ส่งสัญญาณแยกสกอ.รอรัฐบาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242883

สกอ., แยกอุดมศึกษา, ข้อดี, ข้อเสีย, ส่งสัญญาณ, แยก, รัฐบาล, ใหม่, ดาว์พงษ์, กำจร

“ดาว์พงษ์” เผยมอบ “กำจร” ศึกษาข้อดี-เสีย แยกสกอ.ย้ำต้องศึกษาให้รอบคอบ และถ้าจะแยกต้องตอบคำถามได้ และต้องมีอำนาจกำกับมหา’ลัยได้ ชี้ต้องรอรัฐบาลหน้า

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนมอบให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี  ปลัด ศธ. ไปศึกษาเรื่องการแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ออกจากศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลและทำตุ๊กตาไว้ให้รัฐบาลชุดหน้าดำเนินการต่อ แต่ก็มีความเห็นจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  และนักวิชาการว่าควรดำเนินการแยกสกอ.ออกจากศธ. ให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้นั้น เรื่องนี้จำเป็นต้องศึกษาข้อดี ข้อเสียก่อนว่าการแยก หรือ ไม่แยก มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร หากต้องแยก สกอ.ออกไปควรดำเนินการในรูปแบบใด ซึ่งตนเน้นย้ำว่าถ้าต้องแยก สกอ.ออกไป ก็ต้องมีมาตรการที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัยได้

ทั้งนี้ ต่างทราบกันดีว่ามหาวิทยาลัยมีอิสระใน 3 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบริหาร และด้านธรรมาภิบาล แต่ก็ต้องมีขอบเขตว่าให้ อิสระแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การให้อิสระมากเกินไป เป็นช่องว่างให้มหาวิทยาลัยบางส่วนมีปัญหา แต่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ยังคงดีอยู่ ดังนั้น เมื่อส่วนใหญ่ดี ก็ถือว่าการให้อิสระเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบ

“รอแยก สกอ.ออกจาก ศธ.ในรัฐบาลหน้าคงไม่มีปัญหาอะไร อย่าไปกลัวผีที่มองไม่เห็น ซึ่งการแยกสกอ. ออกจากศธ. อีกครั้งถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเคยมีการรวมแล้วแยกมหาวิทยาลัยออกจาก ศธ.เป็นทบวงมหาวิทยาลัย  แล้วก็รวมทบวงฯเปลี่ยนชื่อเป็น สกอ.มาอยู่ในศธ. และก็กำลังคิดจะแยกสกอ.ออกไปจากศธ.อีกครั้ง  ซึ่งเหมือนเป็นการถอยหลัง ดังนั้นหากผมจะถอยหลังเข้าคลอง ผมก็ต้องมีเหตุผลว่า ทำไมถึงถอยเรือเข้าคลอง ถ้าคิดเร็ว ๆ ก็จะถูกต่อว่าได้”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า จากนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2559 ศธ.จะต้องเร่งทำกฎหมายลูก เพื่อให้ทันร่างธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งการปรับโครงสร้างใหญ่ของศธ. คงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเพราะเวลามีจำกัด

 

นักวิชาการชี้“ธุรกิจออนไลน์”เสี่ยงพบทางตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242888

วิจัย, วิทยาการจัดการ ม.มหิดล, O2O, กลยุทธ์, ตลาดอ๊อฟไลน์, ตลาดออนไลน์, CMMU, มหิดล, มหาวิทยาลัย, นักวิชาการ, ชี้, ธุรกิจ, ออนไลน์, เสี่ยง, ทางตัน, ธุรกิจออนไลน์

ม.มหิดล เตือนธุรกิจออนไลน์เสี่ยงพบทางตัน แนะกลยุทธ์O2O เจาะตลาดออนไลน์-ตลาดออฟไลน์ขยายฐานธุรกิจสู่ความยั่งยืน

นายกิตติชัย ราชมหา อาจารย์ประจำภาควิชาผู้ประกอบการและนวัตกรรม วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)กล่าวว่า ในปัจจุบันกระแสธุรกิจออนไลน์บนโลกยุคดิจิทัลมาแรง ทั้งกลุ่มอีคอมเมิร์ซที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า500,000ราย มูลค่ารวมกว่า2ล้านล้านบาทและกลุ่มสตาร์ทอัพที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วง2 – 3ปีนี้ รวมเป็นมูลค่ากว่า1หมื่นล้านบาท ซึ่งสำหรับธุรกิจออนไลน์บางประเภทนั้น วัฏจักรของธุรกิจหรือBusiness Cycleสั้น หากไม่มีการปรับเปลี่ยน ขยับขยายแล้วนั้น ธุรกิจอาจเรียกได้ว่าถึงทางตัน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจฟินเทค (FinTech) ,รีเทล (Retail) และธุรกิจบริการผ่านแอปพลิเคชั่นออนไลน์ที่ใช้ทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยหลัก เช่น รับทำความสะอาด รับสร้างบ้าน ฯลฯ ล้วนเป็นธุรกิจที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงแพลตฟอร์มประสานระหว่างผู้ใช้บริการและผู้บริการ ทั้งนี้ หนึ่งในทางออกสำหรับป้องกันปัญหาดังกล่าวสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ทั้งหลายได้แก่ กลยุทธ์โอทูโอ หรือกลยุทธ์ออนไลน์ทูออฟไลน์

