โรคพริกหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 5 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/654199


ฤดูฝนความชุ่มฉ่ำมาเยือน โรคเชื้อราถามหา เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริก ทั้งหลายให้เตรียมรับมือการระบาดของ โรครากโคนเน่า และ โรคกุ้งแห้ง หรือแอนแทรคโนสจากเชื้อรา พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพริก

โรคกุ้งแห้ง มักพบอาการบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือผลพริกก่อนจะเปลี่ยนสี เริ่มแรกมีแผลจุดช้ำสีน้ำตาลบุ๋มยุบตัวลึกลงเล็กน้อยในผิวผลพริก ต่อมาแผลขยายออกเป็นวงรีหรือวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ถ้าอากาศชื้นบริเวณแผลจะมีเมือกเยิ้มสีส้มอ่อนๆ

แต่หากแสดงอาการที่ผลอ่อนจะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง เชื้อราก่อโรคกุ้งแห้งสามารถติดไปกับเมล็ดได้…ถ้าเกษตรกรต้องการเก็บเมล็ดพริกไว้ทำพันธุ์ กรมวิชาการเกษตร แนะให้เลือกเก็บเฉพาะผลที่ปลอดโรค การปลูกไม่ควรปลูกต้นพริกให้ชิดกันเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท ที่สำคัญยังทำให้เชื้อราแพร่กระจายเกิดการระบาดได้อย่างรวดเร็ว

หากสำรวจพบพริกแสดงอาการโรค ควรเก็บผลพริกเป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที…หากเริ่มพบการระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5-10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารแมนโคเซบ 75% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารโพรคอลราซ 45% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และพ่นทุก 7-10 วัน

โรครากเน่าโคนเน่า มักเกิดในระยะพริกโตเต็มที่ ช่วงออกดอกติดผล อาการเริ่มแรกจะมีใบเหลืองและร่วง หากระบาดรุนแรง ต้นพริกจะเหี่ยวและยืนต้นตาย…โคนต้นจะพบเชื้อราเส้นใยสีขาวรวมเป็นก้อนกลมจากนั้นจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลดำคล้ายเมล็ดผักกาด (ราเม็ดผักกาด)

หากเริ่มพบระบาดให้รีบถอนต้นพริกและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา อีไตรไดอะโซล 24% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารควินโตซีน 75% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณโคนต้น หรือดินในหลุมที่ขุดเอาดินเก่าออกแล้ว

และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ใส่ปูนขาวปรับสภาพดินก่อนปลูกพืชฤดูถัดไป…แต่แปลงที่มีการระบาดรุนแรงควรปลูกพืชชนิดอื่นสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 5 ปี.

สะ-เล-เต

 

เล็งชง”ประยุทธ์”ใช้ม.44 คุมมหา’ลัย 2 แห่งสัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243313

2มหาวิทยาลัย, ประยุทธ์ ใช้ ม.44, ม.44, นายกฯ, เล็งชงนายกฯใช้ม44, เล็ง, ประยุทธ์, ใช้, คุม, มหาลัย, แห่ง, สัปดาห์, หน้า, เล็งชงประยุทธ์ใช้ม44, คุมมหาลัย, แห่งสัปดาห์หน้า, ดาว์พงษ์

คาดเสนอหัวหน้าคสช.ใช้ม.44 คุม 2 มหา’ลัย สัปดาห์หน้า “ดาว์พงษ์” น้ำมหา’ลัยใดมีปัญหาแก้ไม่ตกเข้ามาพบได้แต่ขอให้พาคู่กรณีมาพร้อมกัน

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้เสนอรายชื่อ คณะบุคคลเพื่อแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยรัฐทั้ง 2 แห่ง ซึ่งมีปัญหาธรรมาภิบาลมาที่ตนแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนตนจะต้องเสนอขอให้พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง อนุมัติให้เข้าไปควบคุมมหาวิทยาลัยทั้ง 2แห่งก่อน จากนั้นจึงเป็นอำนาจของตนในการพิจารณาแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่  โดยคาดว่า จะสามารถเสนอให้หัวหน้าคสช.อนุมัติได้ในสัปดาห์หน้า

