Floods in South threaten pomelo plantations after 10-day downpour

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30301988

 

December 13, 2016 01:00
By THE NATION

แจกสปก.777ไร่ยึดจากนายทุน มอบ‘สหกรณ์กาฬสินธุ์’ทำประโยชน์-ปีนี้กระจายอีก5หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248392

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปมอบหนังสืออนุญาตให้ สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จ.กาฬสินธุ์ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ที่หมู่ที่ 4 ต.นาจำปา อ.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีเนื้อที่จำนวน 777 ไร่ ยึดคืนจากนายทุนที่กระทำผิดกฎหมายกว้านซื้อปลูกไม้ยูคาลิปตัส เมื่อใช้ Agri-map พบว่า ดินมีความเสื่อมโทรมจากการปลูกยูคาลิปตัส ไม่เหมาะกับการปลูกพืช เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์ กระทรวงเกษตรฯโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จึงนำมาพัฒนา เพื่อรองรับเกษตรกร 90 ราย โดยจัดสรรพื้นที่เป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.พื้นที่พักอาศัย เนื้อที่ 225 ไร่ รายละ 2.5 ไร่ 2.พื้นที่แปลงรวม เนื้อที่ 413 ไร่ สำหรับปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ 3.พื้นที่ส่วนกลาง เนื้อที่ 138 ไร่ สำหรับที่ตั้งสหกรณ์ ศูนย์การเรียนรู้ และอื่นๆ ปัจจุบันได้คัดเลือกเกษตรกรเข้าพื้นที่แล้ว 74 ราย เป็นเกษตรกรจากป่าสงวน
แห่งชาติแม่เผด 17 ราย และเกษตรกรที่ยากไร้ไม่มีที่ทำกิน 57 ราย กระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าพัฒนาพื้นที่ใช้งบประมาณรวม 36.79 ล้านบาท เช่น การถอนรากไม้ยูคาลิปตัส ปรับพื้นที่ การขุดสระเก็บน้ำ จำนวน 2 แห่ง ความจุรวม 40,000 ล้าน ลบ.ม. ถนนสายหลัก/ถนนสายรอง การขุดลอกลำห้วยตาดไฮ/ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมพลังงานทดแทน ร่วมกันจัดทำระบบน้ำบาดาลโดยใช้เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับหลักเกณฑ์ในการจัดสรรพื้นที่จะใช้แผนที่การเกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri Map แล้วมาวิเคราะห์ว่า สภาพที่ดินตรงนี้เหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใด ซึ่งที่ดินบริเวณนี้ส่วนใหญ่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใดเลย แต่เหมาะกับการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์จึงกำหนดพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นหมู่บ้านเพื่อการปศุสัตว์ และได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตร่วมกันทั้งเกษตรกรในท้องถิ่น

ทั้งนี้ ในปี 2560 มีที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยึดคืนมาหนึ่งแสนกว่าไร่ จะนำมาดำเนินลักษณะเดียวกัน คาดว่าในปีนี้จะดำเนินการมีความพร้อมประมาณ 5 หมื่นกว่าไร่

กษ.ระดมตั้งหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว เติมน้ำเขื่อน!ป้องขาดแคลนช่วงฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248361

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.53 น.

11 ธ.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปีนี้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 34 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บทั้งประเทศอยู่ที่ 50,532 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 71% ของความจุ และเป็นน้ำใช้การได้จริง 27,006 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งเทียบกับปี 58 มีมากกว่า 9,794 ล้าน ลบ.ม.ส่วนปริมาณน้ำใช้การได้ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา รวม 10,044 ล้าน ลบ.ม.โดยมากกว่าปีก่อน 5,931 ล้าน ลบ.ม.มีน้ำเพียงพอทุกกิจกรรม สำหรับอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และเพาะปลูกต้นฤดูแล้ง แต่จะขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกข้าวทำนาปรังรอบ 2 ทั้งนี้ มีเขื่อนหลายแห่งที่มีน้ำน้อยกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะภาคอีสานตอนใต้ และภาคตะวันออก

