ด่วน เครื่องบินโดยสารลิเบีย 118ชีวิต โดนจี้ บังคับลงจอดมอลตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 18:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819962

 

ผู้โดยสารและลูกเรือ 118 ชีวิตสุดระทึก เครื่องบินโดยสารของสายการบินแอฟริคิยาห์ แอร์เวย์ส โดนสลัดอากาศจี้กลางอากาศ บังคับให้ไปลงจอดที่มอลตา ขณะที่ทางการเตรียมพร้อมกำลังทหาร เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

เมื่อ 23 ธ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด่วน เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารระหว่างประเทศของสายการบินลิเบีย ‘Afriqiyah Airways’(แอฟริคิยาห์ แอร์เวย์ส) ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 118 ชีวิต โดนสลัดอากาศ จี้เครื่องบินกลางอากาศ และบังคับให้นักบินนำเครื่องบินไปลงจอดที่ประเทศมอลตา กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.

นายกรัฐมนตรีโจเซฟ มูสแคต แห่งมอลตา ได้ทวีตข่าวด่วนผ่านทางทวิตเตออร์ ระบุว่า ทางการมอลตาได้รับแจ้งว่า เกิดสถานการณ์จี้เครื่องบิน บนเครื่องบินโดยสารระหวางประเทศของลิเบีย และเครื่องบินได้ถูกบังคับให้ลงจอดที่มอลตา พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเตรียมพร้อมปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ขณะที่ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ประจำมอลตา เผยต่อผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ทางการมอลตาได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษและทหาร มายังจุดที่เครื่องบินโดยสารแบบแอร์บัส A320 ของสายการบิน แอฟริคิยาห์ แอร์เวย์ส ลงจอดที่สนามบินในมอลตาแล้ว

เมื่อเวลา 20.45 น. นายโจเซฟ มูสแคต นายกรัฐมนตรีมอลตา ได้ออกมายืนยันกับสื่อว่า ลูกเรือสายการบินแอฟริคิยาห์ของลิเบียได้รับการปล่อยตัวแล้ว และมีรายงานว่า ผู้โดยสารทั้งหมดก็ได้รับการปล่อยตัวแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ สลัดอากาศทั้ง 2 คนขู่จะระเบิดเครื่องบินด้วยระเบิดมือ และอ้างว่าพวกเขามีความจงรักภักดีต่อ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำจอมเผด็จการของลิเบีย.

 

หนุ่มตูนิเซีย ต้องสงสัยขับรถพุ่งชนคนที่เบอร์ลิน โดนตร.อิตาลียิงตายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 18:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819937

 

จุดจบ หนุ่มตูนิเซีย ตกเป็นผู้ต้องสงสัยขับรถบรรทุกพุ่งชนที่กรุงเบอร์ลิน โดนตำรวจอิตาลีในเมืองมิลาน ยิงดับ หลังเปิดฉากยิงใส่ตำรวจก่อนขณะขอดูบัตรประชาชน

เมื่อ 23 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างแถลงการณ์จากกระทรวงมหาดไทยของอิตาลีว่า ตำรวจอิตาลีในเมืองมิลาน ได้ยิงสังหารนายอานิส อัมรี หนุ่มชาวตูนิเซีย ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนในกรุงเบอร์ลิน หลังจาก นายเอนิส อัมรี ได้เปิดฉากยิงใส่ตำรวจก่อน ขณะที่ได้ถูกตำรวจเรียกให้เขาหยุดรถและขอดูบัตรประชาชน ที่บริเวณเขตเซสโต ซาน จิโอวานนี ของเมืองมิลาน เมื่อเช้ามืด เวลาประมาณ 03.00 น.ของวันที่ 23 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

ข่าวแจ้งว่า หลังจากนายอัมรีเป็นฝ่ายสาดกระสุนยิงใส่ตำรวจนายหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บ จึงทำให้เขาถูกตำรวจยิงเสียชีวิตแล้ว และจากการตรวจสอบลายนิ้วมือของผู้ตาย ปรากฏว่า ตรงกับลายนิ้วมือของนายเอนิส อัมรี ชายหนุ่มชาวตูนิเซียวัย 24 ปี ที่ทางการเยอรมนีกำลังตามไล่ล่าและตั้งรางวัลเงินค่าหัวนำจับถึง 100,000 ยูโร หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมก่อเหตุขับรถชนคนที่ตลาดคริสต์มาส ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ บาดเจ็บ 49 ราย


