กพร.ผนึกแพทย์แผนไทยยกระดับพนักงานนวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241488

กพร, ผนึก, แพทย์, แผน, ไทย, ยกระดับ, พนักงาน, นวด, ด้านการนวดไทย

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน “ด้านการนวดไทย” ให้มีมาตรฐานในการประกอบอาชีพ และรองรับ AEC

             นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดมีความต้องการแรงงานในสาขานี้สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะในสาขาพนักงานนวดไทยเป็นที่ต้องการอย่างมากของสถานประกอบกิจการโรงแรมและรีสอร์ทในการให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมากรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในการผลิตพนักงานนวดไทยให้มีทักษะฝีมือก่อนป้อนสู่ตลาดแรงงาน

นายกรีฑา กล่าวต่อว่า ล่าสุด กพร. ได้ร่วมกับสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย โดยวัตถุประสงค์ของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ (1) พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านการนวดไทยให้มีมาตรฐานการประกอบอาชีพที่มั่นคงและปลอดภัย (2) ส่งเสริมผู้ให้บริการมีฝีมืออย่างมืออาชีพเพื่อรองรับการเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และทั่วโลก (3) เพื่อสร้างโอกาสให้พนักงานนวดไทยได้รับการพัฒนาทักษะฝีมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 (4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญ (5) พัฒนากำลังแรงงานรองรับนโยบาย New Engine of Growth ของรัฐบาล ที่ต้องการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นหนึ่งในนั้น

สำหรับแนวทางความร่วมมือ มีดังนี้ แนวทางที่หนึ่ง ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับมาตรฐานฝีมือให้กับแรงงานภาคบริการ แนวทางที่สอง ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทย สปา และความงาม เพื่อใช้เป็นหลักสูตรกลางในการพัฒนาฝีมือแรงงาน แนวทางที่สาม บูรณาการความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น วิทยากร ครูฝึก สถานที่ฝึกอบรม วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึก เป็นต้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เข้ารับการฝึก

“ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานตามแนวทางประชารัฐในครั้งนี้ ได้สร้างประโยชน์มากมายหลายด้านเช่น ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการให้ขยายตัวมากขึ้น โรงแรมและรีสอร์ทมีพนักงานนวดไทยที่มีทักษะไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว และตัวพนักงานนวดไทยก็จะมีรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวด้วย”นายกรีฑา กล่าวทิ้งท้าย
ขอขอบคุณในความอนุเคราะห์เผยแพร่ข่าวสารนี้

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241465

เปิดโลกมุสลิมตอน: กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์, เปิดโลก, มุสลิม, ตอน, กีฬา, สัมพันธ์, 2016, อียิปต์, กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์, ตัมฮีดีย์, น้องอารียา, น้องมาดีนะห์, น้องอัสมา

สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปภัมภ์ จัดกีฬาสีในักศึกษาไทย 300 ชีวิต เพื่อเชื่อมสัมพันธ์นักศึกษามุสลิมไทยที่เดินทางมาศุึกษาประเทศอียิปต์

เพราะอียิปต์กำลังเปลี่ยนไป จำเป็นยิ่งนักที่เราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อรับกับสภาพและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทั้งสภาพอากาศ สภาพจิตใจของอาหรับรวมถึงการอยู่ร่วมกับสังคมที่ต้องระวังตัวเองอยู่เสมอถึงจะอยู่รอด ดังนั้นแค่เพียงการเป็นนักศึกษาศาสนาเรียบร้อย นิ่งเงียบ สุขุม ดูคล้ายจะอ่อนแอ ก็ใช้ไม่ได้ในประเทศอียิปต์แห่งนี้ เพราะคนที่นี่ต้องมีเกราะกำบัง นั่นคือ ความฉลาด ทันคน ทันเหตุการณ์และที่สำคัญที่สุดต้องมีร่างกายที่แข็งแรง โดยเฉพาะน้องๆนักศึกษาผู้หญิง

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2559 ผมได้เกาะติดไปกับรถทัวร์ของนักศึกษาไทย 300 ชีวิต เพื่อเล่นกีฬาสี สูดอากาศธรรมชาติ และเพื่อความใกล้ชิดที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของนักศึกษามุสลิมไทยที่เดินทางมายังประเทศอียิปต์ในหลายสถาบันศึกษาที่เมืองไทย กีฬาสีจัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปภัมภ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

ปีนี้การจัดงานกีฬาสีได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแค่การร่วมมือกันเฉพาะนักศึกษากับนักศึกษาเท่านั้น หากแต่ท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร นายพีรศักย จันทวรินทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ได้ส่งตัวแทนจากเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ไปร่วมสนุกกับน้องๆนักศึกษาสร้างความเป็นกันเองระหว่างเจ้าหน้าที่กับน้องๆได้ดีที่เดียว

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

นายมูฮำหมัดบูคอรีย์ สะสู (น้องคอยี) จบจากโรงเรียนอิสลามวิทยามูลนิธิ สะบ้าย้อย สงขลา สังกัดชมรมอัลฟาแตะฮ์ กำลังศึกษาปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ “ตัมฮีดีย์” บอกว่าอยากจะเข้าศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คณะนิติศาสอิสลาม คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ซึ่งเป็นนักศึกษาน้องใหม่คนหนึ่งที่ติดไปกับทีมกีฬาสี

 

 

