ม.แม่โจ้ ร้องกกอ.ใช้ม.44 เข้าควบคุมชี้บริหารไม่โปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242242

ม.44, ม.แม่โจ้, แม่, โจ้, ร้อง, ใช้, เข้า, ควบคุม, ชี้, บริหาร, ไม่, โปร่งใส, มแม่โจ้, ร้องกกอใช้ม44

คณาจารย์และบุคลากรม.แม่โจ้ ยื่นขอกกอ.ใช้ม.44 เข้าควบคุมบริหารงาน ชี้เหตุสภามหาวิทยาลัยเกาหลัง อธิการบดีทุจริต ใช้อำนาจโดยมิชอบ เบิกจ่ายงบฯแผ่นดินเพื่อพวกพ้อง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.59 เวลา 16.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) กลุ่มคณาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยแม่โจ้  ประมาณ 10 กว่าคน นำโดย นายกฤษตธี สุนันตา อาจารย์ประจำวิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้  ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ รศ.ดร.คุณหญิง สุมณฑา  พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)เพื่อขอให้อาศัยอำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  เข้าควบคุมการบริหารงานของม.แม่โจ้ เนื่องจากสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี ขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานมหาวิทยาลัย

นายกฤษตธี กล่าวว่าการบริหารงานที่ผ่านมาของ ผศ.ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีม.แม่โจ้ มีการทุจริต ใช้อำนาจโดยมิชอบ ด้วยการใช้รถยนต์ราชการไปทอดผ้าป่าส่วนตัว ทั้งยังมีการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่พวกพ้องของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ตนได้แจ้งความดำเนินคดี อธิการบดี ที่สถานีตำรวจ ภูธรแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ รวมทั้งได้ยื่นร้องเรียนถึง สกอ.และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยล่าสุดเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ชี้มูลความผิดมาแล้ว แต่สภามหาวิทยาลัยกลับเพิกเฉย ไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งตนและกลุ่มคณาจารย์ มองว่าเป็นสภาชุดนี้ มีการสืบทอดอำนาจ เอื้อประโยชน์ต่อกัน เป็นสภาเกาหลังระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายสภามหาวิทยาลัย  ซึ่งมี ดร.อำนวย ยศสุข นายกสภาฯ ที่นั่งอยู่ในวาระติดต่อกันยาวนานกว่า 18 ปี คาดว่าเป็นนายกสภาฯที่นั่งในตำแหน่งยาวนานที่สุดในประเทศไทย และมีการแต่งตั้งกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากกลุ่มนักธุรกิจ ทำให้ไม่รู้ว่าม.แม่โจ้ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเป็นเงาของมหาวิทยาลัยเอกชน แสดงให้เห็นถึงการขาดหลักธรรมาภิบาล ไม่ปฎิบัติตามอำนาจหน้าที่ ดังนั้น ตนและคณาจารย์อยากขอความเป็นธรรมจากกกอ. และกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าไปช่วยตรวจสอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย และนิสิตนักศึกษาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อพวกพ้องของตนเอง

“ที่ผ่านมา ผม กลุ่มคณาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงการบริหารงานของอธิการบดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเบิกงบจ่ายงบประมาณแผ่นดิน เพื่อพวกพ้องของตนเอง  ที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา นิสิตนักศึกษา หรือมหาวิทยาลัย อีกทั้งในส่วนของสภามหาวิทยาลัยเองก็ไม่เคยตรวจสอบถึงการทำงาน หรือการดำเนินการใดๆ ตามคำร้องเรียนของคณาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงคำสั่งชี้มูลความผิดของป.ป.ช. ผมไม่อยากให้ม.แม่โจ้ เป็นสังคมปกปิด  เป็นแหล่งสร้างผลประโยชน์เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงอยากให้หน่วยงานภายนอกเข้าไปตรวจสอบ หรือใช้ม.44  เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งวิชาการ ความรู้  ปกป้องคุ้มครองนักศึกษา” นายกฤษตธี กล่าวว่า

ด้าน ผศ.ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีม.แม่โจ้ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากปปช.ชี้มูลความผิดเรื่องทุจริต และไม่เคยใช้ทรัพย์สินราชการไปในทางส่วนตัว ส่วนเรื่องที่ร้องเรียน สภามหาวิทยาลัยเคยตั้งกรรมการสอบแล้วพบว่าไม่มีความผิด และยินดีให้สกอ.มาตรวจสอบ

แฉ!แก๊งต้มตุ๋นอ้างชื่อผู้บริหาร ศธ.ไถเงินระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242212

สนิท, ศธไถเงิน, มิจฉาชีพ, หลอกเงินผู้บริหาร, แก๊ง, ต้มตุ๋น, อ้าง, ชื่อ, ผู้บริหาร, เงิน, ระบาด, ศธไถเงินระบาด

รองปลัด ศธ.เผยแก๊งมิจฉาชีพอ้างเป็นคนใกล้ชิดผู้บริหาร ศธ.หลอกผู้บริหารในต่างจังหวัดโอนเงินให้ เตือนอย่าหลงเชื่อ ยันผู้บริหารไม่มีใครเรียกรับเงิน

รองปลัด ศธ.เผยแก๊งมิจฉาชีพอ้างเป็นคนใกล้ชิดผู้บริหาร ศธ.หลอกผู้บริหารในต่างจังหวัดโอนเงินให้ เตือนอย่าหลงเชื่อ ยันผู้บริหารไม่มีใครเรียกรับเงิน ย้ำถ้ามีข้าราชการรู้เห็นจับได้มีโทษทั้งทางวินัยและอาญา

