กองทุนฟื้นฟูฯเร่งขยายเปิดตลาดสินค้าเกษตร ตั้งเป้าไปไกลถึงจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247981

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 19.48 น.

7 ธ.ค.59 นายวัชระพันธุ์ จันทรขจร เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยระหว่างเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมสินค้าเกษตรกร สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเกษตรกำแพงแสน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 2 – 11 ธ.ค.59 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ว่า วันนี้เกษตรกรได้เห็นช่องทางแล้ว แม้จะเป็นครั้งแรกที่นำสมาชิกจาก 33 จังหวัด มาร่วมเปิดบูธขายสินค้า จำนวน 85 บูธ และยอดจำหน่ายจนถึงวันนี้เกือบ 1 ล้านบาท แต่ก็ถือเป็นการเดินมาถูกทาง ภารกิจของกองทุนฟื้นฟูฯนอกจากฟื้นฟูอาชีพและซื้อหนี้ จำเป็นต้องหาตลาดรองรับผลผลิตสมาชิกด้วย ซึ่งการหาตลาดภายในประเทศเริ่มจะมีความก้าวหน้ามากขึ้นหลังมีการหารือร่วมกับบิ๊กซี และโลตัส มาหลายครั้ง คาดว่าจะเกิดรูปธรรมในเร็ววันนี้ ขณะที่การหาตลาดในประเทศจีน ก็อยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้าเช่นเดียวกัน

นายวัชระพันธุ์ กล่าวว่า จะขยายผลกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อให้สมาชิกเกิดการปฏิบัติจริงและเรียนรู้ โดยเฉพาะสมาชิกในอีก 44 จังหวัดที่เหลือ โดยอยู่ระหว่างเตรียมจัดกิจกรรมในภาคต่างๆ เช่นที่ จ.เชียงโหม่ โดยร่วมมือกับกรมการสัตว์ทหารบก ภาคตะวันเฉียงเหนือ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคใต้ ที่ จ.ยะลา

 

‘บิ๊กฉัตร’สั่งเร่งเครื่องเกษตรแปลงใหญ่ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ5-20ปี ตั้งเป้า2พันแปลงทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247886

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.38 น.
7 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าได้สั่งการให้เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ จัดทำแผนการดำเนินงานการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2559 เพื่อเร่งให้เกิดการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ ตามโครงการสินเชื่อของรัฐบาล ขยายวงเงินจาก 5 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0.10 ขยายระยะเวลา 3 ปี เพิ่มเป็น 5 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้เข้าแนวทางการดำเนินงานแปลงใหญ่ และบูรณการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่ มี 3 กลุ่มคือ

1. แปลงที่ได้ดำเนินการแล้วในปี 2559 จำนวน 600 แปลง ต้องมีการสรุปทบทวนข้อมูลและการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้ต่อเนื่องชัดเจน  และจัดทำแผนปฏิบัติการให้แล้วเสร็จ

2. แปลงใหม่ที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2560 อีกจำนวน 400 แปลง ให้ดำเนินการคัดเลือกแปลง โดยพิจารณาจาก
(1) จะต้องมีแหล่งน้ำในการผลิต เช่น พื้นที่ชลประทาน  มีบ่อบาดาล ฯลฯ  ทั้งนี้ ขึ้นกับชนิดสินค้าซึ่งบางสินค้าอาศัยน้ำฝนในการผลิต เช่น  ปาล์มน้ำมัน ยางพารา เป็นต้น
(2) มีกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ ที่รวมกลุ่มอยู่แล้วและมีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการ โดยให้ดำเนินการชี้แจงสร้างความเข้าใจการดำเนินงานแปลงใหญ่ และรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ โดยจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ กำหนดเป้าหมาย การพัฒนา พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการ และรับรองเป็นแปลงใหญ่โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2560 ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิต

3. แปลงเตรียมความพร้อม อีกจำนวน 512 แปลง เพื่อดำเนินการเหมือนแปลงใหม่ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในปี 2560 แต่ยกเว้นให้รับรองแปลงได้ถึงเดือนพฤษภาคม 2560 รวมทั้งหมด 1,512 แปลง จากเป้าหมายทั้งหมด 2 พันแปลง วงเงินสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 3 พันล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติวางไว้ภายใน 5-20 ปี เกษตรกรไทยมีรายได้เฉลี่ย 3.9 แสนบาทต่อปีต่อครัวเรือน เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ทุกกิจกรรมด้านเกษตร 36 อาชีพ มุ่งเน้นวางรากฐานอนาคตภาคเกษตรไทยยั่งยืนอย่างมั่นคง