ส่วนกรณีที่ นายบัณฑูร สุภัควณิช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายกสภามหาวิทยาลัย   มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งนั้น ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่การที่นายกสภาฯลาออกจะไปบอกว่า มหาวิทยาลัยมีปัญหาธรรมาภิบาล ก็คงไม่ใช่ อาจเป็นภาวะปกติของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เองก็เป็นได้ ทั้งนี้ หากพบว่ามหาวิทยาลัยใด มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลอีก ก็ใช้อำนาจหัวหน้าคสช.ตั้งคณะกรรมการเข้าไปควบคุม เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)สุรินทร์  และมรภ.ชัยภูมิ ซึ่งยอมรับว่าขณะนี้ยังมีอีกหลายแห่งที่มีปัญหา  และหากที่มหาวิทยาลัยใดต้องการเข้ามาคุยกับตนก็สามารถเข้าพบได้ แต่ขอว่า ให้คู่กรณีนัดมาพร้อมกันทั้ง 2 ฝ่าย

ศธ.สั่งสอบผู้บริหารกรณีเด็กป.5 ถูกลวงข่มขืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243312

เด็กป.5, สั่ง, สอบ, ผู้บริหาร, กรณี, เด็ก, กลวง, ข่มขืน, ถูกลวงข่มขืน, ดาว์พงษ์

กรณีล่อลวงเด็กป.5 ไปข่มขืน “ดาว์พงษ์” สั่งสอบผู้บริหาร ร.ร.กรณีเด็กป.5 ถูกลวงออกนอกร.ร.ได้อย่างไร จี้ทุกร.ร.ต้องดูแลเด็ก ขณะที่ สพฐ.ส่งฉก.ชน.ลงพื้นที่หาข้อเท็จ

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ปกครองนักเรียนชั้นป.5 วัย 11 ปีโรงเรียนย่านคลอง 13 จ.ปทุมธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร้องเรียนว่า นักเรียนถูกวัยรุ่นชายล่อลวงออกจากโรงเรียนหลังเคารพธงชาติในช่วงเช้าไปข่มขืนในซอยเปลี่ยวพร้อมขู่ฆ่าก่อนที่จะนำกลับมาส่งที่โรงเรียนนั้น ตนได้สั่งการให้ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ไปตรวจสอบว่า ครูปล่อยให้นักเรียน ออกจากโรงเรียนไปได้อย่างไร พร้อมทั้งให้กำชับไปยังสถานศึกษาทุกแห่งว่า เมื่อเด็กเข้าไปอยู่ในเขตรั้วโรงเรียนแล้ว ผู้บริหารและครูจะต้องดูแล ผู้บริหารสถานศึกษาจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้จะต้องมีการสอบสวนผู้บริหารสถานศึกษาแน่

ด้าน นายการุณ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจาก นายเสริมปัญญา เทียมวัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ว่าทางโรงเรียนได้ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เมื่อเวลา 07.45 น.ของวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา นักเรียนมาขออนุญาตออกนอกโรงเรียนกลับบ้าน โดยบอกว่าผู้ปกครองให้พี่มารับ ซึ่งเด็กบอกว่าเป็นญาติ เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนและคุ้นเคยกับเด็กและครอบครัวเป็นอย่างดี โดยครูเวรประจำวันก็ได้สอบถามกับผู้ที่มารับรวมถึงสอบถามเด็กแล้วว่ารู้จักคุ้นเคยดีและบอกว่าแม่มีธุระแม่ให้มารับครูจึงอนุญาตให้ไป จากนั้นเมื่อเวลา 09.20 น.ครูประจำชั้นได้โทรศัพท์ไปหาผู้ปกครองจึงรู้ว่าเด็กไม่ได้กลับบ้าน ผู้ปกครองจึงโทรศัพท์ไปหานักเรียน จึงพบนักเรียนพร้อมผู้ก่อเหตุและแจ้งตำรวจจับกุมดำเนินคดี จากนั้นครูเวรประจำวันและครูประจำชั้น ก็ได้เดินทางไปพบผู้ปกครองและนักเรียนที่บ้านพร้อมทั้งพานักเรียนไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหนองเสือ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้ นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) สพฐ. ลงไปสืบหาข้อเท็จจริงในสถานศึกษาว่า เด็กนักเรียนชั้นป.5 และวัยรุ่นที่มารับออกจากโรงเรียนเป็นญาติ หรือมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ถูกหลอกให้ออกจากสถานศึกษาไปอย่างไร และหลังจากได้รับรายงานจาก ฉก.ชน. สพฐ. อย่างเป็นทางการแล้ว ก็จะมีการสอบสวนผู้บริหารสถานศึกษาอีกครั้ง

