“นายกฯ”ขึ้นจ.น่านมอบหนังสือเข้าทำประโยชน์พื้นที่ป่าสงวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253413


นายกฯลงพื้นที่จ.น่าน, ข่าวการเมือง คมชัดลึก, นายกฯ, ขึ้น, น่าน, มอบ, หนังสือ, เข้า, ทำประโยชน์, พื้นที่, ป่าสงวน

นายกฯลงพื้นที่จ.น่าน, ข่าวการเมือง คมชัดลึก, นายกฯ, ขึ้น, น่าน, มอบ, หนังสือ, เข้า, ทำประโยชน์, พื้นที่, ป่าสงวน

การเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

“นายกฯ”ขึ้นจ.น่านมอบหนังสือเข้าทำประโยชน์พื้นที่ป่าสงวน

“นายกฯ”ขึ้นจ.น่านมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์พื้นที่ป่าสงวน ลั่นต้องไม่มีบุกรุกป่าอีก แนะปชช.เดินตามโครงการหลวง พัฒนาตนเอง ยันเป็นรบ.ของคนไทย 70 ล้านคน

           23 ธ.ค. 59 –  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินทางไปยังท่าอากาศยานน่านนคร จังหวัดน่าน

โดยในเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางถึงจุดชมวิวบ้านน้ำป้าก หมู่ 7 ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โดยได้ฟังบรรยายสรุปเรื่อง “โครงการปลูกป่าสร้างคนบนวิถีพอเพียงรักษาต้นน้ำบรรเทาอุทกภัย จังหวัดน่าน” และเป็นประธานสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

นายกฯ กล่าวว่า บรรยากาศที่นี่น่าอิจฉา กทม.มีแต่ความวุ่นวาย ถ้ารอบตัวมีพืชผักผลไม้ มีรายได้ที่เพียงพอจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศ แต่ภาพเหล่านี้หายไปนานแล้ว ซึ่งวันนี้เราต้องช่วยกันแก้ปัญหาตามนโยบายที่วางไว้ และมีหลายเรื่องที่รัฐบาลเริ่มทำใหม่ รวมถึงการมอบที่ดินทำกินที่ไม่มีรัฐบาลไหนทำ หลังจากมีการบุกรุกผิดกฎหมายมานาน ดังนั้นอย่าไปโทษหรือโกรธเกลียดรัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นผู้ถือกฎหมาย โดยรัฐบาลอำนวยความสะดวกให้สามารถทำได้ ซึ่งวันนี้ทั้งรัฐมนตรีและข้าราชการทำงานตัวเป็นเกลียว ถ้าไม่เป็นเกลียวแสดงว่ามีอะไรสักอย่าง

“ สิ่งที่เข้ามาวันนี้ไม่ใช่แสวงหาผลประโยชน์จากท่าน แต่มาแสวงหาผลประโยชน์ให้ท่าน ด้วยมาตรการใหม่คิดใหม่มองอดีตปัจจุบันอนาคต บริหารด้วยข้อเท็จจริง ด้วยการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และทำงานร่วมกับสถาบัน รัฐบาล ภาคเอกชนประชาสังคม เดินแบบประชารัฐ เอาแนวทางในหลวง รัชกาลที่ 9 มาสืบทอดให้ได้ ” นายกฯ กล่าวนายกฯ กล่าวต่อว่า หลายสิบปีที่ผ่านมามีแต่พูดแล้วไม่ทำ วันนี้ต้องพูดแล้วทำไปด้วย ซึ่งไม่ใช่ทำวันนี่แล้วเสร็จพรุ่งนี้ และทำต่อไปในอนาคต รวมถึงต้องยอมรับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของโลก มองจากข้างนอกสู่ข้างใน ข้างในสู่ข้างนอก ระเบิดจากข้างในใจตัวเองตามหลักการของในหลวง รัชกาลที่ 9 อยากมีอยากได้ต้องนึกถึงคนรอบข้างด้วย ไม่ใช่แย่งชิงถูกผิดก็คิดว่าไม่เป็นไร ตรงนี้คือปัญหาบ้านเมือง

อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีหลายมาตรการช่วยเหลือ กฎหมาย ข้อมูล ไม่ทันสมัยก็ต้องปรับ ถ้ามัวแต่ใช้ข้อมูลเดิมก็แก้ปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะการบุกรุกป่า ซึ่งต้องไม่มีอีกต่อไป ต้องมีมาตรการเฉพาะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแล และที่ผ่านมามีการผ่อนผันด้วยมาตรา 44 ให้มีการจัดให้ใช้พื้นที่แต่ไม่เป็นเจ้าของ ไม่เช่นนั้นก็จะขายกันอีก รัฐบาลต้องคิดว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ และจะแก้ตรงไหน แล้วเข้าหาเป้าหมายเหล่านี้ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน โดยมีสติ ปัญญาในการทำอะไรก็ตาม ใช้แต่หลักการอย่างเดียวไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่สายเกินไป เรื่องของผลผลิตการเกษตร อย่าทำแค่ผลผลิตเดียวแล้วจบ ต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ได้ วันนี้อย่างเรื่องข้าวมีการส่งเสริมขายรายวัน ไม่ใช่ส่งโรงสีหมด โดยทำควบคู่ไปมาตรการต่างๆส่งเสริมจากรัฐบาล ตนพยายามสร้างสตอรี่ ไปประเทศไหนตนเอาข้าวไปแจกเขา ไปอธิบาย สร้างสตอรี่ถึงประโยชน์ของข้าว อย่างที่ตนรับฟังมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า ทรงพระราชทานมาว่า ข้าวมีผลต่อสุขภาพมาก นักกีฬาต้องกินข้าว ถ้าไม่กินข้าวก็ไม่มีแรง โดยเฉพาะนักกีฬากินไทยไม่กินข้าวไม่ได้ เพราะมีผลต่อพลังงาน แต่กินแล้วต้องใช้ให้หมด ทั้งหมดนี้เป็นการดูตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางไปด้วยกัน เช่นเดียกับการพัฒนารถไฟ อย่างล่าสุดมีการปรับปรุงรถไฟชั้น 3 ที่ไม่ได้เป็นการซื้อใหม่เพียงอย่างเดียว ที่ไม่เคยทำมา 60 ปี

“เป็นสิ่งที่บ้านเมืองเราเกิดมาแบบนี้ พูดมาอย่างนี้ตลอด แต่ทำไม่ได้ ซึ่งรัฐบาล หน่วยงาน และประชาชนต้องร่วมมือกัน อยู่ที่ประชาชนเท่านั้น เพราะเป็นเจ้านายตน เป็นเจ้านายรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลเป็นเจ้านายท่าน เมื่อเลือกเขามาแล้วใช้เขาให้ถูก อย่าเลือกผิด พูดไปอย่างนี้เดี๋ยวตนก็โดนด่าข้างนอกอีก แต่ตนพูดเรื่องจริง ไม่ได้ว่าใคร ดังนั้น ต้องแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย หรือให้มาตรการตามมาตรา 44 มาทำให้เกิดขึ้นให้ได้ วันนี้ ส่ิงสำคัญต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง อย่างแรงงานไม่ใช่ทุกคนมาบอกอยากได้ค่าแรง 300 – 400 – 500 บาท แต่ไม่ยอมพัฒนาตัวเอง เมื่ออยากมีรายได้มากขึ้นต้องพัฒนาตัวเองต้องมีการเรียนรู้ ถ้าไม่พัฒนาแต่มาขอ 400 – 500 บาท มันก็ไม่เจ๊งหมด