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

อัสมา ตายูเคน

น้องคอยีเล่าว่า รู้สึกดีใจ เป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยเล่นกีฬาสีที่ชายหาดแบบนี้มาก่อน สนุกสนาน ทุกเกมเล่นกันแบบกันเอง ได้ทั้งเพื่อนใหม่และกระชับเพื่อนเก่า เป็นการจัดเกมที่มีความสนุกสนานและใช้ความสามัคคีของทีมเป็นหลัง ถึงแม้ว่าอากาศจะร้อนเพราะเล่นกันกลางแจ้ง แต่พวกเราทุกคนก็เล่นได้ไม่มีปัญหา สนุกจนลืมโลกเลย ทุกคนให้ความร่วมมือ ไม่ว่าผู้ร่วมเล่นกีฬาของแต่ละสี กองเชียร์ และร่วมกับรักษาความสะอาดได้ดีมาก

 

 

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

มาดีนะฮฺ  เจริญวัย

“เท่าที่ผมสังเกตุเมื่อวานทุกคนที่มาต่างเล่นกีฬากันด้วยความรัก ความเคารพ ไม่ได้ต้องการแค่ชัยชนะ แต่ต้องการมิตรภาพ และความสนุกสนานกัน ดั่งประโยคที่ว่า “ชัยชนะไม่เท่าไมตรี” และอีกอย่างอาหารอร่อย มากพี่ๆคณะกรรมการสมาคมฯทำงานกันดีมาก ขอบคุณที่อียิปต์มีสมาคมฯ และมีสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่เข้าใจพวกเรานักศึกษาศาสนาเป็นอย่างดี รักประเทศไทยมากขึ้นจริงๆเมื่อมาอยู่ประเทศอียิปต์ น้องคอยี พูดด้วยรอยยิ้ม

 

 

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

นส.อารียา ธารพนาไพร “น้องอารียา” จบจากโรงเรียนอิสลามบูรณศาสน์ คลองสิบ ปัจจุบันเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหารับ ปีนี้เป็นปีกแรกและเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาสีในอียิปต์ รู้สึกสนุกสนาน มีความสุขและที่ยิ่งใหญ่กว่าการดีใจก็คือ ความประทับใจในการร่วมทำกิจกรรมกับพี่ๆน้องๆต่างสถาบันโดยมีเกมกีฬาเข้ามาเป็นตัวเชื่อมและการสร้างกองเชียร์ของแต่ละสี

ทำให้การรวมตัวครั้งนี้ดูยิ่งใหญ่และกระชับมิตรได้ดีมากที่สุดเลย กีฬาสีที่ทางสมาคมฯจัด เป็นการเล่นกีฬาที่มีเป้าหมายชัดเจนในเรื่องของการกระชับมิตร ที่มีทั้งรุ่นพี่ๆและเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่สำคัญคือการได้ออกกำลังกาย และทำให้รู้ว่าการอยู่ในอียิปต์นั้นแม้จะเป็นผู้หญิงก็ควรมีการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

มูฮำหมัดบูคอรีย์ สะสู

นางสาว มาดีนะฮฺ เจริญวัย “น้องมาดีนะห์” จบจากโรงเรียนอิสลามบูรณศาสน์ คลองสิบ กำลังเตรียมตัวเข้ามหาลัยอัลอัซฮัร รู้สึกประทับใจกีฬาสีปีนี้มากได้ไปทัศนศึกษากับร่วมกิจกรรมในเวลาเดียวกันได้ออกนอกสถานที่ต่างจากปีอื่นๆได้เปิดหูเปิดตาสนุกมาก ที่สำคัญในการจัดการกีฬาสีครั้งนี้ คือ การได้ปลดปล่อยและสนุกสนานอย่างเต็มที่ได้มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ เพื่อนจากต่างสถาบัน ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ทำให้เราได้แบ่งปันความรู้สึกดีๆให้กันและกันมีความสุขที่สุด

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

นางสาว อัสมา ตายูเคน “น้องอัสมา” จบจากโรงเรียนจิตต์ภักดี(อัตตักวา) ปัจจุบันเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับและกำลังจะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คณะศาสนศาสตร์ พูดถึงการมาร่วมกีฬาสีในครั้งนี้ว่า ถึงแม้กีฬาจะมีรูปแบบของการแข่งขันแต่ผลของมันแสดงออกถึงน้ำใจที่มีร่วมกันไม่ว่าจะเป็นทีมเราเองหรือคู่ต่อสู้และสุดท้ายให้เราได้รู้จักผู้แพ้ผู้ชนะรู้อภัยเราทุกคนอาจมาจากทั่วทิศในประเทศไทย

แต่กีฬาสีเป็นจุดศูนย์รวมให้นักเรียนมารวมตัวกันเพื่อแสดงออกถึงพลังความสามัคคีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแสดงออกถึงความรักโดยไม่แบ่งแยกสถานะใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นสำเนียงภาษาที่แตกต่าง ความห่างของอายุและที่สำคัญกีฬาจะนำมาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรงและสติปปัญญาที่ดีเพราะสติปันญาที่ดีจะอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง.ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับวัยเรียนอย่างเราๆ

 

เปิดโลกมุสลิมตอน: “กีฬาสีสัมพันธ์ 2016 อียิปต์”