ชวนเยาวชนสร้างหนังสั้นเรื่อง “เหล้า” ส่งประกวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243285

สสส., ประกวดหนังสั้น, ชวน, เยาวชน, สร้าง, หนัง, สั้น, เรื่อง, เหล้า, ส่ง, ประกวด, ส่งประกวด, อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา

สสส.ผนึกภาคีเครือข่ายชวนนร.นิสิต นศ.ร่วมส่งผลงานประกวดภาพยนตร์สั้น หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา” ตั้งแต่บัดนี้-15 พ.ย.นี้ ร่วมเวิร์กช็อป 6 ผู้กำกับคนดัง

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.59 ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการประกวดสื่อภาพยนตร์สั้น หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา” ภายใต้โครงการปิ้งส์ โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานควบคุมแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เครือข่ายองค์กรงดเหล้า สมาคมผู้กำกับแห่งประเทศไทย สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และมูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน จัดขึ้นเพื่อหวังใช้เป็นสื่อรณรงค์ให้กลุ่มนักดื่มมีความรู้ ความเข้าใจถึงอันตรายและโทษที่เกิดขึ้นเพราะการดื่ม

นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า สาเหตุของการบาดเจ็บ ป่วย พิการ และเสียชีวิต อันดับหนึ่งไม่ใช่เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นเหตุสำคัญ ทั้งยังเป็นผลกระทบที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยเรื้อรังจากอุบัติเหตุ หรือเฉียบพลันก็คือเสียชีวิตอันเนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือผู้ดื่มทำให้เกิดเหตุต่อผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาทั้งภายในและภายนอกครัวเรือน โดยเฉพาะปัญหาการเงินมีผลกระทบมากกว่าปัญหาอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 5.69 รองลงมา เป็นการมีปากเสียงทะเลาะโต้แย้งในครัวเรือน 5.55 สุดท้าย รบกวนการทำงานและคุณภาพชีวิต 4.29 เพราะฉะนั้น สธ.ได้ถือเรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยจากการขับเคลื่อนและรณรงค์ผู้ดื่มทุกเพศทุกวัยตระหนักถึงโทษของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็พบว่า ปัจจุบันการดื่มในกลุ่มผู้ใหญ่ลดลง แต่ที่ยังน่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กวัยรุ่นหรือนักดื่มหน้าใหม่ ที่มีความสนใจอยากรู้อยากลอง และหลงเชื่อคำโฆษณาได้ง่าย

“กลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วง แต่การจะสื่อสารไปถึงเด็กๆเหล่านี้ ไม่มีใครสื่อสารถึงพวกเขาได้ดีเท่ากับคนวัยเดียวกัน เพราะฉะนั้น เชื่อว่าภาพยนตร์สั้นที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นคนสร้างขึ้นครั้งนี้จะเป็นอีกหนทางที่จะช่วยลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ลง อย่างไรก็ตาม ฝากว่าในการสร้างภาพยนตร์สั้นนั้นขอให้ระมัดระวัง อย่าให้เห็นภาพบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แก้วเครื่องดื่ม หรือการใช้ชีวิตที่สนุกสนานดูดีทั้งที่มีการดื่ม เพราะอาจจะกลายเป็นการสื่อสารที่ให้ผลในมุมกลับ กลายเป็นกระตุ้นให้คนจดจำและมองว่าเป็นเรื่องดี”นพ.สมาน กล่าวและว่า สำหรับ 3 หลักสำคัญในการรณรงค์ลดการดื่ม ก็คือ 1.คุมใจ ไม่ให้หลงเชื่อไปกับการโฆษณาของกลุ่มธุรกิจ 2.คุมกาย และ 3.คุมราคา ไม่ให้เครื่องแอลกอฮอล์เหล่านี้มีราคาต่ำจนคนเข้าถึงได้ง่าย

ด้านนายดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สำหรับการประกวดภาพยนตร์ในหัวข้อ  “อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา”  ได้แบ่งประเด็นนำเสนอ 4 เรื่อง ได้แก่ สุราเป็นเหตุก่อมะเร็งได้, สุราเป็นเหตุให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้,สุราเป็นเหตุให้พิการและตายได้ และสุราทำร้ายตนเอง ครอบครัว และสังคมได้ ความยาวเรื่องละ 10-12 นาที โดยเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุระหว่าง 15-20 ปี กำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า สามารถรวมทีมๆละไม่เกิน 3 คน ส่งสคริปต์ไอเดียและประเด็นที่จะทำ โดยในรอบแรกจะคัดเลือกผลงานเหลือ 20 ทีม เพื่อเข้าร่วมเวิร์กช็อปเรียนรู้กระบวนการผลิตหนังจากผู้กำกับมืออาชีพ 6 คน อาทิ นนทรีย์ นิมิตรบุตร,ฤทัยวรรณ วงศ์สินสวัสดิ์ เป็นต้น และคัดเหลือ 10 ทีม 10 ผลงานเพื่อรับทุนผลิตจริงทีมละไม่เกิน 50,000 บาท ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตัดสิน เพื่อรับรางวัล 4 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลชมเชย 1 รางวัล เงินรางวัล 5,000 บาท

“ผลงานที่ได้รับคัดเลือกของ 10 ทีมจะมีโอกาสได้ฉายในโรงภาพยนตร์คู่กับผลงานของผู้กำกับทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน สสส.จะสนับสนุนให้จัดทำคำบรรยายภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ในการส่งประกวดภาพยนตร์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสดีเพราะเด็ก ๆ สามารถเก็บสะสมเป็นผลงานของตนเองได้ต่อไป อย่างไรก็ตามทุกผลงานจะนำไปใช้เป็นตัวตั้งต้นในการรณรงค์”นายดนัย กล่าวและว่า ทั้งนี้ นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่สนใจส่งข้อมูลส่งสคริปต์ไอเดียและหัวข้อแนบพร้อมใบสมัคร ส่งมาที่pingproject@gmail.com ตั้งแต่บัดนี้ถึง 15 พฤศจิกายนนี้ดาวน์โหลดใบสมัคร ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.PINGs.in.th หรือwww.artculture4health.com

“ซินโครตรอน”ปั้นนักวิทย์ฯ รุ่นเยาว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243203

ปั้นนักวิทย์ฯ, นักวิทย์ รุ่นเยาว์, ซินโครตอรนปั้นนักวิทย์ฯ, นักวิทย์ฯจิตรลดา, ท่านผู้หญิงอังกาบ, ซิน, โคร, ตรอน, ปั้น, นักวิทย์, รุ่นเยาว์, ซินโครตรอน, รรจิตรลดา

“ซินโครตรอน”จับมือ”ร.ร.จิตรลดา”ปั้นนักวิทย์ฯ รุ่นเยาว์ สู่วงการวิทยาศาสตร์ไทย

          สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการกับ โรงเรียนจิตรลดา เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ณ โรงเรียนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างแรงบันดาลใจในการเป็นนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับประถมและมัธยมศึกษา รวมถึงการพัฒนาห้องปฏิบัติการ ร่วมผลิตสื่อการสอน ผ่านกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ ต่อยอดองค์ความรู้ อันนำไปสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี สร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

"ซินโครตรอน"ปั้นนักวิทย์ฯ รุ่นเยาว์

          ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มีภารกิจหลักในการให้บริการแสงซินโครตรอนเพื่องานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพิ่มองค์ความรู้ให้กับวงการวิทยาศาสตร์ระดับโลก รวมถึงสร้างความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สถาบันฯ ยังมีศูนย์การเรียนรู้ที่รวบรวมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่างๆ ครอบคุลมเนื้อหาทางด้าน แม่เหล็ก แม่เหล็กไฟฟ้า แสง การเร่งอนุภาคที่มีประจุ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแสงซินโครตรอน

"ซินโครตรอน"ปั้นนักวิทย์ฯ รุ่นเยาว์

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร(คนซ้าย)และ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ

          “การลงนามความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้เครื่องมือและร่วมพัฒนาห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด อีกทั้งพัฒนาเนื้อหารายวิชาที่เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน สนับสนุนการวิจัยของครูและการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ต่างๆ ของนักเรียน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล การฝึกอบรม การจัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโรงเรียนจิตรลดาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ไทยที่จะส่งเสริมให้เด็กๆ รัก และสนุกกับการเรียนวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและน่าสนใจ เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต”ผอ.สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าว

"ซินโครตรอน"ปั้นนักวิทย์ฯ รุ่นเยาว์

          ด้าน ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดากล่าวว่า การลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากนักเรียน จะได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากสื่อการเรียนที่ทันสมัยแล้ว ยังจะได้มีโอกาสฝึกคิด วิเคราะห์ และทำการทดลองด้วยตนเองผ่านกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ ที่ทางสถาบันฯ จะร่วมจัดขึ้น

