ศธ.เร่งตรวจสอบหลังตุรกีประกาศไม่รับรองวุฒิ4 ร.ร.เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242491

สถานทูตตุรกี, ร.ร.เอกชน, เร่ง, ตรวจสอบ, หลัง, ตุรกี, ประกาศ, ไม่, รับรอง, วุฒิ, เอกชน, รรเอกชน, ดาว์พงษ์

“ดาว์พงษ์” เผยรู้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์สถานทูตตุรกีแจ้งไม่รับรองวุฒิร.ร.เอกชน 4 แห่งอาจเกี่ยวองค์กรเอฟอีทีโอ แจงไม่ได้รับหนังสือเป็นทางการ สั่ง สช.เร่งตรวจสอบ

จากกรณีเว็บไซต์สถานทูตตุรกีประจำประเทศไทย เผยแพร่ข้อความประกาศไม่รับรองประกาศนียบัตรโรงเรียน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติพนเอเชีย โรงเรียนจินดามณี  โรงเรียนศิริวัฒน์วิทยา  และโรงเรียนวิชัยวิทยา โดยระบุรายละเอียด ว่า สถานทูตตุรกี ได้ส่งประกาศอย่างเป็นทางการไปยังหน่วยงานของไทย ผ่านช่องทางการทูตเพื่อแจ้งให้ทราบถึงรายชื่อ 4 โรงเรียนที่ดำเนินการในประเทศไทยและมีความเชื่อมโยงกับองค์กรเอฟอีทีโอซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐตุรกี จะไม่รับรองวุฒิบัตรที่ออกโดยโรงเรียนที่ดำเนินการนอกประเทศตุรกีซึ่งเชื่อม โยงกับองค์กรเอฟอีทีโอ

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า  ตนได้ทราบข่าวจากการเผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์เช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวมาที่ตน ในฐานะรมว.ศึกษาธิการ อย่างเป็นทางการ  อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข่าวดังกล่าวออกมา ตนได้สั่งการให้นายอดินันท์  ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ซึ่งดูแลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ไปตรวจสอบข้อมูลและมารายงานข้อเท็จจริงให้ตนรับทราบโดยด่วน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการมาที่ ศธ.  ผมคงพูดอะไรได้ไม่มาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับต่างประเทศ เดี๋ยวจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ดังนั้นผมขอรับฟังข้อเท็จจริงจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะมีหน้าที่ดูแลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศก่อน ว่ามีความเกี่ยวข้องกับองค์กรFETO หรือ ไม่ และควรดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งนี้สช.มีระเบียบและกฎเกณฑ์ในการดูแลโรงเรียนเอกชนอยู่   แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่รู้ว่า ได้เข้าไปดูลึกแค่ไหน เพราะบางเรื่องก็เข้าไม่ถึง ซึ่งการดำเนินการใด ๆ ในเรื่องนี้เราจะต้องทำด้วยความรอบคอบ ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน รศ.นพ.กำจร  ตติยกวี ปลัดศธ. กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบข้อมูลเรื่องดังกล่าว เบื้องต้นต้องลงไปตรวจสอบ โรงเรียนทั้ง 4 แห่ง ซึ่งถูกกล่าวหา ว่าได้รับทุนจากองค์กรดังกล่าวจริงหรือไม่ และถ้าทางฝ่ายความมั่นคงต้องการสอบถามข้อมูล ทางผู้บริหารโรงเรียน ศธ.ก็พร้อมให้ความร่วมมือ

ขณะที่ นายอดินันท์ กล่าวว่า เบื้องต้น สช.จะประสานไปยังสถานทูตตุรกี ประจำประเทศไทย เพื่อสอบถามว่ามีส่วนใดบ้างที่ทาง สช.หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกี่ยวข้องและสามารถดำเนินการได้ ในฐานะเป็นหน่วยงานที่อนุญาตให้โรงเรียนทั้ง 4 แห่ง ดำเนินการจัดการศึกษาในประเทศไทยได้ และจะเข้าไปตรวจสอบว่าโรงเรียนทั้ง 4 แห่งมีพฤติการณ์เป็นไปอย่างที่สถานทูตระบุไว้หรือไม่ ทั้งนี้ สช.จะเร่งสรุปรายงานข้อมูลเสนอ พล.อ.ดาว์พงษ์ และรศ.นพ.กำจร เพื่อทราบต่อไป

2 นิสิตมก.ซิวรางวัลชนะเลิศหนังสั้นบัณฑิตไทยไม่โกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242386

2 นิสิต มก.คว้ารางวัลชนะเลิศประกวดหนังสั้น “มหาวิทยาลัยโปร่งใส บัณฑิตไทยไม่โกง” ขณะที่ นายกสภาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ย้ำหลักธรรมาภิบาลจะช่วยให้ประเทศเข้มแข็ง