นักเรียนศาสนาไม่ใช่แค่เป็นครู ถ้ารู้จักนำทางนำของอิสลามมาเป็นทางนำของจิตใจแม้ว่าเราจะอยู่กับใครอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้อย่างมีความสุข กีฬาสีสัมพันธ์ คือ หนึ่งโครงการที่ดี ที่น่าสนับสนุนต่อไป และคือกำไรชีวิตของน้องๆนักศึกษาในไคโรทุกคน

แต่งตั้งซี 10 ศธ.เช็ครายชื่อคืบหน้าแล้ว 80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241429

ซี 10, ศธ., ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา, เลขาธิการ สกสค., ผอ.องค์การค้า สกสค., แต่งตั้ง, เช็ค, รายชื่อ, คืบหน้า, แล้ว, แต่งตั้งซี, ดาว์พงษ์, กำจร

“ดาว์พงษ์” เผยแต่งตั้งซี 10 พิจารณารายชื่อคืบหน้าแล้ว 80% ย้ำดูรอบด้าน โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ตรวจ ศธ.ยุคนี้ต้องทำงานหนัก ขณะที่ “กำจร” ชงรายชื่อซี 10 ในมือแล้ว

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.59  พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับ10 ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่ว่างอยู่ 9 ตำแหน่ง ว่า ขณะนี้ได้พิจารณารายชื่อผู้เหมาะสมไปแล้วกว่า 80% ซึ่งจะต้องดูอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การโยกย้ายระดับ 10 เพื่อแทนตำแหน่งว่าง และการแต่งตั้งผู้บริหารระดับ  9 ขึ้น 10 ที่จะมาเป็นผู้ตรวจราชการ ศธ. เพราะผู้ตรวจราชการ ศธ. ในยุคนี้ ต้องทำงานหนัก รับผิดชอบหน้าที่ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ด้วย

นอกจากนี้ กำลังพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค. ว่า ควรจะแต่งตั้งผู้มาปฏิบัติหน้าที่คนใหม่แทน ผู้ปฏิบัติหน้าที่เดิมก่อนหรือไม่  หรือจะรอให้ร่างหลักเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งของทั้ง 3 ตำแหน่งเสร็จเรียบร้อยก่อน  เพื่อสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริงไปในคราวเดียวกัน  เบื้องต้นคาดว่าฝ่ายกฎหมายจะเร่งจัดทำหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วเสร็จได้ภายใน 2 เดือนนี้ ซึ่งน่าจะสามารถรอเพื่อสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริงได้ ไม่ต้องทำ 2 รอบ

ด้าน รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า การสรรหาบุคคลที่จะมานั่งในตำแหน่งระดับ 10 ครั้งนี้ ต้องได้คนที่เหมาะสมกับงานจริง เพราะมีหลายเรื่องเป็นงานเร่งด่วน  โดยตนได้เสนอชื่อ ในส่วนของการโยกย้ายระดับ 10 ไป 10 แทนตำแหน่งว่าง ให้รมว.ศธ. พิจารณาแล้ว ส่วนการเสนอชื่อแต่งตั้งระดับ 9 ขึ้น 10 เป็นหน้าที่ของดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ว่าที่ปลัดศธ. เป็นผู้ดำเนินการสรรหา  เพราะมีกระบวนการที่ต้องใช้เวลา

สำหรับตำแหน่งผู้บริหารระดับ 10 ที่ว่างอยู่ 9 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองปลัดศธ. 2 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการศธ.2 ตำแหน่ง  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) 1 ตำแหน่ง  รองเลขาธิการกอศ. 2 ตำแหน่ง รองเลขาธิการ คณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) 1 ตำแหน่ง และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) 1 ตำแหน่ง

MI มธบ.-ศน.สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนเท่าทันสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241420

MI คณะนิเทศศาสตร์ มธบ.จับมือกรมศาสตร์ วธ.อบรมคุณธรรมจริยธรรม เยาวชนรู้เท่าทันสื่อ สร้างภูมิคุ้มกันเปิดรับ แยกแยะสื่อได้ พร้อมเผยผลนำร่อง 3 โรงเรียน

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2559 ผศ.ชาติณรงค์ วิสุตกุล หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชนและนวัตกรรมสื่อ (MI) คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่าทางภาควิชา MI ได้มีความร่วมมือกับศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดนาคปรก กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) จัดโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรมวัยรุ่นเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ : เยาวชนรู้ทันสื่อ เนื่องจากขณะนี้เล็งเห็นว่าข้อมูลข่าวมีทั้งที่เป็นประโยชน์และข้อมูลข่าวสารที่เป็นโทษ เป็นพิษภัยต่อสังคมและผู้รับสาร เทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมีอยู่มากมายและประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในช่วงของวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต มีโอกาสในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารได้หลากหลายทิศทางและหลากหลายแง่มุม การตัดสินใจหรือการเลือกเพียงชั่ววูบอาจส่งผลเสียต่อเยาวชนของชาติได้ในระยะยาว