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้มีนโยบายจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว ณ สนามบินฝนหลวง จ.นครสวรรค์ พร้อมขึ้นปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนที่น้ำต้นทุนน้อยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นของพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ในช่วงวันที่ 14 – 16 ธ.ค.59 ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ สามารถปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ซึ่งจะทำให้มีฝนปริมาณมากขึ้น

ด้าน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดเกษตรฯ กล่าวว่า ช่วงฤดูแล้งนี้พื้นที่ทั่วประเทศจะใช้น้ำจากเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 แห่ง รวมขนาดกลาง 448 แห่ง โดยลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด เป็นปีที่มีน้ำเข้าเกณฑ์เฉลี่ย ปริมาณน้ำใช้การ 9.7 พันล้าน ลบ.ม.ถือว่าดีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าจะให้ดีต้องมีน้ำระดับ 1 หมื่นล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป เพื่อพอใช้เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หลังจากวันที่ 1 พ.ย.ได้จัดสรรน้ำในทุกกิจกรรม 5.9 พันล้าน ลบ.ม.และเตรียมปริมาณน้ำสำรอง 3.7 พันล้าน ลบ.ม.ไว้กรณีฝนทิ้งช่วงเดือน พ.ค.60 โดยปี 59/60 จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 1.1 พันล้าน ลบ.ม.เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1.4 พันล้าน ลบ.ม.สำหรับเพาะปลูกทำเกษตรต่อเนื่อง 400 ล้าน ลบ.ม.และใช้น้ำปลูกข้าวนาปรัง 2.9 พันล้าน ลบ.ม.ส่วนนาปรังรอบ 2 ต้องขอให้งดปลูก รวมทั้งมีการปรับปฎิทินการเพาะปลูกพืชเร็วขึ้นก่อนฤดูน้ำหลาก กันน้ำไว้อีก 70 ล้าน ลบ.ม.พื้นที่เร่งปลูกข้าวก่อน เช่น จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร เพื่อหนีน้ำหลากเก็บเกี่ยวก่อน เอาไว้เป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำต้นฤดูฝนเป็นการลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายเขื่อนมีปัญหาน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย เช่น ภาคอีสานตอนใต้ ต้องงดส่งน้ำนาปรังและน้ำไม่เพียงพอให้กับการปลูกพืชฤดูแล้งเลย รวมถึงเขื่อนลุ่มน้ำแม่กลอง ปีนี้น้ำไม่ดี ไม่สามารถส่งน้ำนาปรังได้ ต้องกันน้ำไว้อุปโภคบริโภคเป็นหลักและสำรองน้ำไว้ปีหน้า โดยพื้นที่ 7 จังหวัดลุ่มน้ำแม่กลอง จะส่งน้ำให้พืชต่อเนื่องเท่านั้น เนื่องจากปีนี้น้ำ 2 เขื่อน คือ เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ มีน้ำใช้การ 5.4 พันล้าน ลบ.ม.จัดสรรน้ำ 2.9 พันล้าน ลบ.ม.เพื่อการอุปโภคบริโภค 300 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศ 1.7 พันล้าน ลบ.ม.ส่งน้ำปลูกพืชต่อเนื่อง 950 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแชะ เขื่อนน้ำพุง เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน มีน้ำต้นทุนเกณฑ์น้อย ไม่สามารถสนับปลูกพืชฤดูแล้งได้ ส่วนเขื่อนมีน้ำใช้การเกณฑ์น้อย ไม่ส่งทำนาปรัง แต่ส่งปลูกพืชฤดูแล้ง เขื่อนแม่งัด เขื่อนลำนางรอง เขื่อนบางลาง เพราะช่วงแล้งยาวถึง 6 เดือน กันน้ำไว้ให้ระบบปะปาใช้น้ำจากเขื่อนทั้งสิ้น