รูปถ่ายในบัตรประชาชนของนายเอนิส อัมรี ที่ทางการเยอรมนีออกประกาศตั้งรางวัลนำจับ 1แสนยูโร

ตามรายงานของสำนักข่าวอันซา ในอิตาลี ระบุว่า นายเอนิส อัมรี ได้เดินทางโดยรถไฟจากฝรั่งเศส ไปยังเมืองตูริน จากนั้นก็ต่อรถไฟอีกขบวนไปลงที่เมืองมิลาน ทางภาคเหนือของอิตาลี ก่อนจะพบจุดจบถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่สุด


ตำรวจอิตาลี กั้นบริเวณที่นายเอนิส อัมรี ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ที่เมืองมิลาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เยอรมนี ‘พลิกแผ่นดิน’ ล่า หนุ่มตูนิเซีย อาจเป็นคนขับรถบรรทุกชนคนสุดสยอง

 

ไอซิสโคตรเหี้ยม เผาทั้งเป็นทหารตุรกี 2 นาย เคราะห์ร้ายถูกจับเป็นเชลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819877

 

(ภาพจากคลิปวิดีโอกลุ่มไอซิส)

กลุ่มไอซิส สุดโหด เผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ เหตุการณ์เผาทั้งเป็น ทหารตุรกี 2 นาย หลังโดนจับเป็นเชลย แก้แค้นรัฐบาลกรุงอังการาประกาศทำสงครามปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ก่อนต่อมา ทางการตุรกีได้สั่งบล็อกคลิปสุดป่าเถื่อนที่ถูกนำมาเผยแพร่ทางออนไลน์แล้ว

เมื่อ 23 ธ.ค.59 สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่สุดเหี้ยมของกลุ่มติดอาวุธ ‘รัฐอิสลาม’ หรือไอซิส ที่นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อของกลุ่มไอซิส บนโลกออนไลน์ โดยตั้งชื่อคลิปดังกล่าวว่า ‘The Cross Shield’ อ้างว่า เป็นภาพเหตุการณ์สุดป่าเถื่อนโหดร้าย ทหารตุรกี 2 นายถูกเผาทั้งเป็นที่เมืองอัล-บับ ชานเมืองอเลปโป เมืองใหญ่ทางภาคเหนือของประเทศซีเรีย หลังจากรัฐบาลตุรกีประกาศจะทำสงครามปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในซีเรีย ตอบโต้เหตุการณ์ทหารตุรกี 16 นาย ต้องถูกสังหารโดยกลุ่มไอซิส


สมาชิกกลุ่มไอซิสประณามประธานาธิบดีตุรกี ก่อนลงมือสังหารโหด

คลิปวิดีโอใหม่ของกลุ่มไอซิส มีความยาวถึง 19 นาที โดยเนื้อหาเป็นการใช้ภาพเล่าเรื่องราวที่มาของการสังหารโหดครั้งนี้ ว่าเป็นเพราะแก้แค้นทางการตุรกีที่เข้าไปร่วมในสงครามกลางเมืองของซีเรีย ภาพของประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดกัน แห่งตุรกี หารือกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ไปจนถึงการที่เครื่องบินรบของตุรกีโจมตีทางอากาศถล่มเมืองอัลบับ ซึ่งเป็นเมืองที่กลุ่มไอซิสยึดครองอยู่ จนทำให้ชาวเมืองและเด็กๆ ล้มตายบาดเจ็บ


นอกจากนั้น คลิปวิดีโอ ได้แสดงให้เห็นภาพชาย 2 คนในชุดเครื่องแบบทหารที่ถูกจับเป็นเชลย ในสภาพถูกขังไว้ในกรง และโดนสวมปลอกคอ ซึ่งกลุ่มไอซิสเรียกทหารทั้งสองว่า ‘ไอ้พวกหมา’ จากนั้น กลุ่มไอซิสได้นำตัวทหารเคราะห์ร้ายทั้งสองออกมาจากนอกกรง และจุดไฟเผาทั้งเป็นอย่างเหี้ยมโหด ซึ่งก่อนหน้านี้ กลุ่มไอซิสเคยก่อเหตุสลด เผาทั้งเป็นนักบินจอร์แดนที่เครื่องบินตกในซีเรียมาแล้วเมื่อปีก่อน

สำนักข่าว อัลจาซีรา รายงานด้วยว่า สำนักข่าวอามัค ซึ่งเป็นสื่อที่ติดต่อกับกลุ่มไอซิสเคยแจ้งข่าวเมื่อเดือนก่อนว่า กลุ่มไอซิสได้ลักพาตัวทหารตุรกีมา 2 นาย ซึ่งตรงกับที่ กองทัพตุรกีเคยเปิดเผยเช่นกันว่า ไม่สามารถติดต่อทหารตุรกี 2 นายได้ ส่วนเหตุการณ์กลุ่มไอซิสเผาทั้งเป็นทหารตุรกี 2 นาย เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยต่อมา สำนักข่าวอัลจาซีรา เผยว่า ทางการตุรกีได้สั่งบล็อกคลิปวีดิโอสุดโหดนี้ ไม่ให้เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ และทวิตเตอร์แล้ว

 

ออสซี่จู่โจมจับ 5ผู้ต้องสงสัย สกัดแผนร้าย บึมเมลเบิร์น วันคริสต์มาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 15:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819758

 

โล่งอกไปอีกเปลาะ…ตำรวจออสเตรเลียสกัดแผนก่อการร้าย บุกจู่โจมจับกุม 5 ผู้ต้องสงสัย มีแผนลงมือโจมตีสถานที่หลายแห่งในเมืองเมลเบิร์น ทั้งใช้ระเบิด มีด และปืน ช่วงวันคริสต์มาส

เมื่อ 23 ธ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ตำรวจออสเตรเลียสามารถสกัดแผนก่อการร้ายโจมตีเมืองเมลเบิร์น ในช่วงวันคริสต์มาส โดยจากการเปิดเผยของ เกรแฮม แอชตัน ผู้บังคับการตำรวจรัฐวิกตอเรีย ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมชายต้องสงสัยร่วมก่อเหตุร้าย ได้จำนวน 5 คน ระหว่างการบุกจู่โจมจับกุม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้ 4 คน เป็นหนุ่มชาวออสเตรเลีย เชื้อสายเลบานอน อายุประมาณ 20-30 ปี ส่วนอีกคนเป็นชายออสเตรเลีย เชื้อสายอียิปต์

ผู้บังคับการตำรวจรัฐวิกตอเรีย เผยว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัย มีแผนก่อเหตุร้ายโดยได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิส โดยมีแผนจะก่อเหตุร้ายด้วยการใช้ระเบิด รวมทั้งอาวุธอื่นๆ ทั้งมีด หรือปืน โดยเป้าหมายที่เตรียมจะลงมือก่อเหตุมีหลายแห่ง ทั้งสถานีรถไฟ ฟลินเดอร์ สตรีท ,จัตุรัส Federation และวิหารเซนต์ ปอลในเมืองเมลเบิร์นด้วย


สถานีรถไฟ ฟลินเดอร์ สตรีท สุดคลาสสิกตั้งอยู่ใจกลางเมืองเมลเบิร์น และนับเป็นสถานีรถไฟแห่งแรกของออสเตรเลีย

สำหรับการบุกจู่โจมจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน วางแผนลงมือก่อเหตุโจมตีเมืองเมลเบิร์นในครั้งนี้ ตำรวจได้ยกกำลังจับกุมจาก 5 แห่ง ทั้งตอนเหนือและตะวันตกของเมืองเมลเบิร์น หลังจากตำรวจสายสืบทราบข่าวมาแล้วหลายสัปดาห์ โดยผู้บังคับการตำรวจรัฐวิกตอเรีย ยังเผยด้วยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า กลุ่มคนร้ายมีแผนที่จะลงมือโจมตีในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งบางทีอาจเป็นช่วงวันคริสต์มาส


ตำรวจออสเตรเลีย รักษาความปลอดภัยที่โอเปร่า เฮาส์ ในนครซิดนีย์
 

อิวานกา ทรัมป์ ‘สตั๊นไป10 วิ’! โดนผดส.ร่วมไฟลต์ด่า พ่อกำลังทำลายประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 12:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819606

 

(ภาพจากยูทูบ USA News)

อิวานกา ลูกสาวคนสวยของโดนัลด์ ทรัมป์ เจอเรื่องคาดไม่ถึง ขณะขึ้นเครื่องบินเจ็ตบลู พร้อมสามีและลูกๆ จะไปพักผ่อนที่ฮาวาย โดนชายผู้โดยสารร่วมเที่ยวบิน ปรี่เข้ามาด่า บอกทรัมป์กำลังทำลายประเทศ จนลูกเรือต้องมาคุมตัวให้ลงจากเครื่อง ส่วนอิวานกาและครอบครัวตัดสินใจเปลี่ยนไปขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำเดินทางต่อ

เมื่อ 23 ธ.ค.59 สื่อต่างประเทศ TMZ รายงานเกิดเหตุการณ์สุดอึ้งกับอิวานกา ทรัมป์ บุตรสาววัย 35 ปี ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เมื่อเธอได้ถูกนายแดน โกลด์สไตน์ ทนายความหนุ่มชาวเมืองบรู๊คลิน รัฐนิวยอร์ก ตรงเข้ามาพูดจาต่อว่าด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ขณะที่อิวานกาพร้อมทั้งสามี เจเร็ด คุชเนอร์ และลูกทั้งสามอยู่บนเครื่องบินโดยสารของสายการบินเจ็ตบลู เมื่อเช้าวันพฤหัสฯ ที่ 22 ธ.ค. เพื่อเดินทางไปพักผ่อนที่ฮาวาย ว่า ‘พ่อของเธอกำลังทำลายประเทศสหรัฐฯ’

จากการเปิดเผยของผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้กับอิวานกาบนเที่ยวบินนี้ ยังเล่าว่า นอกจากนายโกลด์สไตน์ จะพูดจาถ้อยคำดังกล่าวใส่หน้าอิวานกาแล้ว เขายังเริ่มรุกรานอิวานกาต่อ ด้วยการถามอย่างเกรี้ยวกราดว่า ‘ทำไมเธอต้องมาอยู่บนเที่ยวบินนี้ด้วย เธอควรจะไปขึ้นเครื่องบินส่วนตัวนะ’ ขณะที่ อิวานกา ซึ่งควบคุมสติอารมณ์ได้ดีเป็นเลิศ ยังคงนิ่งเฉย หลังจากต้องมาเจอเรื่องคาดไม่ถึง โดยเธอพยายามไม่สนใจชายที่เข้ามาพูดจาไม่ดีใส่  และทำทีหันไปดูแลลูกๆ ให้ใช้ดินสอสีระบายรูป จนกระทั่งลูกเรือได้มาคุมตัวนายโกลด์สไตน์ให้ลงไปจากเครื่องบิน


ทวิตเตอร์ของ แมทธิว ลาสเนอร์

ต่อมา นายแมทธิว ลาสเนอร์ เพื่อนชายของนายโกลด์สไตน์ ซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นสามีของนายโกลด์สไตน์ด้วยนั้น ได้ทวีตข้อความทางออนไลน์ว่า ‘เจ็ตบลูเตะเราทั้งคู่ลงจากเที่ยวบินของเรา เมื่อสามีของผมแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการต้องมาเดินทางร่วมกับคนในครอบครัวทรัมป์’

ด้านสายการบินเจ็ตบลูได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การถอดผู้โดยสารคนดังกล่าวออกจากเที่ยวบิน ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายๆ แต่เมื่อลูกเรือสรุปว่าลูกค้ากำลังสร้างความขัดแย้งบนเครื่องบิน ลูกเรือจะขอให้ลงจากเครื่องบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกเรือรู้สึกว่าสถานการณ์เสี่ยงลุกลามบานปลาย


โดนัลด์ ทรัมป์ และบุตรสาว อิวานกา

ส่วนด้านอิวานกาและครอบครัว หลังจากมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องรู้สึกเซ็งตั้งแต่แรก จึงได้เปลี่ยนแผน หลังจากเครื่องบินเจ็ตบลูลงจอดที่นครซานฟรานซิสโก ด้วยการเปลี่ยนไปขึ้นเครื่องบินพาณิชย์แบบเช่าเหมาลำแทน เพื่อเดินทางต่อไปยังฮาวาย  เนื่องจากไม่อยากเจอเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก ขณะที่อิวานกายังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อเธอถูกบรรดาช่างภาพรุมถ่ายภาพหลังทราบเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอ.

 

รบ.ซีเรียคุมอเลปโปโดยสมบูรณ์ หลังกบฏกลุ่มสุดท้ายออกจากเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819405

 

กองทัพรัฐบาลซีเรียยึดคืนการควบคุมเมืองอเลปโปจากกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลได้โดยสมบูรณ์แล้ว หลังจากนักรบกบฏกลุ่มสุดท้ายอพยพออกจากเมืองในวันพฤหัสบดี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การต่อสู้ในเมืองอเลปโป ซึ่งดำเนินมานานกว่า 4 ปี ยุติลงโดยสมบูรณ์แล้วในวันพฤหัสบดี หลังจากนักรบฝ่ายกบฏกลุ่มสุดท้ายอพยพออกจากเมืองตามข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลซีเรีย ซึ่งมีรัสเซียและตุรกีเป็นผู้ผลักดัน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลได้สิมธิ์การควบคุมอดีตเมืองอันดับ 2 ของประเทศแห่งนี้กลับคืนมาครบทุกพื้นที่แล้ว

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ยืนยันว่า พลเรือนทุกคนที่ประสงค์จะอพยพออกจากภาคตะวันออกของเมืองอเลปโป ซึ่งเคยอยู่ในการควบคุมของฝ่ายกบฏ รวมทั้งผู้บาดเจ็บ และนักรบติดอาวุธ ออกเดินทางครบทุกคนแล้ว หลังจากการอพยพต้องล่าช้าเพราะหิมะตกหนักและสภาพยานพาหนะไม่ดี

ขณะที่กองทัพรัฐบาลซีเรีย ออกมาแถลงการณ์ระบุว่า “ชัยชนะในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ และจุดเปลี่ยนในการทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย (คำที่รัฐบาลใช้เรียกกลุ่มกบฏ) และส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ก่อการร้ายและผู้สนับสนุนของพวกเขา”

 

‘ทรัมป์’ เรียกร้องสหรัฐฯ เพิ่มขีดความสามารถทางนิวเคลียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819394

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องในวันพฤหัสบดี ให้สหรัฐฯ เสริมและขยายขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของประเทศออกไปอีก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนหน้า ออกมาเรียกต้องผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ในวันพฤหัสบดี ว่า “สหรัฐอเมริกาต้องเสริมและขยายขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของประเทศออกไปอย่างมาก จนกว่าจะถึงช่วงเวลาที่โลกเริ่มเข้าใจเรื่องนิวเคลียร์”

คำพูดของทรัมป์เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมากล่าวหลังจากพบที่ปรึกษาด้านการทหารว่า รัสเซียจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพทางนิวเคลียร์ของกองทัพ


ทรัมป์ทวีปข้อความเรียกร้องให้สหรัฐฯ เพิ่มขีดความสามารถทางนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา นายเจสัน มิลเลอร์ ผู้จัดการฝ่ายการสื่อสารในทีมเปลี่ยนผ่านอำนาจของนายทรัมป์ ออกมาชี้แจงคำพูดของว่าที่ประธานาธิบดีผู้นี้ว่า นายทรัมป์พูดถึงภัยคุกมคามจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาวุธนิวเคลียร์ และความจำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อป้องกันเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ก่อการร้ายกับรัฐบาลทุจริตและไม่มั่นคง

นายมิลเลอร์กล่าวเสริมด้วยว่า นายทรัมป์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาและทำให้ขี้ความสามารถในการป้องปรามทางนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ให้ทันสมัย ว่าเป็นหนทางสำคัญในการเสาะหาสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง

 

สมรภูมิแห่งใหม่ ‘อิดลิบ’? ก้าวต่อไปของอัสซาดหลังจบศึก ‘อเลปโป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819358

 

การยึดคืนพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองอเลปโปที่ถูกฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลควบคุมมานานกว่า 4 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัฐบาลประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ซึ่งตอนนี้ควบคุมดินแดนของเมืองซึ่งเคยมีประชากรมากที่สุดในประเทศแห่งนี้โดยสมบูรณ์แล้ว

ตอนนี้โลกกำลังจับตาดูว่า หลังเสร็จศึกที่อเลปโปแล้ว รัฐบาลอัสซาดจะมีก้าวต่อไปในสงครามกลางเมืองครั้งนี้อย่างไร ซึ่งขณะนี้มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกพูดถีงมากที่สุด และมีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่า จะเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ต่อจากอเลปโป ก็คือ ‘จังหวัดอิดลิบ’


บาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย

อัสซาดเล็งบุกอิดลิบ

จริงอยู่ว่า การยึดคืนเมืองอเลปโปอาจถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีอัสซาด ในสงครามกลางเมืองซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2011 แต่ยังห่างไกลจากการยุติความรุนแรงในประเทศมากมายนัก เนื่องจากยังมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังฝ่ายรัฐบาล, กบฏสายกลาง, กลุ่มกบฏอิสลามิสต์หลายกลุ่ม และกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส ด้วย

ประธานาธิบดีอัสซาดได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซีย หลังจากกองทัพรัฐบาลสามารถยึดคืนพื้นที่เกือบทั้งหมดของฝ่ายกบฏในเมืองอเลปโปได้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเขากล่าวว่าหลังจากเสริมกำลังในพื้นที่โดยรอบเมืองอเลปโปแล้ว เป้าหมายถัดไปก็อาจเป็นจังหวัดอิดลิบ “การระบุว่าเมืองใดจะเป็นเป้าหมายต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเมืองใดมาจำนวนผู้ก่อการร้ายมากที่สุด และเมืองใดที่เปิดโอกาสให้ชาติอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนฝ่ายกบฏ”

“ในตอนนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างอเลปโปและอิดลิบ เพราะมีกลุ่มติดอาวุธ ‘อัล-นุสรา’ อยู่ทั้งภายในและชานเมืองอเลปโปและอิดลิบ” อัสซาดยังเสริมด้วยว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะตามมาจะเกิดขึ้นผ่านการหารือกับรัสเซียและอิหร่านซึ่งสิ่งทหารเข้ามาช่วยเหลือกองทัพรัฐบาลต่อสู้กับกลุ่มกบฏ


ภาพเมื่อปี 2015 นักรบกองทัพซีเรียเสรี (FSA) ฝ่ายกบฏสายกลาง ถือป้ายขับไล่รัสเซีย

อิดลิบศูนย์กลางฝ่ายกบฏ

จากคำพูดของอัสซาดทำให้เป็นไปได้ว่าเป้าหมายถัดไปที่รัฐบาลอัสซาดจะบุกโจมตีอาจเป็นจังหวัด อิดลิบ ทางตะวันตกของอเลปโป ซึ่งเป็นใจกลางของกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาล และขณะนี้ก็เต็มไปด้วยนักรบฝ่ายกบฏหลายหมื่นคนที่หนีมาจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งจากอเลปโป จังหวัดฮอมส์ และชานเมืองหลวงกรุงดามัสกัส

ตามการเปิดเผยของ สถาบันศึกษาสงคราม (ISW) ของสหรัฐฯ จังหวัดอิดลิบเป็นสถานที่ที่มีนักรบฝ่ายกบฏอยู่มากที่สุด โดยมีนักรบติดอาวุธราว 50,000 คนเคลื่อนไหวภายใต้ชื่อ ‘จาอิช อัล-ฟาตาห์’ หรือ ‘กองทัพแห่งชัยชนะ’ (Army of Conquest) นำโดยกลุ่ม อัล-นุสรา หรือที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ‘จาบัต ฟาตีห์ อัล-ชาม’ พวกเขาเคยใช้อิดลิบเป็นฐานตีฝ่าวงล้อมของกองทัพรัฐบาลที่ปิดกั้นภาคตะวันออกของเมืองอเลปโปได้สำเร็จมาแล้วเมื่อเดือน.ค.

จังหวัดอิดลิบยังเป็นหนึ่งในดินแดนไม่กี่แห่งในซีเรียที่ไม่มีกลุ่มไอซิสอยู่เลย ส่วนกองทัพรัฐบาลซีเรียก็มีพื่นที่ในการควบคุมน้อยมากเพียงหมู่บ้านเล็กๆ 2 แห่งเท่านั้น

อิดลิบยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์คือมีอาณาเขตติดต่อกับชายแดนประเทศตุรกี ผู้สนับสนุนหลักของฝ่ายกบฏ ซึ่งหมายความว่า ทุกอย่างรวมไปถึงอาวุธและเสบียงอื่นๆ สามารถถูกส่งเข้ามาภายในจังหวัดแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย ตรงกับคุณสมบัติของเมืองที่อัดซาดบอกกว่าจะบุกโจมตีเป็นที่ต่อไป


ภาพถ่ายเมื่อปี 2015 นักรบกลุ่ม อัล-นุสรา ถือธงประจำกลุ่มยืนอยู่หน้าอาคารรัฐบาลจังหวัดอิดลิบ

ซีเรียมีข้ออ้างเปิดศึกในอิดลิบ

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อัสซาดใช้นโยบายบุกปิดล้อมเมืองและทำข้อตกลงหยุดยิงในพื้นที่นั้นๆ เพื่อบีบให้นักรบกบฏยอมจำนน และมีฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหลายพันคนถูกเนรเทศไปอยู่ที่จังหวัดอิดลิบ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นแผนการที่คำณวนไว้แล้วเพื่อรวมนักรบกบฏไว้ในสถานที่แห่งเดียวแล้วค่อยจัดการในภายหลัง

นายอิบราฮิม ฮามิดี ผู้สื่อข่าวที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวในซีเรียให้แก่หนังสือพิมพ์ ‘อัล-ฮายัต’ ในซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า รัฐบาลอัสซาดกำลังเตรียมการทางจิตวิทยาเพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าจังหวัดอิดลิบคือ กันดาฮาร์แห่งซีเรีย โดยกันดาฮาร์เป็นจังหวัดหนึ่งในอัฟกานิสถาน และเป็นฐานที่มั่นของรัฐบาล ‘ตาลีบัน’ ระหว่างปี 1996-2001 ซึ่งการมีนักรบติดอาวุธอิสลามอยู่มากๆ อาจทำให้รัฐบาลอัสซาดและพันธมิตรอ้างความชอบธรรมในการบุกโจมตีอย่างรุนแรงในภายหลังได้ง่ายขึ้น

ด้านนาย เยซิด เซย์อิก เจ้าหน้าที่อาวุโสที่ ศูนย์วิจัยตะวันออกกลางคาร์เนกี (CMEC) ในกรุงเบรุต ของเลบานอน วิเคราะห์ว่า ตัวแปรหลักของศึกที่อิดลิบคือท่าทีของตุรกี เนื่องจากความอยู่รอดของฝ่ายกบฏขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือจากตุรกี ซึ่งหากตุรกีตัดสินใจลดความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม นักรบกบฏในอิดลิบก็จะไม่อาจทำศึกในระยะยามกับกองทัพรัฐบาลได้


ภาพเปรียบเทียบเขตเมืองเก่าในเมืองอเลปโป ก่อนเกิดสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2011 และหลังรัฐบาลยึดได้เมื่อสัปดาห์ก่อน

UN เตือน อิดลิบ จะเป็นอเลปโปแห่งที่ 2

ในตอนนี้ รัฐบาลซีเรียจะยังไม่ตัดสินใจว่าพวกเขาจะบุกจังหวัดอิดลิบต่อจากเมืองอเลปโปหรือไม่ แต่หากเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ ความเสี่ยงที่พลเรือนในอิดลิบจะโดนลูกหลงย่อมมีไม่น้อยกว่าที่เมืองอเลปโปแน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกบฏและกลุ่มติดอาวุธอิสลามแล้ว จังหวัดนี้ยังมีเป็นที่อยู่ของผู้พลัดถิ่นเนื่องจากสงครามกลางเมืองซีเรียจำนวนมาก

คณะกรรมการช่วยเหลือและกู้ภัยนานาชาติ (IRC) ระบุว่า ในจังหวัดอิดลิบตอนนี้มีผู้พลัดถิ่นอาศัยอยู่มากกว่า 230,000 คน ในค่ายอพยพที่ตั้งขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการประมาณ 250 แห่ง หลายครอบครัวต้องไปอาศัยอยู่อย่างแออัดตามอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก, ห้องส้วมและน้ำปะปา ขณะที่แพทย์อาสาสมัครในอิดลิบระบุในวิดีโอที่โพสต์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า พวกเขากำลังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างหนัก

ปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดอิดลิบไม่ต่างจากที่อเลปโปแม้แต่น้อย ทำให้นาย สตาฟฟาน เด มิสตูรา ทูตพิเศษสหประชาชาติประจำซีเรีย ต้องออกมาเตือนว่า “หากไม่มีการทำข้อตกลงทางการเมืองและการหยุดยิง อิดลิบจะกลายเป็นอเลปโปแห่งที่ 2 อย่างแน่นอน”

 

ญี่ปุ่นลุ้นประมูลเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 05:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819337

 

เมื่อ 22 ธ.ค.สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวพิเศษเอ็กซ์คลูซีฟที่ได้มาสำนักเดียว ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังหาทางชนะประมูลโครงการจัดหาระบบเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศของรัฐบาลไทยและเป็นอีกหนึ่งในความพยายามเสริมสถานะในภูมิภาคคู่กับสหรัฐฯ เพื่อต้านอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียนและในไทยที่นับวันมีมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องนี้เปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น 4 คนและแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมอีก 1 คน โดยญี่ปุ่นได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศเข้ามาหารือกับฝ่ายไทยเมื่อเดือนที่แล้วเรื่องขอบข่ายความร่วมมือที่อาจเป็นไปได้ และคาดด้วยว่าไทยจะเปิดประมูลเร็วที่สุดในปีหน้าเพื่อยกระดับระบบป้องกันภัยทางอากาศและเสริมกับระบบเรดาร์ที่มีอยู่เดิมซึ่งเป็นของสหรัฐฯและยุโรป แต่ไม่ชัดว่าจะมีบริษัทอื่นๆร่วมประมูลอีกหรือไม่

แหล่งข่าวระบุว่าระบบเรดาร์ที่ญี่ปุ่นนำเสนออยู่ในส่วนของเรดาร์รุ่นเอฟเอสพี-3 แบบกำหนดพิกัดตายตัว สร้างโดย บ.มิตซูบิชิ อิเล็กทริคส์ จำกัด เป็นระบบรุ่นเก่าที่กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่นใช้ตรวจจับภัยคุกคามทางอากาศ ส่วนโฆษกกองทัพเรือและกองทัพอากาศไทย ระบุไม่รู้เกี่ยวกับแผนการติดตั้งระบบใหม่ดังกล่าว.

 

เม็กซิโกเร่งสอบเหตุตลาดพลุดอกไม้ไฟบึมดับ 33 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819333

 

ทางการเม็กซิโกอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุระเบิดอย่างรุนแรงที่ตลาดขายดอกไม้ไฟใหญ่ที่สุดของเม็กซิโกที่เมืองทุลเตเป็คแต่ยังไม่จับกุมใคร เหตุร้ายแรงเกิดขึ้นที่ตลาดซาน พาบลิโตเมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร 20 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ในระหว่างที่ผู้คนกำลังเลือกซื้อหาพลุและดอกไม้ไฟไปจุดฉลองเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แรงระเบิดอย่างต่อเนื่องทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึงกว่า 33 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 100 คน

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เมืองทุลเตเป็คระบุถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยหละหลวมอาจคือสาเหตุให้เกิดการระเบิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยนายกเทศมนตรีเมืองทุลเตเป็คเผยว่า ระเบิดเกิดขึ้นในช่วงที่พ่อค้าแม่ขายสั่งสินค้าอันตรายจำนวนมากเข้ามาเก็บสำรองไว้ที่ร้านจำนวนมาก ซึ่งมีร้านรวงอยู่ราว 300 ร้าน เพราะใกล้ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองและความต้องการพลุดอกไม้ไฟก็สูงมากในปีนี้ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานระบุขณะเกิดเหตุระเบิดเชื่อว่ามีพลุดอกไม้ไฟอยู่ในตลาดน้ำหนักรวมมากถึง 300 ตัน จึงก่อให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงตามมาเป็นลูกโซ่ ถือเป็นเหตุไฟไหม้ระเบิดร้ายแรงครั้งที่ 3 ในรอบ 11 ปี

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งระบุอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต ซึ่งยังทำได้ไม่กี่ราย เนื่องจากร่างผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกไฟเผาไหม้ดำเกรียม ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายรายยังอาการสาหัส.