“เพื่อไทย”จวก“หมอวรงค์”ยึดทฤษฎีหลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254084


เพื่อไทย, จำนำข้าว, เพื่อ, ไทย, จวก, หมอ, วรงค์, ยึด, ทฤษฎี, หลอน, หมอวรงค์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 29 ธ.ค. 2559

“เพื่อไทย”จวก“หมอวรงค์”ยึดทฤษฎีหลอน

“เพื่อไทย”จวก“หมอวรงค์”ยึดทฤษฎีหลอน หลังอวยจำนำยุ้งฉางเป็นการจำนำที่ถูกต้องตามทฤษฎีสินค้าเกษตร เหน็บอคติ-มืดบอดทางวิธีคิด

         28 ธ.ค. — นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า  รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โกหกเรื่องจำนำข้าว เพราะเป็นการรับจำนำทั้งหมด เอาไปสีแปรรูปแล้วนำออกขายว่า การรับจำนำข้าวเปลือกในปี 55 รับจำนำอยู่ที่ 22 ล้านตัน ในปี 56 รับจำนำอยู่ที่ 16.5 ล้านตัน จากข้าวทั่วประเทศ 38 ล้านตัน หรือคิดเป็น 58% และ 44 % เท่านั้น นี่เป็นตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่พิสูจน์ได้และเปิดเผย ไม่ใช่คิดเองพูดเองตอบเองแบบนพ.วรงค์ เห็นตัวเลขแบบนี้ใครกันแน่ที่โกหก ส่วนที่พูดว่าทุจริตทุกขั้นตอนนั้นเป็นวาทกรรมที่ติดปากคน ๆ นี้ ทั้งที่รัฐบาลช่วงนั้นได้ดำเนินคดีกับการทุจริตโครงการนี้อยู่แล้ว

          ส่วนเรื่องจำนำยุ้งฉางก็เช่นกันที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยพยายามโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. และการรับจำนำยุ้งฉางเป็นการจำนำที่ถูกต้องตามทฤษฎีสินค้าเกษตรเพราะข้าวเปลือกยังอยู่กับชาวนานั้น ตนเพิ่งทราบว่าหมอสูติก็เข้าใจเรื่องแบบนี้ผิดอีกแล้ว นั่นคือทฤษฎีหลอน ขอเรียนว่า เราไม่ได้โจมตีรัฐบาลและไม่คัดค้านแต่เราไม่เห็นด้วย เพราะมันไม่ได้ทำให้ชาวนาจำนวนมากได้ประโยชน์ แต่จะทำให้ชาวนาเป็นหนี้ธกส.เพิ่มขึ้น เพราะเป็นเพียงสินเชื่อธรรมดา ให้เจ้าหน้าที่ธกส.ออกไปชั่งข้าวชาวนาว่ามีเท่าไร  จากนั้นก็จ่ายเงินรวมค่าเก็บค่าเกี่ยวราว 12,500 บาทให้ชาวนาเก็บไว้ ราคาสูงก็ขาย ปรากฎว่ารับเงินเสร็จชาวนาขายต่อเลยในราคาทุกวันนี้ พอถึงเวลาก็ไม่มีเงินใช้หนี้ธกส.อยู่ดี ส่วนที่บอกว่าข้าวยังอยู่กับชาวนานั้น ไปเช็คสิว่ามีอยู่จริงเท่าไร ท่านตั้งเป้าไว้ 2 ล้านตัน ไปดูได้เลยว่าได้เท่าไร อย่างมากราว ๆ 5 แสนตัน คือ 1ใน 4

            นายสมคิด กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ขายข้าวสารราคาถูกนั้น ไม่ได้เป็นการขย่มรัฐบาลตามที่นพ.วรงค์พูด แต่เป็นการช่วยกระตุ้นการทำงานของรัฐบาล เพราะช่วงนั้นข้าวเปลือกราคากิโลกรัมละ 6-7 บาท หากชาวนาสีข้าวโรงสีชุมชนเอง ขายเอง ก็จะเพิ่มรายได้ขึ้น หากคิดเป็นข้าวเปลือกก็ไม่น้อยกว่า 13 บาท นี่เป็นวิธีคิดช่วยคนที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ทั้งนี้ ที่ตนธิบายเรื่องนี้เพราะอยากให้ท่านที่สนใจตามข่าวเรื่องนี้ได้เข้าใจอีกครั้ง และไม่เคยหวังว่านพ.วรงค์จะเข้าใจ เพราะคนแบบนี้มีอคติ มืดบอดทางวิธีคิด ไม่เคยเห็นหัวใจคนที่เป็นชาวนา และคนแบบนี้ไม่มีสำนึกว่าได้มีส่วนทำลายความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ

 

“ป๋าเปรม”เปิดบ้านสี่เสาฯให้“บิ๊กตู่”-ผบ.เหล่าทัพ”อวยพรปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254078

ป๋าเปรม, ประยุทธ์, ผบ.เหล่าทัพ, ประวิตร, บิ๊กป้อม, เปิดบ้าน, บ้านสี่เสาฯ, รับพร, ป๋า, เปรม, เปิด, บ้าน, สี่, เสา, ให้, บิ๊ก, ตู่, เหล่าทัพ, อวยพร, ปีใหม่, บิ๊กตู่, นายก
ป๋าเปรม, ประยุทธ์, ผบ.เหล่าทัพ, ประวิตร, บิ๊กป้อม, เปิดบ้าน, บ้านสี่เสาฯ, รับพร, ป๋า, เปรม, เปิด, บ้าน, สี่, เสา, ให้, บิ๊ก, ตู่, เหล่าทัพ, อวยพร, ปีใหม่, บิ๊กตู่, นายก
ป๋าเปรม, ประยุทธ์, ผบ.เหล่าทัพ, ประวิตร, บิ๊กป้อม, เปิดบ้าน, บ้านสี่เสาฯ, รับพร, ป๋า, เปรม, เปิด, บ้าน, สี่, เสา, ให้, บิ๊ก, ตู่, เหล่าทัพ, อวยพร, ปีใหม่, บิ๊กตู่, นายก

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 29 ธ.ค. 2559

“ป๋าเปรม”เปิดบ้านสี่เสาฯให้“บิ๊กตู่”-ผบ.เหล่าทัพ”อวยพรปีใหม่

“ป๋าเปรม” เปิดบ้านสี่เสาฯ ให้ “นายก” ควงครม. –ผบ.เหล่าทัพ รับพรปีใหม่ ยก “บิ๊กตู่” เหนื่อยเพื่อชาติ-ปชช. พร้อมเป็นกำลังใจทำงานให้สำเร็จ

          29 ธ.ค. 59 – ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เวลา 09.00 น. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษได้เปิดบ้านต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะรัฐมนตรีทหาร , ผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ)และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตลอดจนข้าราชการทหาร ตำรวจ ที่เข้าขอรับพรและอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2560

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวนำอวยพร ว่า ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ตนและคณะขอถือโอกาสนี้อำนวยพรแด่ท่าน พร้อมทั้งแสดงมุทิตาจิตด้วยความเคารพยิ่ง และระลึกเสมอว่าท่านเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนมีประสบการณ์ รวมทั้งการถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดจวบจนปัจจุบัน ซึ่งในโอกาสอันเป็นมงคลพวกตนขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยพระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์ทั้งหลาย ตลอดจนพระบารมีอันแผ่ไพศาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาทรภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดประทานพรให้ท่านมีสุขภาพสมบูรณ์ แคล้วคาดจากภัยอันตรายทั้งปวง

“ป๋าเปรม”เปิดบ้านสี่เสาฯให้“บิ๊กตู่”-ผบ.เหล่าทัพ"อวยพรปีใหม่

ด้านพล.อ.เปรม กล่าวว่า ตนขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระลึกถึงกันที่มาอวยพรวันสำคัญชาติบ้านเมืองของเรา ทั้งนี้ตนรู้ว่าพวกเราทำงานเหนื่อยมาก รัฐบาลก็เหนื่อย และคิดว่านายกฯยิ่งเหนื่อยเท่าไหร่ความสำเร็จจะมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะนายกฯมุ่งมั่นทำความสุขให้กับชาติ พร้อมทั้งทุ่มเทพลังต่างๆด้วยความเหนื่อยยากเป็นเวลา กว่า 2-3 ปี ดังนั้นก็ต้องเหนื่อยต่อไป เพื่อนำความสุขให้ประชาชนให้ได้

พล.อ.เปรม กล่าวต่อว่า ตนดีใจ ที่นายกฯ และพวกเรา ทุ่มเทความเหนื่อยทั้งกายใจ ให้ชาติบ้านเมือง แม้เราเหนื่อย เราไม่ท้อแท้ แต่จะทำต่อไป ซึ่งตนขอให้นายกฯ ยึดมั่นด้วยความตั้งใจ และอยากให้คุณป้อม พล.อ.ประวิตร (คุณเจี๊ยบ) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประจิณ จั่นตอง รองนายกฯ และ พล.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกฯให้ร่วมมือช่วยทำงานให้นายกฯ ด้วย ขณะเดียวกันตนดีใจที่พวกเราร่วมมือกันด้วยความปรารถนาดีต่อชาติ บ้านเมือง ที่ยอมเหนื่อยให้คนไทยมีความสุข แม้ว่าเป็นคำไม่สวยงาม แต่เป็นสัญญาที่มีต่อตนเอง มีต่อชาติ และทุกคนในประเทศ เพราะฉะนั้นตนอยากให้ทุกคนมั่นใจว่าภายใต้การนำนายกฯ คุณป้อม (พล.อ.ประวิตร) คุณเจี๊ยบ (พล.อ.ธนะศักดิ์) และรองนายกฯอีก 2ท่าน จะทำให้ความเหนื่อยของเราสิ้นสุดโดยเร็ว

“ป๋าเปรม”เปิดบ้านสี่เสาฯให้“บิ๊กตู่”-ผบ.เหล่าทัพ"อวยพรปีใหม่

“ความเหนื่อยคือความต้องการให้คนอื่นมีความสุข นี่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ชาติบ้านเมือง ผมจะเฝ้าดู และเป็นกำลังใจให้ด้วยความเป็นเพื่อนพี่น้องหลาย10 ปี ทั้งนี้ผมเคยบอกนายตำรวจคนหนึ่ง และพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รู้ว่าพวกนายเหนื่อย ถ้าเหนื่อย ก็อยากให้เอาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ขึ้นมาดู เพราะพระองค์ท่านเหนื่อยมา70 ปี ซึ่งเราต้องทำให้ได้ตามที่พระองค์ท่านสั่งสอน” ประธานองคมนตรี กล่าวและว่า ตนขออวยพรให้ทุกอย่างที่ปรารถนาทำให้สำเร็จ และให้ทุกคนเข้าใจว่าเราเหนื่อยเพื่อคนไทยทุกคน พร้อมทั้งขอให้ทุกคนแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องให้ทุกคนปลอดภัย ขอบคุณมาก

“ป๋าเปรม”เปิดบ้านสี่เสาฯให้“บิ๊กตู่”-ผบ.เหล่าทัพ"อวยพรปีใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พล.อ.เปรม ให้โอวาทจบ ได้เดินเข้ามาพูดคุย โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้แนะนำรัฐมนตรีทหารว่าเป็นใคร รับผิดชอบงานด้านไหน โดยเฉพาะพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยแนะนำว่าขณะนี้กำลังดำเนินการโครงการที่อยู่อาศัยที่ทำกิน และการขุดลอกคลองลาดพร้าว และเดินไปทักทาย ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จากนั้นพล.อ.เปรม พร้อมนายกฯได้เข้าไปพูดคุยภายในห้องเป็นเวลา 15 นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนนั้นเวลา 07.30 น. พล.อ.ประวิตร ได้เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อ 5จังหวัดในกรมทหารราบที่1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร1รอ.) ให้ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ เข้าร่วมอวยพร และรับพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางไปร่วมอวยพรเช่นทุกปี รวมถึงพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทย ตลอดจนผบ.เหล่าทัพ และผบ.ตร. แต่ว่าในปีนี้พล.อ.ประวิตร ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปสังเกตการณ์เหมือนเช่นที่ผ่านมา.

 

หลักเกณฑ์วิธีรอกำหนดโทษ-รอการลงโทษ-คุมประพฤติ ปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254074

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ชะลอ, กม., ฆษกศาลยุติธรรม, ผู้ต้องขัง, คุก, ดุลยพินิจ, ผู้พิพากษา, คุมประพฤติ, รอ, กำหนดโทษ, ยก, แนะนำ, ปธ.ศาลฎีกา, หลักเกณฑ์, วิธี, กำหนด, โทษ, การ, ลงโทษ, คุม, ประพฤติ, ปี59 , ประธานศาลฎีกา

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 29 ธ.ค. 2559

หลักเกณฑ์วิธีรอกำหนดโทษ-รอการลงโทษ-คุมประพฤติ ปี59

“ประธานศาลฎีกา” ออกคำแนะนำยกหลักเกณฑ์วิธีการรอกำหนดโทษ-รอการลงโทษ-คุมประพฤติ ปี59 ให้ผู้พิพากษากล้าใช้ดุลยพินิจเลี่ยงโทษคุกระยะสั้น ส่งเสริมการคุมประพฤติเข้มงวด

          29 ธ.ค.59 – นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงการแก้ไขกฎหมายในช่วงปี 2559 ว่า สืบเนื่องจากปัจจุบันมีผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลให้ลงโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ ประมาณ 300,000 คน มากกว่าจำนวนผู้ต้องขังที่สามารถรับได้ ทำให้ระยะหลังนี้มีแนวคิดเรื่องการเบี่ยงเบนการลงโทษจำคุกเกิดขึ้น ซึ่งศาลยุติธรรมเข้าใจปัญหานี้ดี จึงได้มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 25 พ.ศ.2559 แก้ไขหลักเกณฑ์การรอการลงโทษ รอการกำหนดโทษ และการคุมความประพฤติ ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว โดยนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ได้มีคำแนะนำเรื่องนี้โดยออกเป็นคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการรอการกำหนดโทษ , รอการลงโทษ และกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ พ.ศ.2559

ขณะที่นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเสริมถึงรายละเอียดคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการรอการกำหนดโทษฯ ว่า นายวีระพล ประธานศาลฎีกา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยงการลงโทษจำคุกในระยะสั้น และส่งเสริมให้นำวิธีการต่างๆ ที่บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มาใช้ จึงออกเป็น “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการ รอการกำหนดโทษ กับรอการลงโทษ และการกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ พ.ศ.2559 ” ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 ต.ค.59 ที่ผ่านมาโดยมีรายละเอียดสาระสำคัญ 16 ข้อ มีหลักเกณฑ์สำคัญให้ผู้พิพากษาใช้พิจารณาประกอบดุลยพินิจได้อย่างเหมาะสม ที่จะได้มาจากข้อมูลต่างๆ จากการสอบถามจำเลย จากสำนวนการสอบสวน หรือรายงานการสืบเสาะพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ โดยศาลอาจใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษไว้ ซึ่งมุ่งเน้นใน 2 กรณี

กรณีที่ 1 คือ มุ่งเน้นสำหรับการกระทำความผิดครั้งแรก และจำเลยยังไม่สมควรที่จะถูกลงโทษให้มีมลทินติดตัว

กรณีที่ 2  คือ แม้จำเลยจะทำความผิด แต่ไม่ใช่ผู้ที่กระทำผิดจนติดเป็นนิสัย หรือทำซ้ำบ่อยๆ โดยยังอยู่ในภาวะที่แก้ไขได้ ประธานศาลฎีกา จึงออกเป็นคำแนะนำว่ากรณีเช่นนี้อาจนำวิธีการรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษมาใช้โดยกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้กระทำความผิดซ้ำอีก ด้วยการกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเน้นมาตรการแก้ไขฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้จำเลยทำความผิดซ้ำ ซึ่งการรู้สำนึกในการกระทำความผิดและการแก้ไขเยียวยาจะส่งผลให้จำเลยที่กระทำความผิดไม่ร้ายแรง ได้มีโอกาสแก้ไข ปรับปรุงและกลับตัว ไม่มีมลทินติดตัว และยังทำให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อมีการออกเป็นคำแนะนำประธานศาลฎีกาเรื่องนี้แล้ว ความจำเป็นที่จะให้มีการพิจารณาเรื่องกฎหมายชะลอฟ้องที่เคยเสนอกันเพื่อแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นคุกนั้น ก็ผ่อนคลายลงไป โดยเป็นการใช้อำนาจตุลาการตรวจสอบคดีที่มีการฟ้องคดีขึ้นมา ซึ่งศาลจะใช้ดุลยพินิจพยานหลักฐานว่ามีความผิดหรือไม่ ถ้ามีความผิดควรใช้มาตรการลงโทษระดับใด มิใช่การใช้อำนาจชะลอฟ้องไปก่อนจะฟ้องคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการรอการกำหนดโทษนั้นฯ ที่น่าสนใจ คือ ข้อ 3 กำหนดว่าการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ ศาลพึงให้โอกาสจำเลยมิต้องรับโทษจำคุกหรือโทษปรับ โดยไม่จำเป็น แต่พึงเน้นการใช้มาตรการเพื่อแก้ไขฟื้นฟูและป้องกันมิให้จำเลยกระทำผิดซ้ำแทนการลงโทษจำคุก ส่วนโทษจำคุกนั้น ควรนำมาใช้เมื่อจำเลยกระทำความผิดอาญาร้ายแรงและน่าจะเป็น อันตรายต่อสังคม ซึ่งการลงโทษจำคุกให้คำนึงถึงผลเสียของการลงโทษจำคุกระยะสั้น โดยใช้มาตรการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 หรือมาตรา 55 ประกอบด้วย

ข้อ 4 กำหนดไว้ว่า ระหว่างการรอการกำหนดโทษ การรอการรลงโทษ หรือคุมความประพฤติ ศาลอาจแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวของจำเลยหรือบุคคลที่ศาลเห็นสมควรซึ่งยอมรับดูแลจำเลยนอกจากพนักงาน คุ้ำมประพฤติหรือเจ้าพนักงานศาล เป็นผู้ควบคุมดูแล ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือน รวมถึงติดตามการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด โดยระบุถึงระยะเวลาและวิธีการรายงานผลการปฏิบัติตาม เงื่อนไขดังกล่าวให้ศาลทราบ

ขณะที่หลักเกณฑ์ให้รอการกำหนดโทษได้ ถูกระบุไว้ในข้อ 6 ว่า ในคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี คดีความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว คดีความผิดอันยอมความได้  คดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีที่ศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีที่จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน หรือคดีที่ตามบัญชีมาตรฐานการลงโทษของศาลกำหนดให้ความผิดนั้นอาจรอการลงโทษได้

ศาลพึงพิจารณาใช้วิธีการรอการกำหนดโทษ หากพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่า

(1) จำเลยกระทำความผิดโดยมีสาเหตุมาจากความยากจนหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่เกิดความเสียหายร้ายแรง

(2) จำเลยสำนึกถึงการกระทำความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น และในกรณีที่มีผู้เสียหายบุคคลดังกล่าวไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลย

(3) จำเลยเป็นหญิงมีครรภ์ คนชรา คนพิการ ผู้ที่ป่วยเจ็บหรือเป็นโรคร้ายแรง

(4) ผู้เสียหายกับจำเลยมีความสัมพันธ์กันในทางใดทางหนึ่ง เช่น เป็นบุคคลในครอบครัว ญาติ เพื่อนบ้าน หรือผู้ร่วมงาน และผู้เสียหายกับจำเลยต่างมีความเข้าใจที่ดีต่อกันแล้ว

(5) พฤติการณ์อื่นใดอันสมควรรอการกำหนดโทษเพื่อมิให้จำเลยมีประวัติการต้องโทษติดตัว

โดย ข้อ 7 กำหนดว่า ภายในกำหนดระยะเวลารอการกำหนดโทษ  หากจำเลยกระทำผิดขึ้นอีก หรือไม่ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ  ศาลอาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสมแก่กรณี ดังต่อไปนี้ (1)  ตักเตือนจำเลย (2) เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ (3) กำหนดโทษแต่รอการลงโทษ (4) กำหนดโทษแล้วลงโทษ

ส่วนหลักเกณฑ์การกำหนดการคุมความประพฤติ ระบุไว้ในข้อ 11 ว่า คดีความผิดที่การกระทำมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ศาลพึงกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติโดยให้มีการส่งเสริมหรือแก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม หรือชดใช้ค่าเสียหาย โดยคำนึงถึงเจตนาของจำเลย ความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิด และผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดวิธีการแก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหาย หรือจำนวนเงินในการชดใช้ค่าเสียหาย กับให้พิจารณาประกอบกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อม ฉบับลงวันที่ 9 มี.ค.54

และข้อ 13 ในการป้องกันมิให้จำเลยไปกระทำความผิดซ้้ำ ศาลพึงกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติโดยการให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใด ห้ามออกนอกสถานที่อยู่อาศัย ห้ามเข้าในสถานที่ใด หรือให้ทำทัณฑ์บน โดยให้คำนึงถึงว่าเงื่อนไขดังกล่าว

(1) ไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตของจำเลยเกินสมควร โดยอาจกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และตัวบุคคล หรือเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดให้เหมาะสมกับลักษณะของจำเลยก็ได้

(2) มีส่วนช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของจำเลย และป้องกันอันตรายต่อผู้เสียหายและสังคม ทั้งนี้ควรจัดให้มีการติดตามการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดโดยนำข้อ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(3) ช่วยลดโอกาสและความรุนแรงที่จำเลยอาจก่อเหตุร้ายหรือก่อให้เกิดภยันตรายขึ้นอีก.

 

“ส.ศิวรักษ์” หนุน แก้กฎหมายพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254072

คมชัดลึก, ส.ศิวรักษ์, ศิวรักษ์, หนุน, แก้, กฎหมาย, พระ, สศิวรักษ์, แก้กฎหมายพระ, Sulak Sivaraksa

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 29 ธ.ค. 2559

“ส.ศิวรักษ์” หนุน แก้กฎหมายพระ

“ส.ศิวรักษ์” หนุน แก้กฎหมายพระ

    นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ค “Sulak Sivaraksa”  ถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยระบุว่า การที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนหนึ่งเสนอให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ พ.ศ.๒๕๐๕ นั้น  บัดนี้มีว่าสมเด็จพระราชาคณะที่ได้รับการแต่งตั้งก่อนผู้อื่น ย่อมดำรงสถานะรักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช  และแล้วท่านผู้นี้ก็จะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป

มีผู้เสนอให้เลิกการปฏิบัติเช่นนี้  ที่จริง ก่อนการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ เดิมกำหนดไว้ว่าเมื่อสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ลง ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีพรรษายุกาลสูงสุดดำรงตำแหน่งรักษาการแทนฯ  ส่วนจะตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย  ทั้งนี้ เพื่อให้มีการเลือกผู้ที่เหมาะสม โดยรัฐบาลรับผิดชอบ  เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นรับสนองพระบรมราชโองการ

ผมเห็นว่า วิธีนี้เหมาะสม เพราะถ้าเลือกได้ผู้ที่ไม่สมควรเป็นสังฆราช  รัฐบาลก็จำต้องถูกโจมตี  ซึ่งดีกว่าสภาพของพระราชบัญญัติที่เป็นอยู่ในเวลานี้

โดยเฉพาะเวลานี้  ท่านผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชก็มีเรื่องเกี่ยวข้องพัวพันในทางที่ไม่สมควรอยู่  เช่นกรณีที่ท่านปกป้องวัดพระธรรมกาย เป็นต้น  รวมถึงรถยนต์อันโก้หรูที่อยู่ในวัดของท่าน ก็ถูกกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น  ฉะนั้น รัฐบาลย่อมไม่กล้าเสนอชื่อพระคุณท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชอย่างแน่นอน  และถ้าไม่แก้กฎหมาย  เรื่องก็จะอึมครึมต่อไป อีกไม่รู้จบ

ที่มีพระออกมากล่าววาจาจ้วงจาบว่าเรื่องของพระ โยมไม่ควรจะเกี่ยวข้องนั้น  พระคุณท่านมีสิทธิ์ที่จะแสดงทัศนะได้  แต่เป็นทัศนะอันมิชอบ เพราะพระต้องพึ่งโยม เฉกเช่นโยมต้องพึ่งพระ  วัดกับบ้านต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน  แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางโลกนั้นย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายอาณาจักรอยู่แล้ว เช่นการตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์  ฝ่ายอาณาจักรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยนายกรัฐมนตรีย่อมต้องลงนามสนองพระบรมราชโองการ  แล้วจะว่าไม่ให้อาณาจักรเกี่ยวข้องกับศาสนจักรได้อย่างไร

การที่ใครๆ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอใหม่นี้ ก็เป็นสิทธิ์ที่เขาจะแสดงออกได้  แต่ถ้าเจ้ากูจะขู่รัฐบาล  อ้างว่าจะเอาพระจำนวนมากมากดดันรัฐบาลนั้น  อยากถามท่านนั้นๆ ว่านี่เหมาะแก่สมณสารูปแล้วหรือ  ถ้าพระออกมาเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมทางสังคม ก็ควรอยู่  แต่ออกมาเคลื่อนไหวในทางโลกๆ เพื่อผลประโยชน์ของพวกตนนั้น  ชาวบ้านเขาจะยิ่งเอือมระอาไปยิ่งขึ้นทุกที  ขอได้โปรดพิจารณา

 

แฮ็กเย้ยสตช.เจาะระบบตรวจสอบหมายจับ ด้าน อผศ.ถูกล้วงพาสเวิร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254050

เปิดบ้านลุงตู่ Day3, แฮกเกอร์, แฮ็ก, เย้ย, สตช, เจาะ, ระบบ, ตรวจสอบ, หมายจับ, ด้าน, อผศ, ถูก, ล้วง, พาส, เวิร์ด, อผศถูกล้วงพาสเวิร์ด, แฮ็กเกอร์, ทุกระบบเจาะได้, ยูสเซอร์เนม-พาสเวิร์ด

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 28 ธ.ค. 2559

แฮ็กเย้ยสตช.เจาะระบบตรวจสอบหมายจับ ด้าน อผศ.ถูกล้วงพาสเวิร์ด

“แฮ็กเกอร์” ลั่น”ทุกระบบเจาะได้” แฮ็กเข้าระบบตรวจสอบหมายจับของ สตช.ใน 3 จังหวัดใต้ แถมล้วง “ยูสเซอร์เนม-พาสเวิร์ด” องค์การทหารผ่านศึก-จ่อเปิดบ้านลุงตู่ Day3

   กลุ่มนักแฮ็กเกอร์ยังคงเดินหน้าเจาะเข้าระบบของหน่วยงานราชการ ล่าสุดเพจ “พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway” ได้นำเอกสารที่ระบุว่าเป็นข้อมูลยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดขององค์การสงเคราะทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ http://www.thaivererans.mod.go.th ในทุกจังหวัด มาเปิดเผยทางหน้าเพจ รวมถึงการเจาะเข้าข้อมูลระบบตรวจสอบข้อมูลหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วย

เพจพลเมืองต่อต้าน Single Gateway โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! Boss จัดหนักอีกแล้ว มาวันละหลายรอบ องค์การทหารผ่านศึกโดนครบทุกจังหวัดเลยยย งานนี้หลุดหมดทั้ง Username และ Password ที่สำคัญอยู่ Server เดียวกับกระทรวงกลาโหม (เป็นการแก้แค้น เรื่องงานรับเหมาขุดลอกแหล่งน้ำ พวกผมยังไม่ลืม) หมายเหตุ : ลุงตู่รีบๆ ตัดสินใจซะ ก่อนที่จะ ชิปไม่อยู่จริงๆ นะ”

แฮ็กเย้ยสตช.เจาะระบบตรวจสอบหมายจับ ด้าน อผศ.ถูกล้วงพาสเวิร์ด

ต่อมาเวลา 20.00 น.เพจพลเมืองต่อต้าน Single Gateway ได้โพสต์ข้อความระบุว่าเป็นเอกสารตรวจสอบข้อมูลหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในพื้นที่ 3 จังหวัด 4อำเภอ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในเอกสารดังกล่าว มีชื่อนามสกุลบุคคลที่ถูกออกหมาย วันเดือนปี และสภ.ที่มีการออกหมายจับ

แฮ็กเย้ยสตช.เจาะระบบตรวจสอบหมายจับ ด้าน อผศ.ถูกล้วงพาสเวิร์ด

“ทุกระบบเจาะได้ (ตอน 2) วันนี้เป็นระบบการตรวจสอบและการออกหมายจับของ สตช.ดู URL เอาเอง ว่า เราเข้าไปได้จริงไม่ และดูลิสต์รายชื่อ(ตัวอย่าง) เอาเองก็แล้วกัน….แต่ข้อมูลทั้งหมดยังไม่ได้ถูกแตะต้องแต่อย่างใด ฝากบอกไปด้วยว่าทั้งหมดนี้ เนื่องจากพวกเราได้ให้พักผ่อนและทบทวนมาแล้วสองวันดีๆ เมื่อยังไม่มีท่าทีในทางบวก เปิดบ้านลุงตู่ เจอของดี จับได้ชัดๆ ก็ยังแถ ลง คลอง ต้องเสีียเวลาไปหาเอกสารราชการที่เป็นคำสั่งออกมา วันเสาร์ที่ผ่านมายังมาเล่นทีเผลอ ไปตัดต่อข่าวเก่า(ที่กุเรื่องขึ้นมา) ทำแบบไม่ใช่ลูกผู้ชาย…แบบนี้รอการจัดหนักต่อไป ฝากไปบอกด้วยว่า อย่าทำให้ความปราณีของพวกเราที่มีต่อรัฐบาลไทยต้องสูญเปล่าอย่าท้า anonymous เราเตือนคุณแล้ว หมายเหตุ : รายการเปิดบ้านลุงตู่ Day 3 รอหน่อย หน่วยเจาะกำลังคุ้ยขยะกันอยุ่ อยากจะจัดให้ส่งท้ายปีใหม่ ถ้าไม่ทันก็เปิดปีใหม่มารับของขวัญกัน”

 

ประกาศ คสช. เปลี่ยนคนนั่งใน คสช -“อนุพงษ์” นั่งแทน”ไพบูลย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254039

คนนั่ง ใน คสช., ประกาศ คสช., คมชัดลึก, ประกาศ, คสช, เปลี่ยนคน, นั่ง, อนุพงษ์, แทน, ไพบูลย์, เปลี่ยนคนนั่งใน, -อนุพงษ์, นั่งแทนไพบูลย์, ไพบูลย์

การเมือง  : 28 ธ.ค. 2559

ประกาศ คสช. เปลี่ยนคนนั่งใน คสช -“อนุพงษ์” นั่งแทน”ไพบูลย์”

ประกาศ คสช. เปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช “อนุพงษ์” นั่งแทน “ ไพบูลย์”

         ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๕๙ เรื่อง เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 ธ.ค.ความว่า..

         ตามที่ได้มีการแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามประกาศคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ แล้วนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงให้เปลี่ยนแปลงรายชื่อ ผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนี้ เดิม พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

กทม.ตรวจสะพานเชื่อม”จรัญฯ-พุทธมณฑลสาย4″

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254030

กทม., กทม, ตรวจ, สะพาน, เชื่อม, จรัญ, พุทธมณฑล, สาย, จรัญฯ-พุทธมณฑลสาย4, จรัญสนิทวงศ์-ถนนพุทธมณฑลสาย4
กทม., กทม, ตรวจ, สะพาน, เชื่อม, จรัญ, พุทธมณฑล, สาย, จรัญฯ-พุทธมณฑลสาย4, จรัญสนิทวงศ์-ถนนพุทธมณฑลสาย4

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 28 ธ.ค. 2559

กทม.ตรวจสะพานเชื่อม”จรัญฯ-พุทธมณฑลสาย4″

กทม.ตรวจโครงการสะพานเชื่อมถนน “จรัญสนิทวงศ์-ถนนพุทธมณฑลสาย4” ทางลอดจรัญฯ-พรานนก เปิดทางระบายจราจรฝั่งธนฯ

          28 ธ.ค. —  นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้างานก่อสร้างสะพานทางเลี้ยวขวา จากถนนต่อเชื่อมถนนจรัญสนิทวงศ์-กาญจนาภิเษกลงสู่ถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งตะวันตก โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากสำนักการโยธา สำนักงานเขตทวีวัฒนา และผู้แทนจากบริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น ร่วมให้ข้อมูลและรายงานความคืบหน้า ที่สำนักงานก่อสร้างสะพาน

จากนั้น นายจักกพันธุ์ ประชุมความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางลอดถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพรานนก โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่จากสำนักการโยธา ผู้แทนจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และบริษัท กำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด ร่วมรายงานความคืบหน้า ที่สำนักงานโครงการทางลอดจรัญ-พรานนก เขตบางกอกน้อย ทั้งนี้ โครงการต่อเชื่อมถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนพุทธมณฑลสาย 4 มีระยะทางรวม ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นโครงการแก้ไขปัญหาการจราจร โดยการช่วยกระจายปริมาณการจราจรในแนวตะวันออก-ตะวันตกของพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งสามารถแบ่งเบาปริมาณจราจรบนถนนบรมราชชนนี ถนนเพชรเกษม โดยจะเชื่อมโครงข่ายถนนสายหลัก ประกอบด้วย ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนเพชรเกษม ถนนบรมราชชนนี ถนนกาญจนาภิเษก ถนนพุทธมณฑลสาย 1 2 3 4 โดยมีโครงการทางแยกต่างระดับถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนกาญจนาภิเษกตัดถนนกาญจนาภิเษก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการต่อเชื่อมถนนดังกล่าว

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันก่อสร้างเกือบเสร็จสมบูรณ์ เหลือเพียงสะพานทางเลี้ยวขวาลงสู่ถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งตะวันตก ที่เริ่มสัญญาการก่อสร้างเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2559 และสิ้นสุดสัญญาไปเมื่อวันที่ 19 เม.ย.2559 โดยความล่าช้าเกิดจากการรื้อย้ายเสาและสายไฟฟ้า ทำให้เป็นอุปสรรคในการก่อสร้างบริเวณเชิงสะพานข้ามถนนกาญจนาภิเษก โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จสามารถเปิดได้อย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนก.พ.2560

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชน ในการช่วยกันเร่งทางลอดถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพรานนก และสะพานทางเลี้ยวขวาจากถนนต่อเชื่อมถนนจรัญสนิทวงศ์-กาญจนาภิเษกลงสู่ถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งตะวันตก ซึ่งในส่วนความคืบหน้าของโครงการทางลอดถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพรานนกนั้น คาดว่าภายในเดือนเม.ย.2560 จะสามารถเปิดช่องทางช่วยการจราจรเพิ่มเติมได้อีก 1 ช่องทาง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของสภาพการจราจร และสามารถเปิดใช้ทางลอดได้อย่างเต็มรูปแบบภายในปลายปี 2561 ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการก่อสร้างทางลอดถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพรานนก ได้เริ่มต้นสัญญาในการก่อสร้าง เดือนต.ค.2552 ซึ่งสิ้นสุดสัญญาพ.ย.2559 โดยขณะนี้มีความคืบหน้าโครงการอยู่ที่ 65 เปอร์เซ็นต์ โดยปัญหาการก่อสร้างทางลอดล่าช้าเนื่องจากมีการร้องเรียนจากประชาชนที่ต้องการขยายฟุตบาต จากเดิมมีความกว้าง 1.5 เมตร เป็นขนาด 2.5 เมตร ทำให้ต้องมีการปรับแผนในการก่อสร้างทางลอด และในช่วงปี 2552-2553 ซึ่งขณะนั้นมีความคืบหน้าของโครงการฯ อยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ขอให้กทม.หยุดงานก่อสร้างชั่วคราว เนื่องจากโครงการทางลอดถนนจรัญฯกับถนนพรานนกไปทับซ้อนกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จากนั้น รฟม.ได้คืนพื้นที่ให้กับกรุงเทพมหานครเข้ามาดำเนินงานก่อสร้างทางลอดต่อในปี 2557 ถึงพ.ค.2559 โดยขณะนั้นโครงการฯมีความคืบหน้า 65 เปอร์เซ็นต์ รฟม.ก็ได้ขอให้กทม.หยุดงานก่อสร้างชั่วคราวอีก เนื่องจากรฟม.ต้องการใช้พื้นที่ในการสร้างรางและสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งรฟม.ได้กำหนดคืนพื้นที่ให้กทม.ในส่วนที่ก่อสร้างรางภายในส.ค.2560 และคาดว่าจะคืนพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดภายในเดือนม.ค.2561 จึงคาดว่ากทม.จะสามารถเปิดทางลอดถนนจรัญฯกับถนนพรานนกได้อย่างเต็มรูปแบบปลายปี 2561

 

ถวายฎีกา หยุด “สนช.” แก้ “พ.ร.บ.สงฆ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254020

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ปกป้อง, องค์กรพุทธ, พ.ร.บ.สงฆ์, สนช., ถวาย, ฎีกา, หยุด, แก้, พรบ, สงฆ์, ถวายฎีกา, สนช, พรบสงฆ์, พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย, ธัมมชโย

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 28 ธ.ค. 2559

ถวายฎีกา หยุด “สนช.” แก้ “พ.ร.บ.สงฆ์”

“พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย” ทูลเกล้าถวายฎีกา หยุด “สนช.” แก้ “พ.ร.บ.สงฆ์” เป็นตัวแทน 48 องค์กรพุทธ ป้อง “ธัมมชโย”

          28 ธ.ค.59 – น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย ในนามผู้แทนองค์กรพุทธ 48 องค์กร แถลงข่าวปกป้องพระพุทธศาสนา เรียกร้องรัฐบาลหยุดกระบวนการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย และขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) หยุดพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7

น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวว่า ตนเองและคณะ ได้ยื่นทูลเกล้าถวายฎีกาผ่านราชเลขานุการในพระองค์ฯ เพื่อขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอพระบารมีปกเกล้าฯ แก้ไขวิกฤติพระพุทธศาสนาแล้ว พร้อมวิงวอนขอให้ รัฐบาล สนช. และหน่วยราชการทุกภาคส่วน ได้กรุณาหยุดการดำเนินการทุกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว พร้อมอาสาเป็นตัวกลางเข้าประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขวิกฤติพระพุทธศาสนาของชาติ

น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวว่า ได้กราบบังคมทูล ขอพระบารมีปกเกล้าฯ ดังนี้ 1.โปรดให้รัฐบาลหยุดใช้กฎหมายและการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 2.โปรดให้ สนช.ระงับการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 3.โปรดให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหยุดการดำเนินคดีเกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 4.โปรดให้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเสนอรัฐบาลให้จัดสังคายนาพระพุทธศาสนา โดยกราบอาราธนาพระเถระผู้ใหญ่ ผู้นำพุทธบริษัทสี่ ทุกนิกายทุกความเชื่อ สร้างเอกภาพบนความแตกต่างของการนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ทบทวนและร่างกฎหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และออกมาตรการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา รวมทั้งกำหนดแนวทาง การปฏิบัติต่อพระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาอย่างเหมาะสม จัดตั้งศาลสงฆ์เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยว เนื่องกับพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระภิกษุสงฆ์ ตุลาการ พุทธศาสนิกชนผู้มีความรู้และความยุติธรรมเข้าร่วมพิจารณาคดี ดำเนินการในเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง.

 

ฝากขังครั้งแรก”แฮกเกอร์”เจาะเว็บราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254016

ปอท., ฝากขัง, ครั้งแรก, เกอร์, เจาะ, เว็บ, ราชการ, แฮกเกอร์, แฮกเกอร์หนุ่ม 19 ปี

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 28 ธ.ค. 2559

ฝากขังครั้งแรก”แฮกเกอร์”เจาะเว็บราชการ

ปอท.ยื่นฝากขังครั้งแรก”แฮกเกอร์หนุ่ม 19 ปี”เจาะข้อมูลเว็บไซต์ราชการ พร้อมค้านประกัน ลุ้นคำสั่งศาลหลังญาติ ยื่นประกัน

         28 ธ.ค. — ร.ต.อ.ชลิต มณีพราว พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ควบคุมตัว นายณัฐดนัย คงดี อายุ 19 ปี ผู้ต้องหา แฮกเกอร์เจาะระบบและเว็บไซต์หน่วยงานราชการ มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.59 – 8 ม.ค.60 เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบปากคำพยานอีก 5 ปาก และรอผลการตรวจประวัติผู้ต้องหา โดยพนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย

โดยคำร้อง บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจปอท. สืบทราบว่า ที่บ้านเลขที่ 778/59 ถ.เจริญพัฒนา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. เป็นสถานที่ใช้คอมพิวเตอร์เจาะข้อมูลส่วนราชการ จึงได้ขอหมายจับจากศาลอาญาและเข้าตรวจค้น ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้ และจากการตรวจค้น พบปืนพกสั้น 2 กระบอก , ปืนยาว 1กระบอก , กระสุนปืนลูกซอง 19 นัด , กระสุนปืน .22 กับโครงปืน 2 อัน ,  กัญชาอัดแท่ง 3 แท่ง , คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ก ,  คอมพิวเตอร์ตั้งโต้ะ , เครื่องส่งสัญญาณ wifi , โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

ซึ่งก่อนหน้าในวันที่ 20 ธ.ค. เจ้าพนักงานตามคำสั่งคสช.สืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและมีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ โดยผู้ต้องสงสัยยังพักอยู่กับบิดา-มารดา จึงเข้าค้นและพาผู้ต้องหาไปตรวจปัสสวะพบว่ามีสารเสพติด ต่อมาปอท.ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แล้วได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นอั้งยี่ , ปลอมและใช้เอกสารปลอม , ร่วมกันเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ , ร่วมกันล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ , นำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิอชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น , ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันเข้าถึงโดยเฉพาะ , ร่วมกันกระทำการใด ๆ โดยมิชอบเพื่อให้การทำงานคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลด ขัดขวางรบกวนจนไม่อาจใช้งานปกติได้ , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลปลอมหรือเท็จโดยประการทำให้ผู้อื่นเสียหาย , มีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต , มีกัญชาไว้เพื่อเสพ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ขณะที่ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ

ทั้งนี้ศาลอ่านคำร้องและสอบถามจำเลยแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้  ขณะที่ญาติ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลว่าจะอนุญาตประกันตัวหรือไม่

 

ร้อง “บิ๊กตู” จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องสอบแหล่งน้ำเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/254014

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, มลพิษ, กำเนิด, นายก อบต.วังดาล, ร้อง, บิ๊ก, จี้, หน่วยงาน, เกี่ยวข้อง, สอบ, แหล่ง, น้ำเสีย, บิ๊กตู, นายก อบตวังดาล, ประยุทธ์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 28 ธ.ค. 2559

ร้อง “บิ๊กตู” จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องสอบแหล่งน้ำเสีย

“นายก อบต.วังดาล” ร้อง “ประยุทธ์” จี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอบแหล่งกำเนิดมลพิษด้านน้ำเสีย สั่งการแก้ไขปัญหาโดยด่วน

          28 ธ.ค.59 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษด้านน้ำเสีย จำนวน 11 คน นำโดยนายไพบูลย์ ช่างฉาย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน นายพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน (สปอ.) เพื่อขอความอนุเคราะห์เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษด้านน้ำเสีย และสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาโดยด่วน

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เนื่องด้วยองค์การบริหารส่วนตำบลวังดาล มีปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหามลพิษด้านน้ำเสีย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและด้านการเกษตร ก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยได้ดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มาของมลพิษตามกรณีข้อร้องเรียน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นพบว่าแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหา น่าจะเกิดจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียที่เหลือใช้จากประกอบกิจการของสถานประกอบการ ที่ตั้งอยู่ในส่วนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ รวมทั้งจากบ่อบำบัดน้ำเสียของสถานประกอบการ ที่อยู่ในความควบคุมดูแลรับผิดชอบ ของบริษัทสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ได้แจ้งผู้ประกอบการตรวจสอบและพิจารณาหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่การดำเนินการดังกล่าวยังไม่สามารถบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง ทำให้มีการร้องเรียนเรื่องปัญหามลพิษลักษณะดังกล่าวบ่อยครั้ง และมีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้าง เกิดผลกระทบต่อประชาชนเพิ่มมากขึ้น

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตั้งแต่ พ.ศ.2557 เป็นต้นมา องค์การบริหารส่วนตำบลวังดาล ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มความสามารถตามอำนาจหน้าที่ ทั้งการจัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็น และบูรณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร การแก้ไขปัญหาไม่มีความคืบหน้า จากสาเหตุการไม่ได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการในพื้นที่ และบางหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมทั้งข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย/ระเบียบที่เกี่ยวข้องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ทางตัวแทนกลุ่มฯ จึงขอให้ได้โปรดพิจารณาสั่งการ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มาของปัญหามลพิษ และดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มได้จัดตัวแทน จำนวน 5 คน เพื่อเข้าหารือในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว ภายในห้องประชุมศูนย์บริการประชาชน กับนายพันศักดิ์ซึ่งนายพันศักดิ์ชี้แจงว่าในส่วนของศูนย์บริการประชาชน จะรับเรื่องไว้ เพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรี ทราบพร้อมกับส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม ทราบอีกทางหนึ่ง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.