นายกิตติชัยกล่าวต่อว่าจากการศึกษาวิจัยธุรกิจออนไลน์ยังมี3ปัจจัยหลักส่งผลกระทบทำให้ธุรกิจไม่อาจทำได้ตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ ได้แก่ขาดความน่าเชื่อถือ ขาดช่องทางการกระจายสินค้าและบริการ และปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีของสังคมผู้สูงอายุ โอทูโอ ออนไลน์ทูออฟไลน์ (O2O – Online to Offline) คือ กลยุทธ์ธุรกิจ (Corporate Strategy) แบบผสมผสานที่สามารถเจาะตลาดอย่างมีประสิทธิภาพทั้งบนตลาดออนไลน์และตลาดออฟไลน์ กรณีศึกษาที่เห็นได้เชิงประจักษ์กรณีหนึ่ง คือ แนวโน้มการปรับใช้กลยุทธ์ดังกล่าวของกลุ่มธุรกิจออนไลน์ในประเทศจีน ซึ่งกลยุทธ์ออนไลน์ทูออฟไลน์ สามารถแก้ปัญหาวัฏจักรของธุรกิจออนไลน์ที่อาจถึงจุดอิ่มตัวเมื่อเข้าสู่ปีที่3–5โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่รูปแบบธุรกิจออกแบบมาให้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง (accelerate growth) ดังนั้น โจทย์ในการขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายเป็นอย่างมากของเหล่าผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ

ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานสัมมนาSIE Seminarตอนที่5“O2O Online to Offlineกลับด้านความคิดพิชิตเงินล้าน”เมื่อเร็วๆนี้ ณ อาคารมิวCMMUสำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่CMMUโทรศัพท์02-206-2000หรือเข้าไปที่www.cmmu.mahidol.ac.th

อ.ก.พ.เพิ่มตำแหน่งผู้ตรวจ ศธ.6 ตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242877

เพิ่มผู้ตรวจราชการ ศธ., อ.ก.พ., เพิ่ม, ตำแหน่ง, ผู้ตรวจ, ศธ6, ดาว์พงษ์

บอร์ด อ.ก.พ.5 องค์กรหลัก ศธ.ตัดอัตราตำแหน่งที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิ ระดับ 10 ตั้งเป็นผู้ตรวจ ศธ.เพิ่ม 6 ตำแหน่งควบ ศธภ. “ดาว์พงษ์” เผยส่งรายชื่อซี 10 ถึงสลค.แล้ว

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ของ 5 องค์กรหลัก ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประชุมอ.ก.พ.สำนักงานปลัด ศธ. ,อ.ก.พ.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.),อ.ก.พ.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.),อ.ก.พ.สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)และ อ.ก.พ.สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) พร้อมกัน โดยที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่ สป.ศธ.เสนอขอเกลี่ยอัตรากำลังตำแหน่งที่ปรึกษาระดับทรงคุณวุฒิ หรือ ซี 10 ของทุกส่วนราชการมาใช้เป็นฐาน ในการกำหนดตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ.เพิ่มจำนวน 6 ตำแหน่ง รวมกับผู้ตรวจราชการ ศธ.ที่มีอยู่ 12 ตำแหน่ง เป็น 18 ตำแหน่ง เพื่อมอบหมายผู้ตรวจราชการ ศธ.ให้ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาคด้วย ทั้งนี้ ตำแหน่งที่ปรึกษาฯ ที่โอนมาเป็นของ สป.ศธ. 2 ตำแหน่ง ส่วน 4 องค์กรหลักที่เหลือตัดโอนมาหน่วยงานละ 1 ตำแหน่ง

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเสนอรายชื่อผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูง หรือ ซี 10 เพื่อทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งรองปลัด ศธ. 2 ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) 1 ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) 1 ตำแหน่ง และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) 1 ตำแหน่ง ไปที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าจะพิจารณาได้ในวันที่ 27 ก.ย.2559

ส่วนความคืบหน้าในการแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค.นั้น ขณะนี้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.ได้เสนอรายชื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ในทั้ง 3 ตำแหน่งใหม่มาให้ตนแล้ว เนื่องจากผู้ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ทั้ง 3 คนต่างก็มีภาระงานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการ กพฐ.ปฏิบัติหน้าที่ผอ.องค์การค้าฯ ที่ต้องไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.และ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ฯ แล้ว ทั้งนี้ ตนจะพิจารณาก่อนว่าสามารถแต่งตั้งตามที่ปลัด ศธ.เสนอได้เลย หรือต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.และที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาก่อน

ผุดว.อ้อยน้ำตาลทรายแห่งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242860

ผลิต, ด้าน, วิทยาลัย, ผุดวิทยาลัยด้านผลิตอ้อยน้ำตาลทรายแห่งแรกของไทย, ผุด, อ้อย, น้ำตาลทราย, แห่ง, แรก, ของ, ไทย

สอศ.จับมือ กลุ่มบริษัทวังขนาย จัดตั้งสถานศึกษาอาชีวศึกษาเป็นเลิศเฉพาะด้านเทคโนโลยีอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมเปิดรับ นศ.ปี 61

      เมื่อวันที่ 19 ก.ย.59 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และ นายอารีย์  ชุ้นฟุ้ง ประธานกรรมการบริหารกลุ่มวังขนาย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อจัดตั้งสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ในระบบทวิภาคี

โดย นายวณิชย์ กล่าวว่า สอศ.ได้ร่วมกับบริษัท น้ำตาลวังขนาย จำกัด และบริษัทในกลุ่มวังขนาย ในการจัดตั้งสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความเป็นเลิศเฉพาะด้านเทคโนโลยีการผลิตและการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย  ซึ่งนับเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการส่งเสริมให้สถานศึกษาอาชีวศึกษา ได้รับการพัฒนาให้ มีความเป็นเลิศด้านวิชาการทั้งทางทฤษฎีและทักษะในการปฏิบัติ อีกทั้งยังถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนตามนโยบายประชารัฐด้วย โดยจะร่วมกันจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคี ผลิตนักเรียน นักศึกษาอาชีวะให้ให้มีความรู้ความชำนาญทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อจบออกไปอย่างมีคุณภาพและใช้งานได้จริง และมีรายได้ระหว่างเรียน
“ครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้ร่วมกันผลิตและพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพได้ตรงความต้องการและเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ก้าวไปสู่ความเป็นเลิศหรือฮัปทางด้านอุตสาหกรรมน้ำตาล โดย สอศ.จะเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนและยกระดับบุคลากรของวังขนายในด้านวุฒิการศึกษา รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันเพื่อพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา ครูฝึกในสถานประกอบการให้พัฒนาตนเองทันต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ
นายอารีย์  กล่าวว่า กลุ่มวังขนาย ได้บริจาคที่ดิน จำนวน 29 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา ให้กับ สอศ. เพื่อใช้เป็นที่จัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ที่ อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี  มีอาคารเรียนและอาคารที่เกี่ยวข้อง รวม 5 หลัง โดยจะเปิดสอนใน 4 สาขาวิชา

ได้แก่ สาขาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย สาขาการบริหารจัดการระบบโลจิสติค สาขาเทคโนโลยีการผลิตน้ำตาล และ สาขาเทคโนโลยีชีวมวล เริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกปีการศึกษา 2561 ทั้งนี้ กลุ่มวังขนายมุ่งหวังที่จะเพิ่มจำนวนบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตอ้อยออร์แกนิค ที่กลุ่มวังขนายมีความเชี่ยวชาญและเป็นบริษัทเดียวที่ผลิตได้ในประเทศไทย

อภ.ผลิตเจลกันยุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242844

อภ.ผลิตเจลกันยุง, ผลิต, เจล, กัน, ยุง, อภผลิตเจลกันยุง

อภ.ผลิตเจลกันยุงทรายกำจัดลูกน้ำใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

       นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมเปิดเผยว่าในฤดูฝนของทุกปี จะพบผู้ป่วยเป็นโรคที่มาจากยุงลายด้วย ทั้งโรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยา และโรคติดเชื้อไวรัสซิกาซึ่งเป็นโรคที่สังคมให้ความสำคัญกันอยู่ในขณะนี้ สำหรับการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยใน 3 โรคนี้ คือการป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยกำจัดยุงลายและลูกน้ำยุงในธรรมชาติให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งการป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัดเป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์อยู่ในขณะนี้

โดยสิ่งที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุงเพราะยุงจะไม่ชอบอยู่ในที่โปร่ง โล่ง สว่าง และเก็บขยะเศษภาชนะรอบบ้านโดยทำต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือทำให้ถี่มากกว่านั้นก็ย่อมได้ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง กำจัด และควบคุมยุงตัวแก่ ด้วยการการพ่นสารเคมีกำจัดยุงลาย และการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ทายากันยุง นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด กำจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ

ทั้งนี้องค์การเภสัชกรรมได้ทำการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์สำหรับทาป้องกันยุงขึ้นมาภายใต้ชื่อ เอ็ม-รีเพลล์ในรูปแบบของเจลใส ใช้ทาผิวป้องกันยุง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  มีความปลอดภัย ใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดแมลง หรือbiopesticide ซึ่งพัฒนาจากธรรมชาติ สามารถใช้ได้ทั้งในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่

โดยยุงรำคาญป้องกันได้ 7 ชม.ถ้าเป็นยุงลายบ้านจะป้องกันได้ 3 ชั่วโมง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันหรือProtection timeโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และผลิตทรายกำจัดลูกน้ำยุง ภายใต้ชื่อ ทรายจีพีโอ-1Temephos 1 % W/Wชนิดซอง 50 กรัม และชนิดถัง 25 กิโลกรัม ใส่ในแหล่งน้ำเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย

โดยขณะนี้ได้เร่งกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิด เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น และได้ทยอยกระจายส่งให้แต่ละหน่วยบริการ และจำหน่ายให้ประชาชนนำไปใช้ในพื้นต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ทำการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ เอ็ม-รีเพลล์ เป็นชนิดสเปรย์ เพื่อความสะดวกในการใช้ป้องกันยุง ออกสู่ตลาดในเร็วๆนี้

คุรุสภาจี้8ม.รับป.บัณฑิตเกินแจง20 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242820

คุรุสภาจี้8ม.รับป.บัณฑิตเกินแจง20 ก.ย., คุรุสภา, จี้, 8มรับปบัณฑิตเกินแจง20

คุรุสภาจี้8ม.รับป.บัณฑิตเกินแจง20 ก.ย.เนื่องจากรับนักศึกษาเกินกว่าจำนวนที่ขออนุญาตสกอ.

            ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการคุรุสภา  มีมติไม่อนุมัติใบอนุญาตคุรุสภาจี้8ม.รับป.บัณฑิตเกินแจง20 ก.ย.ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ของมหาวิทยาลัย 10 แห่งที่เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต เนื่องจากรับนักศึกษาเกินกว่าจำนวนที่ขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยให้มหาวิทยาลัยทั้ง 10 แห่งชี้แจงเหตุผลที่รับนักศึกษาเกิน รวมถึงสภาพการจัดการเรียนการสอน มาเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น

ขณะนี้คุรุสภาได้รับหนังสือชี้แจงจากมหาวิทยาลัยครบทั้ง 10 แห่งแล้ว และได้ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูลต่าง ๆ โดยในวันที่ 20 กันยายนนี้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองได้เชิญมหาวิทยาลัย 8 แห่งที่มีข้อมูลครบถ้วนแล้ว มาชี้แจงข้อมูลด้วยวาจาเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง

“สาเหตุที่ต้องเชิญมหาวิทยาลัยมาชี้แจงด้วยวาจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่คณะอนุกรรมการฯจะได้สอบถามย้ำถึงเหตุผลว่าเหตุใดมหาวิทยาลัยจึงรับนักศึกษาจำนวนเกินมากผิดปกติ และต้องพิจารณาความพร้อมของมหาวิทยาลัยด้วย อาทิ ในจำนวนที่รับเกินมานั้นหากรับเกินจำนวนไม่มาก เช่น 12 คน หรือเกิน 30% รวมทั้งหมด 42 คน ก็อยู่ในศักยภาพที่มหาวิทยาลัยสามารถจัดการเรียนการสอนได้ คุรุสภาก็จะรับฟังเหตุผลแต่หากบางแห่งรับเกินจำนวนมาเป็นพันๆ คนอาจจะมีผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษา เป็นต้น

ดังนั้น จึงต้องมาพูดคุยและพิจารณาเป็นรายกรณีไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด”ดร.ชัยยศ กล่าวและว่า หลังจากคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาและให้ข้อสังเกตเป็นรายกรณีแล้วก็จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคุรุสภา เพื่อพิจารณาว่าจะให้การรับรองวุฒิป.บัณฑิตใดใน 10 แห่งหรือไม่

แยกสกอ.จากศธ.ดันอุดมศึกษาพัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242812

กกอดันแยกสกอออกจากศธ, การพัฒนา, กลไก, เป็น, ต้อง, มหาวิทยาลัย, ชี้, ออกจาก, กกอ.ดันแยกสกอ.ออกจากศธ., แยก, จาก, ดัน, อุดมศึกษา, พัฒนา, ประเทศ

 กกอ.ดันแยกสกอ.ออกจากศธ. ชี้มหาวิทยาลัยต้องเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ มีอำนาจหน้าที่ บทบาทชัดเจน ส่งเสริมมหาวิทยาลัยดำเนินการตามภารกิจทั้ง4ด้าน

รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึงกรณีการแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ว่า กกอ.เห็นด้วยและเคยเสนอเรื่องแยกสกอ. ออกจากศธ. เพราะถ้าต้องการให้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ ต้องมีการแยกออกมาเป็นกระทรวง หรือทบวงที่มีความอิสระ มีอำนาจหน้าที่ และมีพันธกิจที่ชัดเจน รวมถึงต้องสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามภารกิจทั้ง4ด้าน คือ การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลThailand4.0ด้วย

แยกสกอ.จากศธ.ดันอุดมศึกษาพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การที่สกอ.ไปรวมเป็น1แท่งในศธ.นั้น ทำให้ดำเนินการเรื่องต่างๆ ได้อย่างไม่เต็มที่ เนื่องจากมีหลายขั้นตอน รวมถึง ศธ.เองต้องดูแลหลายเรื่อง เช่น เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีหลายเรื่องต้องดำเนินการ และเป็นกลุ่มใหม่ ทำให้สกอ. กลุ่มเล็กๆ ไม่คล่องตัวในการทำงาน

“เมื่อแยกสกอ.ออกจากศธ. นั้น จะเป็นทบวง กระทรวง หรือชื่ออะไรก็ไม่เป็นปัญหา แต่ขอให้เป็นมีอำนาจหน้าที่และบทบาทที่ชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยได้ทำตามภารกิจทั้ง4ด้านครบถ้วน เนื่องจากขณะนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มุ่งแต่การผลิตบัณฑิต โดยไม่ได้ภารกิจด้านอื่นๆ อีกทั้งถ้าแยกสกอ.ออกจากศธ.แล้วไม่จำเป็นต้องเอาหน่วยงานวิจัยมาร่วม เพราะตอนนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)กำลังปฎิรูประบบวิจัยอยู่แล้ว ” ประธานกกอ.กล่าว

แยกสกอ.จากศธ.ดันอุดมศึกษาพัฒนาประเทศ

ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)กล่าวว่า การที่ศธ.จะศึกษาการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการอย่างจริงจังนั้น เป็นเรื่องที่ดี และเป็นข้อเสนอของ ทปอ. มานานแล้ว ดังนั้น หาก รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ นายสุภัทร จำปาทอง รองปลัดศธ.และว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา จะศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทปอ.ก็อยากจะขอเข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม

เนื่องจากข้อมูลที่ ทปอ.เคยเสนอ รมว.ศึกษาธิการ ก่อนหน้านี้อาจไม่สอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ส่วนที่ รมว.ศึกษาธิการมีความเห็นว่าหน่วยงานใหม่ที่เกิดขึ้น จะต้องกำกับดูแลมหาวิทยาลัยได้นั้น ตนเห็นด้วย แต่ขอให้เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุนมหาวิทยาลัยให้แข่งขันได้ และมีความเข้าใจมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การควบคุม ซึ่งยอมรับว่ามหาวิทยาลัยมีปัญหาบ้าง แต่ก็จำนวนน้อย ตนเชื่อมั่นว่าอาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยทุกแห่งมีความรักในสถาบันของตนเอง แต่การทำงานร่วมกันก็มีปัญหาสะดุดไปได้บ้าง และปัญหาส่วนใหญ่ชาวมหาวิทยาลัยก็สามารถแก้ไขกันเองได้

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242810

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม ตั้งเป้า 24ปี ผู้สร้างองค์ความรู้เพื่อมนุษยชาติ

 

“ก้าวสู่ปีที่ 56 เจ้าแห่งนวัตกรรม” สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) 1 ในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ว่าเป็นสถาบันที่มีความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสร้างสรรค์ใหม่ๆ“ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. คนที่ 10” อธิการบดีรุ่นใหม่ไฟแรง ร่วมกับผู้บริหาร วางแนวทางในการบริหารมหาวิทยาลัย พร้อมปรับโฉมหลักสูตร งานวิจัย บุคลากร ยกระดับเป็น “มหาวิทยาลัยสร้างนวัตกรรมระดับโลก” ผู้สร้างองค์ความรู้เพื่อมนุษยชาติ

 

 

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

สจล. เป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2503 โดยเป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้การศึกษา วิจัย ส่งเสริมและให้บริการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของ เป็นรากฐานที่ดีของประเทศ

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. เล่าว่า 56 ปีที่ผ่านมานี้ สจล. ได้สร้างบุคลากรในสาขาวิชาต่าง ๆ จำนวนกว่า 100,000 คน ซึ่งตอนนี้ถือได้ว่าเราก้าวสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยเจ้าแห่งนวัตกรรมระดับโลกแล้ว โดย 9 คณะ 6 วิทยาลัยของเรา หลายคณะเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อย่าง วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการเกษตร ไอทีนาโนเทค นวัตกรรมการจัดการขั้นสูง หรือวิทยาลัยนานาชาติ

 

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

 

 

และหลังจากนี้เราก็ได้พัฒนาหลักสูตร และมีวิทยาลัยระดับโลกใหม่ ๆ อาทิวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์นานาชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นแห่งแรกของไทยที่จะสร้างทั้ง “แพทย์” และ” วิศวกร” ในคนเดียวกัน เพื่อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมทั้งการก่อตั้งโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า (KMIDS)ที่จะบ่มเพราะนักรบทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในยุคต่อไป

“สจล.ประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า ภายในปี 2040 หรืออีก 24 ปี ข้างหน้านี้ สจล.จะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมระดับโลก เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งกับประเทศไทย และต่อมวลมนุษยชาติเพื่อคนทั้งโลก เพราะมหาวิทยาลัยต้องเป็นเสาหลักของชาติ เนื่องจากมีผู้จบปริญญาเอก มีองค์ความรู้กว่าร้อยละ 90ของประเทศ หากมหาวิทยาลัยไม่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ที่จะตั้งเป้าตนเองให้เป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้

 

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

อีกทั้ง ประเทศไทยทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าไม่สามารถก้าวข้ามประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ เพราะไม่มีนวัตกรรม เทคโนโลยีของตนเอง ซึ่งหากไทยยังย่ำอยู่กับที่และนำเข้าเทคโนโลยีประเทศอื่นๆ ประเทศไทยจะกินน้ำใต้ศอกประเทศที่พัฒนาแล้วไปชั่วกัลปวสาน”อธิการบดี สจล.กล่าว

หลังจากนี้ สจล.ได้วางนโยบายในการพัฒนามหาวิทยาลัยทั้งด้านหลักสูตร งานวิจัย และการผลิตบุคลากร นิสิตให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่จับต้องได้อธิการบดี สจล. กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการพัฒนานั้น อันดับแรก จะปฎิรูปโครงสร้างมหาวิทยาลัย ให้มีความเหมาะสมและเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์เรื่องของงานวิจัยให้เร็วยิ่งขึ้น

 

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

โดยเฉพาะงานวิจัยนวัตกรรม จะจัดตั้งหน่วยงายภายในที่มีหน้าที่ผลักดันงานวิจัยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับต้นน้ำไปยังปลายน้ำ พัฒนา สำรวจงานวิจัยทั่วโลก หาแหล่งทุน ร่วมกับภาคเอกชน อย่าง ซีพี ทรู ปูนซีเมนต์ไทย ว่าต้องการงานวิจัยอะไร และทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชน อีกทั้งจะมีหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญหา รวมถึงจะมีถ่ายทอดวิสัยทัศน์ดังกล่าวไปทุกอณูมหาวิทยาลัย ทั้งคณาจารย์ บุคลากร นักวิจัย นักศึกษาปริญญาตรี โท เอก เพื่อจะได้เข้าใจและระดมสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน

ภายในปีหน้า สิ่งแรกที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ งานวิจัยของสจล. นวัตกรรมที่สามารถจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้แม้ สจล.จะเป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็น 1 ใน 2 ของมหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับ มหาวิทยาลัยระดับโลก แต่เท่านี้ยังไม่พอ ต้องมีการพัฒนางานวิจัย รวมถึงไม่ใช่มีเพียงผลงานทางวิชาการ หรือPAPERเท่านั้น แต่ต้องเป็นงานวิจัยนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ ทำรายได้จริงๆ

 

 

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

“เราจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้น โดยอนาคตตั้งเป้าไว้ว่าจะมีงานวิจัย นวัตกรรมจับต้องได้ไม่ต่ำกว่า10ชิ้นต่อปี เพื่อมุ่งตอบสนองอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ดังนั้น หลังจากนี้จะเห็นนักศึกษา อาจารย์บุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ทำงานวิจัย ช่วยเหลือชุมชน เป็นผู้อาสา ภายใต้ความร่วมมือกับสังคม รัฐบาล ภายใต้การมุ่งเน้นสร้างคน สร้างงานวิจัย และปรับภูมิทัศน์ สภาพแวดล้อม ทุกพื้นที่ต้องส่งเสริมให้นักศึกษา คณาจารย์ได้ผลิตงานวิจัย สร้างนวัตกรรม”

นอกจากการพัฒนานักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัยแล้วปี 2559 สจล. ได้มีดำเนินการก้าวสำคัญหลาย ๆ อย่างเพื่อมุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า (KMIDS)เพื่อบ่มเพาะเด็กไทยตั้งแต่ในวัยเยาว์ให้เป็นนักเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 ผสมผสานหลอมรวมความรู้ ทักษะทั้งในเชิงศาสตร์และเชิงศิลป์ได้อย่างลงตัว เติบโตเป็นนักสร้างนวัตกรรมในอนาคต

 

 

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

“ผู้บริหารสจล.ทุกคนได้มองเป้า 24 ปีข้างหน้า โดยในปี 2040 จะร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์สจล.ที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ประเทศชาติเท่านั้น แต่จะสร้างองค์ความรู้เพื่อมวลมนุษยชาติ ในการสร้างนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่างๆ ให้เกิดขึ้น เพราะถ้ามหาวิทยาลัยอยู่แบบเดิมๆ เราก้าวสู่การแตกดับ ไม่สามารถสู้ใครได้ เนื่องจากโลกใบนี้สู้กันด้วยนวัตกรรมล้วนๆ”

 

 

สจล.ฉลอง56ปี สู่เจ้าแห่งนวัตกรรม

อีก24ปี สจล.จะเปิด“แคปซูลกาลเวลาวิสัยทัศน์สถาบัน (Time Capsule)2016” ที่ฝังไว้ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ชั้น 1 ตึกอธิการบดี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น สจล. มุ่งหวังว่าวิสัยทัศน์หลาย ๆ อย่างต้องเกิดขึ้นจริงก้าวเป็นมหาวิทยาลัยผู้สร้างองค์ความรู้เพื่อมวลมนุษยชาติ ด้วยวิสัยทัศน์ทั้งสี่ คือChange (เปลี่ยน)Innovation (นวัตกรรม)Idealism (อุดมคติ) และFreedom (อิสระ) ตามหลักคำสอนของพระพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคปซูลกาลเวลาวิสัยทัศน์ สจล. มหาวิทยาลัยเจ้าแห่งนวัตกรรมระดับโลกสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02 329 8000หรือwww.kmitl.ac.th

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 รายงาน

เปิดม่านการศึกษา19กย.โดยครูแจ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242805

สกสค.-ธ.ออมสินลงนามความร่วมมือลดภาระหนี้ครู, เปิดม่านการศึกษา19กย.โดยครูแจ่ม, เปิดม่าน, การศึกษา, โดย, ครู, แจ่ม, นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์,  นายชาติชาย พยุหนาวีชัย, บิ๊กหนุ่ย, นายอภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์, สำนักงาน สกสค, ข่าวแจก, ขุมทรัพย์จำนวนมหาศาล, ครูแจ่ม, ดรพิษณุ  ตุลสุข, อัศวินขี่ม้าขาว

เบื้องหลัง สกสค.-ธ.ออมสินลงนามความร่วมมือลดภาระหนี้ครู ระยะแรกประเดิมบรรเทาหนี้กว่า 2.4 แสนคน

                 เปิดม่านการศึกษา19กย.โดยครูแจ่มเปิดเบื้องหลัง สกสค.-ธ.ออมสินลงนามความร่วมมือลดภาระหนี้ครู ระยะแรกประเดิมบรรเทาหนี้กว่า 2.4 แสนคน เปิดม่านการศึกษา19กย.โดยครูแจ่ม

0จัดฉากแถลงข่าว สกสค.-ธ.ออมสินลงนามความร่วมมือลดภาระหนี้ครู ระยะแรกประเดิมบรรเทาหนี้กว่า 2.4 แสนคน ช่วยลดหนี้ได้ราว 2.5 แสนบาทต่อราย ตั้งเป้าระยะต่อไปช่วยลูกหนี้วิกฤตอีกกว่า 4 หมื่นราย

0งานนี้ ฝ่ายสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) มี”นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์” เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ สกสค. และ ” นายชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

โดยมี”บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ “นายอภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ร่วมเป็นสักขีพยาน ประหนึ่งว่า คู่บ่าวสาวจะเข้าห้องหอ ซะงั้น!!

0 เบื้องหลัง ก่อนจัดฉากแถลงข่าว บรรดาตัวแทนธ.ออมสิน เป็นฝ่ายกุลีกุจอ เตรียมงานกันเสียยกใหญ่ จำนวนคนก็มากประมาณ ประหนึ่งว่าจะมายึด“สำนักงาน สกสค.” ซะงั่นแหละ(คิดมากปะ) ว่ากันว่า แม้กระทั่ง “ข่าวแจก”สื่อมวลชน ยังเป็นฝ่ายธ.ออมสินเป็นผู้ดำเนินการ ใครอ่านข่าวแจกชิ้นนี้แล้ว แรกๆ อมยิ้ม!! ไปตามๆ กัน หากอ่านเพียงรอบเดียว

0 หากอ่านข่าวแจก  แบบวิเคราะห์ เจาะลึก ลงไปให้มากกว่านั้่น “สำนักงาน สกสค.” ที่มี“ขุมทรัพย์จำนวนมหาศาล” เป็นที่รับรู้กันทั่วไปนั้น หากเทียบกับสาวงามแล้ว ชายหนุ่่มทั่วแว่นแคว้นแดนดิน ต่างหมายปองอยากเชยชม แต่ด้วยปัญหาอันน้อยนิด ก็อดจะได้สาวงามเอาไว้เชยชม

0 คราวนี้ ชายหนุ่มที่มาใหม่ มาเหนือเมฆเกินความคาดหมายเสียจริง ๆ หากฝ่ายเจ้าสาวตั้งรับไม่ทัน เพราะถูกรุกถึงขอบเตียง คราวนี้ ไม่ใช่เรื่องชวนยิ้มอีกต่อไป ยามนี้“ครูแจ่ม”มองเห็นเพียง“ดร.พิษณุ  ตุลสุข”ศึกษาธิการภาค 17 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้สามารถกุมหัวใจครูทั่วประเทศคนเดียวเท่านั้น ที่จะเป็น“อัศวินขี่ม้าขาว” มาช่วยปลดภาพบังตา ช่วย”เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา“ในยามคับขันเช่นนี้ได้ ในฐานะ”เลขาธิการ สกสค.”คนใหม่ เน้อ!!

0ครูแจ่ม 0

สพม.31 ตั้งคกก.สอบสวนวินัยครูปาแก้วแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242507

สอบวินัย, ครูปาแก้ว, สพม31, ตั้, สอบสวน, วินัย, ครู, แก้ว, แล้ว, การุณ

“การุณ” เผยสพม.31 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยครูปาแก้วแล้ว คาดสรุปผลสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.59 นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)  กล่าวว่า นายชูเกียรติ วิเศษเสนา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) 31 ได้รายงานผลการสืบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียนชั้นม.5 ระบุว่าครูพละปาแก้วโดนกกหูซ้ายจนส่งผลให้ใบหน้าเบี้ยวแล้ว ว่า ครูได้มีการโยนแก้วจริง แต่เป็นการโยนใส่ผนังโดยเจตนาที่จะปรามนักเรียนให้สงบ แต่แก้วกระดอนไปโดนเด็ก ซึ่งเด็กไม่ได้มีอาการบาดเจ็บในทันที ยังคงเล่นกีฬาและเรียนหนังสือต่อได้ ต่อมาเช้าวันรุ่งขึ้นจึงพบอาการผิดปกติ ซึ่งขณะนี้ทาง สพม.31 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเพื่อพิจารณาโทษครูคนดังกล่าวแล้ว คาดว่าจะสรุปผลการพิจารณาโทษทางวินัยได้ภายในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตามตนได้กำชับไปว่าลงโทษต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับฐานความผิด

“โดยส่วนตัวผมมองว่า เหตุการณ์เป็นเพราะครูใช้อารมณ์จนทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจโยนแก้วใส่ตัวเด็ก แต่คนเป็นครูต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้ได้ ซึ่งผมเข้าใจว่าหลังเกิดเหตุนี้ครูก็รู้สึกทุกข์เหมือนกัน แต่เมื่อทำความผิดแล้วก็ต้องยอมรับผลของการกระทำจะได้เป็นข้อเตือนสติ ว่า ต่อไปอย่าใส่อารมณ์กับเด็ก”นายการุณกล่าวและว่า สำหรับกรณีที่เด็กต้องการย้ายโรงเรียน เพราะรู้สึกไม่สบายใจนั้น ตนได้มอบหมายให้ ผอ. สพม.31 ประสานกับผู้ปกครองและเด็กแล้วว่า ต้องการย้ายไปโรงเรียนไหนก็ให้แจ้งได้ เพื่อที่ทาง สพม.31 จะได้ดำเนินการตามที่ร้องขอ