“โครงการนี้รัฐบาลมีเป้าหมายให้เกษตรกรรายย่อยร่วมกลุ่มกันทำเกษตรแปลงใหญ่ เป็นกลุ่มเกษตรกร, วิสาหกิจชุมชน, สหกรณ์การเกษตร มีแรงจูงใจเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้นมาพัฒนาการเกษตรเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน จัดหาปัจจัยการผลิต พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาเครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ทางการเกษตร และอื่นๆ มีการตลาดที่จะนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่เหมาะสมได้  ซึ่งจะสามารถสร้างความยั่งยืนในอนาคตได้ต่อไป” นายสมชาย กล่าว

ส่องเกษตร : โครงการพระราชดำริรัชกาลที่ ๑๐

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247812

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรได้มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์เมื่อค่ำวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ความว่า

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ว่า เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

สั้นๆกระชับชัดเจนว่า ในการทรงราชย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ “เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง” หรือก็คือการสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งตลอดรัชสมัย 70 ปีของพระองค์ท่าน ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามพระราชปณิธานดังกล่าว จนเป็นที่ประจักษ์ทั้งต่อปวงชนชาวไทยและชาวโลก อีกทั้งได้ถ่ายทอดพระราชปณิธานสืบต่อไปยังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ แล้ว

พระราชปณิธานเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ ซึ่งในตอนหนึ่งของรายการ“ศาสตร์พระราชาสู้การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่กับการสืบสานพระราชปณิธานด้านเกษตรสรุปความได้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารมีมากมาย ซึ่งนอกจากจะทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแล้ว ยังน้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”แห่งในหลวง รัชกาลที่ ๙ ไปขยายผลเป็นคุณประโยชน์อนันต์ต่อพสกนิกรทุกพื้นที่ของประเทศ

อาทิ “โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่” ซึ่งพระราชทานพระราชาอนุญาต อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ เป็นโครงการที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีการเกษตรหรือนวัตกรรมที่เหมาะสม
ช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างแรงจูงใจ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการเกษตร สร้างความเชื่อมโยงองค์กรวิจัยและพัฒนาภาคเกษตร กับกลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่

1.คลินิกพืช ช่วยแก้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช วัชพืช สารพิษตกค้าง การขาดธาตุอาหารพืช และวัตถุมีพิษการเกษตร 2.คลินิกดิน ช่วยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ดินและปุ๋ย 3.คลินิกสัตว์ ช่วยแก้ปัญหาโรคสัตว์ ตรวจรักษาพยาบาล ควบคุมบำบัดและฉีดวัคซีนแก่ปศุสัตว์ 4.คลินิกประมง เผยแพร่องค์ความรู้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งแก้ปัญหาโรคสัตว์น้ำและปรับปรุงคุณภาพน้ำ 5. คลินิกบัญชี ให้คำแนะนำและส่งเสริมการจัดทำบัญชีฟาร์ม เพื่อการบริหารจัดการที่ดี 6.คลินิกชลประทาน ให้ความรู้และหลักวิชาการในการบริหารจัดการน้ำ 7.คลินิกสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร รวมกันเป็นสหกรณ์ และ 8.คลินิกกฎหมาย ดำเนินงานด้านกฎหมายที่ดิน

นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เคยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ 1,350 ไร่ ในอ.แม่ริม เชียงใหม่ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ“คลินิกเกษตร” เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยแบ่งพื้นที่ 70% เป็นป่าไม้ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยววนเกษตร ใช้ศึกษาธรรมชาติ ที่เหลือเป็นที่ตั้งศูนย์เรียนรู้ พื้นที่ทรงงานและแปลงสาธิต เพื่อพัฒนาเกษตรแบบครบวงจร ปัจจุบันขยายเป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมและวิจัยพัฒนาการเกษตรอาทิ การเพาะชำกล้าไม้โตเร็วแจกจ่ายราษฎรนำไปปลูกป่า “ไม้ใช้สอย ไม้โตเร็ว”สำหรับใช้เป็นถ่านและฟืน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ราษฎรผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวมวลกับเชื้อเพลิง
อื่นๆทดแทนฟืน เพื่อให้ราษฎรรัก หวงแหนป่าไม้และเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนอีกด้วย เป็นต้น