ขณะที่ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ตามที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการเร่งให้หน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วขึ้นปฎิบัติการทำฝนหลวง โดยได้ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 2 หน่วย ที่ศูนย์ฝนหลวง จ.นครสวรรค์ และศูนย์ฝนหลวงหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.เป็นต้นมา ซึ่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วจะอาศัยจังหวะช่วงชิงทำฝนให้พื้นที่ที่ต้องการฝน เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนในเขื่อนและน้ำเพื่อการเกษตรฤดูแล้ง โดยหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วหัวหิน ได้ขึ้นปฎิบัติการฝนหลวง ล่าสุดได้ปริมาณน้ำเข้าเขื่อนแก่งกระจาน 2.67 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนปราณบุรี 1.13 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งเตรียมขึ้นปฎิบัติการฝนหลวง ในช่วง 14 – 16 ธ.ค.โดยหน่วยฝนหลวงเคลื่อนเร็ว จ.นครสวรรค์ เติมน้ำเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ ซี่งหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจะขึ้นปฎิบัติการทันทีที่พบสภาพอากาศเอื้ออำนวย จะส่งผลทำฝนหลวงได้ดีตรงเป้าหมายบรรเทาปัญหาน้ำไม่เพียงพอช่วงแล้งได้

แจกที่ดินส.ป.ก.ให้เกษตรกรกว่า700ไร่ ‘บิ๊กจิน-บิ๊กฉัตร’หนุนปรัชญาศก.พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248152

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.04 น.

“บิ๊กจิน บิ๊กฉัตร ปลื้มสุดๆ แจกที่ดินส.ป.ก.ให้เกษตรกร กว่า 700 ไร่ จ.กาฬสินธุ์ เผยดีใจได้เห็นแววตาเกษตรกรมีความสุข มีที่ดินเป็นของตนเอง หนุนทำเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9  เดินหน้าแจกที่ ส.ป.ก. อีก 1 แสนไร่ปี60”

9 ธ.ค. 59 ที่จ.กาฬสินธุ์ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเป็นในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด อ.ดอนจาน เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฎิรูปที่ดินฯเพื่อสนองนโยบายการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ หลังจากที่คืนมาได้ในปี58 มีจ.อุทัยธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา และชุมพร โดยที่จ.กาฬสินธุ์ได้จัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำกิน 74 รายๆละ 2ไร่ครึ่ง ในที่ดิน ส.ป.ก. 776 ไร่ และมีการจัดที่ดินส่วนกลางไว้ทำเกษตรแปลงใหญ่ โดยการคัดเลือกเกษตรกรจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ได้ที่ดินมีหลายประเภทเช่นเป็นผู้ถูกผลักดันและอพยพจากพื้นที่ป่าต้นน้ำและป่าอนุรักษ์ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐสูญเสียที่ดิน เกษตรกรที่ไร้ที่ทำกิน ซึ่งมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาทต่อราย รวมทั้งเกษตรกรได้ที่ทำกิน เข้าขอบคุณ รองนายกฯและรมว.เกษตรฯด้วยความดีใจได้มีที่ดินเป็นของตนเอง

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ฝากความห่วงใยถึงเกษตรกร และมอบหมายให้ตนมามอบที่ดินให้เกษตรกร มีที่ดินของตนเอง ประกอบอาชีพได้ เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช จัดสรรน้ำ ดูแลตลาดให้ พัฒนาอาชีพเกษตรให้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชการที่9 เช่นเกษตรกรจ.ปทุมธานี โครงการ 1 ไร่ 1 แสนบาท ตนเชื่อว่าเกษตรกรทุกคนทำได้ บนที่ดินเป็นอยู่อาศัย 2 ไร่เศษ สามารถทำได้ครบวงจร เลี้ยงปลา หมู ไก่ วัว ถ้ามีน้ำเพียงพอ

“ผมเป็นกำลังใจให้ มั่นใจว่าทำได้  นโยบายของท่านฉัตรชัย เท่ากับยิงปืนนัดเดียว ได้นก 3 ตัว แก้ไขปัญหาเกษตรกรไม่มีทำกิน ได้คืนผืนป่ามาให้ประเทศชาติ ใช้ประโยชน์รูปแบบสหกรณ์ ตกถึงลูกหลาน และมีอาชีพ เกิดชุมชนเข้มแข็ง ความสามัคคีตามมา ผมชื่นชมยินดีกับกระทรวงเกษตรฯจัดที่ดินให้ เกษตรกร และยินดีกับรมว.เกษตรฯทำงานมา2 ปีผลักดันให้เกษตรกรกินดีอยู่ดีมาตลอด ท่านรมว.เกษตรฯทำเต็มความสามารถ “รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ดีใจที่เห็นพี่น้องเกษตรกรมีความสุขรับรู้ได้จากการพูดคุย และแววตา มีที่ดินทำกินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ที่ดินทีมีใช้ทำการเกษตรได้ มีอาชีพ มีรายได้มั่นคง ทั้งรายได้เสริมคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นบาทต่อรายและรายได้หลักจากทำเกษตรแปลงรวมในรูปแบบสหกรณ์ ทำพืช ปศุสัตว์ มีตลาดรองรับแน่นอนมีการบริหารจัดการโดยสหกรณ์ จะเข้าถึงตลาดได้ง่าย

