ดีลส่งท้ายปี บริษัทดังซื้อสื่อ รวมนิตยสาร “A DAY”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 12:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823469


บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ “โพลาริส แคปปิตัล” ซื้อหุ้นบริษัท “เดย์ โพเอทส์” ซึ่งมีขวัญใจเด็กแนว “โหน่ง-วงศ์ทนง” เป็นเจ้าของร่วม ได้ครอบครองสื่อทั้งนิตยสารดัง “A Day-Hamburger” รวมทั้งเว็บสำนักข่าวออนไลน์มาแรง “เดอะโมเมนตัม”…เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. มีรายงานว่า บริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือ POLAR ซึ่งทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงมติการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ โดยจะเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เดย์ โพเอทส์ จํากัด จํานวน 490,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 70% ของทุนจดทะเบียนชําระแล้ว จากบริษัท ไทยฟู้ด โลจิสติกส์ จํากัด ในจํานวน 245,000 หุ้น และจากบริษัท ธนวรินทร์ จํากัด ในจํานวน 245,000 หุ้น ในราคารวม 308,700,000 บาท หรือเท่ากับ 630 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ บริษัท เดย์ โพเอทส์ จํากัด ประกอบธุรกิจผลิตและจําหน่ายสิ่งพิมพ์และสื่อโฆษณา มีหนังสือและนิตยสาร ได้แก่ A Day, A Day Bulletin, Hamburger, A Book และเว็บไซต์สำนักข่าวออนไลน์ เดอะโมเมนตัม ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน เป็นต้น อีกทั้งบริษัท เดย์ โพเอทส์ จํากัด ยังถือหุ้นในบริษัท เน็ก แอนด์ เดอะ ซิตี้ จํากัด จํานวน 29,999 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 60% ของทุนจดทะเบียนชําระแล้ว โดยบริษัท เน็ก แอนด์ เดอะ ซิตี้ จํากัด ประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ รับจัดงานอีเวนต์ และงานเปิดตัวสินค้าทุกชนิด โดยมี นายเกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อธุธยา หรือ น้าเน็ก เป็นพิธีกรในการดําเนินรายการ

สำหรับบริษัท เดย์ โพเอทส์ จํากัด ยังถือหุ้นในบริษัท อีส แอม อาร์ ดอทเน็ท จํากัด จํานวน 59,999 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 60% ของทุนจดทะเบียนที่ชําระแล้ว ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการวางแผนงานด้านโฆษณาทางสื่อออนไลน์ทุกประเภท

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท เดย์ โพเอทส์ จํากัด ก่อตั้งโดย โหน่ง-นายวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์, นิติพัฒน์ สุขสวย และภาสกร ประมูลวงศ์

ล่าสุด นายวงศ์ทนง ระบุถึงกรณีนี้ว่า บริษัท เดย์ โพเอทส์ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องกังวล สิทธิ เสรีภาพ และอิสรภาพในการสร้างสรรค์ผลงานยังคงเป็นของพวกเราเหมือนเช่นเดิม.

 

ลูกจ้างเหมืองอัครา 441 คน รับเงินชดเชยเลิกจ้างกว่า 45 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 12:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823430


ลูกจ้างเหมืองแร่ทองคำ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำนวน 441 คน ได้รับเงินชดเชยรวม 45,881,700 บาท กำหนดจ่ายในวันที่ 3 ม.ค. หลัง ครม. มีคำสั่งปิดเหมือง …วันที่ 28 ธ.ค. 59 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จ.พิจิตร ซึ่งประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ประกาศเลิกจ้างลูกจ้าง เนื่องจาก ครม. มีคำสั่งปิดเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ โดยมีผลตั้งแต่เดือน ธ.ค. 59 ว่า บริษัท อัคราฯ มี ลูกจ้างของบริษัท 364 คน และลูกจ้างจากบริษัทรับช่วงเหมา 10 บริษัท จากการพูดคุยที่ผ่านมา เจ้าของกิจการยืนยันว่า บริษัทยินดีที่จะจ่ายเงินค่าชดเชยเลิกจ้างแก่ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน

ทั้งนี้ บริษัท โลตัสฮอล วิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้าง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับช่วงเหมาของบริษัท อัคราฯ ได้มีการเลิกจ้างลูกจ้างทุกตำแหน่ง จำนวน 441 คน โดยจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 60 เป็นเงินชดเชยรวม 45,881,700 บาท มีกำหนดจ่ายเงินในวันที่ 3 ม.ค. 2560

อธิบดี กสร. กล่าวว่า สำหรับบริษัทรับเหมาช่วงอื่นๆ ได้ทยอยเลิกจ้างและจ่ายเงินชดเชยแก่ลูกจ้าง โดย บริษัท พี.วี.เอ็กซโพลชิฟ (ไทยแลนด์) จำกัด เลิกจ้างรวม 13 คน เป็นเงิน 1,042,899 บาท บริษัท บอร์ท ลองเยียร์ จำกัด เลิกจ้างลูกจ้าง 7 คน เป็นเงิน 598,800.80 บาท

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทอัคราฯ เอง ได้เลิกจ้างลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ถึงวันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นมา รวม 58 คน จ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างและเงินอื่นๆ รวม 11,836,273.47 บาท จากการตรวจสอบรายชื่อและสิทธิของลูกจ้างทั้งหมด พบว่า บริษัทได้ปฏิบัติถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก.แรงงาน มั่นใจ ‘อัครา’ พร้อมเยียวยาพนักงาน หลังปิดกิจการเหมืองทอง

 

ก.แรงงาน ตั้งจุดบริการ-ตรวจรถฟรี 77 จุดทั่วไทย ลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823406


กระทรวงแรงงาน เปิดจุดบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 77 จุด พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ 29 ธ.ค. 59-4 ม.ค. 60 หวังช่วยรณรงค์ป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ …วันที่ 28 ธ.ค. 59 พล.อ.เจริญ นพสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเปิดโครงการ “ตรวจสภาพรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย จากใจกระทรวงแรงงาน” ภายใต้โครงการคลินิกช่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมรณรงค์ป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2560 (Kick Off) โดยตั้งจุดบริการตรวจเช็กรถฟรี 77 จุด พร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 59–4 ม.ค.60

พล.อ.เจริญ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี จะมีวันหยุดราชการติดต่อกันหลายวัน ทำให้กำลังแรงงานและประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทำให้มีผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จึงให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตั้งจุดบริการตรวจสภาพรถ บนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศจำนวน 77จุด เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ในช่วง 7 วันอันตราย

ด้าน อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า การบริการตรวจเช็กสภาพและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ รถจักรยานยนต์ ระยะ 7 วันอันตราย เพื่อให้มีความพร้อมในการเดินทางอย่างปลอดภัย นอกจากจะให้บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรีแล้ว ยังมีบริการด้านนวดเพื่อคลายความเมื่อยล้าระหว่างเดินทาง บริการเครื่องดื่ม พร้อมแจกแผนที่แนะนำจุดบริการทั่วไทย พร้อมเบอร์โทร เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการค้นหาพิกัด ผ่าน google map ด้วย โดยในจุดบริการจะได้รับการบริการจากผู้ที่ผ่านการอบรม การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้ง 77 จุดบริการ

 

ทองเปิดตลาดลดลง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823326


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 28 ธ.ค. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,400 ขายออกบาทละ 19,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,056.12 ขายออกบาทละ 20,000 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก เพิ่มขึ้น 5.2 ดอลลาร์ หรือ 0.46% ปิดที่ระดับ 1,138.80 ดอลลาร์/ออนซ์ รับแรงซื้อเก็งกำไรจากนักลงทุน …

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.34 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,400.00 บาท ขายออกบาทละ 19,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,056.12 บาท ขายออกบาทละ 20,000.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบ เดือน ก.พ. ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (27 ธ.ค.) 5.2 ดอลลาร์ หรือ 0.46% ปิดที่ระดับ 1,138.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไร หลังจากที่ตลาดปิดทำการเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ธ.ค. เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนลดความต้องการในการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ผลสำรวจของคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด (Conference Board) บ่งชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค. ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 113.7 จากระดับ 109.4 ใน เดือน พ.ย. โดยดัชนี เดือน ธ.ค. ทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ขณะที่ ผลการสำรวจของเอสแอนด์พี/เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ราคาบ้านในเมืองขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 5.1% ในเดือน ต.ค. ซึ่งสูงกว่าเดือน ก.ย. ที่มีการขยายตัว 5.0%

 

กยท.เล่นใหญ่มอบของขวัญปีใหม่ชาวสวน ลดดอกเบี้ยเงินกู้-จัดสวัสดิการให้ 3 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823141


นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ฝ่ายบริหาร เปิดเผยว่า กยท.ได้จัดโครงการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเงินหมุนเวียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางผู้รับการสงเคราะห์ที่กู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพเสริม และหารายได้เสริม นอกเหนือจากการทำสวนยาง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ในปี 60 ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากเดิม 2% ต่อปี เป็น 1% ต่อปี ให้แก่ผู้กู้ยืมเงินหมุนเวียนที่อยู่ระหว่างการชำระเงินงวดปกติตามอายุสัญญาเงินกู้ (ผู้กู้ชั้นดี) ประมาณ 1,770 ราย เป็นระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.60 โดยหากผู้กู้สามารถชำระเงินปิดบัญชีก่อนระยะที่กำหนดไว้ในสัญญาเงินกู้ได้ จะยกเว้นการชำระดอกเบี้ยให้ด้านนายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าฯ กยท. ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า คณะกรรมการการยาง แห่งประเทศไทย (บอร์ด กยท.) ยังมีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่า ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยางตามมาตรา 49 (5) ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กยท.เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ 60 แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียน กับ กยท.จำนวน 1.3 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ 14.2 ล้านไร่ อาทิ ให้เงินแก่ทายาทของเกษตรกรชาวสวนยาง กรณีเกษตรกรชาวสวนยางเสียชีวิต และเงินทุนกู้ยืมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางอื่นๆ อาทิ ภัยแล้ง อัคคีภัย และภัยพิบัติ ไม่เกินรายละ 3,000 บาท ซึ่งร่างระเบียบนี้จะเป็นการนำร่องประกาศใช้.

 

โพลชี้ปีไก่เงินสะพัด 1.29 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823137


นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่สำรวจจากกลุ่มอย่าง 1,223 ตัวอย่างทั่วประเทศว่า จะมีเม็ดเงินสะพัด 129,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในด้านมูลค่าถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่ทำการสำรวจมา แต่ในด้านการขยายตัว ถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 56 แต่หากรวมมูลค่าการใช้จ่ายในช่วงปีใหม่ กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งมาตรการช็อปช่วยชาติ และมาตรการเที่ยวช่วยชาติ ที่คาดว่าจะมีเงินจากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 20,700 ล้านบาท ทำให้คาดว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่น่าจะมีเม็ดเงินสะพัดรวม 150,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.21% จากปีก่อน“เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณไม่โดดเด่นนัก เห็นได้จากคาดการณ์เงินสะพัดปีนี้ที่ขยายตัวเพียง 3.4% แต่ยังถือว่าดีที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐออกมา ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี มาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตร ที่ทำให้ประชาชนมีความพร้อมในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายช่วงปีใหม่นี้เด่นขึ้น”

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่ออกมา โดยเฉพาะมาตรการช็อปช่วยชาติน่าจะมีผลดี ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบต่อเนื่องถึงกลางเดือน ม.ค.60 เพราะปีนี้ขยายเวลาการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 14 วันจากปีก่อนมีเพียง 10 วัน คาดว่าจะมีผู้เสียภาษีที่อยู่เกณฑ์ได้สิทธิ์ประมาณ 4 ล้านคน จากฐานผู้เสียภาษีทั้งหมด 10 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีผู้ที่มาใช้สิทธิ์ประมาณ 3 ล้านคน ขณะที่เทศกาลตรุษจีนปีนี้มาเร็ว อยู่ในช่วงปลายเดือน ม.ค.60 จึงทำให้เดือน ม.ค.เป็นช่วงควันหลงของการจับจ่ายใช้สอยประกอบกับการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่าน่าจะมีแรงเหวี่ยงที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 60 และหวังว่าหากรัฐบาลกระจายงบเพิ่มเติมอีกประมาณ 100,000 ล้านบาท ลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัดได้เร็วที่สุดช่วงกลางเดือน ม.ค.60 หรือช้าที่สุดไม่เกินกลางเดือน เม.ย.60 จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายไตรมาส 2 ปี 60 เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายช่วงปีใหม่ 67.1% วางแผนออกนอกพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว.

 

ขยายเวลาจ่ายคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823134


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามขยายระยะเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐตามมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ทั้งที่เป็นเกษตรกรและไม่ใช่เกษตรกร จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 15 ธ.ค.2559 เป็นวันที่ 16 ม.ค.2560 และขยายระยะเวลาการโอนเงินจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 ธ.ค.2559 เป็นวันที่ 31 ม.ค.2560 เนื่องจากยังต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่มาลงทะเบียนเพิ่มเติมอีก 1.056 ล้านคน ที่จะต้องมาติดต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย เพื่อยืนยันข้อมูลชื่อนามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และความเป็นเกษตรกร เพื่อธนาคารทั้ง 3 แห่งรวบรวมข้อมูลส่งกลับมาให้กระทรวงการคลังตรวจสอบอีกครั้งทั้งนี้ จากที่มีผู้มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 8.275 ล้านคน กระทรวงการคลังได้ตรวจสอบคุณสมบัติด้านรายได้และมีผู้ผ่านเกณฑ์ 6.979 ล้านคน มีการโอนเงินจนถึงวันที่ 20 ธ.ค.2559 ไปแล้ว 6.105 ล้านคน คิดเป็น 87.5% ของผู้ที่ผ่านคุณสมบัติทั้งหมดคิดเป็นวงเงิน 14,107 ล้านบาท ขณะที่ ยังต้องโอนเงินให้ผู้มีรายได้น้อยที่คุณสมบัติถูกต้องแต่ยังไม่ได้โอนเงินอีก 874,000 คน คิดเป็น 12.5% และผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 1.056 ล้านคน ทำให้ต้องขยายเวลาการจ่ายเงินออกไป.

 

ไฟเขียวขยายเวลายกเว้นภาษี ธุรกิจร่วมลงทุน2ปี-สตาร์ตอัพ1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823133


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอออกร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร 2 ฉบับ เพื่อขยายเวลามาตรการภาษีจากเดิมที่จะหมดเขตวันที่ 31 ธ.ค.2559 ออกไปอีก ใน 2 กรณีคือ 1.การขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนกิจการเงินร่วมลงทุน กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 10 รอบบัญชี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องเข้าเงื่อนไขเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายไทยซึ่งประกอบกิจการที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน และจดแจ้งเป็นกิจการร่วมลงทุนต่อสำนักงาน กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายในวันที่ 1 ม.ค.2560-31 ธ.ค.2561ทั้งนี้ กำหนดกิจการที่ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมที่รัฐต้องการร่วม 10 ประเภท และกิจการดังกล่าวต้องใช้เทคโนโลยีตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำหนดเป็นฐานในการออกแบบและพัฒนา เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตหรือให้บริการ ขณะเดียวกันกำหนดให้ทรัสต์ได้รับสิทธิประโยชน์นี้ ต้องก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน ภายใน 1 ม.ค. 2560-31 ธ.ค.2561 ส่วนอีกกรณีเป็นการขยายเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายใหม่.

 

ปล่อยน้ำตาลลอยตัวเสรีปีหน้า คำนวณราคาอ้อยขั้นต้นตามราคาส่งออก-ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823130


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ที่ประกอบด้วย ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม กรมการค้าภายใน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลทราย จะนัดประชุมเพื่อหารือถึงแนวทางการปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายไปสู่การลอยตัวแบบเสรี ในวันที่ 12 ม.ค.2560 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีผลทางการปฏิบัติก่อนฤดูหีบอ้อย ปี 2560/61 หรือก่อนเดือน พ.ย.2560สำหรับแนวทางการลอยตัวราคาน้ำตาล หรือราคาขายปลีกในประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำตาลตลาดโลก และสอดรับกับแนวทางการเจรจากับประเทศบราซิลที่ได้ยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ที่กล่าวหารัฐบาลไทยว่าได้ดำเนินมาตรการอุดหนุนการส่งออกและอุดหนุนภายในประเทศให้กับสินค้าน้ำตาล ดังนั้น ในเรื่องของการกำหนดปริมาณน้ำตาลทรายตามโควตา ก. (ขายในประเทศ) โควตา ข. (ส่งออกโดยบริษัทอ้อยและน้ำตาลทราย (อนท.) และโควตา ค. (ส่งออกโดยชาวไร่และ อนท.) อาจต้องยกเลิกไปแล้วหาวิธีการอื่นมาทดแทน

ทั้งนี้ เบื้องต้นราคาน้ำตาลทรายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์อาจใช้วิธีการประกาศราคาแนะนำซึ่งอาจเป็นรายเดือน และกำหนดให้มีการนำเข้าน้ำตาลอย่างเสรีภายใต้เงื่อนไขที่จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้า โดยหากนำเข้าจากกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ แต่หากนำเข้านอกจากกลุ่มเออีซีก็จะกำหนดภาษีนำเข้าเพื่อจัดความสมดุลน้ำตาลทรายให้มาแข่งขัน ขณะที่ราคาอ้อยขั้นต้นที่จะกำหนดจะคำนวณจากราคาน้ำตาลทรายส่งออกที่ อนท.ทำการส่งออก และพิจารณาราคาน้ำตาลทรายขาวตลาดโลก คาดว่าแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ 490-500 เหรียญสหรัฐฯต่อปอนด์ ซึ่งจะเท่ากับราคาขายปลีกของประเทศไทยในปัจจุบันระดับ 23-24 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)

นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวไร่อ้อยต้องการเห็นแนวทางการ ลอยตัวราคาน้ำตาลทรายที่มีกรอบต่ำสุดและสูงสุดเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวม ทั้งนี้ ราคาอ้อยและผู้บริโภค และยังต้องการให้คงสถานะและบทบาทกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) ในการดูแลเสถียรภาพราคาทั้งระบบ.

 

ปีหน้ารูดปื๊ดทะลุ 1.4 ล้านล้านบาท!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823129


บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า แนวโน้มการใช้จ่ายในธุรกิจบัตรเครดิตปี 60 น่าจะเติบโตที่ 6-8% หรือมีมูลค่าใช้จ่าย 1.44-1.47 ล้านล้านบาท ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตอาจเติบโตได้ที่ 6-8% โดยปริมาณการใช้บัตรยังเติบโตใกล้เคียงกับปี 59 สอดคล้องกับผลสำรวจที่สะท้อนว่า ผู้ใช้บริการบัตรเครดิตยังคงมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ กระแสรายได้ของครัวเรือน ตลอดจนปัญหาหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต นอกจากนี้ ในปี 60 ยังต้องติดตามปัญหาคุณภาพการใช้บัตรเครดิต เนื่องจากหนี้เสียของสินเชื่อบัตรเครดิตยังคงขยับขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กว่า 58% มักชำระหนี้บัตรเครดิตเพียงบางส่วนของยอดคงค้างโดยยอมจ่ายดอกเบี้ยเพื่อบริหารสภาพคล่องเงินสด เพราะยังมีภาระหนี้สินอื่น เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์“ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตต้องติดตามสถานการณ์ลูกค้าและการชำระคืนหนี้ใกล้ชิด พร้อมทั้งใช้นโยบายที่รัดกุม เช่น การปรับลดขนาดวงเงินสินเชื่อต่อรายได้ในกลุ่มลูกค้าใหม่ และลูกค้าเดิมที่เผชิญปัญหาการค้างชำระตลอดจนออกแคมเปญที่กระตุ้นการชำระคืนหนี้และแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงกำหนดชำระ”

รายงานข่าวแจ้งว่า การใช้จ่ายธุรกิจบัตรเครดิตปี 59 เติบโตดีขึ้นเล็กน้อยจากปี 58 ทั้งในส่วนของจำนวนบัตรเครดิต ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร และยอดคงค้างสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การระมัดระวังปัญหาคุณภาพหนี้ของผู้ประกอบการบัตรเครดิตยังคงทำให้ภาพรวมของการเติบโตอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีก่อนค่อนข้างมาก แต่คาดว่าปลายปี 59 การใช้จ่ายจะคึกคักขึ้น โดย 99.6% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแผนใช้จ่ายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในปีก่อนหน้าที่ 61.6% โดยเน้นซื้อของขวัญปีใหม่-ท่องเที่ยวในประเทศ และทานอาหารนอกบ้าน.