ครับ นับจากนี้ กระทรวงเกษตรฯคงจะรับสนองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ในการพัฒนาการเกษตรทั้งโครงการเก่าและโครงการใหม่ๆที่จะมีพระราชดำริตามมา เพื่อประโยชน์สุขแห่งเกษตรกรไทยทั้งปวงต่อไป

สาโรช  บุญแสง

เร่งปั้น‘เกษตรกร’ทฤษฎีใหม่ ตั้งเป้า7หมื่นราย882อำเภอทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247811

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำกิจกรรมส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการ เป้าหมาย 7 หมื่นราย ใน 882 อำเภอ อำเภอละ 80 ราย ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีกินมีใช้ ลดหนี้สิน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม นำแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเกษตรในพื้นที่ของตนเอง สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดรูปแบบในการประกอบอาชีพให้พึ่งพาตนเองได้ สามารถลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการดำเนินงานกระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) สำรวจเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ อำเภอละ 80 ราย และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบเข้าไปดำเนินการส่งเสริมสนับสนุน ให้เกษตรกรได้ทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการลงพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร ในการจัดทำผังแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ และวางแผนในการจัดผังแปลงต่อไป โดยกระทรวงเกษตรฯให้การสนับสนุนกิจกรรมการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้การขับเคลื่อนดังกล่าวเกิดผลสําเร็จเป็นรูปธรรม สำหรับในวาระครบ 100 วันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต เพื่อสนองต่อโครงการพระราชดำริให้เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนปัจจัยการผลิตได้แก่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ให้แก่เกษตรกรรายละ 5 ต้น ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2560 และกระทรวงจะจัดให้มีงานเปิดตัวโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ในวาระครบ 100 วัน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2560

เตือนขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำต่างถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247813

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ได้ออกประกาศที่ 2016/052 ลงวันที่ 23 สิงหาคม แจ้งว่า ประเทศแอลจีเรียได้เสนอขึ้นบัญชี 3 “ซาลาเมนเดอร์” ชนิด Salamandra algira และสหรัฐอเมริกาได้เสนอขึ้นบัญชี 3 เต่าชนิด Chelydra serpentine, Apalone ferox, Apalone mutica และ Apalone spinifera โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 และได้ออกประกาศที่ 2016/056 ลงวันที่ 5 ตุลาคม แจ้งว่า ประเทศบราซิลได้เสนอขึ้นบัญชี 3 ปลากระเบนน้ำจืดชนิด Potamotrygon spp. และปลาซัคเกอร์ชนิด Hypancistrus zebra และประเทศโคลัมเบียได้เสนอขึ้นบัญชี 3 ปลากระเบนน้ำจืดชนิด Potamotrygon constellate, Potamotrygon magdalenae, Potamotrygon motoro, Potamotrygon orbignyi, Potamotrygon schroederi, Potamotrygon scobina, PotamotrygoN yepezi โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2560 ซึ่งประกาศทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว จะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศตามข้อกำหนดของอนุสัญญาไซเตสในบัญชีหมายเลข 3 เป็นชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ประเทศถิ่นกำเนิด กำหนดให้เป็นสัตว์ป่าหวงห้ามหรือสัตว์คุ้มครองตามกฎหมายภายในประเทศของตน และขอความร่วมมือจากประเทศภาคีอื่นๆ ให้ช่วยดูแลการค้าระหว่างประเทศด้วย ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ของไทย ที่กำหนดให้การนำเข้า-ส่งออก หรือนำผ่านซึ่งสัตว์ป่า
ซากของสัตว์ป่า หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากซากสัตว์ป่าชนิดที่ต้องมีใบอนุญาต หรือใบรับรองให้นำเข้า-ส่งออก หรือ นำผ่าน ซึ่งจะต้องทำตามความตกลงว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย ปลากระเบนน้ำจืดสวยงามถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีการเพาะเลี้ยง จำนวนมากประมาณ 300-400 ฟาร์ม โดยในปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา มีการส่งออกถึง 1.7 ล้านตัว สร้างมูลค่าจากการส่งออกกว่าพันล้านบาท ส่วนปลาซัคเกอร์ เต่าน้ำจืด และซาลาเมนเดอร์ ยังเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีการเพาะเลี้ยงเฉพาะกลุ่มไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม กรมประมงขอให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะนำเข้า–ส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดพันธุ์ดังกล่าว โปรดยื่นคำร้องขอใบอนุญาตได้ที่ กลุ่มคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำตามอนุสัญญา กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มคำร้อง สป.4 ได้ทาง http://www.fisheries.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร.0-2561-4689 ในวันและเวลาราชการ