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในปี 2560 มีที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยึดคืนมา 1 แสนกว่าไร่ จะนำมาดำเนินลักษณะเดียวกัน คาดว่าในปีนี้จะดำเนินการมีความพร้อม5 หมื่นกว่าไร่จัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำกิน เช่นพื้นที่จ.กาญจนบุรี 1 พันกว่าไร่ติดกับถนนใหญ่ไป อ.ไทรโยก จะเปิดลานกว้างจัดพื้นที่สวยงามด้านหน้าให้เกษตรกรมาขายสินค้าตนเองด้วย เป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาล ที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้เกษตรที่ยากไร้ ได้มีรายได้ มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งยังไม่มีรัฐบาลใดเคยดำเนินการเช่นนี้มาก่อน

ด้านนางบุญมี บุตรใส อายุ37 ปี เกษตรกรชาวกาฬสินธุ์ กล่าวด้วยน้ำตาด้วยความดีใจว่าตนและครอบครัวโชคดีมากไม่คิดว่าจะได้ที่ดินเป็นของตนเอง วันนี้ได้ที่ดิน 2 ไร่ครึ่ง จากคนที่ไม่มีที่ทางตัวเอง เป็นเกษตรกรทำนา  ขึ้นทะเบียนไว้จังหวัดเกือบปี ขณะนี้เริ่มมาปลูกเพิงอยู่อาศัย ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงวัว ตอนนี้มีหนี้สิน รวม1 แสนบาท ก็น่าปลดหนี้ได้ ขอขอบคุณรมว.เกษตรฯอย่างที่สุด ที่ให้ชีวิตใหม่กับคนยากจนได้มีที่ดินของตัวเองไม่ต้องไปรับจ้าง

 

‘รัชกาลที่10’ทรงห่วงปชช.น้ำท่วมใต้ ‘บิ๊กฉัตร’เล็งขุด-ขยายคลองเมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248049

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.22 น.

“ฉัตรชัย”เผย รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใย ประชาชนและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ รับสั่งมายังนายกฯเร่งให้การช่วยเหลือ ลงแก้ไขน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องจากพระราดำริ   เสนอ นายกฯขุดคลองใหม่ ขยายคลองเดิม รับน้ำหลากจากตัวเมืองนครฯระบายลงทะเล สร้างอ่าง 7 แห่ง วงเงินเกือบ 2 หมื่นล้าน เร่งเดินหน้าก่อสร้างปี 61”

8 ธ.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช เพื่อตรวจเยี่ยมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่าตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพวรากูร ทรงรับสั่งมายังนายกรัฐมนตรี ถึงความห่วงใยประชาชน และเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยรัฐบาลเร่งให้การช่วยเหลือเต็มที่ ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรและการจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัยในภาพของคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)

“ปีนี้ฝนภาคใต้มาค่อนข้างช้าได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้วไม่มีพื้นที่นาข้าวเสียหาย มีผลกระทบเฉพาะไม้ผลและปศุสัตว์โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มปากพนัง มีพื้นที่การเกษตร 370,000 ไร่ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้ว รวมทั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่หลักที่พลิกฟื้นจากดินเปรี้ยวขึ้นมา แก้ไขแม่น้ำปากพนังตื้นเขินที่ไม่สามารถระบาย กักเก็บน้ำได้ จนสามารถทำการเกษตรได้ จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงอยากสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ทำพื้นที่แห่งนี้ให้มีความสมบูรณ์เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้”รมว.เกษตรฯกล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้สั่งการช่วยเหลือพื้นที่เร่งด่วนโดยเฉพาะสวนส้มโอทับทิบสยาม 2,200 ไร่ และด้านปศุสัตว์ พร้อมกับให้ชลประทานเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ภายใน 7 วันหากปล่อยนานต้นส้มโออาจเสียหาย ส่วนระยะยาวต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและทำคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ไม้ผล คาดว่าวันที่ 10 ธ.ค.จะมีฝนตกมาอีก ต้องเร่งระบายน้ำลงทะเลเพื่อรองรับน้ำใหม่ ทั้งนี้ในแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2558-2559 ได้กำหนดแผนบรรเทาอุทกภัยเขตเมืองในพื้นที่ภาคใต้ 5 แห่งคือหาดใหญ่ ตรัง นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี และชุมพร สำหรับนครราชสีมา มีแบบก่อสร้างแล้วใช้งบประมาณ 9,520 ล้านบาท จะดำเนินการแล้วเสร็จปี 2564 ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีฝนตก 600 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้น้ำเอ่อท่วม ซึ่งได้เสนอนายกรัฐมนตรีแล้ว ที่จะมีการขุดคลองขึ้นมาใหม่ และปรับปรุงคลองเดิม  เริ่มปี 2561 จากเดิมคลองระบายน้ำ คลองท่าดี จากเขาหลวง ผ่านเมืองนคร จากขีดความสามารถการระบาย 268 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มประสิทธิภาพได้อีก 750 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 1,018 ลบ.ม.ต่อวินาที ขุดคลองสายใหม่ ความยาว 18.64 กม. ปรับปรุงคลองสายเดิม ความยาว 17.8 กม. ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 7 แห่ง นอกจากนี้กรมชลประทาน เสนอสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ในพื้นที่ อีก 7 แห่ง ใช้งบ 8,088 ล้านบาท และก่อสร้างในปี 2560 จำนวน 1 แห่ง คือ่างเก็บน้ำวังหิน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในปี2561 อีก 1 แห่ง คืออ่างเก็บน้ำคลองสังข์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ส่วนอีก 5 แห่งอยู่ระหว่างชะลอโครงการขอใช้ที่ดินโดยรัฐจ่ายเงินชดเชยให้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมมือสนับสนุนโครงการ จะเตรียมนำเสนอครม.เพื่อดำเนินการต่อไป

ต่อจากนั้นพล.อ.ฉัตรชัย ได้เดินทางดูสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นเกษตร สวนส้มโอทับทิมสยาม และมอบข้าวสารช่วยเหลือเกษตรกรให้กำลังใจผ่านพ้นวิกฤติ และให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเต็มที่เมื่อน้ำลด

 

ระดมไฮเทครื้อฐานข้อมูลเกษตร พัฒนาเทคโนโลยีปรับปรุงการสำรวจ-วิเคราะห์ทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247959

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้ภาครัฐทราบความเคลื่อนไหวและสถานการณ์ของการเกษตร สามารถวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาทิศทางการเกษตรของประเทศ ดังนั้นการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรแต่ละปีจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นต้องดำเนินการ แต่เนื่องจากมีพื้นที่การเกษตรกระจายอยู่ทั่วประเทศรวมถึงพื้นที่ทุรกันดาร ทำให้การปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โดยวิธีการให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเป็นไปได้ยาก กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ปรับปรุงกระบวนการและวิธีการปฏิบัติงาน โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ภูมิสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ ตำบล และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมการปกคลองเพื่อตรวจสอบข้อมูลประชาชน, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อพัฒนาApplication FAARMis ที่ใช้ในการขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร พร้อมทั้งวาดผังแปลงเพาะปลูกผ่านแท็บเลต (Tablet),สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อวาดผังแปลงเพาะปลูกจากภาพถ่ายดาวเทียม ผ่านโปรแกรม GISagro, กรมที่ดิน เพื่อตรวจสอบขอบเขตที่ดินของเอกสารสิทธิประเภทน.ส.4 และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อตรวจสอบขอบเขตที่ดินของเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 เป็นต้น

ขณะที่ในส่วนของการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำ FARMER MAP ซึ่งเป็นแผนที่แสดงสถานภาพของเกษตรกรด้านต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร ประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือนเกษตรกร สมาชิกครัวเรือน การถือครองที่ดิน การประกอบกิจกรรมเกษตร รายได้/หนี้สิน เครื่องจักรกลการเกษตร และแหล่งน้ำและพัฒนาระบบ Bisiness Intelligence (BI) เพื่อแสดงข้อมูล FARMER MAP แบบออนไลน์สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจแนวทางการปรับปรุงทะเบียนเกษตรปี 2560 รับทราบปัญหาในการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรในปีที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไข และมุ่งสู่การพัฒนาปรับปรุงข้อมูลให้มีความถูกต้องครบถ้วนมากที่สุด

ค้า‘ด่านสะเดา’คึกคัก ยอดแตะ3.6หมื่นล้าน-ยางพาราแชมป์ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247958

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) ได้ดำเนินการวิจัยแนวทางพัฒนาการเกษตรจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กรณีศึกษา เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา โดยศึกษาสถานการณ์การค้ายางพาราผ่านด่านการค้าชายแดนสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ รวมทั้งศึกษาการบริหารจัดการด้านการส่งออกสินค้ายางพาราในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา เพื่อเสนอแนะแนวทางพัฒนาการเกษตรจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา

สำหรับปี 2558 มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ผ่านด่านพิธีการศุลกากรสะเดา จ.สงขลา มีมูลค่า 36,235 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 18 โดยยางพารามีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดถึงร้อยละ 65 ปริมาณการส่งออกรวม 1,007,126 ตัน มีการส่งออกไปยังประเทศจีน 503,035 ตัน รองลงมาส่งออกไปมาเลเซีย 239,365 ตัน ญี่ปุ่น 62,644 ตัน สหรัฐอเมริกา 19,503 ตัน และประเทศอื่นๆ รวม 53 ประเทศ 182,579 ตัน โดยชนิดของน้ำยางที่ส่งออกแบ่งเป็น น้ำยางร้อยละ 41 ยางแท่งร้อยละ 34 ยางแผ่น ร้อยละ 10 ยางผสม ร้อยละ 13 และยางอื่นๆ ร้อยละ 1

ด้านการพัฒนาปรับปรุงในเรื่องพิธีการส่งออก กรมศุลกากรได้พัฒนาจากระบบ Manual มาใช้ระบบ Electronic Data Interchange (EDI) และพัฒนามาใช้ระบบ National single windows (NSW) โดยการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Paperless) มีการเชื่อมโยงข้อมูลแบบไร้เอกสารผ่านระบบ NSW แล้ว 36 หน่วยงาน สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 4 หน่วยงาน คือ การยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ จากการศึกษา พบว่า ควรมีการพัฒนาพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์อย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและพื้นที่การค้าภายใต้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัยให้มีการพัฒนา เกิดการบริหารแบบเบ็ดเสร็จ

บุกตรวจโรงงานฉะเชิงเทรา,ล้างบาง,สารเคมี,ปุ๋ยปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247955

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจโรงงานผลิตแบ่งบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ ต.คลองเปรง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา หลังได้รับเบาะแสจากการโฆษณาใน Social Media พบว่า โรงงานดังกล่าวในส่วนของการผลิตปุ๋ยไม่ได้ปิดแสดงใบอนุญาตผลิตปุ๋ย ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยไว้ที่โรงงาน และสภาพโรงงานในส่วนของการผลิตสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีขนาดใหญ่มากแต่ไม่ผ่านเกณฑ์โรงงานผลิตทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัยของแรงงานผู้ผลิตและตรวจพบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอยู่ในขั้นตอนการผลิต และที่บรรจุลงภาชนะพร้อมจำหน่ายจำนวนมาก สารวัตรเกษตรจึงได้เก็บตัวอย่างสินค้าทุกชนิดทั้งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเกล็ด และสารปรับปรุงดินนำส่งวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ เพื่อตรวจปริมาณสารว่าครบถ้วนตามสูตรที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ โดยไม่มีเจ้าของโรงงานมาแสดงตน มีเพียงคนงานที่เฝ้าโรงงานจำนวน 2 คน ไม่สามารถให้รายละเอียดได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุอันตราย 468 ลิตร อายัดไว้ 348 ลิตร ปุ๋ยเคมี 4,950 กก. วัตถุดิบในการผลิตวัตถุอันตราย 650 กก. จึงเก็บตัวอย่างวัตถุอันตรายจำนวน 9 รายการปุ๋ยเคมี 3 รายการไปตรวจสอบคุณภาพหากผลการวิเคราะห์พบสารเคมี และปุ๋ยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามสูตรที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือเอกสารตามกฎหมาย เช่น ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ย ไม่ถูกต้อง กรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อกล่าวโทษร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที

ปัด‘เกษตร’ออกใบสั่งโค่นสวนยาง กยท.ย้ำแนวทางส่งเสริมปลูกพืชศก.ตาม‘Agri-map’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247961

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กยท.ยันไร้ใบสั่งจากกระทรวงเกษตรฯให้โค่นยางในพื้นที่ไม่เหมาะสมทิ้ง ชี้แค่ข่าวปล่อยสร้างความเข้าใจผิดให้เกษตรกร พร้อมย้ำเดินหน้าส่งเสริมสร้างความเข้าใจชาวสวนในการปลูกยางและพืชเศรษฐกิจอื่นตาม “Agri-map”

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมแผนควบคุมพื้นที่ปลูกยางพารา โดยให้โค่นยางในพื้นที่ไม่เหมาะสมทิ้ง ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ กยท. ขอประกาศย้ำชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรฯไม่มีคำสั่งให้เกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ดำเนินการโค่นยางทิ้งอย่างแน่นอน แต่ย้ำให้เดินหน้าส่งเสริม สร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรในการปลูกยางและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ให้เหมาะสมตามแผนที่เกษตร (Agri-map) หวังให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าต่อเกษตรกร

สำหรับการส่งเสริมปลูกยางพารา การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำหนดการปฏิบัติตามระเบียบอย่างชัดเจนให้กับเกษตรกรที่จะมาขอโค่นยางเก่าแล้วยื่นขอทำการเกษตรต่อไป ซึ่งอาจปลูกยางหรือพืชเศรษฐกิจอื่นใดก็ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยจะมีพนักงานของ กยท. ทำหน้าที่ให้ข้อมูล และสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกแทนทุกราย ดังนั้นนโยบายในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-map) และเพื่อพัฒนาระบบการเกษตรของประเทศให้มีความยั่งยืน

ทั้งนี้หากพื้นที่ดังกล่าวตามแผนที่เกษตรระบุว่าไม่เหมาะสมกับการปลูกยาง พนักงานกยท.จะติดตามให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรอย่างใกล้ชิด ในการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแทนยางพารา ขณะเดียวกันกยท.มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรชาวสวนยางที่มีต้นยางทรุดโทรมเสียหาย ต้นยางให้ผลน้อย และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกยาง ได้มายื่นขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทน โดยปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ สำหรับเกษตรกรที่อยู่ระหว่างรับการปลูกแทน และดำเนินการปลูกแทนด้วยยาง แต่กลับพบว่า พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา จะใช้วิธีการพูดคุยสร้างความเข้าใจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปลูกแทน ไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างคุ้มค่า

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้มีหนังสือสั่งการ หรือนโยบายให้กยท.ดำเนินการบังคับเกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (Non-suitable : N) ที่มีอยู่ประมาณร้อยละ 9 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน โค่นต้นยางทิ้งแต่อย่างใด แต่ กษ. มีนโยบายให้ กยท. ส่งเสริมให้ความรู้ทางวิชาการ ประชาสัมพันธ์ และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่ปลูกยางพาราในเขตพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ปลูกทดแทนยางพาราด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลจากแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) และโดยข้อเท็จจริง การขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน เกษตรกรยังคงเลือกปลูกยางพารา หรือไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่กยท.กำหนดได้โดยความสมัครใจ” นายธีธัช กล่าว

แตกใบอ่อน : ‘โซลาร์เซลล์’คุ้ม-ไม่คุ้ม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247960