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้รัฐบาลกำลังปฏิรูป เปลี่ยนแปลงทุกเรื่องทำใหม่ทั้งหมด โดยมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการแก้ แต่วันนี้กฎหมายออกมาก็มีปัญหาหมด ทุกคนชอบสงบ ชอบเรียบร้อย ชอบอะไรดีๆ แต่ไม่ชอบกฎหมาย อย่าลืมว่ากฎหมายเป็นส่ิงเดียวในโลกนี้ที่เท่าเทียม ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ต้องให้ทุกคนรู้สึกอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือประชาชน ใครก็ตามต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นั้นคือความเท่าเทียมจริงๆในโลกใบนี้ อย่าอื่นไม่มีหรอก เราเป็นประเทศประชาธิปไตยสากล ทุนนิยม เสรีนิยม มันก็ต้องเป็นแบบนี้ ยกเว้นเป็นแบบอื่น ซึ่งเราก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้เราให้เกียรติข้าราชการ ถ้าทุกคนว่ากันไปมา ต่อต้าน มันก็เกลียดชังกันทุกคน ก็ทำอะไรกันไม่ได้อีก ต้องให้กำลังใจ ขณะที่ข้าราชการต้องอดทนเป็น 3 เท่าของประชาชน ตนห่วงการทำความเข้าใจข้างล่าง ถือเป็นส่ิงสำคัญที่สุด

นายกฯ ยังกล่าวว่า วันนี้รัฐบาลช่วยเหลือกำลังช่วยเหลือเรื่องข้าว ยางพารา ส่วนเรื่องข้าวโพดมีทั้งที่ปลูกในพื้นที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ที่ตอนนี้ที่ถูกกฎหมายขายได้กิโลกรัมละ 8 บาท แต่ที่ปลูกพื้นที่ผิดกฎหมายกำลังมีปัญหา แต่รัฐบาลกำลังหาทางช่วย แต่ต้องสัญญาก่อนว่าจะลดการปลูกที่ผิดกฎหมายไปให้ได้ ต้องช่วยกันเพราะตนต้องใช้กฎหมายแก้ปัญหานี้ ใช้มาตรการการเงินการคลัง หารือรมว.คลังว่าจะแก้ได้อย่างไร เพราะวันนี้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าปลูกพื้นที่ถูกกฎหมายหรือไม่ อย่าทำแบบนี้อีก ปลูกมาก็ขายไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องมาแบกรับภาระ ปัญหารัฐบาลเวลานี้ก็เยอะอยู่แล้ว แก้ไม่รู้กี่ร้อยเรื่อง แก้ไปแก้มาตอนนี้เป็นพันเรื่องแล้ว

นายกฯ กล่าวอีกว่า โครงการปิดทองหลังพระ เป็นโครงการที่ต้องการให้ประชาอยู่ดีมีสุข จึงนำพระราโชบายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 มาคิดเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นก็นำไปสู่การปฎิบัติ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึง โครงการต่างๆ ตามดอยภาคเหนือ ท่านทรงเริ่มต้นทำการทดลองมาแล้วกว่า 4,000 โครงการ และเราต้องมาขยายทำเองกันได้แล้ว ขอให้ไปติดตามไปดูเขา วันหนึ่งถ้าเราไม่คิดเปลี่ยนแปลงตนเองก็จะอยู่แบบนี้จนแก่จนตาย ลูกหลานก็จะแย่กว่าเดิม เพราะพัฒนาไม่ทันเขา ทั้งนี้อย่าบอกว่าแผ่นดินนี้ไม่เคยให้อะไรกับท่าน ไม่ว่าจะดินทุกก้อน หินทุกเม็ด ผืนน้ำแผ่นดินที่ให้ท่านไว้คือการเกิดมาเป็นคนที่มีเสรีภาพไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร แผ่นดินนี้ให้ท่านมีชื่อ มีนามสกุล มีที่อยู่ โดยที่นี่เป็นผืนแผ่นดินไทยมาโดยตลอด อยู่ที่ท่านจะรักษากันยังไง อย่ากลับไปเหมือนเดิม ด้วยการทำลายป่า หรือปลูกพืชเพียงอย่างเดียวโดยหงวังจะได้กำไรมากที่สุด และการอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่จะต้องไม่เกิดขึ้น ตนจะเล่นงานทั้งสองทาง ทั้งผู้ให้และผู้รับ

นายก กล่าวว่า ตนยังสู้ไหวไม่มีทางยอมแพ้ อย่าไปฟีงใครว่านายกฯอ่อน นายกฯกลัว ตนไม่กลัวใคร แต่กลัวว่าแผ่นดินจะแย่ไปมากกว่านี้มากกว่า ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันหน้า ฉะนั้นข้าราชการต้องเป็นหลักในการทำงานทั้งหมด สิ่งใดที่มีปัญหากับข้าราชการส่งมาที่ตน จะสอบสวนให้หมด แต่ถ้าไม่เขาไม่มีหลักฐาน พูดส่งเดชมันอยู่กันไม่ได้ ไม่งั้นจะวุ่นกันไปหมด

“วันนี้เราพบกันด้วยใจอยู่แล้ว กับข้าราชการทั้งประเทศถึงผมไม่มานี่ผมก็คิดถึงท่านอยู่แล้ว เพราะผมคิดถึงใจของประชาขน นายกฯ ต้องคิดถึงใจคน 70 ล้านคน ไม่ใช่คิดถึงใจคนที่เลือกผมเข้ามา ซึ่งต้องเป็นอย่างนั้น แต่รัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลของคน 70 ล้านคน ไม่ใช่ต้องเป็นคนของตำบลนู้นหรืออำเภอนี้มัน และหน้าที่ของ ส.ส. ที่ลือกมาในพื้นที่ เพื่อนำแผนงานของตัวเองในพื้นที่ออกมา เสนอให้กระทรวงพิจารณา ว่าตรงไหนควรเกิดก่อนเกิดหลัง ถ้าไปล็อคสเปคว่าอยู่ตรงนั้นตรงนี้ มันจะไปอยู่ตรงนั้นตรงนี้ มันจะมาถึงจ.น่านตรงนี้ไหม ไม่ถึงหรอกกว่า จะมาถึงก็รอจนกว่าเปลี่ยนรัฐบาลอีกข้างถึงจะมา ”นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณชาวจ.น่าน ตนเห็นมีหลายต่อหลายท่านที่ไปกราบสักการะพระบรมมศพ ตนเห็นแล้วก็น่าชื่นใจ ซึ่งมีคนไทยหลายล้านคนแล้วที่ไปกรุงเทพฯ ในขณะนี้ ตนเข้าใจอยู่ว่าเป็นเรื่องที่เราเศร้าโศกเสียใจ แต่เราก็มีรัชกาลที่ 10 แล้วในขณะนี้ ซึ่งท่านก็ทรงรับสั่งว่าห่วงใยประขาชนเสมอ ให้ใช้แนวทางของสมเด็จพระบรมชนกนาถในการช่วย เหลือประชาชนให้มีความสุข นี่คือสิ่งที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบัน ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาตลอดยาวนาน ตนก็ขอกันว่าช่วยทำให้บ้านเมืองสงบสุข อย่าให้มีการบิดเบือน อย่าให้มีการขับเคลื่อนไปสู่ความขัดแย้ง ตอบโต้ ท่านดูแล้วก็จะรู้ว่าเป็นการบิดเบือน ต้องใข้สติปัญญาคิดวิเคราะห์ มีเหตุผล ในการจะเชื่อ จะฟังเรื่องในโชเชียลมีเดีย ตนแนะนำให้อ่านหนังสือจะดีกว่าดูโซเชียลมีเดีย เพราะตัวหนังสือนั้นมีจิตวิญญาณ มันจะให้เราคิดตามไปด้วยว่าคืออะไร ซึ่งโซเชียลมีเดียใช้กดนิ้วอย่างเดียวจิ้มไปจิ้มมา จิ้มถูกก็ดี จิ้มผิดคนอื่นก็เสียหาย ถึงต้องมีมาตราการมารองรับ ก็ต้องไปดูว่าควรทำอย่างไร ท่านจะยอมให้โซเชียลมีเดียมีสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้อยู่ข้างในหรือ ไปหามาตราการมาแค่ไหนตนไม่รู้ เป็นเรื่องของข้อกฏหมายเขาคิดมาอย่างนั้น ก็ไปหามาตราการมาให้ทำกันให้ได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้กันทั้งอัน มันก็อยู่กันที่เก่า แล้วท่านก็ไปดูเวบโป๊ ดูขายยาเถื่อนที่อันตราย มีการบิดเบือน มีการแฮคเข้ามาในระบบธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจ นั่นคือโลกวันนี้เป็นแบบนั้นหมด เขาระวังกันหมด มีแต่ประเทศไทยที่ปลดล็อกให้หมด นี่คือสิ่งที่เป็นขยะที่อยู่ในระบบโซเชียล ต้องหามาตราการคัดขยะออก แต่คัดยังไงไปหาวิธีการมา รัฐบาลไม่ได้ต้องการไปแอบฟังท่านคุยกัน ไปฟังทำไม ไม่มีใครอยากรู้ คุยก็คุยไป เว้นแต่มันมีเรื่องออกมาว่าเวบไซด์นี้มันชั่วร้าย ก็ไปดู ขอหมายศาลให้เจ้าหน้าที่ไปดูว่าจะทำยังไง ไม่ใข่ว่าจะไปจับทุกคน

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินเข้าไปพบปะ ทักทาย และพูดคุยกับประชาชนที่มารอต้อนรับอย่างใกล้ชิด โดยนายกฯ กล่าวด้วยว่า “ใครมารับขึ้นรถตู้ไปไหน ไปประท้วง อย่าไปนะ เสียเวลาทำงาน ได้เงินน้อยไม่กี่ร้อยบาท และการทุจริตจะต้องไม่เกิดขึ้น อย่าไปยอมอำนาจมืด ถ้ามีให้มาบอก วันนี้ผมไม่ได้มาเพื่อหาเสียง”

ต่อจากนั้น นายกฯเดินทางต่อไปยังบ้านห้วยส้มป่อย เพื่อพบหารือกับภาคประชาสังคม และผู้นำชุมชนท้องถิ่นของจังหวัดน่าน และเดินทางต่อไปยังวัดภูมินทร์ เพื่อกราบนมัสการพระพุทธมหาพรหมออุดมสักยมุณีพระประธานจตุรพักตร์ในวิหารหลวง พร้อมถวายปัจจัยไทยธรรม แด่พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ใน จากนั้นนายกฯได้เยี่ยมขมวัด และภาพจิตกรรมฝาผนัง โดยทีมัคคุเทศก์น้อยนำชม

 

คู่มือล้างระบบอุปถัมภ์ ล้างได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253403

จะล้างได้จริงหรือ, การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม, สนช., เห็นชอบ, รายงาน, คู่มือ, ล้าง, ระบบ, อุปถัมภ์, ได้, จริง, หรือ, ล้างได้จริงหรือ, ระบบอุปถัมภ์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

คู่มือล้างระบบอุปถัมภ์ ล้างได้จริงหรือ?

สนช.เห็นชอบรายงานล้างระบบอุปถัมภ์ เล็งพิมพ์แจกสถานศึกษา หน่วยราชการ : ประภาศรี โอสถานนท์ สำนักข่าวเนชั่น รายงาน

            “ระบบอุปถัมภ์ เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามระดมสมองหาทางแก้ไข แต่ก็เห็นได้ชัดว่ายังไม่สัมฤทธิ์ผล

ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช. ) ได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม ขึ้นมาพิจารณาศึกษา และได้ออกมาเป็นรายงานเรื่อง การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม มีเนื้อหาทั้งหมด 367 หน้า

            พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ เชิดบุญเมือง ประธานกรรมาธิกาวิสามัญฯ ได้สรุปรายงานว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบราชการและวัฒนธรรมการทำงานของราชการยังคงถูกแทรกซึมด้วยระบบอุปถัมภ์มาโดยตลอด ข้าราชการไทยส่วนหนึ่งยังยึดโยงกับความเชื่อในเรื่อง”ผู้ใหญ่-ผู้น้อย-การให้ความช่วยเหลือ- การฝากเนื้อฝากตัว- การทดแทนบุญคุณ-ข้าเก่าเต่าเลี้ยง” จึงเกิดระบบที่เรียกว่า เจ้านายเก่าลูกน้องเก่าที่ต่างอุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือตอบแทนกัน ทำให้ระบบอุปถัมภ์ยังคงฝังรากลึกไปทั้งระบบราชการไทย อีกทั้งยังพัฒนาการจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมาเป็นความสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวพัน

“ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และข้าราชการประจำเป็นไปในลักษณะที่ไม่สมดุล ทำให้เกิดวงจรที่ข้าราชการผู้น้อยวิ่งเข้าหาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็จะวิ่งหานักการเมือง ในฐานะที่ผู้เข้ามาใช้อำนาจรัฐและมีอำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง และนักธุรกิจเข้ามาวิ่งเต้นในระบบราชการ เพื่อเสนอผลประโยชนฺตอบแทนให้ข้าราชการและนักการเมือง”

           พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ กล่าวต่อว่า การใช้ระบบอุปถัมภ์ที่ยึดความพึงพอใจของบุคคลเป็นสำคัญ มิได้คำนึงถึงหลักคุณธรรม ความเสมอภาค ความรู้ความสามารถ ทำให้ข้าราชการขาดขวัญกำลังใจ คนเก่งคนดีไม่สามารถอยู่ในระบบได้ กลายเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต ซึ่งระบบอุปถัมภ์ได้สร้างความเสียหายหลายมิติ และความเสียหายที่ประเทศชาติต้องสูญเสียไปนั้น กลับไปสร้างประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ของบ้านเมือง ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติเกิดความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม

            “ระบบอุปถัมภ์สร้างความเสียหายใน3ด้านคือ ด้านการบริหารงานบุคคล ที่ทำให้ระบบราชการเสียโอกาสที่จะได้คนดีคนเก่งเข้ามาในระบบ ด้านการบริการประชาชน ทำให้ประชาชนมีค่านิยมที่ไม่ดีในการรับบริการจากภาครัฐ โดยมักหาช่องทางที่ต้องอาศัยเส้นสาย ความสัมพันธ์ส่วนตัว ด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการประกาศใช้กฏหมายและระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของตนหรือพวกพ้อง

คู่มือล้างระบบอุปถัมภ์ ล้างได้จริงหรือ?

           พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้กำหนดแนวคิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมออกเป็น 8 ด้าน คือ ด้านค่านิยมและวัฒนธรรม ด้านลักษณะของการเกิดระบบอุปถัมถ์ ด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่ง ด้านนโยบายการปฏิบัติราชการ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทย โดยผ่านกระบวนการ “ปลูกฝังค่านิยม ปรับปรุงกฎหมาย ปฏิรูประบบราชการ สร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคม

           นอกจากนี้ในรายงานยังมีข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยได้แก่ 1.การดำเนินการด้านนิติบัญญัติ รัฐสภาควรทบทวนปรับปรุงกฎหมายที่มีช่องว่างให้เกิดระบบอุปถัมภ์ ให้มีความทันสมัย

           2.การดำเนินการด้านบริหาร ได้แก่การยกระดับการแก้ปัญหาอุปถัมภ์เป็นวาระแห่งชาติ การมีประมวลจริยธรรมที่ต้องมีจิตสำนึกและปฏิบัติอย่างจริงจังดังเช่นกฎเกณฑ์บางประเทศที่มีมาตรการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การห้ามรับของขวัญ รับเลี้ยง รับสินบน หรือเล่นกอล์ฟกับผู้มีส่วนได้ประโยชน์ การห้ามข้าราชการที่เกษียณอายุเป็นที่ปรึกษาให้ภาคธุรกิจที่ข้าราชการผู้นั้นเคยมีอำนาจในหน่วยราชการนั้นๆ อย่างน้อย 2ปี ตลอดจนการกำหนดระเบียบปฏิบัติราชการให้ผู้บริหารระดับสูงพึงระวังในการลดการมีผู้ติดตามหรือช่วยงานในกรณีพิเศษ เช่น การช่วยงานหน้าห้องให้เหลือน้อยลงเท่าที่จำเป็น เพื่อลดโอกาสการใช้ความใกล้ชิด ประจบสอพลอให้เกิดการอุปถัมภ์ที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่ทำงานในระบบปกติ

           3.ข้อเสนอการดำเนินการด้านตุลาการและกระบวนการให้ความเป็นธรรม ควรลดขั้นตอนกระบวนการเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้รวดเร็ว เป็นธรรม และเร่งเยียวยาผู้เสียหายทันที เมื่อรับทราบความเสียหายที่เกิดขึ้น และกรณีที่ป.ป.ช.ตรวจสอบพบในเบื้องต้นว่า ข้าราชการระดับสูงมีมูลความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกร้องเรียน ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคดีจะวินิจฉัยเสร็จ

           4.ข้อเสนอแนะการดำเนินการด้านสังคมและการรับรู้ ได้แก่ การจัดอบรมหลักสูตรปลูกฝังนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ควรวางกรอบของหลักสูตรเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริง มิใช่ประเภทที่หวังเข้ามาอบรมเพราะต้องการมีคนรู้จัก สนิทสนมในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะหลักสูตรของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม ต้องระวังให้มาก ไม่ให้ใช้โอกาสของความใกล้ชิดสนิทสนมการเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของหลักสูตรต่างๆมาแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดการอุปถัมภ์กันในลักษณะต่างๆ

           “เชื่อว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อระบบราชการไทยและประเทศชาติ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการไปปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพต่อระบบราชการ นำไปสู่ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้คณะกรรมาธิการจะจัดพิมพ์รายงานฉบับนี้แจกจ่ายให้กับหน่วยราชการ สถานศึกษาต่อไป ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าว

           จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกแสดงความคิดเห็น ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนผลการศึกษานี้

            นายกล้านรงค์ จันทิก สนช. อภิปรายว่า ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน และกระจายไปยังส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทำให้คนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ หรือมีความเหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่งใหญ่ ๆ คนที่ไม่มีอำนาจก็วิ่งเข้าหาคนมีอำนาจ คนมีอำนาจก็อาศัยราชการคอรัปชั่นทุจริต แม้ว่าเราจะมีการออกกฎหมายในการจัดการคนทุจริตคอรัปชั่น แต่กฎหมายก็ยังบังคับใช้ไม่ได้เต็มที่

           “สิ่งที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไปคือแรงกดดันทางสังคม ที่เข้าไปกดดันผู้กระทำความผิดและใช้ระบบอุปถัมภ์เหมือนตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง สังคมสมัยนั้นก็ใช้วิธีการกดดันไม่ยอมรับสิ่งที่ผู้นั้นกระทำ จนทำให้ไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ ซึ่งส่วนนี้ผมเห็นว่าควรจะผลักดันและสร้างจิตสำนึกของคนในสังคมนี้ให้ได้

            นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. เสนอว่า เราคงต้องเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบกันเองก่อน เพราะสื่อมวลชนได้นำเสนอรายงานดังกล่าวออกสู่สาธารณชน ทั้งการเล่นกอล์ฟ การรับของขวัญ รับเป็นที่ปรึกษา ซึ่งคงต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน ในส่วนอื่นๆจะตามมาทั้งระบบกฎหมายและส่วนอื่นๆ

           หลังที่สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ ที่ประชุมก็มีมติให้ความเห็นชอบ

จากนี้คณะกรรมาธิการฯจะดำเนินการจัดพิมพ์รายงานฉบับนี้อีก 2800 เล่ม เพื่อแจกให้หน่วยราชการทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ รวมทั้งสถาบันการศึกษาและห้องสมุดทั่วไป หลังจากรอบแรกได้จัดพิมพ์แจกสมาชิก สนช.และผู้เกี่ยวข้องในการประชุมวันนี้จำนวน 500 เล่ม เนื้อหา 367 หน้า

นอกจากนี้จะพิมพ์ฉบับการ์ตูน เพื่อให้อ่านง่ายๆ เนื้อหาจะมีแค่ระเบียบข้อปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาระบบอุปถัมป์ อีกประมาณ 10,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้บุคคลทั่วไป

            แต่คำถามของหลายคนหลังเห็นรายงานฉบับนี้คือ นี่เป็นเพียงเรื่องนามธรรมหรือไม่ จะล้างระบบอุปถัมภ์ได้จริงหรือ?

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253404

ดีเอสไอ, ทหาร, ตำรวจ, ปล่อยเงินกู้, รีดดอก, สาขา, รายใหญ่, คสช., หมวกกันน็อค, บิ๊กไบค์, ทวงหนี้, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, ส่ง, ชื่อ, จนท, รัฐ, กลุ่ม, อิทธิพล, เอี่ยว, แก๊ง, เงินกู้, ให้, คสช, ฟัน
ดีเอสไอ, ทหาร, ตำรวจ, ปล่อยเงินกู้, รีดดอก, สาขา, รายใหญ่, คสช., หมวกกันน็อค, บิ๊กไบค์, ทวงหนี้, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, ส่ง, ชื่อ, จนท, รัฐ, กลุ่ม, อิทธิพล, เอี่ยว, แก๊ง, เงินกู้, ให้, คสช, ฟัน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

ดีเอสไอแถลงผลสนธิกำลังทหารตำรวจทลายแก๊งปล่อยกู้รายใหญ่ระดับประเทศ ขยายสาขา 86 แห่งทั่วไทยรีดดอก 300% ส่งบัญชีจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพล 3,000 รายชื่อให้คสช.ฟัน

          23 ธ.ค.59 – พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล  รองอธิบดีดีเอสไอ ร่วมกันแถลงผลการสนธิกำลังร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1,3,4,5,9 และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 รักษาพระองค์ฯ เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 26 จุดในพื้นที่จ.ปทุมธานี  เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น  ซึ่งเป็นเครือข่ายขบวนการปล่อยเงินกู้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยเป็นขบวนการปล่อยกู้รายใหญ่มีพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทบังหน้ามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จ.ปทุมธานี  และมีสาขาทั่วประเทศ 86 สาขา  มีเครือข่ายผู้กระทำความผิดมากกว่า 2,000 คน และมีประชาชนเป็นลูกหนี้กว่า 170,000 คน เงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 4,000 ล้านบาท

ผลการตรวจค้นสามารถยึดของกลางเป็นรถยนต์ 26 คัน รถจักรยานยนต์ 86 คัน ตู้นิรภัย 14 ตู้ ธนบัตรไทยและเงินสกุลต่างประเทศ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การสื่อสารและของมีค่าหลายรายการ เช่น ทองรูปพรรณ สร้อยคอ แหวนเพชร และพระเครื่อง พร้อมอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก 28 เล่ม อาวุธปืน 4 กระบอก และลูกกระสุนปืน 309 นัด โฉนดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง รวมมูลค่าประมาณ 150 ล้านบาท

