ยอดใช้เงินบาทในลาวพุ่งปรี๊ด หนุนการค้าชายแดนไทยคึก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811657

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงแนวโน้มการซื้อขายระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 59 ที่ผ่านมา โดยพบว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯยังเป็นเงินสกุลหลักของการค้าขายในภูมิภาคนี้ โดยมีสัดส่วนการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สูงที่สุด 83% ของวงเงินการชำระเงินค่าสินค้าและบริการในอาเซียน ขณะที่เงินบาทของไทยถือเป็นสกุลเงินอันดับ 2 ที่มีการใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการตรงในอาเซียน โดยมีสัดส่วนการใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ 12.5% ของวงเงินรวม

ขณะที่สกุลเงินที่มีการใช้ชำระค่าสินค้าและบริการเป็นอันดับ 3 มี 2 สกุลเงินที่เท่ากัน คือ เงินเยน ญี่ปุ่นและเงินดอลลาร์สิงคโปร์ มีสัดส่วนเท่ากันที่ 1.4% โดยเป็นที่สังเกตว่าการใช้เงินบาทในการชำระค่าสินค้าและบริการโดยตรงระหว่างอาเซียนเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากทุกประเทศในอาเซียนมีนโยบายที่จะลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินสกุลหลัก และหันมาใช้เงินสกุลหลักในอาเซียนในการซื้อขายมากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศที่ใช้เงินบาทในการชำระค่าสินค้าและบริการมากที่สุด คือ ประเทศลาว ในสัดส่วน 44.5% ของวงเงินการชำระสินค้าและบริการรวม รองลงมาเป็นเวียดนาม กัมพูชาและเมียนมา ตามลำดับ.

 

สหภาพ ขสมก.ไล่บี้ “ออมสิน” กางสัญญาส่งมอบเมล์เอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811656

 

นายวีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) และคณะได้เดินทางเข้าพบนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เพื่อยื่นหนังสือเร่งรัดให้องค์การขนส่งมวลชน (ขสมก.) เร่งรัดให้บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ส่งมอบรถให้ครบภายในวันที่ 29 ธ.ค. ตามสัญญาว่าอยากให้กระทรวงคมนาคม และ ขสมก.เร่งดำเนินการ เพราะหากส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีให้กับ ขสมก.ไม่ทันตามกำหนด จะส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนทันที นอกจากนี้ ยังกระทบต่อแผนฟื้นฟู ขสมก.อีกด้วย

ด้านนายออมสินกล่าวภายหลังรับหนังสือจากสหภาพ ขสมก. ว่า บริษัท เบสท์รินฯมีความตั้งใจที่จะนำรถออกมาส่งมอบให้ ขสมก.ทันตามระยะเวลาที่กำหนด ขสมก.ในฐานะผู้ซื้อรถจึงมีหน้าที่ที่จะรอรับรถเมล์ ส่วนบริษัทเบสท์รินฯในฐานะผู้ขายจะมีวิธีการจัดซื้อมาอย่างไร ไม่สามารถทราบได้ ทั้งนี้ หากบริษัทเบสท์รินฯส่งมอบรถไม่ทันกำหนด นอกจากจะถูกปรับและค่าเสียโอกาส คันละ 17,000 บาทต่อคันต่อวันแล้ว ยังถูกขึ้นบัญชีดำอีกด้วย.

 

EGATi ยืนยันเข้าซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินอินโดฯ โปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 15 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811376

 

บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เผยการลงทุนซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานรองรับการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของ EGATi ในต่างประเทศในอนาคต ยืนยันขั้นตอนการลงทุนโปร่งใส ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานกำกับดูแลทุกระดับ

นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) กล่าวถึงการลงทุนเข้าซื้อหุ้นบริษัท Adaro Indonesia (AI) ซึ่งประกอบกิจการเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 มูลค่าการลงทุนรวม 325 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.17 หมื่นล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 11–12 ซึ่งการที่ EGATi เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าวนั้น ถือว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน เพราะมูลค่าภาพรวมของบริษัท AI จากที่มีการประเมินมีกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่ง EGATi มีเงินที่สามารถไปลงทุนได้เพียงร้อยละ 11.53 เท่านั้น แต่ EGATi มีสิทธิการร่วมบริหารโดยได้ส่งตัวแทนเข้าไปเป็น 1 ใน 6 ของคณะกรรมการบริษัท AI (Board of Commissioners) นอกจากนี้ ยังได้สิทธิในการจัดสรรถ่านหินสำหรับบริษัทตามสัดส่วนที่ EGATi ถือหุ้นอยู่ นอกจากนี้ ราคาที่ซื้อขายกับ AI เป็นช่วงที่ถ่านหินมีราคาต่ำถือว่าลดความเสี่ยงในการลงทุนไปมากแล้ว โดยช่วงเวลาที่ EGATi เข้าไปทำสัญญาในการจะซื้อจะขายหุ้นกับบริษัท AI ขณะนั้นราคาถ่านหินในตลาดโลกอยู่ที่ตันละประมาณ 50–55 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันราคาของถ่านหิน
ในตลาดโลกขึ้นไปอยู่ที่ประมาณตันละ 80–100 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ EGATi จะได้กำไรจากเงินปันผลในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของบริษัท


นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กล่าวต่อไปว่า การเข้าซื้อหุ้นบริษัท AI ของ EGATi มีขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบการบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกเข้ามาศึกษาในด้านกฎหมาย การตรวจสอบทรัพย์สิน บัญชีและภาษีและด้านเทคนิค อีกทั้งยังมีการกำกับดูแลรายละเอียดของการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยงทั้งหมดซึ่งต้องเสนอเพื่อพิจารณาตามลำดับขั้น ได้แก่ คณะกรรมการ EGATi คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กระทรวงพลังงาน และ ครม. ซึ่งในทุกระดับจะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของการดำเนินโครงการ อีกทั้ง บริษัท AI ที่เข้าไปลงทุนนั้น มีบริษัทแม่คือ บริษัท Adaro Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย ที่ได้รับการตรวจสอบการดำเนินงานจากหน่วยงานภาครัฐของอินโดนีเซีย ทำให้มีความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ


“การลงทุนในครั้งนี้มีความโปร่งใส เพราะมีหน่วยงานกำกับของภาครัฐคอยตรวจสอบการดำเนินงานในทุกขั้นตอน และที่สำคัญ EGATi ยึดมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด และพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) EGATi เพื่อพิจารณาโครงการ ได้มีความเคร่งครัดต่อการดำเนินงานทุกโครงการ ทั้งนี้ คณะกรรมการบอร์ด รวมทั้งฝ่ายบริหารทราบดีว่า EGATi มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง กฟผ. ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะตรวจสอบโครงการลงทุนนี้อยู่แล้ว แม้ไม่มีผู้ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบก็ตาม” นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กล่าวยืนยัน

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวยังถือเป็นการสร้างความมั่นคงและประกันความเสี่ยงในด้านเชื้อเพลิงให้กับการลงทุนของ EGATi ในโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ 1 ซึ่ง EGATi เข้าไปลงทุนก่อสร้างในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และลักษณะการลงทุนดังกล่าวก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่มีการถือหุ้นในธุรกิจต้นน้ำ คือ เหมืองถ่านหิน เพื่อลดความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า เป็นต้น อีกทั้ง เหมืองถ่านหินของบริษัท AI มีกำลังการผลิตสูงเป็นอันดับ 2 และมีปริมาณถ่านหินสำรองเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งจะมีความมั่นคงในการดำเนินกิจการไปอีกอย่างน้อย 20 ปี นอกจากนี้ ถ่านหินที่ผลิตจากเหมืองแห่งนี้เป็นถ่านหินซับบิทูมินัส ที่มีคุณภาพดีมีค่ากำมะถันต่ำ ทำให้ไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีแบรนด์การค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่า Envirocoal มีลูกค้าถึง 14 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ สเปน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการลงทุนถือเป็นความลับทางธุรกิจที่จะไม่เปิดเผยต่อบุคคลหรือสาธารณชน ทั้งนี้ ทางบริษัทพร้อมจะรับการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานตรวจสอบอื่นของภาครัฐ ซึ่งการที่บริษัท EGATi เป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้การดำเนินการของบริษัทจะมีการตรวจสอบมากกว่าบริษัทเอกชนทั่วไป

 

ปิดตำนานเหมืองทอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811651

 

นายเกรก ฟาวลิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2560 ว่า บริษัทซึ่งทำเหมืองแร่ทองคำรายเดียวของไทย พื้นที่ 3,000 ไร่ที่จังหวัดพิจิตร ประหลาดใจกับคำสั่งดังกล่าว ล่าสุดบริษัทได้ยื่นจดหมายเลิกจ้างพนักงานรวม 336 คน มีผลทันทีวันที่ 31 ธ.ค.นี้ และยังได้ส่งผลกระทบกับบริษัทต่างๆที่เป็นคู่ค้าของอัคราฯ รวมจำนวนพนักงานทั้งหมด 1,004 คน ซึ่งบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างงานให้พนักงานตามกฎหมาย โดยจะได้รับเงินค่าเลิกจ้างสูงสุดถึง 300 วัน และขอยืนยันว่าบริษัทได้ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและถูกต้อง ไม่เคยดำเนินการใดๆที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนที่เปิดดำเนินการ

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ทำหนังสือแจ้งให้บริษัทอัคราฯทราบเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่งมาตรา 44 จนกว่าจะมีคณะกรรมการแร่แห่งชาติที่จะได้รับแต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติแร่จะมีมติเป็นอย่างอื่น และกระทรวงอุตสาหกรรมจะไม่รอนสิทธิของผู้ประกอบการ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทยื่นฟ้องภาครัฐ ต่อศาล หากคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อขอความเป็นธรรม.

 

“ประยุทธ์” ขู่ปลดปลัดกระทรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811637

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมสัมมนาการเตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ว่า การจัดทำงบประมาณปี 2561 หน่วยงานต่างๆจะต้องบูรณาการงานร่วมกันทั้งที่เป็นหน่วยงานในกระทรวงเดียวกันและนอกกระทรวง อย่ามองงานเป็นจุดๆเพียงเรื่องเดียว ต้องมองภาพใหญ่มาก่อนแล้วค่อยดูในภาพย่อยให้เชื่อมโยงกัน ไม่เช่นนั้นงบประมาณที่จะใช้จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก เช่น โครงการต่างๆของรัฐบาลในอดีต เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาก็พบว่าที่ทำไม่สำเร็จ เพราะทำเป็นเรื่องๆ ไม่ดูในภาพรวมเช่นเรื่องน้ำ จัดหาน้ำได้แล้ว แต่ไม่มีการส่งต่อไปในพื้นที่ ต่อไปนี้ต้องพิจารณาตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปถึงวิธีบริหารจัดการและผู้รับประโยชน์ต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ถ้างานมีความสอดคล้องกันก็จะเกิดผลสัมฤทธิ์สู่ประชาชนและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

“การทำงานจะต้องมีแผนเชื่อมโยงสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด ถ้าจะทำเส้นทางก็ต้องเชื่อมโยงชัดเจน ถ้าอยู่นอกพื้นที่เหล่านี้จะทำไปทำไม หรือการสร้างรถไฟฟ้าให้แต่ละเส้นทางถ้าไม่เชื่อมโยงต่อถึงกันจะทำไปทำไม วันนี้แค่ 1 กิโลเมตร (สถานีบางซื่อและเตาปูน) ยังต่อไม่ได้เลย ซึ่งจะต้องต่อให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ ไม่เช่นนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกเล่นงาน ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ เดี๋ยวผมทำให้ ผมจะทำเอง 2 ปีแล้วยังติดปัญหา ติดอะไรกันนักหนาอ้างกฎระเบียบกฎหมาย ก็ผมบอกแล้วไงว่าจะดูให้ก็บอกมาจะแก้ให้”

นอกจากนี้ จะออกคำสั่งให้สำนักปลัดกระทรวงทุกกระทรวง แต่งตั้งบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณของแต่ละกระทรวงเป็นการเฉพาะ และบุคคลเหล่านี้จะต้องชี้แจงได้หากมีการเรียกมาสอบถามถึงความคืบหน้า ซึ่งหลังจากนี้ ตนจะมีการเรียกประชุม หากบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากปลัดกระทรวงไม่สามารถชี้แจงได้ ปลัดกระทรวงต้องตอบคำถามให้ได้ หากตอบไม่ได้ก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ตั้งแต่ปี 2560-2564 การใช้งบประมาณจะมีความเชื่อมโยงกัน และจะหางบประมาณเสริมกลางปี 2561 เหมือนปีงบประมาณ 2560 ที่ได้ทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมวงเงิน 190,000 ล้านบาท และจะเห็นงานออกมาเป็นรูปธรรม ถ้าหน่วยงานใดไม่ทำแผนให้สอดคล้องกันจะไม่ได้รับงบประมาณ.

 

ขายตรงกลายพันธ์ุ = แชร์ลูกโซ่!? ไอเทมใหม่ลวงล่อเหยื่อโลภ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811241

 

“คุณยังทำงานประจำอยู่มั้ย…!?” (เสียงแบบเพื่อนสนิท) 
“อยากได้รับโอกาสดีๆ หรือเปล่า…?” (เสียงแบบแนะนำสิ่งดีๆ)
“อยากทำงานสบาย แล้วได้ตังค์ง่าย” (กระสันอยากแนะนำ)

คำพูดสวยหรูเหล่านี้ เราอาจจะเคยได้ยินจากโฆษณาในเว็บไซต์ หรือ โพสต์ที่ถูกแชร์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า ชีวิตดี โดยไม่ต้องทำอะไรมากเพียงแค่ บอกต่อ ชักชวน บลาๆๆ

ใช่แล้ว วันนี้ “อาสาม ไทม์แมชชีน” แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มานำเสนอเรื่องราวดีๆ ให้ทุกคนได้ “รู้ทัน” ไม่ตกเป็นเหยื่อ “ขบวนการแชร์ลูกโซ่” พร้อมกับเรียนรู้ว่า แท้จริง มันต่างจากธุรกิจขายตรงอย่างไรกันบ้าง

จะรอช้าอยู่ไย มาเริ่มกัน ณ บัดนี้


ภาพจาก เฟซบุ๊ก พ.ต.อ. ดร. นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์
เทียบกันชัดๆ “แชร์ลูกโซ่ VS ขายตรง”

กูรูด้านแชร์ลูกโซ่ พ.ต.อ.ดร.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผู้กำกับ (สอบสวน) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้อธิบายกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า…

ขายตรง เป็นเรื่องของธุรกิจ มีกฎหมายรองรับ โดยใครจะประกอบธุรกิจขายตรงจะต้องจดแจ้งต่อนายทะเบียนสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ตามมาตรา 20 พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบขายตรง ปี พ.ศ.2545 ลักษณะของธุรกิจขายตรงจะต้องมีใบอนุญาต มีสินค้า แผนการจ่ายผลตอบแทน รายละเอียดที่มาที่ไปของสินค้าชัดเจน ลงทุนไม่มาก ได้ส่วนต่าง