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาเหลือบไปเห็นรายงานข่าวชิ้นหนึ่งจาก “สำนักข่าวอิศรา” โดยมีการนำเสนอประเด็นเรื่องปริมาณสำรอง “แร่ควอตซ์” คุณภาพสูงของประเทศไทย ซึ่งมีความน่าสนใจมาก เพราะสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต “เซลล์แสงอาทิตย์” หรือ “โซลาร์เซลล์” (Solar Cell) เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 1 ล้านเมกะวัตต์ หรือ 34 เท่า ของความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยในปี 2559 เลยทีเดียว

ในรายงานชิ้นดังกล่าว ได้อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของ “สมบูรณ์ ยินดียั่งยืน” รองอธิบดีและรักษาการอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งระบุว่า “แร่ควอตซ์” เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญในอุตสาหกรรม “ซิลิกอน” ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของการผลิต “โซลาร์เซลล์”

โดยประเทศไทยมีปริมาณสำรองแร่ควอตซ์คุณภาพสูงถึงกว่า 25 ล้านตันสามารถนำมาผลิต “ซิลิกอน” ความบริสุทธิ์สูงได้ประมาณ 6 ล้านตัน และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 1 ล้านเมกะวัตต์ หรือประมาณ 34 เท่าของความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย และสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 3.6-4.5 ล้านล้านบาท โดยยังไม่รวมมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Hi-technology) และมีมูลค่าสูงในประเทศ

ขณะที่พื้นที่ที่เป็นแหล่งแร่ควอตซ์ในประเทศไทย ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณราว 9.97 แสนตัน จ.เพชรบุรี ปริมาณ 9.7 หมื่นตัน จ.สระแก้ว 4 แสนตัน จ.ระยอง 7.56 ล้านตัน จ.จันทบุรี 2 หมื่นตันและ จ.ราชบุรีมี 16 ล้านตัน

คุณสมบูรณ์ ยังบอกว่า ปริมาณแร่ควอตซ์คุณภาพสูงที่มีดังกล่าว เป็นปริมาณที่มีศักยภาพมากพอที่จะนำไปใช้ในการผลิตพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีอุตสาหกรรมผลิตซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์ จะมีก็เพียงการผลิตซิลิกอนเกรดโลหกรรม (Metallurgical Grade Silicon)ซึ่งถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหล่อโลหะผสมอะลูมิเนียมสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมเคมีเพื่อผลิตซิลิโคนเท่านั้น

โดยปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ สนใจเข้ามาลงทุนและพัฒนาแร่ควอตซ์ในประเทศไทย ขณะที่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กำลังอยู่ระหว่างจัดทำนโยบายการพัฒนาแหล่งแร่ควอตซ์ เพื่อรองรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ก่อให้เกิดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง สามารถแข่งขันกับพลังงานทางเลือกอื่นๆ ได้

คุณสมบูรณ์ ยังทิ้งท้ายว่า เซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแปลงแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า หากมีการใช้งานที่ถูกวิธีและการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ใช้งานได้นานถึง 20-30 ปี โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เซลล์แสงอาทิตย์เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วสามารถนำมาแยกชิ้นส่วนเป็นซิลิกอนกระจก และวัสดุอื่นๆ นำไปรีไซเคิลเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

โดยส่วนตัว ผมคงต้องขอสารภาพตรงๆว่าไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิต “ซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์” เพื่อนำมาผลิตเป็น“โซลาร์เซลล์” แม้แต่น้อย แต่จากข้อมูลที่รักษาการอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ให้มา ก็พอจะอนุมานได้ว่า ความจริงประเทศไทยมีวัตถุดิบและศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์

และที่สำคัญ การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ก็ไม่ได้มีต้นทุนสูงจน “ไม่คุ้ม” ที่จะส่งเสริม เหมือนอย่างหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานพยายามยกมากล่าวอ้างหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น เลยเกิดคำถามว่า ในเมื่อของดีมีอยู่ในมือ แต่กลับไม่ส่งเสริม ไม่พัฒนา ดันจะไปดิ้นรนสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ให้มันทำลายแหล่งท่องเที่ยว ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำลายชีวิตประชาชน

คนที่คิดที่ทำแบบนี้ เขาต้องการอะไร มันก็น่าเก็บไปคิดกันนะครับ

มะลิลา