รายงานพิเศษ : 5ธันวาคม‘วันดินโลก’ กษ.น้อมนำดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247815

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดต่อปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรดิน การพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมไว้อย่างมากมาย จนเป็นที่ประจักษ์ว่า “พระองค์เป็นมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดของโลก” ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศและสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างอเนกอนันต์ ทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านการค้นคว้า พัฒนา เป็นนักวิจัยที่สามารถดำเนินงานโครงการสำคัญๆ ด้วยพระองค์เอง

จากการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ปัญหาที่ทรงพบบ่อยครั้ง นอกจากปัญหาเรื่องสภาพดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นพื้นฐานแล้ว ยังมีดินปัญหาอื่นๆ ทั้งทางเคมีและทางฟิสิกส์อีกด้วย การเพาะปลูกจึงให้ผลผลิตต่ำ เป็นผลให้ราษฎรมีฐานะยากจน พื้นที่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับดิน ได้แก่ พื้นที่ดินพรุในภาคใต้ ซึ่งเป็นทั้งดินอินทรีย์ และดินเปรี้ยวจัด พื้นที่ดินเปรี้ยวจัดและดินเค็มในภาคกลาง และพื้นที่ดินทรายและดินตื้นในหลายภูมิภาค ด้วยพระอัจฉริยภาพสามารถจำแนกดินที่มีปัญหาตามภูมิภาคต่างๆ และจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อหาต้นเหตุของปัญหาและทดลองหาวิธีการแก้ไขปัญหาดินของภูมิภาคนั้นๆ ทรงศึกษาและมีแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินประเภทต่างๆ ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ และวิธีการทางธรรมชาติ อาทิ โครงการแกล้งดิน ต้นแบบการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดที่ประสบผลสำเร็จ การแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินจากหลายๆ สาเหตุกลับมาใช้ประโยชน์ได้ดี และแก้ไขปัญหาดินที่เสื่อมสภาพหมดทางฟื้นฟู ให้สามารถพลิกฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติในด้านการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นที่ประจักษ์และยอมรับอย่างกว้างขวางระดับสากล เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 สมาพันธ์สมาคมวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ จึงได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” เป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลก เพื่อเทิดพระเกียรติคุณของพระองค์ฯ ในโอกาสเดียวกันได้ทูลขอพระราชทานให้วันที่ 5ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เป็น “วันดินโลก” และในวันที่ 20 ธันวาคม 2556 สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับรองให้ “5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น “วันดินโลก”

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวต่อไปว่า ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระปรีชาสามารถปราดเปรื่อง พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งในด้านการพัฒนาทรัพยากรดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยดินในการเลี้ยงชีพ มิได้ดูแลรักษาดินอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างมาก ประกอบกับความเสียหายจากธรรมชาติ ด้วยพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักอย่างถ่องแท้ถึงความรุนแรง และอันตรายของความเสื่อมโทรมดังกล่าว จึงได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการฟื้นฟู พัฒนา และอนุรักษ์ทรัพยากรดินเป็นอเนกประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่นำประโยชน์สุขมาสู่พสกนิกร โดยทรงศึกษา วิจัย ทดลอง พัฒนา ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างความสำเร็จ แล้วขยายผลให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติ โดยวิธีการหรือแนวทางเหล่านั้นล้วนเป็นวิธีการที่เรียบง่ายประหยัด เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้สะดวก ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล พระปรีชาสามารถในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นที่ประจักษ์และยอมรับอย่างกว้างขวางระดับสากล

สำหรับปี 2559 นี้ กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดจัดงานวันดินโลกในหัวข้อ Soils and Pulses, Symbiosis for Life : ดินและถั่วเกื้อกูลชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับปีสากลแห่งถั่วเมล็ดแห้ง (International Year of Pulses)
ที่สหประชาชาติ กำหนดขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารโปรตีน วิตามินและ
เกลือแร่ที่หาง่าย ราคาถูก และปลูกได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่มีน้ำน้อย ดังนั้นถั่วจึงเป็นพืชอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการของประชากรโลก ทำให้มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร และช่วยลดปัญหาความอดอยาก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศไทยนอกจากพืชตระกูลถั่ว จะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยปลูกเพื่อประโยชน์ทางการบริโภค และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญ ในด้านการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน และแก้ปัญหา ดินเสื่อมโทรมด้วย

“นอกจากการจัดงานดินโลก ปี 2559 แล้ว กรมพัฒนาที่ดินยังได้ดำเนินโครงการ “เรียนรู้ น้อมนำ ทำตามที่พ่อสอน” ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 จนถึง เดือนกันยายน 2560 เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ สร้างการเรียนรู้แนวทาง การทรงงานด้านการพัฒนาที่ดินให้เกษตรในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงฟื้นฟูดิน สามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่ดินเสื่อมโทรมให้เกษตรกรสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน” นายสุรเดช กล่าว

บุกโรงงานปุ๋ยเถื่อนยึดสารเคมีตรวจ ‘บิ๊กฉัตร’ชี้เกษตรกรอย่าหลงเชื่อโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247770

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.37 น.

“บุกโรงงานบรรจุปุ๋ย สารเคมีปราบศัตรูพืชเถื่อน รอจำหน่ายจำนวนมาก สั่งอายัดทันที อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ลั่น บิ๊กฉัตร สั่งลุยตรวจกทม. ปริมณฑล ชี้เกษตรอย่าหลงเชื่อโฆษณาทางโซเซียลมีเดีย”

6 ธ.ค. 59 นายสุวิทย์  ชัยเกียรติยศ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตรพร้อมด้วยสารวัตรเกษตรจากสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร สวพ.5และศวพ.ฉะเชิงเทรา เข้าตรวจโรงงานผลิต แบ่งบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โรงงานผลิตปุ๋ย ที่ต.คลองเปรง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา หลังจากได้รับเบาะแสจากการโฆษณาในsocial media ที่มีการโฆษณาอย่างแพร่หลายเพื่อป้องกันเกษตรกรหลงเชื่อ

นายสุวิทย์ กล่าวว่า โรงงานดังกล่าวในส่วนของการผลิตปุ๋ยไม่ได้ปิดแสดงใบอนุญาตผลิตปุ๋ย ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยไว้ที่โรงงาน และสภาพโรงงานในส่วนของการผลิตสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีขนาดใหญ่มากแต่ไม่ผ่านเกณฑ์โรงงานผลิตทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัยของแรงงานผู้ผลิตและตรวจพบผลิตภัณท์สำเร็จรูปอยู่ในขั้นตอนการผลิตและที่บรรจุลงในภาชนะพร้อมจำหน่ายจำนวนมาก

“สารวัตรเกษตรจึงได้เก็บตัวอย่างสินค้าทุกชนิดทั้งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเกล็ด และสารปรับปรุงดินนำส่งวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจปริมาณสารว่าครบถ้วนตามสูตรที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ โดยไม่มีเจ้าของโรงงานมาแสดงตน มีเพียงคนงานที่เฝ้าโรงงานจำนวน2คน ไม่สามารถให้รายละเอียดได้.เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุอันตราย468ลิตร อายัดไว้348ลิตร ปุ๋ยเคมี4950 กก.วัตถุดิบในการผลิตวัตถุอันตราย650กก.จึงได้เก็บตัวอย่างวัตถุอันตรายจำนวน9รายการปุ๋ยเคมี3รายการไปตรวจสอบคุณภาพ”นายสุวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้หากผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการพบสารเคมี และปุ๋ยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามสูตรที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือเอกสารตามกฎหมายเช่น ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ย ไม่ถูกต้อง

กรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อกล่าวโทษร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในฐานความผิดตามพ.ร.บ.ปุ๋ยฯ และพ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ต่อไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่านอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรจะขยายผลในการตรวจสอบโรงงานผลิตปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแห่งอื่นทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อคุ้มครองให้เกษตรกรได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่ถูกต้องและเหมาะสมกับชนิดพืชซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรมีคุณภาพ

รักษ์เกษตร : ถั่วเขียว พืชทนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247671

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้เรื่อง การปลูกถั่วเขียว นะครับ

สมศักดิ์ ทองเอี่ยม
อ.เมือง จ.ลพบุรี

คำตอบ ถั่วเขียว เป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 60-70 ซม. แตกกิ่งก้านสาขาประมาณ 4-6 กิ่ง มีอายุสั้น สามารถปลูกได้ปีละหลายครั้ง ชอบอากาศร้อนและชื้น ปลูกง่าย ทนแล้ง ทนโรคและแมลง นิยมปลูกกันในแทบทุกภาคของประเทศไทย แบ่งตามลักษณะเปลือกเป็น 4 ชนิด คือ

1.ถั่วเขียวธรรมดา เป็นถั่วเขียวเมล็ดด้าน มีลักษณะเมล็ดด้านสีเขียว

2.ถั่วเขียวเมล็ดมัน เป็นถั่วเขียวที่มีลักษณะเมล็ดสีเขียวมีมันวาว เมื่อฝักแก่มี 2 สีตามสายพันธุ์

3.ถั่วเขียวสีทอง คล้ายถั่วเขียวธรรมดาและผิวมัน แต่เมล็ดมีทั้งเมล็ดด้านและมันสีเขียวอมเหลือง

4.ถั่วเขียวผิวดำ ลักษณะเมล็ดคล้ายถั่วเขียวธรรมดา ลำต้นมีทรงพุ่มใหญ่และแตกกิ่งก้านมากกว่า บางพันธุ์อาจมีลักษณะยอดเลื้อยพันกัน ใบหนา ดอกสีเขียวอมเหลือง ลำต้นมีขนปกคลุม ฝักหนาป้อมสั้น

ฤดูที่ปลูกถั่วเขียว สามารถปลูกได้ 3 ฤดูกาล คือ

1.ต้นฤดูฝน ปลูกตามพื้นที่ไร่ ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม การปลูกช่วงนี้ ถั่วเขียวจะเจริญเติบโตดี แตกกิ่งก้านสาขามาก เพราะได้น้ำฝนต่อเนื่อง อุณหภูมิและความชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโต ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าฤดูอื่น แต่ฝักอาจเสียหายจากน้ำฝน

2.ช่วงปลายฝน ช่วงสิงหาคม-กันยายน เก็บเกี่ยวประมาณพฤศจิกายน-ธันวาคม ผลผลิตต่อไร่ จะต่ำกว่าการปลูกช่วงต้นฝนเพราะได้รับน้ำน้อยลง คุณภาพไม่ต่างกัน แต่ลดความเสียหายของเมล็ดจากน้ำฝนได้

3.หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม และเก็บเกี่ยวประมาณเมษายน-พฤษภาคม ได้ผลผลิตน้อย เนื่องจากมีพื้นที่การปลูกน้อย และมีเฉพาะบางพื้นที่

ลักษณะดินที่เหมาะ เป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินร่วนซุ่ย มีหน้าดินลึก ระบายน้ำ และไม่มีน้ำท่วมขัง มีแร่ธาตุ และอินทรียวัตถุที่เพียงพอ และควรมีจุลินทรีย์ในดินสูง ถ้าเป็นดินเหนียวหรือดินเลน เป็นดินที่ให้ผลผลิตถั่วไม่ค่อยดี เนื่องจากอุ้มน้ำดี ทำให้ดินเเฉะ และท่วมขังง่าย และถ้าเป็นดินทรายจัด มักพบเป็นพื้นที่ไร่ในที่สูง เช่น พื้นที่ไร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักประสบปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีในปริมาณที่พอเหมาะ

การเตรียมดิน ทำการไถพรวนดิน และกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 1-2 ครั้ง โดยอาจไถครั้งเดียวก่อนปลูกเพื่อลดต้นทุน ด้วยการไถหน้าดินลึก ประมาณ 30 ซม. ระยะห่างการไถประมาณ 1-2 อาทิตย์ และ 5-10 วันก่อนปลูก การไถก่อนปลูกมักไถขึ้นร่อง เป็นร่องเดี่ยว กว้าง 30-40 ซม.

วิธีการปลูก ทำได้ 3 วิธี คือ

1.วิธีปลูกเป็นหลุม ทำหลุมบนคันร่องระยะระหว่างแถวประมาณ 50 ซม. และระยะระหว่างหลุม 20 ซม. หยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 ต้น ความลึกประมาณ 2-3 ซม. ซึ่งจะใช้เมล็ด 3-5 กิโลกรัม/ไร่

2.วิธีปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นการปลูกบนคันร่อง ด้วยการเปิดร่องตามแนวยาวบนคันร่อง ระยะระหว่างร่อง 50 ซม. ทำการโรยเมล็ดลงในร่อง 10-15 เมล็ด ต่อระยะ 1 เมตร ความลึกประมาณ 2-3 ซม. ใช้เมล็ดประมาณ 5 กิโลกรัม/ไร่ ไม่ควรลึกมากกว่านี้ เพราะเมล็ดจะงอกยาก หรืองอกแล้วอาจเน่า

การใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ ใส่รองก้นหลุม หรือโรยตามแนวร่องก่อนปลูก และใส่ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในระยะที่ต้นเริ่มแตกงอ

การเก็บเกี่ยว และการนวดถั่วเขียว เก็บเกี่ยวได้เมื่อถั่วเขียวอายุได้ 60 วัน ขึ้นไป ฝักจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ หรือสีฟาง ตามแต่ลักษณะของพันธุ์ เมื่อเก็บฝักจากไร่แล้ว ควรจะตากแดดอีกประมาณ 3-4 แดด จึงนวดและฟัด เอาเมล็ดออกตากแดดอีกประมาณ 3 แดด จึงเก็บใส่กระสอบหรือภาชนะ ถ้าจะเก็บเมล็ดไว้นานๆ ต้องหมั่นนำเมล็ดมาตากแดดทุก 2 อาทิตย์ เพื่อป้องกันมอดเจาะทำลายเมล็ด

นาย รัตวิ

เกาะติดผลผลิตสับปะรดโรงงาน 4จว.วันละ8พันตัน-รับซื้อกก.12บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247666

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ได้ลงพื้นที่สำรวจและพยากรณ์ปริมาณผลผลิตสับปะรดโรงงานปี 2559 ใน 4 จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 286,211 ไร่ แบ่งออกเป็น ประจวบคีรีขันธ์201,417 ไร่ ราชบุรี 36,521 ไร่ เพชรบุรี 28,931 ไร่ และกาญจนบุรี 19,342 ไร่

ทั้งนี้คาดว่า ปริมาณผลผลิตสับปะรดโรงงาน ในอีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาสับปะรดโรงงานที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นตั้งแต่ปี 2557 อย่างต่อเนื่อง ปัญหาภัยแล้งทำให้ราคาสับปะรดรับซื้อหน้าโรงงานสูงถึงกิโลกรัมละ 12 บาท จูงใจให้เกษตรกรขยายการปลูกในพื้นที่ว่าง ปลูกแซมในสวนมะพร้าว และปลูกเพิ่มในพื้นที่ปลูกยางพาราและปลูกปาล์มโดยปลูกสับปะรดแซม โดยเกษตรกรเพิ่มจำนวนหน่อพันธุ์ที่ปลูกต่อไร่ขึ้นจากเดิม โดยช่วงนี้ผลผลิตสับปะรดใน 4 จังหวัด ออกสู่ตลาดประมาณวันละ 8,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาสับปะรดปี 2558–2562 ได้ร่วมกำหนดแนวทางการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาราคาสับปะรด ในการทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายสับปะรดโรงงาน (Contract Farming) กับโรงงานแปรรูป ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดให้มีเสถียรภาพและสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรผู้ปลูกสับปะรดได้

ทั้งนี้ การบริหารจัดการด้านผลผลิต และราคาสับปะรดให้มีเสถียรภาพ เกิดประโยชน์โดยรวมต่อเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดและอุตสาหกรรมสับปะรดให้มีความยั่งยืน ภาครัฐจะมุ่งดูแลเกษตรกรที่จัดทำสัญญาฯ โดยสนับสนุนองค์ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแก่เกษตรกร การให้ความช่วยเหลือกรณีการเกิดภัยธรรมชาติ และอำนวยความสะดวกแก่ภาคอุตสาหกรรม เช่น การจัดหาแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องเข้าสู่อุตสาหกรรมสับปะรด การเสริมสภาพคล่องด้านการเงินแก่โรงงานแปรรูปสับปะรด และการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่โรงงานแปรรูปในการจัดหาเครื่องจักรกล เป็นต้น

ไทยตอนบนอุณหภูมิลด2-3องศา กทม.-ปริมณฑลอากาศเย็นลมแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250691

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.11 น.

30 ธ.ค.59 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่
4 มกราคม 2560 ไว้ด้วย

สำหรับในช่างวันที่ 30 ธันวาคม 2559 – 1 มกราคม 2560 บริเวณภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน และจะปกคลุมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น และอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง จะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศมาเลเซียและภาคใต้ในช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 – 1 มกราคม 2560 ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (30 ธ.ค.59) เป็นดังนี้
ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 12-17 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 26-28 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 4-9 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 17-21 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา: อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-45 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-29 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.