“โครงการเยาวชนรู้ทันสื่อ เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของกรมการศาสนาและภาควิชาการสื่อสารมวลชนและนวัตกรรมสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ มธบ.เพื่อให้วัยรุ่นได้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องเหมาะสมและพึงกระทำของสื่อมวลชน รู้ถึงคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณในการทำงานการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทั้งสื่อกระแสหลัก ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์ หรือ อินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้รับสารซึ่งเป็นวัยรุ่นได้มีภูมิคุ้มกันในการเปิดรับสื่อ สามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องไหนจริงและเรื่องไหนไม่จริง หรือ เรื่องไหนควรนำมาเป็นแบบอย่างหรือไม่ควรกระทำตาม”ผศ.ชาติณรงค์กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการนำร่องอบรมให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไปแล้ว 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ และโรงเรียนราชวินิต บางเขน โดยจะเป็นการอบรมเชิงปฎิบัติการ จาก พระธรรมวิทยากรจากกรมศาสนาอบรมในเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม และการมีสติในการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร อาจารย์จากภาควิชาการสื่อสารมวลชนอบรมเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ บทบาทและหน้าที่ของสื่อมวลชน รวมถึงนักวิชาชีพสื่อมวลชนอบรมเรื่องกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจากการประเมินผล พบว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถสร้างการรับรู้ได้ดี เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันต่อกระบวนการเผยแพร่ของสื่อเก่าและสื่อใหม่ รวมถึงส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม คาดว่าในปี 2560 จะมีการขยายผลไปบังโรงเรีย

“หมอหลวง”ปลุกคนสธ.สร้าง 4 ค่านิยมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241414

4 ค่านิยมใหม่, สาธารณสุขสู่ความเป็นเลิศ, หมอ, หลวง, ปลุก, สร้าง, ค่านิยม, ใหม่, หมอหลวงปลุกคนสธสร้าง, ค่านิยมใหม่, หมอหลวง

“หมอหลวง”ปลุกคนสธ.สร้าง 4 ค่านิยมใหม่ หวังเดินหน้าสู่ 3 เป้าหมายหลัก ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) บรรยายพิเศษ เรื่อง นโยบายสาธารณสุขปี 2560 ก้าวที่มั่นคง…สู่สังคมสุขภาพที่ยั่งยืนในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2559 ว่า เป้าประสงค์หรือวิสัยทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)นับจากนี้ คือ เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพ เพราะสุขภาพเป็นของทุกคน ทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะแต่สธ.เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทุกองค์กรต้องร่วมมมือกัน ส่วนสธ.ต้องผลักดันให้นโยบายด้านสุขภาพต่างๆดีขึ้น เป็นการรวมพลังสังคมเพื่อประชาชนสุขภาพดี ส่วนเป้าหมาย ได้แก่ ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน

รมว.สธ. กล่าวอีกว่า แต่ก็จะมีคำถามว่าจะเดินหน้าสู่เป้าหมายได้อย่างไรในเมื่อรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือผู้บริหารระดับสูงมีการเปลี่ยนคนบ่อย ก็ขอให้ดูประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง แม้จะมีการเปลียนนายกรัฐมนตรีบ่อยแต่คนญี่ปุ่นก็จะมีค่านิยมบางอย่างร่วมกันทำให้ประเทศยังสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายได้ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคนสธ.จะต้องยึดค่านิยมร่วมกัน 4 ข้อ คือ .1.Mastery เป็นนายตัวเอง หมายถึงสามารถบังคับตนเองได้ ลดโลภ โกรธ หลง ทำเพื่อผู้อื่น นี่คือภาวะผู้นำ

2. Originality รู้จักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ต้องมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา 3. People Centered Approach ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง จะดำเนินการสิ่งใดขอให้นึกถึงประชาชนก่อน ให้ถามตัวเองเสมอว่าทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไร และ 4. Humility คือ มีความนอบน้อมถ่อมตน ซึ่งจะทำให้เราเข้าได้กับทุกที่ทุกคน เสมือนเป็นน้ำที่แทรกซึมได้ทุกที่ อย่าง สธ. เองต้องทำงานร่วมกันกับคนเยอะ ห้นาที่จะต้องทำให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน

“หากมีค่านิยม 4 ข้อนี้ในึนสาธารณสุขทุกคน ทุกพื้นที่ จะทำให้สธ.เดินสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐมตรี ปลัด หรือผู้บริหารใหม่ก็ตาม เพราะเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในเป็นระเบิดจากภายใน ซึ่งเรามีระเบิดอยู่มากมาย ต้อทำให้สิ่งที่มีอยู่ระเบิดออกมาเกิดศักยภาพให้ประชาชนได้ประโยชน์”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวด้วยว่า สธ.จะมีการพัฒนาความเป็นเลิศ 4 ด้าน คือ ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P Excellence) ที่จะต้องขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ จะเอารูปแบบของรพ.อุ้มผางมาใช้ที่รพ.สันป่าตองก็คงไม่ได้ 2.ด้านการจัดระบบบริการสุขภาพ (Service Excellence) พ.สังกัดสธ.ต้องมีการประสานเครือข่ายรพ.ทั้งประเทศในทุกสังกัด รวมถึง ภาคเอกชนจะต้องมีการร่วมมือกันในการพัฒนาบริการ 3.ด้านการพัฒนาคน (People Excellence) บุคลากรต้องมีความมั่นคงในคุณธรรมและมีปัญญาที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ และ4.ด้านระบบบริหารจัดการที่มีคุณธรรม (Governance Excellence) ให้คุณค่าผู้ป่วยด้วยการ เข้าใจ เข้าถึง พึ่งได้

วันที่ระลึกสากลรู้หนังสือ’59 ศธ.พัฒนาเด็กไทยเท่าทันโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241412

ยูเนสโก, วันที่, ระลึก, สากล, รู้หนังสือ, พัฒนา, เด็ก, ไทย, เท่าทัน, โซเชียล, วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ, Reading the PastWriting the Future

เฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2559 ศธ.มุ่งพัฒนาเด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ ใช้วิจารณญาณ เท่าทันโซเชียล พร้อมปล่อยคาราวานหนังสือ7 ล้านเล่ม

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.59 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ร่วมกับองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก  จัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2559  ซึ่งตรงกับวันที่ 8 ก.ย.ของทุกปี และปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Reading the Past,Writing the Future” โดย รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานตอนหนึ่ง ว่า นับแต่ปี 2509 เป็นต้นมา ยูเนสโกประกาศและพยายามผลักดันการรู้หนังสือเป็นวาระแห่งโลก และปีนี้ถือเป็นวาระพิเศษครบรอบ 50 ปีของการเฉลิมฉลองด้วย สำหรับประเทศไทยในฐานะสมาชิกยูเนสโกก็ได้เข้าร่วมเฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนในชาติตระหนักชัดว่าการรู้หนังสือ เป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยเฉพาะยุคศตวรรษที่ 21  เป็นยุคสังคมโลกดิจิทัล มีความซับซ้อน และเชื่อมโยงถึงกันผ่านช่องทางต่าง ๆ ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค เกิดช่องทางรับรู้ข่าวสารมากมาย และเกิดความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

วันที่ระลึกสากลรู้หนังสือ'59 ศธ.พัฒนาเด็กไทยเท่าทันโซเชียล

“ต้องช่วยกันเขียนอนาคตให้พลเมืองโลกมีทักษะที่สอดคล้องกับสังคมโลกศตวรรษที่ 21 โดยใช้บทเรียนจากในอดีตมาสร้างองค์ความรู้ เพราะการรู้หนังสือเพียงอ่านออกเขียนได้ อาจตกเป็นเหยื่อของการเสพสื่อ โดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดอันตรายกับตนเองและเกิดปัญหาต่อสังคมได้มาก เพราะฉะนั้น แม้ว่าการอ่านจะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นก็ตาม แต่ต่อไปนอกจากอ่านออกเขียนได้แล้วต้องมีความเข้าใจและรู้เรื่องสารสนเทศ ด้วย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเมื่ออ่านแล้วจะต้องทำความเข้าใจ เพราะการทำความเข้าใจในสิ่งที่อ่านนั้นจะทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นหากทำได้จะส่งผลให้เด็กรู้เท่าทันเรื่องของโซเชียล ว่า อะไรเชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้ และมีวิจารณญาณในการใช้สื่อที่ดีขึ้น”รศ.นพ.กำจร กล่าว

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ในการร่วมเฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือปีนี้ สำนักงาน กศน.ได้จัดให้มีการปล่อยคาราวานหนังสือบริจาคตามโครงการบรรณสัญจร (Book Voyage) จำนวน 7,241,000 เล่มด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้มีโอกาสอ่านหนังสืออย่างทั่วถึง

 

วันที่ระลึกสากลรู้หนังสือ'59 ศธ.พัฒนาเด็กไทยเท่าทันโซเชียล

ด้าน ดร.ลิปิง หวัง หัวหน้าแผนกนวัตกรรมทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะ ผู้แทนยูเนสโก กรุงเทพฯ อ่านสารของ นางอิรินา โบโกวา ผอ.ยูเนสโก ตอนหนึ่งว่า ยังมีผู้ใหญ่ใน 43 ประเทศที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนประโยกง่าย ๆ ได้อีกถึง 758 ล้านคน ซึ่ง 2 ใน 3 ของประชากรดังกล่าวคือสตรี ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านทั่วโลก ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มีแนวโน้มต่อการว่างงาน และได้รับค่าตอบแทนที่น้อยกว่าด้วยเหตุจากการไม่รู้หนังสือ ซึ่งเราต้องทำให้สตรีและบุรุษทุกคน มีทักษะรอบด้าน มีสมรรถนะและโอกาสที่จะเป็นทุกสิ่งได้ตามที่ปรารถนา ซึ่งการเรียนรู้หนังสือคือ พื้นฐานแห่งการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

รับมือสังคมผู้สูงอายุขยายอายุจ้างแรงงานเป็น60ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241313

แรงงาน, รับมือ, สังคม, ผู้สูงอายุ, ขยาย, อายุ, จ้างแรงงาน, เป็น, 60ปี , สังคมสูงอายุระดับสุดยอด

ก.แรงงาน-สสส.-มส.ผส. จับมือสถานประกอบการ  12 แห่ง ลงนามบันทึกข้อตกลง ต้นแบบนำร่องขยายอายุการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ จาก 55 ปี เป็น 60 ปีรับมือสังคมผู้สูงอายุ

              วันที่ 7 ก.ย. ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย  (มส.ผส.) ร่วมกับ สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 12 แห่ง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบาย : การขยายอายุการจ้างแรงงานผู้สูงวัยในสถานประกอบการ เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลไปสู่สถานประกอบการอื่นๆ ทั้งนี้ มีองค์กรภาคีให้การสนับสนุนร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

รับมือสังคมผู้สูงอายุขยายอายุจ้างแรงงานเป็น60ปี               มล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย เกิดขึ้นพร้อมๆ กับแนวโน้มการขาดแคลนของแรงงานในอนาคต การขยายอายุการจ้างงานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแรงงานสูงวัยที่มีศักยภาพและมีประสบการณ์ถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องขอบคุณ สสส. และมส.ผส.ที่ร่วมกันผลักดันหาแนวทางยุทธศาสตร์การขยายการจ้างงานแรงงานสูงวัยในสถานประกอบการคลอบคุลมในทุกมิติ ซึ่งได้นำเสนอคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาตินำไปสู่การปฏิบัติมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเรื่องดังกล่าว พร้อมกับได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงานกำลังทำประชาพิจารณ์ในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายการเกษียณ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อเดินหน้าขยายอายุการจ้างงานโดยจะขยายจาก 55 ปี เป็น 60 ปี รองรับข้อตกลงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงต้องมีการปรับแก้หลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และเงินบำนาญชราภาพตามพ.ร.บ.ประกันสังคม นอกจากนี้กระทรวงแรงงานได้เปิดศูนย์บริการจัดหางานให้ผู้สูงอายุขึ้นทะเบียนหางานทำให้มีฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่สถานประกอบการสามารถคัดเลือกคนเข้าทำงานได้ตรงความต้องการ

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า สสส.มียุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายเตรียมความพร้อมของระบบรองรับสังคมสูงวัยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ นวัตกรรมในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างโอกาสการทำงานสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการทำงาน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี 2567 ซึ่งมีผู้สูงอายุ มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดและจะเป็น“สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” ในปี 2573 ซึ่งมีผู้สูงอายุ มากกว่าร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างการรับรู้ของสังคม ประชาชน และพัฒนาระบบต่าง ๆ ที่จะสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างโอกาสและขยายการจ้างงานแรงงานสูงวัยในสถานประกอบการเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะผู้สูงวัยถือเป็นผู้มีประสบการณ์และมีศักยภาพในการทำงานที่เป็นกำลังสำคัญของสถานประกอบการและช่วยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่สำคัญการจ้างงานเป็นการสร้างรายได้ให้กับแรงงานสูงวัย ช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดภาระและการพึ่งพิงครอบครัว และสังคมได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมให้ประชากรที่ใกล้เข้าสู่วัยสูงอายุมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ และเป็นพลังของสังคมได้ยาวนานที่สุด

พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) กล่าวว่า  จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่าโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อกำลังการผลิตและกำลังแรงงาน ทำให้โครงสร้างกำลังแรงงานที่เป็นคนหนุ่มสาวลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางศรษฐกิจไทย (GDP) ชะลอตัวลงได้อย่างน้อยร้อยละ 1ต่อปี หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ  ปัจจุบันระบบการเกษียณอายุจากการทำงานของ ภาคเอกชนอยู่ที่อายุ 55 ปี ภาคราชการอยู่ที่อายุ 60 ปี การสร้างเสริมโอกาสและการทำงานให้กับผู้สูงวัยจะเป็นนโยบายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต การจัดงานวันนี้จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือจากองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ 1. สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของกำลังแรงงานผู้สูงวัยที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติในอนาคต  2. สร้างมาตรฐานต้นแบบการจ้างแรงงานสูงวัยอย่างต่อเนื่องในสถานประกอบการ  โดยจะมีการนำร่องสถานประกอบการ  12 แห่ง เพื่อขยายผลไปสู่สถานประกอบการอื่นๆ โดยยืดระบบการเกษียณอายุของภาคเอกชนจากปัจจุบันอายุ 55 ปี เป็นอายุ 60 ปี รวมไปถึงมีสวัสดิการรองรับที่เพียงพอ

สำหรับ 12 บริษัทนำร่องที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ได้แก่ บริษัท โฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน),บริษัท ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท ผึ้งน้อยเบเกอรี่ จำกัด, บริษัท ไทย วี.พี. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยรุ่งพาร์ทเนอร์ส กรุ๊ป จำกัด ,บริษัท สยามเด็นโซ่ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด, บริษัท ฮีโน่มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง ,(ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ชัยบูรณ์ บราเดอร์ส จำกัด, บริษัท เอส เมดิคอล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์), บริษัท อุตสาหกรรมโคราช จำกัด, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) และบริษัท อีซูซุเจริญกิจ มอเตอร์ส จำกัด

ครูไอเดียเจ๋งใช้ท่อพีวีซี.ประดิษฐ์อุปกรณ์ถ่ายหนังสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241300

ถ่ายหนัง, ครู, ไอเดีย, เจ๋ง, ใช้, ท่อ, พีวีซี, ประดิษฐ์อุปกรณ์ถ่ายหนังสั้น 

ครูโรงเรียนบ้านบุมะขามป้อมบุรีรัมย์ ไอเดียเจ๋งใช้ท่อ พีวีซี. ประดิษฐ์อุปกรณ์ถ่ายทำหนังสั้นต้นทุนต่ำ พร้อมถ่ายทอดความรู้การตัดต่อภาพยนตร์ให้เด็กนักเรียน

             วันที่ 7 ก.ย.59 นายบารมี ศรีรักษา อายุ 40 ปี ครูสอนดนตรี ศิลปะ และคอมพิวเตอร์ โรงเรียนบ้านบุมะขามป้อม ต.ปราสาท อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ได้สาธิตการประดิษฐ์ตัวจับกล้องเพื่อลดการสั่นไหว พร้อมสอนวิธีการตัดต่อภาพยนตร์สั้นให้กับเด็กนักเรียน ชั้น ม.2 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ของทางโรงเรียน แต่ตัวจับกล้องหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ ที่ครูบารมี สอนให้กับเด็กนักเรียนนั้น แตกต่างจากที่อื่นเพราะทำจากท่อ พีวีซี.ล้วนๆ โดยขั้นตอนการทำก็เกิดจากไอเดียของครูบารมี ที่เป็นผู้คิดค้น

และเสาะแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต จากนั้นหาซื้อท่อ พีวีซี. ตามท้องตลาดทั่วไปเพื่อใช้สำหรับประกอบเครื่องจับตัวกล้อง โดยเครื่องจับตัวกล้อง 1 อัน จะใช้ท่อ พีวีซี.ขนาด 4 หุน หรือครึ่งนิ้ว ความยาว 13 เซนติเมตร 6 ตัว , ยาว 19 เซนติเมตร 1 ตัว , ยาว 4 เซนติเมตร 2 ตัว , ข้องอ 8 ตัว , สามทาง 2 ตัว , ฝาปิด 2 ตัว และกาวที่ใช้ทาเพื่อยึดระหว่างข้อต่อให้แน่น เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วก็ใช้เวลาประกอบเพียงไม่กี่นาทีก็จะได้เครื่องจับตัวกล้องที่สมบูรณ์  ซึ่งที่ผ่านมาทางโรงเรียนก็ได้เป็นตัวแทนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 1 เข้าร่วมประกวดภาพยนตร์สั้นระดับภาค จากความคิดที่สร้างสรรค์ในการประดิษฐ์เครื่องจับตัวกล้อง จากท่อ พีวีซี. ที่ใช้สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อลดการสั่นไหวของภาพขณะถ่ายบวกกับผลงานภาพยนตร์สั้นที่นักเรียนร่วมกันผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงเรียนได้รับรางวัล เหรียญเงิน และเหรียญทอง ระดับภาคติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนเป็นอย่างมาก
ครูบารมี บอกว่า การประดิษฐ์เครื่องจับตัวกล้องจากท่อ พีวีซี. ดังกล่าว ทำให้การถ่ายทำภาพยนตร์สั้นมีคุณภาพมากขึ้น ที่สำคัญยังมีต้นทุนต่ำ เพราะการนำท่อ พีวีซี. มาประดิษฐ์จะมีราคาเพียงตัวละไม่ถึง 100 บาท ต่างจากการใช้ขาตั้งกล้อง หรืออุปกรณ์ชนิดอื่นที่มีราคาแพงหลักหมื่นถึงหลักแสน แต่ถึงแม้จะมีราคาถูก แต่คุณภาพก็ไม่แตกต่างจากการใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง ทั้งการประดิษฐ์เองยังจะทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้การใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ หรือพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้อีกด้วย

ด.ญ.เพชรรัตน์ ทะเรืองรัมย์ นักเรียนชั้น ม.2 บอกว่า รู้สึกดีใจและชอบที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์อุปกรณ์ถ่ายทำหนัง การตัดต่อภาพ เพราะนอกจากจะได้นำความรู้ไปปรับใช้ในระหว่างเรียนแล้ว ยังจะสามารถพัฒนาฝีมือสร้างอาชีพได้หลังเรียนจบด้วย

นายธนภัทร สิริวาส ผอ.โรงเรียนบ้านบุมะขามป้อม กล่าวว่า ปกติอุปกรณ์ที่ใช้ในการนำถ่ายทำภาพยนตร์ จะต้องเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาแพง  แต่ทางโรงเรียนมีงบประมาศจำกัด จึงได้หารือกับครูบารมี ผู้ดูแลโครงการังกล่าว จนได้แนวคิดว่าการนำท่อ พีวีซี.มาดัดแปลงเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์สั้น สามารถทำได้ทั้งยังมีต้นทุนต่ำกว่าการซื้ออุปกรณ์ราคาแพง ซึ่งปัจจุบันนักเรียนก็ได้นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปถ่ายทำหนังสั้นส่งประกวด ก็ได้รับรางวัลมาทั้ง 4 ปีซ้อน นอกจากรางวัลที่ได้รับแล้วตัวนักเรียนเองก็ได้รับประโยชน์โดยตรงด้วย

สั่งทบทวนเกณฑ์คัดบุคลากร 38ค(2)แนะดูที่จ้างด้วยงบแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241285

คืนอัตราเกษียณ, บุคลากรอื่น, 38ค(2), สั่ง, ทบทวน, เกณฑ์, คัด, บุคลากร, 38ค2, แนะ, ที่, จ้าง, ด้วย, แผ่นดิน

ก.ค.ศ.อนุมัติคืนอัตราเกษียณฯ ให้หน่วยงานในสังกัดกว่า 2 หมื่นอัตรา พร้อมมอบ สพฐ.ไปทบทวนรายละเอียดคัดเลือกบุคลากร 38ค (2) ชี้ควรคัดจากพนักงานที่จ้างด้วยงบแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคคลการทางการ ศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมอนุมัติคืนอัตราเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ปีงบประมาณ 2559 ให้แก่หน่วยงานในสังกัด ศธ. จำนวน 23,620 อัตรา  แบ่งเป็น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 4 อัตรา สำนักงานปลัดศธ. 4 อัตรา  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 3 อัตรา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 101 อัตรา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 761 อัตรา

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)  22,519 อัตรา จำแนกเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 27 อัตรา รองผู้อำนวยการสพท. 47 อัตรา ผู้อำนวยการสถานศึกษา 2,050 อัตรา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 513 อัตรา ครูผู้ช่วย 19,249 อัตรา ศึกษานิเทศก์ 281 อัตรา บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38ค.(2) 352 อัตรา  สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 37 อัตรา และสถาบันการพลศึกษา 191 อัตรา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้พิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น หรือ 38ค (2) ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงานกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ซึ่งทาง สพฐ.ได้เสนอให้คัดเลือกจากผู้ที่ทำงานอยู่ในสถานศึกษา ทั้งที่จ้างจากเงินงบประมาณแผ่นดิน และเงินรายได้ของสถานศึกษา แต่ที่ประชุมเห็นว่า ควรคัดเลือกจากพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราว ที่จ้างจากเงินงบประมาณแผ่นดิน  ไม่ใช่จ้างด้วยเงินของสถานศึกษาเอง เพราะจะทำให้ไม่สามารถควบคุมจำนวนได้ จึงให้สพฐ.กลับไปทบทวนรายละเอียด มาเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป ส่วนการปรับปรุงคุณสมบัติของผู้เข้าสอบคัดเลือกเป็นผอ.กศน.จังหวัดและรองผอ. กศน.จังหวัด ตามที่สำนักงานก.ค.ศ.เสนอนั้น ที่ประชุมเห็นว่าการสอบเพื่อดูวิสัยทัศน์ ควรจะมีทั้งในกลุ่มประสบการณ์และกลุ่มทั่วไป ไม่ใช่สอบเฉพาะกลุ่มประสบการณ์เท่านั้น จึงให้สำนักงานก.ค.ศ.ไปปรับแก้ในประเด็นต่าง ๆ ตามที่ประชุมเสนอ

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ ให้ศธ.เสนอรายชื่อของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการ สพท.,รองผู้อำนวยการ สพท., ผู้อำนวยการสถานศึกษา,รองผู้อำนวยการสถานศึกษา, ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.,รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร, ผู้ อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ที่มีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ได้รับเงินเดือนขั้นสูง หรือไม่ต่ำกว่าขั้นสูงของอันดับ คศ.3 และได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ท.ช. มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี  ที่เกษียณและยังไม่เกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2559 ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ป.ม. โดยมีผู้ที่มีคุณสมบัติทั้งสิ้น 545 คน

เตือนถูกสัตว์กัด-ข่วนรีบพบแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241276

วินมมอไซค์, พบแพทย์, พิษสุนัขบ้า, เตือน, ถูก, สัตว์, กัด, ข่วน, รีบ, แพทย์

วินมอไซค์ตายจากพิษหมาบ้า หลังให้อาหารสุนัขจรจัดชะล่าใจถูกกัดไม่หาหมอ แพทย์เผยตรวจหมาจรจัด 10 ตัวเจอมีเชื้อเกือบครึ่ง เตือนถูกสัตว์กัด-ข่วนต้องรีบพบแพทย์

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.59  ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อ โรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าที่รพ.จุฬาลงกรณ์ ว่า ผู้ป่วยดังกล่าวเป็นชายมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยมักจะไปคลุกคลีให้อาหารสุนัขจรจัดอยู่เป็นประจำและเมื่อช่วง5สัปดาห์ก่อนได้เข้าช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่ข้ามถนน ก่อนจะโดนกัดที่มือ 1แผล ซึ่งก็ไม่ได้รีบมาหาหมอหรือทำแผลแต่อย่างใดเพราะคิดว่าไม่เป็นอะไร หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าคือ ปวดแสบร้อนที่แผล สังเกตว่าแขนข้างที่โดนกัดมีเหงื่อออกมาผิดปกติ กระวนกระวาย จึงมาหาหมอก็ตรวจพบว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้า จากไม่นานก็เสียชีวิตลง เพราะมาหาหมอช้าเชื้อได้แพร่กระจายไปแล้วไม่สามารถรักษาได้

“อยากแจ้งเตือนประชาชนว่าขณะนี้โรคพิษสุนัขบ้ากลับมาระบาดอีกแล้วในหลายจังหวัด แม้กระทั่งกรุงเทพฯก็มีการระบาดอยู่ในกลุ่มสุนัขจรจัด ช่วงปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวแล้ว 8-9 ราย และจากการตรวจหาโรคในสุนัขจรจัดก็พบว่าจะพบเชื้อพิษสุนัขบ้า 3-4 ตัวต่อการตรวจ 10 ตัว ดังนั้นผู้ที่เลี้ยงสุนัขอย่าได้วางใจว่าเลี้ยงสุนัขในบ้านแล้วจะไม่มีเชื้อ เพราะสุนัขอาจจะแอบมาเล่นนอกบ้านจนได้รับเชื้อไปได้ ขอให้รีบพาสุนัขไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไว้ หรือรีบพาสุนัขไปตรวจหาเชื้อตั้งแต่ตอนนี้ และหากประชาชนท่านใดยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้รีบไปฉีดกันไว้ ถ้าโดนสุนัขกัดหรือขวนให้รีบมาพบแพทย์ทันทียิ่งมาเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะถ้าเชื้อยังอยู่ที่บริเวณแผลไม่แพร่กระจายจะสามารถรักษาได้ แต่เมื่อไหร่ที่ปล่อยทิ้งไว้นานเชื้อแพร่กระจายไปแล้วอาจจะเข้าสู่สมองไม่มีทางรักษาได้เสียชีวิตแน่นอน”ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว