยระบุว่าใช้สระน้ำดังกล่าวในการฝึกปฏิบัติด้วยนั้น ต้องให้ทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้ชี้แจง”ปลัด ศธ.กล่าวและว่า  สำหรับอาการของน้องบอส ขณะนี้ทราบว่าดีขึ้นแล้ว ขอให้รอน้องบอสอาการดีขึ้นก็น่าจะสามารถสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับให้แจ้งไปยังทุกมหาวิทยาลัยให้ดูแลการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ต้องดูแลความปลอดภัยของนิสิต นักศึกษา อย่างเข้มงวดเพราะไม่มีใครต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้นางอาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)เร่งรายงานข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ขอให้ไปดูรายละเอียดต่าง ๆ เรื่องการรับน้องว่ามีข้อดี หรือข้อควรระวังอะไรบ้าง โดยหารือกับมหาวิทยาลัยถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการรับน้องมีข้อดี ก็ต้องกำหนดกรอบแนวทางการรับน้องให้ชัดเจนว่า ข้อดีมีกี่ข้อ ในแต่ละข้อควรจะจัดกิจกรรมในรูปแบบใด โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ ตรงนี้เด็กและผู้ปกครองจะได้สบายใจและนำมารายงานให้ตนทราบ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดูเจตนาเชื่อว่ารุ่นพี่ไม่มีเจตนาที่อยากจะทำให้รุ่นน้องได้รับอันตราย

“ถ้าทุกคนเห็นตรงกันว่าการรับน้องมีข้อดี ก็ต้องทำข้อตกลงร่วมกันกำหนดกรอบกิจกรรมให้ชัด เพื่อให้ผู้ปกครองสบายใจเด็กปลอดภัย ทุกคนได้รับในสิ่งที่เป็นข้อดีของการรับน้อง เพราะถ้าต่างฝ่ายก็ต่างไปคิดไปทำ แม้จะเจตนาดีว่าอยากให้การรับน้องรักสามัคคีทดสอบความทน แต่วิธีการที่เด็กคิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องช่วยเขาคิดว่าอะไรที่ควรทำ อะไรที่ควรระวัง ผมเองก็ผ่านการรับน้องมา ผมเชื่อว่าเด็กๆตั้งใจดีทุกคน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็มีแต่เสียใจ และถึงแม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะมีประกาศเรื่องการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่และการประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา แจ้งให้มหาวิทยาลัยต่างๆใช้เป็นแนวทางใช้ ก็ต้องดูว่ากรอบที่วางไว้ชัดเจนหรือไม่ แต่ผมก็เชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยต่างตระหนักและไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับเด็กให้ชัดเจน ว่าเรามีเหตุผลอะไรที่ไม่ควรทำแบบนี้”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ฝากผอ.เขตพื้นฯสร้างความเข้าใจชุมชนควบรวมร.ร.เล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241887

เลขาธิการ กพฐ.ฝากผอ.เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ สร้างความเข้าใจควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้ชุมชนเชื่อมั่น พร้อมสั่งสำรวจโรงเรียนประชารัฐ ขาดครูด้านไอซีทีจำนวนเท่าไร

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังมอบนโยบายในการประชุม ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขตทั่วประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตอนหนึ่ง ว่า ได้เน้นย้ำให้ผอ.สพท.เร่งขับเคลื่อนการทำงานตาม 11 นโยบายที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้เกิดผลตามเป้าหมาย  อาทิ ทำให้การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เป็นที่ยอมรับและสะท้อนผลสัมฤทธิ์และคุณภาพการศึกษา ภายในปี 2560 ,ส่งเสริมการสอนสะเต็มศึกษาให้ครบทุกโรงเรียนภายใน 5 ปี,สอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ เป็นต้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่เป็นจุดเน้นสำคัญ ในช่วงเวลานี้ คือ  โครงการโรงเรียนประชารัฐ ที่ขณะนี้ได้คัดเลือกโรงเรียนนำร่อง 3,432 โรงโดยภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาครู หลักสูตรการเรียนการสอน ให้มีความเข้มแข็ง อีกทั้งเร็ว ๆ นี้ จะมีการนำระบบไอซีทีลงไปยังโรงเรียนประชารัฐ เพื่อยกระดับจัดการเรียนการสอน เพราะฉะนั้น โรงเรียนจำเป็นต้องมีครูที่มีความรู้ทางด้านไอซีที ด้วย แต่เบื้องต้นพบว่าโรงเรียนประชารัฐ ประมาณ 20% ที่ยังขาดครูที่มีความรู้ด้านนี้  ดังนั้น จึงมอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ ลงไปสำรวจข้อมูลอีกครั้งหนึ่งให้ได้ตัวเลขที่แท้จริง เพื่อจะได้หาแนวทางในการอบรมพัฒนาครู หรือจัดสรรอัตราลงไปให้กับโรงเรียนประชารัฐ

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำผอ.เขตพื้นที่ฯ เรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ภายใต้โครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน หรือ โรงเรียนแม่เหล็ก ซึ่งล่าสุด สพฐ.ได้จับคู่โรงเรียนแม่เหล็ก 310 โรง กับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คนจำนวน 596 โรง ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 หรือปี 2560 ดังนั้น ได้ฝากให้เขตพื้นที่ฯ ลงไปทำความเข้าใจกับครูในโรงเรียนขนาดเล็ก รวมถึงชุมชนถึงความจำเป็นและให้มั่นใจว่าการควบรวมดังกล่าวจะทำให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

“การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กจะประสบความสำเร็จได้นั้น 80% จะต้องมาจากการทำงานในพื้นที่ ที่จะต้องลงไปพูดคุยทำให้ชุมชนมีความเข้าใจและเชื่อมั่น หรือพาไปดูตัวอย่างโรงเรียนแม่เหล็กที่มีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่ว่างลงหลังจากย้ายเด็กออกไปนั้น รมว.ศึกษาธิการ ให้นโยบายด้วยว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะไม่หวงไว้ แต่จะให้ชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ตามบริบท และความต้องการกับชุมชน อาทิ ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ เป็นสถานที่เรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พ่อนิสิตขอนายกฯ-รมว.ศึกษาใส่ใจเรื่องรับน้อง(ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241798

ดูแล, พ่อ, นิสิต, นายกฯ, รมว, ศึกษา, ใส่ใจ, เรื่อง, รับน้อง, คลิป

พ่อนิสิต ม.เกษตร วอน นายกรัฐมนตรี-รมว.ศึกษา สนใจเรื่องการรับน้อง ด้านเครือข่ายยุวทัศน์ ร้องสกอ.ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ มก.เผยนิสิตอาการดีขึ้น

               เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 กันยายน ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลชลบุรี อ.เมือง จ.ชลบุรี นายอำพร ทองเนื้อขาว อายุ 54 ปี กำนันตำบลพนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง พ่อของนายโชคชัย ทองเนื้อขาว อายุ 19 ปี นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะพาณิชยนาวีนานาชาติ หลักสูตรขนส่งทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมด้วยเพื่อนของนายโชคชัยได้เดินทางมาเยี่ยมนายโชคชัยที่เข้ารับการรักษาตัวที่ห้องไอซียู

หลังจากนั้นนายอำพร กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อยากจะฝากไปถึงผู้บริหาร อธิการบดี คณบดีของมหาวิทยาลัย ให้ตระหนักถึงการรับน้อง อย่างนี้ถือว่าแย่สุดๆ และอยากจะฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วย ควรเอาใจใส่ในเรื่องของการรับน้อง เพราะมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์มากกว่านี้

“ส่วนอาการของลูกชายนั้นแพทย์ได้บอกว่า อาการดีขึ้นตามลำดับ แต่ต้องใช้เวลา รวมทั้งจะต้องดูแลในเรื่องสมองว่าได้รับการกระทบกระเทือนหรือไม่ ยอมรับว่าเมื่อได้รับโทรศัพท์ว่าลูกจมน้ำ ทำใจไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาคิดเสมอว่าเมื่อลูกเข้ารั้วมหาวิทยาลัยแล้วจะมีความปลอดภัยมากกว่า 90% เพราะหากเป็นมหาวิทยาลัยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้คงต้องทำใจมากกว่านี้ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว อยากจะฝากไปถึงผู้บริหารทุกระดับให้ดูแลเรื่องการรับน้องให้มากกว่านี้ คนไม่ใช่พ่อแม่ไม่รู้หรอกว่าหากลูกมีปัญหาอย่างนี้แล้วจะคิดอย่างไร เว้นแต่จะโดนด้วยตัวเอง”