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.59 ดร.ชัยยศ  อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่ามีแก๊งมิจฉาชีพแอบอ้าง เป็นบุตร ญาติ และบุคคลใกล้ชิดกับผู้บริหาร ศธ. ไม่ว่าจะเป็นดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ว่าที่ปลัด ศธ. ,พ.อ. ดำรงค์ สิมะขจรบุญ ผู้ช่วยเลขานุการรมว.ศึกษาธิการ รวมถึงตน ไปเรียกรับเงิน จากผู้บริหารในสังกัดของ ศธ.ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)  ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา  ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)   ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนของตนก็พบว่า ผู้แอบอ้างว่า เป็นลูกของตน โทรไปเรียกรับเงินจากผู้บริหารในหลายพื้นที่เช่นกัน ซึ่งบางคนก็หลงเชื่อนึกว่าเป็นลูกของตนจริงก็โอนเงินให้ แต่บางคนที่ทราบว่าตนไม่มีลูกก็ไม่หลงเชื่อ หรือบางคนก็โทรมาสอบถามโดยตรงก่อนจะโอน ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงไปว่า ไม่มีลูก และไม่เคยให้ใครโทรไปขอเงิน

“ได้พูดคุยเรื่องนี้ ในกลุ่มผู้บริหารศธ. ซึ่งพบว่า มีหลายคนถูกมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อไปหาผลประโยชน์ เรียกรับเงิน ซึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงของฤดูกาลโยกย้าย และมีการสลับตำแหน่งผู้บริหารองค์กรหลัก ทำให้มิจฉาชีพใช้ชื่อผู้บริหารไปแอบอ้าง ดังนั้น จึงขอเตือน บุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ อย่าได้หลงเชื่อ กรณีอ้างชื่อผู้บริหารศธ. ไปเรียกรับเงิน ไม่ว่ากรณีใดๆ หากมีข้อสงสัยให้สอบถามมาได้ที่เจ้าตัวที่ถูกแอบอ้างโดยตรง ซึ่งผมเชื่อว่า มิจฉาชีพเหล่านี้ทำงานกันเป็นแก๊ง ที่ผ่านมา เคยจับคนร้ายได้บ้างแล้ว ซึ่งบางคนก็เป็นครู ก็ถูกลงโทษโดยเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไปแล้ว รวมถึงดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย ดังนั้นหากใครคิดจะเข้าร่วมกระบวนการกับมิจฉาชีพเหล่านี้ ขอให้เลิกล้มความคิด  ยืนยันว่าไม่มีผู้บริหารศธ.คนไหน ไปเรียกรับเงินแน่นอน และหากพบว่า ผู้ทำความผิด เป็นข้าราชการ ก็จะถูกลงโทษถึงขั้นไล่ออกจากราชการ รวมถึงยังมีโทษทางอาญาด้วย”ดร.ชัยยศ กล่าว

วธ.ใช้มิติวัฒนธรรมสร้างรายได้ชุมชน-ท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242222

มิติวัฒนธรรม, ใช้, มิติ, วัฒนธรรม, สร้าง, รายได้, ชุมชน, ท้องถิ่น

วธ.ขานรับข้อสั่งการนายกฯ เร่งเดินหน้าใช้มิติวัฒนธรรมสร้างรายได้สู่ชุมชน-ท้องถิ่น สั่งทุกกรมบูรณาการเผยแพร่วัฒนธรรม-สร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของไทยในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.59 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหาร ว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมผู้บริหารระดับสูง รับทราบข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เรื่องการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด วธ. ดำเนินการสำรวจข้อมูลและจัดทำแผนงานการนำทุนและทรัพยากรทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือและต่อยอดในการสร้างรายได้ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างสมดุลและนำไปสู่ความมั่งคั่งของประเทศอย่างยั่งยืน โดยช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา วธ. ใช้วัฒนธรรมในการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในด้านต่างๆ อาทิ การเปิดถนนสายวัฒนธรรม   ทั่วประเทศ การจัดตลาดนัดศิลปะ การเปิดหมู่บ้านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ การจัดศูนย์บันดาลไทย ชุมชนคุณธรรม ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การส่งเสริมเทศกาลประเพณีท้องถิ่น ทั่วประเทศ การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การส่งเสริมสนับสนุนศิลปินแห่งชาติ ศิลปินดาราและศิลปินพื้นบ้านให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง

นายวีระ กล่าวต่อว่า โดยในปีงบประมาณ 2560 กำชับให้แต่ละกรมจัดทำแผนงานการใช้วัฒนธรรมสร้างรายได้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะต้องจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนงานเรื่องการนำทุนและทรัพยากรทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ รวมถึงให้แต่ละหน่วยงานประเมินผลการดำเนินงานเรื่องดังกล่าวในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมา อาทิ การดำเนินงานของหมู่บ้านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ศูนย์บันดาลไทย ชุมชนคุณธรรมและชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เนื่องการดำเนินงานดังกล่าว หากบูรณาการการทำงานร่วมกันจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างรายได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2560 เน้นเรื่องการเปิดพื้นการแสดงและนำผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร ศิลปินดาราและศิลปินพื้นบ้านมาแสดงและจัดจำหน่วยเพื่อสร้างรายได้ อย่างไรก็ตามจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดโดยให้รายงานต่อที่ประชุมผู้บริหาร วธ. อย่างต่อเนื่อง

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด วธ.ร่วมกันจัดทำปฏิทินกิจกรรมด้านวัฒนธรรมกับต่างประเทศ ในปีงบประมาณ 2560 เนื่องจากที่ผ่านมาการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในต่างประเทศยังขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ดังนั้น หลังจากนี้การจัดกิจกรรมเผยแพร่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างประเทศ การลงนามความร่วมมือ การเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติ การเข้าร่วมงานเทศกาลในต่างประเทศและการแลกเปลี่ยนด้านวิชาการจะต้องมีการบูรณาการร่วมกันในการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของไทยในเวทีโลก

นายวีระ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้รายงานความคืบหน้าการรวบรวมภาพฟิล์มกระจกของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่เป็นภาพเหตุการณ์ที่ทรงคุณค่าและหาชมได้ยาก     โดยขณะนี้กลุ่มอนุรักษ์เอกสารได้ดำเนินการรวบรวมภาพฟิล์มกระจก จำนวนกว่า 1,000 ภาพ    มาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์” พร้อมคำบรรยายข้อมูลเหตุการณ์สำคัญในอดีต เพื่อนำมาเผยแพร่แก่ประชาชนได้ศึกษาและเรียนรู้เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ถูกบันทึกในพิมพ์กระจก รวมทั้งนำข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่และสืบค้นผ่านเว็บไซต์ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการสำรวจต้นไม้ทรงคุณค่าของชาติและ มีประวัติศาสตร์ของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงใน กทม. ตามมติของคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อประกาศเป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งจากการรายงานเบื้องต้น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 11 จังหวัด ได้รายงานข้อมูลมายังส่วนกลางพบต้นไม้ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อาทิ จังหวัดสงขลาพบต้นสะเดาเทียมยักษ์ จังหวัดตากพบต้นกระบากใหญ่ จังหวัดพิจิตรพบต้นกากระทิง จังหวัดหนองคายพบต้นตะเคียนทองคู่ เป็นต้น โดยหลังจากนี้จะรวบรวมข้อมูลมาจัดทำฐานข้อมูลและหนังสือเผยแพร่เป็นองค์ความรู้ ให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมด้วย

สกสค.-ธ.ออมสินเดินหน้าเต็มสูบแก้หนี้ครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242196

สกสค.-ธ.ออมสิน ลงนามความร่วมมือลดภาระหนี้ครู ระยะแรกประเดิมบรรเทาหนี้กว่า 2.4 แสนคนลดหนี้ได้ 2.5 แสนบาทต่อราย ตั้งเป้าระยะต่อไปช่วยลูกหนี้วิกฤตอีกกว่า 4 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 14ก.ย.59  ที่ห้องเทพหัสดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการลดภาระหนี้ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาระหว่าง นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ สกสค. และ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการและ นายอภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์ รมว.คลัง  ร่วมเป็นสักขีพยาน

โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกระทรวงการคลัง ร่วมกันดูแลแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงก็ได้ประสานงานกันมาตลอดจนเกิดโครงการนี้ขึ้นมา โดยโครงการนี้เป็นการบรรเทาปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ใช่การพักชำระหนี้ ซึ่งจะมีครูฯที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 289,000 ราย ซึ่งจะสามารถลดภาระหนี้ลงได้ทันทีเฉลี่ย 250,000 บาทต่อราย แต่ในระยะแรกจะเปิดให้ลูกหนี้ชั้นดีก่อนซึ่งมีประมาณ 240,000 ราย ส่วนลูกหนี้ที่มีปัญหาค้างชำระและเป็นหนี้วิกฤติกว่า 49,000 รายนั้น จะเปิดให้เข้าโครงการในระยะต่อไป

“อย่างไรก็ตามจากข้อมูลปัญหาหนี้สินครูฯที่สำรวจมาได้ พบว่า ครูฯไม่ได้เป็นหนี้เฉพาะกับธนาคารออมสินเท่านั้น ยังมีหนี้กับแหล่งการเงินอื่น ๆ รวมถึงหนี้นอกระบบด้วย โดยแหล่งการเงินอื่นที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ก็คือสหกรณ์ต่าง ๆ ที่มักจะมีข้อเสนอที่จูงใจและกติกาให้กู้ได้ง่าย ผมจึงมอบให้ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานที่ปรึกษา รมว.ศธ.ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและกติกาการปล่อยกู้ของสหกรณ์ทั่วประเทศ แล้ว เพื่อหาทางแก้ปัญหาในภาพรวมต่อไป ”รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจอย่างสูงที่จะดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ  โดยอาชีพครูเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะครูเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคน โดยเฉพาะขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่คน จึงเป็นหน้าที่ของ ศธ.และครูที่จะผลิตและพัฒนาคน ดังนั้น ครูจึงมีความสำคัญอย่างมาก แต่ครูจำนวนมากก็กำลังประสบปัญหาภาระหนี้สิน โดยในบรรดาข้าราชการกลุ่มต่าง ๆ นั้น กลุ่มครูจะมีภาระหนี้สินสูงสุดซึ่งเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปดูแลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน อย่างไรก็ตามในเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการคลังจะมีโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีครูเข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มแรก ๆ ด้วย

อนึ่ง โครงการดังกล่าวนี้ จะใช้เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (ช.พ.ค.) ที่ทายาทจะได้รับในอนาคตจำนวนประมาณ 7 แสนบาทเป็นหลักประกันวงเงินกู้สินเชื่อใหม่ โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการเป็นผู้กู้เงินสินเชื่อโครงการช.พ.ค. อยู่ก่อนแล้ว ในระยะแรกต้องเป็นผู้ที่ไม่มีหนี้ค้างชำระเงินสนับสนุนของสำนักงาน สกสค.ไม่ค้างชำระเงินสงเคราะห์รายศพ และต้องระบุชื่อผู้มีสิทธิรับเงินช.พ.ค.ให้เรียบร้อยก่อนยื่นกู้ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 4%ต่อปี และผู้กู้ต้องเป็นสมาชิก ช.พ.ค.อายุ 50 ปีขึ้นไป ระยะเวลากู้ 20 ปี ยกเว้นกรณีอายุผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลาการกู้แล้ว อายุผู้กู้เกิน 75 ปี ธนาคารออมสินจะลดระยะเวลาการกู้ลงให้รวมแล้วอายุผู้กู้ไม่เกิน 75 ปี

“ดาว์พงษ์”ชี้เป็น“ครู”ต้องอดทนฝากดูกรณีปาแก้วเป็นตัวอย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242177

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, ปาแก้ว, นักเรียน, คุรุสภา, ดาว์, พงษ์, ชี้, เป็น, ครู, ต้อง, อดทน, ฝาก, กรณี, แก้ว, ตัวอย่าง, ดาว์พงษ์, Zaii Naruedee