"ซินโครตรอน"ปั้นนักวิทย์ฯ รุ่นเยาว์

          “ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนจิตรลดามีโอกาสได้นำนักเรียนเข้าไปศึกษาดูงานที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนบ่อยครั้ง และทำให้ทราบว่าทางสถาบันฯ นอกจากจะให้บริการแสงซินโครตรอนแล้ว ยังมีแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ รวมถึงมีบุคลากรที่มีความสามารถและพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ สู่ครูและนักเรียน ของโรงเรียนจิตรลดา และรวมถึงโรงเรียนอื่นๆ ที่สนใจอีกด้วย”ท่านผู้หญิงอังกาบ กล่าวในที่สุด

มธบ.เปิดตัว 3 วิทยาลัยใหม่ สู่การเป็นผู้นำ THAILAND 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243177

มธบ. เปิดตัว 3 วิทยาลัย บูรณาการหลักสูตรสอดรับทิศทางการพัฒนาประเทศสู่การเป็นผู้นำ Thailand 4.0

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.59 ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)กล่าวว่า กว่า 49 ปีที่ผ่านมา มธบ.ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่งของสังคมให้บริการด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติ พร้อมสร้างบัณฑิตให้มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ และบูรณาการองค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจ ภายใต้ปณิธาน นักธุรกิจเป็นผู้สร้างชาติ และวิสัยทัศน์ใหม่ของมหาวิทยาลัย Major Driver In New Business Transformation And AEC + China Integration ดังนั้น เพื่อให้มหาวิทยาลัยดำเนินการภายใต้การพัฒนาของประเทศ ได้กำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนในการปฏิรูป New Business ของประเทศ สอดรับกับทิศทางการพัฒนาของภาครัฐบาลภายในแนวคิด Thailand 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศทั้ง 5 อุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจภาค SME และ Startup ด้านอาหารและธุรกิจสุขภาพ ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ฯลฯ เป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนและดำเนินธุรกิจกับประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิการบดี มธบ. กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยได้ปรับตัวการดำเนินงานให้สอดรับกับทิศทางของรัฐบาล พร้อมสร้างความได้เปรียบจากความแข็งแกร่งที่มีในองค์กร ในคณะที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมต่างๆ จึงพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ให้มีความสอดคล้องต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต เปิดวิทยาลัยใหม่ 3 วิทยาลัย ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของคณะและสาขาวิชาที่มีศาสตร์และองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกันมาอยู่ภายใต้การบริหารงานของ 3 วิทยาลัย คือ 1.วิทยาลัยบริหารธุรกิจเชิงนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy : CIBA) ประกอบด้วย 4 คณะ ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะการบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์ และวิทยาลัยนานาชาติ ซึ่งมีรูปแบบบริหารจัดการแบบ Innovative management เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 4 คณะ 10 สาขาวิชา และ 15 หลักสูตร ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก โดยเปิดสอนหลักสูตรภาษาไทย หลักสูตร International program หลักสูตร Bilingual และ หลักสูตร Trilingual ในทุกๆหลักสูตรถูกออกแบบให้เป็นหลักสูตรในเชิงนวัตกรรม

2.วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (College of Innovative Technology and Engineering : CITE) เป็นการผนึกกำลังระหว่าง 2 คณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์ทางด้านไอทีและวิศวกรรม โดยมุ่งเน้น Data เป็นส่วนสำคัญ อีกทั้ง CITE ยังมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรเพื่อผลักดันเป้าหมาย Thailand 4.0 โดยมุ่งเน้นความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ธุรกิจ และความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีแนวใหม่เพื่อพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ในด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางวิศวกรรมศาสตร์ และ3. วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (College of Integrative Medicine : CIM) เป็นสถาบันบ่มเพาะแพทย์และบุคลากรการแพทย์ด้วยแนวคิด สอนคนให้เป็นหมอและสอนหมอให้เป็นคน พร้อมผลักดันธุรกิจด้าน Healthcare ส่งเสริมสุขภาพ บำบัดโรค ฟื้นคืนสุขภาพ และการชะลอวัยให้กับผู้คนร่วมสมัย