แชร์ลูกโซ่ ไม่ได้เป็นธุรกิจ ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นการเพียงระดมทุน ซึ่งถือว่าไม่ต่างจากการเล่นการพนันชนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่คล้ายกันระหว่างแชร์ลูกโซ่ กับ ขายตรง ก็คือ “การหาสมาชิก” แต่แชร์ลูกโซ่ จะใช้วิธีชักชวนให้คนนำเงินมาลงทุน ซึ่งเป้าหมายก็คือ “ได้เงิน” เช่น ลงทุน 100 บาท อีก 3 วัน ได้กำไร 30 บาท คือ ได้เงิน 130 บาทพร้อมทุน จากนั้น ก็จะต้องหาคนมาร่วมลงทุนเยอะๆ เพื่อที่จะได้ “ค่าแนะนำ” ซึ่งแบบนี้ กฎหมายไม่ให้ทำ หากใครจะทำ ก็จะผิดกฎหมาย พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการโกงเงินประชาชน ซึ่งมีโทษหนัก จำคุก 5-10 ปี ปรับ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการปรับอีกวันละ 10,000 บาท

แต่…ปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักไม่ทราบ ก็คือ การเจอกรณี “ขายตรง กลายพันธุ์”

ขายตรงแบบกลายพันธุ์ นั้น พ.ต.อ.ดร.นิติพัฒน์ อธิบายว่า คือ มีการจดทะเบียนขายตรง แต่…ไม่ได้ทำตามแผนที่ได้รับการอนุญาตจากนายทะเบียน อาทิ อาจจะมีสินค้า 1-2 อย่าง จากนั้นมีการขายแพ็กเกจตั้งราคาสูงๆ เช่น 30,000 หรือ 50,000 บาท หรือมีการใช้วิธีการแบบระดมทุนแบบแชร์ลูกโซ่มาใช้ การทำในลักษณะนี้ จะมีความผิดตามมาตรา 19 พ.ร.บ.ขายตรงฯ มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 5 แสนบาท นอกจากนี้ ยังผิด พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอีกด้วย

บางรายใช้วิธีการ จงใจทำผิด พ.ร.บ.ขายตรงฯ แบบเล็กๆ น้อยๆ หากมีการตรวจพบ มีโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท ตามมาตรา 38 พ.ร.บ.ขายตรงฯ โดยไม่มีโทษจำคุก

ภัยร้ายแชร์ลูกโซ่ ตุ๋นเงิน กระทบระบบเศรษฐกิจ ภาครัฐมีหน้าที่จัดการ!

นายตำรวจดีกรีปริญญาเอก ที่มุ่งศึกษา กรณีแชร์ลูกโซ่ และการขายตรง บอกว่า ธุรกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่นั้น ส่วนใหญ่มักอ้างว่ามีการลงทุนเหมือนทองคำ หุ้น ถึงแม้จะมีการจ่ายเงินปันผลให้กับเราจริงแต่การกระทำดังกล่าวก็ยังถือเป็นความผิดอยู่ดี เนื่องจากเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ ที่มีการกำหนดแบบนี้ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนนำเงินมาฝากธนาคาร หากคนนำเงินไปลงแบบนี้หมด ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบธนาคาร

“การห้ามธุรกรรมในลักษณะแชร์ลูกโซ่นั้น เพราะว่า การกระทำจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ผู้เสียหายก็จะคือ “ภาครัฐ” แม้ว่าจะไม่มีคนมาแจ้งความ แต่หากภาครัฐใส่ใจ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการเงินและหน่วยงานความมั่นคงก็สามารถดำเนินการเอาผิดกับบริษัทเหล่านั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้เสียหายมาแจ้งความ แต่…ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ภาครัฐอาจจะมองว่าตัวเองมีภารกิจเยอะอยู่แล้ว จึงไม่ได้เอามาใส่ใจ ซ้ำร้ายกว่านั้น คือ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่มีองค์ความรู้ด้านนี้ พูดง่ายๆ หากเจ้าหน้าที่มีความรู้น้อยกว่าโจร แล้วจะจับโจรได้หรือไม่…?”


ก่อนจะลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน

ดังนั้น นายตำรวจจาก ปอท. ที่มุ่งศึกษาระบบ “แชร์ลูกโซ่” จึงเดินสายบรรยายให้ความรู้ประชาชน รวมถึงให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ด้วย

ปัจจุบัน พบว่า ปัญหาการขายตรงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบใด เรียกว่า ทุกสินค้า สามารถมาทำในลักษณะขายตรงกลายพันธุ์ ได้หมด มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ประกอบการแต่ละคน ว่าเขาจะมีมากน้อยเพียงไร

ยิ่งตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ กระบวนการหลอกลวงเหล่านี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น ส่วนใหญ่จะอ้างว่า “ไม่ต้องทำอะไร อยู่บ้านเฉยๆ แล้วได้เงิน” ซึ่งเมื่อสมัครลงทุนเข้าไป ก็อาจจะได้เงินจริงใน 2-3 เดือนแรก แต่หลังจากนั้น ก็จะปิดบริษัท อ้างระบบล่ม โดนแฮกระบบบ้าง ต่างประเทศโกงเงินคนไทยบ้าง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็คือการปิดระบบหนีไปเฉยๆ

สำหรับผู้เสียหายนั้น ก็มีอยู่ 2 ประเภท คือ 1. รู้กันอยู่แล้วว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ลงทุน (หวังตักตวงให้ได้มากที่สุดก่อน) 2. กลุ่มที่ไม่รู้จริงๆ ถูกหลอก ชักชวน ก็คล้ายๆ กับคดี “ยูฟัน” จดทะเบียนขายตรง แต่ไม่ขายสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งคนที่ถูกหลอก ก็เป็นบุคคลทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน พ่อค้า แม้แต่ทหาร ตำรวจ หรืออัยการ หากรู้ไม่เท่าทันก็มีสิทธิถูกหลอกทั้งหมด


เงินทองไม่ใช่ของหาง่าย
แชร์แบบใหม่ เล่นกันผ่าน ไลน์ หรือ เฟซบุ๊ก รู้ไหม ผิดกฎหมาย

ที่ระบาดอยู่ตอนนี้ก็คือ อาจจะมีการตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมา มีสมาชิกหลายร้อยคน แล้วชวนกันเล่นแชร์…เรื่องนี้อันตรายมาก เมื่อวงที่เล่นใหญ่ขึ้น เงินที่เข้ามาก็เยอะ บางทีสูงมากถึง 20-100 ล้านบาทก็มี ซึ่งการเล่นแชร์ ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ 2534 มาตรา มีข้อห้ามดังนี้ คือ

1. เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ มีจำนวนแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง
2. มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน
3. มีกองทุนกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
4. นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับกองทุนกลางในการเข้าร่วมวงแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แนะวิธีการเอาผิด ต้องเริ่มที่สถานีตำรวจในสถานที่โอนเงิน โอนตรงไหน แจ้งความพื้นที่นั้น!

“ปัญหาคือ บางครั้งตำรวจเองไม่รู้ว่าจะดำเนินคดีอย่างไร เพราะไม่มีความรู้ด้านนี้ หรือคนที่มีความรู้แต่กระบวนการตรวจสอบยาก เช่น ต้องใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยี ในการหาตัว ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้มีการเดินสายให้ความรู้ประชาชน บางครั้งยังต้องไปทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ด้วย ว่าเราจะต้องทำคดีให้ถึงที่สุด เอาผิดกับกลุ่มเหล่านี้ให้ได้ ไม่ใช่แค่ลงบันทึกประจำวัน ถ้าทำแบบนี้ก็ไม่สามารถเอาโทษใครได้”

ภาพรวมความเสียหาย คือ เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกวัน เวลาเกิดเหตุ ประชาชนส่วนมากมักไม่ทราบว่าจะไปแจ้งความที่ไหน จะตามเอาผิดกับผู้กระทำผิดอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยข้อมูลหลอกลวง ว่าไม่สามารถตามเอาผิดได้ด้วย ซึ่งแท้ที่จริง…ไม่ใช่!

การเอาผิด
1. เก็บรวบรวมหลักฐานที่มีทั้งหมด เช่น สลิปการโอนเงิน ภาพถ่ายการร่วมประชุม สัมมนา หรืออะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นหลักฐาน
2. เข้าแจ้งความได้ทุก สน. หรือ สภ. ในสถานที่โอนเงินได้
3. เข้าแจ้งความที่ สน. หรือ สภ. ในพื้นที่ ชื่อบัญชีปลายทาง
4. พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด และอาจจะส่งฟ้องตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน

พ.ต.อ.ดร.นิติพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า…กฎหมายขายตรง เราใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ซึ่งก็ถือว่านานแล้ว อยากให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการแสดงตัวตนในการประกอบธุรกิจ หรือทุนจดทะเบียนให้มากขึ้น หรือเป็นไปได้ ควรจะมีกองทุนสำหรับเยียวยาผู้เสียหายซึ่งให้บริษัทดังกล่าวทำประกันไว้ เพื่อนำเงินมาใช้เยียวยา

“สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ อยากให้มีองค์กรอิสระ มาคอยกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ลักษณะคล้ายๆ กับ คปภ. ที่มีการทำหน้าที่การดูแลการขายประกัน โดยต้องมีกฎหมายรองรับ สุดท้ายอยากให้ประชาชนมาใช้สิทธิในการแจ้งความตามตัวผู้กระทำความผิด เพราะหากเราไม่แจ้งความ เราก็จะไม่ได้เงินคืน แต่ถ้าเราแจ้ง เราอาจจะได้เงินคืนก็เป็นได้ ที่สำคัญเลยการจะลงทุนอะไร อย่าเอา “ความโลภ” เป็นที่ตั้ง แล้วเราจะไม่เป็นเหยื่อเหล่ามิจฉาชีพ”


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ลั่นเข็นกฎหมายคอมพ์เข้าสนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811632

 

“สพธอ.”แจงสิทธิ์ประชาชน มั่นใจเสรีภาพคนไทยอยู่ครบ

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. …(พ.ร.บ.คอมพ์) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ธ.ค.59 นี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ…. ซึ่งแก้ไขมาจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำความผิดทางคอมพ์ พ.ศ.2550 เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการใช้งานในยุคดิจิทัลด้วยและถ้อยคำในกฎหมายชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากที่มีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยในการแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าว นั้น อาจเป็นเพราะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน และคนที่คัดค้านนั้นพูดเกินความจริง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารออนไลน์และการใช้อินเตอร์เน็ตนั้น ทุกคนยังมีสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารออนไลน์ใช้อินเตอร์เน็ต แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายที่ไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผู้อื่น ฉะนั้นจึงอยากให้ประชาชนอ่านและทำความเข้าใจกับเนื้อหาของกฎหมายฉบับดังกล่าวร่วมกัน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

สำหรับสาระสำคัญที่แก้ไข อาทิ การกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะดังกล่าว ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท มีคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูล เพื่อได้ข้อมูลจริงจากเดิมไม่มีระบุไว้ ขณะที่ผู้ให้บริการที่มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลไม่น้อยกว่า 90 วัน โดยให้เพิ่มเติมการจัดเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี จากเดิม 1 ปี เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การแก้ไข พ.ร.บ.คอมพ์ดังกล่าว เป็นที่จับตามองของสังคมอย่างมากว่า จะจำกัดสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารยุคดิจิทัล หรือไม่ รวมถึงการเอาผิดกับบุคคลที่หมิ่นประมาทผ่านโซเชียลมีเดีย เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาว่าคนที่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและถูกหมิ่นประมาทการฟ้องร้องเอาผิดถือว่าล่าช้ามาก.

 

เซเลบฯแนะ เลือกกระเช้าของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246753

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล, วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ และเติมพงศ์ อยู่วิทยา

เพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่จะมาถึง กูร์เมต์ มาร์เก็ต และโฮม เฟรช มาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส กลุ่ม เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด จัดงาน “กูร์เมต์ มาร์เก็ต แอนด์ โฮม เฟรช มาร์ท บลิสฟูลแฮมเปอร์ 2017” (Gourmet Market & Home Fresh Mart BlissfulHampers 2017) ตั้งแต่วันนี้-15 มกราคม 2560 เพื่อนำเสนอรูปแบบกระเช้าของขวัญเพื่อเป็นไอเดียส่งมอบความปรารถนาดีแก่กัน

ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เพื่อเตรียมให้กระเช้าปีใหม่ปีนี้ มีคุณค่าสำหรับการส่งมอบมากที่สุด ในปีนี้จึงมีกระเช้า 2 รูปแบบใหญ่กระเช้ารูปแบบแรกจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยแนวคิดการนำสินค้าจากโครงการในพระราชดำริ ได้แก่ โครงการหลวง ที่มีผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ, มูลนิธิชัยพัฒนากับสินค้าภายใต้แบรนด์ “ภัทรพัฒน์” ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ข้าวกล้องหอมปทุม, ชาสมุนไพรเจียวกู้หลาน รวมถึงน้ำมันชา มาจัดในรูปแบบกระเช้าของขวัญ ทั้งที่ลูกค้าสามารถเลือกมาให้พนักงานจัด หรือชุดจัดสำเร็จแล้ว โดยคาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกกระเช้าของขวัญที่ประชาชนจะสนใจ

อีกรูปแบบของกระเช้าปีใหม่ คือ รูปแบบกระเช้าที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด (World’s Finest Selections Hampers) คือ การรวบรวมสินค้านานาชาติด้านอาหาร ทั้งผลไม้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและการันตีระดับโลก ได้รับความนิยมจากประเทศชั้นนำมารวบรวมไว้ ได้แก่อิตาลี, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สหรัฐอเมริกา มาสร้างสรรค์เป็นกระเช้าปีใหม่

สำหรับผู้ที่กำลังมองหากระเช้าของขวัญเพื่อส่งมอบให้กับคนพิเศษ เติมพงศ์ อยู่วิทยา เซเลบริตี้หนุ่มได้แนะนำวิธีการเลือกซื้อว่า “ในเทศกาลปีใหม่ ซึ่งถือเป็นเทศกาลของการส่งความสุข ความรักความปรารถนาดีให้แก่กัน สำหรับตัวผมมีหลักการเลือกซื้อง่ายๆ คือ เน้นที่ความเหมาะสมกับกาลเทศะและไลฟ์สไตล์ของผู้รับ เพื่อแสดงถึงความใส่ใจ และผู้รับก็จะได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด เช่น สำหรับผู้ใหญ่ ผมจะเน้นด้านสุขภาพเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการเลือกสินค้าที่มีไขมัน น้ำตาล หรือเกลือสูงเกินไป จะเลือกเป็นกระเช้าผัก ผลไม้ หรือสินค้าที่ดีต่อสุขภาพทั้งหมด โดยเลือกของที่สด ใหม่มีคุณภาพดีที่สุด”

ด้านเซเลบริตี้สาว อย่าง วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ แนะการเลือกซื้อกระเช้าว่า “สำหรับตัวแคทเองแล้วสิ่งสำคัญที่สุดในการมอบของขวัญให้กับใครสักคน คือ ความตั้งใจและความปรารถนาดี ฉะนั้น ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อของเอง เพราะเราจะได้เลือกสินค้าที่ดีที่สุด และสามารถตรวจสอบวันหมดอายุ ลักษณะบรรจุภัณฑ์ว่าสมบูรณ์ ไม่มีรอยบุบ รั่ว หรือเป็นสนิม โดยเน้นเลือกสินค้าที่ขึ้นชื่อและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้รับ”

 

รักนี้ลงตัว 16 ปีแห่งรัก ธนพรรณ คุณกิตติ ยุทธศักดิ์ ศิลปรัสมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246751

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

มิชลินเดินหน้าอาสาพัฒนาชุมชน ปี7 สานฝันพนักงานพร้อมให้โอกาสการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246732

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.