“ดาว์พงษ์”ชี้พฤติกรรมครูเป็นการกระทำที่ลุแก่โทสะ ฝากผอ.เขตฯ-ผอ.ร.ร.ช่วยกันดูแลครูย้ำคนเป็นครูต้องอดทนและฝากให้ครูคนอื่นดูเป็นตัวอย่างด้านคุรุสภาตั้งกก.ลงตรวจสอบ

          จากกรณีน.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี (ชส.) อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ “Zaii Naruedee” ขอความเป็นธรรมเนื่องจากถูกครูประจำวิชาพลศึกษา ปาแก้วกาแฟใส่โดนบริเวณกกหูซ้าย ทำให้กล้ามเนื้อบวมทับเส้นประสาทคู่ที่ 7 ส่งผลให้ปากเบี้ยวและใบหน้าผิดรูป โดยเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.โดยตลอด 1 เดือนทางครอบครัวได้นำตัวเข้ารับการรักษาแต่ยังไม่ดีขึ้นและจะต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3-4 แสนบาท เบื้องต้นครอบครัวได้ประสานกับทางโรงเรียนซึ่งได้ช่วยค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น และได้พูดคุยกับครูพละคนดังกล่าวเสนอจะให้เงินเพียง 8 หมื่นบาท ซึ่งไม่พอกับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด

พร้อมทั้งระบุว่าหากต้องการมากกว่านี้ให้ไปฟ้องร้องเองนั้น อย่างไรก็ตาม นายนิพนธ์ ภักดี ผอ.โรงเรียนโชคชัยสามัคคี ได้ออกมายอมรับว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แต่เรื่องที่ปรากฏมีทั้งจริงและไม่จริง พร้อมระบุว่าแก้วกาแฟเป็นแก้วพลาสติก และครูเจตนาจะปาใส่ผนังห้องแต่กระเด็นมาโดนใบหน้าเด็ก พร้อมยืนยันโรงเรียนไม่ได้นิ่งเฉยและติดตามสอบถามอาการเด็กโดยตลอด

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นายการุณ สุกลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้รายงานให้ทราบเบื้องต้นด้วยวาจา ซึ่งครูคนดังกล่าวก็ยอมรับว่าทำจริง ถือว่าเป็นการกระทำที่ลุด้วยโทสะ ซึ่งคนเป็นครูควรควบคุมอารมณ์ได้มากกว่าปกติ ซึ่งก็เห็นใจครูเพราะต้องพบเจอและรับมือกับเด็กที่มีลักษณะที่หลากหลาย แต่ก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อเรามีอาชีพนี้ก็ต้องรู้จักอดทน เพราะไม่ว่าเด็กจะทำอะไรก็ตามก็เป็นไปตามวัยของเขา ต้องหาวิธีการดูแลหรือลงโทษที่เหมาะสม ซึ่งก็ไม่ควรใช้วิธีนี้ แม้ครูจะไม่ตั้งใจแต่ก็เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ เด็กได้บาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ส่วนการรักษาพยาบาลทราบว่าทางโรงเรียนและครูกำลังต่อรองกับครอบครัวเด็กอยู่ จากนี้ผู้ที่มีหน้าที่ก็ต้องลงไปสอบสวนและรายงานผลมาเป็นลำดับชั้น

“สิ่งที่ครูทำถือว่าผิด แต่ผมก็เข้าใจทั้ง 2 ทาง เข้าใจครูว่าต้องอดทนรับแรงกดดันหลายเรื่อง แต่เมื่อเป็นครูจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ผมไม่อยากให้ไปอ้างอดีตว่าสอนยังไง ลงโทษยังไง มันไม่ใช่เพราะตอนนี้เป็นคนละสมัยแล้ว ตัวเด็กเองมีเหตุมีผลมากขึ้น ถ้าเราไม่ฝึกให้ลูกศิษย์มีเหตุมีผลต่อไปสมองเขาก็ไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ ทั้งที่เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พยายามส่งเสริม ฝากไปถึงผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ผอ.โรงเรียนซึ่งผมก็ฝากความหวังไว้กับทุกท่านว่า ต้องหันไปดูครูที่อยู่ในการดูแลด้วย ต้องรู้จักนิสัยใจคอของเขา ดูว่าเขามีปัญหาอึดอัดอะไร อย่าปล่อยปละจนเกิดเหตุแบบนี้ ซึ่งผมเสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้น ครูก็ต้องยอมรับสภาพและครูคนอื่น ๆ ก็ควรดูเป็นตัวอย่างและต้องรู้จักอดทนกับเด็กๆ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัด ศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้คุรุสภา ได้มอบให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคุรุสภา ลงไปตรวจสอบกรณีดังกล่าวซึ่งในแง่ของจรรยาบรรณก็ถือว่าผิด ก็ต้องดูว่ากระทำด้วยบันดาลโทสะหรือไม่ ซึ่งต้องรอผลสรุปข้อเท็จจริงก่อน อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ตนไม่สามารถใช้อำนาจของเลขาธิการคุรุสภา พักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ชั่วคราวได้ เพราะไม่อยู่ในขอบข่าย 4 กรณี ได้แก่ ยาเสพติด หรือค้าประเวณี มีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน หรือนักศึกษา ถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์ หรือทุจริตต่อหน้าที่

ขณะที่ นายการุณ กล่าวว่า ตนเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวรุนแรง ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ ซึ่งได้ฝากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 31 ลงไปดูแลการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงให้โรงเรียนชี้แจงด้วยว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 1 เดือนแล้ว ทำไมกระบวนการแก้ไขปัญหาถึงมีความล่าช้า จนนักเรียนต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรม และขอให้รายงานข้อมูลมายังตนโดยเร็วที่สุด

เคล็ดลับทางรอดและทางสุขกับมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242133

เคล็ดลับ, ทางรอด, และ, ทาง, สุข, กับ, มะเร็ง, กลุ่มใจบำบัด, กลุ่มโภชนบำบัด

ความลับที่หมอมะเร็งอยากบอก.. เคล็ดลับทางรอดและทางสุขกับมะเร็ง

จากการทุ่มเทของวงการแพทย์ทั่วโลกเพื่อวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ในแต่ละปีจึงมีข้อมูลใหม่มากมายที่จะช่วยให้เราเข้าใจสาเหตุ รู้วิธีป้องกัน และมีหนทางใหม่ในการรักษา ซึ่งได้ผลมากขึ้น และมีผลข้างเคียงที่เป็นพิษน้อยลง ล่าสุด แพทย์ผู้ให้คำปรึกษาการรักษามะเร็งด้วยแพทย์แผนจีนในหลายสถาบัน ทั้งในจีน ไต้หวัน ฮ่องกง มีโอกาสได้มาถ่ายทอดประสบการณ์การรักษาโรคมะเร็งผ่านกิจกรรมเสวนา “พลังฟิต พิชิตมะเร็ง” โดยชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง www.siamca.com ร่วมกับผู้สนับสนุนใจดีอย่าง บริษัท เฟยดา จำกัด จัดงานเสวนาใหญ่ประจำปี ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี กรุงเทพฯ

ดร.ซุน หลิงเซี่ยน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านแพทย์แผนจีนเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการZhen-Guo Tumor Rehab Hospital (Beijing) ที่ให้ข้อคิดว่า ผู้ป่วยมะเร็งต้องการดูแลทั้งทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ ผู้ป่วยต้องทิ้งความหวาดกลัว ปรับเปลี่ยนตัวเอง รักษาแผนหลักอย่างเหมาะสม และใช้ทางเลือกแบบบูรณาการเพื่ออยู่กับมะเร็งอย่างสงบสุข

ทั้งนี้ พลังด้านการรักษา พลังด้านการดูแล และพลังการออกกำลังกาย จะทำให้สามารถเผชิญหน้ากับโรคมะเร็ง ผลข้างเคียงการรักษา การดื้อยา การกระจาย การเกิดซ้ำของโรค เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี หายได้

กิจกรรมดี ๆ ด้วยกลุ่มให้คำปรึกษา ได้แก่ “กลุ่มใจบำบัด” ที่มีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งมาให้บริการคำปรึกษาบรรเทาทุกข์ทางใจในบรรยากาศที่อบอุ่น “กลุ่มโภชนบำบัด” ซึ่งให้คำปรึกษาโดยนักโภชนบำบัดและนักกำหนดอาหารผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเริ่มงานช่วงแรกกับ พลังแห่งการดูแล  งานต่อกันด้วยช่วงพลังการออกกำลังกาย ที่ได้วิทยากรจากกรมพลศึกษามาสร้างความสนุกสนานในกิจกรรมออกกำลังกายบนเก้าอี้ ปิดท้ายกิจกรรมดี ๆ ด้วย รศ.นพ.นรินทร์  วรวุฒิ จากหน่วยมะเร็งวิทยา รพ.จุฬาลงกรณ์ กับช่วงพลังแห่งการรักษา ที่มาบอกเล่านวัตกรรมฟิตล่าสุดเพื่อต้านมะเร็ง ทั้งวัคซีน ยีนบำบัด ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด พร้อมย้ำ มะเร็งต้องรักษาทั้งโรคและคนไปพร้อมกัน

ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง ยังจะจัดกิจกรรมดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้อย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง www.siamca.com หรือทาง Facebook.com/ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง แล้วคุณจะรู้ว่ายังสามารถอยู่รอดและสุขกับมะเร็งได้

ชงตั้งหน่วยงานระดับชาติดูแลการศึกษาปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242099

สมรรถนะ, ตั้ง, หน่วยงาน, ระดับชาติ, ดูแล, การศึกษา, ปฐมวัย, สายสุรี, สมรรถนะเด็กปฐมวัยไทย  ก้าวไกลสู่มาตรฐานอาเซียน

“สายสุรี” เสนอ ตั้งหน่วยงานระดับชาติ ภายใต้กำกับสำนักนายกฯ ดูแลการศึกษาปฐมวัย ชี้หากจะพัฒนาเด็กต้องสร้างความตระหนัก ปรับแนวคิดพ่อแม่ สร้างบรรยากาศเรียนรู้

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.59 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดสภาการศึกษาเสวนา (OECForum) ครั้งที่ 11 เรื่อง “สมรรถนะเด็กปฐมวัยไทย : ก้าวไกลสู่มาตรฐานอาเซียน” โดย นางสายสุรี จุติกุล รองประธานคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ กล่าวว่า มนุษย์เรานั้นมีการเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพราะฉะนั้น เด็กปฐมวัย ซึ่งมีอายุ 0-6 ปีจึงเป็นวัยที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยมีงานวิจัยของต่างประเทศ พบว่าสมองของเด็กทารกสามารถเกิดประจุไฟฟ้าได้ถึง 600 ครั้ง หมายถึงเด็กทารกมีความสามารถในการเรียนรู้มหาศาล ตั้งแต่การสัมผัส เช่น การดูดนม ได้กลิ่นตัวแม่ ก็ทำให้รับรู้ว่าคนนี้เป็นแม่ เป็นต้น และเมื่อเริ่มมองเห็นและได้ยิน เด็กก็จะกรอกตาไปตามทิศทางของเสียง นั้นแสดงให้เห็นว่าเด็กมีการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องใส่ใจ และมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก โดยเฉพาะการพูด

นางสายสุรี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยนั้น เริ่มตั้งแต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพราะเด็กจะมีการทดลองอยู่ตลอดเวลา อย่างเด็กเล็กที่เริ่มมีการเคาะ ตี ของใช้ หรือเด็กในกลุ่ม 3-5 ปีที่มักชอบตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัยมาก ๆ ก็ถือเป็นกระบวนการการเรียนรู้ในวัยของเขา ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาสมรรถนะของเด็กปฐมวัย ก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ทั้งหมด สนับสนุนให้เด็กมีการตั้งคำถาม และหาคำตอบในระดับที่เด็กจะสามารถเข้าใจได้ เพราะเด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลา ที่สำคัญจำเป็นที่จะต้องสร้างความตระหนักในเรื่องการดูแลเด็กอย่างถูกวิธีให้แก่ผู้ปกครองหรือผู้ที่ดูแลเด็กด้วย เพราะหากปล่อยให้เด็กได้รับการดูแลที่ไม่ถูกวิธี หรือใช้วิธีการไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

“ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กปฐมวัย แต่ทำในลักษณะต่างคนต่างทำ ซึ่งหากจะมุ่งพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัยให้เข้มแข็ง ดิฉันจึงคิดว่าควรจะมีการผนึกกำลัง ตั้งหน่วยงานระดับชาติ ภายใต้กำกับสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่กำหนดแผนงาน แนวทางการยกระดับการดูแลเด็กปฐมวัยให้มีความชัดเจน และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน”นางสายสุรี กล่าว

ด้าน ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีศูนย์ที่ดูแลเด็กปฐมวัยจำนวนมาก ไม่ว่าจะของภาครัฐและภาคเอกชน แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องทำอย่างไรให้ศูนย์เหล่านี้มีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น ในเดือนตุลาคมนี้ สกศ. จะเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาระดับปฐมวัย เช่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจ และรับรู้ถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยด้วย

ทปอ.รอผลราชภัฎ-ราชมงคลเข้ารับตรงเคลียริ่งเฮ้าส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242097

เคลียริ่งเฮ้าส์, ทปอ., ทปอ, ราช, ภัฎราชมงคลเข้ารับตรงเคลียริ่งเฮ้าส

ทปอ.รอฟังผลราชภัฎ-ราชมงคล เข้าร่วมรับตรงเคลียริ่งเฮ้าส์ คาดได้ข้อสรุปเดือนต.ค.นี้ ยันหาก2 กลุ่มไม่เข้าร่วม เดินหน้าปรับปรุงข้อสอบกลาง ปรับระบบใช้ปี2561

ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานคณะทำงานแอดมิชชั่นฟอรั่ม ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดระเบียบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบรับตรงกลางร่วมกันหรือระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ ตามนโยบายของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งต้องการลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ ลดค่าใช้จ่าย และลดความเหลื่อมล้ำ โดยให้มหาวิทยาลัยทุกกลุ่มใช้ข้อสอบกลางในการคัดเลือก ว่า หลังจากที่ผู้แทนทุกกลุ่มมหาวิทยาลัยเข้าพบ รมว.ศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา กลุ่ม ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(ทปอ.มรภ.) และ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปภายในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้ทปอ.ต้องรอความชัดเจนจากทั้ง2กลุ่มก่อน จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการจะนัดประชุมร่วมกันทุกฝ่ายอีกรอบ ซึ่ง ทปอ.ก็รอฟังผลและคาดว่าทุกอย่างน่าจะชัดเจนภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยทปอ.จะได้นำเข้าหารือในการประชุมวันที่ 30 ต.ค. ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าวต่อว่า หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง ทปอ.มหาวิทยาลัยรัฐเดิม, ทปอ.มรภ., ทปอ.มทร. ได้ข้อสรุปที่จะเข้าระบบรับตรงกลางร่วมกัน สิ่งที่ ทปอ.จะดำเนินการต่อคือ การประชุมปรับปรุงข้อสอบกลาง ทั้ง แบบวัดความถนัดทั่วไป หรือแกต    และ แบบวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ แพต และ วิชาสามัญ 9 วิชา โดยมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มร่วมกันให้ความเห็น แต่หากถึงที่สุดแล้วกลุ่ม มรภ. และ มทร. ไม่ร่วมด้วย ทปอ.ก็คงต้องปรับปรุงข้อสอบกลางโดยลำพัง  และเดินหน้าจัดระเบียบระบบรับตรง โดยเริ่มจากกลุ่มมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ทปอ.​ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ ปีการศึกษา 2561  ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่า คงต้องมีการย้ำนโยบายรับตรงร่วมกันในการประชุม ทปอ.​วันที่ 30 ต.ค.นี้

“การดึงมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มมาร่วมในระบบเดียวกัน แม้จะเป็นสิ่งที่ยาก แต่ผมเชื่อมั่นว่าเป็นไปได้ ขณะนี้ มรภ.และ มทร. มีความห่วงว่า หากรวมในระบบเดียวกัน นักเรียนจะแห่เลือกมหาวิทยาลัยในสมาชิก ทปอ.มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ มรภ.และ มทร. ก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง และการร่วมในระบบคัดเลือกเดียวกันจะทำให้มาตรฐานมหาวิทยาลัยดีขึ้น เพราะข้อสอบกลางในการคัดเลือกบุคคลจะได้รับการพัฒนาเทียบเท่าข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยของนานาชาติ ส่วนกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหา เนื่องจากขณะนี้ม.เอกชน ก็ใช้คะแนนข้อสอบกลางอยู่แล้ว” ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว

ไฟเขียวแผนการศึกษาเอกชน-หลักสูตรอิสลามศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242066

แผนการศึกษาเอกชน, หลักสูตรอิสลามศึกษา, ไฟเขียว, แผน, การศึกษา, เอกชน, หลักสูตร, อิสลาม, ศึกษา

บอร์ด กช.เห็นชอบแผนการศึกษาเอกชน พ.ศ.2560-2564 พร้อมเห็นชอบหลักสูตรอิสลามศึกษา ใช้สอนในร.ร.ตาดีกาและมัสยิด กว่า 2 พันแห่งนำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.59 นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ซึ่งมีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบร่าง แผนพัฒนาการศึกษาเอกชน พ.ศ.2560-2564 ระยะ 5 ปี ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 2.การปฏิรูประบบทรัพยากรเพื่อการศึกษาเอกชน 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน 4.การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของการศึกษาเอกชน 5.การส่งเสริมการศึกษานอกระบบเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ 6.การพัฒนาการศึกษาเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

“สาระสำคัญของแผนดังกล่าวจะมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะอาชีพ ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่ ตอบสนองความต่อการพัฒนาประเทศและตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันต้องยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ของโรงเรียนเอกชนให้สูงขึ้น ในส่วนของสถานศึกษาเอกชนก็ต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับแผนดังกล่าวด้วย ทั้งจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ทันต่อการเปลี่ยนแปลงบริบท ลดความเหลื่อมล้ำของสถานศึกษาเอกชนในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชนบท รวมถึงต้องส่งเสริมให้บุคลากรได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง”เลขาธิการ กช. กล่าวและว่า ทั้งนี้ แผนพัฒนาการศึกษาเอกชนฉบับดังกล่าว จะต้องอยู่ภายใต้แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ด้วย

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบหลักสูตรอิสลามศึกษาฟัรฎูอีนประจำมัสยิด ระดับอิสลามศึกษาตอนต้น พ.ศ.2559 โดย ปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัยและทำให้การเรียนการสอนอิสลามศึกษาเป็นมาตรฐาน เดียวกัน ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ให้ใช้หลักสูตรดังกล่าวจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนตาดีกาและมัสยิด จำนวน 2,102 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งหลักสูตรนี้จะสอนให้แก่เด็กอายุตั้งแต่  6-11 ปี เรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น เน้นการสอนตามหลักศาสนา คัมภีร์ หลักปฏิบัติ คุณธรรมและจริยธรรม อีกทั้งยังเพิ่มความเข้มข้นในการสอนภาษาอาหรับ ภาษามลายูเพื่อการสื่อสาร ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เพื่อให้เด็กมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกจึงนำร่องเพียง 5 จังหวัด ก่อน แต่ระหว่างนี้หากสถานศึกษาหรือมัสยิดอื่น ๆ ต้องการขอใช้หลักสูตรดังกล่าวก็สามารถแจ้งมาได้ แต่ต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพบริบทสังคมในแต่ละพื้นที่ด้วย

มก.ตั้งคกก.สืบข้อเท็จจริงกรณี “น้องบอส” จมน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241948

มก., นิสิตจมน้ำ, มกตั้, สืบ, ข้อเท็จจริง, กรณี, น้อง, บอส, จมน้ำ, น้องบอส

มก.ยืนยันเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร เสริมความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้อง พร้อมตั้งคกก.สืบข้อเท็จจริง ชี้ไม่ได้หาคนผิด ขอให้นิสิตปลอดภัย ดูแลเยียวยาสภาพจิตใจทั้งพ่อแม่

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 59 เวลา 16.00 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)บางเขน  ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมก. พร้อมด้วย รศ.ดร.ก่อโชค จันทวรางกูร รักษาการแทนรองอธิการบดี วิทยาเขตศรีราชา  และพลเรือโท ศ.เกียรติคุณ นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ คณบดีคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา  แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนิสิตคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ ประสบเหตุจมน้ำ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 ก.ย.2559

ดร.จงรัก กล่าวว่าภายหลังที่เกิดเหตุการณ์ ตนและคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้เดินทางไปเยี่ยมนิสิต  เท่าที่ดูอาการของนิสิตดีขึ้น และตนได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อของนิสิต  ซึ่งท่านไม่ได้เป็นห่วงใยเฉพาะลูกของตนเองเท่านั้น แต่ก็ห่วงใยไปยังนิสิตรุ่นพี่คนอื่นๆ ด้วย โดยทางมหาวิทยาลัยก็รับผิดชอบเต็มที่ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การรักษาพยาบาล การดูแลสภาพจิตใจ และช่วยเหลือเยียวยาทุกรูปแบบทั้งคุณพ่อและคุณแม่  อย่างไรก็ตาม กิจกรรมครั้งนี้ เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร ระบบเฉลยพี่รหัส ที่รุ่นพี่ได้ดำเนินการให้รุ่นน้อง เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจและช่วยเหลือกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง เป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ เป็นกระบวนการที่ทำให้พี่กับน้องรักกัน ไม่ใช่กิจกรรมประชุมเชียร์ ไม่มีการบังคับ และไม่มีกิจกรรมว้ากอย่างแน่นอน

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นช่วงหลังจากกิจกรรมเฉลยพี่รหัสเรียบร้อยแล้ว และมีเด็กบางกลุ่มตัวเปื้อน จึงได้ไปล้างเนื้อล้างตัวที่บ่อ  ซึ่งเบื้องต้น มีนิสิตที่ได้รับอุบัติเหตุและมีนิสิตรุ่นน้องอีกคน รวมถึงรุ่นพี่สายรหัส ทั้งหมด 3 คน และได้มีการบอกให้ว่ายน้ำไปอีกฝั่ง แต่ไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุได้ นิสิตถึงได้จมน้ำไปเมื่อรุ่นพี่เห็นเหตุการณ์ก็ได้เข้าไปช่วย และพาไปส่งโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นใดนั้น มหาวิทยาลัยจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ขอให้นิสิตปลอดภัย รวมถึงรุ่นพี่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ มีอาการดีขึ้นด้วย

“ขอไม่ตอบว่ากิจกรรมครั้งเป็นกิจกรรมรับน้องหรือไม่  ผมคงไม่ตอบ แต่เป็นกิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเพื่อสร้างสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง และผมก็มีนโยบายชัดเจน ไม่ให้มีการบังคับให้นิสิตเข้าร่วมกิจกรรม แต่ทั้งนี้ ตอนนี้ขอให้นิสิตปลอดภัย ในฐานะมหาวิทยาลัยก็ยอมรับความผิดพลาด และจะแก้ไขเยียวยาในสิ่งที่เราสามารถทำได้ โดยยังคงยึดเอานิสิตเป็นที่ตั้ง และผมในฐานะผู้บริหารจะกลับมาทบทวนระบบการจัดกิจกรรมที่จะดำเนินการกับนิสิต  เช่น ต้องมีอาจารย์อยู่ด้วยตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรมที่ต้องเกี่ยวกับน้ำ คงต้องมีการบังคับบัญชาให้มากขึ้น ตรงไหนที่เป็นจุดอ่อน เป็นอันตราย โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเราต้องแก้ไข เราเป็นมหาวิทยาลัยที่มีนิสิต 67,000 คน  และมีการจัดกิจกรรมฝึกปฎิบัติตลอด อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ เราต้องระมัดระวัง มีมาตรการจัดการความเสี่ยงให้ลดน้อย และขอย้ำว่า มก.ไม่ได้คิดทำร้ายนิสิต และพร้อมให้ข้อมูลกับสังคมในทุกเรื่อง ไม่มีการปิดบัง” รักษาการแทนอธิการบดี มก.กล่าว

ด้าน พลเรือโท ศ.เกียรติคุณ นิรุทธ์ กล่าวว่า คณะพาณิชย์นาวีนานาชาติ มก. ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนและเปิดรับนิสิตรุ่นแรก ปี 2543  ปัจจุบันผลิตบัณฑิตไปแล้ว 8  รุ่น  จำนวน 2,000 กว่าคน โดยปีหนึ่งรับนักศึกษาทั้งหมด 250 คน จัดการเรียนการสอน 3 หลักสูตร หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมต่อเรือและเครื่องกลเรือ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเดินเรือ และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการขนส่งทางทะเล โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตน นิสิตรุ่นพี่ และคณาจารย์รู้สึกเสียใจ และไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ ทางคณะได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่กำหนดเวลาชัดเจน และยังไม่มีการลงมือสอบสวน  เพราะคณะยังไม่คิดลงโทษใด และขอให้นิสิตปลอดภัย รวมถึงรุ่นพี่อยู่ในสภาพปกติ เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช่นิสิตที่ได้รับอุบัติเหตุเท่านั้นที่น่าเป็นห่วง นิสิตรุ่นพี่ก็มีสภาพจิตใจที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ให้จิตแพทย์เข้าไปพูดคุยเพื่อดูสภาพจิตใจเบื้องต้นแล้ว“ขอยืนยันว่า คณะพาณิชยนาวีนานาชาติ ไม่มีการจัดกิจกรรมรับน้อง เรามีเพียงกิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธ์ภาพ  เป็นกิจกรรมเฉลยรหัส ที่ทุกคณะดำเนินการมาตลอดทุกปี ไม่บังคับให้รุ่นน้องเข้าร่วม และไม่มีการสั่งการจากรุ่นพี่ อีกทั้ง ได้รับการอนุญาตจากมหาวิทยาลัยให้จัดกิจกรรมดังกล่าวอย่างทุกต้อง  มีอาจารย์ดูแล ซึ่งปีนี้มีนิสิตเข้าร่วมประมาณ 400 คน และไม่เข้าร่วม 100 กว่าคน  โดยกิจกรรมเป็นการเฉลยพี่รหัส  เล่นเกมส์สนุกสนาน และมีการคลุกฝุ่นบ้าง ซึ่งกลุ่มนิสิตที่ได้รับอุบัติเหตุ รวมทั้งหมด 3 คนมีแฝดรหัสและรุ่นพี่ ได้ลงไปล้างเนื้อล้างตัวในบ่อน้ำ แต่อาจเพราะอ่อนแรงจากการทำกิจกรรม เมื่อลงน้ำที่ค่อนข้างเย็น จึงคาดว่าน่าจะเป็นตะคริว จึงทำให้จมน้ำ ซึ่งมีรุ่นพี่ได้เข้าช่วยเหลือทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์ และนำส่งโรงพยาบาล  ทางแพทย์เกรงว่าปอดจะเกิดอาการติดเชื้อ ได้ให้ยาเพื่อปอดทำงานน้อยลง และเชื้อโรคไม่แพร่กระจายไปที่อื่น ดังนั้น ไปเยี่ยมจึงเห็นน้องบอส มีอาการสะลึมสะลือตลอดเวลา แต่ล่าสุด ทางรพ.แถลงว่า นิสิตมีอาการดีขึ้น รู้สึกตัวตอบสนองต่อการเรียก ได้ลดการใช้ และเครื่องช่วยหายใจ คาดว่าจะออกจากห้องไอซียูได้ภายในวันที่13 ก.ย.2559” คณบดีพาณิชยนาวีนานาชาติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บ่อน้ำดังกล่าว ทางคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ ใช้สำหรับการทำงานวิจัน เช่น การต่อเรือโซลาเซลล์และนำไปทดลองลอย ในน้ำ  ความแรงของคลื่น โดยผู้ทดลองต้องลงไปลอยอยู่ในน้ำ แต่การทดลองทุกครั้งจะอยู่ในความดูแลของอาจารย์อย่างใกล้ชิด และไม่มีการอนุญาตให้นิสิตลงไปน้ำในบ่อน้ำดังกล่าว ตามใช้ชอบ เพราะการทำทดลองวิจัยจะต้องมีอนุญาตใช้บ่อน้ำกับทางคณะทุกครั้ง  ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีการปนเปื้อน แต่ที่เห็นว่าขุ่น เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีเกิดตะกอนขึ้นได้ โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ ได้มีการให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำใหม่อีกครั้ง ตอนนี้กำลังรอผลการตรวจสอบอยู่