“วิทยาลัยทั้ง 3 ที่มธบ.เปิดนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ควบคู่กับการสร้างทักษะด้านธุรกิจพร้อมปลูกฝัง DNA ของการเป็นนักธุรกิจและการดำเนินงานธุรกิจให้กับนักศึกษาทุกคน ไม่ว่านักศึกษาจะเรียนในวิทยาลัยหรือคณะไหนสาขาอะไร ต้องสามารถต่อยอดการทำธุรกิจบนพื้นฐานความต้องการของประเทศได้อย่างมืออาชีพ”ดร.ดาริกา กล่าว

แก้ข้อบังคับ ให้รองผอ.องค์การค้าฯ ทำหน้าที่รักษาการผอ.ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243182

สกสค., 2100 ล้านบาท, คสช., มาตรา44, ก.ค.ศ., คณะรัฐมนตรี, ครม., บิลเลี่ยน, องค์การค้า, ศธ., กระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ, พล.อ.ดาว์พงษ์, แก้, ข้อบังคับ, ให้, รอง, องค์, การค้า, ทำหน้าที่, รักษาการ, ได้, แก้ข้อบังคับ, ให้รองผอองค์การค้าฯ, ดาว์พงษ์

“ดาว์พงษ์” ตั้งที่ปรึกษาฯเป็น ประธานกก.กลาง เชื่อมต่อข้อมูลการตรวจสอบกรณีบ.บิลเลี่ยนฯ พร้อมแก้ไขข้อบังคับ สกสค.เปิดทางให้รองผอ.องค์การค้าฯ นั่งรักษาการ

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ บุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ได้รายงานผลการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเวลานี้ยังมีปัญหาฟ้องร้องเรื่องการก่อสร้างอยู่ ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะทำงานประเมินราคาสิ่งก่อสร้างที่ยังอยู่ในพื้นที่ เพื่อหลักฐานในการต่อสู้คดีต่อไป นอกจากนี้ ยังพบว่าผังเมืองเชียงใหม่ ห้ามก่อสร้างอาคารสูงเกิน 15 เมตร หากสร้างเป็นหอพักครูเช่นเดิมอาจจะไม่คุ้มค่า จึงให้ไปดูว่าควรจะใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวอย่างไรให้คุ้มค่าสร้างรายได้มากที่สุด

 ส่วนความคืบหน้าในการสอบสวนต่าง ๆ นั้น ที่ประชุมยังตั้งคณะกรรมการกลาง โดยมีนายโยธิน มูลกำบิล ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลในการดำเนินการกรณีการดำเนินคดีกับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเชื่อมโยงไปถึง การฟ้องร้อง เพื่อขอให้คืนเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท คืนจาก ธนาคารธนชาต และการดำเนินการทางวินัยกับบุคคลกรของ สกสค.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติให้องค์การค้า ของสกสค. จ่ายเงินค้างจ่ายให้แก่พนักงานขององค์การค้าฯ จำนวน 2,411 คน วงเงิน 1,200 ล้านบาท เนื่องจากในสัญญาจ้างพนักงานระบุไว้ว่า หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการองค์การค้าฯ จะต้องปรับอัตราเงินของพนักงานให้สอดคล้องด้วยซึ่งที่ผ่านมาครม.มีมติขึ้นเงินเดือนข้าราชการไปแล้ว 3 ครั้งตั้งแต่ปี 2547 ปี2549 และปี 2550 แต่องค์การค้าฯก็ยังไม่มีการปรับเงินเดือนให้พนักงาน โดยอ้างว่ายังมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งพนักงานก็ได้มีการฟ้องร้องและศาลฎีกาตัดสินแล้วว่า องค์การค้าฯ ต้องจ่ายเงินให้พนักงาน ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าผู้บริหารที่ผ่านมา มัวทำอะไรกันอยู่จึงปล่อยให้พนักงานเดือดร้อนขนาดนี้ ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบให้ องค์การค้าฯ ไปทำแผนการผ่อนจ่ายเงินที่ค้างชำระให้แก่พนักงาน มานำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค.ในการประชุมนัดต่อไป

“ที่ผ่านมาองค์การค้าฯ มีอิสระใครเข้าไปยุ่งไม่ได้ ผมจึงให้แก้ไขระเบียบการเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯ รองผู้อำนวยการองค์การค้าฯ รวมถึงอำนาจหน้าที่ใหม่ โดยให้มีความคล่องตัวแต่ต้องสามารถดูแลเรื่องความโปร่งใสได้ด้วย ไม่ใช่มีอำนาจล้นฟ้านึกจะทำอะไรก็ได้ เรามีบอร์ดสกสค.อยู่ควรใช้อำนาจของบอร์ดในการดูแลเรื่องต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถแก้ไขระเบียบแล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ แทน ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ที่จะต้องไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นั้น ที่ประชุมได้มีมติปรับแก้ข้อบังคับสกสค.เพื่อให้รองผู้อำนวยการองค์การค้าฯ สามารถทำหน้าที่รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การค้าฯได้ ซึ่งทำได้ และไม่ขัดต่อ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา44 ที่กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ต้องมอบหมายให้รองปลัดศธ. หรือข้าราชการในระดับเดียวกัน ทำหน้าที่เท่านั้น และคาดว่าให้รักษาการเพียง 2 เดือนเมื่อระเบียบใหม่แล้วเสร็จก็จะดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ตัวจริงทันที “พล.อ.ดาวพงษ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คาดว่ารองผู้อำนวยการองค์การค้าฯที่จะมารักษาการปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คือนายวิมล จำนงบุตร

สร้างระบบคุณวุฒิวิชาชีพภาคเหนือให้เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243180

การศึกษา, มหาวิทยาลัย, Thailand 4.0, สคช., มาตรฐานอาชีพ, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ, คุณวุฒิวิชาชีพ, รศ.ดร.นำยุทธ, ราชมงคล, มทร.ล้านนา, สร้าง, ระบบ, คุณวุฒิ, วิชาชีพ, ภาคเหนือ, ให้, เข้มแข็ง

มทร.ล้านนา ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สร้างความเข้มแข็งระบบคุณวุฒิวิชาชีพ –มาตรฐานอาชีพ หลังพบ ภาคส่วนต่างๆในภาคเหนือยังมีความรู้ความเข้าใจกระจัดกระจาย

รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(ล้านนา)กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ภาคการศึกษาได้ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จัดสัมมนา เจาะลึกมาตรฐานอาชีพ บันไดสู่ความก้าวหน้า ในอาชีพ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพให้เป็นที่ยอมรับ และตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ  รวมถึงเป็นการกระตุ้น และส่งเสริมให้เกิดการเข้ารับการประเมินของนักเรียนนักศึกษา ที่กำลังจะจบการศึกษาและบุคลากรในอาชีพ เพื่อสร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์กลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรในอาชีพ ได้หันมาสนใจถึงคุณวุฒิวิชาชีพ และเข้ามาขอรับการประเมินและการรับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ

“ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการประเมินการสอบคุณวุฒิวิชาชีพในระยะเวลา 5 ปี 2559-2563 ให้แก่บุคลากรในสายอาชีพต่างๆ จำนวน 310,000 คน เพื่อนำไปสู่การยกระดับกำลังคน และเตรียมพร้อมในการก้าวไปสู่ Thailand 4.0 ซึ่งจะทำให้บุคลากรของประเทศไทยมีสมรรถนะในการทำงานและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศอาเซียน”รศ.ดร.นำยุทธ.กล่าว

ด้าน นายวีระชัย ศรีขจร ผอ.สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(สคช.)องค์การมหาชน กล่าวว่า จากการสัมมนาดังกล่าว ขณะนี้ภาคส่วนต่าง ๆ ยังมีความรู้ ความเข้าใจในระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพที่กระจัดกระจาย ไม่ถูกต้องตรงกันนัก ที่สำคัญคือ ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า จะนำระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของตนเองได้อย่างไร ดังนั้น ทาง สคช.จะต้องจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ แก่กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อที่จะส่งผลให้เกิดกลไกในการสนับสนุน ผลักดันและขับเคลื่อนให้ระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพเป็นที่ยอมรับ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ รวมทั้งตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ประเทศ

รอนายกฯ ตั้งคณะบุคคลฯ แก้ธรรมาภิบาลม.รัฐ 2 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243175

มาตรา44, น.ส.อาภรณ์, สกอ., เลขาธิการกกอ., คสช., กรรมการสภามหาวิทยาลัย, นายกสภามหาวิทยาลัย, พล.อ.ดาว์พงษ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายกรัฐมนตรี, 2 แห่ง, ม.รัฐ, อุดมศึกษา, มหาวิทยาลัย, ธรรมภิบาล, นายกฯ, ตั้ง, คณะ, บุคคล, แก้, ธรรมาภิบาล, รัฐ, แห่ง, รอนายกฯ, ตั้งคณะบุคคลฯ, แก้ธรรมาภิบาลมรัฐ

สกอ.เสนอรายชื่อคณะบุคคลฯ เข้าปฎิบัติหน้าที่นายกสภาฯและกรรมการสภา แก้ปัญหาธรรมภิบาลม.รัฐ 2 แห่ง ต่อ รมว.ศึกษาธิการแล้ว คาดรอนายกฯลงนามคำสั่งแต่งตั้งได้เร็วๆ

น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งที่ประชุม กกอ.เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติที่จะเข้าไปจัดระเบียบมหาวิทยาลัยรัฐเพิ่มอีก 2 แห่ง โดยเป็นในส่วนของมหาวิทยาลัยรัฐที่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล และกกอ.ต้องเสนอความเห็นต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการนั้นว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ได้ส่งรายชื่อแต่งตั้งคณะบุคคลเพื่อเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยรัฐทั้ง 2 แห่ง ที่มีปัญหาธรรมาภิบาล ต่อ รมว.ศึกษาธิการ เรียบร้อยแล้ว โดยคณะบุคคลฯ ทั้ง 2 ชุด จะมีทั้งหมดชุดละ 10 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจบริบท และปัญหาอุดมศึกษาเป็นอย่างดี อีกทั้งบางส่วนก็จะเป็นผู้แทนจาก สกอ.

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ จะต้องนำรายชื่อคณะบุคคลฯ ดังกล่าว เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. เพื่อลงนามในคำสั่ง ซึ่งขณะนี้ นายกฯ อยู่ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ คงต้องรอให้ นายกฯ กลับมาก่อน

องค์การค้าฯมั่นใจ 31 ศูนย์ฯช่วยส่งหนังสือเรียนทันตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/243172

ศธ.มอบประกาศจัดตั้ง 31 ศูนย์กระจายสินค้าระดับจังหวัดองค์การค้า ของสกสค.มั่นใจช่วยให้องค์การค้าฯบรรลุเป้าหมายส่งหนังสือเรียน ปีการศึกษา 60 ถึงมือโรงเรียนก่อนปิดเ

 เมื่อวันที่ 21 ก.ย.59 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานมอบใบประกาศจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าระดับจังหวัดองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จำนวน 31 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้สถานศึกษาได้รับบริการอย่างทั่วถึง โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์  ประธานคณะทำงานกำหนดแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้าฯ ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.องค์การค้าฯ ของ สกสค. คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สกสค. เข้าร่วมกว่า 150 คน

ดร.สุเทพ กล่าวว่า องค์การค้าฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าระดับจังหวัดทั่วประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ลดต้นทุนการขาย ลดค่าขนส่ง ลดพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าและอำนวยความสะดวกให้สถานศึกษาได้รับบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ ร้านค้าที่สมัครเป็นศูนย์กระจายสินค้ามีทั้งสิ้น 31  โดยร้านค้าต้องจ่ายเงินค่าประกันร้านๆ ละ 4 ล้านบาท ขณะนี้ องค์การค้าฯ ได้รับเงินประกันร้านแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 124 ล้านบาท ขณะเดียวกัน องค์การค้าฯ มีนโยบายที่จะดำเนินการจัดพิมพ์และส่งหนังสือเรียน ประจำปีการศึกษา 2560 ให้เร็วขึ้น โดยต้องถึงมือสถานศึกษาและนักเรียนก่อนปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2559 ดังนั้น ศูนย์กระจายสินค้าฯจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์การค้าฯ บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ศูนย์กระจายสินค้าฯ ได้ดำเนินการสั่งจองหนังสือเรียน รวมเป็นเงิน 750 ล้านบาทและได้โอนเงินให้องค์การค้าฯ แล้วประมาณ 370 ล้านบาท

ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ศูนย์กระจายสินค้าฯ ทุกแห่งจะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าที่องค์การค้าฯ ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์ผลิตอย่างถูกต้อง และมีคุณภาพ อีกทั้งช่วยจัดส่งหนังสือเรียนไปถึงโรงเรียน ผู้ปกครองและนักเรียนได้ตรงเวลา ทั้งนี้ ตนขอฝากถึงศูนย์กระจายสินค้าฯ ทุกแห่งหากพบข้อติดขัด หรือเรื่องไม่ชอบมาพากล มีการเรียกเงินทอน ก็ขอให้แจ้งมายังตนได้โดยตรง ในส่วนขององค์การค้าฯ หากจะมีการคัดเลือกศูนย์กระจายสินค้าฯ เพิ่มเติมนั้น ขอให้คำนึงถึงศักยภาพในการบริหารจัดการด้วย