สุดสลด เครื่องบินกองทัพรัสเซีย ตกทะเลดำ ขณะนำ 91ชีวิต มุ่งหน้าไปซีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2559 14:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820917

 

(ภาพจากยูทูบ RT)

เครื่องบินกองทัพอากาศ Tu-154 ตกในทะเลดำ หลังหายไปจากจอเรดาร์ เพียงไม่กี่นาที ที่ทะยานขึ้นจากเมืองโซชิ ริมทะเลดำขณะนำ ทหาร รวมทั้งทหารวงดุริยางค์ และลูกเรือรวม 91 คน มุ่งหน้าไปยังซีเรีย

เมื่อ 25 ธ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุระทึก เครื่องบินของกองทัพอากาศรัสเซีย รุ่น Tu-154 พร้อมผู้โดยสาร และลูกเรือ 91 คน ประสบเหตุตกในทะเลดำ หลังหายไปจากจอเรดาร์ เพียง 20 นาที หลังจากทะยานออกจากสนามบินอัดเลอร์ ในมืองโซชิ เมืองรีสอร์ตริมทะเลดำ เมื่อเวลา 05.20 น. วันที่ 25 ธ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น)  ขณะที่มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเครื่องบินลำนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังจังหวัดลาตาเกีย ในประเทศซีเรีย

บีบีซี แจ้งว่า ผู้โดยสารที่เดินทางไปกับเครื่องบินของกองทัพรัสเซียลำนี้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ทหารวงดุริยางค์และนักข่าว โดยสถานีโทรทัศน์ ‘รอสซิยา 24’ ของทางการรัสเซีย รายงานด้วยว่า เครื่องบินได้หายไปจากจอเรดาร์ ขณะกำลังบินเหนือทะเลดำ เขตน่านน้ำของรัสเซีย และทางการรัสเซียออกปฏิบัติการค้นหา ก่อนจะพบว่าเครื่องบินลำนี้ได้ตกในทะเลดำ

 

‘เวสนา วูโลวิช’ ผู้เคยรอดชีวิตเครื่องบินตก 10,000 ม. ลาโลกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820705

 

เวสนา วูโลวิช อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวเซอร์เบีย ผู้รอดชีวิตเหตุเครื่องบินตกจากความสูงถึง 10,000 ม. เสียชีวิตแล้วภายในห้องของเธอในเซอร์เบีย โดยตำรวจกำลังสืบหาสาเหตุการตาย…

สถานีโทรทัศน์ในประเทศเซอร์เบีย รายงานว่า นาง เวสนา วูโลวิช อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวเซอร์เบีย ผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกจากความสูงถึง 33,000 ฟุต หรือ ราว 10,000 ม. เมื่อหลายสิบปีก่อน เสียชีวิตแล้วในวัน 66 ปี โดยมีผู้พบศพของเธออยู่ภายในอพาร์ตเมนต์ของเธอในกรุงเบลเกรด ส่วนสาเหตุการณ์ตายกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน

ทั้งนี้ นางวูโลวิชทำงานบนเครื่องบิน แมคดอนเนลล์ ดักลาส ดีซี-9 ของสายการบิน ยูโกสลาฟ แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 367 ซึ่งคาดว่าถูกวางระเบิดจนตกขณะบินที่ความสูง 10,000 ม. ลงบนภูเขาในประเทศเชคโกสโลวาเกีย (ในสมัยนั้น) ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิต 27 ราย มีเพียงนางวูโลวิชคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ตามรายงานดการสืบสวนคดีนี้ นางวูโลวิชติดอยู่กับรถเข็นอาหารคันหนึ่งในส่วนหางของเครื่องบิน ในขณะที่มั่นตกลงสู่พื้นที่มีอุณหภูมิเยือกแข็ง โดยส่วนหางตกลงไปยังพื้นที่ที่มีป่าและหิมะหนาแน่น ซึ่งคาดว่าเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกอย่างดี ทำให้นางวูโลวิชรอดชีวิต ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากนาย บรูโน ฮอนเค คนตัดฟืนที่ได้ยินเสียงร้องของเธอดังจากซากเครื่องบินท่ามกลางความมืด

หลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนางวูโลวิชนอนโคม่านานถึง 10 วัน โดยบาดเจ็บกระโหลกศีรษะร้าว, กระดูกสันหลังแตก 2 จุด เธอยังกระดูกหักที่กระดูกเชิงกราน, ซี่โครง และขาทั้ง 2 ข้างด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังมีอาการอัมพาตชั่วคราวบริเวณร่างกายท่อนล่าง ก่อนจะรักษาจนหายเกือบเป็นปกติ และได้กลับไปทำงานนั่งโต๊ะให้สายการบินยูโกสลาฟ ก่อนถูกไล่ออกในปี 1990 เพราะเข้าไปมีส่วนรวมในการประท้วงทางการเมือง

นางวูโลวิชจำเหตุการณ์ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุและช่วงที่เธอได้รับการช่วยเหลือไม่ได้เลย และเธอสามารถขี้นเครื่องบินในฐานะผู้โดยสารได้ตามปกติโดยไม่มีอาการหวาดกลัว “ผู้คนอยากนั่งติดกับฉันเสมอเลย” เธอกล่าว

ทั้งนี้ การตกจากความสูง 10,000 ม. ของนางวูโลวิชได้รับการบันทึกโดยกินเนสเวิลด์เรคคอร์ดส์ ในปี 1985 ให้เป็นการรอดชีวิตจากการตกจากความสูงมากที่สุดโดยไม่มีการใช้ร่มชูชีพ

 

ย้อนเงื่อน 5 เหตุลอบสังหารสะท้านโลก การเมือง ผลประโยชน์ เบื้องหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820297

 

ชมคลิป 

(ขอบคุณคลิปจาก TunisianVideos)

“Allahu akbar (God is greatest). Do not forget Aleppo! Do not forget Syria! Do not forget Aleppo! Do not forget Syria!”

“แด่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ อย่าลืมเมืองอเลปโป อย่าลืมประเทศซีเรีย!”

คำประกาศอย่างก้าวร้าวรุนแรงสุดขั้ว ซ้ำไปซ้ำมา ประหนึ่งต้องการฟ้องชาวโลก และประกาศเจตนาที่ชัดเจนในการลงมือ ของ นายเมฟลุต เมิร์ต อัลดินตัส เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลของตุรกี หลังรัวกระสุนไม่นับ สังหารโหด นายอันเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศตุรกี อย่างอุกอาจ ต่อหน้าต่อตาธารกำนัล ต่อหน้ากล้องของสื่อมวลชน ในสถานที่สาธารณะ อย่างงานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย ในกรุงอังการา เมืองหลวงของประเทศตุรกี ….

ชัดเจนจนเหลือเชื่อ…ว่าใครคือผู้ลงมือ ทั้งในแง่บุคคลที่ลอบสังหาร ที่มีตำแหน่งเป็นตำรวจของตุรกี เหตุผลคือ ไม่พอใจการที่รัสเซียส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยรัฐบาลซีเรีย และทั้งภาพและเสียงที่ชัดเจนผ่านการถ่ายทำโดยสื่อมวลชน ในขณะลอบสังหารว่าใครเป็นคนทำ ทั้งๆ ที่ปกติเกิดเหตุเช่นนี้ มนุษย์ปุถุชน ควรจะตกใจและรีบวิ่งหนึเพื่อเอาชีวิตรอดแท้ๆ


ลอบสังหาร ทูตรัสเซีย

เมฟลุต เมิร์ต อัลดินตัส ….. เขาลงมือทำไปเพื่ออะไร?

เป็นเพียงการก่อการร้ายธรรมดาๆ….

หรือว่าอาจจะ….มีเจตนาอย่างอื่นเคลือบแฝงเอาไว้?……หรือไม่ ก็อาจ…มีเงาของอะไรบางอย่าง คอยกำกับอยู่เบื้องหลัง? เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทางแห่งอำนาจที่สุดแสนจะโหดร้ายดั่งที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์โลกมาโดยตลอด

ในความเป็นจริง….บนโลกบิดๆ เบี้ยวๆใบนี้ ที่เต็มไปด้วยคนหลายเชื้อชาติเผ่าพันธ์ุ เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และเต็มไปด้วยการมุ่งแสวงหาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นอาจิณ


นายอันเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี

ปฏิเสธได้หรือไม่ว่า?… การสร้างปรากฏการณ์รุนแรงบางอย่าง โดยเฉพาะเหตุลอบสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองในโลกที่ผ่านมา นั้น มิเคยมี…เป้าหมายที่สำคัญกว่านั้น อยู่เบื้องหลัง!

หากอ่านจากบรรทัดข้างต้นแล้ว …. แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ยังนึกไม่ทัน….

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะมาไล่เรียง ปรากฏการณ์การลอบสังหารผู้นำทางการเมืองระดับโลก ที่ยังเป็นที่โจษจันในความเหี้ยมโหดรุนแรง และยังมีเงื่อนงำปริศนาห้อยท้ายมาจนถึงปัจจุบัน …….

เพื่อช่วยกันสังเคราะห์ว่า….มันเกิดอะไรขึ้นเพราะกันแน่? และมีใครอยู่เบื้องหลังมากกว่าตัวฆาตกร ที่ลงมือหรือไม่? และที่สำคัญทำไปเพื่อเป้าประสงค์อะไรกันแน่?

1.นางเบนาซีร์ บุตโต ปากีสถาน

หญิงแกร่งแห่งปากีสถาน สตรีผู้สร้างประวัติศาสตร์ได้ขึ้นผู้นำประเทศคนแรกของโลกมุสลิม ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1988-1990 และ สมัยที่ 2 ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1993-1996 และอดีตไอคอนแห่งยุคสมัยเพื่อเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของลูกผู้หญิง รวมถึงการยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องการกำลังการสนับสนุน ของ ประธานาธิบดีเปอร์เวฟ มูชาราฟ คู่แข่งคนสำคัญทางการเมือง ของ นางเบนาซีร์ บุตโต เพื่อเข้ากวาดล้างกลุ่มอัลกออิดะห์ในขณะนั้น เป็นอย่างยิ่ง….


นางเบนาซีร์ บุตโต ปากีสถาน

แต่แล้วทุกอย่างก็จบลง

วันที่ 27 ธ.ค.2007 เมื่อเธอถูกลอบสังหาร ขณะออกรณรงค์หาเสียงให้กับพรรคประชาชนปากีสถาน (Pakistan Peoples Party) หรือ PPP ที่เมืองราวันปินดี โดยคนร้ายลอบยิงเธอจากเบื้องสูง ก่อนมีการกดระเบิดอานุภาพรุนแรงซ้ำในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา เพื่อให้มั่นใจว่าเหยื่อจะไม่มีทางรอดชีวิต โดยมิได้แคร์ถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์ ที่กำลังรุมล้อมรอบรถหาเสียงของเธอเพื่อให้กำลังใจ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้ถูกลูกหลงเสียชีวิตมากกว่า 20 ราย … และแม้นว่า หลังเกิดเหตุ จะมีความพยายามนำตัวสตรีเหล็กผู้นี้ ส่ง รพ. เพื่อกู้ชีวิต

แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว ที่สุดจึงมีการแถลงอย่างเป็นทางการว่า นางเบนาซีร์ บุตโต เสียชีวิตในเวลา 18.16 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ชมคลิป เหตุการณ์จริง 

(ขอบคุณคลิปจาก Saad Khan)

และแม้ว่าในเวลาต่อมา กลุ่มอัลกออิดะห์ จะออกมาอ้างความรับผิดชอบในการลอบสังหารครั้งนี้ แต่คำถามที่ไล่หลัง ตามมาดังๆ ก็คือ เหตุใดการลอบสังหารนี้ จึงมีเทคนิกการฆ่าที่ซับซ้อนยิ่งนัก แถมมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัฐบาลปากีสถาน มอบให้นั้น เหตุใดจึงหย่อนยานไม่เข้มงวดเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ กลุ่มอัลกออิดะห์ ได้ประกาศขู่เอาไว้แล้วว่า จะสังหารเธอให้ได้ ทันทีที่เหยียบแผ่นดินปากีสถาน และใครกันแน่ คือผู้ได้รับประโยชน์ทางการเมืองสูงสุด หลังการเสียชีวิตของ “เธอ”

2.จอห์น เอฟ เคนเนดี้ สหรัฐอเมริกา

ชายหนุ่มลุ่มรวยเสน่ห์ ผู้ก้าวขึ้นเป็น ประธานาธิบดีคนที่ 35 แห่งสหรัฐอเมริกา เจ้าของวาทะกรรมอันเป็นอมตะทางการเมือง ที่มิมีวันเลือนหายไปจากใจคนทั้งโลก “โปรดอย่าถามว่าประเทศได้ให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านได้ให้อะไรแก่ประเทศชาติบ้าง?” ผู้นำสหรัฐฯที่คนอเมริกัน ชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง

แต่แล้วทุกก็จบลง ..อย่างที่ชาวโลกทราบและงวยงง มาจนถึงทุกวันนี้


จอห์น เอฟ เคนเนดี้

จอห์น เอฟ เคนเนดี้ สหรัฐอเมริกา

22 พ.ย.1963 เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส ตามรายงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เคนเนดี้ ถูก สไนเปอร์เพียงคนเดียว นามว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอล ผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ใช้ปืนโบราณยิงจากเบื้องสูงเข้าใส่ขบวนรถ ที่มีการรักษาความปลอดภัยหละหลวม อย่างชนิดสุดเหลือเชื่อ จนกระทั่งกระสุนมหัศจรรย์พันลึกลูกหนึ่งวิ่งเข้าใส่หัวของเคนเนดี้ (หากใครอยากทราบรายละเอียด เหตุพิสดารพันลึกนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เคยเขียนไว้อย่างละเอียดแล้ว โปรดติดตามอ่านได้ที่ ย้อนรอยวันดับชีพ JFK 53 ปีผ่าน ยังคงเป็นปริศนา?) จนกระทั่งจบชีวิตลง

อย่างไรก็ดี การตาย ของ เคนเนดี้ ทำให้เกิดคำถามและความไม่เชื่ออย่างมากมาย ว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้นำโลกเสรีผู้นี้ จะถูกลอบสังหารได้ง่ายดายนัก ด้วยบุคคลที่ใช้ปืนเพียงกระบอกเดียว แถมรัฐบาลสหรัฐฯในกาลต่อมา ก็มิได้ เอาจริงเอาจังในการสอบสวน หรือ เผยแพร่ข้อมูลการลอบสังหาร อย่างชัดเจนต่อสาธารณชนให้คลายสงสัยแต่อย่างใด แถม ผู้นำคนต่อมา กลับทำในสิ่งที่ขัดแย้ง กับ เคนเนดี้ ซึ่งกำลังมีแนวความคิดที่จะถอนทหารอเมริกัน ออกจากเวียดนาม ด้วยการเรียกระดมพล ส่งกำลังเข้าไปเพิ่มเติมเสียด้วย

ชมคลิปเหตุการณ์จริง

(ขอบคุณคลิปจาก ertGaming)

3.อินทิรา คานธี อินเดีย

อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย 4 สมัย ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1966-1984 ผู้หญิงคนแรกอีกเช่นกัน ที่ได้นั่งบริหารประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก และเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของ ชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย หลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ และเป็นผู้นำพาอินเดีย สร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับอดีตสหภาพโซเวียตเดิม เพื่อหาแรงสนับสนุนในการต่อกรกับ ประเทศปากีสถาน เพื่อนบ้านผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมา ตราบมาจนกาลปัจุบัน และบทบาทสำคัญ เธอ อีกประการก็คือ การเดินหน้าผลักดัน วงการวิทยาศาสตร์ในประเทศ จนกระทั่ง อินเดีย ก้าวไกลถึงขนาดส่งยานไปสำรวจอวกาศ และ…มีอาวุธนิวเคลียร์ ไว้ในครอบครองได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ดี เรื่องที่ไม่ค่อยน่าจดจำนักสำหรับ หญิงแกร่งผู้นี้ ก็คือ การใช้อำนาจประกาศภาวะฉุกเฉิน บริหารประเทศแบบเผด็จการ หรือ ที่เรียกกันว่า Rule by decree โดยห้ามมิให้มีการท้วงติงหรือคัดค้านใดๆ


อินทิรา คานธี อินเดีย

แต่แล้ว ทุกอย่างก็จบลง

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 31 ต.ค.1984 ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ในกรุงนิวเดลี เมื่อบอดี้การ์ดชาวซิกข์ 2 คน ที่กำลังทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ร่วมกันใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงเธอจนเสียชีวิต เพื่อต้องการแก้แค้น ที่ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงผู้นี้ เป็นผู้ออกคำสั่งปฏิบัติการ Operation Blue Star ให้กองทัพอินเดีย บุกเข้าไปกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธชาวซิกข์ ในวิหารทองคำ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของชาวซิกข์ทั้งมวล

ชมคลิปเหตุการณ์จำลอง

(ขอบคุณคลิปจาก Lordmandeep a)

4.มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมของคนผิวสี ใน สหรัฐอเมริกา ไอคอนลิเบอรัลในประวัติศาสตร์การเรียกร้องเสรีภาพยุคใหม่ของประเทศเจ้าพ่อแห่งเสรีนิยม และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ จากการทำงานเพื่อยุติเหตุรุนแรงจากการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและสีผิวโดยไม่ใช้ความรุนแรง และเจ้าของสุนทรพจน์ ที่โด่งดังที่สุด บทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have a Dream)

แต่แล้ว ทุกอย่างก็จบลง


มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์

วันที่ 4 เมษายน ปี ค.ศ.1968 เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี นักเรียกร้องความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ ที่ในขณะนี้กำลังมีบทบาทอย่างสำคัญในความพยายามรณรงค์เพื่อยุติความยากจนและหยุดยั้งสงคราวเวียดนาม ถูกลอบยิง ขณะยืนอยู่ที่ริมระเบียงด้านนอก ชั้น 2 ของ โรงแรมที่พัก และอีกเช่นกันหลังความพยายามในการยื้อชีวิตจบลง มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ ก็เสียชีวิตลงที่ รพ.เซนต์โจเซฟ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา

โดยผู้ลงมือ (หน้าฉาก) ซึ่งถูกจับในเวลาต่อมา หลังหลบหนีไปอยู่ไกลถึงประเทศอังกฤษ มีชื่อว่า เจมส์ เออร์ เร หนุ่มอเมริกันผิวขาว รัฐอิลลินอยด์ ซึ่งต่อมาถูกพิพากษาจำคุก 99 ปี และได้เสียชีวิตอยู่ในเรือนจำเมื่อปี 1998

และแน่นอน มรณกรรมอันน่ามีเงื่อนงำ และถูกตั้งคำถามไม่ต่างจาก ความตาย ของ ประธานาธิบดีเคนเนดี้ ซึ่งกำลังมีแนวคิดถอนทหารอเมริกันออกจากสงครามเวียดนาม เช่นเดียวกัน ว่า ผู้ที่ลงมือมีเพียงคนเดียวจริงๆ น่ะหรือ…? เพราะการลอบสังหารที่ต้องใช้ฝีมือระดับเหนือเทพเช่นนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จากคนเพียงคนเดียว และคำตอบจากปากของผู้ที่ถูกตัดสินว่า ลงมือฆ่า มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในคุก ก็คือ..เค้ามิได้ลงมือเพียงคนเดียว ผู้ร่วมการลอบสังหารนี้ใช้นามว่า ราอูล และได้ไปพบกันที่ประเทศแคนาดาก่อนลงมือ รวมทั้งยังได้กล่าวหาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมนี้ด้วย …..

คลิปเหตุการณ์ วันลอบสังหาร มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ 

(ขอบคุณคลิปจาก Ese)

5.มหาตมะ คานธี อินเดีย

บุรุษร่างเล็ก ผู้พิชิต จักรวรรดิเอ็มไพร์ แห่งจักรวาล Far Far away เอ๊ยไม่ใช่… จักรวรรดิอังกฤษ ผู้ยิ่งใหญ่ ประเทศแห่งดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน ด้วยหลักอหิงสาและเครื่องปั่นด้ายอันแสนจะโบราณ เพื่อเป้าหมายเดียว คือ คืนความเป็นไท ให้กับชาวภารตะทั้งผอง โดยมิใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ แม้แต่เพียงปลายกระผีกเดียว แม้ว่าจะถูกผู้เข้ายึดครองใช้กำลังเข้ากระทำย่ำยี หมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ จนกระทั่งฝ่ายตรงกันข้าม ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับผลแห่งความรุนแรงที่ตัวเองเป็นผู้ก่อไว้ทั้งหมด ทั้งการใช้อาวุธฆาตกรรมหมู่ชาวอินเดีย ที่มีเพียงสองมือเปล่า ซึ่งมารวมตัวเพื่อเรียกร้องความเป็นไท ไม่เว้นกระทั่งลูกเล็กเด็กแดง และสตรี หลายร้อยคน ที่เมืองเมืองอำมริสา

จนในที่สุด …..อินเดีย จึงได้รับอิสรภาพ มาจนวันนี้

หากแต่ ผู้รุกราน เฉกเช่น จักรวรรดิอังกฤษ มีหรือจะยอมปล่อยมือประเทศที่เคยอยู่ในเงื้อมมือ โดย มิได้แอบซ่อน ยาพิษ ไว้ให้ศัตรู

ทุกอย่าง จึงจบลง….


มหาตมะ คานธี อินเดีย

วันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1948 มหาตมะ คานธี อินเดีย ถูกลอบสังหาร โดยหนุ่มชาวฮินดู ที่มาทำทีรอดักพบ ในการประชุมสวดประจำวัน ที่สวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลี ก่อนชักปืนยิงเข้าใส่ ร่างของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวภารตะจนสิ้นใจตาย ต่อหน้าต่อตาผู้ติดตามจำนวนมาก โดยฆาตกรผู้นี้ อ้างว่า คานธี ต้องรับผิดชอบต่อการทำให้อินเดีย อ่อนแอลงในการยืนหยัดต่อสู้กับประเทศปากีสถาน … ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เพียงแต่ถูก จักรวรรดิอังกฤษผู้ปกครอง ซ่อนยาพิษร้าย เอาไว้ โดยอ้างศาสนาจับแยกประเทศ เพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้ง ก่อนคืนเสรีภาพให้ ทำให้ตราบมาจนกระทั่งวันนี้ อินเดีย และปากีสถาน ก็ยังมีความขัดแย้งกันอยู่

คลิปจำลองเหตุการณ์ จาก ภาพยนตร์ คานธี

(ขอบคุณคลิปจาก CK Entertainment)

การเมือง + อำนาจ = ผลประโยชน์ ทุกอย่างคือความจริง ที่มนุษย์พึงต้องยอมรับว่า มันอยู่กับเราใกล้กว่าที่คิด และใกล้เพียงแค่คืบแค่ศอก เท่านั้นเอง…

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน


ยิวทบทวนความสัมพันธ์กับ UN ใหม่ หลังถูกห้ามสร้างนิคมในปาเลสไตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2559 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820685

 

อิสราเอลประกาศเริ่มการประเมินความสัมพันธ์กับสหประชาชาติใหม่ เนื่องจากไม่พอใจที่คณะมนตรีความมั่นคงฯ มีมติเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดสร้างนิยมชาวยิวในปาเลสไตน์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีแห่งอิสราเอลประกาศในวันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. ว่า พวกเขาได้เริ่มการประเมินความสัมพันธ์กับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ใหม่ หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น มีมติเมื่อวันศุกร์ เรียกร้องให้อิสราเอลยุติการสร้างนิยมชาวยิวในปาเลสไตน์

มติดังกล่าวผ่านการลงโหวตจากสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ 15 ประเทศ ด้วยคะแนนเห็นด้วย 14 ต่อ 0 เสียง โดยสหรัฐฯ เลือกไม่ออกเสี่ยงไม่ช่วยเป็นโล่ทางการทูตให้อิสราเอลเหมือนที่ทำมาโดยตลอด และไม่ใช้สิทธิ์ วีโต (ยับยั้ง) มติเช่นนี้เหมือนที่เคยทำมาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งนายเนทันยาฮูแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เป็นการตัดสินใจที่น่าละอาย

“ผมออกคำสั่งกระทรวงต่างประเทศให้ประเมินสัญญาต่างๆ กับสหประชาชาติใหม่ทั้งหมดภายใน 1 เดือน รวมทั้งเรื่องการมอบเงินทุนให้แก่สถาบันต่างๆ ของยูเอ็น และการให้เจ้าหน้าที่ของยูเอ็นอยู่ในอิสราเอลด้วย” นายเนทันยาฮูกล่าวผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ “ผมยังได้สั่งให้หยุดมอบเงินทุน 30 ล้านเชเกล (ราว 282 ล้านบาท) แก่ 5 สถาบัน และ 5 คณะกรรมการของยูเอ็นที่มีท่าทีเป็นศัตรูต่ออิสราเอลด้วย และจะมีตามมาอีกมาก”

ทั้งนี้ อิสราเอลดำเนินนโยบายสร้างอาคารที่อยู่อาศัยในดินแดนที่พวกเขายึดมาจากประเทศเพื่อนบ้านชาวอาหรับในช่วงสงครามปี 1967 ซึ่งรวมถึงเขตเวสต์ แบงก์, ฉนวนกาซา และเยรูซาเลมตะวันออก มานานหลายทศวรรษ ซึ่งหลายประเทศมองการกระทำของอิสราเอลว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายและเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสงบในภูมิภาค

 

ทัพไนจีเรียยึดหนึ่งในที่มั่นสุดท้ายของ ‘โบโก ฮาราม’ ได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2559 03:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820646

 

ผู้นำไนจีเรียเผย กองทัพของประเทศสามารถยึดหนึ่งในที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มติดอาวุธ โบโก ฮาราม ได้แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี มูฮัมมาดู บูฮารี แห่งประเทศไนจีเรีย ประกาศในวันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. ว่า กองทัพรัฐบาลสามารถยืดค่ายของกลุ่มติดอาวุธโบโก ฮาราม ในป่า แซมบิซา หนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ในไนจีเรียได้แล้ว


ประธานาธิบดี มูฮัมมาดู บูฮารี แห่งประเทศไนจีเรีย

นายบูฮารีกล่าวว่า การยึดค่ายซีโร่ได้สำเร็จ ถือเป็นการบดขยี้ครั้งสุดท้ายของกลุ่มก่อการร้ายโบโก ฮาราม ในพื้นที่สุดท้ายของพวกเขาในป่าแซมบิซา หลักกองทัพมีปฏิบัติการทางทหารครอบคลุมพื้นที่ 1,300 ตร.กม. ในป่าแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของรัฐบอร์โนมานานหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของนายบูฮารีไม่ได้ระบุถึงที่อยู่ของนาย อาบูบาการ์ เชเกา หัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม

 

ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น ‘นกเตน’ จ่อถล่มปินส์วันคริสต์มาส ต้องอพยพคนหลายพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ธ.ค. 2559 00:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820629

 

ทางการฟิลิปปินส์อพยพประชาชนหลายพันคนในพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ เพื่อหนีซุปเปอร์ไต้ฝุ่น นกเตน ที่จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในวันอาทิตย์นี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ของประเทศฟิลิปปินส์ออกคำสั่งอพยพประชาชนหลายพันคนออกจากหมู่บ้านบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ เพื่อหนีพายุ ‘นกเตน’ ซึ่งถูกจัดให้เป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่น ที่คาดว่าจะขึ้นฝั่งในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ และจะทำให้เกิดคลื่นลมแรงและฝนตกหนักในหลายพื้นที่รวมทั้งที่กรุงมะนิลา

ไต้ฝุ่นนกเตน หรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า ‘นีน่า’ ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนตอนนี้อยู่ในระดับซุปเปอร์ไต้ฝุ่น โดยล่าสุดในเวลา 16:00 น. วันเสาร์ตามเวลาไทย มันมีความเร็วลมอยู่ที่ 240 กม./ชม. และความเร็วลมกระโชกที่ 295 กม./ชม. กำลังเคลื่อนที่ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15 กม./ชม. และคาดว่าจะคงความรุนแรงเอาไว้ที่ระดับนี้จนกระทั่งมันเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง

สำนักงานบริหารด้านบรรยากาศ, ธรณีฟิสิกส์ และดาราศาสตร์ ของฟิลิปปินส์ คาดการณ์ว่า พายุลูกนี้จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในจังหวัด กาตันดัวเนส ทางตะวันออกของประเทศ ในช่วงบ่ายหรือเย็นของวันที่ 25 ธ.ค. ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาส ขณะที่ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมของสหรัฐฯ ระบุว่า หลังขึ้นฝั่งไต้ฝุ่นลูกนี้จะอ่อนกำลังอย่างช้าๆ จากได้รับผลกระทบจากพื้นดิน แต่จะยังมีความรุนแรงระดับพายุไต้ฝุ่น


เจ้าหน้าที่กำลังช่วยอพยพผู้คนที่ตกค้างในเมือง ทาบาโก ซิตี ในจังหวัดอัลเบย์ เพื่อหนีไต้ฝุ่นนกเตน

ด้านนาง มีนา มาราสิกัน โฆษกสำนักงานภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า หลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งจังหวัดอัลเบย์เริ่มอพยพไปยังที่ปลอดภัยหรือพื้นที่สูงแล้ว เช่นเดียวกับชาวบ้านตามแนวชายฝั่งจังหวัดกามาริเนส ซูร์ และ กามาริเนส นอร์เต ที่ถูกสั่งให้อพยพไปยังที่หลบภัยชั่วคราว

นางมาราสิกันระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ยังเพิ่มระดับการเตือนภัยไต้ฝุ่นใน 9 จังหวัดตามแนวชายฝั่งทางตะวันออก สั่งระงับการเดินทางทางบก, เรือ และอากาศจนกว่าจะพ้นวันอาทิตย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ นักท่องเที่ยวหลายพันคนต้องติดค้างอยู่ที่อาคารผู้โดยสารของสนามบินต่างๆ

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วฟิลิปปินส์จะเผชิญพายุไต้ฝุ่นประมาณ 20 ลูก โดยไต้ฝุ่นนกเตนถือเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 13 จากพายุ 26 ลูกที่พัดเข้าสู่แดนตากาล็อก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 1948 มีเพียง 7 ครั้งเท่านั้นที่ไต้ฝุ่นพัดเข้าสู่ฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์มาส

 

‘แคร์รี ฟิชเชอร์’ เจ้าหญิงเลอาจาก ‘สตาร์ วอร์ส’ หัวใจวายเข้า ICU

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 22:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820618

 

แคร์รี ฟิชเชอร์ นักแสดงหญิงผู้รับบทเจ้าหญิงเลอาจากภาพยนตร์ สตาร์ วอร์ส เกิดอาการหัวใจวายขณะเดินทางด้วยเครื่องบินจากกรุงลอนดอนไปยังนครลอสแอนเจลิส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และล่าสุดตอนนี้เธอต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียู…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แคร์รี ฟิชเชอร์ นักแสดงหญิงชาวอเมริกันผู้โด่งดังบท ‘เจ้าหญิงเลอา’ หนึ่งในตัวละครหลังจากภาพยนตร์เรื่อง ‘สตาร์ วอร์ส’ ไตรภาคแรก เกิดอาการหัวใจวายระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินโดยสารของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 935 จากกรุงลอนดอนไปยังนครลอสแอนเจลิสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และขณะนี้กำลังรับการรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤติ หรือ ไอซียู

TMZ เว็บไซต์ข่าวบันเทิงในอังกฤษ รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของ ทอดด์ น้องชายของนางฟิชเชอร์ ว่านักแสดงหญิงวัย 60 ปีผู้นี้ เกิดอาการหัวใจวายก่อนที่เครื่องบินจะเดินทางถึงจุดหมายประมาณ 15 นาที และเข้าสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่เครื่องบินจะลงจอดที่นครลอสแอนเจลิส โดยผู้โดยสารซึ่งเป็นแพทย์พยายามทำซีพีอาร์เพื่อช่วยชีวิตเธอ


ผู้สื่อข่าวกำลังติดตามข่าวการป่วยของ แคร์รี ฟิชเชอร์ ที่หน้าโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียลอสแอนเจลิส

หลังจากเครื่องลงจอด หน่วยกู้ชีพที่รออยู่แล้วก็ทำการซีพีอาร์ให้นางฟิชเชอร์อีก 15 นาทีจนกระทั่งชีพจรกลับมา ก่อนที่เธอจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียลอสแอนเจลิส และเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูโดยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ

ด้านนายทอดด์บอกกับ ‘เอนเตอร์เทนเมนต์ ทูไนท์’ รายการข่าวบันเทิงในสหรัฐฯ ด้วยว่า “จะเป็นเรื่องดีมากเลย หากทุกคนช่วยภาวนาให้เธอ หมอกำลังทำหน้าที่ของพวกเขา และเราไม่อยากไปรบกวนพวกเขา เรากำลังรออย่างอดทน” ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นนายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว เอ็นบีซีว่า อาการของนางฟิชเชอร์ไม่ดีนัก

ทั้งนี้ หลังข่าวการล้มป่วยของนางฟิชเชอร์ได้รับการเปิดเผยออกมา เพื่อนๆ ในวงการบันเทิงรวมทั้งเพื่อนนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องสตาร์ วอร์ส ต่างร่วมกันโพสต์ข้อความให้กำลังใจผ่านโลกออนไลน์อย่างล้นหลาม เช่น มาร์ค ฮามิลล์ ผู้รับบท ลุค สกายวอล์คเกอร์ ทวีตข้อความว่า “ราวกับว่าปี 2016 จะแย่ไปว่านี้ไม่ได้แล้ว ขอส่งความรักทั้งหมดของเราถึง @carrieffisher” ส่วนปีเตอร์ เมย์ฮิว ผู้รับบท ชิวแบคคา หรือ ‘ชิวอี้’ ทวีตข้อความว่า “ขอส่งความห่วงใยและคำภาวนาถึงเพื่อนและเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักของทุกคนตอนนี้เลย”

 

ฮีโร่!! ด.ช.ดัตช์ ป่วยมะเร็งสมองอยู่ได้ไม่นาน ทาสีเล็บ ระดมทุนช่วยคนอื่น (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 15:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820481

 

เด็กชายดัตช์ วัย 6 ขวบ ป่วยมะเร็งสมอง อยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ระดมทุนช่วยเด็กป่วยโรคเดียวกัน ด้วยการทาสีเล็บ ยอดบริจาคทะลักเกือบ 1.8 ล้านยูโร สื่อยกย่องเป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่”…

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า เด็กชายไทน์ วาน คอลสเตอเรน ชาวดัตช์วัย 6 ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งสมองและจะอยู่ได้อีกไม่เกินหนึ่งปี ตั้งความหวังครั้งสุดท้ายด้วยการขอรับบริจาคช่วยเด็กเป็นมะเร็งสมอง มียอดบริจาคเมื่อเสาร์ที่ 24 ธันวาคม เวลา 07.00 น. เวลาท้องถิ่น (13.00 น. เวลาประเทศไทย) มียอดบริจาคสูงถึง 1,798,992 ยูโร (68.36 ล้านบาท)

ขณะที่สถานีวิทยุ 3fm ได้เปิดหน้าเว็บ 3fm Serious Request เพื่อเปิดรับบริจาคระบุว่า “ทาสีเล็บ บริจาคเงิน แล้วท้าทายเพื่อนของคุณอีก 3 คนให้ทำเหมือนกับคุณ” เป็นคำขอของเด็กชายชาวดัตช์ เพื่อการระดมเงินบริจาคประจำปีของสถานีวิทยุในประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ดีเจจะขังตัวเองอยู่ในสตูดิโอโดยไม่มีอาหารและน้ำ และขอรับบริจาคเงินเพื่อการกุศลช่วงสัปดาห์ก่อนเทศกาลเฉลิมฉลอง


ทั้งนี้ ได้มีนักร้อง นักการเมือง ดารา บุคคลมีชื่อเสียงทุกวงการของเนเธอร์แลนด์ ต่างพร้อมใจกันทาสีเล็บตนเอง และโพสต์ภาพลงบนโซเชียลมีเดียพร้อมกับติดแฮชแท็ก #lakaan ที่แปลว่า ทาสีเล็บ แล้วร่วมบริจาคให้กับเด็กน้อยที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

สำหรับเด็กชายไทน์ ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งสมองได้เสนอโครงการของเขาให้กับสถานีวิทยุที่กำลังทำโครงการรับบริจาคประจำปีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้เงินบริจาคไม่กี่ร้อยยูโร โดยเขาได้ทาสีเล็บให้คนที่ผ่านไปมา พร้อมกับขอรับบริจาค 1 ยูโรเท่านั้น แต่ยอดเงินบริจาคล่าสุดมีจำนวนสูงถึงเกือบ 2 ล้านยูโร

ก่อนหน้านั้น แพทย์ได้ตรวจพบเนื้องอกในสมองของเด็กชายไทน์ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ครอบครัวของเขาทราบข่าวว่า ก้อนเนื้องอกไม่ได้ลดขนาดลง แม้ว่าจะมีการฉายแสง “เราต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ป่วย และอาจจะมีอายุอยู่ได้ไม่ถึง 6 ปี” นายเกอร์ริท บิดาของเขาให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ดัตช์

ทั้งนี้ ไม่เคยมีใครที่สามารถระดมเงินบริจาคได้จำนวนมากขนาดนี้ โดยกิจกรรมที่ทำเพียงคนเดียว ทำให้สื่อดัตช์พากันยกย่องเขาเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เรียกว่า “SuperTijn”

 

จักรพรรดิญี่ปุ่น 83 พรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820150

 

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น เสด็จออก ณ พระสีหบัญชรในพระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียว เมื่อ 23 ธ.ค.ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา โดยมีพสกนิกรไปร่วมถวายพระพรล้นหลามราว 33,000 คน มากที่สุดตั้งแต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี 2532 โดยพระองค์ มีพระราชสาส์นขอบพระทัยประชาชนที่ห่วงใยและใส่ใจรับฟังพระราชดำริของพระองค์เมื่อเดือนส.ค. ที่แสดงความปรารถนาจะสละราชสมบัติเพราะเหตุผลด้านอายุและสุขภาพ ซึ่งหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาศึกษาข้อกฎหมายเรื่องการแก้กฎมณเฑียรบาลเพื่อสนองพระราชประสงค์นี้ ซึ่งถ้าพระองค์สละราชสมบัติ มกุฎราชกุมารนารูฮิโตะจะเสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์แทน.

 

2 สลัดอากาศจี้เครื่องบินลิเบีย ยอมมอบตัว พร้อมปล่อยผู้โดยสาร 118 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 22:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820050

 

2 สลัดอากาศ จี้ เครื่องบินลิเบีย ยอมมอบตัวกับทางการแล้ว หลังยอมปล่อยผู้โดยสารพร้อมลูกเรือ 118 คน พร้อมเรียกร้อง ทางการลิเบียปล่อยลูกชายอดีตผู้นำ พอ.โมฮัมมาร์ กั๊ดดาฟี่ ที่ต้องโทษประหารชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเกิดเหตุสลัดอากาศ 2 ราย จี้เครื่องบินสายการบิน ”อาฟริคิยาห์”ของประเทศลิเบีย ไปลงจอดที่ประเทศมอลต้า พร้อมทั้งขู่ว่า จะระเบิดเครื่องบิน ล่าสุดสถานการณ์ยุติลงแล้วโดยสิ้นเชิง หลังสลัดอากาศทั้งคู่ ได้ยอมมอบตัวกับทางการพร้อมด้วยผู้โดยสารที่เหลืออยู่ทั้งหมด


ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ หลังลงจอดที่มอลต้า สลัดอากาศทั้ง2 ราย ได้เปิดการเจรจากับทางการ และปล่อยตัวผู้โดยสารและลูกเรือออกมาทั้ง 118 คน ก่อนที่จะยอมมอบตัวในที่สุด โดยไม่ได้แจ้งข้อเรียกร้องใดๆ ขณะนี้ทั้งคู่ถูกนำตัวไปขังและสอบสวนตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม มีการ เผยข้อเรียกร้องของทั้ง 2 ในเวลาต่อมาว่า ขอให้ทางการลิเบียปล่อยลูกชายอดีตผู้นำ พอ.โมฮัมมาร์ กั๊ดดาฟี่ ที่ต้องโทษประหารชีวิตด้วย

โดยตอนนี้ผู้ก่อเหตุทั้งสองคนอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งนายโจเซฟ มัสกัต นายกรัฐมนตรีของมอลต้าแถลงสื่อหลังผู้ก่อเหตุถูกจับกุม ระบุว่า ทั้งคู่มีอาวุธและระเบิดอยู่ในครอบครอง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบปืนกระบอกที่ 2 จากการตรวจค้นบนเครื่องบินด้วย

เบื้องต้นคาดว่า ผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนนายมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย เนื่องจากปรากฎภาพชายรายหนึ่งได้ออกมาโบกธงสีเขียว ซึ่งเป็นธงชาติเก่าของลิเบียในสมัยที่อดีตผู้นำรายนี้ยังอยู่ในอำนาจ เพียงไม่นานก่อนหน้าที่คนร้ายจะยอมมอบตัวในเวลาต่อมา


ด้านรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของลิเบีย เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุจี้เครื่องบินต้องการที่จะก่อตั้งพรรคการเมืองที่มีแนวทางสนับสนุนกัดดาฟี สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของคนร้ายรายหนึ่ง ทางสถานีโทรทัศน์ลิเบีย ที่ระบุว่า ใช้วิธีการนี้เพื่อเป็นการประกาศการก่อตั้ง และโฆษณาพรรคการเมืองใหม่ของพวกเขา

ทั้งนี้ เหตุจี้เครื่องบินโดยสารแบบแอร์บัส รุ่นเอ 320 ของสายการบินแอฟริกิยะห์ แอร์เวย์ส ( Afriqiyah Airways) ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.10 น.ตามเวลาในประเทศไทย หลังจากที่เครื่องบินลำดังกล่าวทะยานออกจากเมืองซาบาเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงตริโปลี พร้อมด้วยผู้โดยสารและลูกเรือ 118 คน แต่ถูกคนร้ายที่รายงานอ้างว่า มีระเบิดมืออยู่ในครอบครองจี้ให้เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปลงจอดที่ประเทศมอลต้า พร้อมขู่ว่า จะระเบิดเครื่องบินด้วย

โดยหลังเกิดเหตุสนามบินมอลตาก็ได้ถูกสั่งปิด เที่ยวบินทั้งหมดต้องเปลี่ยนเส้นทางขึ้นลงไปยังท่าอากาศยานใกล้เคียงแทน

ข่าวเกี่ยวข้อง

ด่วน เครื่องบินโดยสารลิเบีย 118ชีวิต โดนจี้ บังคับลงจอดมอลตา