รมว.แรงงาน ย้ำดูแลผู้ประสบเหตุเรือล่มอยุธยาใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243159

ทายาทมีสิทธิรับค่าทำศพ4หมื่นบ., รมว.แรงงาน ย้ำดูแลผู้ประสบเหตุเรือล่มอยุธยาใกล้ชิด, เผย, รมว, แรงงาน, ย้ำ, ดูแล, ผู้, ประสบ, เหตุ, เรือ, ล่ม, อยุธยา, ใกล้ชิด, รมวแรงงาน,  เผย

โฆษกกท.แรงงาน” เผย”รมว.แรงงาน”กำชับให้ดูแลผู้ประสพเหตุเรือล่มอยุธยาใกล้ชิด ระบุ กรณีเสียชีวิต ผู้ประกันตนตาม ม.33และม.39 ทายาทมีสิทธิรับค่าทำศพ 4หมื่นบาท

          นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุกรณีเรือโดยสารล่มกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างใกล้ชิด สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานและครอบครัวที่ประสบเหตุด้วยนั้น ให้อธิบดีแต่ละกรมดูแลบรรเทาทุกข์ในทุกด้าน เพราะถือเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่มีความขยัน หมั่นเพียร แต่ต้องมาเสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย

รมว.แรงงาน ย้ำดูแลผู้ประสบเหตุเรือล่มอยุธยาใกล้ชิด

นายธีรพล ขุนเมือง

          “ในส่วนของผู้ประกันตนให้ดูแลสิทธิประโยชน์ ให้ครบถ้วนโดยเร็ว ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 17 ราย แยกเป็น กรณีเสียชีวิต รวม 4 ราย ซึ่งเป็น ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ทำงานในสถานประกอบการ) จำนวน 2 ราย ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จำนวน 2 ราย และกรณีบาดเจ็บ จำนวน 13 ราย เป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 จำนวน 8 ราย ตามมาตรา 39 (เคยทำงานในสถานประกอบการและออกมาประกอบอาชีพอิสระ) จำนวน 2 ราย และมาตรา 40 จำนวน 2 ราย ซึ่งสำนักงานประกันสังคม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นโดยทันที ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด”โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว

          โฆษกกระทรวงแรงงาน  กล่าวอีกว่า โดยผู้ประกันตนที่ประสบเหตุในครั้งนี้ถือว่าเป็นการประสบอันตรายไม่เนื่องมาจากการทำงาน ผู้ประกันตน มีสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งกรณีเจ็บป่วย ผู้ประกันตนตาม ม.33 และ ม.39 สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา หากไม่ใช่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ สำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบภายใน 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นจะประสานโรงพยาบาลตามบัตรเพื่อรับผิดชอบค่ารักษาต่อไป

         ” ในส่วนของผู้ประกันตนตาม ม.40 ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)และผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิจากสำนักงานประกันสังคม กรณีหยุดพักรักษาตัวจะได้รับเงินทดแทนขาดการขาดรายได้ วันละ 200 บาท ปีละไม่เกิน 30 วันด้วย สำหรับกรณีเสียชีวิต ผู้ประกันตนตาม ม.33 และ ม.39 ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคม ดังนี้ 1) ค่าทำศพ 40,000 บาท 2) เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 3) เงินบำเหน็จกรณีชราภาพ และผู้ประกันตนตาม ม.40 ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคม โดยเป็นค่าทำศพ จำนวน 20,000 บาท”โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวในที่สุด

ทปสท.วอน“ดาว์พงษ์”เร่งตั้งกท.อุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243148

ทปสท.วอนดาว์พงษ์, แก้วิกฤติอุดมศึกษาไทย, เร่งตั้งกท.อุดมศึกษา, ทปสทวอนดาว์, พงษ์, เร่ง, ตั้ง, อุดมศึกษา, ดาว์พงษ์, รัฐกรณ์, บื๊กตู่

“รัฐกรณ์”วอน“ดาว์พงษ์”เร่งตั้งกระทรวงอุดมศึกษา ให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาล“บื๊กตู่” หากไม่สำเร็จชาวอุดมศึกษาคงสิ้นหวัง ที่ต้องทนอยู่ในแดนสนธยาต่อไป

            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ  ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.)ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ที่ชี้ว่าการแยก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ไปตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา อาจเสร็จไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ โดยเป็นห่วงมาตรการกำกับดูแล และความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยใน 3 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบริหาร และด้านธรรมาภิบาล นั้น ตนเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวต้องแยกพิจารณา ในแต่ละประเด็น ๆ ไป ในประเด็น ที่ควรแยกมหาวิทยาลัยออกจากการดูแลของกระทรวงศึกษาธิการนั้น เนื่องที่ผ่านมาสิบกว่าปีที่ยุบทบวงมหาวิทยาลัย เป็น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า มหาวิทยาลัยไทยตกต่ำเมื่อเทียบกับระดับโลก มีปัญหามากมายทั้งในด้านคุณภาพวิชาการ ด้านการบริหาร และด้านธรรมาภิบาล จนกระทั่งต้องมีคำสั่ง ตามมาตรา 44 ออกมาก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

             ทปสท.วอน“ดาว์พงษ์”เร่งตั้งกท.อุดมศึกษา

       ผศ.ดร.รัฐกรณ์  คิดการ

          “ซึ่งสาเหตุ น่าจะมาจากกระทรวงศึกษาธิการ เป็น กระทรวงใหญ่เกินไป รัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารกระทรวงนี้ มักให้ความสำคัญการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอาชีวศึกษา เนื่องจากมีฐานเสียงเป็นจำนวนมาก ไม่มีความซับซ้อนสามารถกำหนดนโยบาย และสั่งการได้โดยง่าย ขณะที่อุดมศึกษา มีความหลากหลายและซับซ้อนมากกว่า ที่สำคัญต้องการความเป็นอิสระทั้งด้านวิชาการ และด้านการบริหาร

          ทำให้แทบไม่มีรัฐมนตรีคนไหนอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว ส่งผลให้บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่ว่าจะเป็นกรณี ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าข้าราชการครูอยู่ 8% มาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา กรณี พนักงานมหาวิทยาลัยถูกเลิกจ้าง ยกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม พนักไม่ได้รับเงินเดือนเต็มตามมติครม. ฯลฯ” ประธาน ทปสท. กล่าว

          ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การที่สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งมี พ.ร.บ.ของตัวเอง และให้อำนาจสภาสถาบันทำหน้าที่กำกับดูแล โดยมี สกอ.เป็นหน่วยงานกำกับดูแลอีกที แต่สกอ.กลับไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ควรจะเป็นได้ เนื่องจากมีการปล่อยให้ผู้บริหารระดับสูง ในสกอ. และกรรมการในบอร์ดใหญ่ 2 บอร์ด คือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านมาตรฐานวิชาการ และการบริหารอุดมศึกษา โดยกรรมการทั้งสองบอร์ดนี้

          “นอกจากจะทำหน้าที่กำกับดูแลแล้ว ยังไปนั่งเป็นนายกและกรรมการสภาสถาบัน เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสถาบันอุดมศึกษาได้ ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งที่รัฐมนตรีกังวลนั้น เป็นคนละประเด็นกับการแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ตรงกันข้ามการมีกระทรวงอุดมศึกษา จะทำให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องให้ความสำคัญ และหันมากำกับดูแลหน่วยงานภายในให้เร่งแก้ปัญหา ของสถาบันอุดมศึกษาได้โดยตรงอย่างจริงจัง ส่วนข้อกังวลด้านวิชาการ ด้านการบริหาร และธรรมาภิบาลนั้น ยังไงก็จำเป็นต้องมีกฎหมายมากำกับ ดูแลการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาควบคู่ไปกับการตั้งกระทรวงใหม่อยู่แล้ว”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

          ผศ.ดร.รัฐกรณ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยในเบื้องต้น ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.)ได้เสนอ ร่าง พ.ร.บ มาตรฐานและธรรมาภิบาลการอุดมศึกษา เพื่อแก้ปัญหาด้านวิชาการและธรรมาภิบาล และ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่ 4 เพื่อแก้ปัญหาด้านการบริหารงานบุคคล ทั้งของข้าราชการและพนักงาน ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น ต่อพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว  เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติอุดมศึกษาไทย จึงอยากเรียกร้องขอให้ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศธ. เร่งดำเนินการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ชุดนี้ หากไม่สำเร็จชาวอุดมศึกษาคงสิ้นหวัง ที่คงต้องทนอยู่ในแดนสนธยาต่อไป

ศธ.ห่วงเด็กนั่งหลังรถรับ-ส่งนร.ขอก.คมนาคม-สตช.กวดขัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243122

สตช., รถรับ-ส่งนักเรียน, ห่วง, เด็ก, นั่ง, หลัง, รับ, ส่ง, คมนาคม, สตช, กวดขัน, ดาว์พงษ์

“ดาว์พงษ์”เตรียมทำหนังถึงก.คมนาคม-สตช.-ช่วยกวดขันรถรับ-ส่งนักเรียน หลังเห็นคลิปเด็กนั่งเล่นบนหลังคารถ ห่วงเด็กได้รับอันตราย

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้ดูคลิปวิดีโอที่มีรถรับส่งนักเรียนคันหนึ่งในต่างจังหวัดมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งขึ้นไปนั่งและเล่นกันบนหลังคารถ ซึ่งทันทีที่เห็นก็รู้สึกไม่สบายใจและเป็นห่วงถึงความปลอดภัยของเด็ก แม้เรื่องนี้จะอยู่นอกเหนือความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่ตนก็มองว่าเราไม่ควรละเลย ดังนั้น ในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำชับไปยังสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งให้คอยสอดส่อง เมื่อเด็กขึ้นรถรับ-ส่งนักเรียนต้องนั่งอยู่ในรถเรียบร้อย  นอกจากนี้ ตนจะทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม (คค.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขอให้ช่วยกวดขันให้ผู้ขับรถรับ-ส่งนักเรียนปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน จะทำสำเนาหนังสือไปดังกล่าวไปยังคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบและช่วยกวดขันดูแลเด็กอีกทางหนึ่ง

“ผมจะขอให้ทางก.คมนาคม สตช.ช่วยกวดขันในเรื่องนี้ เพราะถ้าวันไหนเกิดเรื่องขึ้นมาเราก็จะเสียใจกันทุกคน ดังนั้นไม่ควรจะรอให้เกิดเรื่อง ซึ่งผมรู้สึกกังวลแต่ก็เข้าใจว่าในต่างจังหวัดชาวบ้านจะรวมตัวกันจ้างรถจากหมู่บ้านมาส่งลูกหลานที่โรงเรียน เราก็ไม่รู้เด็กเขานั่งกันมาอย่างไร อาจจะนั่งเบียดกันมาบ้าง แต่ถึงขั้นนั่งบนหลังคาผมว่าก็ไม่ไหว รับไม่ได้เพราะอันตราย จะโทษผู้อำนวยการหรือครูของผมไม่ดูแลก็ไม่ได้เพราะบางเรื่องก็เกินที่จะควบคุม ก็ต้องขอให้ผู้รักษากฎหมายมาช่วยดูแล”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

สพฐ.ย้ำงบปี 60 เน้นกระจายสู่พื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243051

งบปะมาณ 2560, ลงพื้นที่, สพฐ, ย้ำ, เน้น, กระจาย, สู่, พื้นที่, สพฐย้ำงบปี, เน้นกระจายสู่พื้นที่

สพฐ.เผยได้งบฯปี 60 กว่า 3 แสนล้านบาท ชี้ปรับรูปแบบบริหารกกระจายงบฯสู่เขตพื้นที่ฯ มากขึ้น ปรับบทบาทส่วนกลางกำกับ ติดตาม

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.59 นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) ว่า  ในปีงบประมาณ 2560 สพฐ.ได้รับอนุมัติงบฯ จำนวน 313,157 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีงบประมาณ 2559 ประมาณ 6,000 กว่าล้านหรือคิดเป็น 2% ซึ่งในการประชุมผู้บริหาร สพฐ.ได้กำชับว่าจะต้องมีการบริหารงบประมาณ  ให้มีประสิทธิ โดยยึดตามกรอบนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นสำคัญ และจะเน้นการกระจายงบประมาณลงไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา มากขึ้น และให้จังหวัดเข้ามามีบทบาทในการวางแผนพัฒนาการศึกษามากขึ้น  อาทิ การพัฒนาครู ก็จะจัดสรรงบฯลงไปยังเขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนงานโครงการเองให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการ เป็นต้น ขณะที่ส่วนกลางได้เริ่มจัดทำแผนปฎิบัติการปรับบทบาทสู่การกำกับ ติดตาม และประเมินผล

“ขณะนี้สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ของ สพฐ.ได้วางแผนการใช้งบประมาณแล้ว และเพื่อไม่เกิดความซ้ำซ้อนในโครงการต่างๆ  หน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับของ สพฐ.จะต้องไปดูด้วยว่ามีโครงการใดที่ดำเนินการและไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่  เพื่อป้องกันการใช้จ่ายงบฯที่ซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม จากนี้การใช้จ่ายงบฯจะต้องทำให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งการใช้งบฯปี 2560 สพฐ.จะต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทุกเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเร่งดำเนินการให้การใช้งบฯมีประสิทธิภาพ” นายพะโยม กล่าว

เร่งวางมาตรการสกัดครูทำโทษเด็กเกินกว่าเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243047

มาตรการ, ทำโทษเด็กเกินกว่าเหตุ, เร่ง, วาง, มาตร, การสกัด, ครู, ทำโทษ, เด็ก, เกิน, กว่า, เหตุ

สพฐ.เร่งยกร่างแนวทางมาตรการดำเนินการต่อผู้บริหารและครูที่ลงโทษเด็ก รุนแรงเกินกว่าเหตุ เบื้องต้นจะกำชับให้ครูระมัดระวังการกระทำต่อเด็ก แนะกระบวนการสั่งสอนเชิงบวก

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.59 นายพะโยม  ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงมาตรการการลงโทษนักเรียน ว่า  ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีระเบียบและได้กำหนดมาตรการในการลงโทษนักเรียนของครู เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงโทษนักเรียนในระดับที่รุนแรงเกินกว่าเหตุแล้ว  แต่ขณะนี้ก็พบว่ามีเหตุการณ์คเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น ต่อไปนอกจากมาตรการป้องกันโดยกำหนดการลงโทษนักเรียนแล้ว คงต้องมีมาตรการในการลงโทษกำกับติดตามครูที่กระทำการดังกล่าวให้มากขึ้น

ด้าน นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) สพฐ. กล่าวว่า  นายการุณ  สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้มอบให้นายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบริหารงานบุคคลและนิติการ เป็นประธานคณะทำงานในการยกร่างแนวทางดำเนินการ เบื้องต้นจะกำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษากำชับครูให้ดำเนินการอบรมสั่งสอนนักเรียน โดยใช้กระบวนการในเชิงบวก ยึดการใช้วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างกัลยาณมิตรและสร้างสรรค์  จะกำชับให้สถานศึกษาสอดส่อง ดูแลข้อราชการและบุคลากรของโรงเรียนในสังกัด ระมัดระวังในการปฏิบัติกับนักเรียน ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมที่ครูพึ่งกระทำต่อศิษย์ โดยให้เป็นไป ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 อย่าง เคร่งครัด หากมีผู้ใดฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามควรแก่กรณี  และเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นให้โรงเรียนรายงานสถานการณ์ตามลำดับชั้นทันที เพื่อ ให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ถูกต้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะควร

ทั้งนี้ ระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ได้กำหนดบทลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด ไว้ 4 สถาน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรม โดยระเบียบดังกล่าวมีการประกาศใน นายอดิศัย โพธารามิก ดำรงตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ

ตั้ง “พิษณุ” เลขาฯสกสค. “สมศักดิ์” เลขาฯคุรุสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243030

ตั้งปฏิบัติหน้าที่, เลขาธิการ สกสค., สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์, พิษณุ ตุลสุข, ตั้ง, พิษณุ, เลขาฯ, สมศักดิ์, คุรุสภา, เลขาฯสกสค, เลขาฯคุรุสภา, ดาว์พงษ์, พินิจศักดิ์

“ดาว์พงษ์” เช็นตั้ง “พิษณุ” ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.แทน “พินิจศักดิ์” ที่ขอลาออก และ “สมศักดิ์” ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ส่วนผอ.องค์การค้าฯ ยังไม่คิด

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในคำสั่ง เรื่องมอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 7/2558 มอบหมายให้ดร.พิษณุ   ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)  แทนนายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งขอลาออกจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มอบหมายให้ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา แทน ดร.ชัยยศ  อิ่มสุวรรณ์ รองปลัด ศธ.ตามที่ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. เสนอ ส่วนตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค.แทนดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นั้น ปลัด ศธ. ได้เสนอรายชื่อผู้เหมาะสมมา 2 ราย แต่ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ ขอพิจารณาให้รอบคอบก่อน

ด้าน ดร.พิษณุ กล่าวว่า  ตนพร้อมที่จะทำหน้าที่ในทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับเพื่อนครู เพราะตนอยู่กับครูมานานรู้ดีว่าจะดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูอย่างไร ซึ่งสกสค.เป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณมาก หากบริหารจัดการให้ดีและคุ้มค่าก็จะสามารถดูเพื่อนครูให้มีสวัสดิการ  สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตดี เช่น เรื่องการจัดอบรมพัฒนาครู โดยที่ครูไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง เป็นต้น

“ขณะนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากที่ได้รับผมจะขอรับนโยบายจาก รมว.ศึกษาธิการ ว่ามีภารกิจอะไรที่ต้องการให้ดำเนินการเร่งด่วน เพื่อมาจัดลำดับความสำคัญ โดยในส่วนตัวก็มีอยู่ในใจบ้างแล้วว่าจะทำเรื่องใดบ้าง”ดร.พิษณุ กล่าว

ให้ประวัติศาสตร์ -ภูมิศาสตร์เป็นกิจกรรมบังคับเด็กต้องร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242997

วิชาประวัติศาสตร์, ให้, ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, เป็น, กิจกรรม, บังคับ, เด็ก, ต้อง, ร่วม, ให้ประวัติศาสตร์

สพฐ.เพิ่มความเข้มข้นวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ จัดทำคู่มือครูและกำหนดหัวข้อการเรียนให้ชัด เตรียมกำหนดให้ทั้งประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ เป็นกิจกรรมบังคับ

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.59 นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวตามนโยบายเร่งด่วนที่พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มอบให้ สพฐ.ดำเนินการ โดยเฉพาะปรับเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ ให้มีความเข้มข้น ซึ่งในส่วนของวิชาประวัติศาสตร์นั้น โครงสร้างหลักสูตรกำหนดให้นักเรียนต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่แล้ว แต่เพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้เข้มข้นขึ้น ทางสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) จะไปจัดทำคู่มือจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์สำหรับครู และจัดหาหนังสืออ่านนอกเวลาให้ด้วย

นายพะโยม กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเรียนภูมิศาสตร์ นั้นยังคงอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเช่นเดิม แต่ สพฐ.จะทำหลักสูตรให้ชัดเจนขึ้น กำหนดว่าหัวใจสำคัญของเรื่องภูมิศาสตร์ที่เด็กจะต้องเรียนรู้มีอะไรบ้าง อาทิ แผนที่และภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอาการและภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น รวมถึงจะกำหนดให้โรงเรียนใช้ช่วงเพิ่มเวลารู้ ตามโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เป็นฐานด้วย อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ ต้องการให้ สพฐ.กำหนดกิจกรรมในช่วงเพิ่มเวลารู้ ว่ากิจกรรมใดเป็นกิจกรรมบังคับที่เด็กทุกคนต้องร่วม กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมเลือก ซึ่งสพฐ.ก็จะกำหนดให้กิจกรรมในวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ รวมถึงกิจกรรมสร้างสาธารณประโยชน์เป็นกิจกรรมบังคับที่เด็กต้องเข้าร่วม

“นอกจากนี้ เรื่องฟื้นการท่องสูตรคูณและคิดเลขเร็ว ปกติการท่องสูตรจะเริ่มตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 2 ตรงนี้จะทำให้เข้มแข็งขึ้น โดยจะรื้อฟื้นให้เด็กต้องท่องสูตรคูณได้ตั้งแต่แม่ 1- แม่ 12 ส่วนเด็กที่โตขึ้นระดับมัธยมศึกษาจะต้องท่องสูตรคูณได้ถึงแม่ 25 เป็นต้น ส่วนการคิดเลขเร็ว จะมีการแจกแบบฝึกหัดไปยังโรงเรียน และส่วนหนึ่งจะแขวนไว้บนเว็บไซต์ให้โรงเรียนดาวน์โหลดไปใช้งาน ซึ่งแบบฝึกหัดบางชุดจะแยกตามศักยภาพของนักเรียนด้วย” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม เวลานี้ สพฐ.กำลังศึกษาเกี่ยวกับเวทคณิต ซึ่งเป็นการคิดเลขเร็วแบบอินเดีย โดยกำลังจะเริ่มนำมาทดลองใช้ในบางโรงเรียน และอนาคตอาจจะขยายผลไปใช้กับโรงเรียนทั่วประเทศ”

เยาวชนไทย พึงพอใจในชีวิตระดับสูง 8.25เต็ม10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242965

เด็กพึงพอใจในชีวิตสูง, เด็กกทม.พอใจในชีวิตต่ำ, เยาวชน, ไทย, พึงพอใจ, ชีวิต, ระดับสูง, 825เต็ม10, เยาวชนไทย, กลุ่มฐานันดร

เปิดผลสำรวจความพึงพอใจชีวิตและความเชื่อมั่นในอนาคต ต้อนรับวันเยาวชนแห่งชาติ พบว่าพอใจในชีวิตระดับสูง 8.25 เต็ม 10 เหตุครอบครัวยังเป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญ

        นายเดชรัต  สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวถึงความพึงพอใจในชีวิตและความเชื่อมั่นในอนาคตของเยาวชนเนื่องในในวันเยาวชนแห่งชาติว่า จากการสำรวจความพึงพอใจในชีวิตและความเชื่อมั่นในอนาคตของเยาวชนไทยรุ่นใหม่ โดยมูลนิธินโยบายสุขภาวะและเครือข่ายเสียงประชาชน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำการสำรวจทัศนคติของเยาวชนคนรุ่นใหม่ อายุ 15-25 ปี จำนวน2,750 คน ในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี อยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ตราด สระแก้ว ระยอง เชียงใหม่ น่าน ตาก เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย อำนาจเจริญ ชุมพร กระบี่ ภูเก็ต และนราธิวาส ระหว่างวันที่ 1-15 ธันวาคม 2558 เพื่อทำความเข้าใจกับความพึงพอใจในชีวิต ความเชื่อมั่นในอนาคตและความคาดหวังต่อการพัฒนาในอนาคตของเยาวชนแต่ละกลุ่ม

นายเดชรัต กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้ได้เพิ่มตัวแปรใหม่เรียกว่า “กลุ่มฐานันดร” ด้วยการถามว่า เยาวชนคิดว่าตนเองเป็นกลุ่มฐานันดรใดในทัศนะของเพื่อน โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มคือ กลุ่มฐานันดรนักกีฬา/นักดนตรี/นักกิจกรรม กลุ่มฐานันดรเด็กเรียน/เด็กเนิร์ด กลุ่มฐานันดรตัวท็อป/ป็อบปูลาร์ กลุ่มฐานันดรอันธพาล กลุ่มฐานันดรไร้ตัวตน และกลุ่มอื่นๆ เพื่อศึกษาความพึงพอใจในชีวิตและความเชื่อมั่นในอนาคตในแต่ละกลุ่มฐานันดรของเยาวชน โดยตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับการประเมินแต่ละคนตามความนึกคิดและเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตน ซึ่งมีค่าคะแนนความพึงพอใจตั้งแต่ 1 คือ ไม่พึงพอใจในชีวิตเลย ไปจนถึง 10 หมายถึง มีความพึงพอใจในชีวิตมากที่สุด ซึ่งพบว่า ในภาพรวมแล้วเยาวชนคนรุ่นใหม่ไทยมีความพึงพอใจในชีวิตและความเชื่อมั่นในอนาคตในระดับสูง8.25 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และครอบครัวยังเป็นแหล่งพลังใจที่สำคัญที่สุด ในการช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความพึงพอใจในชีวิต และยังเป็นพลังสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเยาวชน

“เยาวชนภาคเหนือจะมีความพึงพอใจในชีวิตสูงที่สุด 8.45 คะแนน ตามด้วยภาคตะวันออก 8.36คะแนน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8.29 คะแนน ภาคกลาง 88.28 คะแนน กรุงเทพและปริมณฑล 8.04คะแนน และภาคใต้มีความพึงพอใจในชีวิตน้อยที่สุด 8.01 คะแนน ส่วนความพอใจสภาพแวดล้อมของจังหวัดที่ตนอยู่พบว่า เยาวชนภาคกลางมีระดับความพอใจสูงสุด ส่วนเยาวชนภาคเหนือภูมิใจในบ้านเกิดของตนเองสูงสุด

     ขณะที่เยาวชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมของจังหวัดที่ตนอยู่ต่ำที่สุด รวมถึงความภาคภูมิใจในจังหวัดที่ตนอยู่ในอยู่ต่ำที่สุดเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะสัดส่วนของเยาวชนที่มีภูมิลำเนาหรือบ้านเกิดอยู่ในกทม.และปริมณฑลมีน้อยที่สุดถึง 60% ของเยาวชนในกทม.และปริมณฑลที่ตอบแบบสอบถาม ส่วนปัญหาในเยาวชน อันดับ 1 การเรียน 35%รองลงมาคือ การเงิน 25% ความรัก 12% และปัญหาสุขภาพ 10%” นายเดชรัต กล่าว

นายเดชรัต กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อจำแนกตามฐานันดรจะพบว่า เยาวชนที่จำแนกตนเองเป็นกลุ่มฐานันดรนักกีฬา/นักดนตรี/นักกิจกรรมมีความพึงพอใจในชีวิตสูงที่สุด 8.40 คะแนน ตามด้วยฐานันดรเด็กเรียน/เด็กเนิร์ด 8.35 คะแนน และฐานันดรตัวท็อป/ป็อบปูลาร์ 8.34 คะแนน ขณะที่ฐานันดรอันธพาล มีระดับความพึงพอใจในชีวิต 7.75 คะแนน และฐานันดรไร้ตัวตน ซึ่งเป็นกลุ่มฐานันดรที่มีความพึงพอใจในชีวิตต่ำสุด 7.69 คะแนน

โดยพบว่ากลุ่มเด็กเรียนเป็นกลุ่มที่มีความพึงพอใจสูงสุดทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัว ชีวิตการเรียน สถานะทางการเงิน และสภาพสังคมแวดล้อม ส่วนกลุ่มนักกีฬา นักกิจกรรมมีความพึงพอใจสูงสุดด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ขณะที่กลุ่มฐานันดรอันธพาลและกลุ่มไร้ตัวตน มีระดับความพึงพอใจต่ำสุดในความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อน สถานะการเงิน และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

นายเดชรัต กล่าวด้วยว่า สำหรับความเชื่อมั่นในอนาคตพบว่า เชื่อมั่นว่าตนเองจะมีอนาคตที่สดใสอยู่ที่ 8.16 คะแนน  เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของตนเองอยู่ในระดับ 7.96 และเชื่อมั่นว่า ในอีก10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีอนาคตสดใสอยู่ที่ระดับคะแนน 7.86 

  อย่างไรก็ตามในกลุ่มฐานันดรไร้ตัวตนและกลุ่มฐานันดรอันธพาล มีระดับความเชื่อมั่นในทุกด้านต่ำกว่ากลุ่มฐานันดรอื่นๆ  สังคมไทยมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการการทำความเข้าใจในสาเหตุ วิธีคิด และแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่มฐานันดรไร้ตัวตน และกลุ่มฐานันดรอันธพาล เพราะคนทั้งสองกลุ่มมีประมาณ 15% และยังมีปัญหาในการดำเนินชีวิตมากพอสมควร รวมถึงไม่ได้รับแรงสนับสนุนที่มากพอจากทั้งครอบครัว ครู และเพื่อน

ชื่นชมเด็กไทยคว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์จากกิโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242895

ทีมนักเรียนที่ร่วมแข่งขัน World Bond Robot Contest 2016 หอบ 5 รางวัลที่ได้รับจากแข่งขันอวดชัยชนะที่ ศธ. “กำจร” ชี้เวทีนี้สะท้อนศักยภาพเด็กไทยสร้างแข่งขันเวทีโลก

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.59 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  นายธีรวัฒน์ ประกอบผล รองประธานโครงการ Thailand Green Mech Contest นำคณะครูและนักเรียนที่สร้างชื่อเสียงจากการเข้าร่วมแข่งขัน World Bond Robot Contest 2016 ที่ประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์ จากกิโก้ (Gigo) ตัวต่ออัจฉริยะ ภายในหัวข้อ การตั้งรับภัยพิบัติตามธรรมชาติ เข้าพบ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เพื่อนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ โดยนายธีรวัฒน์ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์จากกิโก้ ถือเป็นหนึ่งในการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จินตนาการ เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ในเชิงวิศวกรรมทางกลไกต่างๆ รวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้ประโยชน์ ซึ่งในการแข่งขัน 2016 World Bond Robot Contest ได้ผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ไต้หวัน จีน ฮ่องกง ไทย ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมทั้งหมด 147 ทีม

ในส่วนของประเทศไทยได้รับทั้งหมด 5 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร ได้รางวัล Runner Up ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2.โรงเรียนพุฒิรังสีพิบูลย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รางวัล Design and Explanation of Juncture Superior Innovation (1st Place) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3.โรงเรียนอนุบาลวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รางวัล Gold medal ระดับประถมศึกษา 4.โรงเรียนบ้านท่าข้าม จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รางวัล Silver medal ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ 5.โรงเรียนอนุบาลชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ได้รางวัล Bronze medal ระดับประถมศึกษา

ด้าน รศ.นพ.กำจร กล่าวว่า การแข่งขันนี้แสดงถึงศักยภาพเด็กไทยว่าเราสามารถแข่งขันในระดับโลกได้ ซึ่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนรูปแบบสะเต็มศึกษา และเมื่อมาประกอบกับอุปกรณ์ กิโก้ เด็กก็จะสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่เรียนมาใช้ต่อยอดสร้างนวัตกรรมต่างๆ ได้ ถือเป็นการเริ่มต้นการคิดวิเคราะห์ที่ดี ก็ขอแสดงความยินดีกับเด็กทุกคนที่ได้รับรางวัลและเป็นส่วนที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

ภาพ ประชาสัมพันธ์สำนักงานปลัด ศธ.

สอศ.-ไมโครซอฟท์ สร้างศูนย์เรียนรู้ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/242880

ไมโครซอฟท, เทคโนโลยีคลาวด์, ศูนย์สารสนเทศออนไลน์, ไมโครซอฟท์, สร้าง, ศูนย์, เรียนรู้, ออนไลน์, สอศ-ไมโครซอฟท์

สอศ.-ไมโครซอฟท์ จับมือนำเทคโนโลยี Microsoft YouthWork สร้างศูนย์เรียนรู้ออนไลน์ครบวงจรเสริมทักษะวิชาชีพนอกห้องเรียน เชื่อมผู้ประกอบการ ใช้นำร่องใน 20 วิทยาลัย

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.59 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และนายอรพงศ์ เทียนเงิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ในการนำเทคโนโลยี Microsoft YouthWork มาสร้างศูนย์เรียนรู้ออนไลน์ครบวงจรเสริมทักษะวิชาชีพนอกห้องเรียนด้านต่าง ๆ มี พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยาน

โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในการทำงานของคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ ที่เน้นยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษา เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยประโยชน์ในการนำเทคโนโลยี Microsoft YouthWork มาใช้จะเป็นการขยายช่องทางให้เด็กอาชีวศึกษา มีเครือข่ายเชื่อมกับผู้ประกอบการโดยตรง สามรถเลือกงานที่ใช่ในแบบที่ชอบได้ นักศึกษาได้เรียนรู้โลกอาชีพจากข้อมูลการจ้างงาน และเตรียมพร้อมเข้าสู่อาชีพ ครูใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนและระบบออนไลน์ รวมถึงประเมินและรับรองผลสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่เทคโนโลยี นี้สามารถใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการไอโอเอสและแอนดรอยด์

สอศ.-ไมโครซอฟท์ สร้างศูนย์เรียนรู้ออนไลน์

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี Microsoft YouthWork แล้ว ในระยะต่อไปนำระบบนี้ไปใช้นำร่องใน 20 วิทยาลัยที่เน้นการจัดการเรียนการสอนด้านก่อสร้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มวิทยาลัยต้นแบบในโครงการประชารัฐ เพื่อพัฒนาให้เป็นสุดยอดอาชีวศึกษา ซึ่งขณะนี้วิทยาลัยเหล่านี้ก็มีบริษัทใหญ่ อาทิ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี บริษัท ช.การช่าง จำกัด เป็นต้น เข้ามาสนับสนุน

ขณะที่ นายอรพงศ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีคลาวด์จะช่วยให้บุคลากรอาชีวศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้ ที่จะเป็นการนำเยาวชนอาชีวศึกษาออกสู่ตลาดแรงงานกว่า 2,500 หลักสูตร อีกทั้ง ยังเป็นการเปิดกว้างให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมด้วย