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องขยายผลการตรวจสอบไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากพบมีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่มและมีจำนวนมาก เช่น แก๊งหมวกกันน๊อคที่มีกว่า 4,000 ราย และมีรายงานจากดีเอสไอว่ายังมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องอีก แม้จะเป็นชื่อเล่นแต่มีหมายเลขโทรศัพท์และสังกัดที่ชัดเจนอีกกว่า 1,000 ราย ที่ต้องถูกดำเนินการด้วย จากข้อมูลที่กระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอได้รวบรวมมาก่อนหน้านี้แล้ว มีการประชุมกันตั้งแต่ปี 58 ก่อที่จะเข้าดำเนินการกับกลุ่มอิทธิพลที่มารังแกประชาชนหลายกลุ่ม ซึ่งต่อมารัฐบาลมีนโยบายปราบปรามกลุ่มอิทธิพล กระทรวงยุติธรรมจึงได้แยกส่งรายชื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลกลุ่มนี้ให้กับคสช.ไปแล้ว ประมาณ 3,000 รายชื่อ ทั้งนี้ กลุ่มดังกล่าวไม่ได้แค่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่ร้อยละ 20 ต่อ 25 วัน หากคิด 1 ปี ก็จะเป็นดอกเบี้ยสูงถึง 300 % ทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่สามารถออกจากวงจรได้ และถูกกดขี่

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวอีกว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี ซึ่งถือเป็นแบรนด์สำคัญ โดยพาหนะที่เกี่ยวข้องมีรถยนต์กว่า 100 คัน รถจักรยานยนต์กว่า 1,600 คัน ป้ายทะเบียนส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.อุทัยธานี สำหรับผู้ต้องหาคือนายวิชัย ปั้นงาม ที่ถูกออกหมายจับ ก่อนหน้านี้ 4-5 ปีก่อนก็มีประวัติเคยถูกเจ้าหน้าที่หลายหน่วยดำเนินการมาแล้วแต่ยังสาวไม่ถึงตัว  กระทั่งครั้งนี้ที่ดำเนินการถึงตัวได้ก็เพราะความร่วมมือในการให้ข้อมูลของทุกฝ่ายแล้วนำมาวิเคราะห์ว่ามีบุคคลใดรับหน้าที่อะไรบ้าง ส่วนขบวนการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อใดนั้น  ดีเอสไอและหน่วยข่าวมีข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเบื้องต้นจากสอบสวนข้อมูลเป็นลักษณะของเจ้าหน้าที่ที่ไปเคลียร์กรณีสายเก็บเงินมีปัญหากับลูกหนี้ที่บังคับขู่เข็ญกันจนต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือที่ศูนย์ดำรงธรรมหรือสถานีตำรวจก็จะมีเจ้าหน้าที่แต่ละส่วนเข้าไปเคลียร์ ทำให้เห็นว่าเป็นคดีแพ่งเมื่อตกลงกันได้ก็จบไป ส่วนผู้อยู่เบื้องหลังนายทุนขณะนี้จากหลักฐานผู้ที่อยู่ระดับบนสุดคือนายวิชัย แต่ข้อสังเกตหรือพฤติการณ์อื่นในชั้นสืบสวนยังไม่เชื่อมโยงกับบุคคลต้อสงสัย หลังจากนี้ดำเนินการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ส่วนนายวิชัยได้ออกนอกประเทศไปท่องเที่ยวกับครอบครัวเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ก่อนเข้าตรวจค้น 1 วัน

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

“มีการวิเคราะห์กันว่าการสอบสวนควรดำเนินการจากบุคคล 2 คนที่ถูกออกหมายจับก่อน เพราะสามารถสอบสวนขยายขึ้นไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังระดับสูงหรือเครือข่ายระดับล่างลงมาก็ได้ แต่หากดำเนินการจากล่างขึ้นไปสามารถมีการสับเปลี่ยนบุคคลได้ เพราะเท่าที่วิเคราะห์แก๊งหมวกกันน๊อคจะมีการเข้าๆออกๆ กันประมาณ 20% การสอบสวนจากผู้ต้องหา 2 คนนี้จะได้ขยายออกไปหากลุ่มที่สนับสนุนด้านกฎหมายได้ด้วย กลุ่มนี้มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่าใครเป็นคนเก็บเงิน คนขับรถคนทำบัญชี คนคุมบัญชี หัวหน้าสำนักงาน จนมาถึงสำนักงานใหญ่ มีสวัสดิการแน่นอนว่าแต่ละคนมีสิทธิเบิกอะไรได้บ้าง เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าซ่อมรถ ค่าน้ำมัน ค่าประกันชีวิต ค่าเคลียร์เจ้าหน้าที่ เราเห็นหมดจากข้อมูลที่ได้มา” รองปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุ

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวด้วยว่า สัปดาห์หน้าจะมีการหารือร่วมกันทั้งดีเอสไอ ทหาร สตช. กระทรวงยุติธรม เพื่อหาทางกดดันไม่ให้คนกลุ่มนี้ไปรังแกประชาชน และจะมีการมอบรายชื่อลูกหนี้ที่ถูกรังแกกว่า 170,000 รายให้กับสตช. คสช.และฝ่ายปกครองช่วยดูแลด้วย ส่วนประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปดูแลความปลอดภัยได้ ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ใช้กระทำความผิดมีข้อมูลกว่า 1,600 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถฮอนด้า ซีดีอาร์ ราคาคันละกว่าแสนบาท ตนได้ขอให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับหมายเลขเครื่องตัวถัง โดยปรึกษากันว่าจะใช้วิธีให้เงินรางวัลประชาชนเพื่อแจ้งเบาะแสเพราะรถเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จอดอยู่ตามห้างสรรพสินค้า งานวัด ส่วนจะได้เงินรางวัลเท่าใดขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาก่อน

ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงมีผู้เกี่ยวข้องใน จ.อุทัยธานี จำนวนมาก พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ต้องมีการพิสูจน์อีกครั้งว่าพฤติการณ์กลุ่มนี้เป็นอย่างไร หรือจำเป็นต้องเอาคนที่ไว้วางใจ  ส่วนพื้นที่ดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองหรือไม่ เป็นพฤติการณ์หนึ่งที่มีการวิเคราะห์ไว้ แต่ยังไม่ชี้ชัดตามหลักฐานว่าเชื่อมโยงการเมืองอย่างไร

ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ก่อนรับเป็นคดีพิเศษมีการสืบสวนผู้ร่วมกระทำความผิดและพฤติการณ์ต่างๆ จนที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้เป็นคดีพิเศษ จากนี้ดีเอสไอจะดำเนินการต่อไปในส่วนที่ยังมีการเก็บเงินลูกหนี้อยู่ ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ที่อยู่ในเครือข่ายถูกดำเนินการออกหมายจับอีกกว่า 2,000-3,000 คน

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

ขณะที่พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ดีเอสไอสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวมานานกว่า 2 ปี ทั้งจากการข่าวแบบเปิดและแบบปิด มีการใช้อำนาจตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลเชื่อมโยงเครือข่าย ซึ่งต้องยอมรับว่าขบวนการนี้เป็นเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบรายใหญ่ระดับประเทศ การดำเนินการของบริษัทมีการปกปิดอำพรางด้วยการเปิดบริษัทย่อยอยู่ในอาคารเดียวกันจำนวนมาก เป็นลักษณะการเปิดแล้วปิด มีระบบการสนับสนุนไอที  มีบริษัทปรึกษากฎหมายให้คำแนะนำเรื่องคดีความ และมีผู้มีอิทธิพลให้การสนับสนุน  ที่สำคัญเครือข่ายดังกล่าวมีลักษณะทำจากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาคกว่า 80 สาขา มีการทำงานเป็นระบบใช้โปรแกรมคิดคำนวณตัวเลขบริหารจัดการทั้งคนและเงิน มีการส่งยอดรายวัน สรุปยอดรายสัปดาห์ ในการเข้าถึงข้อมูลทำให้รู้รายละเอียดการกระทำผิดทั้งหมด และนำไปสู่การออกหมายจับทั้งบุคคล 2 หมายจับ คือนายวิชัย และนายไชยวุฒิ วิวัฒนอารีกุล โดยสามารถจับกุมได้ 1 คนส่วนนายวิชัย ยังไม่สามารถจับกุมได้

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวต่อว่า จะส่งทีมงานไปขยายผลตรวจสอบเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ ปัจจุบันทำไปแล้วบางส่วนจะทำทั้งระดับเครือข่ายและผู้ให้การสนับสนุน คดีนี้จะดำเนินการภาพรวมทั้งหมดเพื่อบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด โดยหวังว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งผู้เสียหายหรือลูกหนี้แจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อมูลมาเชื่อมโยงเอาผิดได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ขอเตือนไปยังผู้ที่ได้รับฝากทรัพย์จากเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่รับฝากทรัพย์ไว้ในชื่อของตัวเอง คาดว่ายังมีทรัพย์สินอีกจำนวนมาก ควรแสดงความบริสุทธิ์ใจกับพนักงานสอบสวน เพราะดีเอสไอจะยึดและอายัดทรัพย์ทั้งหมด

ภายหลังการแถลงข่าว ดีเอสไอได้นำช่างเข้ามาเปิดตู้เซฟจำนวน 2 ตู้ที่ได้อายัดไว้ ภายพบธนบัตรหลายสุกลเงินรวมทั้งเงินไทย เครื่องประดับทองคำ พระเครื่อง และอัญมณี บรรจุเต็มตู้เซฟ โดยเครื่องประดับและธนบัตรเก่าสะสมบางส่วนถูกห่อไว้ด้วยผ้ายันต์เลสเตอร์ของเจ้าคุณธงไชย วัดไตรมิตร ปีนพกสั้นจำนวน 3 กระบอก จำนวนดังกล่าวมี 1 กระบอกที่บรรจุกระสุนไว้เต็มรังเพลิงและขึ้นไกปืนไว้แล้ว นอกจากนี้ยังพบยอดบัญชีเงินกู้โดยทรัพย์สินบางส่วนที่ตรวจพบมีเอกสารเขียนการกู้ยืมเงินด้วยลายมือกำกับว่าเงินต้น 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1.9 แสนบาทและระบุส่วนต่างที่แบ่งให้หัวหน้าสาขาระดับต่างๆ

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

จากนั้นรองปลัดยธ.และอธิบดีดีเอสไอ ได้ลงไปตรวจนับรถจักรยานยนต์ รถยนต์รถยนต์กระบะ และรถตู้ที่อายัดไว้ ทั้งรถยนต์ที่อายัดไว้ส่วนใหญ่เป็นรถหรู อาทิ แลนด์โรเวอร์ บีเอ็มดับเบิ้ลยู ออดี้ ปอร์เช่ เล็กซัส หลายคันเป็นทะเบียนประมูล เลขสวย ทั้งเลขเดี่ยว เลขเบิ้ล เลขคู่ ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ที่อายัดไว้ส่วนใหญ่มีราคาตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาทโดยแก๊งหมวกกันน็อคจะใช้มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เป็นยานพาหนะในการทวงหนี้ เมื่อลูกหนี้ได้ยินเสียงท่อจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เร่งเครื่องเป็นสัญญาณแสดงให้ลูกหนี้จะต้องเร่งนำเงินมาจ่าย.

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

 

 

ส่งชื่อจนท.รัฐ-กลุ่มอิทธิพลเอี่ยวแก๊งเงินกู้ให้คสช.ฟัน

 

 

ปฏิบัติการต่อต้าน พ.ร.บ.คอมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253399

คมชัดลึก, เช็คลิสท์, พ.ร.บ.คอมฯ, ปฏิบัติการ, ต่อต้าน, พรบ, คอมฯ, ปฏิบัติการต่อต้าน, พรบคอมฯ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

ปฏิบัติการต่อต้าน พ.ร.บ.คอมฯ

ปฏิบัติการต่อต้าน พ.ร.บ.คอมฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า นับตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา  ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ด้วยคะแนนเอกฉันท์ ทำให้มีกลุ่มที่ไม่พอใจ เริ่มปฏิบัติการโจมตีเว็บไซต์ที่เยวข้องกับรัฐบาล โดยมีทั้งการระดม กดปุ่ม F5 เพื่อหวังให้เว็บไซต์ไม่สามารถใช้การได้  หรือการแฮ้คเข้าไปในระบบเพื่อไม่ให้เว็บไซต์ใช้การได้  รวมไปถึงการแฮ็คเพื่อนำข้อมูลของหน่วยงานราชการมาเปิดเผย    เราจึงได้รวบรวมว่าขณะนี้มีเว็บไซต์ใดที่ถูกโจมตีบ้าง

โดยมีเว็บไซต์ที่ถูกอ้างว่าได้เข้าไปโจมตีแล้ว ประกอบด้วย

-กระทรวงกลาโหม mod.go.th

-กองทัพบก rta.mi.th

-กองทัพเรือ navy.mi.th

-กองทัพอากาศ rtaf.mi.th

–กองบัญชาการกองทัพไทย http://www.rtarf.mi.th

– กรมการเงินทหารบก findept.rta.mi.th

– ทำเนียบรัฐบาล thaigov.go.th

– ตำรวจภูธรภาค 1 .p1.police.go.th

-สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  immigration.go.th

– กองบังคับการตำรวจจราจร trafficpolice.go.th

-ตร.ทางหลวง highway.police.go.th

– ห้องประชุมออนไลน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

-กรมทางหลวงชนบท drr.go.th

-กระทรวงการต่างประเทศ mfa.go.th

– ระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ

– ระบบการจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐ

-ระบบการบริหารการเงิน การคลังภาครัฐ สำหรับส่วนราชการในภูมิภาค

–  ระบบบันทึกด้านการคลังของราชการท้องถิ่น laas.go.th

– จ.นครสวรรค์ nakhonsawan.go.th

– สำนักงานส่งเสริมวิาสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม sme.go.th

– จ.ศรีสะเกษ sisaket.go.th

-กรมศุลกากร customs.go.th

-สำนักนายกรัฐมนตรี opm.go.th/

สภาความมั่นคง nsc.go.th/

-ตำรวจภูธรภาค 7 cctv.police7.go.th/register

-กระทรวงดิจิตอล mict.go.th

กระทรวงกลาโหม mod.go.th

-สำนักงานข้อมูลข่าวสารทางราชการ oic.go.th

 

“อังคณา” แนะ ปชช. แจ้งความแฮกเกอร์ล้วงข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253400

อังคณา แนะ ปชช.ร้องกสม.-แจ้งความ แฮกเกอร์ล้วงข้อมูล ชี้ เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศ #ข่าวการเมือง #คมชัดลึก, ปชชร้องกส, แจ้งความ, ปชชร้องกสม-แจ้งความ, แฮกเกอร์ล้วงข้อมูล, อังคณา, แนะ, ปชช, แจ้งความแ, เกอร์, ล้วง, ข้อมูล, Anonymous

การเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

“อังคณา” แนะ ปชช. แจ้งความแฮกเกอร์ล้วงข้อมูล

“อังคณา” แนะ ปชช.ร้องกสม.-แจ้งความดำเนินคดี ถูกแฮกเกอร์ล้วงข้อมูล ชี้ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เร่งหาตัวคนผิดมาลงโทษด่วน ชี้ เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศ

           23 ธ.ค.59 – นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มแฮกเกอร์นิรนามที่เรียกตัวเองว่า “Anonymous” ได้ทำการเจาะข้อมูลเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการประเทศไทยกว่าหลายหน่วยงานรวมถึงยังเจาะข้อมูลของประชาชน ว่า หากมีการแฮกข้อมูลของประชาชนจริง ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน ประชาชนที่ถูกเจาะข้อมูลต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องรีบดำเนินการหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นอยู่ส่วนบุคล ส่วนกรณีที่หน่วยราชการถูกแฮกเกอร์ข้อมูลหลายหน่วยงานนั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องเร่งหาวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้ถูกการแฮกข้อมูลได้ เพราะถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาคนผิดมาดำเนินคดีให้ได้

“เท่าที่ทราบจากข่าวการกระทำของกลุ่มดังกล่าวเป็นการต่อต้านต่อต้านพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยมีการรณรงค์ให้กด F5 บนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดเรื่อยๆ ในเว็บที่ต้องการให้ล่มหรือเว็บหน่วยงานต้องการแฮกข้อมูล ซึ่งกรณีนี้หากประชาชนคนใดที่ถูกแฮกข้อมูลเข้าร้องเรียนต่อกสม. กสม.จะทำการสืบสวนสอบสวนโดยเรียกเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมได้ระบบผลกระทบในการละเมิดสิทธิโดยทั่วกัน กสม.ก็สามารถหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาได้”นางอังคณา กล่าว

 

“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” แชมป์ทุจริตมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253393

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แชมป์ทุจริตมากที่สุด #ข่าวการเมือง #คมชัดลึก, องค์กร, ปกครอง, ส่วนท้องถิ่น, แชมป์, ทุจริต, มาก, ที่สุด, แชมป์ทุจริตมากที่สุด, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ปลัด สปน

การเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” แชมป์ทุจริตมากที่สุด

“ปลัด สปน.” เผยข้อมูล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” แชมป์ทุจริตมากที่สุด 1,496 เรื่อง เสียหายรวม 11,383 ล้าน ปี2559 พบทุจริต 151 เรื่อง ได้ข้อยุติแล้ว 20 เรื่อง

          23 ธ.ค.59 – นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 สปน.ได้รับเรื่องเงินขาดบัญชีและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ซึ่งตรวจพบโดยหน่วยงานเอง หรือโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 151 เรื่อง จำแนกเป็น ราชการส่วนกลาง 25 เรื่อง ราชการส่วนภูมิภาค 30 เรื่อง ราชการส่วนท้องถิ่น 61 เรื่อง และรัฐวิสาหกิจ 35 เรื่อง เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติแล้ว 20 เรื่อง ประกอบด้วย กระทรวงคมนาคม 12 เรื่อง กระทรวงมหาดไทย 4 เรื่อง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 เรื่อง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1 เรื่อง และกระทรวงสาธารณสุข 1 เรื่อง

นายจิรชัย กล่าวว่า ปัจจุบัน มีเรื่องเงินขาดบัญชีและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินงานของสปน. มี 2,838 เรื่อง รวมเป็นเงินที่เสียหาย 11,383 ล้านบาท จำแนกเป็น ราชการส่วนกลาง 234 เรื่อง ราชการส่วนภูมิภาค 640 เรื่อง ราชการส่วนท้องถิ่น 1,496 เรื่อง และรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน 468 เรื่อง หน่วยงานที่มีการทุจริตมาก 3 อันดับแรก คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1,496 เรื่อง กระทรวงมหาดไทย 219 เรื่อง และกระทรวงศึกษาธิการ 218 เรื่อง

นายจิรชัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จำแนกตามประเภทการทุจริต อันดับ 1.การยักยอกเงินหรือทรัพย์สินราชการ 1,507 เรื่อง 2.การปฏิบัติผิดระเบียบ 656 เรื่อง 3.การจัดซื้อจัดจ้าง 605 เรื่อง 4.การเบิกค่าเช่าบ้านเท็จ 39 เรื่อง 5.การทุจริตน้ำมันเชื้อเพลิง 20 เรื่อง 6.การเบิกค่ารักษาพยาบาลเท็จ 11 เรื่อง

“สปน. ได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเร่งรัด ติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต พ.ศ. 2546 ที่ให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการเร่งรัดติดตามหน่วยงานของรัฐที่เกิดกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด เพื่อให้ได้รับทราบผลการดำเนินการ ทั้งการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน การดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยโดยเร็ว โดยรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบทุก 6 เดือน”

 

สนช.ชง ล้างระบบอุปถัมภ์!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253385

คมชัดลึก, การเมือง, วาระแห่งชาติ, กรรมาธิการ, ชง, สนช., ล้าง, ระบบ, อุปถัมภ์, สนชชง, ล้างระบบอุปถัมภ์

การเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

สนช.ชง ล้างระบบอุปถัมภ์!!

กรรมาธิการฯ สนช.ชง รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง“การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม”

                23 ธ.ค. 59 – ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ในวันนี้ จะมีวาระการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง“การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม” ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม ที่มีพล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ เชิดบุญเมือง เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยได้สรุปปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบราชการไทยไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะระบบราชการในสังคมไทยยังมีการใช้ระบบอุปถัมภ์ที่ยึดความพึงพอใจของบุคคลเป็นสำคัญ มิได้คำนึงถึงหลักคุณธรรม ความเสมอภาค ความรู้ความสามารถ ทำให้ข้าราชการขาดขวัญกำลังใจ คนเก่งคนดีไม่สามารถอยู่ในระบบได้  กลายเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต ซึ่งระบบอุปถัมภ์ได้สร้างความเสียหายหลายมิติ และความเสียหายที่ประเทศชาติต้องสูญเสียไปนั้น กลับไปสร้างประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ของบ้านเมือง

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยได้แก่ 1.การดำเนินการด้านนิติบัญญัติ  รัฐสภาควรทบทวนปรับปรุงกฎหมายที่มีช่องว่างให้เกิดระบบอุปถัมภ์ ให้มีความทันสมัย

2.การดำเนินการด้านบริหาร  ได้แก่การยกระดับการแก้ปัญหาอุปถัมภ์เป็นวาระแห่งชาติ  การมีประมวลจริยธรรมที่ต้องมีจิตสำนึกและปฏิบัติอย่างจริงจังดังเช่นกฎเกณฑ์บางประเทศที่มีมาตรการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การห้ามรับของขวัญ รับเลี้ยง รับสินบน หรือเล่นกอล์ฟกับผู้มีส่วนได้ประโยชน์ การห้ามข้าราชการที่เกษียณอายุเป็นที่ปรึกษาให้ภาคธุรกิจที่ข้าราชการผู้นั้นเคยมีอำนาจในหน่วยราชการนั้นๆ อย่างน้อย 2ปี ตลอดจนการกำหนดระเบียบปฏิบัติราชการให้ผู้บริหารระดับสูงพึงระวังในการลดการมีผู้ติดตามหรือช่วยงานในกรณีพิเศษ เช่น การช่วยงานหน้าห้องให้เหลือน้อยลงเท่าที่จำเป็น เพื่อลดโอกาสการใช้ความใกล้ชิด ประจบสอพลอให้เกิดการอุปถัมภ์ที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่ทำงานในระบบปกติ

3.ข้อเสนอการดำเนินการด้านตุลาการและกระบวนการให้ความเป็นธรรม ควรลดขั้นตอนกระบวนการเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้รวดเร็ว เป็นธรรม และเร่งเยียวยาผู้เสียหายทันที เมื่อรับทราบความเสียหายที่เกิดขึ้น  และกรณีที่ป.ป.ช.ตรวจสอบพบในเบื้องต้นว่า ข้าราชการระดับสูงมีมูลความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกร้องเรียน ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคดีจะวินิจฉัยเสร็จ

4.ข้อเสนอแนะการดำเนินการด้านสังคมและการรับรู้ ได้แก่ การจัดอบรมหลักสูตรปลูกฝังนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ควรวางกรอบของหลักสูตรเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริง มิใช่ประเภทที่หวังเข้ามาอบรมเพราะต้องการมีคนรู้จัก สนิทสนมในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะหลักสูตรของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม ต้องระวังให้มาก ไม่ให้ใช้โอกาสของความใกล้ชิดสนิทสนมการเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของหลักสูตรต่างๆมาแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดการอุปถัมภ์กันในลักษณะต่างๆ

 

หวัง “สุวพันธุ์” ประสาน “ธัมมชโย” มอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253388

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, สงฆ์, คณะปกครอง, พศ., ไพสิฐ, อธิบดีดีเอสไอ, หวัง, สุว, พันธุ์, ประสาน, ธัมมช, มอบตัว, สุวพันธุ์, ธัมมชโย

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

หวัง “สุวพันธุ์” ประสาน “ธัมมชโย” มอบตัว

อธิบดีดีเอสไอ หวัง “สุวพันธุ์” ประสาน “ธัมมชโย” มอบตัวกดดัน พศ. คณะปกครองสงฆ์แสดงบทบาทให้มากขึ้น

          23 ธ.ค.59 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีการขอหมายค้นเพื่อเข้าจับกุมพระธัมมชโย ว่า ดีเอสไอยังดำเนินการต่อเนื่องไม่ได้หยุดนิ่งและมีการประเมินสถานการณ์มาโดยตลอด ซึ่งนายสุวพันธุ์ ตันยุวัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มีนโยบายชัดเจนให้ดีเอสไอบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ดีเอสไออยากให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และคณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง ช่วยออกมาแสดงบทบาทให้มากขึ้นเพื่อให้พระธัมมชโยเข้ามอบตัว และขอให้สังคมช่วยกันกดดันฝ่ายผู้ต้องหาให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาที่อาจเกิดการกระทบกระทั่ง ที่ผ่านมพ.ศ.เข้ามาดำเนินการก็จริงแต่ดีเอสไอมองว่ายังไม่มากพอ จำเป็นต้องเรียกร้องให้ออกมาแสดงบทบาทผู้ปกครองทางสงฆ์ให้มากกว่านี้

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังคาดหวังว่านายสุวพันธ์ในฐานะที่เคยกำกับดูแล พศ. มาก่อนจะสามารถประสานความร่วมมือเพื่อให้เข้ามอบตัว ส่วนนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกาย ที่มีกระแสข่าวระบุว่าหลบหนีไปยังต่างประเทศนั้น ดีเอสไออยู่ระหว่างการตรวจสอบแต่ยังไม่พบข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครพบเห็นนายองอาจ.

 

ผู้ค้าพรานนก วอน สนช.ช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253383

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ปชช., เดือดร้อน, ทางเท้า, จัดระเบียบ, สนช., พรานนก, ผู้ค้า, พราน, วอน, ช่วยเหลือ, ผู้ค้าพรานนก, สนชช่วยเหลือ, สนช, คสช

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

ผู้ค้าพรานนก วอน สนช.ช่วยเหลือ

ผู้ค้าพรานนก วอน “สนช.” ช่วยเหลือ หลัง นโยบาย “คสช.” จัดระเบียบทางเท้าสร้างความเดือดร้อน วอนให้ความเป็นธรรมผู้ค้า ฐานะปชช. ที่ต้องได้รับดูแล

          23 ธ.ค. 59 – ตัวแทนผู้ค้าตลาดพรานนก ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกน้อย กทม. นำโดย นางวราพรรณ ชยาภรณ์โสภณ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านนายคมกฤช อรุณภักดีสกุล รองเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อขอให้ช่วยเหลือลดผลกระทบของผู้ค้าจากนโยบายรัฐบาลต่อการจัดระเบียบพื้นที่ทางเท้า

โดยนางวราพรรณ กล่าวว่า ทางผู้ค้าพื้นที่จุดผ่อนผันหน้าตลาดพรานนก ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกน้อยกว่า 200 คน ซึ่งเป็นผู้ค้าที่ได้รับอนุญาตตามระเบียบที่เขตบางกอกน้อย และชำระค่าบำรุงแบบรายปีๆ ละ 100 บาท ถูกคำสั่งเด็ดขาดจากทางสำนักงานเขตบางกอกโดย ผ่านทางผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ห้ามเข้าขายในพื้นที่ผ่อนผัน ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2560 พร้อมระบุว่าเป็นไปตามนโยบายขอรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องการคืนพื้นที่ทางเท้าให้กับประชาชน แต่ไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเดือดร้อนจากผู้ค้าที่ไม่มีฐานะร่ำรวย ทั้งนี้จากการรับนโยบายจากทางสำนักงานเขตบางกอกน้อย เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้ชี้แจงหรือเสนอความเห็น จึงต้องยื่นเรื่องให้ทางสนช. พิจารณาช่วยเหลือ เพราะการย้ายพื้นที่ขายของนั้นทำให้ ผู้ค้ามีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นและสร้างภาระหนี้สินเกินจำเป็น

“ที่ผ่านมาผู้ค้าในจุดผ่อนผัน ได้ทำตามกติกาของทางสำนักงานเขต ทั้งการดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยของพื้นที่ แต่กรณีที่ทางสำนักงานเขตมุ่งสนองนโยบายและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยให้ยุติการขายในพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง ถือว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ค้าซึ่งเป็นประชาชนที่ต้องได้รับความดูแลเช่นกัน ทั้งนี้การจัดระเบียบทางเท้า ย่านพรานนก ไม่ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ค้าจุดผ่อนผันเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงชาวสวนย่านคลองบางกอกน้อยด้วย เพราะไม่มีผู้ค้าไปรับสินค้ามาขายต่อ” นางวราพรรณ กล่าว.

 

กต. ยัน ไม่มีแฮค ล้วงข้อมูล บัวแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253381

กต. ยัน ไม่มีแฮค ล้วงข้อมูล บัวแก้ว #ข่าวการเมือง #คมชัดลึก, ยัน, ไม่มี, แฮค, ล้วง, ข้อมูล, บัวแก้ว, ไม่มีแฮค, ล้วงข้อมูล

การเมือง  : 23 ธ.ค. 2559

กต. ยัน ไม่มีแฮค ล้วงข้อมูล บัวแก้ว

โฆษก กต. ยัน ไม่มีแฮค ล้วงข้อมูล ขรก. บัวแก้ว เผย เว็ปไซด์กระทรวงใช้ได้ปกติ

          23 ธ.ค.59 – นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่า พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall แฮกเกอร์โจมตีเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศนั้น กระทรวงได้ตรวจสอบแล้วและขอยืนยันว่า เว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ใช้ชื่อว่า http://www.mfa.go.th/main/th/home ยังใช้งานได้ตามปกติ และไม่มีการแฮกข้อมูลของหน่วยงานแต่ประการใด