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.59 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้จัดให้มีพิธีประกาศผลรางวัลประกวดหนังสั้น “มหาวิทยาลัยโปร่งใส บัณฑิตไทยไม่โกง” ในโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเครือข่ายอุดมศึกษาภาคกลางตอนล่าง กลุ่มที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยสยาม วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) บ้านสมเด็จเจ้าพระยา มรภ.ธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ มทร.พระนคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งในรอบสุดท้ายมีผลงานหนังสั้นของนิสิต นักศึกษา ที่ผ่านคัดเลือกจำนวน 12 ทีม

ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน นายกสภาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธี ว่า โครงการประกวดหนังสั้น “มหาวิทยาลัยโปร่งใส บัณฑิตไทยไม่โกง” มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังจำสำนึกและค่านิยมของนิสิต นักศึกษา ให้ยึดมั่นในการมีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ตามนโยบายของรัฐบาล ผ่านสื่อสร้างสรรค์ที่ทันสมัยสามารถเข้าถึงประชาชนได้ง่าย ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างเครือข่ายและค่านิยมสังคมอุดมปัญญา และความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาถือเป็นองค์กรที่พัฒนาทรัยากรบุคคลระดับปัญญาชนของชาติ ก็จำเป็นต้องมีการวางแนวทาง มาตรการเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลลากรของมหาวิทยาลัยมีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรรมด้วย

“การรณรงค์และส่งเสริมเรื่องดังกล่าวถือเป็นการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งเป็นเรื่องระดับชาติที่ทุกคนต้องตระหนัก  และยังสอดคล้องกับแนวทางของภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ที่มุ่งผลักดันให้การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีนั้น ต้องใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นแนวทางการจัดระเบียบให้สังคม ธุรกิจเอกชน และประชาชน เพราะฉะนั้น ธรรมาภิบาลจึงเป็นเรื่องที่ครอบคลุมทั้งฝ่ายวิชาการ ธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างเข้มแข็งและมั่นคง”ศ.ดร.ศรีศักดิ์ กล่าว

สำหรับทีมที่ชนะการประกวดหนังสั้น มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน “เพื่อน”  จากทีม Insign film ประกอบด้วย น.ส.ตรัชนันท์ พงษ์พานิช และนายซามี่ย์ หนุนอนันต์  ปี 4 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มก. รับเงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่  ผลงาน “โตไม่โกง” ทีม กยศ.ต่อลมหายใจ ประกอบด้วย น.ส.วิภาวี พลธนะ,นายธิชานนท์ เมืองโคตร,น.ส.ณัฐวดี เอื้อจารุพร,น.ส.บุษราภรณ์ แสงคำ และน.ส.สิรีธร รามนาถ์ ชั้นปีที่ 4 ม.สยาม ได้รับเงินรางวัล 8,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่  ผลงาน “New Folder” ทีม Behind the film ประกอบด้วย นายนครินทร์ รุ่งทองคำกุล, นายพิสิฐพงศ์ กระสินธุ์,นายณรงค์เดช ใยมณี,นายรัชดนัย จันทร์ศรีหิรัณย์ และนายพงษ์ระพี ชงสกุล ชั้นปีที่ 4 ม.สยาม เงินรางวัล 5,000 บาท  นอจากนี้ นักศึกษาและนิสิตทุกคนที่ร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะได้รับเกียรติบัตรจากโครงการด้วย

ด้าน นายซามี่ย์ หนุนอนันต์  นิสิตปี 4 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มก. ทีม Insign Film เจ้าของผลงานหนังสั้น “เพื่อน” คว้ารางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า คอนเซ็ปต์ของหนังสั้นนำเสนอนั้น มาจากการที่ได้พูดคุยกันว่าประเด็นอะไรบ้างที่เข้าข่ายการโกงในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเรื่องที่นักศึกษามองว่าโกงเล็กน้อยไม่เป็นไร เช่น การจ้างเพื่อนทำรายงาน หรือการโกงข้อสอบ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างความไม่ซื่อสัตย์ แต่สุดท้ายเชื่อว่ามนุษย์มีความดีในตัวเอง ถ้าอยากอยู่ในสังคม ต้องมีความละอายต่อบาป

“การโกงเกือบจะกลายเป็นวัฒนธรรมในสังคมไทย คนอาจมองการโกงเป็นเรื่องปกติ การรณรงค์เพื่อให้วัฒนธรรมเหล่านี้หมดไป ต้องเสริมสร้างการละอายต่อตัวเอง การทำผิดควรมีบทลงโทษ โกงแล้วต้องได้รับโทษ”นายซามี่ย์ กล่าว

ภาพ ประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

คนไทยป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น3-4%ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242364

โอกาสหาย, แอนติบอดี้, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, คนไทย, ป่วย, มะเร็ง, ต่อมน้ำเหลือง, เพิ่มขึ้น, ต่อปี

แพทย์เผยคนไทยป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่ม ขึ้น3-4 %ต่อปี ป่วยใหม่ปีละ 3,000 ราย ชี้อาจเพราะมลภาวะ-สัมผัสสารเคมี ชงบรรจุแอนติบอดีเข้าสิทธิบัตรทองเพิ่มโอกาสหาย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.59 ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทยกล่าวในงานปาฏิหาริย์ เปลี่ยนมะเร็ง ให้เป็นสุข ครั้งที่ 3 ว่า อุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในประเทศไทยอยู่ที่ 10 คนต่อแสนประชากรต่อปี โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละราว 3,000 ราย หรือ เทียบเท่า 8 รายต่อวัน โดยประเทศไทยพบคนป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้นราว 3-4 %ต่อปี อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย อาทิ สารเคมีที่ปะปนอยู่ในอาหาร มลภาวะต่างๆ รวมถึง การสัมผัสสารเคมี อย่างยาฆ่าแมลง เป็นต้น ซึ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยาอที่พบบ่อยในประเทศไทยและต่างประเทศ และติดอันดับ 1 ใน 5ของมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย

ศ.นพ.ธานินทร์ กล่าวอีกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีโอกาสหายขาดสูง หากประชาชนตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองให้รีบเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องอย่าเสียโอกาสในการรักษา ทั้งนี้ในภาพรวมของโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ร้อยละ 60 แต่หากแยกออกเป็นระยะ คือเข้ามารับการรักษาตั้งแต่ระยะที่ 1 จะสามารถรักษาหายได้ร้อยละ 80 แต่หากเข้ามาในระยะ 4 ก็จะมีโอกาสหายขาดได้ร้อยละ 30-40 ซึ่งทุกระยะที่เป็นมีความหวังที่จะรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่หายขาดแพทย์จะนัดมาติดตามอาการปีละครั้ง

คนไทยป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น3-4%ต่อปี

ศ.นพ.ธานินทร์ กล่าวด้วยว่า การรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะเป็นให้ยาเคมีบำบัดเป็นหลัก การฉีดแอนติบอดี และการปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด ซึ่งหากรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉีดแอนตีบอดีจะเพิ่มโอกาสการหายขาดราว15-20% โดยค่ารักษาพยาบาลหากเป็นการให้ยาเคมีบำบัดครั้งละ 5,000 บาททุกสิทธิการรักษาพยาบาลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากเป็นการรักษาด้วยแอนติบอดีอยู่ที่ 60,000 บาทต่อครั้ง ต้องให้ 6 ครั้ง ผู้ป่วยสิทธิข้าราชการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนประกันสังคมขึ้นอยู่กับรพ.แต่ละแห่งที่รักษาว่ากำหดนให้เบิกได้หรือไม่ ขณะที่ผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองไม่สามารถเบิกได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

“พยายามผลักดันให้มีการบรรจุยาแอนติบอดี เข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่หายขาดได้ เพราะมีการตอบสนองที่ดีกับยาเคมีบำบัดและจะตอบสนองได้ตรงจุดเฉพาะเซลล์มะเร็งชนิดนี้มากขึ้น หากใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับยาแอนติบอดี ซึ่งจะทำให้อัตราการหายขาดเพิ่มขึ้น และอยากให้มีการเพิ่มการรักษาด้วยแอนติบอดีในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นสิทธิประโยชน์ของบัตรทอง จะช่วยให้ผู้ป่วยที่อยู่ในสิทธินี้ไม่ต้องจ่ายเงินเองซึ่งในประเทศเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ยาแอนติบอดีนี้ ได้เข้าไปอยู่ในระบบบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกยังได้มีการระบุด้วยว่ายาแอนติบอดีนั้นเป็นยาจำเป็นสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง” ศ.นพ.ธานินทร์ กล่าว

“ดาว์พงษ์” ไฟเขียวแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกจาก ศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242361

กระทรวงการอุดมศึกษา, แยกกระทรวง, ดาว์, พงษ์, ไฟเขียว, แยก, กระทรวง, อุดมศึกษา, ออกจาก, ดาว์พงษ์

รมว.ศึกษาธิการ ฝากอุดมศึกษาปรับตัว ทบทวนความอิสระของตนเอง ขณะที่ สกอ.มองตัวเอง กฎกติกาโบราณควรเร่งแก้ไข เผยไฟเขียวแยกกระทรวงอุดมฯ ชี้แยกไปต้องมีอำนาจกำกับ[

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.59 ที่โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)จัดประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อมอบนโยบายปฏิรูปการศึกษาให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันอุดมศึกษา โดยมีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ตอนหนึ่งว่าตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 15 ปี นั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว70-80% และจะเร่งทำ เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายในเดือนก.ย.นี้ คาดว่า แผนดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้แน่นอนในเดือนต.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวจะมีรายละเอียดให้ทุกหน่วยงานในสังกัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำให้รู้ทิศทางของตนเองว่าจะต้องดำเนินการ หรือมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง  ดังนั้น จากนี้จะไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของการตีความ หรือมาเกี่ยงกันว่าใครต้องรับผิดชอบอะไรอีก ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ต้องกลับไปปรับการดำเนินงานของตนเองให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติด้วย