ส่วนแม่ของนายโชคชัย ขณะนี้ยังทำใจไม่ได้ และไม่สามารถกล่าวอะไรได้ ขณะที่น้าสาว บอกว่า แพทย์กำลังดูแลอย่างใกล้ชิด พบว่าน้ำเข้าไปในปอดทำให้ติดเชื้ออย่างรุนแรง ส่วนอาการยังสลึมสลือ รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ว่าเป็นฤทธิ์ยาหรือเปล่า ส่วนการดำเนินคดีนั้นยังไม่ได้คิด สนใจกับน้องโชคชัยก่อน ลุ้นให้อาการดีขึ้น หลังจากนั้นจะคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. นายณธีพัฒน์ อัครบวรสิทธิ์ รองประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร และประธานอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนด้านการศึกษา กล่าวว่าคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนด้านการศึกษา ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีจัดกิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์ ของวิทยาลัยพาณิชย์นาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จ.ชลบุรี ที่จัดกิจกรรมรับน้องจนเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ

โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นความผิดของสถานศึกษาที่ปล่อยปละเลยให้มีกิจกรรมรับน้องโดยมิได้อยู่ในการควบคุมดูแลของอาจารย์ หรือผู้เกี่ยวข้อง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อร่างกาย และสถานศึกษายังไม่ปฏิบัติตามมาตรการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษาของ สกอ. โดยขอความอนุเคราะห์เลขาธิการ กกอ. ได้โปรดพิจารณามีบัญชาการสั่งการผู้เกี่ยวข้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระดับ สกอ. และในระดับมหาวิทยาลัย หรือตามสมควร เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้เสียหาย และขอให้มีผู้แทนของคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนด้านการศึกษา เครือข่ายยุวทัศน์ กทม. จำนวน 2 คน ร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อสังเกตการณ์ในการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งนี้ หากพบความผิดจะต้องมีมาตรการลงโทษกับผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

จากนั้นเมื่อเวลา 18.30 น. รศ.ดร.ก่อโชค จันทวรางกูร รักษาการแทนรองอธิการบดี วิทยาเขตศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมอาการนายโชคชัยว่า ตนและอธิการบดี รวมถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปเยี่ยมนิสิต และพ่อแม่ของนิสิตที่โรงพยาบาล เบื้องต้นแพทย์ได้ชี้แจงอาการของนิสิต ว่ามีการตอบสนอง และอาการดีขึ้น โดยไม่ได้บอกว่ามีอาการติดเชื้อ หรือมีอาการแย่ลงอย่างที่มีการแชร์ข้อความในโลกโซเซียล แต่ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยก็ได้ขอให้แพทย์เฝ้าดูอาการของนิสิตอย่างใกล้ชิด โดยมหาวิทยาลัยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และทุกเรื่อง เพื่อให้นิสิตของ มก.ปลอดภัย

“เท่าที่ทราบจากแพทย์ นิสิตมีอาการสำลักน้ำ และตอนนี้แพทย์กำลังรอดูอาการว่าเป็นเช่นไร แต่เบื้องต้นอาการดีขึ้นตามลำดับ ส่วนเรื่องที่บอกว่าบ่อน้ำเป็นน้ำเสีย หรือมีสารเคมีเจือปนนั้น ขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นบ่อน้ำฝน แต่เป็นลักษณะบ่อดิน และที่ผ่านมาเป็นช่วงฝนตกหนักอาจทำให้มีดินตะกอน สีของน้ำดูเป็นสีดินมากกว่าปกติ แต่บ่อดังกล่าวก็ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย อีกทั้งกรณีที่เกิดขึ้น จากการสอบถามไปยังอาจารย์และรุ่นพี่ที่อยู่ในเหตุการณ์ เป็นการให้รุ่นน้องลงไปล้างเนื้อล้างตัวหลังจากไปทำกิจกรรมต่างๆ มา และขอย้ำว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ฝึกปฏิบัติที่รุ่นพี่รหัสจะดูแลรุ่นน้อง มีอาจารย์คอยเฝ้าระวังตลอดเวลา ทั้งนี้ เรื่องที่เกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยได้รวบรวมข้อมูล รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว มหาวิทยาลัยพร้อมรับผิดชอบอย่างเต็มที่ และช่วงเย็นที่ผ่านมา (11 ก.ย.) ทางมหาวิทยาลัยเองก็ได้พาพ่อแม่ ผู้ปกครองไปดูบ่อน้ำเรียบร้อย เพื่อยืนยันว่าเป็นบ่อน้ำฝนที่มหาวิทยาลัยได้ใช้น้ำมาทำกิจกรรมต่างๆ จริง เพราะบริเวณบ่อน้ำ ก็มีอุปกรณ์ในการฝึกปฏิบัติวางอยู่มากมาย ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองก็เข้าใจดี” รศ.ดร.ก่อโชคกล่าว

โดยหลังจากนี้ มก.จะมีมาตรการป้องกัน และเฝ้าระวังในเรื่องการใช้บ่อน้ำ หรือสถานที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้มีความเหมาะสมในการทำกิจกรรม ฝึกปฏิบัติต่างๆ และไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
พ่อน้องบอสสบายใจหลังอาจารย์พามาดูจุดจมน้ำ

เมื่อเวลา 17.30 น.   ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยา พร้อมคณะอาจารย์ ได้พาญาติและนายอัมพร ทองเนื้อขาว อายุ 54 ปี บิดาของนายโชคชัย ทองเนื้อขาว (น้องบอส) อายุ 19 ปี นักศึกษา คณะพาณิชยนาวีนานาชาติ หลักสูตรการขนส่งทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ที่จมน้ำบริเวณสระกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงของมหาวิทยาลัย หลังมีกิจกรรมพี่พบน้องเพื่อ“เฉลยสายรหัส”จนต้องนำตัวส่งห้องไอซียู โรงพยาบาลชลบุรี เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมาโดยการเดินทางมาดูในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงกว่า

หลังจากนั้นนายอัมพร  กล่าวว่า หลังมาดูสถานที่จริง ซึ่งเป็นเพียงบ่อกักเก็บน้ำหรือแก้มลิง เพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาเพื่อเป็นการชะลอน้ำไม่ให้ทะลักเข้ามาท่วมพื้นที่บริเวณด้านล่าง โดยไม่ใช่เป็นบ่อบำบัดสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเหมือนที่เป็นข่าวแต่อย่างไร จึงไม่น่าหวั่นต่อคุณภาพน้ำและสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งสำหรับน้องบอส เองก็ได้หัดว่ายน้ำตั้งแต่เด็กเพื่อสอบเข้านักเรียนเตรียมทหาร จึงว่ายน้ำเก่งและเล่นกีฬาเกือบทุกชนิดจึงมีร่างกายแข็งแรง แต่ไม่ทราบว่าจมน้ำด้วยสาเหตุใด แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้อาการของน้องดีขึ้นตามลำดับและมั่นใจว่าอีกไม่กี่วันก็จะสามารถมาเรียนตามปกติ

ด้าน ดร.จงรัก  กล่าวว่า การพาญาติและพ่อของน้องบอสมาดูสถานที่จุดเกิดเหตุในครั้งนี้ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับทางครอบครัวของน้องบอส เพราะจุดที่เกิดเหตุอยู่ภายในมหาวิทยาลัยและเป็นเพียงสระกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงเท่านั้น โดยในวันเกิดเหตุ มีการกิจกรรมนี้ขึ้นบริเวณสนามซอฟบอล ซึ่งเป็นลานดินกว้าง ใกล้กับจุดเกิดเหตุ และหลังจากเสร็จกิจกรรมแล้ว น้องบอสและรุ่นพี่ประมาณ 6-7 คน ได้เดินไปล้างตัวที่บริเวณสระดังกล่าว และรุ่นพี่ได้ให้น้องบอสว่ายไปยังฝั่งตรงข้าม โดยอาจจะร่างกายอ่อนเพลียจากการทำกิจกรรมหรืออาจเป็นตะคริว จนเกิดจมน้ำในครั้งนี้ แต่รุ่นพี่ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ลงไปช่วยเหลือในทันที และเกิดหมดสติ จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯ เองก็จะให้การดูแลอย่างเต็มที่ และคอยอำนวยความสะดวกให้กับญาติพี่น้องของนายโชคชัย ทองเนื้อขาว (น้องบอส) เพื่อให้เกิดความสบายใจ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์รุนแรง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาแล้วก็ต้องออกมารับผิดชอบและต้องรอให้น้องบอสอาการดีขึ้น เพื่อสอบถามสาเหตุที่เกิดขึ้นต่อไป

สธ.ขอความร่วมมือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงกำจัด3โรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241776

ยุงลาย, แหล่งเพาะพันธุ์, ซิกา, ไข้เลือดออก, เพราะ, พันธุ์, ขอความร่วมมือ, ทำลาย, แหล่ง, เพาะพันธุ์, ยุง, กำจัด, โรค

สธ.เตือนอย่าตระหนกไข้ซิกาขอความร่วมมือปชช.ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายกำจัดได้3โรคไข้เลือดออก ไข้ซิกาและไข้ปวดข้อยุงลายป้องกันไม่ให้ยุงกัดทายากันยุง

          วันที่ 11 ก.ย.59 นายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการดำเนินการเฝ้าระวังควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ว่า โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ประปรายในประเทศไทยและอาเซียน การตรวจจับและวินิจฉัยโรคทำได้รวดเร็วขึ้น โดยตั้งแต่นี้เป็นต้นไปทุกศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทั้ง 14 ศูนย์ พร้อมตรวจซิกาไวรัสด้วยวิธี Real time RT PCR ใช้เวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง รองรับแห่งละ 50 test ต่อวัน ส่วนที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขตรวจได้วันละ 200 test อีกทั้งเมื่อพบเด็กคลอดแล้วสงสัย ให้ส่งตรวจด้วยเทคนิคเดียวกัน

นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า เมื่อตอนต้นปีประชาชนได้ร่วมมือรณรงค์อย่างดี ดัชนีลูกน้ำยุงลายจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 10 ทำให้ไข้เลือดออกลดลง แต่ช่วงนี้ฝนตกดัชนีลูกน้ำยุงลายกลับเพิ่มเป็นร้อยละ 30 อีกดังนั้นหากประชาชนร่วมมือกันดูแลบ้านตนเอง เราจะควบคุมทั้งซิกาและไข้เลือดออกได้  สำหรับไข้ซิก้าไม่ใช่โรคใหม่ โรคนี้อาการไม่รุนแรงเหมือนไข้เลือดออก สามารถหายเองได้ ที่สำคัญป้องกันได้โดยไม่ให้ยุงกัด ขอความร่วมมือทุกบ้านทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปดูแลทุกบ้านได้   ที่ กทม. เราเคยพบตอนต้นปีที่เขตสายไหม ตอนนั้นทุกฝ่ายร่วมกันควบคุม โดยเฉพาะประชาชนทุกคนช่วยกันควบคุมลูกน้ำยุงลาย ทำให้ควบคุมโรคได้ ดังนั้นประชาชนอย่าได้ตระหนก  หากทุกคนร่วมกำจัดลูกน้ำยุงลายในบ้านตนเอง ก็จะควบคุมโรคได้

นายแพทย์โสภณ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ทุกคนทำได้ และได้ผลดีคือการร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนนี้ ซึ่งเป็นฤดูระบาดสูงสุดของโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ ตามมาตรการ 3 เก็บ  คือ“เก็บบ้าน เก็บขยะ เก็บน้ำ” เพื่อป้องกัน 3 โรค คือ ไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ให้ทำอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป รวมถึงการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยใช้ยาทากันยุง นอนในมุ้ง หรือห้องที่มีมุ้งลวด ส่วนหญิงตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ที่สถานบริการสาธารณสุข หากมีอาการผิดปกติให้แจ้งแพทย์ทันที ที่ผ่านมามีหญิงตั้งครรภ์ 30 รายที่เฝ้าระวัง คลอดแล้ว 6 ราย เด็กทุกรายปกติดี ที่เหลือมีการติดตามดูแลจากเจ้าหน้าที่ และสูติแพทย์ ประชาชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

มก.ยืนยันไม่ใช่รับน้องโหดพร้อมเยียวยาช่วยเหลือนิสิตเต็มที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241766