"ดาว์พงษ์" ไฟเขียวแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกจาก ศธ.
รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของอุดมศึกษาที่ผ่านมาจะพบปัญหาเรื่องคุณภาพการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และจบแล้วไม่สามารถทำงานได้ทันที  อีกทั้งการขาดธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะปัญหาระหว่างสภามหาวิทยาลัยกับคณาจารย์ ซึ่งตนไม่เข้าใจทำไมมหาวิทยาลัยถึงได้มีปัญหาเรื่องนี้  อย่างไรก็ตามถึงปัญหาจะเกิดในบางมหาวิทยาลัยแต่ก็ต้องเร่งแก้ไข นอกจากนั้นสกอ.ต้องหันกลับไปทบทวนตัวเอง โดยดูในเรื่องกฏ กติกาต่างๆที่ใช้ในการดำเนินงานทั้งในส่วนของสกอ.และมหาวิทยาลัยว่าโบราณ และทันต่อเหตุการณ์หรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องปรับปรุง รวมทั้ง สำหรับมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะตอนนี้สังคมมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องจำนวนประชากรลดลง ทำให้นักศึกษาลดลง และการเปิดหลักสูตรจำนวนมากจนไม่รู้ว่ามีคุณภาพหรือไม่ ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยก็ต้องไปดูเรื่องความอิสระทั้งอิสระในเรื่องวิชาการ การบริหาร และธรรมาภิบาลว่าจะต้องมีขอบเขตว่าอิสระแค่ไหน และผลของการให้อิสระจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมบ้าง

“ผมได้มอบหมายให้รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดศธ. และนายสุภัทร จำปาทอง  รองปลัดศธ. ในฐานะว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ)ไปดูเรื่องการปรับโครงสร้างของอุดมศึกษา ซึ่งที่ผ่านมามีหลายภาค มีข้อเสนอให้แยกอุดมศึกษา ออกจากศธ. ไม่ว่าจะเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งมีข้อมูลหมดแล้ว  โดยได้ให้แนวคิดไปว่า หากจะแยกอุดมศึกษาออกจากศธ. หน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่จะต้องมีอำนาจในการกำกับดูมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาเช่นปัจจุบัน  ส่วนจะแยกออกมาเป็นทบวง หรือกระทรวงนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป โดยหากได้ข้อสรุปชัดเจน ก็จะต้องเร่งยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จก่อนร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ภายในเดือนพ.ย.นี้”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

"ดาว์พงษ์" ไฟเขียวแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกจาก ศธ.

"ดาว์พงษ์" ไฟเขียวแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกจาก ศธ.

มติกกอ.เสนอ “ดาว์งพงษ์” ใช้ม.44 เชือด 10 ม.รัฐ-เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242350

มาตรา 44, กกอ., มติ, เสนอ, ดาว์ง, พงษ์, ใช้ม44, เชือด, รัฐ, เอกชน, มติกกอเสนอ, ดาว์งพงษ์, มรัฐ-เอกชน, ดาว์พงษ์

กกอ.เห็นชอบตามคณะกรรมการกลาง 2 ชุด เสนอ ศธ.ใช้ม.44 ชะล้างแก้ปัญหา 2 ม.รัฐขาดธรรมาภิบาล 8 ม.เอกชนจัดการศึกษาไม่ได้ตามมาตรฐาน “ดาว์พงษ์” เผยได้รับรายงานด้วยวาจา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.59 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยผลการประชุม กกอ.ว่า ที่ประชุมได้หารือวาระลับเกี่ยวกับกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ที่ออกโดยอาศัยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และให้ สกอ.ตรวจสอบมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลและการจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ โดยสกอ.ได้ตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมา 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรณีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่อยู่ในสังกัดและในกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน2แห่งที่มีปัญหาธรรมาภิบาล และคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรณีสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำนวน10แห่ง ที่มีปัญหาเรื่องการจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการฯทั้ง 2 ชุด ได้เข้าตรวจสอบมหาวิทยาลัยทั้งหมดและรายงานผลต่อที่ประชุมกกอ.แล้ว

“กกอ.มีมติเห็นชอบรับรองการรายงานผลของคณะอนุกรรมการฯทั้ง 2 ชุดแต่เบื้องต้น ไม่ขอให้รายละเอียดว่าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเช่นใด โดยหลังจากนี้ กกอ.จะเสนอเรื่องดังกล่าว ให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเร็วๆ นี้”ประธานกกอ.

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่าขณะนี้รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา ได้รายงานผลมติกกอ.เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งเท่าที่ทราบ น่าจะมีการใช้ม.44กับมหาวิทยาลัยรัฐอีก2 แห่งจากที่ใช้ไปแล้ว2 แห่ง แต่ทั้งนี้ ก็คงต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง.ส่วนในเรื่องคำสั่งคสช.จะออกเมื่อใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้

 

เปิดม่านการศึกษาโดยครูแจ่ม15กย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242257

อัตราเงินเดือนอธิการบดีที่เกษียณอายุราชการ, เปิดม่านการศึกษาโดยครูแจ่ม15กย., เปิดม่าน, การศึกษา, โดย, ครู, แจ่ม, อธิการบดี, ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทยทปสทยุค, มหากาพย์, อธิการบดีสูงกว่านายกรัฐมนตรี

อัตราเงินเดือน“อธิการบดี”ที่เกษียณอายุราชการ อัตราเงินเดือนตั้งแต่ 50,000-250,000 บาท (จ่ายจากเงินรายได้ คือค่าเทอมนักศึกษา)

 

0เมื่อผลศึกษาวิจัยของ”ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.)ยุค”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ”ประธานที่ประชุม ทปสท.พบว่าจำุนวน และอัตราเงินเดือน“อธิการบดี”ที่เกษียณอายุราชการ ของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (มิถุนายน 2559) รวมจำนวน 48 สถาบัน พบว่า มีจำนวนถึง 33 คน ที่สำคัญ อัตราเงินเดือนตั้งแต่ 50,000-250,000 บาท (จ่ายจากเงินรายได้ คือค่าเทอมนักศึกษา)

0ว่ากันว่า“ผศ.ดร.รัฐกรณ์” เคยตั้งคำถามว่า ทำไม ?“อธิการบดี” ถึงมีเงินเดือนสูงถึง “250,000 บาท” มีผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในวงการอุดมศึกษาหลายคนได้คำตอบคล้าย ๆ กัน คือ“อธิการบดี มีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบมาก จริงไหม ? ครับ มีสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยแห่งไหนในประเทศไทยที่อธิการบดีมีภาระหน้าที่ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มากกว่า ”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา“ นายกรัฐมนตรีในขณะนี้ ที่กินเงินเดือนเพียง”125,590 บาท”

0ความไม่เป็นธรรมของโครงสร้่างเงินเดือนข้าราชการไทย ที่ยังมีปรากฏอยู่เสมอจนกลายเป็น “มหากาพย์” เรียกร้องต่อสู้ขอความเป็นธรรมมายาวนาน แต่ยังไม่เป็นจริง ต้องยกให้ เงินเดือนอาจารย์ทั้งประเทศต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มายาวนานตั้งแต่ปี 2554

0ว่ากันว่า ตั้งแต่ปี 2554 ที่ี่ข้าราชการครูได้ปรับเงินเดือนเพิ่ม 8% ก่อนแล้ว มาปรับเพิ่มอีก 5% ส่วนข้าราชการที่เป็นอาจารย์ ได้ปรับเฉพาะ 5% หลัง เลยทำให้ครูเงินเดือนเยอะกว่าอาจารย์ 8%” ผมนะแบกรับภาระ อาจารย์ทั้งประเทศ เขาต้องได้ปรับ 8% เพื่อให้เงินเดือนเทียบเท่าครูประถม”

0ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชมงคล และปทุมวัน ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ยังคงเป็นส่วนราชการ ตามกฎหมาย แต่ไปกำหนดเงินเดือนให้”อธิการบดีสูงกว่านายกรัฐมนตรี”รวมถึงรัฐวิสาหกิจผู้บริหารเงินเดือนหลักล้านขึ้นไป เหมาะสมกับภาระหน้าที่หรือไม่ ? สังคมไทยต้องช่วยกันพิจารณา นะขอบอก!!

0ครูแจ่ม

สปส.วาง 5 แนวทางปฏิรูปบำนาญชราภาพ ขยายอายุเกษียณเป็น 60 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242255

สปส.วาง 5 แนวทางปฏิรูปบำนาญชราภาพ ขยายอายุเกษียณเป็น 60 ปี, สปส, วาง, แนวทาง, ปฏิรูป, บำนาญ, ชราภาพ, ขยาย, อายุ, เกษียณ, เป็น, สปสวาง, ขยายอายุเกษียณเป็น

สปส.วาง 5 แนวทางปฏิรูปบำนาญชราภาพ ขยายอายุเกษียณเป็น 60 ปี เพิ่มอัตราเงินสมทบกองทุนชราภาพเป็นร้อยละ 5 ช่วยยืดอายุกองทุนประกันสังคมไปอีก 30 ปี

นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน แถลงข่าวถึงแนวทางการปฏิรูปบำนาญชราภาพ กองทุนประกันสังคม เพื่อความเพียงพอและยั่งยืน ว่า จากการวิเคราะห์ของ สปส. พบว่า การจ่ายเงินบำนาญชราภาพก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกันตน โดยมีเงินไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและทำให้กองทุนเกิดความไม่มั่นคงทางด้านการเงินในอนาคต หากไม่ดำเนินการอะไรหลังจากปี 2559 เงินกองทุนของ สปส.จะอยู่ได้เพียง 38 ปี
ทั้งนี้ จากข้อมูล สปส. ในปี 2557 มีผู้ประกันตนรับเงินสิทธิประโยชน์กรณีบำเหน็จและบำนาญชราภาพ 20,000 คนรวมเป็นเงิน 370ล้านบาท ส่วนปี2559 จนถึงเดือนสิงหาคม จำนวน 67,000 คน เป็นเงิน 980ล้านบาท โดยคาดว่าปีนี้(2559) จะมีผู้ประกันตนมายื่นรับเงินชราภาพถึง 1 แสนคน ส่วนปี 2560 จะเพิ่มเป็น 2 แสนคน และในอีกไม่ถึงๆ10ปีข้างหน้าจะมีผู้ประกันยื่นรับเงินชราภาพเพิ่มขึ้นถึง1ล้านคน คิดเป็นเงิน246,524ล้านบาท
นายโกวิท กล่าวอีกว่า สปส.จึงได้เตรียมแนวทางปฏิรูประบบบำนาญชราภาพ 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การขยายอายุเกษียณจากปัจจุบันอยู่ที่ 55 ปี เป็น 60 ปี โดยจะขยายหลังปี 2565 และผู้ที่เกษียณจะได้รับเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานด้วย 2.ปรับฐานเงินเดือนที่ใช้ในการคำนวณเงินชราภาพ จากที่ปัจจุบันขั้นต่ำอยู่ที่ 1,650 บาทและสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท ปรับเป็นขั้นต่ำอยู่ที่ 3,600 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 20,000 บาท     3.ปรับสูตรคำนวณการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ โดยจากเดิมใช้คำนวณจากเงินเดือน 5 ปีสุดท้ายที่จ่ายเงินสมทบ มาเป็นคำนวณจากฐานเงินเดือนที่ส่งในช่วง 15 ปี หรือ 20 ปี 4.เพิ่มอัตราเงินสมทบที่จัดเก็บเข้าสู่กองทุนชราภาพ จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 3 ของเงินเดือน เพิ่มเป็นร้อยละ 5 และ5.สปส.ยังจะเร่งพัฒนาการลงทุนให้ได้ผลกำไรมากยิ่งขึ้นด้วย
เลขาธิการ สปส. กล่าวด้วยว่า หากใช้ 5 แนวทางข้างต้นพร้อมกันจะช่วยยืดอายุกองทุนไปได้อีก 30 ปีนับตั้งแต่ปี 2597 เป็นต้นไป ซึ่ง สปส. จะแก้ไขกฎหมายประกันสังคม ปี 2558 เพื่อให้สอดรับกับ 5แนวทางข้างต้นทั้งเรื่องการขยายอายุเกษียณ เพิ่มอัตราเงินสมทบที่จัดเก็บเข้าสู่กองทุนชราภาพ ซึ่งจะกำหนดไว้ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขให้อยู่ในกฎกระทรวง และกำหนดให้หน่วยลงทุนเป็นองค์กรอิสระ ภายใต้กำกับของ สปส. สามารถจ้างมืออาชีพเข้ามาบริหารการลงทุน เพื่อความคล่องตัวในการลงทุน

นอกจากนี้ จะแก้ไขในเรื่องที่มาของคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด สปส.) จากที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า ให้มาจากการเลือกตั้ง เป็นการสรรหาแทน เพราะหากใช้วิธีเลือกตั้งจะต้องงบถึง 1 พันล้านบาท และไม่รู้ว่าจะได้ตัวแทนของผู้ประกันตนอย่างแท้จริงหรือไม่ และเชื่อว่าหากใช้วิธีการสรรหาโดยดำเนินการอย่างยุติธรรม และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่การพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทั้งนี้ จะเสนอร่างแก้ไขพ.ร.บ.ประกันสังคม ต่อคณะกรรมการพิจารณากฎหมายของกระทรวงแรงงาน ในเดือน กันยายน 2559 นี้

บอร์ดค่าจ้างเลื่อนปรับค่าจ้างขั้นตำ่ออกไป1เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242254

บอร์ดค่าจ้างเลื่อนปรับค่าจ้างขั้นตำ่ออกไป1เดือน, บอร์ด, ค่าจ้าง, เลื่อน, ปรับ, ขั้น, ่ออกไป1, เดือน

บอร์ดค่าจ้าง เลื่อนพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำออกไป1เดือน ปรับสูตรคำนวณ ชี้ให้รอบด้าน คาดได้ข้อสรุปอัตราใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนมีผลบังคับใช้1 มกราคมปีหน้า

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง)ว่า ที่ประชุมยังไม่มีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และให้เวลาอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปพิจารณาศึกษาสูตรคำนวณใหม่ และให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและวิชาการนำข้อมูลของคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ 77 จังหวัดที่เสนอมาข้อมูลมาเข้ากับสูตรคำนวณที่ปรับใหม่

ซึ่งมีการเพิ่มปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมมากขึ้นโดยสูตรคำนวณที่ปรับยังคงใช้ข้อมูลในการพิจารณาโดยยึด 3 ปัจจัยหลัก คือ สภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพของลูกจ้าง และความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง แต่จะลงลึกในรายละเอียดรวมกว่า 10 รายการ เช่น ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ผลิตภาพมวลรวมของประเทศ(จีดีพี) ความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง ผลิตภาพแรงงาน รวมทั้งศึกษาเทียบเคียงค่าจ้างกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย เนื่องจากสูตรการคำนวณนี้ใช้มากว่า 10 ปีแล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าจะสามารถสรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ได้โดยจะเป็นการพิจารณาในภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่พิจารณาเพียงแค่ 13 จังหวัดที่มีการเสนอปรับขึ้น ส่วนข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงานที่ขอให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 360บาทเท่ากันทั่วประเทศนั้น ต้องพิจารณาสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศตามความเป็นจริงด้วย ซึ่งมั่นใจว่า จะสามารถชี้แจงให้ลูกจ้างเข้าใจได้
ด้านนายอรรถยุทธ ลียะวณิช กรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า คาดอนุกรรมการเฉพาะกิจจะเสนอสูตรคำนวณที่ปรับแล้วมายังบอร์ดค่าจ้างในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยพิจารณาอย่างละเอียด ซึ่งอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ส่วนจะขึ้นปรับขึ้นค่าจ้างอัตราเท่าใด ปรับเป็นรายพื้นที่หรืออัตราเท่ากันทั่วประเทศ ก็ต้องรอการพิจารณาของบอร์ดค่าจ้าง ว่าจะพิจารณาแบบใด ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศบังคับใช้อัตราค่าจ้าง ผู้ประกอบการมีโครงสร้างค่าจ้างอยู่แล้วที่ต้องเตรียมพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉลี่ยใช้เวลา 60 วันในการปรับตัว
ขณะที่นายสมบัติ น้อยหว้า กรรมการค่าจ้างฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า บอร์ดค่าจ้างไม่ได้ประวิงเวลาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่อยากให้นำข้อมูลที่มีไปพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อให้ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างอยู่ร่วมกันได้ ไม่มีฝ่ายใดเดือดร้อน ส่วนที่เสนอปรับค่าจ้างเป็นวันละ 360 บาทนั้นจะต้องดูตามสภาพความเป็นจริง และกำลังจ่ายของนายจ้างด้วยเพราะหากปรับค่าจ้างแล้วสถานประกอบการอยู่ไม่ได้ ต้องปิดกิจการและย้ายฐานการผลิต ก็จะทำให้ลูกจ้างต้องตกงานและราคาสินค้าขยับสูงขึ้น ทั้งนี้ ขณะนี้ยังเหลือเวลาอยู่หลายเดือนสามารถพิจารณาให้รอบคอบได้ ซึ่งในปี 2560 จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างแน่นอน

สปส. เห็นชอบยกเลิกบัญชีแนบท้ายสิทธิทันตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242253

สปส. เห็นชอบยกเลิกบัญชีแนบท้ายสิทธิทันตกรรม, สปส, เห็นชอบ, ยกเลิก, บัญชี, แนบท้าย, สิทธิ, ทันตกรรม

สปส. เห็นชอบยกเลิกบัญชีแนบท้ายสิทธิทันตกรรม ให้สิทธิผู้ประกันตนใช้บริการนอกโครงการนำร่องฯเบิกได้เต็มวง900บาทต่อปีแต่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน

นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด สปส.) มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการแพทย์เสนอให้ยกเลิกบัญชีประกาศแนบท้าย หลักเกณฑ์สิทธิการักษาทันตกรรมผู้ประกันตน ของ สปส.ภายใต้วงเงินคนละ 900 บาทต่อปี หลังจากที่เครือข่ายแรงงานและเครือข่าย ฟ.ฟัน สร้างสุขเรียกร้องให้ยกเลิกบัญชีฯ      หลังจากนี้ ผู้ประกันตนที่ไปใช้บริการทันตกรรมในสถานพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่ได้เป็นสถานพยาบาลเครือข่ายโครงการนำร่องทำฟันไม่ต้องสำรองจ่ายของ สปส. ก็สามารถไปใช้บริการทันตกรรมได้โดยสำรองจ่ายเงินไปก่อน และสามารถยื่นเรื่องเบิกเงินกับ สปส. ได้คนละ 900 บาทต่อปี
เลขาธิการ สปส. กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ประกันตนที่ใช้บริการทันตกรรมในสถานพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งเข้าร่วมโครงการนำร่องทำฟันฯ ก็ไม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน แต่จะมีเกณฑ์กำหนดอัตราเบิกจ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 900 บาทต่อปี ซึ่งในส่วนของสถานพยาบาลรัฐ จะยึดตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข

โดยเร็วๆ นี้ สปส. จะเสนอรมว.แรงงาน เพื่อให้พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้รับทราบ เพื่อให้สถานพยาบาลรัฐไม่เรียกเก็บเงินค่าทันตกรรมกับผู้ประกันตน แต่ให้เบิกจ่ายกับ สปส. โดยตรงตามเกณฑ์ สธ. ขณะที่สถานพยาบาลเอกชน ก็จะให้แจ้งอัตราค่าบริการทันตกรรมต่างๆ มายัง สปส. เพื่อจะได้แจ้งผู้ประกันตนให้ทราบ
ทั้งนี้ โครงการนำร่องทำฟันฯ จะดำเนินใน 30 หน่วยบริการ ใน 19 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ ปทุมธานี อ่างทอง ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ ชัยภูมิ สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม ชุมพร พังงา สตูล จันทบุรี บึงกาฬ มุกดาหาร ยโสธร แพร่ อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยล่าสุดมีสถานพยาบาลรัฐและเอกชน สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 78 แห่ง ซึ่งจะเริ่มโครงการนำร่องและการให้สิทธิการเบิกค่าทันตกรรมคนละ 900 บาทต่อปีในเดือน ต.ค.นี้ หลังจากนั้นจะขยายผลโครงการนำร่องฯ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560

สุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242252

เพราะชีวิตมีค่า สุขภาพร่างกายจึงสำคัญ คนไทยในต่างแดนไม่ใช่ง่ายๆ ที่จะเดินเข้าโรงพยาบาล

เปิดโลกมุสลิม ตอน: สุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน

เพราะชีวิตมีค่า สุขภาพร่างกายจึงสำคัญ คนไทยในต่างแดนไม่ใช่ง่ายๆ ที่จะเดินเข้าโรงพยาบาล นอกจากจะราคาแพงแล้ว ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยที่เป็นคนไทยเดินเข้าไปรักษาได้ง่าย แต่นักศึกษาศาสนาและคนไทยในประเทศอียิปต์และซูดาน มีโครงการ“สุขกาย สบายใจ”ดูแลพวกเขา ซึ่ง

“พีรศักย จันทวรินทร์” เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2559 ณ ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ฯ แม้จะ เป็นคลีนิกเล็กๆแต่มีทีมแพทย์คุณภาพจากเมืองไทยหลายคณะ เช่นคณะแพทย์ ทันตแพทย์ และจิตแพทย์ จำนวน 7 คนจากกระทรวงสาธารณสุขมาให้คำแนะนำ

สุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน

โดย นพ. เจ๊ะอิดเร๊ะ ดือเระ นายแพทย์เชี่ยวชาญ รพ. นราธิวาสราชนครินทร์ จ. นราธิวาส และคณะแพทย์อีก 6 คนได้แก่ พญ. อาณิตา เมฆารัฐ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ. ยี่งอเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ. นราธิวาส ทพญ. อามีซะห์เพ็ญรดา ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ. ยะหา จ. ยะลา ทพญ. ซูไฮดา สิเดะ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ. สมเด็จพระยุพราชสายบุรี จ. ปัตตานี

ทพ. สุรเดช รัตนะพิสิฐ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ. แม่ลาน จ. ปัตตานี ทพญ. นุศรียา เบ็ญอาหลี ทันตแพทย์ชำนาญการ รพ. สะเดา จ. สงขลา นพ. ดำรง แวอาลี นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ. ยะลา จ. ยะลา โดยเริ่มเปิดการรักษาในอียิปต์วันที่ 28 สิงหาคม 2559 – 5 กันยายน 2559 และประเทศซูดานวันที่ 2-4 กันยายน 2559

สุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่สถานเอกอัครราชทูต ฯ ดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ปี เพื่อให้การบริการทางการแพทย์ (ตรวจโรคทั่วไป) การบริการทางทันตกรรม (อุดฟัน ถอนฟัน และขูดหินปูน) และการบริการด้านจิตเวช แก่นักศึกษาและคนไทยในอียิปต์และซูดาน เพื่อเพื่อดูแลสวัสดิภาพของนักศึกษาและคนไทยในกรุงไคโรและกรุงคาร์ทูม ปีนี้จำนวนผู้เข้ารับบริการในไคโร 270 คน ในประเทศซูดาน 180 คน

สุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน

“ไซฟูดิง โต๊ะเฮง”

“ไซฟูดิง โต๊ะเฮง” นักศึกษาจากยะลา ม.อัลอัซฮัร คณะอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับปี3  บอกงาส โครงการนี้ เป็นโครงการที่คนไทยในต่างแดนไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือคนไทยที่เดินทางมาทำงานในประเทศอียิปต์ มาใช้บริการกันอย่างทั่วถึงหนาแน่น มีความอบอุ่น มั่นใจในการพูดคุยปรึกษาและการรักษาที่ได้มาตรฐานแบบฉบับแพทย์ไทย

 

สุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน

“นิลี บารอเนาะ

เช่นเดีัยวกับ “นิลี บารอเนาะ” จากนราธิวาส ศึกษาอยู่ที่มหาลัยวิทยาลัยแอฟริกานานาชาติ ประเทศซูดาน ปี 4 คณะอิสลามศึกษา บอกว่าโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก และมีความจำเป็นสำหรับนักศึกษาที่เรียนเมืองนอก เพราะอย่างน้อยปีละครั้งพวกเรานักศึกษาจะทำการตรวจสุขภาพกับนายแพทย์ที่มีคุณภาพจากประเทศไทย อยากให้มาปีละสองครั้ง และเพิ่มจำนวนแพทย์ เพราะแพทย์ที่ต้องทำงานตั้งแต่ 8.00 น. จนถึง 4 ทุ่ม และที่สำคัญต้องการยากันยังยุงเพราะในประเทศซูดานยุงเยอะมากสุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน

โครงการดีๆแบบนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องขอบคุณสมาคมนักเรียนไทยฯ ท่่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุขที่ร่วมด้วยช่วยกันทำให้มีโครงการดีๆแบบนีเกิดขึ้นกับสังคมนักศึกษาไทยและคนไทยในประเทศอียิปต์และประเทศซูดาน

สุขกาย สบายใจเชื่อมคนไทยอียิปต์-ซูดาน