มก.แจง”น้องบอส”ไม่ใช่เหยื่อรับน้องโหดยันเป็นกิจกรรมระหว่างเรียนย้ำบ่อบำบัดไม่ใช่บ่อน้ำเสียเป็นบ่อน้ำฝนเร่งตรวจสอบรุ่นพี่-อาจารย์ที่เกี่ยวข้อง

          มก.แจง “น้องบอส” ไม่ใช่เหยื่อรับน้องโหด ยันเป็นกิจกรรมระหว่างเรียน ชี้คณะพาณิชย์นาวีนานาชาติต้องเกี่ยวข้องกับน้ำ ย้ำ บ่อบำบัดไม่ใช่บ่อน้ำเสีย เป็นบ่อน้ำฝนใช้ทำกิจกรรม ฝึกปฎิบัติของคณะมาตลอด เบื้องต้นเร่งตรวจสอบรุ่นพี่ อาจารย์ที่เกี่ยวข้อง ชี้ทุกคนรู้สึกเสียใจไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หากตรวจสอบพบจัดกิจกรรมด้วยความประมาทเลินเล่อ เอาผิดแน่น แต่ตอนนี้ขอไม่โทษใคร ให้ “น้องบอส” ปลอดภัยก่อน

จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pook Sukonta Berthebaud ได้โพสต์ข้อความว่ามีรุ่นพี่คณะพาณิชย์นาวีนานาชาติ วิทยาเขตศรีราชา ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้จัดกิจกรรมรับน้อง ด้วยการให้รุ่นน้องดำน้ำในท่อบำบัดน้ำเสีย จนทำให้น้องบอส หรือนายโชคชัย ทองเนื้อขาว นิสิตชั้นปีที่ 1 จมน้ำอาการสาหัสต้องเข้ารับการรักษาอยู่ในห้อง ICU โรงพยาบาลชลบุรี

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2559 ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืน (วันที่ 10 ก.ย.2559) และได้มอบหมายให้รศ.ดร.ก่อโชค จันทวรางกูร รักษาการแทนรองอธิการบดี วิทยาเขตศรีราชา  รวมถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้เดินทางไปช่วยเหลือ เยียวยาทั้งนักศึกษา และครอบครัวของนักศึกษาอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันตนก็กำลังเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเท่าที่ทราบข้อมูลเบื้องต้นไม่ได้เป็นกิจกรรมรับน้อง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในระหว่างการเรียนที่เกิดจาพี่สายรหัสดูแลน้องรหัส  เนื่องจากนิสิตที่เรียนคณะพาณิชย์นาวีนานาชาติ ทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรม การเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมาทุกปีและจะมีอาจารย์ตอบดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอยืนยันว่า ไม่มีการบังคับข่มขู่ หรือเป็นกิจกรรมรุนแรง  แต่ทั้งนี้มหาวิทยาลัยก็จะไม่ปัดความรับผิดชอบ จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากรุ่นพี่ หรืออาจารย์ที่เกี่ยวข้องมีความประมาทเลินเล่อในการจัดกิจกรรม ทางมหาวิทยาลัยก็จะดำเนินการตามความผิด และช่วยเหลือนิสิตคนดังกล่าวอย่างเต็มที่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีการแชร์ในโลกโซเซียลนั้น บางเรื่องราวก็ไม่ได้เป็นความจริง อย่าง บ่อน้ำที่เกิดเหตุ ขอยืนยันว่าไม่มีใช่บ่อบำบัดน้ำเสีย หรือบ่อสารเคมี แต่อย่างใด เป็นบ่อน้ำฝนที่มหาวิทยาลัยใช้ฝึกปฎิบัติ และทำกิจกรรมต่างๆ ของคณะพาณิชย์นาวีอยู่แล้ว เพราะคณะนี้ต้องทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งในวันที่เกิดขึ้นก็ไม่แน่ชัดว่าสภาพร่างกายของนิสิตเป็นเช่นใด ทางมหาวิทยาลัยจะตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ และรับผิดชอบอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้ขอให้นิสิตปลอดภัยก่อน”อธิการบดี มก.และว่ามก.ได้มีการประกาศนโยบายการรับน้องสร้างสรรค์ ทำความเข้าใจกับคณาจารย์ และรุ่นพี่ทุกคณะ ทุกวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการไม่มีการกิจกรรมรุนแรง การข่มขู่บังคับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

รศ.ดร.ก่อโชค กล่าวว่า นิสิตคณะพาณิชย์นาวีนานาชาติ ต้องมีการฝึกปฎิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ การเดินเรือ การขนส่งทางทะเล  โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กิจกรรมรับน้องรุนแรง หรือกิจกรรมรับน้องโหด แต่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระหว่างการเรียน  เพื่อทดสอบความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจที่จะปฎิบัติงานบนเรือและทะเล ส่วนกรณีบ่อบำบัดน้ำเสีย เรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องจริง บ่อดังกล่าวเป็นบ่อเก็บน้ำฝน  รวมถึงไม่มีการบังคับข่มขู่ให้เข้าร่วม และทุกกิจกรรมจะมีอาจารย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด  ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัย กำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  โดยจากการสอบถามรุ่นพี่ นิสิตรุ่นน้อง และอาจารย์ เบื้องต้น ทุกคนเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเมื่อเกิดเหตุก็ได้ลงไปช่วยเหลือนิสิตคนดังกล่าวทันที แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเหตุการณ์เป็นเช่นใด

“ขอยืนยันว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่กิจกรรมรับน้อง แต่เป็นกิจกรรมที่นิสิตฝึกปฎิบัติเป็นประจำอยู่แล้ว  แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันรับน้องกลางของมหาวิทยาลัย 1 วัน จึงทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกิจกรรมรับน้อง อย่างไรก็ตาม ตลอด1 เดือน ก่อนเปิดภาคเรียน นิสิตคณะพาณิชย์นาวีทุกคนจะต้องฝึกปฎิบัติ ฝึกความเข้มแข็งของร่างกาย และมีหลายกิจกรรมที่รุ่นพี่สายรหัสและรุ่นน้องต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้น ผมไม่อยากให้โทษว่าเป็นความผิดของใคร และมหาวิทยาลัยก็ได้ช่วยเหลือ  ดูแลทั้งนิสิต และครอบครัวของนิสิตอย่างเต็มที่ ตอนนี้เราขอให้อาการของนิสิตปลอดภัยก่อน  โดยในส่วนของนิสิตนั้น อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด  ขณะที่พ่อแม่ ทางมหาวิทยาลัยได้เข้าไปให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ พูดคุยทำความเข้าใจ และจะช่วยเหลือรักษาพยาบาลนิสิต เพราะ นิสิต มก.ทุกคนก็เหมือนลูกหลานของมก.”รศ.ดร.ก่อโชค กล่าว

น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ตนทราบเรืองดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างติดต่อไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อขอให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว ดังนั้นตอนนี้คงไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของใครบ้าง ขอรอฟังเหตุผลของทางมหาวิทยาลัยก่อน แต่ที่สำคัญขอกำชับให้มหาวิทยาลัยดูแลนักศึกษาที่ประสบอุบัติเหตุให้ปลอดภัยก่อน

ศธ.ตั้งเป้าเปิดเทอมปี 60 ควบรวมร.ร.เล็กได้ 421 โรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241526

ร.ร.แม่เหล็ก, ร.ร.ขนาดเล็ก, ตั้งเป้า, เปิดเทอม, ควบ, รวม, เล็ก, ได้, 421, โรง, ศธตั้งเป้าเปิดเทอมปี, ควบรวมรรเล็กได้, ดาว์พงษ์

“ดาว์พงษ์”ลงพื้นที่ร.ร.ดีมากอุปถัมภ์ ได้คัดเลือกเป็นร.ร.แม่เหล็กรับเด็กจากร.ร.บ้านคลอง 1 ตามนโยบายบริหาร ร.ร.ขนาดเล็ก ตั้งเป้าควบรวม 421 โรงให้ได้เปิดเทอมปี 60

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.59 ที่โรงเรียนดีมากอุปถัมภ์ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานคณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และคณะ เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนดีมากอุปถัมภ์  อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในโรงเรียนแม่เหล็ก ในโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน ตามนโยบายแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 20 คน โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ศธ.มีนโยบายจะบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเริ่มที่โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คน จำนวน 827 โรงก่อน และนำเด็กมาเรียนยังโรงเรียนแม่เหล็ก ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือกไว้กว่า 300 โรง ซึ่งโรงเรียนดีมากอุปถัมภ์ เป็น 1 ในจำนวนดังกล่าว ที่จะรองรับนักเรียน 18 คนและครู 3 คนจากโรงเรียนบ้านคลอง 1 จ.นนทบุรี

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า จากการตรวจเยี่ยมก็พบว่าโรงเรียนแห่งนี้ค่อนข้างมีความพร้อมในการจัดการศึกษา แต่จำเป็นต้องเพิ่มเติมทางกายภาพ จึงได้มอบ สพฐ.ไปดำเนินการ รวมถึงการสนับสนุนทางวิชาการด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนขนาดเล็กในกลุ่มเป้าหมายแรก 421 โรงจะต้องเคลื่อนย้ายนักเรียนไปเรียนในโรงเรียนแม่เหล็ก และที่เหลือ 406 โรงต้องแล้วเสร็จภายในปีการศึกษา 2561

“ครั้งนี้ผมได้เชิญผู้ว่าราชการฯ ศึกษาธิการจังหวัด ผู้นำท้องถิ่นชุมชน ผู้ปกครอง มาร่วมรับฟังและเสนอแนะปัญหาด้วย ซึ่งพบว่าผู้ปกครองมีความเป็นห่วงเรื่องการเดินทางมาเรียน ได้มอบให้สพฐ.และผู้เกี่ยวข้องไปหาวิธีการดูแล อาทิ รถตู้ของท้องถิ่นบริการนำเด็กมาส่งที่โรงเรียน โดยผู้ปกครองอาจช่วยค่าใช้จ่ายบางส่วน เป็นต้น ขณะเดียวกัน ได้สอบถามว่าจะนำสถานที่โรงเรียนบ้านคลอง 1 ไปทำอะไร ทางผู้ใหญ่บ้านก็บอกว่าตั้งใจให้เป็นที่เรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาคามอัธยาศัย (กศน.) และเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนด้วย”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า ประเด็นสำคัญที่เน้นย้ำคือทุกฝ่ายต้องสร้างความเข้าใจต่อผู้ปกครอง ชุมชน ถึงเหตุผลการควบรวมว่าให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่หากโรงเรียนขนาดเล็กจัดการศึกษาได้อย่างดี ศธ.ก็จะไม่เข้าไปยุ่ง

ด้าน นายการุณ กล่าวว่า สพฐ.จะใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2559 ที่ได้รับประมาณ 3,800 ล้านบาท ในการพัฒนาโรงเรียนแม่เหล็กเหล่านี้ ทั้งในด้านกายภาพและคุณภาพ ซึ่งของโรงเรียนดีมากอุปถัมภ์ พบว่ายังขาดแคลนห้องเรียนคอมพิวเตอร์ บ้านพักครู หลังคาลานกีฬา รวมถึงต้องปรับปรุงโรงอาหารและที่จอดรถ ซึ่งในภาพรวมทั้งระบบ สพฐ.จะเร่งจัดสรรงบประมาณดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยภายในเดือนธ.ค.2559 เพื่อให้พร้อมรับนักเรียนเมื่อเปิดภาคเรียนปีการศึกษา2560

ขณะที่ นางกิตติยา ดอกคำ รักษาการผอ.โรงเรียนดีมากอุปถัมภ์ กล่าวว่า โรงเรียนจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีนักเรียน 110 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กพิเศษเรียนร่วม 18 คน มีครูทั้งสิ้น 12 คน เด็กส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่หมู่ 6 และ 7  ต.ไทรใหญ่ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ขณะเดียวกันมีนักเรียนจากพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ต.นิลเพชร จ.นครปฐม และต.สามเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางมาเรียนด้วย ระยะทางไกลสุดประมาณ 7 กิโลเมตร ส่วนการควบรวมนำเด็กจากโรงเรียนบ้านคลอง 1 ซึ่งมีนักเรียน จำนวน 18 คนนั้น ทางโรงเรียนก็มีความพร้อม เพราะปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นโรงเรียนเครือข่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ยังมีข้อห่วงใยของผู้ปกครองในเรื่องการเดินทางมาเรียน เพราะเส้นทางไกลขึ้น ซึ่งบางคนก็ไม่มีเงินในการส่งลูกมาเรียน